เล่มที่ ๒๙

ช้า

๏ เมื่อนั้น ติหลาอรสาศรีใส
แต่ปันหยีพามาไว้ ก็ได้ถึงสิบวันมา
นางไม่เป็นกินเป็นนอน เดือดร้อนหฤทัยหนักหนา
แต่นั่งระวังกริชอยู่อัตรา กลัวว่าปันหยีจะลักไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ วันนั้นบังอรหาวนอนนัก จึงสั่งสองนงลักษณ์พิสมัย
พี่เจ้าจงนั่งระวังระไว รักษากริชไว้ให้จงดี
แม้นปันหยีลักเอาไปได้ น้องจะม้วยบรรลัยเป็นผี
ครั้นเสร็จสั่งสองนารี เทวีกุมกริชนิทรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กล่อม

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
สั่งระเด่นบุตรีศรีโสภา ให้กลับมาวังปันจะรากัน
แล้วออกจากห้องสุวรรณบรรจง กับองค์อนุชาย่าหรัน
ต่างทรงพาชีฉับพลัน จรจรัลไปยังวังใน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึงถวายอัญชลี องค์ศรีปัตหราเป็นใหญ่
ทูลแถลงแจ้งเหตุทั้งปวงไป โดยนัยอนุสนธิ์แต่ต้นมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพนาถา
จึงมีสีหนาทบัญชา ควรหรือมาทำได้ดังนี้
แม้นว่าผิดหมองพ้องพานกัน จะโกรธฆ่าฟันก็ควรที่
นี่เหตุผลสิ่งใดก็ไม่มี เห็นทีจะเกิดชิงชัย
แล้วสั่งเสนีทั้งสี่คน เร่งตรวจตราเตรียมพลน้อยใหญ่
ให้พร้อมเครื่องสาตราอาวุธไว้ เกณฑ์เสบียงบอกไปจงทั่วกัน
เราไม่ไว้ใจปัจจามิตร เห็นจะมีมาติดเขตขัณฑ์
สั่งเสร็จเสด็จจรจรัล เข้าปราสาทสุวรรณพรรณราย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีเพราเพริศเฉิดฉาย
จึงชวนย่าหรันพระน้องชาย ผันผายมาทรงอาชาไนย
พร้อมพระพี่เลี้ยงแลเสนา กิดาหยันโยธาน้อยใหญ่
แยกย้ายมรคาคลาไคล ต่างไปที่อยู่พระภูมี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นมาถึงปันจะรากัน หวั่นหวั่นหฤทัยถึงโฉมศรี
เสด็จลงจากหลังพาชี ไปยังที่ห้องแก้วกัลยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เห็นองค์แอหนังนั้นไสยาสน์ สองพี่เลี้ยงราชอยู่รักษา
พระแฝงม่านมองดูกิริยา เห็นนิทราแน่นิ่งไม่ติงกาย
จึงย่างย่องเข้ายังห้องบรรจง นั่งเคียงข้างองค์นางโฉมฉาย
เห็นหัตถ์กุมกริชนั้นเคลื่อนคลาย พระชายเนตรดูสองทรามวัย
แล้วจึงค่อยหยิบเอากริชมา นางจะฟื้นกายาก็หาไม่
เสด็จยุรยาตราคลาไคล ออกไปยังอาสน์รจนา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ช้า

๏ ชักกริชออกเห็นเป็นอักษร นามกรอุณากรรณวิยาหยา
ทิ้งกริชลงพลันแล้วบัญชา เรียกสังคามาระตาให้มาดู
ป่วยการเสียเปล่าเอาเขามา เป็นน่าอัปยศอดสู
ขืนว่าบุษบาโฉมตรู งามอยู่แล้วหรือจงดูเอา
เขาเป็นเมียมิสาอุณากรรณ เมื่อกระนั้นจะว่ากระไรเล่า
ถ้าผิดที่อื่นก็ทำเนา นี่เกรงใจเขาด้วยรักกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเฉิดฉัน
ชักกริชออกพิศดูพลัน เห็นชื่ออุณากรรณเรืองฤทธิ์
ยิ้มพลางทางสนองพระวาจา ซึ่งตรัสว่าภรรยานั้นเห็นผิด
ถ้าว่าตัวอุณากรรณที่เป็นมิตร ข้าคิดสำคัญเห็นมั่นคง
สมกันกับคำกิดาหยัน ได้ดูเมื่ออุณากรรณเข้าที่สรง
มิใช่ชายดีร้ายนางโฉมยง จะเป็นองค์แอหนังนี้แน่ใจ
พระองค์จงฟังดูก่อน บังอรจะว่าเป็นไฉน
เห็นจะโกรธโทษสองทรามวัย จงพิรี้พิไรพาที ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงองค์มิสาระปันหยี
แย้มยิ้มพริ้มพักตร์เปรมปรีดิ์ มาแฝงฟังยังที่ไสยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลงช้า

๏ เมื่อนั้น แอหนังติหลาอรสา
ครั้นฟื้นตื่นจากนิทรา แลหาไม่เห็นกริชก็ผิดใจ
จึงว่าแก่พี่เลี้ยงทั้งสองศรี เห็นดีอยู่แล้วหรือไฉน
ให้ปันหยีมาลักเอากริชไป นิ่งได้ไม่ปลุกทั้งสองรา
พี่แกล้งเป็นใจด้วยปันหยี เห็นคนอื่นดียิ่งกว่าข้า
ไหนถ้อยคำที่ร่ำพรรณนา ว่าแสนเสนหาอิเหนานัก
เป็นไฉนจึงจะยกน้องให้ แก่ชาวไพรต่ำช้าบรรดาศักดิ์
กระนี้หรือพี่เรียกว่ารัก พึ่งจะประจักษ์ในน้ำใจ
สู้ตายชายอื่นมิให้ต้อง อันจะมีผัวสองอย่าสงสัย
ถึงมาตรแม้นชีวันจะบรรลัย จะตายในความซื่อสัตยา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองนางพลางทูลขนิษฐา
เมื่อกลางวันปันหยีจู่เข้ามา ข้าทั้งสองราไม่ทันรู้
พอเหลือบเห็นสิมาถึงตัว ครั้นจะปลุกก็กลัวปันหยีอยู่
อย่าพิโรธโกรธก่อนนะโฉมตรู พี่พิเคราะห์ดูท่วงที
เห็นว่ามิใช่ชาวป่า จะเป็นพระเชษฐามารศรี
จงพินิจพิศก่อนนะเทวี จะด่วนตีตนตายไปว่าไร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น แอหนังตอบตามอัชฌาสัย
พระเชษฐาจะมาตามไย ผิดท่วงทีไปอย่าพาที
เมียท่านที่รักเป็นอักนิษฐ์ จะภิรมย์ชมชิดเกษมศรี
นับอะไรกับน้องผู้เดียวนี้ จะมาเดินพงพีให้ยากใจ
ถึงใครใครต่ำไร้ก็ไม่ว่า สุดแต่เหมือนพี่ยาจะยกให้
ช่างคิดชอบขอบคุณเป็นพ้นไป มิเสียทีที่ได้เลี้ยงมา
วันนี้ตัวน้องจะอาสัญ พี่อยู่ด้วยกันให้หรรษา
ว่าพลางทางทรงโศกา กัลยาเพียงจะสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์มิสาระปันหยี
ให้สงสัยในนางพาที ภูมีรีบกลับออกมา
นั่งเหนือแท่นสุวรรณบรรจง พลางตรัสแก่องค์ขนิษฐา
ใครฉะนี้สามีกัลยา เรียกว่าอิเหนาไม่เข้าใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเฉลยไข
นี่แลจะรู้ว่าผู้ใด เป็นไฉนฉะนี้น่าอัศจรรย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีเพราเพริศเฉิดฉัน
จึงว่าชะรอยอุณากรรณ เมื่ออยู่ประมอตันพารา
แต่บรรดาพวกพ้องของเขา เรียกกันว่าอิเหนากระมังหนา
แล้วเล่าความตามที่ได้ฟังมา ชะรอยเมียมิสาอุณากรรณ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาก็สรวลสันต์
เป็นไฉนไยองค์พระทรงธรรม์ จะว่าตัวอุณากรรณก็เป็นไร
น้องได้ทูลไว้แต่หนหลัง พระจะฟังวาจาก็หาไม่
อันอิเหนาผัวนางอรไท ดีร้ายอยู่กรุงไกรกุเรปัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีสำรวลสรวลสันต์
พี่เห็นว่าเมียอุณากรรณ ไฉนจะรู้มั่นว่ากัลยา
จะปลอบถามเท่าไรก็ไม่บอก ยักยอกอำพรางอยู่หนักหนา
วันนี้นางว่าจะมรณา อนุชาจะคิดประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเฉลยไข
ซึ่งนางว่าจะม้วยบรรลัย ด้วยไม่รู้จักพระภูธร
พระองค์จงแจ้งแต่จริงไป ให้สิ้นสงสัยสายสมร
แม้นโฉมตรูรู้แท้แน่นอน บังอรจะม้วยด้วยอันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีจึงตอบเฉลยไข
พี่ยังนึกแหนงแคลงใจ เกลือกมิใช่บุษบานารี
เราจะได้ความอายเสียเปล่าเปล่า ทั้งเขาจะรู้จักศักดิ์พี่
น้องรักจักคิดฉันใดดี พี่นี้นึกฉงนจนใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาจึงทูลแถลงไข
ข้าน้อยตริตรึกนึกใน จะจำหลักหนังให้เป็นเรื่องมา
แต่ขึ้นไปไหว้พระบนกุหนุง จนจากกรุงมาอยู่คูหา
แล้วทรงรถทองเก็บมาลา ลมพัดรถาไปนั้น
ถ้าเห็นหนังแล้วนางโศกา ก็เป็นองค์ขนิษฐาเป็นแม่นมั่น
แม้นไม่โศกาจาบัลย์ อย่าสำคัญเลยว่าเทวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึงองค์มิสาระปันหยี
ชื่นชมสมถวิลยินดี ว่าพี่คิดนี้น้องชอบใจ
จึงสั่งสังคามาระตา สนธยานี้เล่นให้จงได้
เจ้าเร่งรัดจัดช่างฉับไว แล้วเล่าเรื่องไปให้เขาฟัง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาก็รับสั่ง
ยินดีปรีดาเป็นกำลัง ว่ากะกังช่างคิดดีนัก
แล้วเรียกพวกช่างมาประชุม เข้ารุมกันร่างบ้างจำหลัก
บ้างลงกระยารงค์ตัดวงพักตร์ น้อยน้อยน่ารักน่าเอ็นดู
บ้างจัดแจงแต่งตั้งบังไฟ บ้างบั่นเสาเกลาไม้อึงอยู่
บ้างเย็บจอต่อผ้าสาลู แล้วจัดคนเชิดชูมาเตรียมไว้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ติหลาอรสาศรีใส
แต่ปันหยีลักเอากริชไป ให้เร่าร้อนหฤทัยเป็นพ้นคิด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้ปี่

๏ ทอดองค์ลงแล้วก็โศกา กัลยาแค้นขัดกลัดจิต
โอ้พระโฉมยงทรงฤทธิ์ น้องคิดว่าจะครองตัวไว้
ให้ผ่องแผ้วเพียงแก้วจินดา กว่าจะพบผ่านฟ้าพิสมัย
ไม่เหมือนคิดผิดหวังตั้งใจ ชะรอยกรรมทำไว้แต่ไรมา
อยู่ไปก็ไม่จิรังกาล จะม้วยมุดสุดปราณเสียดีกว่า
สืบไปได้พบพระพี่ยา จะเอาหน้าไปไว้แห่งไร
ถึงมาตรแม้นม้วยดินสิ้นฟ้า จะสิ้นความนินทาก็หาไม่
ยิ่งคิดยิ่งแค้นแน่นทรวงใน อรไทรันทดกำสรดทรง ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ แล้วสั่งพี่เลี้ยงทั้งสอง ว่าน้องจะชำระสระสรง
วันนี้ชีวิตจะปลิดปลง พี่จงจัดเครื่องสนานมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองนางพี่เลี้ยงเสนหา
ได้ฟังดังจะสิ้นชีวา ต่างคนโศการ่ำไร
แล้วทูลว่าข้าน้อยทั้งสองนี้ จะคิดแก่ชีวีนั้นหาไม่
ถึงมาตรแม้นจะเป็นประการใด แม้นแม่ตกไหนจะไปตาม
เคยร่วมสุขร่วมทุกข์ร่วมเข็ญ ร่วมลำบากยากเย็นด้วยเป็นสาม
แม้นตายจะตายด้วยโฉมงาม ว่าแล้วก็ตามกันออกมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ จัดแจงแต่งเครื่องกระยาสนาน ปรุงสุคนธาธารบุปผา
ใส่พานตั้งไว้แล้วไคลคลา เข้ามาทูลองค์บังอร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ติหลาอรสาสายสมร
ครั้นสิ้นแสงสีรวีวร บทจรไปสรงคงคาลัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ฉุยฉาย

ชมตลาด

๏ สระสางเกศเกล้าเมาลี สรงสุทธาวารีเย็นใส
ทั้งสองพี่เลี้ยงผู้ร่วมใจ มารับใช้ช่วยสีฉวีวรรณ
นพคุณหนุนเนื้อเจือจันทน์ปรุง น้ำกุหลาบเฟื่องฟุ้งกลิ่นกลั่น
ลูบไล้อุหรับจับผิวพรรณ ดังนางในสวรรค์ชั้นฟ้า
ทรงภูษาคากรองเปลือกไม้ ห่มสไบซ่าโบะของเชษฐา
สอดใส่ธำมรงค์รจนา ซึ่งเปลี่ยนไว้เมื่อจะลาไปธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นเสร็จเสด็จเข้าที่ไสยาสน์ กรพาดเขนยทองหมองศรี
ทั้งสองพี่เลี้ยงนารี โศกีร่ำไรรักกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น ประสันตาแสนกลคนขยัน
กับนักเลงเล่นหนังทั้งนั้น ก็พากันเข้าไปในวัง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ ครั้นถึงจึงตั้งจอลง จำเพาะตรงช่องแกลแอหนัง
ให้จุดไต้ใส่เพลิงเอาแผงบัง จะวายังถวายให้คลายใจ
แล้วตั้งโห่สามทีตีฆ้องกลอง กึกก้องสนั่นหวั่นไหว
เชิดรูปอิเหนาขึ้นทันใด ประสันตาพากย์ไปทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลงช้า

__________________

คำพากย์

๏ ปางนั้นระเด่นมนตรี พระเสด็จจรลี
ยังเชิงกุหนุงบ่มินาน  

คำเจรจา

๏ ฝ่ายระเด่นมนตรี มีพระทัยนึกคะนึง คิดถึงระเด่นบุษบา เวลาเย็นจะขึ้นมาบนกุหนุง พระหมายมุ่งจะประสบพบนาง คิดพลางทางประทับยับยั้ง อยู่ยังบรรณศาลา บัดนี้ ฯ เสมอ ฯ

คำพากย์

๏ หยุดประทับศาลาหน้าวิหาร พร้อมพวกบริวาร
ก็เล่นอยู่จนสนธยา  
๏ ฝ่ายมะเดหวีเสนหา กับระเด่นบุษบา
ทั้งสองสำอางอ่าองค์  

คำเจรจา

๏ ฝ่ายองค์มะเดหวี มีพระเสาวนีย์ตรัสประภาษ ชวนพระราชธิดา บุษบานงลักษณ์ ลีลาศลงจากตำหนักที่ข้างใน พร้อมไปด้วยฝูงนางกำนัลบริวาร มาสู่สถานเชิงสิงขร บัดนี้ ฯ เพลงช้า ฯ

คำพากย์

๏ พร้อมฝูงสุรางค์นางอนงค์ แวดล้อมโฉมยง
เสด็จโดยวิถี  
๏ ครั้นถึงศาลาเชิงคิรี ขับเราวิ่งหนี
เสลือกสลนลนลาน  

คำเจรจา

๏ ระเด่นมนตรี สั่งเสนีรี้พลทั้งหลาย ให้ผันผายไปให้พ้น หนทางที่นางจะบทจร ภูธรชวนอนุชา กับประสันตาผู้ร่วมใจ เข้าไปซ่อนแอบ อยู่แทบหลังพระปฏิมา บัดนี้ ฯ รัว ฯ

คำพากย์

๏ อิเหนาเข้าในพระวิหาร แฝงหลังพระประธาน
คอยดูระเด่นบุตรี  
๏ โฉมยงองค์มะเดหวี เข้าไปอัญชลี
ด้วยโสมนัสมัสการ  
๏ ทรงสอนบุษบาบ่มินาน เสี่ยงเทียนพิษฐาน
จะได้ข้างไหนแน่นอน  
๏ พระตรัสตอบองค์บังอร จะได้แก่ภูธร
บ่ได้ข้างท้าวจรกา  

คำเจรจา

๏ ระเด่นมนตรีสุริย์วงศ์ พระองค์แอบอยู่แทบหลังพระปฏิมา มีพระราชบัญชาตรัสตอบนาง พลางต้อนค้างคาวออกไป ให้เทียนดับมืดมนอนธการ บัดนี้ ฯ เชิด ฯ

คำพากย์

๏ แล้วต้อนค้างคาวออกมา เทียนประทีปชวาลา
ตระบัดก็ดับอนธการ  
๏ อิเหนาย่องมาบ่มินาน นั่งแนบนงคราญ
สัมผัสภิรมย์ยินดี  
๏ ปางประเสหรันเปิดอัคคี บุษบาเบือนหนี
สะบิ้งสะบัดปัดกร  

คำเจรจา

๏ ฝ่ายระเด่นมนตรี กับมะเดหวีให้สัตย์สัญญา ต่อหน้าพระปฏิมากรแล้วเสร็จ ต่างองค์ต่างเสด็จกลับ ไปยังที่ประทับพลับพลา บัดนี้ ฯ เสมอ ฯ

คำพากย์

๏ ภูวไนยไม่วางบังอร ขอเปลี่ยนอาภรณ์
ครั้นแล้วก็กลับพลับพลา  
๏ พระองค์ทรงพิภพดาหา แต่เสด็จออกมา
ประทับอยู่หลายราตรี  

คำเจรจา

๏ ฝ่ายท้าวดาหาสุริย์วงศ์ พระองค์เสด็จประทับยับยั้ง อยู่ยังเขาวิลิศมาหรา ช้านานมาได้หลายวัน พระทรงธรรม์ก็ให้เลิกทัพกลับเข้ายังพระนครดาหา บัดนี้ ฯ กลองโยน ฯ

คำพากย์

๏ ครั้นบ่ายชายแสงพระสุริย์ศรี ให้ยกโยธี
ก็คืนเข้ายังพระนคร  
๏ เมื่อสองกษัตริย์ร่วมบรรจถรณ์ วันแรกภูธร
มาถึงบรรทมด้วยกัน  
๏ สองราชธิดาดวงจันทร์ ไสยาสน์อาสน์สุวรรณ
ถัดห้องทั้งสองมเหสี  
๏ สียะตรากับระเด่นมนตรี บรรทมแท่นมณี
อยู่ที่ข้างหน้าออกมา  
๏ อิเหนาเฝ้าวอนอนุชา ขอสไบบุษบา
มาได้ดังใจจำนง  

__________________

ร่าย

๏ พระทรงเป็นนิจติดองค์ ชมต่างโฉมยง
อยู่ทุกทิวาราตรี  
๏ เมื่อนั้น ติหลาอรสาโฉมศรี
ดูหนังฟังพากย์พาที ก็กันแสงโศกีร่ำไร
เป็นความในใจจริงของนาง ตรัสห้ามไปพลางทางร้องไห้
ข้าไม่ขอเห็นอย่าเล่นไป ว่าแล้วทรามวัยก็โศกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น ประสันตาไม่ฟังแอหนังว่า
จึงว่ายังเป็นเรื่องเนื่องมา เมื่อเกิดกูณฑ์โกลาในธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด (เชิดตัวหนังเผาเมือง)

__________________

๏ เมื่อเกิดกูณฑ์ในพระบุรี ระเด่นมนตรี
ก็แปลงเป็นท้าวจรกา  

คำเจรจา

๏ อิเหนาสุริย์วงศ์ แปลงองค์ให้เหมือนจรกา ลอบลักบุษบา มาทรงรถาบทจร ออกจากพระนครดาหาในราตรี เร่งรีบโยธีคลาไคล ไปยังสุวรรณคูหา บัดนี้ ฯ กราว ฯ

คำพากย์

๏ เข้าไปลักนางบุษบา อุ้มลงทรงรถา
ก็รีบมาในราตรี  
๏ ครั้นถึงพอรุ่งสุริย์ศรี พระพาเทวี
มาไว้ที่ในถ้ำทอง  

คำเจรจา

๏ ระเด่นมนตรีชื่นชมภิรมยา ด้วยได้บุษบาบังอร มาสมัครสโมสร สมหวังดังพระทัย ภูวไนยแสนโสมนัส สองกษัตริย์เกษมสุขสำราญใจ อยู่ในห้องสุวรรณ บัดนี้ ฯ โลม ฯ

คำพากย์

๏ สมหวังดังจิตคิดปอง ชื่นชมสมสอง
กระสันเกษมเปรมปราย  
๏ ระเด่นมนตรีเรืองฉาย คิดคืนเมืองหมาย
จะแก้ซึ่งความสงสัย  
๏ พระมิใคร่จากองค์อรไท จำเป็นจำไป
ระทวยระทดบทจร  

คำเจรจา

๏ ระเด่นมนตรี มีพระทัยระทดกำสรดโศก ด้วยจะวิโยคพลัดพราก จากพระน้องนุชนงเยาว์ ครั้นมิไปเล่าชาวพระนครดาหา เขาชวนกันสงกากินใจ จำจะไปแก้สงสัยให้หายแหนง พอบ่ายชายแสงสุริยาสายัณห์ จะกลับมาให้ทันถึงคิรีอย่าร้อนใจ ภูวไนยสั่งพลางทางเสด็จมาทรงพาชี พร้อมด้วยโยธีทั้งปวง ก็ลุล่วงมรคา ไปยังพระนครดาหา บัดนี้ กราวนอก ฯ เชิด ฯ

คำพากย์

๏ แข็งขืนหฤทัยภูธร มาทรงอัสดร
เสด็จมาโดยแดนดง  
๏ ฝ่ายองค์พระน้องนุช ระเด่นบุษบาทรง
กันแสงระทวยองค์ ทวีเทวษถึงเชษฐา
๏ สองนางประโลมปลอบ บ่เชื่อชอบในอัชฌา
ยิ่งทรงพระโศกา พิไรร่ำระกำใจ

คำเจรจา

๏ องค์ระเด่นบุษบานางพระยาเจ้า ให้โศกเศร้าถึงพระเชษฐาไม่เหือดหาย ฝ่ายประสันตาจึงทูลเชิญโฉมยง ให้ทรงประพาสสวนศรี เทวีจึงชวนพี่เลี้ยงทั้งสอง ออกจากห้องสุวรรณคูหา มายังสะตาหมัน บัดนี้ ฯ ทยอย ฯ

คำพากย์

๏ สองนางเสนอสนอง แม่อย่าหมองกมลใน
เชิญเสด็จออกไป ประพาสพรรณมาลี
๏ ประสันตาพาเสด็จจรลี เที่ยวชมสวนศรี
ให้สร่างกำสรดเศร้าหมอง  

คำเจรจา

๏ โฉมยงองค์ระเด่นบุษบา กัลยาขึ้นทรงระแทะทอง พี่เลี้ยงทั้งสองนางนั่งข้างท้าย ฝ่ายกะระตาหลากับประสันตาเข้าชักรถ ลดเลี้ยวเที่ยวไปในสะตาหมัน บัดนี้ ฯ พญาเดิน ฯ

พากย์ชมดง

๏ เชิญเสด็จขึ้นทรงรถทอง พี่เลี้ยงทั้งสอง
ก็นั่งข้างท้ายรถา  
๏ เที่ยวชมมิ่งไม้นานา เด็ดดวงพวงผกา
อันมีประหลาดหลายพรรณ  

คำเจรจา

๏ ระเด่นบุษบาราชเทวี กับนารีพี่เลี้ยงทั้งสอง ทรงระแทะทอง เที่ยวประพาสชมพรรณบุหงาในราตรีวันนั้น บังเกิดอัศจรรย์เป็นลมพายุใหญ่พัดพาน บันดาลหอบรถนางนฤมล ทั้งสามคนลอยละลิ่วปลิวหายไปในเวหา บัดนี้ ฯ เชิด ฯ

ร่าย

๏ ตระบัดเกิดเหตุมหันต์ ลมหอบรถสุวรรณ
ก็ปลิวไปในราตรี  
๏ เมื่อนั้น แอหนังฟังแจ้งถ้วนถี่
สะอื้นร่ำกำสรดแสนทวี มารศรีพ่างเพียงจะขาดใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯโอด

๏ บัดนั้น บาหยันได้ยินก็สงสัย
จึงว่าแก่ประเสหรันทันใด ใครเอาความในมาเจรจา
นิ่งพินิจพิศเพ่งอยู่เป็นครู่ คล้ายคล้ายเหมือนจะรู้จักหน้า
ใครนี่จงแจ้งแต่จริงมา ละม้ายเหมือนประสันตากุเรปัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาตอบนางพลางสรวลสันต์
แต่ก่อนเป็นชาวกุเรปัน ทุกวันนี้เป็นชาวพนาวา
แล้วทักถามไปว่าใครนั่น ละม้ายเหมือนบาหยันดาหา
เต็มพิศด้วยฤทธิ์ปะตาปา ต่อทักมาจึงแจ้งบัดนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น บาหยันปรีดิ์เปรมเกษมศรี
จึงถามว่าระเด่นมนตรี ภูมีเสด็จอยู่แห่งใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาจึงแจ้งแถลงไข
เจ้านี้ตาบอดอยู่หรือไร จึงไม่เห็นระเด่นมนตรี
ยังจะแค่นถามหาอยู่อีกเล่า ก็ใครเข้าไปนั่งอยู่เมื่อกี้
แต่แปลงนามตามชาวพงพี เท่านี้หรือแปลกดังแปลงกาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น บาหยันตอบไปดังใจหมาย
ข้าเห็นปันหยีนี้มีละม้าย ได้ทูลองค์โฉมฉายไม่เชื่อฟัง
ว่าพระมีที่รักเป็นอักนิษฐ์ ไหนจะติดตามมาถึงกาหลัง
ความทุกข์ร้อนรนพ้นกำลัง ยังแต่จะม้วยมรณา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาดีใจเป็นหนักหนา
หอบหนังรุงรังออกมา สำรวลสรวลร่าเปรมปรีดิ์
บ้างเต้นรำทำเพลงเครงครื้น มิช้าจะได้คืนไปกรุงศรี
จึงเข้าไปกราบทูลพระภูมี ถ้วนถี่ชี้แจงให้แจ้งใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยียิ้มแย้มแจ่มใส
ชื่นชมด้วยสมหฤทัย จึงซักไซ้ไต่ถามไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาขนิษฐา
ยิ้มพลางทางทูลพระราชา ครั้งนี้ประสันตาเห็นพ้นเคราะห์
เดิมพระน้องหายให้ตามหา ช่างอุตส่าห์ลดเลี้ยวเที่ยวสืบเสาะ
ไปพบที่ประสงค์จงจำเพาะ ทั้งแยบคายหมายเหมาะเป็นพ้นไป
ซึ่งโทษผิดติดตัวมาช้านาน ครั้งนี้ก็ทำการแก้ตัวได้
มิโปรดบ้างก็จะเสียน้ำใจ ขอประทานจงให้พ้นโทษทัณฑ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีตอบพลางทางสรวลสันต์
จำจะยกโทษให้แทนรางวัล แต่พอกันติฉินนินทา
แล้วเสด็จจรลีเข้าที่สรง สำอางองค์ทรงสุคนธ์โอ่อ่า
จับชายกรายกรลีลา ไปยังห้องไสยาฉับพลัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ฉุยฉาย

ชาตรี

๏ เห็นพระน้องทรงโศกกันแสงไห้ พระสวมสอดกอดไว้แล้วรับขวัญ
ดังตายแล้วเกิดใหม่ได้พบกัน อย่าโศกศัลย์นักเลยกัลยา
ทีนี้เห็นประจักษ์ว่ารักพี่ มารศรีครองตัวไว้ท่า
เดชะความสัตย์เราสองรา เทวามาช่วยพยาบาล
ไม่มีอันตรายระคายองค์ จนพบโฉมยงยอดสงสาร
มาตรแม้นชีวันบรรลัยลาญ แต่จะรู้เหตุการณ์ก็ไม่มี
เวราสิ่งใดซึ่งได้สร้าง จึงมาจงล้างเราสองศรี
ได้ชื่นชมสมสุขด้วยเทวี แต่สองราตรีมาจากกัน
เดชะเราได้ปะตาปา อย่าให้รู้คลาดคลาคุ้งอาสัญ
เกิดไหนจงได้ครองกัน ให้รักร่วมชีวันจนบรรลัย
ถึงม้วยดินสิ้นภพปัถพี อย่ารู้ม้วยไมตรีพิสมัย
เวรใดอย่าทำให้จำไกล เหมือนชาตินี้ที่ได้เวทนา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ แล้วมีมธุรสพจนารถ แก่สองพี่เลี้ยงราชขนิษฐา
แต่เราไปรับกัลยา มาไว้พาราก็หลายวัน
เหตุใดไม่บอกแต่โดยสัตย์ ให้พระน้องเคืองขัดกันแสงศัลย์
ปิ้มจะม้วยชีวาด้วยจาบัลย์ บาหยันคิดอ่านประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองนางพลางทูลแถลงไข
ข้าน้อยได้เห็นภูวไนย พึ่งตระหนักประจักษ์ใจในวันนี้
ได้ทูลว่าจะมิใช่โจรป่า เหมือนองค์พระเชษฐาเรืองศรี
พระน้องตรัสว่าเห็นผิดที พระมีที่รักอยู่จะมาไย
ว่าปันหยีนี้ชาวมะละกา ที่ไปปะตาปาบนเขาใหญ่
ข้าน้อยก็พลอยแคลงไป แจ้งใจต่อปะประสันตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
จึงถามบาหยันกัลยา กริชนี้ได้มาแต่แห่งใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น บาหยันทูลแจ้งแถลงไข
องค์ปะตาระกาหลาเรืองชัย ประทานให้ในเวลาราตรี
แล้วทูลแต่ต้นไปจนปลาย บรรยายคลายความถ้วนถี่
จนจากกาหลังธานี ไปขึ้นคิรีปะตาปา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาจัดสรรพระภูษา
เสร็จแล้วยกพานคลานเข้ามา แฝงหน้าเรียกบาหยันทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองนางยิ้มแย้มแจ่มใส
รับพานผ้าวางข้างภูวไนย ต่างคนบังคมไหว้แล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ชาตรี

๏ เมื่อนั้น ปันหยีเกษมสันต์หรรษา
จึ่งตรัสแก่สาวสวรรค์กัลยา แก้วตาของพี่ผู้ยอดรัก
นี่เนื้อผลกรรมนำสนอง ให้สองเราวิตกเพียงอกหัก
จนแต่ได้ประสบพบพักตร์ ก็ยังไม่รู้จักตระหนักใจ
ทีนี้ชะรอยผลบุญ มาค้ำชูอุดหนุนสนองให้
พอบันดาลเกิดเหตุเภทภัย ย่าหรันหายไปจึงได้น้อง
นับวันจะวายความทุกข์ แสนสุขปรีดิ์เปรมเกษมสอง
เจ้าจงเปลื้องเปลือกไม้คากรอง นวลละอองเชิญลาปะตาปา
ตรัสพลางทางหยิบผ้าทรง ยื่นให้แก่องค์ขนิษฐา
เขาจะติฉินนินทา ว่าพี่พาแอหนังมาไว้ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ติหลาอรสาศรีใส
สะเทินจิตปัดผ้าเสียทันใด ค้อนให้แล้วผันพักตรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
จึงว่าวันที่รับน้องมา ก็เป็นราษราตรีกาล
ไม่มีผู้ใดใครเห็นเจ้า โฉมเฉลาเยาวยอดสงสาร
ช้าไปจะได้ความอัประมาณ ไม่พ้นคำพาลนินทา
ว่าแล้วหยิบผ้ามาคลุมองค์ โฉมยงจงฟังพี่ว่า
ถึงผลักไสก็ไม่ฟังกัลยา จงเปลื้องผ้าคากรองเปลือกไม้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ติหลาอรสาศรีใส
กรานองค์ลงยุดฉุดชิงไว้ เปลือกไม้ก็ขาดออกฉับพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีตรัสพลางทางสรวลสันต์
ผ้าเปลือกไม้นี้ดีครัน เนื้อหนังขยันมั่นคงนัก
เจ้าของคร่าไปจะให้หลุด ชิงฉุดด้วยฤทธิ์สิทธิศักดิ์
ส่วนผ้านั้นไม่สามิภักดิ์ ยังจะขืนแค่นรักไปว่าไร
พระพลางเปลื้องเปลือกไม้ออกจากองค์ เห็นทรงซ่าโบะก็จำได้
ธำมรงค์หันวงออกมาไว้ พลอยอยู่ข้างในมือนาง
อันซ่าโบะกับเปลือกไม้นั้น จะนุ่งห่มด้วยกันเห็นขัดขวาง
ส่งผ้าให้ผลัดแล้วตรัสพลาง จะให้นางเชลยมาวันทา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ติหลาอรสา
จึงสนองวาทีพระพี่ยา อย่าเพ่อให้มาก่อนภูวไนย
น้องประหวั่นพรั่นจิตเป็นพ้นนัก เกลือกเขาจะรู้จักจำได้
ให้คิดอัปยศอดสูใจ ต่อหลายวันไปจึงให้มา
ว่าแล้วประณตบทบงสุ์ ลาองค์ปะตาระกาหลา
ผลัดผ้าลาจากปะตาปา แล้วบังคมเชษฐาทันใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ เมื่อนั้น ปันหยียิ้มแย้มแจ่มใส
อุ้มองค์นงลักษณ์ใส่ตักไว้ แสนสำราญฤทัยเป็นพ้นคิด
ดังได้ชื่นเชยเสวยสวรรค์ ช่อชั้นนิมมานรดิศ
พระลูบไล้โลมนางพลางจุมพิต แล้วทรงฤทธิ์จึงตรัสแก่เทวี
เมื่อรู้ว่าลมพาเจ้าหายไป พี่เพียงบรรลัยด้วยโฉมศรี
แต่สลบซบลงถึงสามที สมประดีเดือดดิ้นแดดาล
จะนั่งนอนอาวรณ์ถวิลหา กินแต่น้ำตาต่างอาหาร
เที่ยวทุกเถื่อนถ้ำลำธาร สืบข่าวเยาวมาลย์ทุกเวียงชัย
สุดคิดแล้วจึงปะตาปา ปรารถนาขอพบเจ้าจงได้
ครั้นประสบดวงยิหวายาใจ ให้พะวงสงสัยด้วยเป็นชาย
เมื่อหายไปแต่หญิงสามคน นี่เห็นมีรี้พลมากหลาย
จึงถามดูระแบบแยบคาย เจ้าก็แกล้งอุบายให้แคลงไป
แต่จำชื่นขืนเล่นอยู่เป็นนิจ พาจิตให้คลายที่หม่นไหม้
ถึงจะชมหญิงอื่นไม่ชื่นใจ มิได้ลืมทรามวัยสักเวลา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ติหลาอรสา
ยิ้มพลางนางสนองพระวาจา สารพัดตรัสมาก็เข้าใจ
ถึงพระมาอยู่นี่บัดนี้เล่า ใช่จะเปล่าไร้ที่พิสมัย
พระธิดากาหลังกรุงไกร ก็ทรงลักษณ์วิไลโสภา
เห็นให้สารสื่อสวนชวนชิด แสนสนิทติดพันกันหนักหนา
ส่งเสียสารพัดอยู่อัตรา ทั้งอุบะบุหงาก็ให้ปัน
ซึ่งว่าชมหญิงอื่นไม่ชื่นจิต เหมือนกล่าวแกล้งแสร้งประดิษฐ์บิดพัน
ไพเราะเพราะพริ้งทุกสิ่งอัน น้อยหรือนั่นน่าเชื่อพระวาจา
แม้นไม่มีที่ประสงค์จงใจ ปานนี้ก็จะไปอยู่หมันหยา
เชยชมโฉมงามสามสุดา จะคะนึงถึงข้าเห็นผิดที ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงองค์มิสาระปันหยี
แย้มยิ้มพริ้มพักตร์เปรมปรีดิ์ แล้วตอบถ้อยวาทีสนองนาง
หนามยอกจึงเอาหนามตามบ่ง แต่พอคงค่อยคลายสบายบ้าง
จะรังเกียจเดียดฉันท์กั้นกาง นางก็เป็นพี่นางอุณากรรณ
ฝ่ายพี่ก็มิใช่จะเจาะจง ลุ่มหลงอาลัยใฝ่ฝัน
อุตส่าห์แสร้งทำสนิทติดพัน เพราะรักใคร่อุณากรรณน้องชาย
เห็นรูปทรงส่งศรีกิริยา เหมือนบุษบาเมียพี่ที่หาย
จึงตามติดไม่คิดตัวตาย ยังยักย้ายเกียดกันฉันทา
ถ้าแม้นพี่ม้วยมุดสุดชีวัน จะสำคัญว่าคืนไปหมันหยา
แสนกระแหน่แง่งอนค่อนเจรจา เมื่อกระนี้จะว่าประการใด
จะว่าพี่รักเจ้าหรือรักเมีย แสร้งสลัดซัดเสียหรือไฉน
ว่าพลายเชยปรางอรไท นางผันพักตร์ผลักไสไปมา
พี่แค้นนักด้วยน้องอำพราง แต่วิงวอนถามนางก็หนักหนา
น้อยหรือนิ่งได้ไม่เจรจา กัลยาจะกล้ำอำความตาย ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ติหลาอรสาโฉมฉาย
ยิ้มพลางทางตอบอภิปราย ช่างอุบายเบี่ยงผันพาที
กลับว่าน้องเกียดกันฉันทา สารพัดตรัสว่าถ้วนถี่
ข้าเข้าใจอยู่แล้วพระภูมี เลือกล้วนแต่ดีมาเจรจา
ไหนจะให้น้องบอกออกความจริง คิดกริ่งเกลือกมิใช่พระเชษฐา
ส่วนพระสิแกล้งแปลงมา ส่วนว่าน้องนี้มิให้พลาง
แม้นตรัสความตามจริงเหมือนฉะนี้ ก็จะบอกโดยดีไม่ขัดขวาง
ความทุกข์เพียงชีวิตจะวายวาง ให้นึกอางขนางว่าชาวไพร
แต่พร่ำรักษาตัวกลัวปนศักดิ์ ยังเยื้องยักเจรจาว่าได้
เกิดเหตุทั้งนี้ก็เพราะใคร ได้ยากแล้วจะได้อัประมาณ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ เมื่อนั้น ปันหยียิ้มพลางทางว่าขาน
จะว่าไปไยเล่าไม่เข้าการ รสร้างห่างนานพึ่งพานพบ
พระคลึงเคล้าเอารสนาสา สุคนธาหอมหวนอวลอบ
ถนอมแนบแอบอุราปรารภ พลางสอดกอดกระทบปทุมทอง
อุ้มนางวางเหนือแท่นบรรทม บันเทิงจิตชิดชมสมสอง
อัศจรรย์บันดาลสุนีคะนอง คำรนร้องเลื่อนลั่นครั่นครึก
เบื้องบนฝนฝอยพร้อยพรำ ซ่านเซ็นเย็นฉ่ำเมื่อยามดึก
โบกขรณีในไพรพฤกษ์ ที่แล้งลึกเหลือล้นชลธี
โกสุมปทุมทองครั้นต้องฝน ก็แบ่งบานเสาวคนธ์คลายคลี่
สองกษัตริย์สุขเกษมเปรมปรีดิ์ ถ้อยทีสอดคล้องทำนองใน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โลม

ช้า

๏ เมื่อนั้น ติหลาอรสาศรีใส
ได้พานพบสบประสงค์จงใจ ทรามวัยพิศวาสแสนทวี
อิงแอบแนบชิดพระเชษฐา นัยนาแลสบหลบเนตรหนี
สัพยอกหยอกเย้าหยิกตี ถ้อยทีชื่นชมโสมนัส
พระเลียมลอดสอดเสียดสไบนาง บังอรค้อนพลางผลักพระหัตถ์
เมียงชม้อยหมอบกรานอยู่งานพัด แย้มสรวลชวนตรัสจำนรรจา
พระโลมลูบปฤษฎางค์ทางรับขวัญ นางยอกรป้อนปันชานสลา
ชมชื่นรื่นรสปรีดา กัลยาเกษมเปรมปรีดิ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์มิสาระปันหยี
ถนอมแนบแอบองค์เทวี สมถวิลยินดีเป็นสุดคิด
ตระกองกรคลึงเคล้าเยาวมาลย์ เสนหาซาบซ่านดวงจิต
เฝ้าเชยชื่นรื่นรมย์ชมชิด แสนสนิทพิศวาสไม่คลาดคลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ติหลาอรสา
จึงประนมบังคมทูลพี่ยา ผ่านฟ้าจงโปรดปรานี
น้องคิดถึงบิตุเรศมารดา อีกทั้งขนิษฐาสองศรี
แต่พลัดพรากจากกันก็หลายปี ปานนี้จะเป็นประการใด
เห็นจะโศกเศร้าหมองถึงน้องนัก ดีร้ายไม่ประจักษ์ว่าเป็นไฉน
จงเมตตาพาน้องกลับไป ยังพิชัยดาหาธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึงองค์มิสาระปันหยี
รับขวัญกัลยาแล้วพาที จะคืนไปธานีนั้นสุดคิด
ด้วยโทษพี่มีอยู่เป็นหนักหนา พระบิตุเรศมารดาจะปองผิด
เกลือกมิให้สู่สมชมชิด จะปลงปลิดน้องไปให้จรกา
น่าที่พี่จะม้วยบรรลัย จะกลับไปฉันใดขนิษฐา
อันนวลนางโฉมศรีวิยะดา พี่ก็พามาด้วยแต่วันนั้น
บัดนี้นางก็มีคู่ครอง ทั้งสองสมควรดังแกล้งสรร
เสียดายแต่ศักดิ์ไม่สมกัน เป็นปันจุเหร็จพึ่งเข้ามา
อันนามกรของเขานั้น ชื่อย่าหรันวิลิศมาหรา
พระองค์ทรงพิภพบัญชา ยกให้กัลยาก็จนใจ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ติหลาอรสาศรีใส
ได้ฟังคั่งแค้นแล้วตอบไป เป็นไฉนฉะนี้พระพี่ยา
ให้พระน้องครองคู่ต่ำศักดิ์ ไม่รู้จักเชื้อวงศ์พงศา
ช่างกระไรไม่คิดถึงสียะตรา ว่าพลางโศกาอาลัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ปันหยียิ้มแล้วแถลงไข
พี่ก็ไม่ปลดปลงลงใจ ขัดมิได้ด้วยกลัวพระอาญา
ถ้าได้เหมือนบุตรท้าวประมอตัน อุณากรรณกระหมันวิยาหยา
ถึงมิใช่สุริย์วงศ์เทวา แต่รุ่งเรืองฤทธาพี่ชอบใจ
ว่าพลางสำรวลสรวลสันต์ จรจรัลจากห้องพิสมัย
จึงตรัสสั่งพี่เลี้ยงทันใด เร่งไปเชิญสองพระน้องมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ยะรุเดะรับสั่งใส่เกศา
ถวายบังคมงามสามลา รีบไปดาหาปาตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงประณตบทบงสุ์ ทูลสองสุริย์วงศ์เรืองศรี
รับสั่งพระเชษฐาธิบดี ให้ข้านี้มาเชิญเสด็จไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันรัศมีศรีใส
จึงชวนหลงหนึ่งหรัดทรามวัย แต่งองค์อำไพแล้วไคลคลา
สององค์ทรงรถเดียวกัน พี่เลี้ยงกำนัลพร้อมหน้า
กิดาหยันโดยเสด็จยาตรา ตรงมายังปันจะรากัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงลงจากรถทรง ชวนองค์โฉมฉายผายผัน
เข้าไปยังในห้องสุวรรณ บังคมคัลปันหยีด้วยปรีดา
แต่หลงหนึ่งหรัดนั้นขัดแค้น เห็นนางนั่งร่วมแท่นกับเชษฐา
ไม่ทันดูรู้จักว่าบุษบา กัลยาคิดเคียดรังเกียจใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีจึงแจ้งแถลงไข
นี่คือบุษบาที่หายไป พี่เที่ยวตามพึ่งได้ตัวมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทั้งสองเยาวราชขนิษฐา
กราบลงกับบาทนางบุษบา แสนโสมนัสสาเป็นพ้นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ติหลาอรสาศรีใส
ให้หมกมุ่นขุ่นแค้นเคืองใจ ดูสองทรามวัยไม่เต็มตา
นางผันพักตร์เมินสะเทินเฉย มิใคร่ชมเชยขนิษฐา
ชลเนตรคลอคลองนัยนา กัลยาไม่ว่าขานประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีรู้ทีอัชฌาสัย
สรวลพลางพระทางว่าไป เจ้าจงดูใหม่ให้เต็มตา
พี่เห็นเหมือนสียะตราโฉมยง จึงจำนงจงให้ขนิษฐา
ชะรอยบุญเคยคู่ด้วยกัลยา เจ้าอย่าเพ่อเคืองข้องหมองใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ติหลาอรสาศรีใส
พิศดูย่าหรันทันใด จึงคิดได้ว่าองค์สียะตรา
นางสิ้นแค้นแสนโสมนัสนัก ปราศรัยสองน้องรักเสนหา
พี่แปลกเจ้าทีเดียวดวงชีวา จำเริญวัยใหญ่มาถึงเพียงนี้
ต่างองค์ต่างปรับทุกข์กัน โศกศัลย์ร่ำไรอยู่ในที่
ครั้นเสร็จค่อยสร่างโศกี จำนรรจาพาทีกันไปมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันวิลิศมาหรา
ทั้งหลงหนึ่งหรัดกัลยา จึงทูลพระเชษฐาไปทันใด
บัดนี้ก็พบกับพระพี่ ภูมีจงกลับไปกรุงใหญ่
พระชนนีทั้งสองเวียงชัย กันแสงหาอาลัยอยู่นัก
ทั้งน้องก็หนีพระองค์มา จะซ้ำแสนโศกาเพียงอกหัก
แต่จากมาก็ช้านานนัก จะตั้งพักตร์คอยหาทุกนาที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึงองค์มิสาระปันหยี
พิศดูบุษบาเทวี ภูมีสะท้อนถอนใจ
จึงตอบพระน้องทั้งสองรา แม้นจะพากันกลับไปกรุงใหญ่
กลัวศรีปัตหราเรืองชัย จะยกพี่เจ้าให้จรกา
เสียแรงได้ลำบากยากใจ ทั้งบกเรือเหนือใต้ไปตามหา
แม้นพี่ม้วยมุดสุดชีวา ที่ไหนอนุชาจะเห็นใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันจึงทูลเฉลยไข
อันระตูจรกาชาญชัย มิได้เกี่ยวข้องพ้องพาน
พระบิดาคืนบรรณาการให้ เขายกทัพกลับไปยังสถาน
ข้อนั้นเกรงไยไม่ต้องการ ภูบาลอย่าประหวั่นพรั่นฤทัย
อันองค์พี่นางบุษบา พระเชษฐาเที่ยวตามมาได้
เมื่อหายไปก็แจ้งทั้งกรุงไกร จะทำไยอย่างนั้นเห็นผิดที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงองค์มิสาระปันหยี
จึงตรัสตอบความตามคดี ถึงกระนั้นก็พี่ยังกริ่งใจ
ด้วยพระองค์ทรงธรรม์ทั้งสอง ยังเคืองข้องแค้นขัดอัชฌาสัย
จะพรากยาหยีของพี่ไป มิให้ร่วมห้องครองกัน
แต่ครั้งมีศึกกะหมังกุหนิง ยกมารบชิงตุนาหงัน
ได้พี่ดอกออกรบโรมรัน ห้ำหั่นไพรีม้วยมิด
ซึ่งว่าจรกาผู้เป็นผัว พี่ไม่เห็นหัวมันสักหนิด
เป็นไฉนพระไม่ควรคิด ปลดปลิดให้เขาเอาเป็นดี
ได้ตั้งการขึ้นถึงยี่สิบวัน เดชะบุญนั้นมาช่วยพี่
พอเกิดกุณฑ์วุ่นวายในธานี มารศรีหายไปกับไสยา
แม้นหาไม่ที่ไหนปานนี้ จะครอบครองบุรีเป็นสุขา
องค์ประไหมสุหรีจรกา ท่านจะแลดูหน้าใครมี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ติหลาอรสามารศรี
ค้อนให้เชษฐาแล้วพาที เชิงจะว่าเช่นนี้สิดีนัก ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันวิตกเพียงอกหัก
ทั้งนางเกนหลงนงลักษณ์ จึงทูลพระทรงศักดิ์มิได้ช้า
ถึงมาตรสองกษัตริย์ขัดข้อง จะมิให้สมสองเสนหา
ตกพนักงานน้องทั้งสองรา พระอย่าร้อนรนกังวลใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีจึงตอบแถลงไข
ส่วนเจ้ารักพี่ก็ว่าไป ส่วนสองท้าวไทท่านชิงชัง
เจ้าสิคิดคำนึงถึงท้าวนัก ทั้งสองน้องรักจงคืนหลัง
อันที่พี่จะไปสุดกำลัง จะอยู่ฟังดูก่อนในพารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันจึงตอบเชษฐา
แม้นพระองค์มิได้ไคลคลา ตัวข้าทั้งสองก็ไม่ไป
ว่าแล้วถวายบังคมลา ชวนองค์ขนิษฐาศรีใส
มาทรงรถแก้วแววไว กลับจากวังไปด้วยกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

https://vajirayana.org/system/files/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2_264950.pdf
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ