เล่มที่ ๓

๏ เมื่อนั้น ระตูหมันหยาสูงส่ง
ครั้นเสร็จถวายพระเพลิงปลง จึงชวนองค์ระเด่นมนตรี
จะไปสรงสนานสำราญใจ ที่สระใหญ่อยู่นอกกรุงศรี
ตามอย่างทางราชประเพณี กษัตราธิบดีสืบมา
ว่าแล้วลีลาคลาไคล เสนาในแห่แหนแน่นหนา
องค์ประไหมสุหรีศรีโสภา กับธิดาเสด็จตามกันไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ มาเอยมาถึง ยังโบกขรณีสระใหญ่
ร่มรอบขอบคันล้วนพรรณไม้ โศกไทรสาขาริมวารี
บุษบงส่งกลิ่นอายอบ หอมตลบไปทั้งสระศรี
ต่างองค์เกษมเปรมปรีดิ์ จรลีลงสรงคงคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

สระบุหร่ง

๏ ชำระสระสนานสำราญกาย เย็นสบายซ่านซาบมังสา
เสด็จนั่งยังแท่นแผ่นศิลา ชุ่มแช่กายาในวารี
นางกำนัลบรรดาที่โปรดปราน ประคององค์เอางานแล้วขัดสี
บ้างชำเลืองแลดูพระภูมี ทำท่วงทีแยบยลกลใน
ลางนางบ้างเก็บบัวเผื่อน ชวนเพื่อนหักห้อยเป็นสร้อยใส่
บ้างแหวกว่ายคงคาชลาลัย เลี้ยวไล่สัพยอกหยอกกัน
ลางนางบ้างเก็บใบบัว มาบังตัวถือเล่นเป็นร่มกั้น
บ้างเก็บโกมุทบุษบัน ฝูงกำนัลเล่นน้ำสำราญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ ลงสรง

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเกษมศานต์
สรงพลางทางดูเยาวมาลย์ ฤดีดาลเดือดดิ้นในวิญญาณ์
พระแกล้งแสร้งเสด้วยเล่ห์กล ว่ายไปให้พ้นท้าวหมันหยา
เข้าแฝงกอโกสุมปทุมา ลอบดูพระธิดาในวารี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นจินตะหรามารศรี
สรงสนานอยู่ในชลธี กับกำนัลนารีพี่เลี้ยง
ต่างชิงกันเก็บโกสุม บ้างบานตูมหุ้มกลีบกลิ่นเกลี้ยง
โฉมฉายว่ายแซงแข่งเคียง กับบาหยันพี่เลี้ยงร่วมใจ
เด็ดฝักหักดอกปทุมมาลย์ ขาวแดงแบ่งบานอยู่ไสว
เพลิดเพลินจำเริญหฤทัย จนใกล้อิเหนาเข้ามา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงวงศ์อสัญแดหวา
แฝงใบบุษบงในคงคา เห็นกัลยามาใกล้ก็ได้ที
จึงยื่นกรช้อนสอดไปสัมผัส นางสะบิ้งสะบัดเบี่ยงหนี
พระแกล้งแสร้งสาดวารี ให้ชลธีถูกองค์นงคราญ
ครั้นบาหยันผันหน้ามาตรง ก็ทำเป็นสีองค์สรงสนาน
แล้วเก็บโกสุมปทุมมาลย์ มาประทานบาหยันกัลยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จินตะหราวาตีเสนหา
แย้มพรายชายชำเลืองนัยนา สบเนตรเชษฐาก็อายใจ
จึงเสแสร้งแกล้งว่าพี่บาหยัน อะไรนั่นช่างพาเข้ามาใกล้
อัปยศอดสูเป็นพ้นไป ทำผลักไสหยิกตีพี่เลี้ยง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น บาหยันยิ้มพลางทางทูลเถียง
พี่มิได้แกล้งพามาใกล้เคียง พระมาเมียงอยู่เมื่อไรก็ไม่รู้
ชะรอยเป็นวาสนาของบาหยัน เห็นติดพันชั้นเชิงชอบกลอยู่
ปากข้าว่าแม่นเหมือนหมอดู โฉมตรูอย่ากริ้วโกรธา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ระเด่นจินตะหรา
ค้อนให้แล้วตอบวาจา เอาอะไรมาว่าเป็นน่าชัง
ช่างไม่เจียมตัวแต่สักนิด เกลียดจริตกิริยาเหมือนบ้าหลัง
ว่าแล้วลัดแลงแฝงบัวบัง มายังที่อยู่พระชนนี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลงฉิ่ง

๏ เมื่อนั้น ระตูหมันหยาเรืองศรี
เสร็จสรงคงคาวารี ภูมีสำอางอ่าองค์
แล้วชวนมเหสีโสภา กับธิดาแน่งน้อยนวลหง
พร้อมฝูงสุรางค์นางอนงค์ เสด็จตรงเข้ายังวังใน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีศรีใส
เสด็จทรงอาชาคลาไคล กลับไปยังที่ประเสบัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงลงจากอัสดร ภูธรย่างเยื้องผายผัน
เข้าในห้องแก้วแพรวพรรณ ทรงธรรม์ถอนฤทัยไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ ทอดองค์ลงกับที่ไสยาสน์ ยอกรก่ายวิลาศถวิลหา
ทีนี้เสร็จการจะนานช้า จึงจะได้เห็นหน้านางเทวี
จะผ่อนผันฉันใดนะอกกู จะได้อยู่หมันหยากรุงศรี
พระบิดาให้กลับไปธานี มิรู้ที่จะทำประการใด
ยังมิได้สนิทเสนหา จะนิราศคลาดคลากระไรได้
แม้นมิสมดังจิตที่คิดไว้ ก็ไม่ไปพารากุเรปัน
แต่ครวญคร่ำกำสรดสลดจิต ต้องติดหฤทัยใฝ่ฝัน
แสนสวาทมาดหมายผูกพัน จนบรรทมหลับไปกับไสยา ฯ

ฯ ๘ คำฯ ตระ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระผู้ผ่านไอศวรรย์หมันหยา
ครั้นรุ่งรางสร่างแสงสุริยา ก็แต่งองค์โอ่อ่าเอาใจ
จึงตรัสชวนอัคเรศมเหสี กับราชบุตรีศรีใส
พรั่งพร้อมฝูงสุรางค์นางใน เสด็จไปสู่สีหบัญชร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงนั่งบัลลังก์อาสน์ อำมาตย์หมอบเฝ้าอยู่สลอน
ว่าขานกิจการพระนคร ภูธรเกษมเปรมปรีดิ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
ครั้นรุ่งรางสว่างธาตรี ภูมีตื่นจากที่ไสยา
เข้าที่สรงสนานสำราญองค์ บรรจงทรงเครื่องโอ่อ่า
ชวนระเด่นดาหยนยาตรา ทรงม้าที่นั่งเข้าวังใน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นมาถึงที่ราชฐาน พระผู้ผ่านผู้สวรรยาเป็นใหญ่
จึงลงจากอาชาคลาไคล เข้าไปเฝ้าองค์พระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯเสมอ

๏ เมื่อนั้น ท้าวหมันหยาปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
เห็นอิเหนาเข้ามาบังคมคัล จึงปราศรัยไปพลันทันที
ได้ยินเขาระบือลือเล่า ว่าเจ้าชำนาญการกระบี่
ท่าทางทำนองคล่องดี วันนี้จงรำให้น้าดู
แล้วให้เสนากิดาหยัน จัดกันขึ้นตีทีละคู่
โล่ดั้งดาบเชลยมลายู จะได้ดูเล่นเป็นขวัญตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงวงศ์อสัญแดหวา
คำนับรับราชบัญชา แล้วแลดูจินตะหราวาตี
แต่รอรั้งยั้งหยุดอยู่เป็นครู่ ให้คิดอดสูนางโฉมศรี
ยิ้มละไมในพักตร์เป็นท่วงที ต่อภูมีซ้ำเตือนจึงเคลื่อนคลาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาหยิบกระบี่มาถวาย
ค่อยกระซิบทูลว่าพระอย่าอาย ครั้งนี้ตีหมายเอารางวัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเฉิดฉัน
ยิ้มพลางทางว่าอย่าเยาะกัน ดีแต่พูดเช่นนั้นอัตรา
แล้วพยักเรียกระเด่นดาหยนไป ต่างองค์บังคมไหว้ท้าวหมันหยา
ลุกขึ้นร่ายรำทำกิริยา ทรงกระบี่เบื้องขวากรีดกราย
ประเท้าก้าวกระหยับย่างเยื้อง ชำเลืองนัยนาสอดส่าย
แลสบเนตรนางพลางยิ้มพราย แล้วประปรายปลายกระบี่ตีกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กลองแขก

๏ บัดนั้น ฝ่ายฝูงสุรางค์นางสาวสรรค์
ทั้งเถ้าแก่ชะแม่นางกำนัล แอบดูอยู่ที่ชั้นชาลา
บ้างนิยมชมระเด่นมนตรี รำกระบี่น่ารักนักหนา
บุญตัวได้เห็นเป็นขวัญตา งามดั่งเทวาสุราลัย
ลางนางนั่งชิดสะกิดเพื่อน แย้มเยื้อนพูดจาอัชฌาสัย
ดูทีทำนองภูวไนย จะมีที่ต้องใจสักสิ่งอัน
บ้างว่าข้าเห็นเป็นแยบคาย นัยนาสอดส่ายคมสัน
บ้างซุบซิบกระหยิบตากัน นางกำนัลลอบดูพระภูธร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นจินตะหราดวงสมร
เมียงมองอยู่ที่ช่องบัญชร บังอรแลลอดสอดตา
ครั้นสบเนตรเชษฐาทีไร อรไทสะเทินเมินหน้า
เสหยอกบาหยันด้วยมารยา ชายตาแย้มยิ้มพริ้มไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวาอัชฌาสัย
ผันผัดปัดป้องว่องไว ถ้อยทีหนีไล่ไปมา
ครั้นระเด่นดาหยนเสียที ภูมีตีต้องหัตถา
บรรดาพี่เลี้ยงแลเสนา ก็สรวลเสเฮฮาขึ้นพร้อมกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาแสนกลคนขยัน
คลานเข้าไปรับกระบี่พลัน อภิวันท์แล้วกระซิบทูลพลาง
ข้าเห็นพระองค์ทรงกระบี่ ท่าทีเคล่าคล่องทั้งสองอย่าง
ไหนจะกรายร่ายรำทำท่าทาง ไหนจะดูอยู่ข้างบัญชรชัย
แต่ส่ายสอดทอดพระเนตรอยู่อย่างนี้ ยังทรงตีมีชัยชนะได้
ชอบเอาของที่ต้องพระหฤทัย มารางวัลภูวไนยจะสมควร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีแย้มสรวล
จึงตรัสว่าอย่าเย้าเฝ้ากวน ดีแต่ชวนพูดเล่นเช่นนั้น ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระผู้ผ่านกรุงไกรไอศวรรย์
ตรัสชมอิเหนากุเรปัน การกระบี่ดีครันขยันนัก
ไม่มีใครเป็นคู่สู้ได้ ทั้งในแดนชวาอาณาจักร
สมเป็นวงศาสุรารักษ์ ยศศักดิ์ประเสริฐเลิศชาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองฉาย
ให้เสนีพี่เลี้ยงตัวนาย รำถวายทีละคู่สู้กัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พี่เลี้ยงเสนากิดาหยัน
รับสั่งแล้วบังคมคัล ก็จัดคู่สู้กันทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กลองแขก

๏ เมื่อนั้น ท้าวหมันหยายิ้มย่องผ่องใส
ทอดพระเนตรอยู่บนบัญชรชัย แสนสำราญหฤทัยพระทรงธรรม์
จึ่งสั่งให้เอาของมาประทาน ทวยหาญเสนากิดาหยัน
ทั้งเงินทองเสื้อผ้าแพรพรรณ รางวัลให้ทั่วทุกตัวคน
อันองค์ระเด่นมนตรี ให้จัดของดีดีเครื่องต้น
ธำมรงค์มงกุฎกุณฑล สร้อยสนสังวาลแววไว
อันระเด่นดาหยนวงศา เอาชฎาเดินหนมาให้
ทั้งทองกรพาหุรัดตรัสไตร เร่งไปเอามาบัดนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งใส่เกศี
อภิวันท์แล้ววิ่งเป็นสิงคลี ออกมาสั่งดังมีบัญชาการ
คลังวิเศษภูษามาลา ก็ขนของเข้ามายังหน้าฉาน
กราบถวายบังคมก้มกราน แล้วเอาของมาประทานทันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระตูหมันหยาเป็นใหญ่
เสร็จสรรพก็หับบัญชรชัย เข้าในปราสาทแก้วแพรวพรรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเฉิดฉัน
เสด็จทรงอัสดรจรจรัล กลับไปประเสบันอากง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงลงจากม้าที่นั่ง ให้คลุ้มคลั่งหฤทัยใหลหลง
ไม่ทันจะเปลื้องเครื่องทรง เสด็จตรงเข้าไปที่ไสยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ ทอดองค์ลงกับที่บรรจถรณ์ ให้อาวรณ์หวังถวิลถึงจินตะหรา
องค์อ่อนถอนฤทัยไปมา มิได้ตรัสจำนรรจาพาที
ลืมเลยเสวยสรงทรงสุคนธ์ แต่พลิกกลับสับสนอยู่บนที่
ไม่เป็นอารมณ์สมประดี ภูมีกลัดกลุ้มคลุ้มใจ
พระหัตถ์ซ้ายก่ายเขนยคะนึงคิด เจ็บจิตประชวรเช่นเป็นไข้
แสนกระสันรันทดหฤทัย พระมิได้วายอาวรณ์ร้อนรน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงประหลาดจิตคิดฉงน
ดูพระจริตติดพิกล บรรทมทั้งเครื่องต้นที่ทรงมา
จึงเข้าไปช่วยเปลื้องเครื่องทรง ให้พระองค์ทรงผลัดภูษา
แล้วกราบทูลไปมิได้ช้า พระจงอุตส่าห์สะกดใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีศรีใส
จึงตอบทั้งสี่พี่เลี้ยงไป เมื่อไม่เห็นวิตกในอกเลย
อันความทุกข์เหลือทุกข์ครั้งนี้ จะคิดฉันใดดีนะพี่เอ๋ย
แม้นมิได้สู่สมชมเชย ที่ไหนเลยน้องจะมีชีวา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พี่เลี้ยงบังคมเหนือเกศา
จึงทูลปลอบให้ชอบอัชฌา พระอย่ารันทดกำสรดทรง
จงระงับดับโศกเสียก่อน ภูธรอุตส่าห์เสวยสรง
อันพระธิดาโฉมยง ไหนจะพ้นพระองค์อย่าสงกา
จะทูลโลมเล้าสักเท่าใด พระมิได้วายเทวษถวิลหา
พี่เลี้ยงทั้งสี่มีอัชฌา ซุบซิบปรึกษาพาที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ปาเตะเสนาบดีศรี
เวลาเฝ้าก็เข้ามาอัญชลี เห็นภูมีไสยาสน์ประหลาดใจ
จึ่งถามยะรุเดะลูกชาย พระโฉมฉายประชวรหรือไฉน
ช่างไม่บอกสักคำทำอย่างไร เหตุผลก็มิให้ผู้ใหญ่รู้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ยะรุเดะอิดเอื้อนเยื้อนอยู่
หันหน้ามาบังบานประตู ยิ้มพลางทางดูตากัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาแสนกลคนขยัน
ทำเฉยหน้าแล้วว่าไปพลัน ประชวรมาแต่วันถึงเวียงชัย
พระโรคเรื้อรังประทังอยู่ ไม่สุดรู้มดหมอพอแก้ไข
หรือชะรอยทรงกระบี่วันนี้ไซร้ จะเป็นไข้เนื้อขาดประหลาดนัก
ดูอาการที่ทำให้คร่ำครวญ จะประชวรสิ่งใดไม่ประจักษ์
แม้นได้โอสถรสรัก เห็นไม่พักนวดฟั้นจะพลันคลาย
เจ้าจอมหม่อมลุงได้เมตตา ช่วยเข้าไปขอยามาถวาย
ที่พระร้อนรนกระวนกระวาย นั้นแหละเห็นจะหายเป็นมั่นคง ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปาเตะตกใจตะลึงหลง
จึ่งทูลเล้าโลมพระโฉมยง พระบิตุรงค์กำชับรับสั่งมา
การพระศพเสร็จสรรพให้กลับไป ป่านนี้ภูวไนยจะคอยหา
อันพระน้องนุชบุษบา พระบิตุเรศเจตนาไปกล่าวไว้
ยังแต่จะเสกสองให้ครองกัน เป็นปิ่นกุเรปันกรุงใหญ่
อันจะเลี้ยงพระน้องสองเวียงชัย รู้ไปถึงดาหาธานี
เกลือกจะไม่ปลดปลงให้นงลักษณ์ จะเกิดเหตุใหญ่นักพระโฉมศรี
ทั้งจะได้เคืองแค้นแสนทวี พระภูมีจงถวิลจินดา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์อสัญแดหวา
ไม่ตอบถ้อยคำจำนรรจา ให้เคืองขัดอัธยาในอารมณ์
พระผินผันหันพักตร์เมินหนี แล้วหยิบผ้ามาคลี่ทรงห่ม
พลางสะท้อนถอนถ่ายระบายลม แกล้งทำเหมือนบรรทมหลับไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปาเตะเสนาอัชฌาสัย
มิรู้ที่จะผ่อนผันฉันใด ก็ออกไปจากที่แท่นทอง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงทรงโศกเศร้าหมอง
ยิ่งคิดพิสมัยใจปอง พระนิ่งนึกตรึกตรองไปมา
อันระเด่นบุษบาตุนาหงัน ตามวงศ์อสัญแดหวา
แต่มิได้มีใจเจตนา เหมือนระเด่นจินตะหรายุพาพาล
ชะรอยวาสนาได้สร้างไว้ เผอิญให้จงรักสมัครสมาน
จะว่าไปก็ในวงศ์วาน เยาวมาลย์ก็มิใช่หาไหนมา
มาตรแม้นสองกษัตริย์จะขัดเคือง มิให้กูอยู่เมืองหมันหยา
ก็จะพาดวงใจไคลคลา ไปมะงุมมะงาหราสำราญ
แต่บรรทมนิ่งนึกตรึกไตร จนอุทัยรุ่งแจ้งแสงฉาน
เสด็จจากแท่นรัตน์ชัชวาล มาสระสรงชลธารทันใด ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ลูบไล้สุคนธาอ่าองค์ บรรจงทรงเครื่องประทานใหม่
แล้วทรงอาชาคลาไคล เสนาในตามเสด็จจรลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงลงจากอัสดร บทจรเข้าในปราสาทศรี
บังคมสองประหมันทันที พลางดูเทวีไม่วางตา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระตูผู้ผ่านหมันยา
ทอดพระเนตรดูอิเหนานัดดา เห็นพักตราสร้อยเศร้าก็เข้าใจ
จึ่งบัญชาถามด้วยความรัก เป็นไรผิวพักตร์จึ่งหม่นไหม้
หรือโรคายายีประการใด ด่วนเข้ามาไยไม่สบาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองฉาย
ประสานหัตถ์เคารพอภิปราย วันตีกระบี่ถวายภูวไนย
ให้ตึงตัวไปทั่วสารพางค์ จิตใจเหมือนอย่างจะเป็นไข้
หยุดช้ากลัวว่าจะมากไป จึ่งแข็งใจเข้ามาอัญชลี
ทูลพลางทางชำเลืองแลมา ดูระเด่นจินตะหรามารศรี
ความรักสลักทรวงแสนทวี ภูมีถอนใจไปมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ประไหมสุหรีเสนหา
พิศดูรู้รหัสพระนัดดา จึ่งกล่าวรสพจนาพาที
เพียงพระเข้าสู่สวรรคต ก็ตั้งแต่กำสรดหมองศรี
พร่ำกินน้ำตาทุกนาที น้านี้เปลี่ยวเปล่าเศร้าใจ
ได้เห็นหน้านัดดาค่อยผาสุก พอบรรเทาเบาทุกข์ที่โหยไห้
เจ้าจงอยู่ด้วยน้าอย่าคลาไคล สักเดือนหนึ่งจึงไปพารา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อิเหนากุเรปันก็หรรษา
ชื่นชมด้วยสมดั่งจินดา รับรสพจนาวาที
พลางเยื้อนแย้มยิ้มพริ้มเพรา ค่อยบรรเทาทุกข์ที่หมองศรี
แล้วชำเลืองแลดูพระบุตรี ภูมีประดิพัทธ์ผูกพัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระตูผู้ผ่านไอศวรรย์
ครั้นเวลาสายสีรวีวรรณ ก็จรจรัลเข้าที่บรรทมใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีศรีใส
เสด็จทรงอาชาคลาไคล กลับไปประเสบันมิทันช้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงลงจากม้าที่นั่ง ขึ้นยังตำหนักที่ข้างหน้า
เปลื้องเครื่องประดับองค์แล้วตรงมา เข้าห้องไสยาฉับพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พระนิ่งนึกตรึกคิดพิศวง ตะลึงหลงอาลัยใฝ่ฝัน
ทอดองค์ลงกับที่แท่นสุวรรณ แสนวิโยคโศกศัลย์รัญจวน
โอ้จะคิดผ่อนผันฉันใด จึ่งจะได้โฉมงามทรามสงวน
พลางสะท้อนถอนใจใคร่ครวญ ปั่นป่วนไม่เป็นสมประดี
พระลืมล่วงเวลาสรงเสวย กรกอดเขนยอยู่ในที่
ความรักหนักทรวงแสนทวี ภูมีเศร้าสร้อยละห้อยใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปาเตะเสนาอัชฌาสัย
เห็นพระองค์ร่ำรักนั้นหนักไป จะผ่อนผันฉันใดก็สุดคิด
ได้ทูลขัดทัดทานเป็นหลายครั้ง พระมิได้เชื่อฟังแต่สักหนิด
กลัวความทั้งนี้จะมิมิด จนจิตกอดเข่าเข้าเป็นทุกข์
เสียแรงพระชุบเลี้ยงถึงเพียงนี้ ได้มั่งมีอยู่เย็นเป็นสุข
จะมานิ่งนอนใจให้เกิดยุค เห็นความจะลามลุกวุ่นวาย
แม้นทราบถึงองค์ศรีปัตหรา โทษาจะมีเป็นมากหลาย
ฉวยพระไม่ไต่ถามสิงามตาย จะลงร้ายเอาว่ารู้ด้วยภูธร
จำจะลอบบอกความตามจริงไป กราบทูลภูวไนยให้แจ้งก่อน
จึงเรียกนายรองเข้าห้องนอน ให้เขียนอักษรสารา
ครั้นเสร็จแล้วส่งให้เสนี นำคดีไปแจ้งแก่ยาสา
กราบทูลบทมาลย์พระผ่านฟ้า ตามในกิจจาให้แจ้งการ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีดีใจได้ไปบ้าน
อำลาปาเตะมิทันนาน มาขึ้นพาชีชาญฉับไว
ออกจากหมันหยาธานี รีบตีอาชาเข้าป่าใหญ่
นอนทางค้างแรมมาในไพร ตรงไปกุเรปันพารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงศาลาหน้าทิมดาบ ตรงเข้าไปกราบท่านยาสา
แถลงเล่าเหตุผลแต่ต้นมา แล้วส่งสาราให้ทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ยาสาแจ้งใจในสารศรี
ก็รีบพาเสนาจรลี มายังที่พระโรงรจนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงบังคมทูลทันใด ว่าปาเตะที่ไปหมันหยา
แต่งคนให้ถือหนังสือมา จงทราบบาทาฝ่าธุลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น องค์ศรีปัตหราเรืองศรี
รับสารามาจากเสนี พระองค์ทรงคลี่ออกอ่านพลัน
ว่าปาเตะถวายอภิวาท เบื้องบาทพระผู้ผ่านไอศวรรย์
ด้วยพระโอรสาลาวัณย์ กำสรดทรงโศกศัลย์ทุกวันไป
ตั้งแต่คลั่งไคล้ใหลหลง ในองค์พระบุตรีศรีใส
ทั้งสองประหมันก็เป็นใจ แยบเยื้อนเหมือนจะให้เยาวมาลย์
ข้าได้ทูลเตือนเป็นหลายครั้ง พระไม่ฟังพจนาว่าขาน
มิรู้ที่จะขืนขัดทัดทาน จงทราบบทมาลย์พระภูมี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นอ่านเสร็จสิ้นในอักษร ภูธรเคืองข้องหมองศรี
จึงส่งสารามาทันที ให้ประไหมสุหรีทัศนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ประไหมสุหรีเสนหา
อ่านสารสิ้นเรื่องเคืองอุรา จึงทูลพระภัสดาทันใด
เหตุนี้ผู้ใหญ่แกล้งหน่วงเหนี่ยว จะโทษเด็กข้างเดียวก็ไม่ได้
ประสาหนุ่มจึงลุ่มหลงไป จะทำให้ผิดกันด้วยฉันทา
ครั้นจะนิ่งดูทีบัดนี้เล่า ไหนอิเหนาจะจากหมันหยา
แม้นมิให้ไปหาตัวมา ก็เห็นว่าจะไม่เงือดงด
จงเอาอาการข้านี้บอกไป ว่าตั้งใจครวญคร่ำกำสรด
ด้วยครรภ์ถ้วนจวนคลอดโอรส กำหนดให้ลูกรักเร่งมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพนาถา
เห็นต้องระบอบชอบอัชฌา จึงตรัสเรียกยาสาทันที
ทรงสั่งให้ร่างราชสาร แจ้งการตามคำประไหมสุหรี
ให้ลูกยากลับมาธานี แต่ในเจ็ดราตรีอย่านอนใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ยาสารับสั่งบังคมไหว้
ออกมาศาลาลูกขุนใน เร่งให้เขียนราชสารา
ครั้นเสร็จจึงสั่งเสนี จงถือสารศรีไปหมันหยา
ทูลเชิญเสด็จพระลูกยา ให้กลับมาอย่านานเป็นการร้อน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาคำนับรับอักษร
อำลามาขึ้นอัสดร ออกจากพระนครรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงหมันหยาไม่หยุดยั้ง ตรงไปติกาหรังที่อาศัย
เข้าหาพี่เลี้ยงภูวไนย เอาสาราส่งให้ทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึงพระพี่เลี้ยงทั้งสี่
ซักไซ้ได้ความตามคดี แล้วเข้าไปในที่ไสยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงบังคมทูลแถลงแจ้งเหตุ ว่าพระบิตุเรศนาถา
ให้เสนีถือหนังสือมา แล้วถวายสาราภูวไนย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีศรีใส
ฟังข่าวผ่าวร้อนหฤทัย จำใจคลี่สารออกอ่านพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ ในสารานั้นว่าพระมารดร ให้อาวรณ์วิโยคโศกศัลย์
แต่คอยคอยลูกยาเห็นช้าวัน ด้วยครรภ์นั้นถ้วนทศมาสตรา
เห็นอาการเจ็บจวนอยู่เนืองนิตย์ ให้หนักจิตที่จะคลอดโอรสา
เกลือกจะเกิดอันตรายวายชีวา ไหนเลยลูกยาจะเห็นใจ
จงเร่งกลับมายังธานี แต่ในเจ็ดราตรีให้จงได้
แม้นช้ากว่าที่กำหนดไว้ ถึงจะมาก็ไม่ต้องการ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นอ่านเสร็จสิ้นในอักษร เร่าร้อนหฤทัยดังไฟผลาญ
ให้อาลัยที่จะไกลเยาวมาลย์ จะเบือนบิดคิดอ่านเห็นสุดที
จำจะไปทูลลาสองประหมัน กลับไปกุเรปันกรุงศรี
คิดแล้วมาทรงพาชี จรลีเข้ายังวังใน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งลงจากม้าต้น ขึ้นบนปราสาททองผ่องใส
บังคมสองประหมันทันใด แล้วทูลไปให้แจ้งกิจจา
บัดนี้สมเด็จพระบิดร มีศุภอักษรให้หา
พระชนนีเจ็บครรภ์หลายวันมา หลานรักจักลาไปธานี
ถ้าไปไม่ทันพระบรรหาร เนิ่นนานก็จะเคืองบทศรี
แม้องค์พระชนกชนนี มีความสวัสดีจะกลับมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระตูผู้ผ่านหมันหยา
ทั้งประไหมสุหรีศรีโสภา ฟังพระหลานลาก็อาลัย
คิดจะใคร่ทานทัดตรัสห้าม ก็เกรงความนินทาไม่ว่าได้
สององค์จึ่งอำนวยอวยชัย เจ้าจงไปเป็นสุขทุกเวลา
น้านี้อยู่หลังทั้งสอง จะทุกข์ทนหม่นหมองละห้อยหา
เช้าเย็นเคยเห็นพระนัดดา ทีนี้น้าจะเปลี่ยวเปล่าเศร้าใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งมีพจนาบัญชาสั่ง ดะหมังเสนาอัชฌาสัย
จงจัดของขวัญทั้งนั้นไซร้ ตามในสุริย์วงศ์เทวัญ
ทั้งพี่เลี้ยงนางนมสมศักดิ์ อุดมด้วยนรลักษณ์เลือกสรร
ชายหญิงสิ่งละร้อยครบครัน ฝากไปทำขวัญพระนัดดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังรับสั่งใส่เกศา
มาจัดของขวัญดังบัญชา แล้วมอบให้เสนากุเรปัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น องค์ประไหมสุหรีเฉิดฉัน
พิศพักตร์พระนัดดาลาวัณย์ เห็นโศกศัลย์สร้อยเศร้าก็เข้าใจ
จึ่งตรัสเรียกราชบุตรี เข้ามานั่งถึงนี่ให้ใกล้
อิเหนาเขาจะลาคลาไคล เจ้าจงบังคมไหว้พี่ยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ระเด่นจินตะหรา
ได้ฟังชนนีตรัสมา ให้ขวยเขินวิญญาณ์อารมณ์
ต่อบิตุเรศเตือนจึ่งเคลื่อนคลาย ระวังชายทรงสะพักชักห่ม
ครั้นถึงหน้าที่นั่งก็บังคม กราบก้มพักตราไม่พาที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
คำนับรับไหว้นางเทวี ภูมีดูนางไม่วางตา
ความรักหนักอุราด้วยอาลัย จะจำไกลพุ่มพวงดวงยิหวา
องค์อ่อนถอนฤทัยไปมา เหมือนจะบอกกัลยาให้รู้ที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายฝูงสุรางค์นางสาวศรี
ต่างดูระเด่นมนตรี แล้วพาทีซุบซิบสะกิดกัน
พระจริตเห็นผิดกิริยา พักตราเศร้าสร้อยโศกศัลย์
น่าจะทุกข์ทรมานรำคาญครัน สงสารทรงธรรม์เป็นพ้นไป
เมื่อกี้ดูเหมือนจะเยื้อนสั่ง ใครใครเห็นมั่งหรือหาไม่
ชลเนตรคลอเนตรแล้วถอนใจ เห็นอาลัยในองค์พระธิดา
บ้างว่าน่ารักพระโฉมตรู จะใคร่ให้เสด็จอยู่หมันหยา
ถ้าได้กับพระบุตรีศรีโสภา ดังจินดาประดับรับเรือนทอง
ลางนางบ้างว่าข้าชอบใจ ทั้งในธรณีไม่มีสอง
ต่างคิดพิสมัยใจปอง หม่นหมองไปทุกหน้านางกำนัล ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวากระยาหงัน
อาลัยมิใคร่จะจรจรัล จึ่งทูลสองประหมันทันที
แต่ตัวนี้หากจะจากไป จำใจไกลเบื้องบทศรี
แม้นมิกังวลด้วยชนนี หลานนี้ก็ยังไม่จากจร
ทูลพลางทางถวายบังคมลา แล้วแลดูพระธิดาดวงสมร
ทำทีเหมือนจะสั่งบังอร ภูธรถอนใจอาลัยลา
มาทรงพาชีฉับพลัน หวั่นหวั่นถวิลถึงจินตะหรา
จึ่งขับมโนมัยไคลคลา ตรงมาที่อยู่ภูวไนย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงลงจากม้าที่นั่ง ขึ้นยังตำหนักที่อาศัย
จึ่งสั่งพี่เลี้ยงผู้ร่วมใจ จงไปจัดพหลมนตรี
แต่ในย่ำรุ่งให้เสร็จสรรพ พรุ่งนี้จะกลับไปกรุงศรี
สั่งพลางย่างเยื้องจรลี เข้าไปในที่ไสยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ พระบรรทมรำพึงถึงความรัก ไม่ประจักษ์แจ้งจิตขนิษฐา
จะจำใจกลับไปพารา อนิจจาจะทำประการใด
อันความทุกข์สุดทุกข์แสนทวี เจ้าจะเห็นอกพี่บ้างหรือไม่
คิดจะใคร่แจ้งความแก่ทรามวัย จึ่งสั่งให้หาดอกลำเจียกมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วิเยนกิดาหยันหรรษา
รับสั่งแล้วบังคมลา ออกมายังสวนมาลี
เก็บได้ดอกปะหนันมิทันนาน ใส่พานเข้าไปในที่
ประนมก้มเกล้าดุษฎี แล้วถวายมาลีภูวไนย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวาอัชฌาสัย
จึ่งหยิบมาลามาทันใด ภูวไนยนิ่งนึกตรึกตรอง
เอานขาจารึกกลีบปะหนัน ผูกพันเพลงยาวเคล่าคล่อง
แจ้งความตามซึ่งคะนึงน้อง เป็นทำนองครวญคร่ำรำพัน
แล้วเอาซ่าโบะห่อดอกไม้ ส่งให้วิเยนกิดาหยัน
ธำมรงค์สองวงนอกนั้น ให้พี่เลี้ยงสาวสรรค์กัลยา
จงรับแหวนไว้พลางพลาง เป็นค่าจ้างวานถวายบุหงา
อันซ่าโบะของเราเอามา ขอเปลี่ยนผ้าสไบพระบุตรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วิเยนรับสั่งใส่เกศี
ถวายบังคมคัลอัญชลี ออกจากที่ไสยาแล้วคลาไคล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ มาถึงทิมริมโรงขอเฝ้า ก็แวะเข้านั่งหยุดอาศัย
พอเห็นนางค่อมมาแต่ไกล เดินเคียงเข้าใกล้แล้วพาที
จะเข้าไปในวังข้าสั่งด้วย เอ็นดูช่วยบอกพี่เลี้ยงสองศรี
บาหยันซ่าเหง็ดชนนี ว่าลูกนี้จะลาไปเวียงชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นางค่อมงวยงงไม่สงสัย
รับคำแล้วรีบคลาไคล เข้าในท้องฉนวนด่วนมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ฉุยฉาย

๏ จึ่งบอกสองพี่เลี้ยงนารี บัดนี้เจ้าบ่าวน้อยมาคอยหา
ให้บอกสองท่านผู้มารดา มีธุระจะลาไปธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงจึงว่าแก่ทาสี
หลากใจใครหนอช่างพาที ล้อเล่นเช่นนี้น่าน้อยใจ
ร้ายดีจะไปดูให้รู้จัก ลูกรักของข้ามาแต่ไหน
จึ่งพาดุหวาค่อมคลาไคล ออกไปยังนอกทวารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ บัดนั้น วิเยนเห็นสองนางก็มาหา
นั่งไหว้แล้วแถลงแจ้งกิจจา โดยดังบัญชาพระทรงธรรม์
แหวนนี้ประทานมารดร จงช่วยธุระร้อนผ่อนผัน
ถึงใจให้พลางเป็นรางวัล วานถวายดอกปะหนันนงเยาว์
อันซ่าโบะรอยทรงจงพระทัย จะขอเปลี่ยนสไบโฉมเฉลา
แจ้งความตามสั่งสิ้นสำเนา แล้วเอาธำมรงค์ส่งให้นาง ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พี่เลี้ยงทั้งสองไม่หมองหมาง
ยิ้มอยู่ในหน้าแล้วว่าพลาง ชิช่างฉลาดหลอกให้ออกมา
จึ่งรับเอาแหวนทั้งสองวง กับผ้าทรงที่ห่อบุหงา
จะถวายให้ตามพระบัญชา ว่าแล้วก็พากันกลับไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งเข้าไปในห้อง ทั้งสองพิศวงสงสัย
จึ่งคลี่ห่อปะหนันออกทันใด เห็นอักษรเขียนใส่กลีบมาลา
ถ้อยคำร่ำว่าโอดครวญ น้ำนวลน่ารักเป็นหนักหนา
แต่เฝ้าอ่านสารซ้ำไปมา สรวลสันต์หรรษาพาที ฯ

ฯ ๔ คำ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นจินตะหรามารศรี
ได้ยินเสียงสรวลระริกซิกซี้ จึ่งจรลีมาดูด้วยพลัน
เห็นสองพี่เลี้ยงกัลยา พิศดูบุหงาแล้วสรวลสันต์
เมื่อกี้พี่ว่าอะไรกัน บุหงาปะหนันนั้นของใคร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสองกัลยาอัชฌาสัย
ดูตากันยิ้มพริ้มไป แล้วทูลอรไทพระธิดา
ข้าไปสะตาหมันวันนี้ เคราะห์ดีได้บุหงาในห่อผ้า
นึกเดาเจ้าของลองปัญญา ไม่รู้ว่าจะเป็นของใคร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จินตะหราพาซื่อไม่สงสัย
หยิบบุหงามาดูทันใด อรไทเห็นสารก็อ่านพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ ในลักษณ์อักษรเสน่หา ของพี่ยาจารึกกลีบปะหนัน
มาแจ้งความทรามวัยวิไลวรรณ ด้วยผูกพันพิศวาสไม่คลาดคลาย
แต่ทุกข์ตรอมจนผอมผิดร่าง เจ้าไม่เห็นบ้างหรือโฉมฉาย
ถึงจะม้วยชีวันอันตราย ก็ไม่หมายว่าจะคืนพารา
นี่เนื้อชะรอยกรรมได้ทำไว้ จะจำไกลพุ่มพวงดวงยิหวา
มิรู้ที่จะแข็งขัดพระบัญชา จะขอลาโฉมยงอยู่จงดี
ซ่าโบะจะขอเปลี่ยนสไบนาง ไปชมพลางต่างพักตร์ยาหยี
กับทั้งชานสลาจงปรานี เหมือนช่วยชูชีวีของพี่ไว้
ถึงกลับไปก็ไม่อยู่ช้า จะคืนมาชมชิดพิสมัย
จงเป็นมิตรไมตรีแต่นี้ไป ดังได้ตุนาหงันกันมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นอ่านเสร็จสิ้นอักษร ชอบพระทัยในกลอนที่วอนว่า
แต่เล่ห์กลสตรีมีมารยา ทำโกรธาทิ้งประหนันเสียทันใด
จึ่งว่าชอบขอบใจพี่เจ้า ช่างเอาบุหงาใครมาให้
แยบเยื้อนเหมือนหนึ่งไม่เข้าใจ ยิ้มละไมในหน้าพาที
จะมาเสใส่ข้าว่าไรเล่า พิสมัยก็เอาเป็นผัวพี่
ผู้ใหญ่อะไรอย่างนี้ ไม่มีความคิดสักนิดเดียว
ช่างเชื่อลิ้นหลงเล่ห์ลมชาย หวานนักมักกลายเป็นเปรี้ยว
อย่าพักพูดบ่ายเบี่ยงเลี่ยงเลี้ยว ล่อลวงหน่วงเหนี่ยวเกี่ยวพัน
ไม่เจียมตนจะไปปนที่สูงศักดิ์ เห็นเกินหน้าน้องนักพี่บาหยัน
ดังกระต่ายหมายชมดวงจันทร์ อะไรนั่นพาทีไม่มีอาย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองพี่เลี้ยงเล้าโลมโฉมฉาย
ใช่จะแกล้งแสร้งเสเพทุบาย คิดหมายว่ามิใช่หาไหนมา
ก็นับในสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ จะกระไรกว่ากันนักหนา
สมศักดิ์สมสกุลทั้งสองรา นี่พี่หากว่าประสากัน
ถึงมาตรไม่จงจิตคิดปอง แต่อย่าข้องเคืองเคียดเดียดฉันท์
สงสารพระองค์วงศ์เทวัญ โศกศัลย์วอนว่าน่าปรานี
ในสาราว่าจะขอเปลี่ยนสไบ จะบิดเบือนมิให้ก็ใช่ที่
โฉมยงทรงคิดดูจงดี พระภูมีจะละห้อยน้อยใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จินตะหราวาตีศรีใส
ฟังพี่เลี้ยงสนองต้องฤทัย ให้อาลัยในองค์พระทรงธรรม์
แต่ปากนางหากทำเป็นว่า สมเพชเวทนาพี่บาหยัน
ช่างลุ่มหลงงงงวยไปด้วยกัน สารพันล้วนเห็นว่าเป็นดี
อย่ามาเฝ้าเซ้าซี้ให้ขัดใจ จะอย่างไรก็ตามความคิดพี่
ว่าพลางย่างเยื้องจรลี เข้าไปในที่ไสยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองศรีพี่เลี้ยงเสน่หา
แจ้งใจในทีพระธิดา ก็ตามมายังที่บรรทม
ครั้นถึงจึงประณตบทมาลย์ นบนอบหมอบคลานกรานก้ม
บาหยันทำสนิทชิดชม บังคมแล้วทูลไปทันใด
โฉมยงจงทรงพระเมตตา วันนี้ข้าหนาวเย็นเหมือนเป็นไข้
จะขอผ้ารอยทรงองค์อรไท แม้นโปรดได้ให้ห่มจะค่อยคลาย
ว่าพลางทางทำเฉยหน้า หยิบยกพานผ้ามาถวาย
แต่เฝ้าเตือนเยื้อนยิ้มพริ้มพราย จงเปลี่ยนเปลื้องจากกายกัลยา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ระเด่นจินตะหรา
เสแสร้งแกล้งกล่าววาจา รำคาญวานอย่าให้ขัดใจ
น้องหรือจะรู้เท่าทัน เชิงชั้นแยบยลคนผู้ใหญ่
นางค้อนเคืองเปลื้องเปลี่ยนผ้าสไบ ทำทิ้งประชดให้ด้วยมารยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงบาหยันหรรษา
หยิบสไบรอยทรงนั้นมา พับพาดอังสาแล้วพาที
ครั้งนี้เห็นแท้แน่ตระหนัก ว่าโฉมยงนงลักษณ์รักพี่
ว่าพลางทางทำยินดี อัญชลีแลดูตากัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ซ่าเหง็ดรู้กิริยาบาหยัน
จึงทูลองค์อรไทวิไลวรรณ ทำเจ็บปวดฟันป่วยเป็นพ้นไป
รำมะนาดเจ้ากรรมทำวิบาก จะเคี้ยวสลาอ้าปากก็ไม่ได้
จึงหยิบหมากมาถวายทันใด ทรามวัยได้โปรดเคี้ยวประทาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นจินตะหราจึงว่าขาน
อะไรนี่มีแต่บอกอาการ บ้างขอผ้าขอชานรำคาญใจ
เวทนามาเฝ้าเซ้าซี้ เช่นนี้น่าชังมั่งหรือไม่
จึงรับหมากมาเคี้ยวประเดี๋ยวใจ แล้วส่งให้ซ่าเหง็ดด้วยเมตตา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ซ่าเหง็ดได้ประทานชานสลา
สะกิดเตือนบาหยันกัลยา บังคมลามาจากเยาวมาลย์
เดินด่วนชวนกันเข้าในห้อง ทั้งสองประดิษฐ์คิดอ่าน
เจียนตองแต่พอห่อชาน ใส่ผอบเอาพานทองรอง
แล้วพับผ้ารอยทรงองค์อรไท ซ่อนใส่สไบห่มปิดป้อง
มิให้ใครสงสัยในทำนอง ทั้งสองกัลยาคลาไคล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ ถึงฉนวนก็ชวนกันหยุดอยู่ ตรงประตูหูช้างข้างใต้
แกล้งส่งเสียงดังกระทั่งไอ พยักให้วิเยนเป็นสำคัญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วิเยนรู้แยบคายก็ผายผัน
เข้ามานั่งลงที่ตรงนั้น ไหว้สองสาวสรรค์กัลยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ซ่าเหง็ดบาหยันก็หรรษา
ครั้นเห็นวิเยนเข้ามา เหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นใคร
จึงหยิบชานสลากับผ้าทรง สองนางนั่งลงแล้วส่งให้
สั่งว่าข้าถวายบังคมไป ด้วยตั้งใจจงรักภักดี
เสด็จไปอย่าได้อยู่ช้า เร่งกลับมาหมันหยากรุงศรี
จงจำถ้อยคำของข้านี้ ไปทูลพระภูมีดังวาจา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วิเยนยินดีเป็นหนักหนา
คำนับรับคำแล้วอำลา กลับมาที่อยู่พระภูมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯเชิด

๏ ครั้นถึงจึงถวายผ้าสไบ กับผอบซึ่งใส่ชานพระศรี
แล้วแถลงแจ้งความตามคดี โดยที่พี่เลี้ยงสั่งมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวัญหรรษา
ชื่นชมด้วยสมดังจินดา พระราชาเสวยชานสำราญใจ
ซึ่งทรงแสนโศกสร้อยเศร้า ค่อยบรรเทาทุกข์ทนหม่นไหม้
จึงหยิบผ้ารอยทรงทรามวัย ภูวไนยเอาคลี่คลุมองค์
กลิ่นร่ำน้ำกุหลาบอาบอบ หอมตลบจับใจใหลหลง
คล้ายคล้ายหมายเหมือนรูปทรง โฉมยงนงเยาว์เข้ามา
พระแย้มยิ้มพริ้มพรายทายทัก พลางพยักกวักเรียกขนิษฐา
หยุดอยู่นั่นไยไม่ไคลคลา เชิญมาพาทีด้วยพี่ชาย
แต่ตะลึงแลเล็งเพ่งพิศ เห็นผิดมิใช่นางโฉมฉาย
พระผินหลังบรรทมสะเทินอาย กรก่ายเขนยนึกจนหลับไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ บัดนั้น เสนาปาเตะผู้ใหญ่
ทั้งสี่พี่เลี้ยงภูวไนย ออกไปเร่งรัดจัดพล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ ขุนช้างผูกช้างในกลางคืน มายืนเยียดยัดอัดถนน
บ้างขนของเครื่องอานอลวน ประทุกบนสัปคับคชา
ขุนม้าผูกม้าพาชี เคยขี่ควบขับสำหรับขา
ขุนรถเร่งเทียมอาชา ประทับเกยคอยท่าภูธร
ขุนพลตรวจพลนายไพร่ เจ็บปวดป่วยไข้ให้ไปก่อน
สับสนอลหม่านไม่หลับนอน หาบคอนผ่อนล่วงแต่กลางคืน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ บัดนั้น เสนานายมุลขุนหมื่น
บ้างเต้นรำทำเพลงเครงครื้น ดีใจจะได้คืนไปพารา
ที่ป่วยเจ็บจับไข้ได้ข่าว ก็หายหนาวไม่พักห่มผ้า
เรียกเพื่อนสูบฝิ่นกินน้ำชา พูดจาเย้าหยอกกันออกอึง
บ้างหาสิ่งของสำรองไป จะได้ให้กำนัลกันเมียหึง
ถึงแม่ยายพ่อตาจะมึนตึง ได้เล็กน้อยหน่อยหนึ่งก็จะคลาย
ที่มีภรรยาเป็นข้าหลวง ก็เป็นห่วงด้วยหาของถวาย
แพรหลินเลี่ยงโผโล่ลาย หวังจะให้เจ้านายโปรดปราน
พวกนักเลงกลองแขกก็เสาะหา หนังแพะหนาหนาทำหน้าด่าน
ต่างคนหาของที่ต้องการ จะไปบ้านมิให้เสียคราว
พวกสันทัดกาพย์กลอนก็นอนคิด แต่งลิลิตโคลงกระทู้ให้ชู้สาว
บ้างทำเรื่องนิราศเพลงยาว ว่ากล่าวบทกลอนเพราะพริ้ง
ที่มีแม่เลี้ยงก็ไปหา อาลัยลาละห้อยอ้อยอิ่ง
ขอยืมผ้าห่มนอนวอนวิง ทำทางเล่นทางจริงลองใจ
บรรดาโยธีทุกหมวดกอง คับคั่งทั้งท้องถนนใหญ่
เสียงตีฆ้องกระแตแซ่ไป นายไพร่ตรวจตราหากัน ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเฉิดฉัน
ครั้นจะใกล้ไขศรีรวีวรรณ ทรงธรรม์บรรทมตื่นฟื้นองค์
เสียงไก่กระชั้นขันขาน แซ่ประสานสำเนียงเสียงบุหรง
เสด็จจากแท่นสุวรรณบรรจง มาชำระสระสรงสินธู ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ น้ำใสไขฝักปทุมทอง ผินผันหันขนองเข้ารองสู้
ทรงสุคนธ์ปนสุวรรณกำภู หอมระรื่นชื่นชูกลิ่นชะมด
สอดใส่สนับเพลาเนาหน่วง โขมพัตถ์พื้นม่วงก้านขด
ฉลององค์อินทรธนูสะบัดคด ดุมประดับมรกตรจนา
เจียระบาดตาดสุวรรณแวววับ กรองศอซ้อนสลับทับอังสา
ตาบทิศทับทรวงดวงจินดา พาหาพาหุรัดทองกร
ธำมรงค์ลงยาประดับเพชร แต่ละเม็ดยอดใหญ่เท่าบัวอ่อน
ทรงมหามงกุฎกรรเจียกจอน กรายกรกุมกริชจรลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เพลง

ร่าย

๏ มาทรงรถแก้วแววไว พออุทัยเรืองรองส่องศรี
พรั่งพร้อมพหลมนตรี คลายคลี่รี้พลยาตรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

โอ้ร่าย

๏ ครั้นออกมานอกทวารวัง เหลียวหลังดูปราสาทจินตะหรา
ตั้งแต่แลตะลึงจนลับตา ยังเปลี่ยวเปล่าวิญญาณ์เยือกเย็น
โอ้ดวงยิหวายาใจพี่ แต่นี้นานช้าจะมาเห็น
จะทุกข์ถึงคะนึงนางไม่ว่างเว้น ด้วยจำเป็นจำใจไคลคลา
พระเสด็จมาในพิชัยรถ เร่งระทดฤทัยถวิลหา
รีบรัดจัตุรงค์ตรงมา เดินโดยมรคาพนาดร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ ครั้นถึงที่ประทับยับยั้ง พระสุริย์ฉายบ่ายบังสิงขร
จึงหยุดโยธาพลากร ภูธรเสด็จขึ้นพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น ปาเตะเสนีมียศถา
ออกมาสั่งกำชับโยธา ให้ตรวจตราตระเวนเกณฑ์กัน
บ้างนั่งยามตีเกราะเคาะฆ้อง ทุกกองทุกหมวดกวดขัน
ตั้งตาริ้วรายหลายชั้น รอบสุวรรณพลับพลาพนาลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
ครั้นล่วงปฐมยามราตรี ก็เข้าสู่แท่นที่ไสยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ พระกรก่ายพักตราจาบัลย์ หวั่นหวั่นถวิลถึงจินตะหรา
ปานฉะนี้โฉมตรูอยู่พารา จะนิทราหลับแล้วหรือฉันใด
เจ้าจะมีมิตรจิตคิดคะนึง รำลึกถึงพี่บ้างหรือหาไม่
เห็นทีขนิษฐายาใจ จะโหยหาอาลัยถึงพี่ชาย
แต่ครุ่นครวญรวนเรคะเนนึก จนยามดึกเดือนส่องแสงฉาย
พระเผยม่านสุวรรณพรรณราย ลมชายตามช่องมาต้ององค์
น้ำค้างพร่างพรมสุมามาลย์ เบ่งบานแย้มกลีบกลิ่นส่ง
หอมละม้ายคล้ายกลิ่นโฉมยง พระเคลิ้มองค์หลงขับขึ้นฉับพลัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

พัดชา

๏ ดวงเอยดวงยิหวา งามอย่างนางฟ้ากระยาหงัน
นวลละอองผ่องพักตร์ผิวพรรณ ดั่งบุหลันทรงกลดหมดมลทิน
งามเนตรดั่งเนตรมฤคมาศ งามขนงวงวาดดั่งวงศิลป์
อรชรอ้อนแอ้นดั่งกินริน งามสิ้นทุกสิ่งพริ้งพร้อม
แต่เห็นน้องก็ต้องหฤทัย พิสมัยไม่วายหวังถนอม
แสนทุกข์ระทมตรมตรอม จะผ่ายผอมผิดรูปซูบทรง
โอ้ว่ายาหยีของพี่เอ๋ย เมื่อไรเลยจะได้ดังประสงค์
พระชมสไบบางต่างโฉมยง เอนองค์ลงบรรทมหลับไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ ตระประธมไพร

https://vajirayana.org/system/files/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2_264950.pdf
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ