เล่มที่ ๒๗

ช้า

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงระตูมะงาดาเรืองศรี
ท้าวมีพระราชบุตรี ทรงโฉมเป็นที่จำเริญตา
ชื่อว่าระเด่นดะราหวัน ทรงธรรม์แสนสุดเสนหา
ท้าวกะระบูหมีราชา ตุนาหงันกัลยาให้โอรส
ชื่อระเด่นยาหยามาหงัน รูปโฉมโนมพรรณปรากฏ
จะแต่งงานให้งามตามยศ ระตูยังงดวิวาห์ไว้
ด้วยองค์พระราชอนุชา ชื่อสุหราปาตีศรีใส
ยังมิได้ครอบครองกรุงไกร ตุนาหงันนางใดยังไม่มี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ พระจะใคร่ให้น้องครองพารา จึงตรัสถามเสนาทั้งสี่
บุตรีกรุงไกรใดดี จะขอให้พระศรีอนุชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังบังคมเหนือเกศา
จึงทูลว่าข้าได้ยินลือมา แต่ราชธิดากาหลังนั้น
ทรงโฉมประโลมจิตพิสมัย ดังนางในฟากฟ้าสรวงสวรรค์
สององค์ทรงลักษณ์ละกลกัน แต่คู่ตุนาหงันนั้นมี
อันจะขอโดยดีนั้นที่ไหน พระบิดาจะให้นางโฉมศรี
องค์ท้าวกะปาหลันธิบดี ก็เหมือนฉะนี้พระราชา
ครั้นขอโดยดีก็มิได้ ไปชิงชัยก็ม้วยด้วยโจรป่า
ชื่อว่าปันหยีมีฤทธา องค์ศรีปัตหราเลี้ยงไว้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระตูมะงาดาเป็นใหญ่
ได้ฟังตริตรึกนึกใน แล้วจึงตรัสไปแก่เสนา
เราจะแต่งทหารตัวดี จับตัวปันหยีที่แกล้วกล้า
เอามาผลาญเสียให้มรณา ทั้งปวงจะว่าประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสี่เสนีผู้ใหญ่
จึงก้มเกล้าบังคมทูลไป ถ้าทำเช่นนั้นได้เห็นชอบกล
แม้นว่าปันหยีนั้นบรรลัย ถึงรบพุ่งชิงชัยไม่ขัดสน
อันเสนากาหลังแลไพร่พล จะผจญรณรงค์ไม่เกรงกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระตูผู้ผ่านไอศวรรย์
ได้ฟังจึงสั่งเสนาพลัน ให้จัดสรรนักโทษในตรุมา
เลือกดูที่รู้สะกดสะดม ขลังทั้งอาคมคาถา
แม้นจับโจรไพรได้มา เงินตราผ้าเสื้อจะรางวัล
กูจะดูรูปทรงมันจงได้ เป็นไฉนจึงยิ่งยวดกวดขัน
จงสั่งผู้ที่จะไปนั้น อย่าทำให้มันมรณา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังรับสั่งใส่เกศา
มาสั่งพัสดีดังบัญชา ให้เลือกหานักโทษคนสำคัญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ จัดได้คนดีสี่คน มนตร์ดลอาคมขลังขยัน
ดะหมังจึงถามทั้งสี่นั้น ตัวจะขันอาสาหรือว่าไร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสี่ก็ก้มกราบไหว้
แล้วว่าข้าจะขออาสาไป จับมาให้ได้ดังบัญชา
อย่าว่าแต่มิสาระปันหยี ถึงว่าองค์ศรีปัตหรา
แม้นโปรดให้ไปจับเอาตัวมา ก็จะสมปรารถนาภูวไนย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังยินดีจะมีไหน
จึงเล่าชี้แจงให้แจ้งใจ จงเร่งรีบไปอย่าได้ช้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นักโทษทั้งสี่แกล้วกล้า
ต่านคนกราบไหว้แล้วไคลคลา ออกจากมะงาดาธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ มาถึงกาหลังเวียงชัย ก็พากันเที่ยวไปในกรุงศรี
จึงถามหญิงชายชาวบุรี ว่าบ้านปันหยีอยู่แห่งใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ชาวเมืองบอกแจ้งแถลงไข
บ้านไหนฆ้องกลองก้องเวียงชัย ปันหยีอยู่ในที่นั้น ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสี่ได้ฟังเกษมสันต์
ครั้นพระสุริยาสายัณห์ ก็เที่ยวฟังสำคัญในพารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
เคยเล่นเต้นรำอยู่อัตรา เมื่อวันชันษาจะปลอดภัย
พระมีจิตคิดถึงนางกันจะหนา ครั้นเวลาสิ้นแสงสุริย์ใส
ยุรยาตรนาดกรคลาไคล เสด็จไปยังห้องกัลยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลงฝรั่ง

๏ ครั้นถึงจึงนั่งเหนือแท่นทอง พลางประคองเชยชิดขนิษฐา
บรรทมพูดเล่นเจรจา สองสนิทนิทราหลับไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โลม ตระ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันรัศมีศรีใส
วันเมื่อจะมีเหตุเภทภัย บังเอิญให้ร้อนอุรารำคาญ
จึงชวนเกนหลงมานั่งเล่น บนแท่นที่นั่งเย็นเกษมศานต์
ให้เล่นเต้นรำสำราญ เสียงฆ้องกลองสะท้านไปทั้งวัง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา เพลงมโหรี

๏ บัดนั้น นักโทษเที่ยวมาในกาหลัง
ครั้นได้ยินเสียงฆ้องกลองดัง ที่ในวังดาหาปาตี
จึงหยุดยับยั้งอยู่ที่นั่น สำคัญว่าบ้านปันหยี
เห็นผู้คนสับสนจรลี จึงถอยเข้าหาที่กำบังตา
ต่างคนต่างร่ายอาคม โดยนิยมอุปเทห์คาถา
ข้าวเปลือกข้าวสารย้อมว่านยา มนตราเสกซ้ำแล้วปรายไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏ บัดนั้น เสนากิดาหยันน้อยใหญ่
ทั้งนางสาวสรรค์กำนัลใน เผอิญให้ง่วงเหงาหาวนอน
บ้างนั่งโยกโงกหงับหลับตา ม้วนผ้าหนุนวางลงต่างหมอน
บ้างเอนอิงพิงเพื่อนซบซอน เหมือนไม้ขอนกลิ้งกลางปัถพี
เหล่าเล่นเต้นรำร้องรับ ต้องอาคมล้มหลับอยู่กับที่
บ้างฝันเห็นเคล้นเคลิ้มสมประดี พูดจาอู้อี้ดังผีอำ
ที่แก่เฒ่าเฝ้าประตูคุดคู้หลับ เหยียดขยับหยุกหยิกพลิกคว่ำ
บ้างหลงใหลละเมอเพ้อพำ บรรดาดูฟ้อนรำไม่นำพา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันวิลิศมาหรา
ครั้นต้องอาคมมนตรา ให้หาวนิทราเป็นพ้นไป
จึงชวนหลงหนึ่งหรัดขนิษฐา เข้าที่ไสยาพิสมัย
สองสมชมชิดสนิทใน บรรทมหลับไปในราตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กล่อม

๏ บัดนั้น ตัวนายนักโทษทั้งสี่
ครั้นสงบสำเนียงเสียงพาที ก็เดินดูทางที่จะขึ้นไป
เห็นบานบัญชรปิดสนิทสนม สะเดาะด้วยอาคมไม่พักไข
เอาไม้ลำทำพาดเป็นบันได ก็ปีนขึ้นไปได้ดังใจจง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เข้าในห้องแก้วแพรวพรรณ แลเห็นย่าหรันกับเกนหลง
บรรทมที่แท่นทองทั้งสององค์ รูปทรงโสภายาใจ
กล้องแกล้งแน่งน้อยน่าเอ็นดู สมควรเป็นคู่พิสมัย
จึงร่ายเวทวิเศษซ้ำเป่าไป หวังมิให้ฟั่นฟื้นตื่นนิทรา
แล้วอุ้มองค์ย่าหรันทันใด ออกไปจากวังดาหา
รีบรัดดัดดั้นอรัญวา ตรงไปมะงาดาธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงศาลาลูกขุนใน จึงกราบไหว้เสนาทั้งสี่
แล้วเรียนเรื่องความตามคดี บัดนี้ข้าไปได้ตัวมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น เสนาดีใจเป็นหนักหนา
จึงพาพวกนักโทษเข้ามา ยังที่ชั้นชาลาหน้าพระลาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ระตูมะงาดาห้าวหาญ
ครั้นอุทัยไตรตรัสชัชวาล ภูบาลแต่งองค์ทรงอาภรณ์
จึงชวนมเหสีเสนหา ทั้งราชธิดาดวงสมร
ยุรยาตรย่างเยื้องบทจร เสด็จออกบัญชรชั้นชาลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ พร้อมหมู่อำมาตย์มนตรี อัญชลีหมอบเฝ้าอยู่ข้างหน้า
เห็นนักโทษได้โจรไพรมา พระราชาเกษมเปรมใจ
พลางพินิจพิศดูถ้วนถี่ รูปทรงส่งศรีมิใช่ไพร่
จึงมีพจนารถสั่งไป จงแก้มนตร์กูจะไถ่ถามมัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสี่นักโทษคนขยัน
จึงแก้คาถาสะกดพลัน ให้ย่าหรันนั้นฟื้นกายา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ รัว เจรจา

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันวิลิศมาหรา
ครั้นฟื้นตื่นจากนิทรา คว้าหาไม่พบพระน้องรัก
เห็นผิดวังดาหาปาตี มิใช่ที่บรรทมในตำหนัก
แค้นขัดกลัดกลุ้มฤทัยนัก คือใครไปลักเอาเรามา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึงมหาเสนียาสา
บอกว่าพระองค์ทรงนัครา ให้หามาบังคมภูวไนย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันตอบคำแถลงไข
เราจะบังคมคัลด้วยอันใด ถึงไหว้มิไหว้ก็เหมือนกัน
แม้นให้ไปหามาโดยดี ก็จะอัญชลีไม่เดียดฉันท์
นี่ทำให้ผิดอย่างทางธรรม์ ประสงค์สิ่งไรนั่นเอาเรามา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีคุกคามถามว่า
เอ็งนี้มีฝีมือเขาลือชา เป็นนายโจรป่าพนาลี
เที่ยวเบียดเบียนไพร่ฟ้าประชากร ได้ความเดือดร้อนทุกกรุงศรี
จงแจ้งความตามจริงบัดนี้ ตัวชื่อปันหยีหรือไร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันไม่พรั่นหวั่นไหว
ยิ้มพลางทางตอบไปทันใด จะทำไมกับปันหยีนั้น
เรานี้แลเป็นอนุชา นามกรชื่อว่าย่าหรัน
อันวิสัยโจรป่าพนาวัน เช่นนั้นนับถือกันว่าดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาในไถ่ถามถ้วนถี่
เขียนคำให้การลงทันที ตามคดีโดยจริงทุกสิ่งอัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ระเด่นดะราหวัน
สถิตที่แกลแก้วแพรวพรรณ เห็นย่าหรันรูปทรงโสภา
ให้คิดพิศวงสงสาร เยาวมาลย์มีจิตเสนหา
ดูทำนองท่วงทีกิริยา จะมิใช่โจรป่าน่าปรานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระตูมะงาดาเรืองศรี
จึงตรัสสั่งดะหมังเสนี อ้ายนี่มิใช่ตัวการ
ให้เร่งกลับไปจับอ้ายคนผิด กูนี้ตั้งจิตจะปองผลาญ
แต่น้องยังหยาบช้าสามานย์ พี่มันจะหาญสักเพียงไร
ครั้นจะฆ่าย่าหรันเสียบัดนี้ จะสิ้นพวกไพรีก็หาไม่
จงเอาไปจำใส่ตรุไว้ ต่อได้ปันหยีมาจึงฆ่ามัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังรับสั่งแล้วผายผัน
ออกมาซักนักโทษทั้งสี่นั้น ไม่สืบให้แม่นมั่นด้วยอันใด
เร่งกลับไปจับปันหยี มาถวายภูมีให้จงได้
แล้วสั่งให้พาย่าหรันไป จำไว้ในตรุตรึงตรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ทำมะรงยามในซ้ายขวา
จึงคุมตัวย่าหรันนั้นมา ลงทัณฑ์พันธนาไม่ปรานี
แล้วใส่ตรุตรึงตราตรากมั่น ให้ผลัดกันคุมตัวกลัวจะหนี
นั่งยามตามไฟในราตรี พัสดีเข้มงวดตรวจตรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระเด่นดะราหวันเสนหา
แต่ได้เห็นย่าหรันวันนั้นมา กัลยาจำนงจงรัก
นิ่งนึกตรึกตะลึงคะนึงใน จะได้ใคร่ไปแถลงแจ้งประจักษ์
จะให้ความแพร่งพรายก็อายนัก นงลักษณ์รัญจวนป่วนใจ
จึงเรียกพี่เลี้ยงทั้งสอง เข้าไปในห้องพิสมัย
กระซิบบอกออกตามความใน พี่เจ้าจงได้เมตตา
ข้าเห็นนักโทษน้องปันหยี ให้เวทนาปรานีเป็นนักหนา
เปล่าเปล่าไปลักเอาเขามา โทษาไม่มีแต่สักน้อย
พี่จงไปช่วยว่าขาน สอดสนบนบานติดสอย
ถึงจะเสียทรัพย์นับร้อย แต่ให้ค่อยคลายพ้นพันธนา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พี่เลี้ยงทั้งสองเสนหา
ยิ้มพลางทางสนองพระวาจา จะอาสาให้สมอารมณ์ปอง
ทูลแล้วก็ชวนกันจัดสรร เสื้อผ้าแพรพรรณสิ่งของ
ทั้งที่นอนหมอนมุ้งเงินทอง ยกมาจากห้องพระบุตรี
จึงมอบเครื่องอานพานสลา ยื่นส่งลงมาให้ทาสี
เสร็จแล้วก็พากันจรลี ออกไปจากที่วังใน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงหน้าตรุก็นั่งลง พยักเรียกทำมะรงเข้ามาใกล้
หยิบข้าวของทองเงินออกทันใด ยื่นให้แล้วกระซิบว่าพลัน
เอ็นดูเถิดนักโทษที่จับมา เห็นพันธนาตรากตรำจำมั่น
จงทำคุณเอาบุญด้วยกัน ช่วยผ่อนผันแต่พอให้เคลื่อนคลา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทำมะรงดีใจเป็นหนักหนา
ต่างรับสิ่งของทองเงินตรา ว่าจะแก้ไขเป็นไรมี
จึงรีบถอดโซ่ตรวนฉับพลัน กำชับกันมิให้อึงมี่
ลอบพาย่าหรันมาทันที ให้อยู่ที่เรือนริมตรุนั้น ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองนางพี่เลี้ยงสาวสรรค์
จึงยกข้าวของมาฉับพลัน เอาไปให้ย่าหรันทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันเร่งคิดสงสัย
จึงถามว่าสองพี่อยู่แห่งไร มาทำคุณน้องไว้ครั้งนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองนางจึงแจ้งถ้วนถี่
ข้าเป็นพี่เลี้ยงพระบุตรี ของนี้เยาวมาลย์ประทานมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันสนองสองนางว่า
ข้าขอบใจในองค์พระธิดา พระคุณล้ำฟากฟ้าแดนไตร
ซึ่งโฉมตรูเอ็นดูประทานของ เงินทองสอดเสียสินบนให้
มาตรแม้นชีวันไม่บรรลัย จะได้สนองคุณพระบุตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองนางพี่เลี้ยงสาวศรี
ยิ้มพรายชายเนตรให้รู้ที แล้วลาจรลีมาฉับพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงจึงทูลนางโฉมยง ข้าไปว่าทำมะรงก็ผ่อนผัน
แล้วแถลงแจ้งความทุกสิ่งอัน ตามคำย่าหรันว่ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นดะราหวันหรรษา
จึงกระซิบสั่งสองกัลยา จงไปว่าแก่นายทวารวัง
วิงวอนซ่อนความให้จงดี ว่าสองพี่จะออกไปดูหนัง
เวลาค่ำรับส่งจงทุกครั้ง เอาเงินไปสักชั่งให้ถึงใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พี่เลี้ยงรับสั่งบังคมไหว้
นับเงินแล้วพลันทันใด ก็รีบไปยังที่ทวารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงจึงเรียกนายประตู ทำไมอยู่หรือเจ้าเรามาหา
แล้วนั่งลงกระซิบพูดจา เอาเงินตราชั่งหนึ่งให้ทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นายประตูยินดีจะมีไหน
รับเงินแล้วว่าอย่าร้อนใจ จะแก้ไขรับส่งจงทุกคืน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองนางได้ฟังก็ชมชื่น
เห็นวาจาว่ากล่าวนั้นยั่งยืน ก็รีบคืนมาตำหนักพระธิดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงจึงถวายอัญชลี ทูลองค์เทวีด้วยหรรษา
นายประตูดีใจได้เงินตรา จะคอยท่ารับส่งจงทุกวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ระเด่นดะราหวัน
กับพี่เลี้ยงสองราปรึกษากัน พอสายัณห์เย็นย่ำค่ำควร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ จึงสระสรงคงคาสุธารส น้ำดอกไม้ใสสดหอมหวน
จันทน์เจือนพคุณหนุนนวล สุคนธาอบอวลละอองอาย
ทรงปรัดผัดพักตร์ผิวผ่อง จับแสงเทียนทองส่องพระฉาย
ทรงภูษาปลอมแปลงแต่งกาย นุ่งลายพื้นตองท้องพัน
ห่มสไบใส่กลิ่นอายอบ หอมตรลบเฟื่องฟุ้งดอกประหนัน
ใส่ธำมรงค์เพชรพรายพรรณ แล้วแย้มบัญชรช่องมองมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เห็นห่างว่างคนเวลาหลับ ดวงเดือนเลื่อนลับพฤกษา
จึงลอบหลีกเหล่ากำนัลนิทรา ชวนสองกัลยาคลาไคล
เดินมาทางท้ายสนมนั้น นายประตูรู้กันก็เปิดให้
แอบบังเงากำแพงแฝงไฟ ตรงไปหน้าตรุทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลงช้า

๏ ครั้นถึงจึงหยุดอยู่นอกฝา ให้สะเทินวิญญาณ์มารศรี
เสผลักพี่เลี้ยงนารี เข้าไปสิพี่เป็นเพื่อนน้อง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พี่เลี้ยงพาไปถึงในห้อง
เห็นย่าหรันแลดูรู้ทำนอง ถวายซองสลาแล้วก็ออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันแจ้งจิตไม่สงสัย
จึงเสแสร้งแกล้งทำถามไป ใครมาแต่ไหนดังนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นดะราหวันโฉมศรี
อายเอียงเมียงพักตร์พาที ข้าตามพี่ทั้งสองออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันยินดีเป็นหนักหนา
จึงเสด็จยุรยาตรคลาดคลา ออกมานั่งชิดชมนาง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ชาตรี

๏ น้องเอยน้องรัก พิศพักตร์สารพัดไม่ขัดขวาง
งามรับสรรพสิ้นสารพางค์ ทั้งรูปร่างจริตกิริยา
บุญพี่จึงได้พบเจ้า โฉมเฉลาเยาวยอดเสนหา
ขอเชิญพุ่มพวงดวงสุดา สนทนาพาทีด้วยพี่ชาย
พี่เป็นนักโทษเจ้าโปรดปราน สารพัดจัดประทานมามากหลาย
ได้ผ่อนผันพันธนาเคลื่อนคลาย เหมือนโฉมฉายช่วยชูชีวิตไว้
ว่าพลางทางถดเข้าหา อนิจจาถอยหนีพี่ไปไหน
สัพยอกหยอกยุดชายสไบ ถูกต้องลองใจกัลยา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ระเด่นดะราหวันเสนหา
เมียงชม้ายชายเนตรจำนรรจา เวทนามายุดไว้ว่าไร
จะฟังความจึงตามออกมาดู จะใคร่รู้โทษาว่าเป็นไฉน
ร้ายดีไม่เล่าให้เข้าใจ ก่นแต่คว้าไขว่ไม่เมตตา
อย่ามือไวใจด่วนลวนลาม ใช่จะตามมาด้วยเสนหา
นางผลักไสใส่กลโกรธา อนิจจาทำได้ไม่ควรคิด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โลม

๏ ดวงเอยดวงสมร อย่าสลัดตัดรอนไมตรีจิต
พี่รักนางพ่างเพียงชีวิต หวังคิดจะประกอบตอบไมตรี
ตัวเป็นโจรไพรแต่ใจตรง ไม่จำนงจงร้ายหน่ายหนี
เจ้าทำคุณพี่ยาไว้ครานี้ จะทดแทนโฉมศรีคุ้งวันตาย
ถ้าแม้นมีแก้วแหวนเงินทอง จะสนองคุณนางให้มากหลาย
นี่ตกยากพรากพลัดมาเดียวดาย มีแต่กายจะแทนคุณน้อง
ว่าพลางพระทางโลมเล้า หยอกเย้าสัมผัสพระหัตถ์ต้อง
อิงแอบแนบเนื้อนวลละออง กรตระกองฉวยฉุดยุดยื้อ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ น้อยเอยน้อยใจ นี่อะไรมาเลียมลองต้องถือ
นางสะบิ้งสะบัดปัดมือ กระนี้หรือว่าสนองคุณกัน
ยังไม่เห็นจริงประจักษ์แต่สักนิด คิดคิดก็เป็นน่าสรวลสันต์
จะเอาความชั่วมาพัวพัน เมื่อไรนั่นอดสูจะรู้วาย
จะทำเล่นเช่นชู้ให้ช้ำจิต อย่าพึงคิดว่าจะอวยลงด้วยง่าย
ไม่พอที่มีกรรมมาจำอาย นางชายนัยเนตรค้อมคม ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โลม

๏ แสนเอยแสนเฉลียว เลี่ยงเลี้ยวตอบความงามสม
พี่ไม่กล่าวแกล้งแต่งลิ้นลม เจ้าอย่าปรารมภ์หฤทัย
อันวิสัยโจรป่าพนาลี เช่นนี้แลเรียกว่ารักใคร่
จะแทนคุณโฉมงามตามตกไร้ สิ่งไรมิให้อนาทร
ว่าพลางกุมกรกัลยา เข้ามายังที่บรรจถรณ์
ถนอมแนบแอบองค์บังอร ตระกองกรช้อนชมด้วยยินดี
คลึงเคล้าเย้ายวนชวนชิด จุมพิตปรางเปรมเกษมศรี
เชยทรวงดวงปทุมมาลี ภุมรีเอาซาบอาบละออง
พระพายพัดตามฤดูกาล ฝนสวรรค์บันดาลตกต้อง
ขยายแย้มผกามณฑาทอง ทั้งสองชื่นชมภิรมยา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น ระเด่นดะราหวันเสนหา
ได้ร่วมรมย์สมศรีปรีดา กัลยาจำนงปลงใจ
แรกรู้รสรักประจักษ์จิต แสนสนิทพิศวงหลงใหล
หมอบเมียงเคียงข้างภูวไนย ทรามวัยประดิพัทธ์ผูกพัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นจวนรุ่งรังสีรวีวร บังอรอำลาย่าหรัน
ชวนพระพี่เลี้ยงทั้งสองนั้น จรจรัลไปตำหนักกัลยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

ช้า

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงเกนหลงหนึ่งหรัดขนิษฐา
ครั้นตื่นฟื้นองค์ขึ้นมา แลหาไม่เห็นภูวไนย
ให้อัศจรรย์จิตพิศวง พระโฉมยงหนีน้องไปไหน
แม้นมีที่เสด็จแห่งใด อันจะทิ้งกริชไว้ก็ใช่ที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ คิดพลางเร่าร้อนฤทัยนัก นงลักษณ์ลุกจากแท่นที่
พระหัตถ์ถือเทียนทองส่องอัคคี จรลีลดเลี้ยวเที่ยวดู ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลงเร็ว

๏ ไม่ประสบพบองค์พระภูธร เห็นแต่บัญชรนั้นเปิดอยู่
เอ๊ะไฉนฉะนี้นะอกกู โฉมตรูก็กันแสงโศกี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ แล้วปลุกพี่เลี้ยงทั้งสี่คน แถลงเล่าเหตุผลถ้วนถี่
บัดนี้พระเชษฐาธิบดี บรรทมอยู่ในที่หายไป
จะว่าเสด็จไหนก็เห็นผิด หรือจะลืมกริชเสียได้
เห็นทีจะมีเหตุเภทภัย จึงไปแต่องค์เอกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงตกใจเป็นหนักหนา
จึงพาเหล่าสาวสรรค์กัลยา แยกย้ายรายหาทุกตำบล
ไม่เห็นที่ข้างในไปข้างหน้า ค้นคว้าหลายกลับสับสน
สงสัยที่ไหนก็เข้าค้น อลวนวุ่นวิ่งทั้งหญิงชาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ สวนซ้ายสวนขวาเที่ยวหาจบ ไม่พบภูวไนยแล้วใจหาย
พระพี่เลี้ยงเพียงจะสิ้นชีวาวาย ต่างคนฟูมฟายด้วยน้ำตา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

โอ้

๏ เมื่อนั้น เกนหลงทรงโศกเป็นหนักหนา
ชักสไบเข้าปิดพักตรา ยอกรข้อนอุรารันทด
ทอดองค์ลงกับที่บรรทมใน ถอนฤทัยครวญคร่ำกำสรด
โอ้ว่าพระโฉมยงทรงยศ ไม่ปรากฏว่าเสด็จไปแห่งใด
อกเอ๋ยอนิจจาครานี้ อันจะคงชีวีอยู่ที่ไหน
ร่ำพลางโศกาอาลัย ทรามวัยสลบซบลง ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงตกใจตะลึงหลง
ต่างเข้าแก้ไขนางโฉมยง ก็คืนคงได้สมประดีมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หลงหนึ่งหรัดเศร้าสร้อยละห้อยหา
ฉวยคว้าได้กริชของพี่ยา จะแบหลาชีวันให้บรรลัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงอกสั่นหวั่นไหว
เข้าแย่งยุดฉุดชิงกริชไว้ แล้วปลอบองค์อรไทเทวี
แม่อย่าโศกาอาดูร พี่จะให้ไปทูลปันหยี
ว่าแล้วบาหยันอัญชลี ออกไปจากที่ไสยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ จึงสั่งยะรุเดะทันใด เร่งไปทูลเหตุพระเชษฐา
เชิญองค์ภูวไนยให้รีบมา พระน้องจะแบหลาบัดนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ยะรุเดะได้ฟังถ้วนถี่
ตกใจเพียงจะสิ้นสมประดี รับคำสาวศรีแล้ววิ่งไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นมาถึงปันจะรากัน ตัวสั่นร้องทูลแถลงไข
บัดนี้พระอนุชาชาญชัย หายไปกับที่ไสยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
ตกใจผวาตื่นขึ้นมา แจ้งเหตุขนิษฐาทั้งสององค์
ให้เร่าร้อนฤทัยดังไฟกัลป์ ไม่ทันบ้วนพระโอษฐ์โสรจสรง
ฉวยคว้าได้กริชฤทธิรงค์ มาทรงพาชีลีลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงลงจากม้าที่นั่ง ไปยังห้องทองขนิษฐา
เห็นสี่พี่เลี้ยงกับกัลยา ยื้อคร่าช่วงชิงกริชกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เกนหลงหนึ่งหรัดเฉิดฉัน
กราบกับบาทบงสุ์พระทรงธรรม์ กำสรดโศกศัลย์แสนทวี
สะอื้นพลางทางทูลพี่ยา จงเมตตาโปรดเกล้าเกศี
น้องจะแบหลาครานี้ ตายตามพระพี่ที่หายไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีเศร้าสร้อยละห้อยไห้
ส้วมสอดกอดองค์พระน้องไว้ แล้วโลมเล้าเอาใจไปมา
จงฟังวาจาพี่ยาก่อน ดวงสมรอย่าเพ่อแบหลา
พี่จะให้ไปเที่ยวค้นคว้า ทั่วทุกพาราแลพงไพร
แม้นย่าหรันนั้นม้วยชีวี จงแบหลาเถิดพี่หาขัดไม่
ว่าพลางหยิบกริชนั้นมาไว้ แล้วเสด็จคลาไคลออกไปพลัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงสั่งสี่พี่เลี้ยงภูมี กับสี่พี่เลี้ยงของย่าหรัน
พี่คุมโยธาสักห้าพัน ออกไปอรัญวาลัย
เที่ยวสืบแสวงหวังฟังข่าว เรื่องราวร้ายดีเป็นไฉน
สั่งเสร็จเสด็จคลาไคล เข้าในห้องสุวรรณกัลยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ พระจึงตรัสสั่งประเสหรัน กับบาหยันพี่เลี้ยงขนิษฐา
จงไปรับเหล่าระเด่นบุตรีมา ยังวังดาหาปาตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น บาหยันประเสหรันสาวศรี
รับรสพจนารถภูมี ถวายอัญชลีแล้วรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ถึงปันจะรากันติกาหรัง ก็ไปยังพระบุตรีศรีใส
ทูลความตามเรื่องรับสั่งใช้ เชิญเสด็จรีบไปอย่าช้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายระเด่นบุตรีถ้วนหน้า
ได้แจ้งวาทีก็ลีลา ขึ้นรถรีบมาทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงวังดาหาพร้อมกัน ลงจากรถสุวรรณเรืองศรี
ต่างองค์ย่างเยื้องจรลี ไปเฝ้าปันหยีชาญชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีผู้มีอัชฌาสัย
สั่งระเด่นบุตรีทั้งปวงไป จงอยู่เพื่อนอรไทอย่าไคลคลา
แล้วชวนกันตระโบมโลมเล้า ให้พระน้องบรรเทาทุกขา
สั่งเสร็จเสด็จลีลา มาทรงม้าคลาไคลเข้าในวัง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงเข้าไปอัญชลี องค์ศรีปัตหรากาหลัง
ทูลแถลงแจ้งความให้ทรงฟัง โดยดังเหตุผลแต่ต้นมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวกาหลังสุริย์วงศ์นาถา
ให้คิดพิศวงสงกา อันเหตุนี้น่าอัศจรรย์
จึงสั่งให้เกณฑ์โยธา ไปเที่ยวติดตามหาย่าหรัน
ปันหยีจงกลับไปฉับพลัน น้องนั้นจะได้สร่างโศกี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงองค์มิสาระปันหยี
บังคมลามาขึ้นพาชี ไปดาหาปาตีทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงผู้มีอัชฌาสัย
เร่งรัดจัดทหารชาญชัย พร้อมแล้วรีบไปจากพารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เลี้ยวลัดดัดดั้นดงดาน ถ้ำธารทุกแห่งแสวงหา
แยกย้ายรายพลเที่ยวค้นคว้า ทั่วสถานบ้านป่าพนาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

https://vajirayana.org/system/files/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2_264950.pdf
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ