เล่มที่ ๑๑

๏ บัดนั้น ฝ่ายกองร้อยคอยเหตุอาสา
ข้างกะหมังกุหนิงพารา เห็นทัพใหญ่ยกมามากมี
รี้พลคณนานับแสน อเนกแน่นรถรัตน์หัตถี
ต่างตื่นตกใจไม่สมประดี ก็เผ่นขึ้นพาชีควบไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงเข้าในค่ายหลวง เอากิจจาทั้งปวงแถลงไข
บอกแก่ยาสาเสนาใน โดยได้ไปเห็นรี้พล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ยาสาได้แจ้งแห่งเหตุผล
จึงพาม้าใช้ทั้งสองคน รีบร้นมายังพลับพลาชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ก้มเกล้ากราบทูลภูวเรศ ว่าคอยเหตุได้เห็นทัพใหญ่
ยกมาแน่นดงพงไพร ดูไปไม่สิ้นโยธา
เซ็งแซ่แตรสังข์ฆ้องกลอง ช้างร้องเรียกกันสนั่นป่า
เสียงโกลนกระทบแผงข้างม้า ดังว่าเสียงพายุอึงอล
อันแสงอาวุธหอกดาบ ปลาบแปลบแวบวาบเวหน
ผลคลีมืดคลุ้มโพยมบน บดบังสุริยนในท้องฟ้า
ธงหน้ามาปักลงบัดใจ แลไปไม้ราบไปทั้งป่า
แล้วมีทัพออกจากพารา เข้าหาสมทบบรรจบกัน
กำลังสงครามครั้งนี้ ดูทียิ่งยวดกวดขัน
พรุ่งนี้น่าที่จะโรมรัน พระทรงธรรม์จงทราบฝ่าธุลี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงเรืองศรี
ได้ฟังยาสาเสนี จึงมีสีหนาทประภาษไป
กูเห็นจะเป็นทัพจรกา ทั้งเชษฐาล่าสำกรุงใหญ่
บรรจบกับทัพชาวเวียงชัย พลไกรจึงมากโดยประมาณ
แต่อรุณฤกษ์รุ่งพรุ่งนี้ จำจะยกไปตีให้แตกฉาน
จงตรวจตราม้าช้างที่ชำนาญ จัดทัพทวยหาญเตรียมไว้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งบังคมไหว้
มาเร่งรัดจัดทัพทันใด ตามในพระราชบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ เกณฑ์ทหารหอกปืนพื้นลำลอง เป็นกองสอดแนมให้เดินหน้า
แล้วกองร้อยคอยหนุนเนื่องมา กระทั่งถึงโยธากองพัน
อันกองซุ่มเสือป่าแมวเซา ให้ลอบเข้าโจมตีทัพขันธ์
กองกลางห้าหมื่นพื้นฉกรรจ์ หนักไหนช่วยนั่นให้ทันที
เกณฑ์ถ้วนกระบวนทัพหน้า กองวิหยาสะกำเรืองศรี
ทัพหลวงล้วนทหารตัวดี สิบหมื่นพื้นมีฝีมือรบ
โยธาปาหยังกับประหมัน เป็นปีกป้องกองขันบรรจบ
ตำมะหงงรั้งหลังตั้งครบ พลรบกองละห้าหมื่นปลาย
แล้วให้ผูกสินธพอาชา คอยท่ารับเสด็จผันผาย
พรั่งพร้อมพหลพลนิกาย ตัวนายตรวจตราในราตรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงเรืองศรี
ครั้งแสงทองส่องพื้นปัถพี พระตื่นจากที่บรรทมใน
จึงชวนสองระตูอนุชา กับโอรสาพิสมัย
บทจรจากอาสน์อำไพ เสด็จไปที่สรงคงคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สี่องค์สรงน้ำพิธีสนาน สุคนธารประทิ่นกลิ่นบุหงา
ต่างใส่สนับเพลารจนา ทรงภูษาแย่งยกกระหนกพัน
เกราะเพชรเก็จกรองฉลององค์ เจียระบาดบรรจงทรงกระสัน
คาดบั้นเหน่งพรรณรายสายสุวรรณ สลับคั่นประจำยามอร่ามเรือง
ใส่สังวาลสำหรับรณรงค์ ทับทรวงทรงสายสร้อยห้อยเฟื่อง
ตาบทิศทับทิมแสงประเทือง ทองกรประดับเนื่องเนาวรัตน์
ทรงมหาธำมรงค์เรือนครุฑ มงกุฎกรรเจียกจอนจำรัส
อุบะเพชรพวงผจงทรงทัด สี่กษัตริย์ทรงกริชแล้วคลาไคล ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๏ เสด็จยังเกยรัตน์รูจี พร้อมกระบวนโยธีทัพใหญ่
ต่างองค์ขึ้นทรงมโนมัย เสนาในอภิวาทดาษดา
ได้ฤกษ์เลิกพลรณรงค์ ให้ดำเนินเดินธงทัพหน้า
สารวัดรัดเร่งโยธา ออกจากค่ายชายป่าพนาลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ พระรีบเร่งพลขันธ์ผันผาย มาตามชายทิวทุ่งกรุงศรี
ทอดพระเนตรแลดูหมู่โยธี ภูมีเห็นเป็นอัศจรรย์
อันทวนทองธงฉานธงชัย แลไปไม่มีสีสัน
จะดูดินฟ้าพนาวัน สารพันอัปภาคย์หลากลาง
มิ่งม้าพาชีที่นั่งทรง เผอิญงงหงอยเงื่องเยื้องย่าง
กาเหยี่ยวเฉี่ยวฉาบมาริมทาง ข้ามขวางหน้าฉานผ่านไป
ให้อาเพศเหตุเห็นวิปริต ก็แจ้งจิตว่าจะม้วยไม่สงสัย
ยิ่งคิดคร้ามครั่นพรั่นใจ พระสั่งให้หยุดพหลมนตรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งใส่เกศี
ให้นายกองเอาฆ้องกระแตดี สัญญาโยธีให้หยุดยั้ง
ขุนพลผู้ใหญ่ไปตรวจตรา วางกองโยธาหน้าหลัง
ปีกขวาปีกซ้ายรายระวัง จัดตั้งให้ต้องนามนาคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายทหารกุเรปันแกล้วกล้า
นั่งทางอยู่ท้ายพารา เห็นไพรียกมาแต่ชายไพร
ม้ารถคชพลคับคั่ง หยุดตั้งกลางทุ่งกรุงใหญ่
ต่างคนเผ่นขึ้นมโนมัย ควบขับกลับไปยังพลับพลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงลงจากพาชี เห็นเสนีพี่เลี้ยงอยู่พร้อมหน้า
จึงเข้าไปแจ้งความตามกิจจา โดยได้เห็นโยธาไพรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงแจ้งเหตุถ้วนถี่
ก็เข้าไปบังคมคัลอัญชลี ทูลระเด่นมนตรีกุเรปัน
บัดนี้ม้าคอยมรคา กลับมาแต่ชายพนาสัณฑ์
เห็นทัพท้าวกะหมังกุหนิงนั้น ออกจากค่ายมั่นยกมา
หยุดยั้งตั้งกองอยู่กลางทุ่ง ที่เนินทรายท้ายกรุงดาหา
ขอพระองค์ผู้ทรงศักดา จงทราบบาทาฝ่าธุลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระผู้พงศ์เทวาในราศี
ได้ฟังพี่เลี้ยงทูลคดี จึงมีพระบัญชาการ
ตำมะหงงจงเร่งไปตรวจตรา เกณฑ์พลโยธาทวยหาญ
เราจะออกหักโหมโรมราญ รีบรัดจัดการให้พร้อมไว้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงกุเรปันกรุงใหญ่
รับสั่งบังคมลาคลาไคล ออกไปจัดทัพฉับพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ เกณฑ์กระบวนทัพหน้าห้าหมื่น แต่พื้นพวกปักมาหงัน
จัดลำลองกองร้อยกองพัน ทั้งกองกันกองแล่นล้วนตัวดี
ปีกซ้ายนายไพร่พร้อมหน้า ล้วนโยธาสิงหัดส่าหรี
ปีกขวากองกะหรัดตะปาตี จัดพลโยธีให้เท่ากัน
พวกอาสาพาชีช้างเขน เกณฑ์เป็นกองแซงแข็งขัน
ทัพหลวงล้วนทหารกุเรปัน สิบหมื่นพื้นฉกรรจ์สรรมา
กองหลังรั้งท้ายทั้งนายไพร่ พื้นพวกพิชัยหมันหยา
เกณฑ์ถ้วยกระบวนเบญจเสนา พายหมวดตรวจตราทั้งห้าทัพ
แล้วให้ผูกพาชีที่นั่งทรง เครื่องกุดั่นบรรจงดาวประดับ
จัตุรงค์พร้อมพรั่งคั่งคับ เตรียมทัพรับเสด็จจรจรัล​ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระผู้พงศ์เทวากระยาหงัน
ครั้นฤกษ์ดีแจ่มดวงสุริยัน ทรงธรรม์ชวนกะหรัดตะปาตี
ทั้งสุหรานากงอนุชา สังคามาระตาเรืองศรี
กับระเด่นดาหยนผู้ภักดี มาเข้าที่สรงน้ำทิพมนต์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ห้าองค์ชำระสระสนาน กิดาหยันถวายพานเครื่องต้น
บรรจงทรงทาพระสุคนธ์ ปรุงปนเกสรสุมาลี
สอดใส่สนับเพลาภูษาทรง ฉลององค์โหมดตาดต่างสี
เจียระบาดคาดรัดรูจี ปั้นเหน่งเพชรพลอยมณีหนุนซับ
ทรงมหาสังวาลพิชัยยุทธ์ ชมพูนุทเฟื่องห้อยพลอยประดับ
ทองกรแก้วพุกามวามวับ ธำมรงค์รุ้งระยับจับตา
ทรงมงกุฎกุณฑลทัดตรัสเตร็จ อุบะเพชรแพร้วพรายพระเวหา
เหน็บกริชฤทธิไกรแล้วไคลคลา เสด็จมายังเกยแก้วมณี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๏ ต่างองค์ขึ้นทรงม้าต้น พร้อมพลจัตุรงค์ทั้งสี่
กิดาหยันพี่เลี้ยงเคียงพาชี ถวายกลดโหมดสีต่างกัน
ให้เดินทัพโยธาห้ากอง เสียงกลองเสียงปืนครื้นครั่น
ผลคลีมืดคลุ้มชอุ่มควัน รีบร้นพลขันธ์คลาไคล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นมาใกล้กองทัพไพรี เห็นโยธีธงทิวปลิวไสว
ช้างม้าดาทุ่งเป็นแถวไป พระสั่งให้หยุดพลจัตุรงค์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึงมหาเสนาตำมะหงง
รับราชบัญชาพระโฉมยง ให้หยุดธงสำคัญสัญญา
แล้วรีบรัดจัดพลรณยุทธ์ ตั้งที่นามครุฑปักษา
วางกองเยื้องกันเป็นฟันปลา ให้โยธาคอยยิงชิงชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงเป็นใหญ่
เห็นทัพมาตั้งมั่นกันเมืองไว้ พลไกรเพียบพื้นปัถพี
จึงตรัสเรียกโอรสยศยง กับองค์อนุชาทั้งสองศรี
ต่างรีบกะระตะพาชี ออกยืนที่ประจำกองโยธา
แล้วมีสีหนาทโองการ ประกาศสั่งทวยหาญกองหน้า
จงเร่งเข้าตีทัพให้อัปรา หักเอาดาหาในวันนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังรับสั่งใส่เกศี
ก็เร่งพลเร่งพวกพาชี เข้าต่อตีหักโหมโจมทัพ
บ้างเป่าชุดจุดยิงปืนใหญ่ ฉัตรชัยมณฑกนกสับ
นายกองแกว่งดาบวาบวับ ต่างขับพลวิ่งเข้าชิงชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น นายทหารกุเรปันไม่หวั่นไหว
ให้ระดมปืนตับรับไว้ แล้วไล่โยธีตีประจัญ
ต่างดีมีฝีมืออื้ออึง วางวิ่งเข้าถึงอาวุธสั้น
ดาบสองมือถือโถมทะลวงฟัน เหล่ากริชติดพันประจัญรบ
ทหารหอกกลอกกลับสัประยุทธ์ ป้องปัดอาวุธไม่หลีกหลบ
พวกพลพาชีตีกระทบ รำทวนสวนประจบโถมแทง
บ้างสกัดซัดพุ่งหอกคู่ เกาทัณฑ์ธนูน้าวแผลง
ตะลุมบอนฟอนฟันกันกลางแปลง ต่อแย้งยุทธ์ยิงชิงชัย
ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดนองท้องช้างเหลวไหล
กองหลังประดังหนุนขึ้นไป ตัวนายไล่ไพร่เข้าบุกบัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาแข็งขัน
เห็นพวกพลไพรีตีประจัญ โยธาขยั้นหยุดยั้ง
พระกริ้วโกรธนักดังอัคคี แกว่งกระบี่ขี่ขับม้าที่นั่ง
โรมรุกบุกไปแต่ลำพัง ไล่หลังพวกพลเข้ารณรงค์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีสูงส่ง
กับระเด่นทั้งสามสุริย์วงศ์ ต่างองค์ผันแปรแลตาม
เห็นสังคามาระตากล้านัก ยังอ่อนศักดิ์หักศึกไม่เกรงขาม
มิไว้ใจในทีทำสงคราม ต่างขับม้าตามไปทันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงเป็นใหญ่
เห็นระเด่นทั้งสี่จึงถามไป เจ้าผู้ใดที่ชื่อจรกา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีใจกล้า
ยิ้มพลางทางตอบวาจา เรายกมาแต่กรุงกุเรปัน
จะสังหารผลาญพวกปัจจามิตร ที่มาติดดาหาเขตขัณฑ์
ซึ่งท่านถามหาจรกานั้น มิได้มาด้วยกันในกองนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงเรืองศรี
รู้ว่าระเด่นมนตรี ภูมีครั่นคร้ามขามวิญญาณ์
แต่มานะตอบไปด้วยใจหาญ เจ้าผู้วงศ์วานอสัญหยา
แต่ละองค์ทรงโฉมโสภา ชันษาอายุก็ยังเยาว์
ได้เห็นก็เป็นน่าเสียดาย จะพากันมาตายเสียเปล่าเปล่า
ไม่ควรคู่สู้รบกับเรา ครั้นจะฆ่าเสียเล่าก็อายใจ
อนึ่งตัวเจ้ากับเรานี้ จะราคีเคืองกันก็หาไม่
ให้จรกามาเถิดจะชิงชัย เจ้าจะได้ดูเล่นเป็นขวัญตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระองค์วงศ์อสัญแดหวา
จึงตอบว่าอันตัวจรกา มิได้อยู่ดาหาธานี
เมื่อหลับตามารบให้ผิดเมือง รี้พลตายเปลืองไม่พอที่
จะรบกับจรกาดังว่านี้ จงล่าเลิกโยธีถอยไป
แม้นไม่รู้แห่งเมืองจรกา จะช่วยชี้มรคาบอกให้
ถ้าขืนตั้งประชิดติดกรุงไกร จะชิงชัยไม่ฟังท่านพาที
ถึงมาตรแม้นจรกามิมาเล่า ตัวเราจำช่วยด้วยเป็นพี่
เมตตาว่าน้องเป็นสตรี จะทอดทิ้งมารศรีเสียอย่างไร
ใช่นางเกิดในปทุมา สุริย์วงศ์พงศานั้นหาไม่
จะมาช่วงชิงกันดังผลไม้ อันจะได้นางไปอย่าสงกา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงใจกล้า
จึงว่าเรายกโยธา หมายจะมาชิงพระบุตรี
ถึงจะรับของสู่ระตูไว้ ยังมิได้ทำการภิเษกศรี
จรกาไม่มาก็ยิ่งดี ไม่มีผู้หวงแหนเกียดกัน
สุดแท้แต่นางอยู่ที่ไหน เราก็จะชิงชัยที่นั่น
อันชิงนางอย่างนี้ไม่ผิดธรรม์ ธรรมเนียนนั้นมีแต่บุราณมา
สุดแต่ใครดีก็ใครได้ การอะไรของเจ้าผู้เชษฐา
จงยกทัพกลับคืนไปพารา เบื้องหน้าจะได้สืบสุริย์วงศ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีตอบตามประสงค์
ซึ่งจะให้เรายกจัตุรงค์ คืนคงกรุงไกรนั้นไม่ควร
อับอายไพร่ฟ้าประชาชน เสนีรี้พลจะแซ่สรวล
หรือหมายไม่สมคะเนเรรวน จึงชวนพูดจาหย่าทัพ
อย่าพักพูดอุบายให้ตายใจ ท่านมิยกคืนไปก็ไม่กลับ
รี้พลจะพลอยย่อยยับ เรากับระตูมาสู้กัน
จะได้ดูฤทธีฝีมือ ให้ลือชื่อในชวาเขตขัณฑ์
หรือรักตัวกลัวจะม้วยชีวัน บังคมคัลจะให้คืนไปพารา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำใจกล้า
ได้ฟังคั่งแค้นแทนบิดา จึงร้องตอบวาจาว่าไป
ดูก่อนอริราชไพรี อย่าพาทีลบหลู่ท่านผู้ใหญ่
โอหังบังอาจประมาทใคร จะนบนอบยอบไหว้อย่าพึงนึก
มิเราก็เจ้าจะตายลง อย่าหมายจิตคิดทะนงในการศึก
ยังมิทันพันตูมาขู่คึก จะรับแพ้แลลึกไม่มีลาย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเฉิดฉาย
ฟังวิหยาสะกำอภิปราย หยาบคายเคืองขัดอัธยา
จึงทูลองค์ระเด่นมนตรี น้องนี้จะขออาสา
สู้วิหยาสะกำผู้ศักดา พระองค์จงยืนม้าเป็นประธาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีใจหาญ
จึงตอบอนุชาชัยชาญ เจ้าจะต้านต่อฤทธิ์ก็ตามใจ
แต่อย่าลงจากพาชี เพลงกระบี่ยังหาชำนาญไม่
เพลงทวนสันทัดชัดเจนใจ เห็นจะมีชัยแก่ไพรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเรืองศรี
น้อมองค์ลงถวายอัญชลี กะระตะพาชีขึ้นไปพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ยืนม้าอยู่ตรงวิหยาสะกำ แสร้งทำเป็นทีเย้ยหยัน
แล้วว่าใครไม่คิดแก่ชีวัน จะชิงตุนาหงันพระธิดา
จงมาเล่นทวนด้วยกันก่อน ให้เห็นฤทธิรอนแกล้วกล้า
แม้นควรคู่กับวงศ์เทวา จึงจะยกกัลยาให้ไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำศรีใส
ได้ฟังแค้นขัดกลัดใจ จึงตอบคำไปด้วยพลัน
ดูก่อนเจ้าผู้เรืองฤทธิรงค์ รูปทรงงามสมคมสัน
เชื้อชาติญาติวงศ์พงศ์พันธุ์ อยู่เขตขัณฑ์ธานีบุรีไร
หรือเป็นวงศ์อสัญแดหวา ในสี่นคราเป็นไฉน
จึงบั้นหน้ามาต่อฤทธิไกร ไม่กลัวชีวาลัยจะมรณา
ที่ยืนม้าอยู่ข้างหลังนั้น กั้นกลดพื้นสุวรรณโอ่อ่า
นามวงศ์พงศ์ใดจงบอกมา แจ้งกิจจาแล้วจึงจะรบกัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเฉิดฉัน
ได้ฟังดังศรเสียบกรรณ จึงตอบไปพลันทันใด
อันองค์สมเด็จพระปิ่นเกล้า คืออิเหนากุเรปันเป็นใหญ่
นั่นกะหรัดตะปาตีชาญชัย ร่วมในสุริย์วงศ์ธิบดี
นี่สุหรานากงทรงสวัสดิ์ องค์อะหนะสิงหัดส่าหรี
นั่นระเด่นดาหยาภูมี อยู่หมันหยาธานีกรุงไกร
เราชื่อสังคามาระตา หน่อท้าวปักมาหงันเป็นใหญ่
ได้เป็นอนุชาเรืองชัย ภูวไนยองค์ระเด่นมนตรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำเรืองศรี
ยิ้มแล้วจึงกล่าววาที ซึ่งว่ามานี้ยังแคลงใจ
อันกาหลังสิงหัดส่าหรีนั้น ดาหากุเรปันกรุงใหญ่
ทั้งหมันหยาธานีนั้นไซร้ ก็แจ้งใจว่าวงศ์กันสืบมา
ตัวสิอยู่ปักมาหงัน ใช่วงศ์อสัญแดหวา
เหตุใดว่าเป็นอนุชา นับในวงศาประการใด
หรือหนึ่งพึ่งจะมาเป็นน้อง เกี่ยงข้องรักกันเป็นไฉน
เราคิดเห็นผิดประหลาดใจ จงบอกไปแต่จริงบัดนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเรืองศรี
ฟังวิหยาสะกำพาที ดังตรีเพชรบาดในอุรา
จึงร้อยว่าเหวยไพริน ลมลิ้นหยาบคายนักหนา
มาถามไถ่ไล่เอากิจจา คือจะปรารถนาสิ่งใด
สุดแต่ว่าจิตพิศวาส ก็นับเป็นวงศ์ญาติกันได้
อย่าชักเจรจาให้ช้าไป จะชิงชัยให้เห็นฝีมือกัน
ว่าพลางทางกรายปลายทวน รำร่ายเป็นกระบวนหวนหัน
ชักอาชาชิดติดพัน เข้าประจัญจ้วงโจมโถมแทง​​ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำเข้มแข็ง
ขับม้าเลี้ยวล่อต่อแย้ง กรายพระแสงทวนรำเป็นทำนอง
กลอกกระหยับกลับแทงซ้ายขวา สังคามาระตาปัดป้อง
ถ้อยทีหนีไล่รับรอง เปลี่ยนท่าทวนทองแทงกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ พญาเดิน

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาแข็งขัน
ขับม้าไวว่องป้องประจัญ เป็นเชิงชั้นชิงชัยในทีทวน
ร่ายรับกลับแทงไม่แพลงพล้ำ วิหยาสะกำผัดผันหันหวน
ต่างเรียงเคียงร่ายย้ายกระบวน ปะทะทวนรวนรุกคลุกคลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำเรืองศรี
ชักม้าวงวิ่งชิงที โหมหักไพรีด้วยแรงฤทธิ์
โถมแทงแล้วแปลงเปลี่ยนกระบวน ทบทวนม้าที่นั่งไม่พลั้งผิด
หมายเขม้นเข่นฆ่าปัจจามิตร ตามติดต้านทานราญรอน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาชาญสมร
รบรับเคี่ยวขับอัสดร ยอกย้อนเปลี่ยนกลรณรงค์
กลับกลอกรำร่ายกรายพระแสง ปะทะแทงลวงไปให้ใหลหลง
แล้วทำเสียเชิงชักม้าทรง ตลบวงเวียนหันไปทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ นัยน์เนตรมุ่งหมายวิหยาสะกำ เห็นถลำเลี้ยวไล่ได้ที่
พระแทงสอดลอดเกราะถูกไพรี ตกจากพาชีมรณา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงใจกล้า
เห็นโอรสต้องสาตรา ตกจากอาชาบรรลัย
กริ้วโกรธโกรธาบ้าจิต จะรอรั้งยั้งคิดก็หาไม่
แกว่งหอกคู่ขับอาชาไนย เข้ารุกไล่สังคามาระตา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์พงศ์อสัญแดหวา
เห็นไพรีรุกไล่อนุชา พระขับม้าถลันออกกั้นกาง
กลับกลอกหอกทรงพุ่งสกัด ระตูรับผันผัดไม่ขัดขวาง
พระชักอาชาไนยไว้วาง สะบัดย่างเชือนชายย้ายทำนอง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงไวว่อง
ขับม้าวกวิ่งชิงคลอง เคล่าคล่องกลับกลอกหอกซัด
ขยับกรผ่อนพุ่งข้างละที ระเด่นมนตรีป้องปัด
ระตูตามติดพันด้วยสันทัด ผันผัดอาวุธกันไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระผู้พงศ์เทวัญอสัญหยา
รับพลางทางชักอาชา รั้งรารอไว้ไม่รอนราญ
จึงคิดว่าระตูผู้นี้ ท่วงทีสามารถอาจหาญ
ทั้งอาวุธต่างต่างก็ชำนาญ จะผลาญบนหลังม้าเห็นยากใจ
อย่าเลยจะชวนตีกระบี่ ได้ทีจะฆ่าเสียให้ได้
คิดแล้วจึงร้องประกาศไป ดูก่อนภูวไนยธิบดี
เรารบกันบนหลังอาชา ต่างกล้าสามารถไม่ถอยหนี
มาจะลงยังพื้นปัถพี ตีกระบี่ให้เห็นฝีมือกัน
ว่าพลางลงจากอัสดร พระกรทรงกระบี่ผาดผัน
รำร่ายหันเหียนเวียนระวัน หมายมั่นเข่นฆ่าราวี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงเรืองศรี
จึ่งถอดโกลนโจนจากพาชี ภูมีไม่ยั้งรั้งรา
ทรงกระบี่รำเรียงเคียงร่าย ประปรายปลายกระบี่แล้วให้ท่า
กระหยับหันผันหลังออกมา แล้วกลับหน้าจ้วงโจมเข้าฟันแทง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวากล้าแข็ง
กลับกระบี่ให้ท่าเปลี่ยนแปลง ต่อแย้งย่างเท้าเข้าชิด
แทงต้องระตูแล้วฟันซ้ำ ไม่ชอกช้ำผิวหนังแต่สักหนิด
ต่างทรงศักดาวราฤทธิ์ เลี้ยวไล่ตามติดต้านทาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงห้าวหาญ
แกว่งกระบี่ผัดผันประจัญบาน ไม่ย่อท้อต่อต้านราญรบ
แทงทะลวงจ้วงฟันทันที ระเด่นมนตรีหลีกหลบ
กระบี่ต่อกระบี่ตีกระทบ เป็นประกายกลุ้มกลบกันไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กลอง

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีใจกล้า
เห็นระตูต่อตีมีศักดา คงทั้งสาตราอาวุธ
ท่วงหนีทีไล่ไวว่อง เพลงกระบี่ตีคล่องเป็นที่สุด
ยากที่ใครจะรอต่อยุทธ์ เป็นบุรุษผู้หนึ่งในแดนไตร
จำกูจะสังหารผลาญด้วยกริช ซึ่งเทเวศร์ประสิทธิ์ประสาทให้
คิดพลางชักกริชฤทธิไกร แล้วร้องว่าไปมิได้ช้า
ดูก่อนระตูภูมี เพลงกระบี่ตีกันจนสิ้นท่า
ต่างคนไม่แพ้ฤทธา เรามารำกริชสู้กัน
ว่าพลางทางถอดกริชกราย เยื้องย้ายร่ายรำบิดผัน
กวักพระหัตถ์ตรัสเรียกระตูพลัน พระทำทีเย้ยหยันไพรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงเรืองศรี
ได้ฟังชื่นชมยินดี ครั้งนี้อิเหนาจะวายชนม์
อันเพลงกริชชวามลายู กูรู้สันทัดไม่ขัดสน
คิดแล้วชักกริชฤทธิรณ ร่ายรำทำกลมารยา
กรขวานั้นกุมกริชกราย พระหัตถ์ซ้ายนั้นถือเช็ดหน้า
เข้าปะทะประกริชด้วยฤทธา ผัดผันไปมาไม่ครั่นคร้าม ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กลอง

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีชาญสนาม
พระกรกรายฉายกริชติดตาม ไม่เข็ดขามคร้ามถอยคอยรับ
หลบหลีกไวว่องป้องกัน ผัดผันหันออกกลอกกลับ
ปะทะแทงแสร้งทำสำทับ ย่างกระหยับรุกไล่มิได้ยั้ง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เห็นระตูถอยเท้าก้าวผิด พระกรายกริชแทงอกตลอดหลัง
ล้มลงด่าวดิ้นสิ้นกำลัง มอดม้วยชีวังปลดปลง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น กะหรัดตะปาตีสูงส่ง
ทั้งระเด่นดาหยนสุริย์วงศ์ สุหรานากงทรงฤทธิ์
เห็นระเด่นมนตรีต่อสู้ แทงระตูแม่ทัพดับจิต
สามองค์ทรงม้ากระชั้นชิด จะสังหารผลาญชีวิตไพรี
ต่างเข้าลุยไล่ไม่รอรั้ง ท้าวปาหยังประหมันผันหนี
ทหารโห่เอาชัยได้ที ตามตีโยธาฝ่าฟัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ระตูปาหยังประหมัน
สุดที่จะรับรองป้องกัน พลขันธ์พังพ่ายตายยับ
ไพร่พลัดจากนายกระจายหนี เห็นเสียทีตีม้าควบขับ
ปลอมพลปนไปในกองทัพ ไม่ผันหน้ามารับแต่สักคน
บ้างบ่าวเข้าคนละบ่าพานายวิ่ง ประเจียดเครื่องเปลื้องทิ้งไว้เกลื่อนกล่น
บ้างหนามเกี่ยวหัวหูไม่รู้ตน ซุกซนด้นไปแต่ลำพัง
บ้างเททิ้งไถ้ข้าวเขนงปืน รื้อตื่นเสียงเพื่อนกันข้างหลัง
ที่ถูกปืนป่วยขาละล้าละลัง อุตส่าห์คลานเซซังซุกไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด เจรจา

๏ ครั้นมาถึงท้ายค่ายมั่น ท้าวประหมันปาหยังเป็นใหญ่
จึงหยุดปรึกษากันทันใด อันเราจะหนีไปเห็นไม่พ้น
ครั้นจะคืนเข้าค่ายรายรับ ไม่ทันทีกองทัพยังสับสน
จะซ้ำเสียเสนีรี้พล จำจะผ่อนให้พ้นมรณา
มาเราจะเข้าบังคมคัล พระผู้พงศ์อสัญแดหวา
จึ่งให้ยกธงอัปรา โยธายั้งหยุดพร้อมกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ สององค์ลงจากอาชา เสด็จมากับหมู่กิดาหยัน
เสนาแวดล้อมแน่นนันต์ จรจรัลมาสมรภูมิชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งแจ้งกิจจา แก่ตำมะหงงเสนาผู้ใหญ่
เราผู้น้องระตูที่บรรลัย ตั้งใจจะมาเฝ้าบาทบงสุ์ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งมหาเสนาตำมะหงง
พาระตูพี่น้องทั้งสององค์ มาเฝ้าพระสุริย์วงศ์ทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ วันทาทูลแถลงแจ้งคดี บัดนี้ท้าวปาหยังกับประหมัน
น้องระตูผู้ม้วยชีวัน มาบังคมคัลพระภูวไนย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองระตูตัวสั่นหวั่นไหว
ก้มกราบบาทมูลแล้วทูลไป ภูวไนยได้ทรงพระเมตตา
ข้าน้อยทั้งสองเป็นไพรี โทษผิดครั้งนี้นักหนา
จงโปรดปรานประทานชีวา ไว้เป็นข้าใต้เบื้องบทมาลย์
ขอเอาพระเดชปกเกศเกล้า ตราบเท่าสิ้นชีวังสังขาร
ถึงปีจะมีบรรณาการ มาถวายตามบุราณประเพณี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
ฟังระตูสองราพาที ภูมีจึ่งตรัสตอบไป
ซึ่งท่านมาวอนง้อขอโทษ เราจะถือโกรธนั้นหาไม่
อันเชษฐานัดดาซึ่งบรรลัย เพราะใจโอหังกำลังพาล
ท่านจงรับศพทั้งสองนั้น พากันกลับไปยังถิ่นฐาน
บูชาเพลิงปลงส่งสการ ให้พร้อมพงศ์วงศ์วานในธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ตรัสพลางย่างเยื้องยุรยาตร องอาจดังไกรสรสีห์
สองระตูตามเสด็จจรลี ไปที่วิหยาสะกำตาย
มาเห็นศพทองทิ้งกลิ้งอยู่ พระพินิจพิศดูแล้วใจหาย
หนุ่มน้อยโสภาน่าเสียดาย ควรจะนับว่าชายโฉมยง
ทนต์แดงดังแสงทับทิม เพริศพริ้มเพรารับกับขนง
เกศาปลายงอนงามทรง เอวองค์สารพัดไม่ขัดตา
กระนี้หรือบิดามิพิศวาส จนพินาศด้วยโอรสา
แม้นว่าระตูจรกา งามเหมือนวิหยาสะกำนี้
จะมิได้ร้อนรนด้วยปนศักดิ์ น่ารักรูปทรงส่งศรี
ตรัสแล้วลีลาขึ้นพาชี กลับไปยังที่พลับพลาพลัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น สองระตูวิโยคโศกศัลย์
กอดศพเชษฐาเข้าจาบัลย์ พิไรร่ำรำพันโศกา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

โอ้

๏ ว่าพระองค์ผู้ทรงยศ พระเกียรติปรากฏในแหล่งหล้า
สงครามทุกครั้งแต่หลังมา ไม่เคยอัปราแก่ไพรี
ครั้งนี้ควรหรือมาพินาศ เบาจิตคิดประมาทไม่พอที่
เพราะรักบุตรสุดสวาทแสนทวี จะทัดทานภูมีไม่เชื่อฟัง
อนิจจาวิหยาสะกำเอ๋ย เวรสิ่งใดเลยแต่หนหลัง
เสียแรงเรืองฤทธีมีกำลัง มาวอดวายชีวังแต่ยังเยาว์
ตั้งแต่นี้ไปไม่เห็นหน้า กลับคือนพาราจะเงียบเหงา
สองกษัตริย์กำสรดซบเซา ให้ละห้อยสร้อยเศร้าวิญญาณ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ ครั้นคลายวายโศกกันแสงศัลย์ ให้เชิญศพทรงธรรม์เชษฐา
กับศพศรีราชนัดดา ขึ้นมหาบุษบกรถชัย
ระตูสององค์ทรงอัสดร เลิกนิกรโยธาทัพใหญ่
เข้าในพนมพนาลัย กลับไปยังราชธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น เสนาดาหากรุงศรี
เห็นอิเหนามีชัยแก่ไพรี ก็เผ่นขึ้นพาชีรีบมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงที่โรงท้องพระโรงคัล อภิวันท์องค์ศรีปัตหรา
ทูลว่าอิเหนานัดดา เข่นฆ่าไพรีวายปราณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระปิ่นปักนคเรศราชฐาน
แจ้งว่าข้าศึกประลัยลาญ มีความเกษมศานต์โสมนัส
ซึ่งดาลเดือดนัดดามาแต่หลัง ก็ค่อยคลายแค้นคั่งเคืองขัด
เสด็จจากแท่นที่บัลลังก์รัตน์ เข้าปราสาทจำรัสรูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงกุเรปันกรุงศรี
จึงสั่งเจ้าพนักงานทันที บัดนี้เสร็จการชิงชัย
จะเชิญเสด็จพระโฉมยง ไปสรงสนานในสระใหญ่
ริมเชิงกุหนุงมาลัย เร่งไปปลูกเกยแลพลับพลา
ประชุมเหล่าโหราราชครู หราหมณ์ชีบีกูประมาหนา
สำหรับราชพิธีกษัตรา ให้พร้อมแต่เวลาตะวันชาย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึงเจ้าพนักงานทั้งหลาย
รับสั่งบังคับคำนับนาย ออกจากค่ายเข้าป่าพากันไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงซึ่งฝั่งสระศรี ริมเชิงคีรีเขาใหญ่
เกณฑ์กันปลูกเกยพลับพลาชัย ทุกหมวดหมายนายไพร่ระดมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ตำมะหงงเสนาคนขยัน
เข้าไปเฝ้าองค์พระทรงธรรม์ บังคมคัลแล้วทูลทันใด
ประเพณีกษัตรามาแต่ก่อน รณรงค์ราญรอนศึกใหญ่
แม้นชนะไพรีมีชัย ย่อมไปสระสนานสำราญองค์
ขอเชิญเสด็จพระภูวนาถ ลีลาศไปชำระสระสรง
ยังสระชื่อเบญจบุษบง ให้เป็นมงคลสวัสดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
ฟังคำตำมะหงงเสนี ภูมีชื่นชมภิรมยา
จึ่งเสด็จขึ้นม้าที่นั่งทรง กับระเด่นสี่องค์วงศา
พร้อมม้าพี่เลี้ยงแลเสนา ม้าหมู่โยธาพลไกร
ครบถ้วนกระบวนพาชี ขับขี่สะบัดย่างวางใหญ่
ควบแข่งแซงเสียดกันไป ตามแถวแนวไม้ชายดง ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงซึ่งสระปทุเมศ อยู่นอกนคเรศสำหรับสรง
เสด็จจากพาชีที่นั่งทรง แล้วลงสรงสนานสำราญกาย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

สระบุหร่ง

๏ ชี้ชมโกสุมปทุมมาศ ขาวแดงเดียรดาษประหลาดหลาย
ชูก้านบานกลีบคลี่คลาย เกสรร่วงรายเรณูนวล
เหล่าระเด่นเล่นน้ำในสระนั้น ยิ้มแย้มหยอกกันเกษมสรวล
พระทรงฤทธิ์คิดกระสันรัญจวน คะนึงนวลโฉมงามสามสุดา
บุษบงส่งรสรวยริน หอมละม้ายคล้ายกลิ่นจินตะหรา
ถวิลวันลงสรงคงคา เมื่อไปฌาปนกิจอัยกี
เห็นหมู่มัจฉาว่ายคล้ายคล่ำ เหมือนเจ้าว่ายแหวกน้ำหนีพี่
โหยหวนครวญคร่ำถึงเทวี ภูมีเศร้าสร้อยกำสรดทรง ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ ลงสรง

ร่าย

๏ สรงเสร็จเสด็จคลาไคล ประพาสไปริมฝั่งสระสรง
กับระเด่นทั้งสี่สุริย์วงศ์ ต่างองค์สัพยอกหยอกกัน
พระหักก้านโกสุมปทุมา รำท่ากระบี่บิดผัน
กับระเด่นสิงหัดส่าหรีนั้น ป้องปัดผัดผันอลวน
อันองค์กะหรัดตะปาตี รำกระบี่กับระเด่นดาหยน
สังคามาระตานั้นประจญ ด้วยเสนาสามนต์ไปมา
ยะรุเดะสันทัดกั้นหยั่น คู่กันกับกะระตาหลา
ปูนตาคู่กับประสันตา รำกริชชวาว่องไว ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กลอง

๏ ครั้นเสร็จพระเสด็จจรลี ไปยังที่พลับพลาอาศัย
ทรงภูษาโขมพัตถ์อำไพ แล้วตรงไปขึ้นเกยพิธีการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปุโรหิตโหรามหาศาล
ต่างคนประณตบทมาลย์ โอมอ่านไสยเวทขึ้นฉับพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ สาธุการ

๏ จึงเอาใบมะพร้าวมาจำหลัก เป็นรูปจักรหอกดาบพระแสงขรรค์
ทั้งกริชแลเสน่าเกาทัณฑ์ สารพันอาวุธนานา
ลอยลงในน้ำพิธีการ ซ้ำอ่านอาคมคาถา
โสรจสรงห้าองค์กษัตรา ให้เมาะตาริยะกัดสวัสดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
ครั้นเสร็จสรงน้ำพิธี ภูมีชื่นชมภิรมยา
จึงสำอางอ่าองค์ทรงเครื่อง อร่ามเรืองจำรัสทัดบุหงา
ขึ้นทรงสินธพอาชา ควบขับกลับมาพลับพลาทอง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงเสด็จขึ้นเหนืออาสน์ ภูวนาถทุกข์ทนหม่นหมอง
คะนึงสามทรามสงวนนวลน้อง ตรึกตรองแต่จะคืนไปพารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ พระสุริยาสายัณห์สิ้นแสง ศศิธรแจ่มแจ้งเวหา
พระดูเดือนเหมือนผิวพักตรา ระเด่นจินตะหรายาใจ
โอ้ว่าเจ้าดวงยิหวาพี่ อนิจจาป่านนี้จะเป็นไฉน
จะตั้งแต่อาวรณ์ร้อนฤทัย คร่ำครวญหวนไห้ไม่เว้นวัน
สรงเสวยเคยสุขจะทุกข์ร้อน ยามนอนจะวิโยคโศกศัลย์
ใครจะปลอบอรไทวิไลวรรณ ให้สร่างกันแสงเศร้าโศกา
จะได้แต่ปรับทุกข์กันทั้งสาม จะนับวันคืนยามคอยหา
อกเอ๋ยจำใจไกลสุดา เพราะต้องมาปราบราชไพรี
บัดนี้การศึกก็เสร็จสรรพ พี่จะเร่งรีบกลับไปสมศรี
พระครวญคร่ำกำสรดแสนทวี คิดอยู่แต่ที่จะคลาไคล ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ ตระ

ร่าย

๏ จึงสั่งระเด่นดาหยน จงจัดพลโยธาทัพใหญ่
พร้อมทั้งม้ารถคชไกร ตรวจตราเตรียมไว้ในราตรี
พรุ่งนี้จะเข้าไปทูลลา กลับไปหมันหยากรุงศรี
สั่งเสร็จเสด็จจรลี เข้าในแท่นที่ไสยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

https://vajirayana.org/system/files/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2_264950.pdf
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ