เล่มที่ ๑๖

๏ บัดนั้น ฝ่ายเสนีผู้ใหญ่ในดาหา
ถึงกำหนดวันงานการวิวาห์ ก็ตรวจตราเตรียมกันทันที
บอกกล่าวเหล่าพวกโขนละคร ให้มานอนโรงรำประจำที่
ให้เปรียบมวยซ้อมดูได้คู่ดี ถามไถ่ใส่บาญชีชื่อนาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น พนักงานการเล่นทั้งหลาย
ครั้นรุ่งก็รีบแต่งกาย อสุรนายวานรมนุษย์นาง
พวกโขนเบิกโรงแล้วจับเรื่อง สื่อเมืององคตพดหาง
ตลกเล่นเจรจาเป็นท่าทาง ทั้งสองข้างอ้างอวดฤทธี
ละครเล่นอุณรุทสมอุษา นายโรงร้องช้ารับปี่
ทำบทสมบทงดงามดี ท่วงทีชม้ายชายตา
พวกหุ่นชูเชิดชักสาย คล่องคล้ายคนรำทำท่า
เล่นเรื่องพระรามคลั่งฆ่าสีดา ตะวันบ่ายปล่อยม้าอุปการ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น หญิงชายประชาชนอลหม่าน
เดินเป็นหมู่หมู่เที่ยวดูงาน อุ้มลูกจูงหลานพัลวัน
บ้างแบกม้ามานั่งดูละคร แดดร้อนก็กางร่มกั้น
สาวสาวไม่มีผัวตัวสำคัญ ถือพัดด้ามจิ้วจันทน์กรีดกราย
ลางคนคมสันทำปั้นปึ่ง สีขี้ผึ้งกินหมากเมียงม่าย
ชำเลืองแลมาสบหลบตาชาย สะกิดเพื่อนเอื้อนอายอดสูใจ
นักเลงเหล่าเจ้าชู้หนุ่มหนุ่ม คาดเข็มขัดนุ่งปูมเกี้ยวคอไก่
ทัดยาดมห่มสีน้ำดอกไม้ หวีผมตำรับใหญ่แยบคาย
เห็นสาวที่ไหนชุมก็รุมเกี้ยว อดข้าวขับเคี่ยวอยู่จนสาย
บ้างเที่ยวทิ้งมอญรำทำกรีดกราย พวกผู้ชายสรวลเสเฮฮา
ลางคนดัดจริตติดกรุ้งกร่ิง เห็นผู้หญิงยักคิ้วให้ต่อหน้า
แล้วเดินเมียงเคียงเข้าพูดจา หนุ่มสาวชาวพาราสำราญใจ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ตำมะหงงเสนาผู้ใหญ่
ตะวันบ่ายชายบังปลายไม้ ก็สั่งให้มีมวยหน้าพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกมวยคาดหมัดอยู่พร้อมหน้า
คู่แรกแหวกวงเข้ามา ลุกขึ้นตั้งท่าตามทำนอง
จดหมัดปัดเท้าก้าวชก ปะเตะตกต่อยตำช้ำถอง
ถ้อยทีหนีไล่รับรอง เคล่าคล่องหลายยกตกรางวัล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา แทงวิสัย

๏ กระบี่มลายูสู้แขกเทศ ต่างเพศน่าดูเป็นคู่ขัน
ล่อลวงท่วงทีเข้าตีกัน ติดพันเลี้ยวไล่ไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กลอง

๏ บรรดาคนดูล้วนผู้ชาย มากมายเบียดเสียดอยู่หนักหนา
สำรวลสรวลเสเฮฮา เลิกมวยแล้วมาเที่ยวดูงาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีใจหาญ
แต่เสด็จมาแรมอยู่ดงดาน ไม่มีสุขสำราญสักเวลา
จึงสั่งให้โหราหาฤกษ์ชัย ขับไล่คืนวันชันษา
จงดูยามตามตำรับโหรา จะได้สมจินดาวันใดดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ขุนโหรคูณควณถ้วนถี่
แล้วทูลว่ายามจันทร์วันนี้ ฤกษ์ดีจะได้ดังจำนง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีสูงส่ง
ฟังโหรทูลคดีโดยจง พระองค์ชื่นชมยินดี
จึงเรียกอนุชามาสั่ง กับทั้งพี่เลี้ยงทั้งสี่
วันนี้เราจะยกเข้าบุรี ฤกษ์ดีจะได้ดังจินดา
แต่พระสุริย์ฉายบ่ายลง พี่จงเตรียมพลไว้คอยท่า
ได้ฤกษ์จะยกยาตรา อย่าให้ล่วงเวลานาที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเรืองศรี
กับสี่พี่เลี้ยงผู้ภักดี ถวายอัญชลีแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ จัดหมู่โยธาทวยหาญ เลือกล้วนเคยชำนาญศึกใหญ่
สามหมื่นพื้นแต่ร่วมใจ สรรพไปด้วยเครื่องสาตรา
แล้วจึงซ้อมสั่งทุกโยธี เมื่อไปใกล้ธานีดาหา
จงยับยั้งอยู่ในอรัญวา สนธยาจึงค่อยจรดล
เข้าตามทางทัพกะหมังกุหนิง ทำเหมือนจะช่วงชิงปลอมปล้น
แม้นได้ช่องเวลาชอบกล จึงให้พลโห่เร้าเอาชัย
ระดมยิงปืนตีกลองศึก ให้ก้องกึกสนั่นหวั่นไหว
แล้วกล่าวคำหยาบช้าท้าไป ดังพวกไพรีรื้อมาโรมรัน
แม้นชาวบุรีออกรุกรบ จงเคร่าคอยหลีกหลบผ่อนผัน
ต่อเกิดกุณฑ์วุ่นวายในเมืองนั้น จึงหนีเข้าอรัญรีบมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ บัดนั้น พวกทหารชำนาญอาสา
คำนับรับคำแล้วอำลา ไปตามบัญชาพระภูมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
ครั้นจวนเวลาราตรี ภูมีชื่นชมภิรมยา
จึงชำระองค์สรงสนาน ทรงสุคนธาธารบุปผา
แต่งองค์ปลอมเป็นเสนา กุมกริชเทวาแล้วคลาไคล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ สององค์ขึ้นทรงอัสดร พร้อมแสนยากรน้อยใหญ่
ครั้นได้ศุภฤกษ์เรืองชัย ให้เคลื่อนพลไกรจรลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นมาใกล้นคเรศเขตขัณฑ์ พอสายัณห์ยอแสงสุริย์ศรี
สององค์ลงจากพาชี กับพี่เลี้ยงทั้งสี่ดำเนินไป
ค่อยหย่อยเดินพลอยชาวพารา ใครจะทันสงกาก็หาไม่
แยกย้ายมรรคาคลาไคล ตรงไปติกาหรังสำราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ จึงตรัสสั่งระเด่นดาหยน จงจัดคนซึ่งสนิทคิดอ่าน
ไปคอยจุดเพลิงทุกโรงงาน พี่ตรึกตรองการให้จงดี
แล้วเทียมรถามาประทับ กำชับอย่าให้ใครอึงมี่
แม้นเกิดกุณฑ์วุ่นวายทั้งธานี จะลอบหาพระบุตรีหนีไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นดาหยนบังคมไหว้
ออกมาเร่งให้เทียมรถชัย เตรียมไว้แต่ในเวลาพลบ
แล้วจึ่งกระซิบสั่งทหาร ให้คอยทุกโรงงานมหรสพ
ถ้าได้ยินเสียงปืนแลกลองรบ จงจุดเพลิงแล้วหลบหลีกมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกทหารว่องไวใจกล้า
คำนับรับคำแล้วอำลา ต่างหาหยากเยื่อเชื้อไฟ
ชุบน้ำมันพันห่อผ้าขี้ริ้ว กำมะถันดินประสิวประสมใส่
เสร็จแล้วชวนกันไม่พรั่นใจ แยกย้ายรายไปทุกตำบล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงโรงงานมโหรสพ ก็พบพวกหญิงชายสับสน
จึงแวะเข้าหยุดยั้งนั่งปลอมปน ต่างคนคอยระวังฟังสำคัญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พนักงานการเล่นทุกสิ่งสรรพ์
แต่สมโภชมาได้ยี่สิบวัน ฆ้องกลองก้องสนั่นพารา
ครั้นราตรีมีหนังประชันเชิด ฉลุฉลักลายเลิศเลขา
ปล่อยลิงหัวค่ำทำศักดา แล้วพากย์เจรจาเรื่องราว ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดนอก

๏ บรรดาโขนละครมอญรำ ครั้นค่ำก็โหมโรงโห่ฉาว
ตั้งตระสาธุการเชิดกราว เสียงส้าวสนั่นลั่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ประชาชนชายหญิงน้อยใหญ่
ทั้งพวกผู้ดีแลเข็ญใจ ต่างคนต่างไปเที่ยวดูงาน
หนุ่มหนุ่มกลุ้มกลาดกลางถนน เข้าเบียดสาวสับสนอลหม่าน
บ้างลอบทิ้งโรงหนังจังฑาล เขาจับได้ให้การซัดถึงนาย
พวกบัณฑิตสึกใหม่ไปเป็นหมู่ แต่ล้วนเหล่าเจ้าชู้ฉุยฉาย
ชักจ้องหน่องเป่าขลุ่ยทำกรุยกราย เที่ยวแวดชายหมายดูสตรี
ครั้นเห็นสาวสาวชาวร้าน ก็เกี้ยวพานเลียมล้อขอบุหรี่
บ้างกินเหล้าเมามึนเต็มที ชกตีวิวาทบังอาจใจ
บ้างแอบซุ่มพุ่มไม้อยู่ให้ลับ เห็นพวกผู้หญิงกลับเข้าดับไต้
กระชากผ้าพาวิ่งชิงเอาไป เจ้าของไล่กลับชกหกล้มลง
ลางพวกพาเมียมาดูหนัง แวะนั่งซื้อลูกบัวถั่วลิสง
แล้วเสียดแทรกแหวกวางเข้ากลางวง ตะลึงหลงดูหนังฟังเรื่องราว
ลางคนจับตะขาบมาเด็ดเขี้ยว เที่ยวทิ้งโรงหนังทำรังหยาว
หลอนหลอกหยอกหญิงวิ่งกราว ครั้นสาวสาวตกใจก็ได้ที
แกล้งทำซวนเซเฮฮา ไขว่คว้าบ่าเบียดเสียดสี
แล้วเที่ยวดูโรงโน้นโรงนี้ อลหม่านอึงมี่ไปมา ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกทหารอาสา
ซึ่งซ่อนอยู่ชายอรัญวา ครั้นได้ทีก็มาพร้อมกัน
จึงตีกลองร้องโห่สำทับ ระดมยิงปืนตับครื้นครั่น
แล้วร้องประกาศไปพลัน ถึงเจ้าเราสวรรคาลัย
ตัวเราทั้งปวงยังอยู่ จะนิ่งดูไพรีกระไรได้
จะแก้แค้นแทนเจ้าที่ล่วงไป ใครดีเร่งให้มาสู้กัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกประจำซองกองขัน
ตกใจลุกแล่นพัลวัน ขับกันให้ขึ้นเชิงเทินราย
บ้างลากปืนใหญ่ใส่ช่อง นกสับจับจ้องเขม้นหมาย
ถืออาวุธไว้ทั้งไพร่นาย บ้างคั่วกราวทรายเป็นโกลี
บ้างปิดทวารลงเขื่อนขัณฑ์ สารวัดตรวจกันทุกหน้าที่
บ้างเผ่นขึ้นม้าใช้ทันที รีบไปแจ้งคดีที่ในวัง ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกละครโขนหนัง
ได้ยินเสียงปืนยิงระดมดัง ก็ตึงตังใจทั้งไพร่นาย
บ้างฉวยได้หีบผ้าหน้าโขน วิ่งโดนประตูจอนหูหาย
เหล่าพวกเล่นหุ่นก็วุ่นวาย ตื่นตายไม่เป็นสมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ทหารคอยจุดไฟในกรุงศรี
เห็นคนตื่นตกใจได้ที ก็ลอบจุดอัคคีดังสัญญา
แล้วจึงซอกซอนซ่อนเร้น มิให้ใครเห็นรู้จักหน้า
ปลอมปนกับชาวพารา ทำร้องไห้วิ่งหากันวุ่นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น เหล่าทหารซึ่งล้อมกรุงใหญ่
เห็นแสงเพลิงสว่างทั้งเวียงชัย ก็เลิกทัพเข้าในดงดาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายฝูงหญิงชายชาวบ้าน
เห็นเพลิงพลุ่งโพลงทุกโรงงาน อลหม่านไม่เป็นสมประดี
บ้างเก็บข้าวของร้องหา จูงมือภรรยาพาหนี
แบกหีบห่อผ้าบรรดามี บ้างคอยตีฉกชิงวิ่งราว
ที่หนุ่มหนุ่มซุ่มแอบอยู่ปลายตรอก ฉวยฉุดยุดหยอกผู้หญิงสาว
บ้างอุ้มลูกจูงหลานเป็นระนาว นายเรียกหาบ่าวอึงอล
บ้างถอดดาบปลาบเปลือยถือแกว่ง มิให้ใครปลอมแย่งของขน
ชายหญิงวิ่งปะทะปะปน ประชาชนวุ่นวายทั้งเวียงชัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด เจรจา

๏ เมื่อนั้น สองกษัตริย์สุริย์วงศ์เป็นใหญ่
ครั้นแจ้งว่าเกิดเหตุเภทภัย บรรหารให้ตรวจเตรียมโยธา
แต่งองค์ทรงเครื่องศึกเสร็จ เสด็จทรงคชสารหาญกล้า
พร้อมหมู่สุรชาติมาตยา ลีลาเลิกพลออกจากวัง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ให้ปะหรัดกะติกาม้าใช้ แยกย้ายกันไปประกาศสั่ง
เหล่าทหารอยู่ด้านให้ยับยั้ง ด้วยยังมืดมนอนธการ
ไม่รู้จักฝ่ายเราฝ่ายเขา พลเรายังตื่นแตกฉาน
ถ้าปีนป่ายทำลายปราการ จึงรอนราญห่ำหั่นให้บรรลัย
แล้วสั่งเสนาทั้งสี่ เร่งดับอัคคีให้จงได้
เร่งช้างเร่งพลเข้าไป แย่งเหยียบลงในบัดนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น อำมาตย์รับสั่งใส่เกศี
ออกมาขับต้อนโยธี เข้าดับอัคคีทันใด
ขุนช้างไสช้างเข้าเสยสอย เหย้าเรือนใหญ่น้อยไม่ทนได้
งวงคว้างาแทงทลายไป สียงไม้โผงผางล้างลง
บ้างขึ้นหลังคาเอาผ้าฟาด ตะกร้อน้ำซ้ำสาดแล้วตักส่ง
บ้างตัดฝาฟันฟากกระชากตง ยับลงด้วยกำลังโยธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด เจรจา

๏ เมื่อนั้น จรกาล่าสำสองศรี
กับกรุงกษัตริย์ธิบดี ได้ยินเสียงอึงมี่ทั้งเวียงชัย
แต่งองค์แล้วทรงคชสาร พร้อมโยธาหาญน้อยใหญ่
เร่งช้างเร่งพลรีบไป พบสองภูวไนยทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ต่างองค์ถวายอภิวาท เบื้องบาทสองกษัตริย์รังสรรค์
แล้วขับช้างขับพลทั้งนั้น ระดมกันเข้าดับอัคคี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
แจ้งว่าสองกษัตริย์ธิบดี มาดับอัคคีนี่นัน

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ จึงเข้าที่สรงสนานสำราญสกนธ์ ทรงสุคนธรสรังสรรค์
สนับเพลาเชิงงอนซ้อนสามชั้น ผ้าพอกทองพรรณอำไพ
ทรงภูษาสุวรรณชั้นนอก พื้นม่วงดวงดอกระกำไหม
ฉลององค์สอดสวมนวมใน ให้กายใหญ่เท่าท้าวจรกา
ไม่ทรงเครื่องประดับสำหรับทรง ตามวงศ์อสัญแดหวา
ทรงแต่เครื่องระตูต่ำช้า กุมกริชฤทธาจรลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๏ มาทรงรถแก้วแพรวพรรณ กะระตาหลานั้นเป็นสารถี
ประสันตาขึ้นท้ายทันที สองศรีพี่เลี้ยงเข้าเคียงรถ
ทั้งระเด่นสังคามาระตา แสนสุรโยธาก็มาหมด
โดยเสด็จพระองค์ผู้ทรงยศ เร่งรถไปยังทวารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น จึงพระพี่เลี้ยงกะระตาหลา
ร้องว่าเปิดประตูอย่าช้า องค์ท้าวจรกาจะเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น นายประตูจึงแจ้งแถลงไข
เกิดกุณฑ์วุ่นวายทั้งเวียงชัย เราเปิดไม่ได้นะเสนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปะหรัดกะติกาจึงร้องว่า
ข้าศึกฮึกโห่เป็นโกลา เข้ามาจุดไฟในธานี
รับสั่งให้ท้าวจรกา มารักษาพระนิเวศน์เรืองศรี
อย่าโต้ตอบวาจาให้ช้าที เปิดประตูภูมีจะเข้าไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นายประตูหารู้กลไม่
ก็ชกกลอนถอนลิ่มทันใด ไขกุญแจให้ดังจินดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์อสัญแดหวา
เสด็จลงจากรถรัตนา ก็ลีลาเข้าไปทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลงช้า

๏ บัดนั้น ฝูงนางกำนัลสาวศรี
แลไปเห็นแสงอัคคี ตกใจอึงมี่วุ่นวาย
ทั้งเหล่าเถ้าแก่จ่าโขลน วิ่งโดนกันล้มผ้าห่มหาย
อุตลุดฉุดมือเจ้าขรัวนาย ตื่นตายร้องเรียกกันเพรียกไป
บ้างเก็บของทองเงินหายหก บ้างเปิดตู้กระจกประแจไข
คว้าหาเครื่องแป้งเครื่องแต่งไร แหนบตะไกรใส่พานผ้ามา
ลางคนขนได้แต่ข้าวของ ลืมกระจกคันฉ่องไปมองหา
บ้างให้บ่าวหามหีบเงินตรา เบียดเสียดไปมาปะทะกัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเฉิดฉัน
พระเสด็จลัดหลีกฝูงกำนัล มาปราสาทแก้วกัลยาณี
ทำเสียงให้เหมือนจรกา ถามหาบุษบามารศรี
บัดนี้ข้าศึกมาราวี พ้นที่จะต่อฤทธิไกร
พระบิดาให้พานางโฉมยง ตามเสด็จพระองค์ไปจงได้
บัดนี้นางอยู่แห่งใด จงบอกเราไปอย่าได้ช้า ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น บาหยันพี่เลี้ยงเสนหา
ไม่ทันพิศดูพักตรา เห็นกายาเติบใหญ่เท่ากัน
คิดว่าจรกาธิบดี พาทีเสียงแหบแสบสั่น
ทูลว่าพระธิดาดวงจันทร์ อยู่ห้องสุวรรณบรรทมใน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระทรงโฉมประโลมพิสมัย
เข้ายังห้องแก้วแววไว อุ้มองค์อรไทไคลคลา
อันพี่เลี้ยงนางนมทั้งนั้น สาวศรีกำนัลซ้ายขวา
ก็เบียดเสียดเยียดยัดกันออกมา จะตามเสด็จพระธิดาคลาไคล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบานารีศรีใส
ไม่แจ้งเหตุผลกลใด ตกใจตะลึงทั้งอินทรีย์
กันแสงพลางทางตรัสด้วยขัดแค้น บังอาจมาถึงแท่นบรรทมศรี
จะพาเราไปไหนดังนี้ จึงทำทีทะนงอหังการ์
แม้ไฟไหม้มาถึงวังใน จะสู้ม้วยบรรลัยเสียดีกว่า
เราไม่เสียดายชีวา วางเสียอย่าพาบทจร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีชาญสมร
จึงปลอบด้วยคำอันสุนทร บังอรระงับดับโศกี
พระบิตุเรศตรัสใช้ให้มา เชิญโฉมวนิดามารศรี
จะพาไปตามเสด็จพระภูมี เทวีอย่าตระหนกตกใจ
ครั้นจะเสด็จกลับมารับเอง ก็เกรงเหล่าไพรีจะลามไล่
ปลอบพลางรีบเร่งคลาไคล ตรงไปยังที่ทวารา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ จึงสั่งนายประตูด้วยพลัน ฝูงกำนัลตามเรามาหนักหนา
ห้ามไว้อย่าให้ใครออกมา แล้วราชาก็รีบบทจร
บาหยันประเสหรันสองศรี ตามเสด็จภูมีออกมาก่อน
พระอุ้มองค์ทรงรถอลงกรณ์ พี่เลี้ยงสองสมรก็ขึ้นท้าย
กะระตาหลากับประสันตา เร่งขับอาชาผันผาย
เหล่าทหารพร้อมพรั่งทั้งไพร่นาย ตามท้ายราชรถรีบมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงประตูชั้นนอก มรรคาจะออกไปคูหา
เห็นคนอึงอัดรัถยา ให้หยุดอาชารอไว้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พี่เลี้ยงประสันตาอัชฌาสัย
ทำเล่ห์เสแสร้งร้องออกไป เปิดประตูเวียงชัยออกบัดนี้
จรการับราชบรรหาร พระผู้ผ่านดาหาบุรีศรี
ให้ไปดูอริราชไพรี เป็นการร้อนบัดนี้เร็วพลัน
เร่งฉุดสลักชักกลอน รื้อถอนเขื่อนปักหลักมั่น
พลเราเข้าช่วยระดมกัน ให้ทันเสด็จอย่าได้ช้า ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เหล่าทหารซึ่งตามรัถา
เข้าชักกลอนถอนเขื่อนเป็นโกลา แล้วเปิดทวาราออกทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาซึ่งเป็นสารถี
รีบขับราชรถจรลี ออกนอกบุรีเวียงวัง
บรรดาเหล่าเสนีรี้พล เบียดเสียดสับสนอยู่ข้างหลัง
บ้างขึ้นพาชีมีกำลัง ตามเสด็จคับคั่งไคลคลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์พงศ์อสัญแดหวา
อุ้มองค์นงลักษณ์ใส่ตักมา ดังได้ฟากฟ้าสุราลัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ชาตรี

๏ ครั้นออกมานอกทวารเวียง จึงกล่าวเกลี้ยงพจนาปราศรัย
โฉมเฉลาเยาวยอดยาใจ จงแจ้งในกลซึ่งเสน่ห์นาง
มิใช่จรกาได้มาต้อง พี่ดอกนวลน้องอย่าหมองหมาง
ซึ่งโศกศัลย์กันแสงเคืองระคาง จงบรรเทาเสียบ้างนะเทวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบามารศรี
ครวญคร่ำกำสรดโศกี ครั้นได้สมประดีขึ้นมา
รู้ว่าอิเหนากุเรปัน นางประหวั่นพรั่นจิตเป็นหนักหนา
ผลักกรคมค้อนนัยนา กัลยาหยิกข่วนยับไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองนางพี่เลี้ยงอัชฌาสัย
สรวลพลางทางทูลไปทันใด เป็นไฉนฉะนี้พระทรงธรรม์
ช่างประดิษฐ์คิดแปลงแต่งองค์ ทรวดทรงพินิจไม่ผิดผัน
ทั้งกายก็ใหญ่คล้ายกัน สำคัญว่าท้าวจรกา
มิได้รู้เหตุเภทภัย ตระหนกตกใจเป็นหนักหนา
ดังชีวิตจะจากกายา ผ่านฟ้าทำไยดังนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
จึงบัญชาตอบไปทันที ซึ่งทำทั้งนี้เพราะจนใจ
มะเดหวีจะช่วยแล้วไม่ช่วย รับเล่นรวยรวยแล้วไม่ได้
แม้นมิปลอมปล้นเป็นกลใน ที่ไหนจะพ้นมรณา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น บาหยันยอกรเหนือเกศา
จึงทูลสนองพระบัญชา ถึงผ่านฟ้าจะมิทำดังนี้
เสด็จมาตรงตรงก็เป็นไร ใครจะทัดขัดได้ก็ใช่ที่
นี่แกล้งแปลงองค์อินทรีย์ ให้ตกใจอึงมี่ทั้งวังใน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเฉลยไข
แม้นมิแปลงองค์ทำตรงไป พี่หรือจะได้นางมา
อันหนึ่งซึ่งได้ปฏิญาณ ที่ในวิหารบนภูผา
ยังได้เหมือนคำสัญญา หรือว่ากล่าวแกล้งแสร้งลวงกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึงโฉมนวลนางบาหยัน
ก้มเกล้าทูลองค์พระทรงธรรม์ ข้าได้ล่อลวงนั้นเมื่อไร
มาว่าทีไรก็ทูลเตือน จะได้คิดบิดเบือนก็หาไม่
มะเดหวีตรัสว่าสัญญาไว้ จะให้ได้ฝ่ายข้างพระองค์นี้
อันพระน้องจะให้ครองกับระตู อกข้าร้อนอยู่ดังไฟจี้
แม้นได้คงตามวงศ์ประเวณี จะยินดีนักเป็นสัจจา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวัญหรรษา
ฟังพี่เลี้ยงสนองต้องวิญญาณ์ พลางเร่งรัถาคลาไคล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงที่ประทับต้นทาง ที่กลางมรคาป่าใหญ่
จึงสั่งอนุชาผู้ร่วมใจ อย่าตามไปจงอยู่ที่พลับพลา
ให้ตระเวนเกณฑ์กันชั้นนอก มีเหตุจงไปบอกยังคูหา
สั่งแล้วอุ้มองค์วนิดา มาทรงอาชาจรลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้งมาถึงปากถ้ำทอง พออุทัยเรืองรองส่องศรี
พระอุ้มนางลงจากพาชี เข้าห้องคิรีรจนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ชมโฉม

๏ วางองค์ลงเหนือแท่นทอง ค่อยประคองรับขวัญด้วยหรรษา
พระนั่งชิดพิศพักตร์พนิดา ดังจันทราทรงกลดหมดราคี
โฉมยงอย่าทรงกันแสงศัลย์ ผิวพรรณพักตร์ผ่องจะหมองศรี
เช็ดชลนานางพลางพาที จะผินผันหันหนีพี่ยาไย
เนตรน้องต้องตาเป็นน่ารัก เสียดายนักจะช้ำเพราะร่ำไห้
เนื้อน้องนวลละอองอำไพ จะหม่นไหม้เสียศรีโสภา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ชาตรี

๏ น้องเอยน้องรัก งามขนงวงพักตร์ดังเลขา
พี่ตั้งจิดคิดจะฝากชีวา กัลยาควรหรือมาถือใจ
เจ้าหยิกข่วนพี่ล้วนแต่รอยเล็บ ความรักจักเจ็บก็หาไม่
เสียดายเล็บของน้องสงวนไว้ จะหักไปเสียเปล่าไม่เข้าการ
อนิจจารักเจ้าแต่เฝ้าปลอบ ก็ไม่ตอบพจนาว่าขาน
ก่นแต่กันแสงไห้อาลัยลาน จะคิดอ่านผ่อนปรนก็จนใจ
แม้นพูดว่ากล่าวโดยดี เป็นไรมีมิให้ขัดอัชฌาสัย
พี่จะพาโฉมงามทรามวัย กลับไปส่งเสียยังพารา​ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น บุษบาเยาวยอดเสนหา
ได้ฟังคั่งแค้นวิญญาณ์ ก็โศการำพันพาที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้ปี่

๏ อกเอ๋ยน่าน้อยใจนัก ชั่วช้าอัปลักษณ์บัดสี
ช่างกระไรไม่มีความดี เสียทีที่กำเนิดเกิดมา
ทำให้เคืองเบื้องบาทบิตุรงค์ เหมือนมิใช่เชื้อวงศ์อสัญหยา
แม้นม้วยมุดสุดสิ้นชีวา จะดีกว่าที่ได้อัประมาณ
ทั้งเจ็บทั้งอายทั้งขายหน้า อยู่ชั่วกัลปาวสาสาน
ดังชาติกะละหนาสาธารณ์ ผิดพงศ์วงศ์วานทั้งปวงไป
เขาจะค่อนนินทาทุกแห่งหน จะอยู่ดูหน้าคนกระไรได้
ว่าพลางนางชักชายสไบ ปิดพักตร์ร่ำไรโศกี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ ทรามเอยทรามสงวน ไม่ควรจะขึ้งเคียดเสียดสี
แสนกระแหน่แง่งอนค่อนพาที ช่างพิรี้พิไรรำพัน
ใช่อื่นไกลหาไหนมาเล่า นงเยาว์อย่ารังเกียจเดียดฉันท์
สมศักดิ์สมตระกูลเสมอกัน ว่าไยอย่างนั้นกัลยา
พี่ทำโดยสุจริตจิตจง มิให้เสียสุริย์วงศ์อสัญหยา
รักเจ้าเท่าเทียมชีวา กระนี้แล้วแก้วตาไม่ปรานี
จะถือโทษโกรธขึ้งไปถึงไหน ช่างไม่เห็นวิตกในอกพี่
โทษผิดนิดหนึ่งแต่เพียงนี้ ไม่ควรที่จะสลัดตัดรอน
เป็นความสัตย์ทุกสิ่งจริงจัง โฉมยงจงฟังพี่มั่งก่อน
เสียแรงรักเจ้าเฝ้าวิงวอน จงอดอ่อนผ่อนลงเถิดนงเยาว์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ วาเอยวาจา ช่างว่าเหมือนใครไม่รู้เท่า
สารพัดไพเราะเพราะเพรา เลือกเอาแต่ดีมาเจรจา
จะให้เชื่อพจมานหวานถ้อย จะได้ไปเป็นน้อยชาวหมันหยา
เขาจะเชิดชื่อลือชา ว่ารักสามีท่านกว่าความอาย
อันความอัปยศอดสู จะติดตัวชั่วอยู่ไม่รู้หาย
ร้อนใจอะไรเล่าเจ้าเป็นชาย ไม่เจ็บอายขายหน้าก็ว่าไป
ว่าพลางนางสะบัดเบือนหนี มารศรีโศกซ้ำร่ำไห้
อนิจจาเจ็บช้ำระกำใจ แต่นี้จะได้อัประมาณ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ ดวงเอยดวงสมร ลิ้นลมคมค่อนว่าขาน
พี่มิให้แก้วตายุพาพาล ได้ความอัประมาณเหมือนวาจา
อันนางจินตะหราวาตี ใช่พี่จะมุ่งมาดปรารถนา
หากเขาก่อก่อนหย่อนมา ใจพี่พาลาก็งวยไป
พี่ลอบโลมเล่นแต่เช่นชู้ มิได้เลี้ยงเป็นคู่พิสมัย
อันตัวพี่กับเจ้าก็เข้าใจ ตุนาหงันกันไว้แต่เยาว์มา
ถึงจะมีเมียก่อนสักนับร้อย ก็เป็นน้อยแก่ยอดเสนหา
ตามจารีตสุริย์วงศ์พงศ์เทวา โดยได้สัญญาว่ากัน​ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ลิ้นเอยลิ้นลม เพราะพริ้งกลิ้งกลมดังจักรผัน
ในสารศรีมีมาเป็นสำคัญ ว่าไม่เลี้ยงข้านั้นแน่นอน
ซึ่งว่าไม่เลี้ยงจินตะหรา จงรำลึกตรึกตราดูก่อน
อย่ากล่าวแกล้งกลับกลอกยอกย้อน อักษรมีมั่นอยู่เป็นตรา
ก็ย่อมรู้อยู่ทั่วว่าชั่วชาติ เจ้าสลัดตัดขาดไม่ปรารถนา
จึงเริดร้างห่างกันแต่นั้นมา พระบิดาอาดูรฟูนไฟ
ไพร่ฟ้าประชากรก็ร้อนรน ได้เคืองแค้นทุกข์ทนหม่นไหม้
แต่เพียงนั้นแล้วมิหนำใจ ยังมาซ้ำทำให้อัประมาณ
กระนี้หรือแบกหน้ามาว่ารัก ปลอมปล้นฉกลักหักหาญ
นี่เนื้อแกล้งชิงชังจังฑาล ให้เดือดร้อนรำคาญทั้งธานี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ ดวงเอยดวงยิหวา ใช่จะชังฉันทามารศรี
สู้หาญหักเพราะรักเทวี ยากที่จะหยิบอย่างมาอ้างอิง
แม้นแหวะทรวงดวงจิตพี่ออกได้ จะประจักษ์แจ้งใจเจ้าทุกสิ่ง
อันโทษแต่หลังนั้นผิดจริง พี่ก็วิงวอนขออรไท
เจ้าก็ไม่เมตตาปรานี อันชีวีพี่จะคงอย่าสงสัย
เดิมที่ได้ออกวาจาไว้ แม้นมิได้ไม่อยู่ไยดี
ทีนี้สุดสิ้นวาสนา ชะรอยกรรมเวราของพี่
จะได้เห็นหน้ากันแต่วันนี้ ค่อยอยู่จงดีจะขอลา
เจ้าอย่ากินแหนงแคลงจิต ว่าจะคิดคืนหลังยังหมันหยา
มิให้เสียคำมั่นสัญญา จะสู้ตายในป่าพนาลี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ พระแสร้งแกล้งทำเหมือนจะจาก โอ้กรรมจำพรากมารศรี
อาลัยใส่กลโศกี แล้วเสด็จจรลีออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงตรัสสั่งยะรุเดะผู้ร่วมใจ จงบอกกับนายไพร่ให้พร้อมหน้า
จะเตร็ดเตร่เร่ไปตามเวรา กว่าจะสิ้นชีวาวายชนม์
พระแสร้งเสด้วยเล่ห์กลใน หวังจะให้สองนางนึกฉงน
กระหยิบเนตรให้หน้าเป็นแยบยล เร่งเตรียมพลอย่าช้าจะคลาไคล
แล้วตรัสสั่งทั้งสองกัลยา พี่ติดตามมาในป่าใหญ่
ค่อยอยู่เถิดข้าจะลาไป โดยในความสัตย์ที่ตัดรอน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองนางพี่เลี้ยงสายสมร
ไม่แจ้งการมารยาพระภูธร ให้อาวรณ์หวาดหวั่นพันทวี
ดังพระกาลมาผลาญเอาชีวาตม์ ให้สองนางวินาศลงกับที่
ต่างคนกำสรดโศกี อัญชลีแล้วทูลสนองไป
พระองค์จงทรงพระเมตตา จะถือโทษโกรธากระไรได้
อันองค์ขนิษฐายาใจ ทรามวัยยังเยาว์เบาความ
พระทัยเดียวเหี่ยวแห้งแข็งนัก หาญหักไม่คิดเกรงขาม
โปรดข้าน้อยก่อนอย่าวู่วาม จะปลอบโยนดูตามท่วงที
แม้นพระน้องมิฟังสั่งสอน จะสลัดตัดรอนก็ควรที่
ว่าพลางสองนางจรลี เข้าในห้องคิรีศรีไสยา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์พงศ์อสัญแดหวา
จึงเสด็จยุรยาตรคลาดคลา ตามสองกัลยาเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึงค่อยย่างย่อง ยืนแอบม่านทองสองไข
คอยฟังพี่เลี้ยงกับทรามวัย จะว่าขานประการใดแก่กัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึงโฉมนวลนางบาหยัน
ปลอบองค์อรไทไปพลัน จอมขวัญเมืองเม่จงเมตตา
พระพี่ยาว่าไรไม่ฟังบ้าง ขัดขวางหาญหักเป็นหนักหนา
จงหยุดยั้งชั่งใจกัลยา ตรึกตราตรองดูให้จงดี
จะพอใจให้ได้ข้างระตู ไม่อดสูเทวาในราศี
เกิดมาเป็นปิ่นกษัตรี ไม่ควรที่จะให้ต้องเป็นสองชาย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบาโฉมฉาย
ฟังพี่เลี้ยงปลอบตอบภิปราย อันลมชายจะเชื่อเหลือประมาณ
ซึ่งทำการหาญหักว่ารักใคร่ เกลือกส้มจะไม่เป็นหวาน
เห็นจะแสร้งแกล้งทำจัณฑาล ดำริการเกรงกริ่งทุกสิ่งไป
ข้างระตูสู้ตายไม่นึกหวัง น้องจะฟังพี่ยาก็หาไม่
เขาจะอยู่ด้วยเราสักเท่าใด เขาจะเห็นอะไรแก่น้องนี้
เมียเขาเขารักร่วมชีวัน สารพันแจ้งอยู่กับใจพี่
แต่องค์พระชนกชนนี ยังไม่มียำเยงเกรงใจ
บัดนี้ยิ่งไม่มีที่เกรงขาม จะทำตามแต่ชอบอัชฌาสัย
เมื่อมิชอบใจแล้วก็แล้วไป น้องจะได้ความอายพันทวี
ทั้งเจ็บทั้งแค้นสักแสนส่วน จงนึกในใคร่ครวญให้ถ้วนถี่
เสียแรงเกิดมาเป็นนารี จะช่วงชิงสามีท่านทำไม ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประเสหรันผู้มีอัชฌาสัย
เห็นนางไม่หย่อนอ่อนใจ บังคมไหว้แล้วทูลกิจจา
เราพลัดมารดรบิตุเรศ เห็นแต่ทรงเดชเชษฐา
สิ่งใดอย่าได้หยาบช้า โอนอ่อนผ่อนหาเถิดเทวี
อย่าให้เคืองขัดอัชฌาสัย อันจะพ้นภูวไนยก็ใช่ที่
จงถนอมพระทัยไว้ให้ดี แม่จะได้เป็นศรีกุเรปัน
อันจรกาจะมาเป็นคู่ครอง ไม่น่าจะร่วมห้องประคองขวัญ
ทั้งรูปชั่วตัวดำต่ำพงศ์พันธุ์ ที่จะเรียงเคียงกันน่าอายนัก
ดังปัดปนศรีมณีโชติ หฤโหดเนื้อน้ำต่ำศักดิ์
พิศไหนก็ได้แต่ทรลักษณ์ จะสมพักตร์สักสิ่งก็ไม่มี
อันข้าน้อยนี้ไม่มีสุข แต่ปรับทุกข์กันอยู่ทั้งสี่
ซึ่งพ้นจรกามานี้ ดังยกคิรีออกจากทรวง
พระพี่ยารักองค์นงคราญ จึงคิดกลทำการใหญ่หลวง
ไม่เห็นแกล้งแต่งข้อล่อลวง ดวงสมรจงทรงพระเมตตา
บัดนี้พระพี่แค้นขัด เร่งรัดรี้พลจะไปป่า
จะคิดฉันใดดีนะอกอา เจ้าข้าเราจะม้วยอยู่ในไพร ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ เจรจา

โอ้ปี่

๏ เมื่อนั้น บุษบาเยาวยอดพิสมัย
ได้ฟังก็สะท้อนถอนใจ ชลนัยน์นองหน้าจาบัลย์
กอดสองพี่เลี้ยงเข้าโศกา พ่างเพียงชีวาจะอาสัญ
สะอื้นไห้พิไรรำพัน จะอดอ่อนผ่อนผันสุดปัญญา
น้องนี้มิรู้ที่จะคิด ขัดสนจนจิตเป็นนักหนา
ทั้งนี้ก็ตามแต่เวรา ได้สร้างมาแล้วจะโกรธโทษใคร
ท่านซัดเสียก็จะก้มหน้าตาย มิให้คนทั้งหลายนินทาได้
ว่าพลางทางทรงโศกาลัย ทรามวัยไม่เป็นสมประดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
ฟังนางสนองสองนารี โศกีครวญคร่ำรำพัน
ให้สงสารทรามสงวนนวลน้อง พระแย้มม่านเมียงมองแล้วรับขวัญ
พลางเสด็จย่างเยื้องจรจรัล จากห้องสุวรรณพรรณราย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงสั่งพี่เลี้ยงกะระตาหลา จงแต่งเสนาให้ผันผาย
เข้าไปในเมืองฟังระคาย ใครจะว่าดีร้ายจะใคร่รู้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาพี่เลี้ยงเมียงหมอบอยู่
ทำมองมองแล้วป้องหน้าดู แกล้งเขม้นเป็นครู่แล้วทูลไป
พระจงประทานโทษโปรดก่อน อะไรนิดติดพระกรใหม่ใหม่
หรือเสด็จเดินป่าพนาลัย ไม้ไล่ลัดเลี้ยวเกี่ยวกายา
หรืออาชาพาโผนเข้าในรก มุ่นหมกตกต้องหนามหนา
เป็นร้ิวรอยน้อยหรือพระราชา ประสันตาลูบอกทำตกใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวาอัชฌาสัย
จึงเอาพลูรอยกัดซัดไป ยิ้มละไมในพักตร์พาที
กลการอะไรจึงสอดว่า ถึงตกม้าก็มิใช่ตัวพี่
ธรรมดาเดินดงพงพี ที่จะดีอยู่นั้นสักกี่คน
จำจะเป็นริ้วรอยน้อยใหญ่ ด้วยไม้ไหล้เลี้ยวลัดขัดสน
เห็นจะมีแผลทั่วทุกตัวตน ว่าแล้วจรดลเข้าห้องใน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ พระเสด็จนั่งแนบแอบน้อง พิศพักตร์นวลละอองผ่องใส
ทั้งสองพี่เลี้ยงอรไท บังคมไหว้แล้วลามาทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบามารศรี
เห็นสองพี่เลี้ยงจรลี เทวีจะตามจรจรัล
พระพี่ยาโอบอุ้มองค์ไว้ นางตระหนกตกใจไหวหวั่น
หยิกข่วนผลักไสป้องกัน แล้วร่ำโศกศัลย์โศกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ชาตรี

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวัญอสัญหยา
ปลอบนางพลางเช็ดชลนา อนิจจาผลักมือพี่เสียไย
ก่นแต่ครวญคร่ำกำสรด จะโศกศัลย์รันทดไปถึงไหน
ฝ่ายพี่นี้จำนงจงใจ หวังจะใคร่ฝากชีพชีวี
ข้างพระน้องสิข้องเคืองนัก หาญหักไม่ไว้เยื่อไยพี่
จะแค้นขืนฤทัยไยมี ค่อยอยู่จงดีจะลาไป
แม้นเจ้าจะคืนหลังยังนิเวศน์ จงสังเกตทิศนี้ซึ่งชี้ให้
พี่จะสู้ซอกซอนสัญจรไพร เที่ยวไปกว่าชีวิตจะวายปราณ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น บุษบาเยาวยอดสงสาร
ไม่แจ้งกลกิริยาอาการ เยาวมาลย์หวาดหวั่นวิญญาณ์
อนิจจาครานี้ตัวกู น่าที่จะตายอยู่ในคูหา
จะคืนหลังไปยังพารา ใครเลยจะพาคลาไคล
เมื่อมาก็เป็นเวลาค่ำ สังเกตจำท่าทางก็ไม่ได้
แล้วไม่เคยเดินดงพงไพร จะหลงตายอยู่ในพนาลี
จำจะลดอดอ่อนผ่อนลง ลวงให้ไปส่งถึงกรุงศรี
แล้วนึกมานะกษัตรี ให้รีรอรื้อสะเทินใจ
เป็นห่วงบ่วงใยอยู่นักหนา ด้วยบิตุเรศมารดาเป็นใหญ่
จำเป็นเอารักหักฤทัย ทรามวัยจึงกล่าววาจา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ พระเอยพระองค์ พระจงโปรดเกล้าเกศา
ถ้าพระพากลับคืนไปพารา จึงจะเห็นจริงว่าปรานี
อย่าให้อายไพร่ฟ้าประชาชน คำคนจะค่อนว่าน่าบัดสี
ตัวน้องสิเป็นสตรี ยากที่จะไว้ตัวกลัวนินทา
จงพากลับไปส่งเสียก่อน ภูธรจงฟังน้องว่า
พระก็ได้ถูกต้องกายา ใช่ว่าจะไปไหนพ้น
อันจะมารีบร้อนก่อนการ เครื่องจะอัประมาณไม่เป็นผล
ถ้ารักจริงจงหย่อนผ่อนปรน จึงจะพ้นคนค่อนไยไพ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ โฉมเอยโฉมเฉลา ยุพเยาว์ยอดฟ้าจะหาไหน
ช่างชะอ้อนวอนว่าให้ตายใจ แยบยลกลในเป็นสุดคิด
จะลวงให้พี่หลงไปส่งเจ้า ยิ่งจะรื้อซ้ำเข้าเป็นสองผิด
ไหนเลยจะได้เชยชมชิด ด้วยพระคิดแค้นขัดอยูอัตรา
พี่ทุกข์ตรอมผอมเพียงจะบรรลัย พระยังไม่ประทานโทษา
ถึงจะได้อิงแอบแนบกายา เมื่อพระไม่เมตตาจะว่าไร
หรือเจ้าจะแข็งขัดวัจนา พระบิตุเรศมารดาของเจ้าได้
จงให้ความสัตย์สัญญาไว้ พี่จะพากลับไปยังธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ พระเอยพระองค์ พระจงโปรดเกล้าเกศี
จะให้น้องสัญญาว่าดังนี้ สุดที่จะรับพระบัญชา
อันพระชนนีบิตุเรศ เป็นที่เกิดเกศเกศา
ทรงพระคุณเป็นพ้นคณนา จะให้เคืองบาทากลใด
ยังไม่เคยละเมิดพระบรรหาร จะให้สัตย์ปฏิญาณกระไรได้
น้องว่าแต่ตามจริงไป ชายใดได้ต้องจำครองกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ แสนเอยแสนเฉลียว เลี่ยงเลี้ยวลิ้นลมคมสัน
ช่างภิปรายเปรียบมาสารพัน น้อยหรือนั่นชั้นเชิงพาที
แต่เพียงนี้พี่พอรู้เท่า จะว่าไปไยเล่านะเจ้าพี่
รสรักร้อนทรวงแสนทวี สุดที่จะหักห้ามความในใจ
ว่าพลางทางถดเข้าหา จะถอยหนีพี่ยาไปข้างไหน
พระเพลาทับเพลานงเยาว์ไว้ ฉวยฉุดชายสไบไขว่คว้า ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ น้อยเอยน้อยใจ ช่างข่มเหงกระไรเป็นหนักหนา
ก่นแต่คว้าไขว่ไปมา จะว่าโดยดีก็มิฟัง
นางสะบิ้งสะบัดเบี่ยงหนี หยิกตีผลักแพลงผันหลัง
อะไรหยาบช้าเป็นน่าชัง เหมือนจะกลุ้มคลุ้มคลั่งวิญญาณ์
อย่าทำใจด่วนลวนลามเล่น มิใช่เช่นชาวเมืองหมันหยา
เขาจะค่อนติฉินนินทา จะเอาหน้าไปไว้แห่งใด
ด้วยพระก็มิใช่ชายชั่ว ไม่เจียมตัวตื่นยศจะเป็นใหญ่
จะออกนามความเคืองเนื่องไป เมื่อไรจะสิ้นชื่อลือชา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ สุดเอยสุดสวาท ช่างฉลาดแนมเหน็บเก็บมาว่า
ไม่เหมือนเช่นนั้นกัลยา ใครจะล่วงนินทาก็ตามที
อันความติฉินยินร้าย มีทุกหญิงชายนะโฉมศรี
ที่รักก็เห็นว่าเป็นดี ที่มิชอบทีก็นินทา
อันว่าร้ายเราผู้รักษาสัตย์ ดังวายุพัดภูผา
บุราณท่านย่อมกล่าวมา จะกลัวความนินทาไปว่าไร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ น่าเอยน่าสรวล ถ้อยคำสำนวนเฉลยไข
น้องนี้โฉดเขลาไม่เข้าใจ ที่ในทำเนียบเทียบทาน
รู้แต่ปกป้องครองตัว ด้วยกลัวความนินทาว่าขาน
อันจะทำตามคำบุราณ ดังโปรดปรานมานี้ไม่ชอบใจ
นางใดที่ฟังพระสั่งสอน เชิญเสด็จภูธรไปรักใคร่
ตัวน้องไม่ต้องหฤทัย จงพาไปส่งเสียยังพารา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ชาตรี

๏ นงเอยนงลักษณ์ ไม่ประจักษ์ในความเสนหา
ช่างถ่อมถ้อยน้อยหรือกัลยา ไม่ควรเจ้าจะเอามาพาที
พี่หวังจะฝังฝากไมตรีจิต กว่าชีวิตจะวายไม่หน่ายหนี
อันนางใดพี่ไม่ไยดี มารศรีตกไหนไม่ไกลกัน
ว่าพลางพระทางหยอกเย้า ต้องเต้าสุมณฑาสวรรค์
จุมพิตชิดเชยปรางสุวรรณ แสนกระสันปั่นป่วนหฤทัย
อย่าสะบิ้งสะบัดขัดเคืองพี่ จะหยิกตีก็ตามอัชฌาสัย
จะสู้ทนให้ทำจนหนำใจ แต่โฉมยงจงได้เอ็นดู ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ น้อยเอยน้อยจิต คิดคิดก็เป็นน่าอดสู
มาทำเทียมเลียมเล่นเช่นชู้ เป็นมิรู้ที่จะเชื่อเหลือประมาณ
ส่วนปากหากว่าเมตตาน้อง มิให้เคืองข้องหมองสมาน
แต่ท่วงทีที่ทำอาการ เหมือนจะแกล้งแสร้งประจานให้เจ็บใจ
กระนี้หรือว่าซื่อสุจริต จะมีจริงสักนิดก็หาไม่
อย่ามาเซ้าซี้พิรี้พิไร น้องไม่เชื่อลิ้นหลงลม ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ ขวัญเอยขวัญตา อนิจจาใจจริงทุกสิ่งสม
ไม่ลวงล่อโลมเลียมให้เกรียมตรม อย่าปรารมภ์หฤทัยเทวี
ซึ่งทำการหาญหักเพราะรักใคร่ จนได้ถูกถือถึงมือพี่
พึ่งจะสมปรารถนาครานี้ สุดที่จะเงือดงดอดใจ
ถึงชีวิตจะเจียนจากร่าง จะอิงแอบแนบนางให้ได้
ว่าพลางโอบอุ้มอรไท ขึ้นไว้เหนือตักสะพักชม
เอนองค์ลงแอบแนบน้อง เชยปรางพลางประคองสองสม
คลึงเคล้าเย้ายวนสำรวลรมย์ เกลียวกลมสมสวาทไม่คลาดคลาย
กรกอดประทับแล้วรับขวัญ อย่าตระหนกอกสั่นนะโฉมฉาย
ฤดีดาลซ่านจับเนตรพราย ดังสายสุนีวาบปลาบตา
ฟ้าลั่นครั่นครื้นคำรนเสียง ก้องสนั่นสำเนียงในเวหา
ชอุ่มคลุ้มดวงพระสุริยา เมขลาล่อแก้วแววเวียน
รามสูรขว้างขวานทะยานไล่ ว่องไวเลี้ยวลัดฉวัดเฉวียน
หมายมิ่งชิงช่วงดวงวิเชียร หันเหียนเวียนวิ่งเป็นสิงคลี
พระพิรุณร่วงโรยโปรยต้อง มณฑาทองทิพรสสดศรี
ขยายแย้มผกาสุมาลี ภุมรีภิรมย์ชมชิด
สององค์ปรีดิ์เปรมเกษมสันต์ ดังได้เสวยสวรรค์ชั้นดุสิต
ต่างแสนเสนหากว่าชีวิต สมคิดเพลิดเพลินเจริญใจ ฯ

ฯ ๑๘ คำ ฯ โลม

ช้า

๏ เมื่อนั้น บุษบาเยาวยอดพิสมัย
ร่วมรมย์สมสุขด้วยภูวไนย นางมิได้นิราศคลาดคลา
แต่เฝ้าเคล้าแนบแอบองค์ พระสุริย์วงศ์ทรงเดชเชษฐา
แย้มพรายชายชำเลืองหางตา ชลีกรป้อนสลาโอชาชวน
ต่างเยื้อนมธุรสพจนารถ ตรัสประภาษปรีดิ์เปรมเกษมสรวล
บังคมทูลความงามกระบวน แสนสำรวลรื่นเริงบันเทิงใจ
พระโอบอุ้มจุมพิตภิรมย์รัก นางพลิกผลักกันกรแล้วค้อนให้
สองสมานสำราญหฤทัย ที่ในถ้ำทองรูจี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายสังคามาระตาเรืองศรี
อยู่ยังพลับพลาพนาลี จึงเกณฑ์เสนีผู้ร่วมใจ
ให้ตระเวนตรวจไตรระไวระวัง ตามบัญชาสั่งไม่ขาดได้
แล้วสั่งทหารอาชาไนย จงเร่งไปไล่มฤคา
ข้างแดนกะหมังกุหนิงก่อน จึงย้อนมาข้างดาหา
แม้นเราให้ปะหรัดกะติกา ไปเรียกเร่งจึงมายังคิรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งใส่เกศี
แล้วมาจัดสรรกันทันที ขึ้นพาชีควบเข้าป่าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

https://vajirayana.org/system/files/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2_264950.pdf
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ