เล่มที่ ๑๐

ร่าย

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงสุหรานากงเรืองศรี
กับเสนากาหลังบุรี ยกพลมนตรีรีบมา
แรมร้อนนอนป่าสิบห้าวัน ก็ลุถึงเขตขัณฑ์ดาหา
ได้ข่าวปัจจามิตรติดพารา ก็เร่งยกโยธาเข้ากรุงไกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้งถึงกึ่งกลางพระนคร จึงให้หยุดพลนิกรน้อยใหญ่
แล้วชวนตำมะหงงคลาไคล เข้าไปที่เฝ้าพระผ่านฟ้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพดาหา
เห็นสุหรานากงพระนัดดา กับเสนากาหลังบุรี
จึ่งมีบัญชาปราศรัย เราขอบใจอนุชาทั้งสองศรี
ให้ยกมาช่วยต่อตี ก็เห็นชอบท่วงทีดีนัก
แต่การศึกครั้งนี้ไม่ควรเป็น เกิดเข็ญเพราะลูกอัปลักษณ์
จะมีคู่ผู้ชายก็ไม่รัก จึงหักให้สาสมใจ
อันองค์พระบรมเชษฐา เห็นจะให้ใครมาหรือหาไม่
เจ้ามาในทางพนาลัย ยังได้ข่าวบ้างหรือนัดดา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สุหรานากงวงศา
ก้มเกล้าทูลสนองพระบัญชา ข้ามาแจ้งข่าวที่กลางคัน
พระปิ่นภพกุเรปันธานี ให้กะหรัดตะปาตีเป็นทัพขันธ์
ยกจากเวียงชัยได้หลายวัน บรรจบกันกับระเด่นมนตรีมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพดาหา
ฟังสุหรานากงนัดดา จึงมีบัญชาว่าไป
อันกะหรัดตะปาตีจะมาช่วย พอจะเห็นจริงด้วยไม่สงสัย
แต่อิเหนาเขาจะมาทำไม ผิดไปเจ้าอย่าเจรจา
พระเชษฐาให้สารไปกี่ครั้ง เขายังไม่จากหมันหยา
จนสลัดตัดการวิวาห์ ศึกติดพาราก็เพราะใคร
เห็นจะรักเมียจริงยิ่งกว่าญาติ ไหนจะคลาดจากเมืองหมันหยาได้
ถึงมาตรจะมาก็จำใจ ด้วยกลัวภัยพระราชบิดา
เราอย่าคอยเขาเลยนะหลานรัก ก้มพักตร์รบศึกไปดีกว่า
แต่ว่าวันนี้เจ้าเหนื่อยมา จงไปพักโยธาให้สำราญ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สุหรานากงใจหาญ
ก้มเกล้าสนองพจมาน อันการสงครามครั้งนี้
จะขอเอาเมืองขึ้นบรรดามา กับโยธาสิงหัดส่าหรี
ยกออกโรมรันประจัญตี ดูทีฝีมือปัจจามิตร
ถ้าเห็นศึกย่นย่อท้อกำลัง จะโหมหักมิให้ตั้งต่อติด
จะอาสากว่าจะสิ้นสุดฤทธิ์ ชีวิตอยู่ใต้บาทบงสุ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระผ่านภพดาหาสูงส่ง
จึงตรัสตอบสุหรานากง เจ้าคิดอ่านการณรงค์ทะนงนัก
ทัพเขายกมาย่อมสามารถ ทั้งสิทธิ์ขาดความคิดแหลมหลัก
ม้ารถคชพลก็พร้อมพรัก หมายจะหักที่กล้าด้วยกัน
ไม่ควรจะด่วนออกชิงชัย ชอบอยู่ในพารารักษามั่น
แม้นข้าศึกประชิดติดพัน บุกบันเข้าปล้นปีนกำแพง
เราจะรบรับไว้ให้หยุดยั้ง แต่พอผ่อนหย่อนกำลังเข้มแข็ง
จึงยกหนักออกหักเอากลางแปลง จะมีชัยไม่แคลงวิญญาณ์
ทัพช่วยก็ไม่ช้าจะมาทัน พร้อมกันตีกระหนาบหลังหน้า
รุกรบกระทบนอกเข้ามา เห็นศึกก็จะล่าเลิกไป
เจ้าเป็นผู้บัญชาในธานี โยธาหน้าที่เอาใจใส่
ตรัสแล้วลีลาคลาไคล เข้าในปราสาทรจนา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สุหรนากงวงศา
ครั้นเสด็จขึ้นแล้วก็ไคลคลา ออกมาที่อยู่พระภูมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น ฝ่ายดะหมังกุเรปันกรุงศรี
ครั้นถึงหมันหยาธานี ก็ตรงไปยังที่ประเสบัน
ขึ้นบนชานพักตำหนักนอก พอเห็นเสด็จออกกิดาหยัน
จึงเข้าไปใกล้องค์พระทรงธรรม์ อภิวันท์แล้วถวายสารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงวงศ์อสัญแดหวา
คลี่สารสมเด็จพระบิดา พลางทอดทัศนาทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

เอกบท

๏ ในลักษณ์นั้นว่าปัจจามิตร มาตั้งติดดาหากรุงใหญ่
จงเร่งรีบรี้พลสกลไกร ไปช่วยชิงชัยให้ทันที
ถึงไม่เลี้ยงบุษบาเห็นว่าชั่ว แต่เขารู้อยู่ว่าตัวนั้นเป็นพี่
อันองค์ท้าวดาหาธิบดี นั้นมิใช่อาหรือว่าไร
มาตรแม้นเสียเมืองดาหา จะพลอยอายขายหน้าหรือหาไม่
ซึ่งเกิดศึกสาเหตุเภทภัย ก็เพราะใครทำความไว้งามพักตร์
ครั้งหนึ่งก็ให้เสียวาจา อายชาวดาหาอาณาจักร
ครั้นนี้เร่งคิดดูจงนัก จะซ้ำให้เสียศักดิ์ก็ตามที
แม้นมิยกพลไกรไปช่วย ถึงเราม้วยก็อย่ามาดูผี
อย่าดูทั้งเปลวอัคคี แต่วันนี้ขาดกันจนบรรลัย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นอ่านสารเสร็จสิ้นพระทรงฤทธิ์ ถอนฤทัยคิดแล้วสงสัย
บุษบาจะงามสักเพียงไร จึงต้องใจระตูทุกบุรี
หลงรักรูปนางแต่อย่างนั้น จะพากันมาม้วยไม่พอที่
แม้นงามเหมือนจินตะหราวาตี ถึงจะเสียชีวิตก็ควรนัก
แล้วว่าแก่ดะหมังเสนา เราจะยกโยธาไปโหมหัก
มิให้เสียวงศาสุรารักษ์ งดสักเจ็ดวันจะยกไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังบังคมประนมไหว้
ทูลว่าช้านักพระภูวไนย เกลือกไปไม่ทันจะเสียที
เชิญเสด็จคลาไคลไปก่อน แล้วจึงค่อยผันผ่อนมากรุงศรี
อันข้าศึกซึ่งยกมาต่อตี ปานนี้จะประชิดติดกรุงไกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวาอัชฌาสัย
สุดที่จะบิดเบือนเลื่อนวันไป ด้วยเกรงในบิตุเรศตรัสมา
ความกลัวความรักสลักทรวง ให้เป็นห่วงหนหลังกังวลหน้า
แต่เรรวนหวนนึกตรึกตรา พระราชาสะท้อนถอนใจ
จึงดำรัสตรัสสั่งตำมะหงง เร่งเตรียมจัตุรงค์ทัพใหญ่
ม้ารถคชสารชาญชัย รีบรัดจัดไว้ให้ครบครัน
เลือกสรรโยธาจงสามารถ ที่อยู่คงองอาจแข็งขัน
แต่ปืนตึงก็ถึงทันควัน เข้าโรมรุกบุกบันฟันแทง
เราจะตัดศึกใหญ่ให้ย่อย่น ด้วยกำลังรี้พลเข้มแข็ง
แม้ไพรีหนีมือกลางแปลง เห็นหักได้ไม่แคลงวิญญาณ์
ฤกษ์รุ่งพรุ่งนี้จะยกไป ชิงชัยช่วยกรุงดาหา
สั่งเสร็จเสด็จทรงอาชา ไปเฝ้าท้าวหมันหยาฉับพลัน ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงนิเวศน์วังใน ลงจากมโนมัยผายผัน
ยุรยาตรนาดกรจรจรัล เข้าพระโรงสุวรรณทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น ดะหมังกุเรปันกรุงใหญ่
จึงรีบไปหาเสนาใน แถลงไขข้อความตามคดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น อำมาตย์หมันหยากรุงศรี
ได้แจ้งแห่งดะหมังเสนี ก็พาไปยังที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ก้มเกล้าประณตบทมาลย์ พระผู้ผ่านเวียงชัยไอศวรรย์
ทูลเบิกดะหมังเสนานั้น ว่าพระปิ่นกุเรปันใช้มา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังผู้มียศถา
นบนิ้วบังคมคัลวันทา ทูลถวายสาราพระภูมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระตูหมันหยาเรืองศรี
รับสารมาจากเสนี แล้วคลี่ออกอ่านทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

เอกบท

๏ ในลักษณ์อักษรสารา ว่าระตูหมันหยาเป็นผู้ใหญ่
มีราชธิดายาใจ แกล้งให้แต่งตัวไว้ยั่วชาย
จนลูกเราร้างคู่ตุนาหงัน ไปหลงรักผูกพันมั่นหมาย
จะให้ชิงผัวเขาเอาเด็ดดาย ช่างไม่อายไพร่ฟ้าประชาชน
บัดนี้ศึกประชิดติดดาหา กิจจาลือแจ้งทุกแห่งหน
เสียงานการวิวาห์จลาจล ต่างคนต่างข้องหมองใจ
การสงครามครั้งนี้มิไปช่วย ยังเห็นชอบด้วยหรือไฉน
จะตัดวงศ์ตัดญาติให้ขาดไป ก็ตามน้ำใจจะเห็นดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ทรงอ่านสารเสร็จสิ้นเรื่อง กลัวจะเคืองขุ่นข้องหมองศรี
จึงยื่นสารให้ระเด่นมนตรี แล้วมีพจนารถวาจา
เห็นงามอยู่แล้วหรือหลานรัก เจ้าหาญหักไม่ฟังคำข้า
มาพลอยได้ความผิดด้วยนัดดา เมื่อกระนี้จะว่าประการใด
แม้นมิยกพลขันธ์ไปพันตู หาให้อยู่กับจินตะหราไม่
อย่าหน่วงหนักชักช้าเร่งคลาไคล รีบไปให้ทันท่วงที
อันระเด่นดาหยนวงศา จงคุมพลหมันหยากรุงศรี
สมทบทัพระเด่นมนตรี ได้ฤกษ์รุ่งพรุ่งนี้จงยาตรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงพงศ์อสัญแดหวา
รับสั่งแล้วบังคมลา ไปปราสาทจินตะหราวาตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงห้องสุวรรณบรรจง นงแนบแอบองค์นางโฉมศรี
ทอดถอนฤทัยพลางทางพาที ภูมีแจ้งความแก่ทรามวัย
บัดนี้ดะหมังเสนา ถือสารพระบิดามาให้
เป็นเหตุด้วยดาหาเวียงชัย เกิดการศึกใหญ่ไพรี
ให้พี่กรีธาทัพขันธ์ ไปช่วยป้องกันกรุงศรี
จะรีบยกพหลมนตรี พรุ่งนี้ให้ทันพระบัญชา
อยู่จงดีเถิดพี่จะลาน้อง อย่าหม่นหมองเศร้าสร้อยละห้อยหา
เสร็จศึกวันใดจะไคลคลา กลับมาสู่สมภิรมย์รัก ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จินตะหราวาตีมีศักดิ์
ฟังตรัสขัดแค้นฤทัยนัก สะบัดพักตร์ผินหลังไม่บังคม
แล้วตอบถ้อยน้อยหรือพระทรงฤทธิ์ ช่างประดิษฐ์คิดความพองามสม
ล้วนกล่าวแกล้งแสร้งเสเล่ห์ลม คิดคมแยบคายหลายชั้น
พระจะไปดาหาปราบข้าศึก หรือรำลึกถึงคู่ตุนาหงัน
ด้วยสงครามในจิตยังติดพัน จึงบิดผันพจนาไม่อาลัย
ไหนพระผ่านฟ้าสัญญาน้อง จะปกป้องครองความพิสมัย
ไม่นิราศแรมร้างห่างไกล จนบรรลัยมอดม้วยไปด้วยกัน
พระวาจาน่าเชื่อเป็นพ้นนัก จึงหลงรักภักดีไม่เดียดฉันท์
พาซื่อสุจริตคิดสำคัญ หมายมั่นว่าเมตตาปรานี
มิรู้มาอาภัพกลับกลาย จะหลีกเลี่ยงเบี่ยงบ่างหน่ายหนี
ยังสมคำสัญญาที่พาที กี่ร้อยปีพระจะกลับคืนมา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

โลม

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวัญอสัญหยา
โลมนางพลางกล่าววาจา จงผินมาพาทีกับพี่ชาย
ซึ่งสัญญาว่าไว้กับนวลน้อง จะคงครองไมตรีไม่หนีหน่าย
มิได้แกล้งกลอกกลับอภิปราย อย่าสงกาว่าจะวายคลายรัก
จะจำจากโฉมเฉลาเยาวเรศ เพราะเกรงเดชบิตุรงค์ทรงศักดิ์
ข้อความงามแคลงกินแหนงนัก ด้วยเจ้าไม่ประจักษ์ที่จริงใจ
สมเด็จพระบิดาให้หาพี่ ใช่แต่ครั้งนี้นั้นหาไม่
ถึงสองครั้งพี่ขัดรับสั่งไว้ ยังมิได้บอกเจ้าให้แจ้งการ
บัดนี้เกิดศึกก็สุดคิด จนจิตที่จะขัดพระบรรหาร
สารามีมาเป็นพยาน พระยื่นสารให้นางทัศนา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ระเด่นจินตะหรา
ค้อนให้ไม่แลดูสารา กัลยาคั่งแค้นแน่นใจ
แล้วว่าอนิจจาความรัก พึ่งประจักษ์ดั่งสายน้ำไหล
ตั้งแต่จะเชี่ยวเป็นเกลียวไป ที่ไหนเลยจะไหลคืนมา
สตรีใดในพิภพจบแดน ไม่มีใครได้แค้นเหมือนอกข้า
ด้วยใฝ่รักให้เกินพักตรา จะมีแต่เวทนาเป็นเนืองนิตย์
โอ้ว่าน่าเสียดายตัวนัก เพราะเชื่อลิ้นหลงรักจึงช้ำจิต
จะออกชื่อลือชั่วไปทั่วทิศ เมื่อพลั้งคิดผิดแล้วจะโทษใคร
เสียแรงหวังฝังฝากชีวี พระจะมีเมตตาก็หาไม่
หมายบำเหน็จจะรีบเสด็จไป ก็รู้เท่าเข้าใจในทำนอง
ด้วยระเด่นบุษบาโฉมตรู ควรคู่ภิรมย์สมสอง
ไม่ต่ำศักดิ์รูปชั่วเหมือนตัวน้อง ทั้งพวกพ้องสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์
โอ้แต่นี้สืบไปภายหน้า จะอายชาวดาหาเป็นแม่นมั่น
เจาจะค่อนนินทาทุกสิ่งอัน นางรำพันว่าพลางทางโศกา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวัญอสัญหยา
ปลอบนางพลางเช็ดชลนา ดวงยิหวาอย่าทรงโศกี
จงสร่างสิ้นกินแหนงแคลงใจ ที่ในบุษบามารศรี
พี่สลัดตัดใจไม่ไยดี มิได้มีปรารถนาอาลัย
จรกาจึงได้มาว่าขาน กำหนดนัดทำงานการใหญ่
พอกะหมังกุหนิงรู้ไป ก็ซ้ำให้มากล่าวกัลยา
ครั้นขอนางมิได้ดังใจจง จึงเกิดการรณรงค์ในดาหา
เพราะแหนหวงช่วงชิงวนิดา ใช่ว่านางเปล่าอยู่เมื่อไร
อันลือข่าวบุษบาว่างามนัก จะดีกว่านัองรักนั้นหาไม่
นี่จำเป็นจึงจำจากไป เพราะกลัวภัยพระราชบิดา
แม้นเสียดาหาก็เสียวงศ์ อัปยศถึงองค์อสัญหยา
เจ้ากับพี่จะมีแต่นินทา แก้วตาจงดำริตริตรอง
ถึงไปก็ไม่อยู่นาน เยาวมาลย์อย่าโศกเศร้าหมอง
พระจุมพิตชิดเชยปรางทอง กรประคองนฤมลขึ้นบนเพลา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จินตะหราวาตีโฉมเฉลา
ได้เห็นสารทราบความตามสำเนา ค่อยบรรเทาเบาทุกข์แคลงใจ
จึงเคลื่อนองค์ลงจากพระเพลาพลาง นวลนางบังคมแถลงไข
ซึ่งพระจะเสด็จไปชิงชัย ก็ตามใจไม่ขัดอัธยา
แม้นสำเร็จราชการงานศึก แล้วรำลึกอย่าลืมหมันหยา
จงเร่งรีบยกทัพกลับมา น้องจะนับวันท่าภูวไนย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระทรงโฉมประโลมพิสมัย
รับขวัญกัลยาแล้วว่าไป พี่จะลืมปลื้มใจไยมี
เป็นเวรากรรมจึงจำจาก ขอฝากมาหยารัศมี
กับนางสการะวาตี ด้วยทรามวัยไร้ที่พึ่งพา
นางไกลบิตุราชมาตุรงค์ โฉมยงอย่าเคียดขึ้งหึงสา
ถ้าพลั้งผิดสิ่งไรได้เมตตา อย่าถือโทษโกรธาเทวี
ว่าพลางทางเปลื้องสังวาลทรง ให้องค์จินตะหรามารศรี
จงเจ้าเอาเครื่องประดับนี้ ไว้ดูต่างพักตร์พี่จะขอลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ระเด่นจินตะหรา
ได้ฟังพระราชบัญชา กัลยานอบนบอภิวันท์
แล้วทูลว่าพระองค์อย่าสงสัย น้องมิได้รังเกียจเดียดฉันท์
จะรักใคร่ในสองนางนั้น เหมือนพี่น้องร่วมครรภ์กันมา
ว่าพลางนางเปลื้องสไบทรง ถวายองค์ทรงเดชเชษฐา
เกลือกจะลืมคำมั่นสัญญา ได้เห็นผ้าเป็นเพื่อนเตือนฤทัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีศรีใส
เห็นนางค่อยสร่างโศกาลัย ภูวไนยตรัสบอกบังอร
บัดนี้พี่ขออำลา ไปสั่งสองสุดาดวงสมร
ว่าพลางผันผายกรายกร บทจรไปห้องสองนารี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เสด็จนั่งบัลลังก์รัตน์รจนา แล้วตรัสบอกมาหยารัศมี
ทั้งนางสการะวาตี ตามในสารศรีซึ่งมีมา
พรุ่งนี้พี่จะลาเจ้าไป ชิงชัยไพรีถึงดาหา
ค่อยอยู่เถิดนวลน้องสองสุดา อุตส่าห์อุปถัมภ์บำรุงกัน
จะผิดชอบสิ่งไรให้ปรองดอง มิควรข้องเคืองขุ่นอย่าหุนหัน
เจ้าก็ร่วมสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ ถนอมน้ำใจกันไว้ให้ดี
จงอดออมถ่อมคำจำนรรจา ฝากตัวจินตะหรามารศรี
โฉมเฉลาอย่าเศร้าโศกี พอศึกเสร็จแล้วพี่จะกลับมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองนางแน่งน้อยเสนหา
ได้ฟังดั่งจะม้วยชีวา กัลยาครวญคร่ำรำพัน
โอ้อนิจจานะอกเอ๋ย กระไรเลยไม่วายที่โศกศัลย์
แต่จากบิดามารดานั้น ก็โศกาจาบัลย์พันทวี
ได้พึ่งบาทบงสุ์พระทรงเดช ดังฉัตรแก้วกั้นเกศเกศี
หรือจะซ้ำจำจากพระภูมี ครั้งนี้จะบ่ายหน้าไปหาใคร
จะกินน้ำตาต่างอาหาร ทนทุกข์ทรมานหม่นไหม้
ชะรอยเวรากรรมได้ทำไว้ จึงจำให้ได้ความเวทนา
โอ้แต่บัดนี้นับจะลับเนตร จะแสนเทวษเศร้าสร้อยละห้อยหา
ร่ำพลางบังอรข้อนอุรา กอดบาทภัสดาเข้าโศกี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
เห็นสองสุดานารี โศกีกอดบาทไม่คลาดคลาย
พระจุมพิตชิดชมเชยปราง โลมลูบปฤษฎางค์นางโฉมฉาย
เช็ดชลนาพลางทางภิปราย เจ้าสายสุดที่รักจงหักใจ
จำเป็นจำร้างห่างน้องแก้ว เป็นกรรมของเราแล้วจะทำไฉน
พี่นี้มิใคร่จะจากไป แต่จนใจด้วยกิจการณรงค์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองนางแน่งน้อยนวลหง
ฟังถ้อยค่อยคลายกำสรดทรง โฉมยงทูลฝากน้องรัก
อันสังคามาระตากุมาร ไม่ชำนาญการรบหาญหัก
ทั้งความคิดก็ยังเยาว์เบานัก พระทรงศักดิ์จงได้เมตตา
เกลือกจะประมาทราชกิจ ถ้าพลั้งผิดพระจะลงโทษา
จงโปรดปรานขอประทานชีวา เหมือนเห็นแก่ข้าทั้งสองนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระผู้พงศ์เทวาในราศี
ฟังนางพลางกล่าววาที แก้วพี่อย่าประหวั่นพรั่นใจ
อันองค์พระน้องของเจ้า พี่รักเท่าดวงตาก็ว่าได้
ถึงผิดพลั้งจะสั่งสอนไป จะเอาไว้เป็นเพื่อนชีวี
ว่าพลางทางถอดธำมรงค์ ให้โฉมยงมาหยารัศมี
ทรงเปลื้องซ่าโบะของภูมี ให้สการะวาตีกัลยา
แล้วว่าซ่าโบะกับธำมรงค์ สองอนงค์เอาไว้ดูต่างหน้า
พอระงับดับความโศกา ให้คลายทุกข์ถวิลหาอาวรณ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางพี่น้องสองสมร
ได้ธำมรงค์ทรงสะพักภูธร บังอรค่อยคลายวายโศกี
นางมาหยารัศมีนงลักษณ์ จึ่งถอดปิ่นที่ปักเกศี
นวลนางสการะวาตี ถอดสพังมณีออกจากกรรณ
ต่างประนมก้มกราบกับบาทา ทูลถวายภัสดารังสรรค์
แต่พอได้ไปเห็นเป็นสำคัญ ให้ทรงธรรม์ชมพลางต่างพักตรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงวงศ์อสัญแดหวา
เห็นเครื่องทรงของสองสุดา ยิ่งแสนเสนหาอาลัย
กรกอดประทับไว้กับทรวง เป็นห่วงด้วยความพิสมัย
ชมโฉมโลมเล้าเอาใจ เห็นทรามวัยค่อยคลายจาบัลย์
จึ่งตรัสว่าพี่ยาจะลาแล้ว จงผ่องแผ้วผาสุกเกษมสันต์
สั่งนางพลางเสด็จจรจรัล ไปปราสาทแก้วกัลยาณี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงห้องทองรจนา พระกุมกรจินตะหรามารศรี
ขึ้นบนแท่นรัตน์รูจี ภูมีส้วมสอดกอดประคอง
หยอกเย้าเคล้าดวงบุษบง โฉมยงยึดพระหัตถ์ปัดป้อง
พระจุมพิตชิดเชยปรางทอง นวลละอองค้อนคมนัยนา
รสรักหนักจิตพิศวง สองทรงโศกสั่งเสน่หา
พลางภิรมย์สมสนิทนิทรา อยู่บนแท่นไสยาพรายพรรณ​ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กล่อม

๏ บัดนั้น ตำมะหงงเสนาคนขยัน
กับสี่พี่เลี้ยงทรงธรรม์ พากันมาจัดโยธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ กะเกณฑ์พลขันธ์บรรจบ สมทบกองทัพหมันหยา
ตั้งเป็นกระบวนเบญจเสนา ทัพหน้าทัพหลังทั้งปวง
จัดทหารหน้าช้างพระที่นั่ง พร้อมพรั่งทวนทองกองหลวง
ปีกขวาปีกซ้ายตามกระทรวง มิให้ล่วงหมู่หมวดตรวจกัน
จัดช้างชนะงาออกมายืน ผูกปืนสัปคับเครื่องมั่น
โลดแล่นโจมทัพซับมัน พลายพังดั้งกันแทรกแซง
เกณฑ์ถ้วนกระบวนทัพคชสาร หมอควาญขับขี่เข้มแข็ง
ล้วนใส่เสื้อแดงหมวกแดง ตกแต่งเตรียมไว้ทั้งไพร่นาย
ผูกช้างพระที่นั่งหลังคาทอง เรืองรองพระสุตรรูดสาย
ประสันตาตัวดีขึ้นขี่ท้าย คอยพระโฉมฉายจรลี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
บรรทมเหนือแท่นรัตน์รูจี ด้วยจินตะหราวาตีกัลยา
ประคองเชยชื่นชมสมสวาท แล้วทุกข์ที่จะนิราศเสนหา
แต่เวียนสั่งทรามวัยอาลัยลา จนสุริยาเยี่ยมยอดยุคันธร
ไก่ขันกระชั้นเสียงอยู่แจ้วแจ้ว ฟังแว่วหวั่นใจจะไกลสมร
พิศพักตร์วนิดายิ่งอาวรณ์ พลางสะท้อนถอนจิตจาบัลย์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๏ อุ้มองค์นงลักษณ์ใส่ตักไว้ ลูบไล้โลมนางพลางรับขวัญ
จำเป็นจำพรากจากกัน สาวสวรรค์ค่อยอยู่สวัสดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางจินตะหรามารศรี
ให้ละห้อยสร้อยเศร้าแสนทวี สงสารที่ถ้อยคำพระอำลา
ก้มพักตร์ลงเช็ดชลเนตร พลางทูลภูวเรศเชษฐา
น้องจะอยู่ผู้เดียวเปลี่ยววิญญาณ์ ทุกข์ถึงคะนึงหาไม่เว้นวาย
เสด็จไปจงดีมีสุข ให้ห่างภัยไกลทุกข์ทั้งหลาย
อันศัตรูนอกกายในกาย สารพัดแพ้พ่ายอย่าพ้องพาน
แม้นเสร็จศึกนึกกลับมาหมันหยา ให้สมซึ่งสัญญาได้ว่าขาน
อย่าลืมคำลืมเคยที่โปรดปราน เยาวมาลย์ทูลพลางทางโศกี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
ตรัสปลอบขนิษฐาแล้วพาที แก้วพี่อย่าพะวงสงกา
ถึงตัวพี่จะไปรณรงค์ แต่ใจจงพุ่มพวงดวงยิหวา
แต่พอเสร็จพันตูไม่อยู่ช้า จะเร่งรีบกลับมาหาน้อง
พระโลมลาลูบหลังแล้วสั่งเล่า ขวัญข้าวค่อยอยู่อย่าหม่นหมอง
ตรัสพลางย่างเยื้องจากแท่นทอง เสด็จไปยังห้องสองนารี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ นั่งแนบแอบองค์กัลยา ประคองชมมาหยารัศมี
เชยปรางนางสการะวาตี ตรัสสั่งสองศรีด้วยสุนทร
ค่อยอยู่เถิดน้องอย่าหมองไหม้ พี่จะลาทรามวัยไปก่อน
อย่ากันแสงโศกาอาวรณ์ เป็นกรรมจำจรจากกัน
จงรู้รักอดออมถนอมจิต สิ่งใดอย่าได้คิดเดียดฉันท์
สั่งเสร็จเสด็จจรจรัล ขึ้นเฝ้าทรงธรรม์เจ้าธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ก้มเกล้าประณตบทบงสุ์ ทูลองค์ประหมันทั้งสองศรี
พระองค์จงอยู่สวัสดี หลานนี้ขอถวายบังคมลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระตูผู้ผ่านหมันหยา
ทั้งประไหมสุหรีศรีโสภา ฟังราชนัดดาก็อาวรณ์
ต่างองค์อำนวยอวยชัย เจ้าไปให้เป็นสุขสโมสร
อันเหล่าอาสัตย์ดัสกร จงพ่ายแพ้ฤทธิรอนพระหลานรัก ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีมีศักดิ์
รับพรภูวไนยด้วยใจภักดิ์ บังคมลามาตำหนักประเสบัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงมนเทียรที่ข้างหน้า พร้อมหมู่เสนากิดาหยัน
เสด็จเข้ามณฑลพิธีกรรม์ นั่งเหนือเตียงสุวรรณบรรจง
ราชครูบีกูประมาหนา ถวายอาเศียรพาทภิเษกสรง
ลูบไล้สุคนธาอ่าองค์ บรรจงทรงเครื่องวันอาทิตย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โทน

๏ ทรงภูษาแย่งยกกระหนกกระหนาบ ฉลององค์เข้มขาบคดกริช
ห้อยหน้าปักทองกรองดอกชิด สังวาลวรรณวิจิตรจำรัสเรือง
ทับทรวงพวงเพชรเม็ดแตง ทองกรแก้วแดงประดับเนื่อง
ธำมรงค์รจนาค่าเมือง อร่างเรืองเพชรรัตน์ตรัจไตร
ทรงมงกุฎกรรเจียกจอนสุวรรณ วาวแววแก้วกุดั่นดอกไม้ไหว
ห้อยอุบะบุหงามาลัย เหน็บกริชฤทธิไกรแล้วไคลคลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๏ ขึ้นเกยกิริณีที่ประทับ ผันพักตร์สู่พายัพทิศา
พร้อมด้วยหมู่อำมาตย์มาตยา โหราธิบดีชีพราหมณ์
พอได้ศุภฤกษ์ก็ลั่นฆ้อง ประโคมคึกกึกก้องท้องสนาม
ปุโรหิตฟันไม้ข่มนาม ทำตามตำราพิชัยยุทธ์
ทัพหน้าทัพหลวงทัพหลัง พร้อมพรั่งตั้งโห่อึงอุด
ทหารโบกธงทองกระบี่ครุฑ ฝรั่งจุดปืนใหญ่ให้สัญญา
ชีพ่อก็เบิกโขลนทวาร โอมอ่านอาคมคาถา
เสด็จทรงช้างที่นั่งหลังคา คลาเคลื่อนโยธาทุกหมวดกอง ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โทน

๏ ช้างเอยช้างที่นั่ง สะพัดพังหลังดีไม่มีสอง
งามสรรพสรรพางค์หางบังคลอง ผูกจำลองจำหลักลายพรายพรรณ
สองหูพู่ห้อยพร้อยแพร้ว จงกลแก้วแวววาวดาวกุดั่น
ปกตระพองพรรณรายข่ายสุวรรณ ผูกชนักจักกรั่นรึงรัด
ประดับด้วยอภิรุมชุมสาย ธงฉานธงชายมยุรฉัตร
ม้าอาสาแซงนอกล้วนหอกซัด เบียดเสียดเยียดยัดอัดแอ
ขนัดหอกขนัดดาบโล่ดั้ง คับคั่งธงทวนกระบวนแห่
สนั่นเสียงปี่กลองฆ้องกระแต สังข์แตรแซ่เสนาะเพราะเพรียง
เสียงช้างเสียงม้าโกลาหล เสียงคนอึงอื้อบันลือเสียง
กองหลังรั้งท้ายคุมลำเลียง รีบร้นขนเสบียงตามไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โอ้ร่าย

๏ ครั้นออกมานอกนคเรศ พระทรงเดชเศร้าสร้อยละห้อยไห้
เหลียวหลังตั้งตาดูเวียงชัย หฤทัยหวั่นหวั่นถึงกัลยา
โอ้ว่าเจ้าดวงยิหวาพี่ ปานนี้จะคร่ำครวญหวนหา
ใครจะปลอบโฉมงามสามสุดา แต่พอพาใจเศร้าบรรเทาคลาย
สงสารน้ำคำที่พร่ำสั่ง คิดถึงความหลังแล้วใจหาย
ครวญพลางกำสรดระทดกาย แล้วคิดอายพวกพลมนตรี
จึงชักม่านทองทั้งสี่ทิศ ดังจะปิดบังแสงสุริย์ศรี
ลมหวนอวลกลิ่นสุมาลี เหมือนกลิ่นผ้ายาหยีซึ่งเปลี่ยนมา
แว่วเสียงสำเนียงบุหรงร้อง ว่าเสียงสามนิ่มน้องเสน่หา
พระแย้มเยี่ยมม่านทองทัศนา เห็นแต่ป่าพุ่มไม้ใบบัง
เอนองค์ลงอิงพิงเขนย กรเกยก่ายพักตร์ถวิลหวัง
รสรักร้อนรนพ้นกำลัง ชลนัยน์ไหลหลั่งลงพรั่งพราย ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ บัดนั้น ประสันตาพี่เลี้ยงพระโฉมฉาย
ขี่ช้างพระที่นั่งมาข้างท้าย เห็นพระไม่สบายคลายทุกข์ทน
จึงเสแสร้งแกล้งกล่าววาจา ป่านี้สนุกกว่าทุกแห่งหน
แต่เห็นมามากมายหลายตำบล ก็ยังไม่ชอบกลเหมือนป่านี้
แม้นไม่มีราชการงานเดือน คงจะมาปลูกเรือนอยู่ที่นี่
น้ำท่าหาง่ายสบายดี สารพัดจะมีไม่ยากใจ
ถ้าเลิกทัพกลับมาหมันหยา จะจำป่าไว้ทูลแถลงไข
ให้พระพาสามสมรอรไท มาประพาสพรรณไม้ให้สำราญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวาศักดาหาญ
นิ่งฟังประสันตาอยู่ช้านาน ค่อยคลายร้อนรำคาญวิญญาณ์
จึงลุกขึ้นตรัสถามทันที ป่านี้หรือสนุกนักหนา
ตรัสพลางทางทอดทัศนา ไหนนี่บอกมาอย่าลวงกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาแสนกลคนขยัน
ทำตกใจทูลองค์พระทรงธรรม์ ข้าสำคัญมั่นคงอยู่ดงนี้
ด้วยช้างบาทย่างทีสะเทิน เดินเกินตำบลมาพ้นที่
เขาว่าดงหน้าก็ยังมี ถึงจะชี้เชิญให้ทัศนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงองค์อสัญแดหวา
ยิ้มพลางทางตอบประสันตา ปดเล่นต่อหน้าไม่อายใจ
ครั้นซักไซ้ไล่หาความจริง ยังกลอกกลิ้งกลับลวงไปใหม่
ชอบผลักให้พลัดลงไป คนอะไรเช่นนี้ก็ยังมี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ชมดง

๏ ว่าพลางทางชมคณานก โผนผกจับไม้อึงมี่
เบญจวรรณจับวัลย์ชาลี เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา
นางนวลจับนางนวลนอน เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา
จากพรากจับจากจำนรรจา เหมือนจากนางสการะวาตี
แขกเต้าจับเต่าร้างร้อง เหมือนร้างห้องมาหยารัศมี
นกแก้วจับแก้วพาที เหมือนแก้วพี่ทั้งสามสั่งความมา
ตระเวนไพรร่อนร้องตระเวนไพร เหมือนเวรใดให้นิราศเสนหา
เค้าโมงจับโมงอยู่เอกา เหมือนพี่นับโมงมาเมื่อไกลนาง
คับแคจับแคสันโดษเดี่ยว เหมือนเปล่าเปลี่ยวคับใจในไพรกว้าง
ชมวิหคนกไม้ไปตามทาง คะนึงนางพลางรีบโยธี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ แรมร้อนนอนพักมาหลายวัน ถึงทางร่วมกุเรปันกรุงศรี
พบทัพกะหรัดตะปาตี ภูมีให้หยุดโยธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น กะหรัดตะปาตีเชษฐา
เห็นระเด่นมนตรีก็ปรีดา จึงเสด็จมาหาทันใด
แล้วบอกว่าสมเด็จพระบิดร ให้ข้าคุมนิกรน้อยใหญ่
มาบรรจบทัพพระองค์ไป ช่วยพิชัยดาหาธานี
หลายวันแล้วแต่มาคอยท่า ยับยั้งโยธาอยู่ที่นี่
ข่าวศึกว่าประชิดติดบุรี มาจะจรลีรีบไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเฉลยไข
ข้าก็เร่งรีบร้อนไม่นอนใจ แต่ทางไกลอ้อมกว่ากุเรปัน
ว่าแล้วสองกษัตริย์ก็จัดทัพ พร้อมสรรพพหลพลขันธ์
เข้ากระบวนสมทบบรรจบกัน แล้วยกจากที่นั่นรีบมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงเนินทรายชายทุ่ง แว่นแคว้นแดนกรุงดาหา
จึงให้หยุดกองทัพตั้งพลับพลา ที่ต้องนามครุฑาเกรียงไกร
แล้วบัญชาให้ตำมะหงง ท่านจงรีบเข้าไปกรุงใหญ่
ทูลศรีปัตหราเรืองชัย แก้ไขอย่าให้เคืองบาทา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงรับสั่งใส่เกศา
ก้มเกล้ากราบถวายบังคมลา มาขึ้นม้าควบขับไปฉับพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงแจ้งคดี แก่ยาสาเสนีคนขยัน
บัดนี้องค์อิเหนากุเรปัน กรีธาทัพขันธ์ยกมา
สองทัพกับกะหรัดตะปาตี มาช่วยบุรีดาหา
จงพาเราเข้าเฝ้าพระผ่านฟ้า จะกราบทูลกิจจาให้แจ้งการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ยาสาปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
จึงพากันเข้าไปมิทันนาน ยังสถานท้องพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ นบนิ้วประนมบังคมคัล กราบทูลทรงธรรม์ถ้วนถี่
บัดนี้ระเด่นมนตรี กับกะหรัดตะปาตียกมา
รี้พลมากมายหลายแสน ตั้งอยู่ปลายแดนกรุงดาหา
ใช้ให้ตำมะหงงเสนา เข้ามาเฝ้าเบื้องบาทบงสุ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระปิ่นปักนัคเรศสูงส่ง
แจ้งว่าอิเหนาสุริย์วงศ์ มาช่วยรณรงค์ราวี
มีความเกษมสันต์หรรษา ดังได้ผ่านเมืองฟ้าราศี
ด้วยนัดดาเรืองอิทธิฤทธี เห็นว่าบุรีไม่อันตราย
พระเปรมปรีดิ์ดีใจอยู่ในพักตร์ มิให้ประจักษ์คนทั้งหลาย
จึงแย้มเยื้อนเอื้อนโอษฐ์อภิปราย ซึ่งหลานชายของเราอุตส่าห์มา
ตำมะหงงไปบอกให้ถ้วนถี่ ว่ากูนี้ขอบใจนักหนา
เชิญให้เข้ามาในพารา จะได้พักโยธาให้สำราญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงได้ฟังพระบรรหาร
จึงสนองมธุรสพจมาน พระหลานรักถวายบังคมมา
ให้ข้าทูลองค์พระทรงฤทธิ์ ด้วยโทษผิดติดพันอยู่หนักหนา
จะขอทำการสนองพระบาทา เสร็จแล้วจึงจะมาอัญชลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระผู้ผ่านดาหากรุงศรี
ได้ฟังตำมะหงงเสนี มิได้มีพจมานประการใด
จึงผันพระพักตร์มาบัญชา แก่สุหรานากงศรีใส
บัดนี้อิเหนาชาญชัย กรีธาทัพใหญ่ยกมา
กับกะหรัดตะปาตีพี่ยานั้น แม่นมั่นเหมือนคำของเจ้าว่า
เจ้าจะอยู่ทำการในพารา หรือจะช่วยเชษฐาราวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สุหรานากงเรืองศรี
ได้ฟังผ่านฟ้าพาที อัญชลีแล้วสนองพระบัญชา
แต่มาอยู่ดาหาก็ช้านาน ยังมิได้ทำการอาสา
ขอกราบบาทภูวนาถบังคมลา ออกไปช่วยเชษฐาชิงชัย
ทูลพลางทางถวายอัญชลี ลาศรีปัตหราเป็นใหญ่
ออกมาที่อยู่ภูวไนย ตรวจเตรียมทัพชัยฉับพลัน
ครั้นเสร็จเสด็จทรงอาชา พร้อมพี่เลี้ยงเสนากิดาหยัน
ยกจากพระนครจรจรัล ตำมะหงงกุเรปันก็ตามมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงหยุดจัตุรงค์ เสด็จไปเฝ้าองค์พระเชษฐา
ถ้อยทีมีใจปรีดา ตรัสสั่งสนทนาพาที
แล้วแถลงแจ้งเหตุบรรยาย แต่ต้นจนปลายถ้วนถี่
วันเมื่อน้องมาถึงธานี ได้ทูลว่าพระพี่จะยกมา
ดูทีท้าวตรัสเห็นขัดเคือง ว่าไหนจะจากเมืองหมันหยา
เมียเขาเขารักดังแก้วตา หรือจะอาจคลาดคลาเห็นผิดไป
แต่พระเชษฐาให้หาตัว ก็ไม่มีความกลัวยังขัดได้
เกิดณรงค์สงครามก็เพราะใคร จนเดือดร้อนทั่วไปทั้งธานี
นับประสาอะไรแก่ตัวเรา ถึงตายเขาก็ไม่ดูผี
เห็นเคืองขัดตรัสซ้ำอยู่ดังนี้ พระภูมีจงทราบบทมาลย์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีใจหาญ
ฟังสุหรานากงแจ้งการ จึงตอบพจมานอนุชา
ซึ่งท่านขุ่นแค้นเคืองนัก ก็ประจักษ์แจ้งใจไม่กังขา
ไม่ถือโทษโกรธตอบพระผ่านฟ้า จะตั้งหน้าหักหาญพาลภัย
เสร็จศึกจะเข้าไปอัญชลี จะด่าตีก็ตามอัชฌาสัย
เมื่อได้เกินแล้วก็จนใจ ตามแต่ภูวไนยจะปรานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงบังคมเหนือเกศี
จึงกราบทูลแถลงแจ้งคดี องค์ศรีปัตหรารับสั่งมา
ให้เข้าบังคมภูวไนย ว่าชี้ชอบขอบพระทัยหนักหนา
ขอเชิญเข้าไปในพารา จะได้พักโยธาพลาการ
ข้าจึงทูลสนองพจมาน พระนัดดาจะทำการแก้ตัวก่อน
เสร็จศึกจึงจะบทจร มาเฝ้าภูธรธิบดี
พระมิได้ตอบคำว่าขาน ตรัสแต่กิจการกรุงศรี
แต่ดูพระกิริยาพาที เหมือนจะเคลื่อนคลายที่โกรธา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงองค์อสัญแดหวา
ได้ฟังตำมะหงงเสนา เกษมสันต์หรรษาเป็นพ้นไป
จึงเสด็จคลาไคลเข้าในห้อง ให้ชักปิดม่านทองสองไข
สุหรานากงทรงชัย ก็กลับไปที่ประทับพลับพลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

https://vajirayana.org/system/files/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2_264950.pdf
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ