เล่มที่ ๑

ช้า

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงสี่องค์ทรงธรรม์นาถา
เป็นหน่อเนื้อเชื้อวงศ์เทวา บิตุเรศมารดาเดียวกัน
รุ่งเรืองฤทธาศักดาเดช ได้ดำรงนคเรศเขตขัณฑ์
พระเชษฐาครองกรุงกุเรปัน ถัดนั้นครองดาหาธานี
องค์หนึ่งครองกาหลังบุรีรัตน์ องค์หนึ่งครองสิงหัดส่าหรี
เฉลิมโลกโลกาธาตรี ไม่มีผู้รอต่อฤทธิ์
ระบือลือทั่วทุกประเทศ ย่อมเกรงเดชเดชาอาญาสิทธิ์
บำรุงราษฎร์ดับเข็ญอยู่เป็นนิจ โดยทางทศพิธราชธรรม์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ มีพระมเหสีห้าองค์ ดั่งอนงค์นางฟ้ากระยาหงัน
เลือกล้วนสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ กษัตริย์ครองเขตขัณฑ์สวรรยา
ตั้งแต่งตามตำแหน่งครบที่ คือประไหมสุหรีเสน่หา
มะเดหวีที่สองรองลงมา แล้วมะโตโสภานารี
ที่สี่ลิกูนงเยาว์ ที่ห้านั้นเหมาหลาหงี
อันอัครชายาทั้งห้านี้ ตั้งได้แต่สี่พารา
ประดับด้วยสุรางค์นางสนม ล้วนอุดมรูปทรงวงศา
ถ้วนหมื่นหกพันกัลยา วิลาสเลิศลักขณาทุกนางใน
สำหรับขับรำบำเรอราช พิณพาทย์จำเรียงเสียงใส
ผลัดกันปันโมงมาคอยใช้ พนักงานของใครระไวระวัง
มีเหล่าเถ้าแก่ท้าวนาง งานเครื่องงานกลางผู้รับสั่ง
โขลนจ่าหลวงแม่เจ้าชาวคลัง จัดแจงแต่งตั้งครบครัน ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ มีหมู่มาตยาสามนต์ โยธีรี้พลแข็งขัน
นับหมื่นพื้นหาญชาญฉกรรจ์ เคยณรงค์โรมรันไม่ครั่นคร้าม
ม้ารถคชไกรมิใช่ชั่ว แต่ละตัวแกล้วกล้ากลางสนาม
ทนปืนยืนยงในสงคราม ลือนามขามฤทธิ์ทุกทิศไป
นานานคเรศประเทศราช เข็ดขยาดย่อท้อไม่ต่อได้
ต่างถวายสุวรรณมาลัย โอรสยศไกรแลธิดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ยานี

๏ อันสี่ธานีราชฐาน กว้างใหญ่ไพศาลนักหนา
เทเวศร์นฤมิตด้วยฤทธา สนุกดั่งเมืองฟ้าสุราลัย
มีปราสาททั้งสามตามฤดู เสด็จอยู่โดยจินดาอัชฌาสัย
หลังคาฝาผนังนอกใน แล้วไปด้วยโมราศิลาทอง
ภูเขาทองรองฐานมีมารแบก ยอดแทรกยอดใหญ่ไม้สิบสอง
แก้วไพฑูรย์ทำเป็นลำยอง บัญชรช่องชัชวาลบานบัง
พระปรัศว์ซ้ายขวาอ่าโถง ท้องพระโรงรจนาหน้าหลัง
พระแท่นแก้วกุดั่นบัลลังก์ กางกั้นเศวตฉัตรอยู่อัตรา
บรรจถรณ์ที่ไสยาสน์อาสน์สุวรรณ มีฉากแก้วแพรวพรรณคั่นฝา
ที่เสวยที่สรงคงคา ที่นั่งเย็นอยู่หน้ามนเทียรทอง
พรรณไม้ดอกลูกปลูกกระถาง ไว้หว่างอ่างแก้วเป็นแถวถ้อง
ราบรื่นพื้นชาลาดังหน้ากลอง อิฐทองปูลาดสะอาดตา
มีทิมที่ล้อมวงองครักษ์ นอกกองเกณฑ์พิทักษ์รักษา
โรงแสงโรงภูษามาลา เรียงเรียบรัถยาหน้าพระลาน
โรงเครื่องเนื่องกันเป็นหลั่นลด โรงม้าโรงรถคชสาร
ติกาหรังสำหรับพระกุมาร อยู่นอกปราการกำแพงวัง ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ประตูลักลงท่าชลาลัย มีโรงเรือเรียงไปริมฝั่ง
เรือศรีสุวรรณบัลลังก์ เรือแข่งเรือที่นั่งตั้งบนม้า
เรือกิ่งเอกไชยใส่บุษบก งามกระหนกลวดลายท้ายหน้า
พนักงานตำรวจใหญ่ไตรตรา เกณฑ์ไพร่ให้รักษานาวี
ตำหนักแพแลล้ำอำไพ มุขลดพาไลหลังคาสี
ช่อฟ้าหน้าบันปราลี ล้วนมณีเนาวรัตน์ชัชวาล
ข้างหน้าตำหนักน้ำนั้นทำกรง สำหรับราชสุริย์วงศ์สรงสนาน
เบื้องบนบังสาดดาดเพดาน ผูกม่านมู่ลี่ลายทอง
ฤดูเดือนสิบเอ็ดเสด็จลง ลอยกระทงทรงประทีปเป็นแถวถ้อง
ทอดทุ่นท้ายน้ำประจำซอง ตั้งกองล้อมวงพระทรงธรรม์
อันถนนหนทางท้องฉนวน ศิลาลายลาดล้วนเลือกสรร
มีตึกแถวทิมรอบขอบคัน เรือนสนมกำนัลเป็นหลั่นมา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

สมิงทอง

๏ ท้องสนามแกล้งปราบราบรื่น พ่างพื้นปัถพีไม่มีหญ้า
กว้างใหญ่ไพศาลสุดตา เตียนสะอาดดาษดาด้วยทรายทอง
มีสุวรรณพลับพลาบนปราการ สูงตระหง่านเงื้อมฟ้าสิบห้าห้อง
ช่อฟ้าปราลีลำยอง ฉลักฉลุบุทองอร่ามไป
สำหรับที่ทอดพระเนตรสระสนาน ล่อแพนผัดพานเป็นการใหญ่
ประลองเหล่าทหารชาญชัย ยิงธนูศรใส่ยาพิษ
ตั้งป้อมหัดปืนยิงหุ่น แม่นยำซ้ำกระสุนไม่มีผิด
โล่ดั้งดาบฟันกระชั้นชิด เพลงกริชสันทัดทั่วทุกตัวคน
บ้างรำทวนเปลี่ยนท่าบนพาชี ขับขี่เคยศึกฝึกฝน
ประลองคชสารสู้บำรูชน ให้ชำนาญในกลการยุทธ์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ รอบราชนิเวศน์เขตขัณฑ์ มีปราการแก้วกั้นสูงสุด
ซุ้มทวารบานสุวรรณชมพูนุท ประตูลักช่องกุฏิ์สลับกัน
มีทิมแถวโรงช้างระวางค่าย เชิงเรียงรายเขื่อนเพชรเขื่อนขัณฑ์
หอรบแลสล้างนางจรัล ป้อมสูงสามชั้นเป็นหลั่นลด
รายปืนจินดาจังกาส่อง วางประจำทุกช่องเสมาหมด
เชิงเทินดังเนินบรรพต บันไดลดเลี่ยนลาดสะอาดตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ ท่ามกลางทางท้องสถลมาศ ลำดับดาดอิฐแผ่นแน่นหนา
บ้านช่องสองข้างมรรคา ล้วนเคหาหน้าถังนั่งร้าน
เหล่าพวกกรมท่าเจ้าภาษี มั่งมีสมบัติพัสถาน
เรือนริมรัถยาฝากระดาน ตึกกว้านบ้านขุนนางนองเนือง
สุเหร่าเรียงเคียงคั่นปั้นหยา ก่อผนังหลังคามุงกระเบื้อง
ศาลเทพารักษ์หลักเมือง นับถือลือเลื่องทั้งกรุงไกร
เสาชิงช้าอาวาสวัดพราหมณ์ ทำตามประเพณีพิธีไสย
หอกลองอยู่กลางเวียงชัย แม้นเกิดไฟไพรีตีสัญญา
สะพานช้างทางข้ามคชสาร ก่ออิฐปูกระดานไม้หนา
คลองหลอดแลลิ่วสุดตา น้ำลงคงคาไม่ขอดเคือง
นาวาค้าขายพายขึ้นล่อง ตามแม่น้ำลำคลองแน่นเนื่อง
แพจอดตลอดท่าหน้าเมือง นองเนืองเป็นขนัดในนที
ข้าวของต่างต่างเอาวางขาย แพรม้วนมากมายหลายสี
ยกทองล่องจวนเจ็ดตะคลี พลอยมณีเพชรนิลจินดา
บริบูรณ์พูนสุขด้วยสมบัติ แก้วเก้าเนาวรัตน์วัตถา
ทุกสิ่งสรรพ์เอมโอชโภชนา ย่อมเยาราคาสารพัน ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

เบ้าหลุด

๏ ลูกค้าวาณิชทุกนิเวศน์ มาแต่ต่างประเทศเขตขัณฑ์
สำเภาจอดทอดท่าเรียงรัน สลุบแขกกำปั่นวิลันดา
จีนจามอะแจแซ่ซ้อง คับคั่งทั้งสิบสองภาษา
แสนสนุกสุขเกษมเปรมปรา ถ้วนหน้าประชาชนมนตรี
บ้างฝึกสอนคนรำทำบทบาท พิณพาทย์ระนาดฆ้องอึงมี่
พวกขุนนางต่างหัดมโหรี สาวสาวเสียงดีมีหลายคน
บ้างลงท่าโกนจุกสนุกสนาน มีงานการกึกก้องทุกแห่งหน
บ้างตั้งบ่อนปลากัดนัดไก่ชน ทรหดอดทนเป็นเดิมพัน
บ้างเล่นวิ่งวัวคนโคระแทะ ชนแพะแกะกระบือคู่ขัน
บ้างเล่นว่าวคุลาคว้าพนัน ปากเป้าสั้นโห่ฉาววิ่งราวมา
ราตรีมีหนังประชันเชิด ฉลุฉลักลายเลิศเลขา
บ้างเล่นเพลงครึ่งท่อนกลอนสักวา ทั้งสุดใจไก่ป่าสารพัน ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ ฝ่ายฝูงสาวสาวชาวกรุง ก็บำรุงรูปโฉมเฉิดฉัน
ขัดขมิ้นหนุนเนื้อเจือจันทน์ หวีผมคมสันกันไร
ที่ลูกเหล่าเผ่าพงศ์พวกผู้ดี รูปทรงส่งศรีผ่องใส
ซ่อนตัวกลัวจะเก็บเป็นนางใน ถึงมีงานการใหญ่ไม่ไปดู
ลางพวกพึ่งดรุณรุ่นสาว เจ้าบ่าวไปปลูกหอขอสู่
บ้างลอบลักรักเร้นเป็นชู้ หมากพลูพวงมาลัยให้กัน
พวกหนุ่มหนุ่มพากเพียรเวียนแวดชาย มุ่งหมายรักใคร่ใฝ่ฝัน
หยอกเอินเดินเคียงเมียงมัน ติดพันพูดจาเป็นแยบคาย
บ้างดีดนิ้วผิวปากทำเพลง ล้วนนักเลงเจ้าชู้ฉุยฉาย
ลดเลี้ยวเที่ยวเล่นตามสบาย หญิงชายเป็นสุขทุกคืนวัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ปะหลิ่ม

๏ ทิศใต้ภายนอกธานี มีสระสวนศรีสะตาหมัน
มิ่งไม้หลายอย่างต่างพรรณ ล้วนแกล้งกลั่นสรรมาปลูกไว้
บ้างเผล็ดผลผการะย้าย้อย ช่อช้อยชูก้านบานไสว
พ่างพื้นรื่นร่มสำราญใจ มีตำหนักน้อยในวารี
อันโบกขรณีสี่เหลี่ยม น้ำเปี่ยมเทียมปากสระศรี
ใสสะอาดปราศจากราคี ดังแสงแก้วมณีรจนา
มีพรรณโกสุมปทุมมาลย์ ตูมบานแย้มกลีบกลิ่นกล้า
เกสรร่วงลงในคงคา พระพายพาหอมฟุ้งจรุงใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

สระบุหร่ง

๏ นอกเมืองมีสระตำบลหนึ่ง วารีลึกซึ้งเย็นใส
ริมรอบขอบคันล้วนพรรณไม้ ระบัดใบบังแสงสุริยง
เป็นที่ภูธรแต่ก่อนมา แม้นปราบข้าศึกเสร็จเสด็จสรง
ประดับด้วยโกมุทบุษบง ลินจงอุบลบัวบาน
มีพลับพลาที่ประทับยับยั้ง อยู่ริมฝั่งสระใหญ่ไพศาล
สำหรับเมืองเนื่องมาแต่บุราณ ทั้งสี่ราชฐานพารา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

พระทอง

๏ แต่กรุงดาหาธานี มีคิรีวิลิศมาหรา
อยู่นอกเมืองข้างเบื้องบูรพา มรรคาวันหนึ่งถึงบรรพต
อารักษ์เรืองฤทธิ์สถิตสถาน เชี่ยวชาญลือชาปรากฏ
ย่อมเป็นที่นับถือลือยศ แห่งชาวชนบทพระบุรี
แม้นมีเหตุเภทพานประการใด ก็บวงบนเทพไทเรืองศรี
ทำตามบุราณราชประเพณี ถึงปีไปเคารพอภิวันท์
ทั้งสี่พระองค์วงศ์เทเวศร์ ดำรงนคเรศเกษมสันต์
ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินสิ้นทั้งนั้น เป็นสุขทุกวันทุกเวลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ช้า

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงพิชัยเขตขัณฑ์หมันหยา
แสนสนุกสุขเกษมเปรมปรา บรรดากรุงชวาไม่เทียมทัด
เป็นใหญ่ยิ่งกว่าทุกธานี แต่ก่อนตั้งบุรีสี่กษัตริย์
ประกอบด้วยแก้วเก้าเนาวรัตน์ ไอสูรย์สมบัติศฤงคาร
มีหมู่มาตยาข้าเฝ้า สองเหล่าพลเรือนแลทหาร
โยธีนับหมื่นพื้นเชี่ยวชาญ แต่ละคนเคยชำนาญในการรบ
อยู่ยงคงกระพันสาตรา วิชาโล่เขนเจนจบ
ราชรถคชสารสินธพ เลิศลบลือกว่าทุกธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ปางก่อนพระนครหมันหยา ประชาราษฎร์มาตยาเกษมศรี
ตั้งแต่ระตูภูมี สุดสิ้นชีวีทิวงคต
ก็เย็นเยียบเงียบเหงาเปล่าใจ ทั่วนิเวศน์เวียงชัยชนบท
ยังแต่ประไหมสุหรีมียศ โศกศัลย์รันทดทุกเวลา
มีราชธิดาสามองค์ งามทรงวงพักตร์เพียงเลขา
พี่นางทรงนามสมญา ชื่อนิหลาอระตานารี ฯ
พระผู้ผ่านพิภพกุเรปัน ตุนาหงันเป็นประไหมสุหรี
อันระเด่นดาหราวาตี บุตรีที่สองรองลงมา
ท้าวดาหาตุนาหงันไป เป็นประไหมสุหรีในดาหา
ยังแต่น้องนุชสุดโสภา กัลยาแรกรุ่นจำเริญวัย
ชื่อระเด่นจินดาส่าหรี พระชนนีถนอมนักรักใคร่
กษัตริย์ใดมาขออรไท ไม่ยินยอมยกให้ไปไกลองค์
หวังจะให้เป็นเอกในเศวกฉัตร สืบตระกูลกษัตริย์สูงส่ง
อันท้าวมังกันฤทธิรงค์ ก็เนื่องในสุริย์วงศ์กันมา
ได้ครอบครองสวรรยาธานี ทรงธรรม์นั้นมีโอรสา
พระคิดถึงระตูผู้มรณา จะบำรุงพาราให้เรืองไป
จึงตกแต่งของมาตุนาหงัน ชนนีนางนั้นก็อวยให้
อภิเษกเอกองค์โอรสไว้ ในพิชัยหมันหยาธานี ฯ

ฯ ๑๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวกุเรปันเรืองศรี
เสวยราชสมบัติสวัสดี สุขเกษมเปรมปรีดิ์มาช้านาน
จึงมีพระโอรสา ด้วยลิกูกัลยายอดสงสาร
ชื่อกะหรัดตะปาตีกุมาร รูปทรงสัณฐานโสภา
พระบิตุเรศมารดาทั้งห้าองค์ พิศวงจงรักหนักหนา
เย็นเช้าเฝ้าชมทุกเวลา แสนสนิทเสน่หาดังดวงใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึงจัดกิดาหยันน้อยน้อย ถ้วนร้อยโปรดปรานประทานให้
ทั้งนางนมพี่เลี้ยงแลสาวใช้ เจ้าขรัวยายผู้ใหญ่ได้บังคับ
ประทานทั้งเงินทองของขวัญ ตามขนบครบครันเครื่องประดับ
สร้อยสุวรรณสังวาลบานพับ เกี้ยวแก้วแวววับสำหรับยศ
ให้ตั้งกรรมทำกิจวิทยา พร้อมคณะพระมหาดาบส
ชุบกริชประสิทธิ์ให้โอรส เลื่องหล้าปรากฏฤทธิไกร
ครั้นท้าวกาหลังมีบุตรี ด้วยลิกูนารีศรีใส
ชื่อบุษบารากายาใจ ตุนาหงันกล่าวไว้แก่ลูกยา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ คิดจะให้ประไหมสุหรีนั้น ทรงครรภ์พระโอรสา
จะได้สืบสุริย์วงศ์พงศ์เทวา ดำรงขัณฑเสมาธานี

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ คิดพลางทางถวายเครื่องบวงสรวง บำบวงเทวราชเรืองศรี
ขออารักษ์หลักเมืองเรืองฤทธี ได้ปรานีเชิญช่วยจงสมคิด
ให้ประไหมสุหรีนั้นมีบุตร เป็นบุรุษรูปโฉมประโลมจิต
ได้ครอบครองพระนครขจรฤทธิ์ ลือสะท้านทั่วทิศทั้งปวง
แม้นสมปรารถนาดังว่าขาน จะแต่งแก้บนบานบวงสรวง
เทียนทองชวาลาบุปผาพวง พรรณรายรุ้งร่วงด้วยเนาวรัตน์
จะแผ่ทองเนื้อเก้าหุ้มเสาศาล เอาตาดคำทำม่านเพดานดัด
อีกทั้งทิวธงราชวัติ ชุมสายเศวตฉัตรชัชวาล
ทั้งแพะแกะโคกระทิงสิ่งละร้อย จะปล่อยไว้ในเทวสถาน
จะสมโภชเจ็ดทิวาราตรีกาล มีงานมหรสพครบครัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น องค์ประไหมสุหรีเฉิดฉัน
ร่วมภิรมย์สมสุขด้วยทรงธรรม์ เมื่อจวนจะมีครรภ์พระลูกรัก
ราตรีเข้าที่พระบรรทม ด้วยบรมนรินทร์ปิ่นปัก
บังเกิดนิมิตฝันอัศจรรย์นัก ว่านงลักษณ์นั่งเล่นที่ชาลา
มีพระสุริยงทรงกลด ชักรถมาในเวหา
แจ่มแจ้งแสงสว่างทั้งโลกา ตกลงตรงหน้านางรับไว้
ครั้นนิทราตื่นฟื้นองค์ ให้หลากจิตพิศวงสงสัย
จึ่งทูลพระภัสดาทันใด โดยในนิมิตเยาวมาลย์ ฯ

ฯ ๘ คำฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น องค์ศรีปัตหราได้ทราบสาร
นิ่งนึกตรึกดูก็แจ้งการ จะมีครรภ์กุมารเป็นมั่นคง
พระเร่งเกษมสันต์หรรษา สมถวิลจินดาดังประสงค์
พอรุ่งรางสร่างแสงสุริยง ก็อ่าองค์ทรงเครื่องรูจี
เสด็จออกยังท้องพระโรงคัล นั่งเหนือแท่นสุวรรณจำรัสศรี
แล้วเล่าความนิมิตเทวี แก่โหรเฒ่าทั้งสี่ทันใด ฯ

ฯ ๖ คำฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสี่โหราอัชฌาสัย
พิเคราะห์ดูเห็นแจ้งไม่แคลงใจ ต่างทูลภูวไนยไปพลัน
อันพระสุบินนี้ดีนัก จะได้โอรสรักเป็นแม่นมั่น
อาจองทรงเดชดั่งสุริยัน ทุกนิเวศน์เขตขัณฑ์ไม่ต้านทาน
จะเป็นที่ดับเข็ญให้เย็นยุค ราษฎรจะได้สุขเกษมศานต์
ซึ่งนิมิตยามจันทร์วันอังคาร จวนเวลากาลอโณทัย
สิ่งใดพระองค์ประสงค์นัก ตำราว่าจักพลันได้
แต่ในสองเดือนถ้าเคลื่อนไป พระอย่าไว้ชีวิตโหรา ฯ

ฯ ๘ คำฯ

๏ เมื่อนั้น พระทรงภพกุเรปันหรรษา
จึ่งดำรัสตรัสสั่งเสนา ให้จัดเสื้อผ้าแพรพรรณ
ทั้งเงินทองข้าวของหลากหลาย มาให้โหรผู้ทายทำนายฝัน
สั่งเสร็จเสด็จจรจรัล เข้าปราสาทสุวรรณรจนา ฯ

ฯ ๔ คำ เสมอ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ประไหมสุหรีเสน่หา
อยู่เย็นเป็นสุขทุกเวลา ประมาณเดือนหนึ่งมาก็มีครรภ์
ยิ่งผุดผาดผิวผ่องละอององค์ ดังอนงค์นางฟ้ากระยาหงัน
เมื่อจวนจะถ้วนกำหนดนั้น ให้บังเกิดอัศจรรย์จลาจล
พสุธาสะเทือนเลื่อนลั่น เป็นควันตลบทั้งเวหน
มืดมิดปิดแสงพระสุริยน ฟ้าลั่นอึงอลนภาลัย
แลบพรายเป็นสายอินทรธนู สักครู่ก็เกิดพายุใหญ่
ไม้ไหล้ลู่ล้มระทมไป แล้วฝนห่าใหญ่ตกลงมา
เปรี้ยงเปรี้ยงเสียงฟ้าฟาดสาย แต่มิได้อันตรายจักผ่า
เย็นทั่วฝูงราษฎร์ประชา ทั้งเจ็ดทิวาราตรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวกุเรปันเรืองศรี
เสด็จยังปรางค์รัตน์มณี ภูมีเห็นนิมิตผิดใจ
เกิดมาแต่ก่อนบห่อนเห็น จะอุบัติขัดเข็ญเป็นไฉน
คิดพลางย่างเยื้องคลาไคล เสด็จออกพระโรงชัยฉับพลัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงมีพระราชบรรหาร ถามโหราจารย์คนขยัน
ซึ่งเกิดมหัศอัศจรรย์ ผิดอย่างปางบรรพ์ไม่เคยมี
หรือจะเป็นเหตุการณ์แก่บ้านเมือง ระคายเคืองขุ่นข้องหมองศรี
จงเร่งทำนายร้ายหรือดี เรานี้ให้ฉงนสนเท่ห์ใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ขุนโหรกราบทูลแถลงไข
ข้าพิเคราะห์เห็นไม่เป็นไร แต่วันแรกนั้นได้ปรึกษากัน
คูณควณสวนสอบทุกตำรา ดูชะตานคเรศเขตขัณฑ์
วางลัคน์อินทพาทบาทจันทร์ ก็ไม่เห็นสำคัญอันตราย
เพราะอานุภาพพระโอรส ให้ปรากฏแก่โลกทั้งหลาย
ซึ่งฟ้าร้องสนั่นลั่นแลบพราย บันดาลเป็นสายอินทรธนู
จะกึกก้องเกียรติยศทั้งทศทิศ เรืองฤทธิ์ไม่มีที่เคียงคู่
พระจะเที่ยวโรมรันพันตู ปราบหมู่อริราชทุกบุรี
อันเกิดพายุใหญ่ไม้ล้ม ระตูจะบังคมบทศรี
ซึ่งฝนตกเจ็ดวันเจ็ดราตรี บรรณาการจะมีเนืองมา
เมื่อพระชันษาสิบห้าขวบ พระเคราะห์ร้ายประจวบกันหนักหนา
จะพลัดพรากจากเมืองถึงสามครา แต่ว่าเห็นไม่เป็นไรนัก
พระจะไปได้นางในเมืองอื่น ชมชื่นรื่นรสด้วยยศศักดิ์
แล้วจำเป็นจะจากกันทั้งรัก พระจะได้ทุกข์นักเพราะนารี
นางใดที่ประสงค์จำนงให้ ไม่อาลัยจะสลัดหลีกหนี
ซึ่งเมฆหมอกมืดมัวทั่วธาตรี บดบังรัศมีสุริยน
พระองค์ดั่งดวงทินกร ทรงเดชขจรทุกแห่งหน
พระโอรสยศยิ่งภูวดล เหมือนเมฆเกลื่อนกล่นเข้าบังไว้
ซึ่งเป็นควันตลบอบอัมพร ภูธรจะทุกข์ทนหม่นไหม้
ด้วยโอรสาจะคลาไคล จำเป็นจำให้กำจัดกัน
พระจะเที่ยวมะงุมมะงาหรา ย่ำยีบีฑาทุกเขตขัณฑ์
สิบสามปีจะคืนกุเรปัน จะได้สองนางนั้นมาธานี
จึ่งจะเย็นแหล่งหล้าประชากร สโมสรเป็นสุขเกษมศรี
จะสมบูรณ์ยิ่งกว่าทุกวันนี้ พระจะมีมเหสีถึงสิบองค์
บรรดากรุงชวาทั้งปวงนั้น จะขึ้นแก่กุเรปันเป็นส่วยส่ง
ข้าเห็นพร้อมกันเป็นมั่นคง มิได้พะวงสงกา ฯ

ฯ ๒๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวกุเรปันนาถา
ฟังคำทำนายโหรา เกษมสันต์หรรษาเป็นพ้นนัก
จึงประทานบำเหน็จนานา เสื้อผ้านุ่งห่มสมปัก
ให้โหรเฒ่าผู้ทำนายทายทัก แล้วทรงศักดิ์เสด็จจากพระโรงคัล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น องค์ประไหมสุหรีเฉิดฉัน
ตั้งแต่เกิดเหตุมหัศจรรย์ นับได้เจ็ดวันเจ็ดคืนมา
พระครรภ์ครบกำหนดทศมาส จนประสูติพระราชโอรสา
ให้เจ็บปวดรวดเร้าทั้งกายา ประหนึ่งว่าชีวิตจะอันตราย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น ฝูงสุรางค์นางกำนัลทั้งหลาย
ทั้งเถ้าแก่ชะแม่เจ้าขรัวนาย เห็นโฉมฉายปั่นป่วนประชวรครรภ์
บ้างเข้าหนุนพระขนองประคองรับ กำชับหมอตำแยที่แปรผัน
บ้างไปเฝ้าองค์พระทรงธรรม์ บังคมคัลทูลแถลงให้แจ้งใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระผู้ผ่านพิภพกรุงใหญ่
ฟังข่าวเร่าร้อนฤทัย ภูวไนยก็รีบลีลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงพระจึงเสด็จนั่ง เหนือสุวรรณบัลลังก์เลขา
พร้อมสี่มเหสีกัลยา สุริย์วงศ์พงศามากมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ประไหมสุหรี
ครั้นได้ฤกษ์พานาที เทวีก็ประสูติพระกุมาร
ชาวประโคมก็ประโคมแตรสังข์ พร้อมพรั่งจำเรียงเสียงประสาน
อันอัศจรรย์ซึ่งบันดาล ก็อันตรธานทันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ มโหรี

๏ เมื่อนั้น องค์มะเดหวีศรีใส
จึงเอาข่ายแก้วแววไว รับพระดนัยโฉมยง
แล้วเอาน้ำดอกไม้ใสสด มารินรดชำระสระสรง
ลูบไล้ด้วยเครื่องสุคนธ์ทรง วางลงบนยี่ภู่พานสุวรรณ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ศรีปัตหรารังสรรค์
พิศโฉมลูกยาลาวัณย์ สารพันงามสิ้นทั้งอินทรีย์
ดำแดงแน่งเนื้อนวลผจง น่ารักรูปทรงส่งศรี
สมหมายเหมือนถวิลยินดี เสนหาพ้นที่จะพรรณนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ท้าวนางข้างในถ้วนหน้า
ทั้งเถ้าแก่ชะแม่จ่าชา ก็จัดสรรภรรยาเสนี
เป็นนางนมสมบูรณ์ด้วยรูปร่าง ครบถ้วนตามอย่างหกสิบสี่
เว้นโทษขาวดำผอมพี ไม่มีต่ำสูงเสมอกัน
แล้วจัดเหล่านารีพี่เลี้ยง ที่ควรเคียงถือต้องประคองขวัญ
สี่อนงค์ทรงลักษณ์ลาวัณย์ ล้วนวงศ์พงศ์พันธุ์กษัตรา
กับนางกำนัลน้อยน้อย สองร้อยรูปร่างโอ่อ่า
ทั้งเงินทองของขวัญนานา นำมาถวายทันที ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึงมหาอำมาตย์ทั้งสี่
กับทั้งเหล่าเสนามนตรี แต่บรรดาที่มีบุตรนั้น
ให้จัดแจงแต่งตัวทั้งแปดร้อย ล้วนน้อยน้อยหน้าตาคมสัน
พาไปเฝ้าพระองค์ทรงธรรม์ ถวายเป็นข้าขวัญพระกุมาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระปิ่นปักนคเรศราชฐาน
ชื่นชมโสมนัสเบิกบาน จึงมีบัญชาการตรัสไป
อันบุตรเสนาปาเตะ ตั้งที่ยะรุเดะพี่เลี้ยงใหญ่
บุตรตำมะหงงเสนาใน ตั้งให้เป็นที่ปูนตา
อันบุตรดะหมังมนตรี ตั้งที่เป็นกะระตาหลา
อันบุตรยาสาเสนา ตั้งที่ประสันตาครบครัน
พื้นดรุณรุ่นหนุ่มน้อยน้อย รูปร่างแช่มช้อยเฉิดฉัน
พระสั่งให้ประทานรางวัล ตามหลั่นพี่เลี้ยงแลมนตรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายสามอนุชาเรืองศรี
อีกองค์สมเด็จพระอัยกี กับประไหมสุหรีหมันหยานั้น
ทั้งระตูภูธรทุกประเทศ ครั้นเห็นเหตุวิปริตผิดผัน
ต่างองค์ทรงคิดอัศจรรย์ ให้สงสัยไหวหวั่นหฤทัย
บ้างให้ค้นดูตำรับข้างที่ จดหมายเหตุคัมภีร์น้อยใหญ่
คนแก่เฒ่าก็เอามาซักไซ้ บ้างถามไถ่โหราพฤฒาจารย์
บ้างให้หาบีกูประมาหนา ฤๅษีชีป่าในไพรสาณฑ์
ที่ได้กระสินอภิญญาณ ก็แจ้งการทำนายมาเหมือนกัน
ต่างรู้ประจักษ์แจ้งแห่งเหตุ ผู้มีเดชลงมาจากสวรรค์
เป็นโอรสท้าวกุเรปัน จะประสูติจากครรภ์พระชนนี
อันท้าวดาหาแลกาหลัง อีกทั้งท้าวสิงหัดส่าหรี
กับองค์อัครราชเทวี ชื่นชมยินดีเป็นสุดคิด
จึงจัดของขวัญพระกุมาร สร้อยสนสังวาลวิภูษิต
มงกุฎแก้วกุณฑลตาบทิศ ตามอย่างราชนิติ์บุราณมา
ให้มหาเสนานำของไป ยังกรุงไกรบรมเชษฐา
เฉลิมขวัญพระราชนัดดา โดยตำราตราตั้งจิรังกาล
ฝ่ายองค์สมเด็จพระอัยกี ในหมันหยาธานีราชฐาน
จัดระเด่นดาหยนกมาร ซึ่งเป็นวงศ์วานกษัตรา
กับทั้งพี่เลี้ยงแลนางนม ล้วนอุดมรูปทรงวงศา
ชายหญิงสิ่งละร้อยโดยตรา มอบให้เสนานำไป ฯ

ฯ ๒๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาหมันหยากรุงใหญ่
ถวายบังคมลาคลาไคล ออกจากพิชัยธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เร่งรัดรีบมาสิบห้าวัน ก็ลุถึงกุเรปันกรุงศรี
พบทูตทั้งสามพระบุรี พากันจรลีเข้าในวัง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึงตรงเข้าไปหา ปาเตะเสนาแลดะหมัง
ต่างแถลงแจ้งความให้ฟัง แล้วพากันมาพระโรงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ท้าวนางกำนัลน้อยใหญ่
ครั้นถึงวันสมโภชพระดนัย ก็วุ่นวายวิ่งไขว่ไปทั้งวัง
เร่งให้หาโหราพราหมณ์ชี ชาวประโคมดนตรีแตรสังข์
เอาขันสาครใหญ่ในคลัง มาจัดแจงแต่งตั้งเตียงรอง
ปักสุวรรณราชวัติฉัตรธง รายรอบที่สรงเป็นแถวถ้อง
ทั้งมะพร้าวเต่าปลาเงินทอง จัดต้องตามธรรมเนียมเตรียมไว้
ตั้งบายศรีเงินทองสองสำรับ แซมยอดสอดประดับดอกไม้ไหว
สังข์กลศแว่นเวียนเทียนชัย แต่งไวเสร็จถ้วนทุกสิ่งอัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ศรีปัตหรารังสรรค์
เวลาควรจวนฤกษ์ก็จรจรัล ไปปราสาทสุวรรณพระโอรส ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ นั่งเหนือบัลลังก์รัตน์รูจี พร้อมพระมเหสีทั้งปวงหมด
ต่างกราบบาทบงสุ์พระทรงยศ พอกำหนดพระฤกษ์เวลา
จึงให้เชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ่ เข้าอุ้มองค์พระดนัยเสนหา
เชิญสี่บีกูนั้นเข้ามา จำเริญเกศาพระกุมาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ แล้วเชิญลงสรงน้ำในสาคร อันอบอายเกสรหอมหวาน
ชีพราหมณ์พฤฒาโหราจารย์ ต่างอ่านพระเวทถวายชัย
ราชครูบีกูทั้งสี่ เอาสุคนธวารีมาสรงให้
แล้วเชิญลงอู่แก้วแววไว อ่านมนต์แกว่งไกวไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ยานี

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงองค์อสัญแดหวา
ซึ่งเป็นบรมอัยกา สถิตยังชั้นฟ้าสุราลัย
จึงนิมิตกริชแก้วสุรกานต์ นามกรพระหลานจารึกใส่
ครั้นเสร็จเสด็จจากวิมานชัย เหาะมากรุงไกรกุเรปัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ รัว

ร่าย

๏ ครั้นถึงจึงวางกริชลง ข้างพระองค์กุมารหลานขวัญ
อวยชัยให้พรแล้วเทวัญ กลับคืนกระยาหงันชั้นฟ้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น องค์มะเดหวีเสนหา
ประกองกรช้อนอุ้มพระลูกยา เชิญมาจากอู่อำไพ
เห็นกริชนั้นวางอยู่ข้างที่ มารศรีหลากจิตคิดสงสัย
จึงหยิบมาดูด้วยดีใจ แล้วถวายภูวไนยฉับพลัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระผู้ผ่านโภไคยไอศวรรย์
ชื่นชมโสมนัสอัศจรรย์ เอากริชนั้นออกพิจารณา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึงเห็นจารึกอักษร นามกรพระโอรสา
ชื่อหยังหยังหนึ่งหรัดอินดรา อุดากันสาหรีปาตี
อิเหนาเองหยังตาหลา เมาะตาริยะกัดดังสุรศรี
ดาหยังอริราชไพรี เองกะนะกะหรีกุเรปัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นอ่านเสร็จสิ้นในอักษร ภูธรยิ่งแสนเกษมสันต์
จึงยอกรถวายอภิวันท์ อัยกาทรงธรรม์เลิศไกร
พระมาช่วยอุปถัมภ์บำรุง จะลือเกียรติทุกกรุงน้อยใหญ่
สมคำโหรทายทำนายไว้ ประจักษ์ในนิมิตแต่เดิมมา
แล้วสั่งให้ประโคมเป็นสำคัญ เฉลิมขวัญพระโอรสา
เอาฤกษ์ได้กริชเทวา เป็นมหามหัศอัศจรรย์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นเสร็จสมโภชพระดนัย พระผู้ผ่านโภไคยไอศวรรย์
จึงสั่งพนักงานทั้งปวงนั้น ให้จัดสรรเครื่องใช้แลเครื่องทรง
มงกุฎเพชรพาหุรัดจำรัสเรือง กับเมืองขึ้นสิบเมืองเป็นส่วยส่ง
ทั้งเสนีรี้พลจัตุรงค์ ประทานองค์โอรสยศไกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นเสร็จพระเสด็จเยื้องย่าง จากปรางค์ปราสาททองผ่องใส
มายังพระโรงคัลทันใด เสนาในเฝ้าแหนแน่นนันต์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น ปาเตะเสนาคนขยัน
จึงนำเสนีสี่เมืองนั้น มาบังคมคัลมิทันนาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ แล้วทูลว่าสามกษัตริย์ทรงเดช ผู้ดำรงนัคเรศราชฐาน
ให้เสนีนำของมาประทาน พระหลานรักราชสุริย์วงศ์
แต่องค์สมเด็จพระอัยกี ให้หมันหยาธานีสูงส่ง
ให้ระเด่นดาหยนโฉมยง ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์พงศ์พันธุ์
ทั้งหมู่ชายหญิงสิ่งละร้อย ล้วนหนุ่มน้อยหน้าตาคมสัน
กับพี่เลี้ยงนางนมทั้งนั้น ถวายเป็นข้าขวัญพระนัดดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์ศรีปัตหรา
ชื่นชมโสมนัสปรีดา จึงมีบัญชาตรัสไป
ซึ่งพระมารดาการุญ พระคุณนั้นหาที่สุดไม่
ท่านจงทูลแถลงให้แจ้งใจ ว่าเราบังคมไปใต้บาท
อันพระอนุชาสามธานี เรานี้ขอบใจเป็นหนักหนา
จงจำเริญสุขทุกเวลา อันตรายโรคาอย่าแผ้วพาน
แล้วประทานเสื้อผ้าแก่เสนี ซึ่งมาแต่สี่ราชฐาน
อันระเด่นดาหยนกุมาร พระประทานเงินทองของพึงใจ
ให้อยู่ยังที่ติกาหรัง นิเวศน์วังลูกหลวงอาศัย
ครั้นเสร็จเสด็จเข้าข้างใน เสนีกลับไปยังพารา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ประไหมสุหรีหมันหยา
ทรงครรภ์ถ้วนทศมาสตรา ประสูติมาเป็นราชบุตรี
งามงอนอ่อนระทวยนวยแน่ง ดำแดงนวลเนื้อสองสี
ผ่องพักตร์ผิวพรรณดังจันทรี นางในธานีไม่เทียมทัน
องค์พระอัยกีเป็นที่รัก ถนอมนักเชยชมภิรมย์ขวัญ
บิตุราชมาตุรงค์แลพงศ์พันธุ์ พร้อมกันประทานนามพระธิดา
ชื่อจินตะหราวาตีศรีสวัสดิ์ เฉลิมวงศ์พงศ์กษัตริย์ในหมันหยา
อ่อนเดือนกว่าอิเหนาพี่ยา ทั้งสองชันษาเดียวกัน
พร้อมพระพี่เลี้ยงนางนม นักสนมกรมในสาวสรรค์
ประโลมเลี้ยงพระธิดาดวงจันทร์ ทุกวันทุกเวลาราตรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระทรงภพกุเรปันเรืองศรี
ทั้งท้าวดาหาธิบดี สองประไหมสุหรีพี่นางนั้น
จึ่งจัดของขวัญอันอุดม ทั้งพี่เลี้ยงนางนมเลือกสรร
ให้เสนาคุมของจรจรัล ไปทำขวัญพระนัดดานารี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวสิงหัดส่าหรี
มีโอรสแรกเริ่มเดิมที กับประไหมสุหรีศรีโสภา
เทเวศร์ให้กริชเป็นของขวัญ เหมือนกันกับอิเหนาเชษฐา
จารึกนามใส่ในกริชมา ชื่อระเด่นสุหรานากง
ครั้นท้าวกาหลังมีบุตรี ด้วยประไหมสุหรีนวลหง
ชื่อสกาหนึ่งหรัดโฉมยง รูปทรงโสภายาใจ
จึงแต่งของไปตุนาหงัน บิตุรงค์ทรงธรรม์ก็อวยให้
ตามจารีตวงศาสุราลัย ตุนาหงันกันได้แต่สี่เมือง
อยู่มามีราชบุตรี นวลละอองสองสีขาวเหลือง
พักตร์ผ่องผิวเนื้อเรื่อเรือง จึงให้นามตามเรื่องพระมารดา
ชื่อระเด่นจินดาส่าหรี พระชนกชนนีเสน่หา
สามเมืองส่งเครื่องบรรณา มาทำขวัญพระธิดานารี
แล้วจัดสาวสนมกำนัล เลือกสรรรูปทรงส่งศรี
ตั้งที่พี่เลี้ยงพระบุตรี เหมือนกันทั้งสี่พารา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ประไหมสุหรีดาหา
อยู่เย็นเป็นสุขทุกทิวา นานมาโฉมยงทรงครรภ์
เมื่อจะประสูติพระดนัย เวลาประจุสมัยไก่ขัน
บังเกิดมหัศอัศจรรย์ กลิ่นสุคันธรสรวยริน
ดอกไม้ทุกพรรณบันดาล เบิกบานเกสรขจรกลิ่น
ภุมเรศร่อนร้องโบยบิน ประสานเสียงเพียงพิณพาทย์ฆ้อง
ดนตรีแตรสังข์ก็ดังเอง อัศจรรย์บรรเลงกึกก้อง
ครั้นอรุณรุ่งรางสร่างแสงทอง ดังแสงรุ้งเรืองรองอร่ามไป
สุรศรีดังสีธรรมชาติ เลื่อมพรายโอภาสผ่องใส
จึงประสูติธิดายาใจ งามวิไลล้ำเลิศเพริศพราย
อันอัศจรรย์ที่บันดาล ก็อันตรธานสูญหาย
ยังแต่กลิ่นหอมรวยชวยชาย จึงถวายพระนามตามเหตุนั้น
ชื่อระเด่นบุษบาหนึ่งหรัด ลออเอี่ยมเทียมทัดนางสวรรค์
ทั้งในธรณีไม่มีทัน ผิวพรรณผุดผ่องดังทองทา
อันองค์มะเดหวีมีศักดิ์ ถนอมอุ้มฟูมฟักรักษา
ทั้งสามมเหสีโสภา รักราชธิดาดังดวงใจ ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระผ่านภพดาหากรุงใหญ่
แสนสวาทพระราชดนัย ดังดวงฤทัยทรงธรรม์
จึงจัดสี่พี่เลี้ยงพระธิดา คนหนึ่งนั้นชื่อว่าบาหยัน
หนึ่งชื่อส่าเหง็ดลาวัณย์ หนึ่งชื่อประเสหรันนารี
หนึ่งชื่อปะลาหงันกัลยา ตามตำราชื่อตั้งทั้งสี่
แล้วจัดสรรกำนัลที่รูปดี นารีน้อยน้อยแปดร้อยปลาย
บรรดาบุตรเสนาน้อยใหญ่ ต่างคนเต็มใจเอาไปถวาย
พระประทานรางวัลมากมาย มอบให้เจ้าขรัวยายบังคับ
บ้างหัดร้องลำนำจำเรียง ประสานเสียงซักซ้อมกล่อมขับ
บ้างหัดซอกระจับปี่ตีโทนทับ สำหรับบำเรอพระธิดา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระทรงภพกุเรปันนาถา
แจ้งว่าองค์พระอนุชา มีราชธิดาลาวัณย์
พระเร่งชื่นชมโสมนัส จึงให้จัดสิ่งของไปทำขวัญ
กับเครื่องบรรณาการนอกนั้น เป็นของตุนาหงันกัลยา
ขอระเด่นบุษบาโฉมยง ให้องค์อิเหนาโอรสา
ตามจารีตบุราณสืบมา หวังมิให้วงศาอื่นปน
ครั้งเสียศักดิ์สุริย์วงศ์เทเวศร์ ก็เกิดเหตุอันตรายหลายหน
ไพร่ฟ้าประชากรร้อนรน จลาจลต่างต่างทั้งธานี
ฝ่ายพระอนุชากาหลัง อีกทั้งสิงหัดส่าหรี
ต่างแต่งบรรณาการมากมี ไปทำขวัญบุตรีพระพี่ยา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพดาหา
ตั้งแต่มีราชธิดา ช้านานประมาณห้าปี
จึงมีโอรสยศยง ด้วยองค์ประไหมสุหรี
งามละม้ายคล้ายกันกับบุตรี ใครเห็นเป็นที่เจริญใจ
องค์อสัญแดหวาวราฤทธิ์ เสกแสร้งนฤมิตกริชให้
วางลงข้างองค์พระดนัย จารึกนามนั้นใส่ในกริชมา
ชื่อระเด่นสียะตราหนึ่งหรัด สืบวงศ์พงศ์กษัตริย์อสัญหยา
พระชนกชนนีก็ปรีดา เสน่หาดังดวงฤทัย
สี่เมืองส่งเครื่องบรรณาการ มาทำขวัญพระกุมารประสูติใหม่
ของขวัญตามตำรับบังคับไว้ โดยในสุริย์วงศ์เทวา
แล้วจัดสรรพี่เลี้ยงทั้งสี่ ล้วนลูกเสนีมียศถา
พี่เลี้ยงเอกนั้นชื่อปูนตา หนึ่งกะระตาหลาพี่เลี้ยงรอง
หนึ่งชื่อยะรุเดะพี่เลี้ยงตรี ที่สี่ประสันตาปัญญาว่อง
ล้วนหนุ่มน้อยรุ่นรามทรามคะนอง ตั้งต้องตามขนบครบครัน
ให้บุตรขุนหมื่นพื้นน้อยน้อย แปดร้อยกุมารากิดาหยัน
ประทานเงินเสื้อผ้าสารพัน ให้เป็นของขวัญพระลูกยา ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายอิเหนากุเรปันโอรสา
ปรีดิ์เปรมเกษมสุขทุกทิวา จนจำเริญชนมาสิบห้าปี
งามรับสรรพสิ้นสรรพางค์ ยิ่งอย่างเทวาในราศี
ทรงโฉมประโลมใจนารี เป็นที่ประดิพัทธ์ผูกพัน
เนาในติกาหรังวังสถาน ดังวิมานเมืองฟ้ากระยาหงัน
พร้อมด้วยสุรางค์นางกำนัล พี่เลี้ยงกิดาหยันโยธา
อันศิลปศาสตร์สำหรับกษัตริย์ ทุกสิ่งสารพัดหัดหา
รำกริชรำกระบี่ขี่อาชา ศึกษาซ้อมเล่นไม่เว้นวัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นพระสุริยาฉายบ่ายลง ก็แต่งองค์ทรงเครื่องเรืองฉัน
เสด็จจากปราสาทแก้วแพรวพรรณ จรจรัลไปท้องสนามชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงพลับพลาหน้าจักรวรรดิ ที่เคยหัดจัตุรงค์น้อยใหญ่
จึงตรัสสั่งกิดาหยันทันใด ให้เรียกมโนมัยเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กิดาหยันรับสั่งใส่เกศา
พลางพยักกวักเรียกกรมม้า รีบจูงอาชามาฉับพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวากระยาหงัน
จึงขึ้นทรงม้าเหลืองเครื่องสุวรรณ ระเด่นดาหยนนั้นขี่ม้าแดง
รำท่าเพลงทวนกระบวนรบ ถ้อยทีขี่สินธพเข้มแข็ง
ชักเป็นโคมเวียนเปลี่ยนแปลง ประปรายปลายพระแสงทวนทอง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ แล้วลงทรงกระบี่ตีเล่น กับระเด่นดาหยนเคล่าคล่อง
กรีดกรายร่ายรำเป็นทำนอง รับรองป้องปัดไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นเหนื่อยก็หยุดยับยั้ง สถิตยังพลับพลาพลันหรรษา
ทอดพระเนตรกิดาหยันโยธา ซ้อมหัดสาตราสารพัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ใครดีมีฝีมือแคล่วคล่อง ก็ประทานเงินทองทุกสิ่งสรรพ์
พอจวนเวลาสายัณห์ ก็จรจรัลคืนยังวังใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เสด็จนั่งเหนืออาสน์ลาดปู พระยี่ภู่เขนยทองผ่องใส
สาวสุรางค์นางบำเรอบำรุงใจ แสนสำราญหฤทัยทุกเวลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

https://vajirayana.org/system/files/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2_264950.pdf
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ