เล่มที่ ๒๑

ช้า

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงองค์อายันกัศมาหรา
แต่พบอุณากรรณวันนั้นมา ให้สงสัยวิญญาณ์อยู่ไม่วาย
ทั้งรูปร่างจริตผิดบุรุษ เหมือนน้องนุชบุษบาโฉมฉาย
จะเจรจาพาทีก็ขวยอาย จะว่าชายหรือหญิงยังกริ่งใจ
แต่ควรคิดเป็นนิจนิรันดร์มา จะสวดมนต์ภาวนาก็หาไม่
อุตส่าห์ฝืนอารมณ์ข่มใจ ปะตาปามาได้สิบวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ พระจึงมีมธุรสพจนา ตรัสแก่อนุชาเฉิดฉัน
อันองค์มิสาอุณากรรณ ว่าจะไปอภิวันท์พระราชา
พี่นึกอางขนางอยู่อย่างนี้ เกลือกจะกล่าวบุตรีกระมังหนา
เขาสิรุ่งเรืองฤทธา กลัวศรีปัตหราจะปลงใจ
ก็จะเสียสุริย์วงศ์เทเวศร์ จะตามไปฟังเหตุดูจงได้
จำจะลาปะตาปาไป เจ้าจะเห็นกระไรอนุชา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ยาหยังอาหยันก็หรรษา
ยิ้มพลางทางทูลสนองมา พระจินดาดังนี้ก็สมควร
แล้วเสว่าแก่พี่เลี้ยงประสันตา ทำทีกิริยาแย้มสรวล
ถึงอารมณ์น้องนี้ก็รีรวน พระมีบัญชาชวนก็ชอบใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ประสันตาทำเฉยเฉลยไข
ซึ่งอุตส่าห์มาบวชบัดนี้ไซร้ เพราะเสียของต้องใจจึงจำเป็น
ใช่จะปลงลงจิตศรัทธา จะสวดมนต์ภาวนาก็เต็มเข็ญ
ทั้งต้องอดโภชนาเวลาเย็น ทำให้แสบท้องเล่นไม่ต้องการ
คราวนี้เห็นทีจะพ้นเคราะห์ ถึงปีเถาะโชคดีกว่าปีขาล
ซึ่งพระเสาร์ทับลัคน์เล็งอังคาร ก็ยักย้ายจากสถานถอยลง
จะสึกไปกาหลังครั้งนี้ เห็นจะพบสบที่ต้องประสงค์
แม้นมิเหมือนอย่างนั้นมั่นคง จะให้ลงโทษถองสักสองพัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น อายันตรัสพลางทางสรวลสันต์
ดีแต่จะว่าเล่นเช่นนั้น พูดคล่องต้องกันเป็นพ้นไป
เป็นดาบสไม่งดปากคำ จะกลัววาจากรรมก็หาไม่
ว่าพลางทางสั่งเสนาใน เร่งให้เตรียมพลมนตรี
จะลาปะตาปาไปกาหลัง เที่ยวฟังข่าวคราวนางโฉมศรี
สั่งเสร็จเสด็จจรลี มายังที่อาศรมศาลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึงถวายนมัสการ พระอาจารย์ผู้ทรงสิกขา
ว่าข้าไม่สบายวิญญาณ์ จะขอลาปะตาปาไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมุนีมีศรัทธาเลื่อมใส
ยิ้มพลางทางว่าไปทันใด แต่บวชได้เท่านี้ก็ดีครัน
แล้วอวยอนุญาตประสาทพร จงถาวรเป็นสุขเกษมสันต์
ขอให้ประสบพบกัน ปราศจากไภยันอันตราย​ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อายันชอบในฤทัยหมาย
ชำเลืองดูอนุชาแล้วยิ้มพราย ต่างถวายอัญชลีลามา
จึงผลัดผ้าคากรองเปลือกไม้ แล้วแต่งตามวิสัยโจรป่า
บรรดาพวกซึ่งปะตาปา ก็สึกหาลาพรตพร้อมกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ ครั้นแล้วอำลาพระดาบส ลงจากบรรพตปัจจาหงัน
มาทรงรถแก้วแพรวพรรณ ให้ยกพลขันธ์ไคลคลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราวนอก เชิด

ชมดง

๏ เดินทางมาข้างเชิงเขา เวลาบ่ายบังเงาเงื้อมผา
ชมสัตว์จัตุบาทนานา เกลื่อนกลาดดาษดาพนาลัย
อ้อยช้างเป็นรอยช้างชัก กิ่งก้านรานหักลงใหม่ใหม่
หูกวางกวางกินระบัดใบ แล้วแล่นโลดโดดไล่ลองเชิง
ชงโคโคเข้าอยู่เงาร่ม บ้างตามติดชิดชมถึกเถลิง
ตาเสือเสือซุ่มในซุ้มเซิง ทหารยิงวิ่งเปิงเข้าป่าไป
ซุ้มหมูหมูหยุดยืนเบียด เห็นตัวกลัวเกลียดไม่เข้าใกล้
พระเร่งพหลพลไกร มาในพนมพนาวัน​ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ ครั้นถึงด่านกาหลังธานี จึงให้หยุดโยธีทัพขันธ์
ลงจากรถแล้วแพรวพรรณ ขึ้นสู่สุวรรณพลับพลาชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงสั่งปะหรัดกะติกา ให้ไปหาขุนด่านนายใหญ่
บอกเขาว่าเราเป็นชาวไพร จะเข้าไปเฝ้าองค์พระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปะหรัดกะติกาคนขยัน
รับสั่งแล้วมาขึ้นม้าพลัน ขับควบเข้าอรัญรีบมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงเห็นขุนด่าน นั่งอยู่กลางบ้านก็เข้าหา
แล้วแถลงแจ้งความตามกิจจา โดยดังบัญชาพระภูวไนย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ขุนด่านได้ฟังไม่สงสัย
รีบเขียนสารพลันทันใด แล้วขึ้นม้าควบไปยังธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงแจ้งแก่เสนา ว่าบัดนี้มิสาระปันหยี
เป็นโจรไพร่มีใจภักดี จะมาเฝ้าธุลีบทมาลย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังได้ฟังขุนด่าน
แจ้งคดีถี่ถ้วนทุกประการ ก็เข้ามาสู่สถานพระโรงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงถวายอภิวาทบาทบงสุ์ พระผู้พงศ์เทวาเป็นใหญ่
ทูลว่าโจรป่าพนาลัย ชื่อปันหยีมีใจจงรัก
จะเข้ามาประณตบทมาลย์ สู่บรมสมภารพระทรงศักดิ์
บัดนี้ยกพลมาหยุดพัก สำนักอยู่นอกธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระผู้ผ่านกาหลังกรุงศรี
ได้ฟังชื่นชมยินดี จึงมีพระราชบัญชา
ตำมะหงงจงไปจัดแจง ตกแต่งแห่แหนให้หนักหนา
ครั้งนี้ปันหยีจะเข้ามา ให้เหมือนเมื่อมิสาอุณากรรณ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงรับสั่งแล้วผายผัน
ออกมาศาลาลูกขุนพลัน ก็สั่งกันทั่วทุกพนักงาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น เสนาสองนายฝ่ายทหาร
ครั้นรุ่งเร่งรัดจัดการ พนักงานสำหรับแขกเมือง
เกณฑ์แห่แตรสังข์ฆ้องกลอง ทวนทองธงเทียวเขียวเหลือง
ตามกระบวนถ้วนกองนองเนือง ยกออกจากเมืองเนื่องไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงกองทัพปันหยี เห็นโยธีแน่นนันต์ไม่นับได้
คูค่ายรายรอบพลับพลาชัย แลไปไม่สิ้นสุดตา
ทั้งสองเสนีนึกคร้ามครั่น จึงพากันคลาไคลเข้าไปหา
แจ้งคดีพี่เลี้ยงมิได้ช้า โดยดังบัญชาพระภูมี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ยะรุเดะได้ฟังถ้วนถี่
จึงนำทั้งสองเสนี มาเฝ้ายังที่พลับพลาชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น เสนากาหลังบังคมไหว้
ทูลว่าพระองค์ทรงภพไตร ให้มารับเข้าไปในบุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงค์องค์มิสาระปันหยี
จึงตอบคำทั้งสองเสนี เรานี้ตั้งใจจำนงมา
หวังจะเป็นข้าบาทบงสุ์ พระผู้พงศ์อสัญแดหวา
แต่ไม่แจ้งราชกิจจา ด้วยเป็นชาวป่าพนาลัย
จำจะต้องเรียนรู้ดูฉบับ กฎหมายสำหรับกรุงใหญ่
ราชกิจผิดพลั้งประการใด จะอาศัยทั้งสองเสนา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น อำมาตย์ยิ้มพลางทางว่า
ไพเราะเพราะรสวาจา ท่วงทีกิริยาก็เพราพริ้ง
กระนี้หรือช่างว่าเป็นชาวไพร ไม่เห็นสมที่ไหนแต่สักสิ่ง
ชะรอยจะเสแสร้งไม่แจ้งจริง เป็นน่านึกตรึกกริ่งวิญญาณ์
ซึ่งตั้งใจจำนงจงรัก สามิภักดิ์ในศรีปัตหรา
พระก็มีมิตรจิตคิดเมตตา จึงให้ข้าทั้งสองออกมารับ
ขอเชิญเข้าไปในธานี โยธีเตรียมพร้อมเสร็จสรรพ
กระบวนแห่หน้าหลังคั่งคับ ว่าแล้วลากลับออกมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
จึงตรัสสั่งสังคามาระตา อันจะเข้าพาราครานี้
จงระมัดประหยัดหูตา ใครอย่าเหลียวดูชาวกรุงศรี
เขาจะว่าชาวดงพงพี เข้าบุรีตื่นรูปชาวใน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาอัชฌาสัย
จึงทูลว่าทั้งปวงพอไว้ใจ เห็นจะไม่ละเมิดพระวาจา
แต่ระเด่นกุดารัศมี ผู้เดียวนี้ยิ่งยวดนักหนา
ได้จะดูสิ่งใดไม่พริบตา ทั้งปากก็อ้ารับแมงวัน
แล้วกลัวจะเป็นที่ไม่ห้ามได้ ด้วยแยบยลกลในกวดขัน
เห็นจะยิ่งกว่าคนทั้งนั้น จะติดพันหางคิ้วพรูมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยียิ้มพลางทางว่า
จำเป็นจำตั้งกิริยา ด้วยเป็นการออกหน้าแต่ละวัน
เจ้าอย่าปรารมภ์ถึงพี่ แต่กุดารัศมีแลพี่พรั่น
ใจเพื่อนเลื่อนลอยอยู่อย่างนั้น ระวังกันหมั่นเตือนสติไว้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเฉลยไข
ม้าน้องเดินรองม้าทรงไป ไกลม้ากุดารัศมีนัก
มิรู้ที่จะเตือนให้เพื่อนรู้ เห็นอะไรได้ดูแล้วหูหนัก
อันจะเตือนด้วยปากเห็นยากนัก แม้นเตือนด้วยปฏักจึงจักดี
บรรดาคนเฝ้าอยู่ทั้งนั้น ก็สรวลขึ้นพร้อมกันอึงมี่
แต่กุดารัศมีนั้นเสียที เจ็บใจมิรู้ที่จะเจรจา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
จึงสั่งพระพี่เลี้ยงปูนตา จงตรวจตราพลไกรไพร่นาย
ให้นุ่งห่มโอ่อ่ากว่าทุกที สิ่งไรไม่มีเร่งขวนขวาย
ถ้วนทุกหมู่หมวดประกวดกาย อย่าให้อายมิสาอุณากรรณ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปูนตาพี่เลี้ยงคนขยัน
รับสั่งพระองค์ทรงธรรม์ ถวายบังคมคัลแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ เร่งรัดจัดแจงแต่งกระบวน เลือกล้วนเหล่าทหารอาสา
เกณฑ์แห่ขัดกระบี่ขี่ม้า ใส่เสื้อสีกุหร่าโพกชมพู
อันพลเดินหน้าหลังทั้งนั้น เสื้อม่วงเหมือนกันเป็นคู่คู่
ทนายปืนพื้นเสื้อปัศตู ใส่กางเกงมัสรู่ริ้วแดง
บรรดาเสนานายทหาร ใส่เสื้อสีน้ำตาลก้านแย่ง
ขุนหมื่นอาสาม้าแซง เสื้อกำมะหยี่แดงขลิบทอง
พวกสันทัดอาชากิดาหยัน ใส่เสื้อเขียวคั่นเป็นชั้นช่อง
เหล่าระเด่นใส่เสื้อโหมดตอง เกี้ยวสีทับทิมกรองกรุยกราย
พวกพี่เลี้ยงใส่เสื้อริ้วตาด เจียระบาดหน้าครุยฉุยฉาย
จัดกระบวนถ้วนทั้งไพร่นาย มาเตรียมท่าคอยถวายบังคมคัล ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ปันหยีเพราเพริศเฉิดฉัน
ครั้นจวนเวลาจรจรัล ก็ผายผันมาสรงคงคาลัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ ไขสุหร่ายโปรยปรายดังสายฝน ต้องสกนธ์ซ่านเซ็นเย็นใส
ทรงสุคนธ์ปนปรุงจรุงใจ น้ำดอกไม้เทศทาอ่าองค์
ตั้งพระฉายส่องทรงหวีสุวรรณ สางเสยเกศกันกวดขนง
แล้วกรายกรนาดนวยระทวยทรง เสด็จลงไปดูโยธา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ พระหัตถ์เบื้องขวาพลางพัด พระหัตถ์ซ้ายสะบัดปลายเกศา
มาจัดพลพวกเสนา ให้สีเสื้อผ้าสลับกัน
ที่แดงล้วนแดงแต่งตามหมู่ ที่เขียวเขียวดูเป็นคู่คั่น
ครั้นเสร็จเสด็จจรจรัล ขึ้นสู่สุวรรณพลับพลาชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

โทน

๏ บรรจงทรงสอดสนับเพลา ปักเนาปีกแมงทับสลับไหม
ภูษาแย่งยกกระหนกใน กรวยเชิงอำไพพื้นแดง
สอดใส่ฉลองพระองค์ตาด เจียระบาดอย่างเทศทองแล่ง
ห้อยหน้าซ่าโบะครุยแครง ปั้นเหน่งถมยาแดงประดับเพชร
ตาบทิศทับทรวงดวงกุดั่น สังวาลวรรณเนาวรัตน์ตรัสเตร็จ
ธำมรงค์รายริมทับทิมเม็ด ทองกรข้างละเจ็ดเส้นทรง
ตาดสุวรรณพันโพกเกศา ห้อยอุบะบุหงาตันหยง
ถือเช็ดหน้าเหน็บกริชฤทธิรงค์ แล้วเสด็จมาทรงอัสดร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

โทน

๏ ม้าเอยม้าที่นั่ง พ่วงพีมีกำลังดังไกรสร
ทำพยศย่องย่ำซ้ำซ้อน ปากอ่อนหักหกวกเวียน
ย่อท้ายร่ายเรียงซ้ายขวา เยื้องอกยกหน้าดั่งม้าเขียน
ผูกเครื่องสุวรรณวาวดาววิเชียร บังเหียนพู่ห้อยพร้อยพราย
อนุชาขี่ม้ารองทรง ม้าพี่เลี้ยงเคียงองค์ผันผาย
ม้าระเด่นเต้นตามเรียงราย ม้าเสนาสองนายนำพล
อันม้าแห่แลม้ากิดาหยัน แน่นนันต์คับคั่งทั้งถนน
แซ่สำเนียงเสียงประโคมเสียงคน ให้เร่งม้าเร่งพลเข้านคร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ บัดนั้น หญิงชายชาวเมืองสโมสร
นั่งแน่นสองข้างทางจร เรือนร้านบ้านบ่อนทุกตำบล
ครั้นเห็นเกณฑ์แห่มาแต่ไกล คับคั่งทั้งในแถวถนน
สีเสื้อสีผ้าพวกพล สลับปนเป็นทีเหมือนสีรุ้ง
หญิงชายยัดเยียดเบียดกัน แน่นนันต์มรคาตามุ่ง
บ้างวิวาทวาทากับป้าลุง ขึ้นเสียงเถียงถุ้งทะเลาะกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ปันหยีเพราเพริศเฉิดฉัน
เห็นสาวสาวชาวบุรีนี่นัน แต่งตัวประกวดกันดังนางใน
ทำเป็นพูดกับอนุชา ใครสบตาก็ยักคิ้วให้
ประปรายซ้ายขวาทุกหน้าไป หญิงไม่หาญรอต่อตา
แต่ระเด่นกุดารัศมี สำรวมอินทรีย์ไม่เริงร่า
เจ็บคำสังคามาระตา ก้มหน้าแลดูดินไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หญิงชายชาวเมืองน้อยใหญ่
เห็นรูปทรงปันหยีก็ชอบใจ ให้คิดรักใคร่ผูกพัน
บ้างว่าเหมือนอสัญแดหวา หยาดฟ้ามาแต่สรวงสวรรค์
ถ้าได้เหมือนโฉมอุณากรรณ เป็นคู่ตุนาหงันข้าชอบใจ
เสียดายเป็นชายทั้งสองข้าง จะได้นางที่งามไหนมาให้
ลางคนว่าบุญเราพ้นไป จึงได้มาเห็นเป็นขวัญตา
บ้างว่าปันหยีงามจริงอยู่ แต่ดูอุณากรรณเห็นงามกว่า
งามดังจะหายไปกับตา อันปันหยีนี้ข้าเห็นพานคลาย
ต่างวิวาทถุ้งเถียงดุดัน ไม่ตกลงกันทั้งสองฝ่าย
คนหนึ่งจึงว่าอย่าวุ่นวาย จะช่วยปรับเปรียบปรายให้เป็นกลาง
อันโฉมอุณากรรณกับปันหยี งามดีแต่ละกลคนละอย่าง
อุณากรรณนั้นดีเป็นทีนาง รูปร่างกิริยาละม่อมละไม
แต่ขี่ม้าดูหน้าเห็นชายก้ม จะสมเป็นบุรุษนั้นหาไม่
งามเหมือนพระจันทร์อันอำไพ ดูได้ทั่วทั้งหญิงชาย
อันปันหยีนี้งามมีสง่า ท่วงทีขี่ม้าก็เฉิดฉาย
ขึงขังมั่นคงเป็นทรงชาย หูตาสอดส่ายเป็นพ้นไป
งามเหมือนดังองค์พระสุริยา ข้าอดตาไม่กล้าแลดูได้
ลางคนคิดรักอักอ่วนใจ ถ้ามีผัวก็ได้ตีกัน
ผู้หญิงเถียงกันอึงมี่ ซึ่งคิ้วปันหยีที่คมสัน
บ้างว่ายักหยอกคนนั้น บ้างเถียงกันว่ายักหยอกตัว ฯ

ฯ ๒๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ปันหยีได้ฟังก็ยิ้มหัว
ชาวเมืองนี้กล้าเป็นน่ากลัว แต่ละคนจะชั่วไปเมื่อไร
พระแลมาให้สบตาพี่เลี้ยง แล้วกล่าวเกลี้ยงเสแสร้งแถลงไข
ดูเหมือนจะมีที่ต้องใจ หมายไว้ไหนบ้างอย่าพรางกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาแสนกลคนขยัน
ยิ้มพลางทางกระซิบทูลพลัน นึกไว้ได้สำคัญสักพันคน
กลัวจะพ้องต้องกันที่มั่นหมาย เห็นคิ้วตาประปรายเป็นหลายหน
น่าจะหลงงงงวยมาด้วยกล ได้ยินความตามถนนเนื่องมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ปันหยีสรวลสันต์หรรษา
เอาพลูรอยกัดซัดประสันตา พลางกะระตาม้าคลาไคล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ มาถึงศาลาใหญ่ใกล้ประตู ให้โยธาหยุดอยู่อาศัย
พระเสด็จลงจากมโนมัย สองเสนาในนำมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เข้ายังพระโรงรัตน์รูจี ถวายบังคมศรีปัตหรา
พระพลางชม้ายชายตา แลดูมิสาอุณากรรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพไอศวรรย์
เห็นปันหยีเข้ามาบังคมคัล พิศพักตร์ผิวพรรณโสภา
งามจริตกิริยามารยาท ท่วงทีองอาจเป็นหนักหนา
จึงมีมธุรสพจนา ดูราปันหยีชาญชัย
เจ้าเป็นเชื้อวงศ์พงศ์กษัตริย์ ครอบครองสมบัติบุรีไหน
มานี้มีกิจสิ่งใด จงบอกไปให้แจ้งแห่งคดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ปันหยีประณตบทศรี
ทูลสนองบัญชาว่าข้านี้ ไม่รู้จักชนนีบิดร
จากมาแต่น้อยคุ้มใหญ่ อาศัยไพรสณฑ์สิงขร
ครั้นเที่ยวมาพบพระนคร จึงมาชลีกรพระราชา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ประไหมสุหรีทูลศรีปัตหรา
หรือปันหยีนี้อิเหนานัดดา เห็นคล้ายพระเชษฐากุเรปัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ศรีปัตหรารังสรรค์
ฟังประไหมสุหรีทูลพลัน ทรงธรรม์สงสัยในวิญญาณ์
จึงซักไซ้ไต่ถามปันหยีไป เราไม่เห็นสมเป็นชาวป่า
ทั้งรูปทรงส่งศรีกิริยา น่าจะเป็นกษัตราเลิศไกร
จงอยู่ด้วยกันเถิดในธานี พ่อหามีโอรสกุมารไม่
จะเลี้ยงเจ้าเป็นบุตรสุดสายใจ รักใคร่ให้เหมือนอุณากรรณ
ทั้งสองปองเสมอดังดวงเนตร เป็นศรีนคเรศเขตขัณฑ์
แม้นมีปัจจามิตรติดพัน จะได้ช่วยป้องกันธานี
อันกุมารทั้งแปดคนนั้น ล้วนคมสันรูปทรงส่งศรี
เป็นในสุริย์วงศ์พงพี ของมิสาระปันหยีหรือไร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีนบนิ้วสนองไข
ซึ่งโปรดปรานีทั้งนี้ไซร้ พระคุณใหญ่ยิ่งล้นคณนา
อันพระองค์สงสัยไต่ถาม จะทูลความให้สิ้นกังขา
ใช่เชื้อเนื้อหน่อกษัตรา ข้าเป็นชาวป่าพนาลี
ซึ่งราชกุมารทั้งแปดองค์ ล้วนวงศ์กษัตริย์เรืองศรี
เป็นเชลยได้มาทุกธานี พระภูมีจงทราบหฤทัย
ทูลพลางทางแลแปรผัน สพานกรอุณากรรณพยักให้
แล้วแย้มยิ้มพริ้มพักตร์เป็นนัย อุณากรรณอายใจก็ก้มพักตร์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกาหลังสุริย์วงศ์ทรงศักดิ์
พระเร่งชื่นชมภิรมย์นัก ด้วยสองโอรสรักร่วมใจ
จึงจัดของต่างต่างอย่างดี สำหรับที่ลูกหลวงประทานให้
เหมือนกับอุณากรรณชาญชัย สั่งให้อยู่ปันจะรากัน
แล้วตรัสอำนวยอวยพร จงสถิตสถาวรเกษมสันต์
ครั้นเสร็จเสด็จจรจรัล เข้าปราสาทสุวรรณรูจี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณผู้รุ่งรัศมี
กลัวปันหยีจะชวนพาที ก็หนีเข้าไปในวัง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีนึกในใจหวัง
องค์ศรีปัตหรานี้น่าชัง ไม่ระวังระไวพระทัยเบา
อุณากรรณมาอยู่ไม่ทันไร ควรหรือไว้ใจให้ไปเฝ้า
พระบุตรีสององค์นงเยาว์ ผ่านเกล้าจะได้อายแก่ไพร่ฟ้า
คิดพลางทางเสด็จจรจรัล จากท้องพระโรงคัลข้างหน้า
มาทรงพาชีลีลา เสนากาหลังนำไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ถึงปันจะราติกาหรัง นิเวศน์วังลูกหลวงอาศัย
ลงจากอาชาคลาไคล เข้าในที่สำนักตำหนักจันทน์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เอนองค์ลงกับที่ไสยาสน์ ภูวนาถครวญใคร่ใฝ่ฝัน
ให้แสนเสนหาอุณากรรณ หมายมั่นว่าเหมือนบุษบา
ทั้งทรวดทรงส่งศรีไม่เพี้ยนผิด ยิ่งคิดสงสัยเป็นหนักหนา
แล้วจะเป็นยาหยีของพี่ยา ดวงพักตร์ลักขณาละม้ายนัก
อกเอ๋ยจะทำเป็นไฉน จึงจะได้สิ้นแหนงแจ้งประจักษ์
จะชวนสนิทติดพันผูกรัก พบพักตร์ก็เมินสะเทินไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ คิดพลางทางสั่งกิดาหยัน ไปคอยดูอุณากรรณให้จงได้
เวลาเฝ้าแม้นผูกอาชาไนย ข้างเราจึงให้ผูกม้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายองค์อุณากรรณวิยาหยา
เสด็จจากปราสาทพระธิดา กลับไปดาหาปาตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึงเข้าในห้องทอง แล้วบอกสองพี่เลี้ยงถ้วนถี่
ปันหยีซึ่งบวชอยู่คิรี บัดนี้มาเฝ้าพระทรงธรรม์
เห็นน้องแล้วทำยิ้มพริ้มพราย กิริยาแยบคายคมสัน
ละม้ายเหมือนเชษฐากุเรปัน น้อยอายจิตคิดพรั่นหวั่นวิญญาณ์
แล้วตรัสสั่งกิดาหยันทันที เวลาเราเฝ้าศรีปัตหรา
จงคอยดูปันหยีไม่ลีลา จึงให้ผูกม้าจะคลาไคล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กิดาหยันบังคมประนมไหว้
ออกมาสั่งกันทันใด ตามในบัญชาทุกสิ่งอัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น จึงชาวม้าต้นคนขยัน
ครั้นเวลาเฝ้าพระทรงธรรม์ ก็ไปปันจะรากันทันใด
จึงถามชาวม้าว่าปันหยี สั่งให้ผูกพาชีหรือหาไม่
เขาบอกว่าไม่สั่งอาชาไนย กลับไปก็ให้เร่งผูกม้า ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น กิดาหยันปันหยีสุกาหรา
เห็นข้างอุณากรรณผูกอาชา ก็รีบมาสั่งให้ผูกพาชี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณผู้รุ่งรัศมี
ครั้นเวลาเฝ้าพระภูมี รู้ว่าปันหยีไม่จรจรัล
จึงเข้าที่สระสรงทรงเครื่อง แล้วย่างเยื้องยุรยาตรผาดผัน
มาทรงม้าเหลืองเครื่องสุวรรณ เสนากิดาหยันก็ตามมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
รู้ว่าอุณากรรณไคลคลา ก็รีบมาแต่งองค์ทรงสำอาง
แล้วเสด็จมาทรงพาชี กั้นกลดกำมะหยี่หักทองขวาง
เร่งขับอาชามาตามทาง กิดาหยันวิ่งวางตามไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ รีบมาทันม้าอุณากรรณ พอถึงปราการกั้นประตูใหญ่
ต่างองค์ลงจากอาชาไนย พระแย้มยิ้มปราศรัยไปมา
ไหนเล่าเราพูดกันวันนั้น ที่ปัจจาหงันภูผา
เจ้ารับคำมั่นสัญญา ครั้นมาพบพักตร์ไม่ทักทาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณเพราเพริศเฉิดฉาย
ขัดสนจนจิตคิดละอาย จำเป็นต้องอุบายบอกไป
นึกอยู่ว่าจะใคร่ทักเจ้า จริงจริงใช่เราจะแก้ไข
ด้วยเป็นหน้าที่นั่งก็จนใจ จึงมิได้เหมือนคำสัญญา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีเยื้องย่างเข้าหา
กุมกรอุณากรรณเดินมา กั้นกลดรจนาอันเดียวกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณขวยอายไม่ผายผัน
สะบัดมือปันหยีเสียพลัน อย่ากุมกรจรจรัลไม่ชอบใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยียิ้มพลางแถลงไข
เคืองขัดสะบัดมือพี่ยาไย ทำเหมือนมิใช่เป็นชาย
ว่าพลางย่างเยื้องจรจรัล เคียงองค์อุณากรรณผันผาย
สัพยอกหยอกยิ้มพริ้มพราย ทอดกรกรีดกรายดำเนินมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลงช้า

๏ ครั้นถึงที่ท้องพระโรงคัล อภิวันท์องค์ศรีปัตหรา
หมอบเมียงเคียงกันทั้งสองรา ตรงหน้าที่นั่งภูวไนย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพเป็นใหญ่
เห็นสองโอรสยศไกร จึงปราศรัยด้วยสุนทรวาจา
เจ้าดวงยิหวาพ่อทั้งคู่ พิศดูน่ารักเป็นนักหนา
ดังทองรองรับกับจินดา ใต้ฟ้าจะหาไหนทัน
ทั้งสององค์จงสนิทร่วมพิสมัย สิ่งใดอย่ารังเกียจเดียดฉันท์
จงคิดว่าร่วมอุทรกัน ขวัญตายาจิตของบิดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ปันหยีอภิวันท์ด้วยหรรษา
แลดูอุณากรรณสบตา ให้หน้าแล้วยิ้มพริ้มไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงภพสบสมัย
ครั้นเสร็จว่าราชการกรุงไกร ก็เข้าในปราสาทรัตน์รูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณแกล้งหนีปันหยี
ดำเนินเดินด่วนจรลี ไปยังที่ตำหนักพระธิดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
แต่คอยอุณากรรณทุกวันมา จักชวนไปเคหาสักครั้ง
พบทีไรก็ชวนเป็นหลายหน แต่ก่นผัดเพี้ยนว่าทีหลัง
ลางทีก็หนีเข้าในวัง บ้างบอกว่ายังกังวลใจ
แต่คอยคอยจนสายหนักหนา จะกลับออกมาก็หาไม่
จึงมาทรงอาชาคลาไคล กลับไปที่อยู่พระภูมี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณผู้รุ่งรัศมี
จึงเสด็จมาทรงพาชี ไปดาหาปาตีตำหนักจันทร์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ปันหยีเพราเพริศเฉิดฉัน
พระทัยให้คิดผูกพัน ถึงองค์อุณากรรณเป็นพ้นนัก
จึงสั่งพระพี่เลี้ยงปูนตา จงไปหาอุณากรรณมีศักดิ์
บอกว่าเราจะใคร่พบพักตร์ ขอเชิญน้องรักมาบัดนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปูนตารับสั่งใส่เกศี
บังคมแล้วรีบจรลี ไปดาหาปาตีทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงเข้าไปหา ตำมะหงงเสนาผู้ใหญ่
แล้วบอกยุบลแต่ต้นไป โดยในเนื้อความทุกสิ่งอัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงได้ฟังแล้วผายผัน
เข้าไปทูลองค์อุณากรรณ ว่าปันหยีให้มาเชิญไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณรัศมีศรีใส
ได้ฟังก็คิดสะดุ้งใจ เสด็จไปยังห้องสองนารี
ครั้นถึงจึงแจ้งกิจจา ว่าบัดนี้มิสาระปันหยี
ให้มาเชิญน้องไปวันนี้ สองพี่จะคิดประการใด
ท่วงทีปันหยีทำแหลมหลัก จะรู้จักว่าหญิงหรือไฉน
ทำเทียมเลียมเล่นเป็นกลใน พบปะทีไรก็เฝ้าดู
ชวนให้ไปบ้านเป็นหลายครั้ง น้องยังบิดเบือนเชือนอยู่
พรั่นจิตคิดเกรงจะล่วงรู้ ให้ละอายอดสูเป็นพ้นไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองนางพี่เลี้ยงเฉลยไข
ซึ่งปันหยีมีความกินใจ มิไปเขาจะเห็นสมร้าย
ไปแก้สงสัยเสียดีกว่า ให้สิ้นจินดาที่มุ่งหมาย
สิ่งใดอย่าให้เห็นแยบคาย แม่ระมัดประหยัดกายให้จงดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณผู้รุ่งรัศมี
ฟังพี่เลี้ยงปลอบเห็นชอบที จึงเข้าที่สระสรงคงคา
สำอางองค์ทรงเครื่องสรรพเสร็จ กิดาหยันตามเสด็จพร้อมหน้า
มาทรงพาชีลีลา ปูนตาพี่เลี้ยงนำไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นมาถึงปันจะรากัน ที่ปันหยีอยู่อาศัย
จึงเสด็จลงจากมโนมัย ดำเนินเข้าในทวารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลงช้า

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
ครั้นเห็นอุณากรรณมา สมดังจินดาก็ยินดี
พระจึงเสด็จยุรยาตร จากอาสน์สุวรรณเรืองศรี
มากุมกรพาจรลี ทำทีแย้มยิ้มพริ้มไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณนึกพรั่นหวั่นไหว
สะบัดมือปันหยีเสียทันใด ข้างปันหยีก็ไม่วางมือ
เจ้าเดินไปก่อนก็เป็นไร ข้าเดินตามไปไม่ได้หรือ
ไม่พอใจเจ้าอย่ายุดยื้อ สะบัดมือผินผันเสียทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีปรีดิ์เปรมเกษมศรี
พาองค์อุณากรรณจรลี มานั่งร่วมแท่นที่รจนา
จึงเรียกเกนหลงมาแล้วว่าไป เจ้ารู้จักกันไว้กับเชษฐา
อุณากรรณเจ้าจงเมตตา รักใคร่กัลยาเหมือนข้านี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณรับคำปันหยี
ลูบหลังลูบหน้ากุมารี เราจงเป็นพี่น้องกัน
วันเมื่อพบพี่ที่บนเขา เป็นไรเจ้าจึงกันแสงศัลย์
สององค์พูดจาปราศรัยกัน เสนหาผูกพันแต่นั้นมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
จึงตรัสแก่อุณากรรณอนุชา เจ้ามาวันนี้พี่สำราญ
เราจะชวนกันชนไก่เล่น ให้เป็นผาสุกเกษมศานต์
พวกเจ้าเขาก็เคยชำนาญ ในการเล่นไก่แต่ไรมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณกะหมันวิยาหยา
จึงตอบปันหยีมิได้ช้า ไก่ชนของข้าไม่มี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึงองค์มิสาระปันหยี
จึงตอบว่าข้าจะให้ไก่ดีดี ของเรามีไม่ตรึกอย่าร้อนใจ
ว่าแล้วชวนเชิญอุณากรรณ จรจรัลรอเรียงเคียงไหล่
หลงหนึ่งหรัดลัดเดินไปทางใน ยังสนามเล่นไก่พร้อมกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ สามองค์ทรงนั่งร่วมอาสน์ พร้อมหมู่อำมาตย์กิดาหยัน
พระหยิบยกพานสลามาพลัน สู่องค์อุณากรรณอนุชา
แล้วสั่งประสันตาให้จัดไก่ บัดเดี๋ยวก็ได้มานักหนา
เลาเหลืองส่งเนื่องกันเข้ามา เจ้าเลือกตามอัชฌาที่ชอบใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณรัศมีศรีใส
จึงสั่งตำมะหงงทันใด จงเลือกไก่ชนเล่นตามที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงรับสั่งใส่เกศี
ทำถามประสันตาว่าไหนดี ส่งมาข้างนี้จะเลือกลอง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ประสันตาตัวดีไม่มีสอง
ส่งไก่ให้พลางพูดคะนอง จงเลือกเอาตามต้องอัธยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงยิ้มพลางทางว่า
จักษุเราซมซานพานชรา จะพึ่งแว่นแทนตาก็งมเงา
นี่เนื้อเคราะห์กรรมตำมะหงง มาโดนดงส่งส่วยให้กินเปล่า
ถึงเลือกไก่ได้ก่อนก็ดูเดา จะสู้เขาเจ้าของคงจะแพ้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาตอบความตามกระแส
น้อยหรือเชิงชั้นช่างผันแปร แยบแก่ชอบกลเป็นพ้นไป
ทำประหนึ่งเสือเฒ่าเจ้าเล่ห์ สมคะเนจะเทพกหรือไฉน
เพียงนี้พวกเราพอเข้าใจ นี่จะมาลวงใครให้งวยงง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึงมหาเสนาตำมะหงง
ตอบมาว่ากันตรงตรง หรือมาหลงคิดเพลินจนเกินดี
นักเลงเล่นเช่นเธอเจรจา ได้ยินว่ามีอยู่หรือที่นี่
อวดฉลาดเหลือปัญญาพาที กรรมแล้วนายนี้จะเคยใจ
ว่าพลางเปรียบจับรับมาดู ได้คู่เขียวด่างพอชนได้
ทั้งสองข้างต่างคนจะเอาชัย ถ้อยทีมิให้เสียเปรียบกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ประสันตาแสนกลคนขยัน
แสร้งสำรวลชวนติดเดิมพัน ลวงล่อต่อกันอึงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงทำเฉยเฉลยไข
เมื่อกี้ไม่ทันเห็นจะเป็นใคร มาหลอกไล่ต่อรองร้องอึง
ตบเพลาเข้าพลางหัวเราะร่า เชิงเล่นเช่นว่าพอรู้ถึง
ทั้งเสียเปรียบต่ำสั้นไม่พรั่นพรึง นี่แน่สองเอาหนึ่งจงต่อมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตายิ้มพลางทางว่า
เช่นนี้ดอกหรือชาวชวา หมายได้แล้วสิหนามากล้ารอง
จะต่อให้สมนึกนั้นลึกนัก เหลือรักพวกเราผู้เจ้าของ
แม้นติดใจก็เอาไปถือลอง จะแข็งใจลองดูสักที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงว่าใครเล่าเมื่อกี้
จะไล่อันขันก้อต่อตี กลับว่าดังนี้ไม่เข้าใจ
อันจริตพวกเราชาวชวา สุดแต่ลั่นวาจาแล้วฟังได้
แม้นละศาสนาไม่อาลัย จะพูดบ้างก็ได้เหมือนกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาตอบไปขมีขมัน
ถึงละศาสนาดังว่านั้น ก็เข้ารีตเดียวกันอย่าติเรา
อะไรเล่นเช่นนั้นเป็นโทโส ไก่โตกว่ากลับว่าเล็กเล่า
พวกนักเลงพร้อมอยู่จงดูเอา แยบยลคนเก่าสุดปัญญา
สองสองรองหรือจะชนให้ พันเหรียญเจียนได้แต่ในข้า
ที่จะรองสองเอาหนึ่งรำพึงมา ต่อนัดหน้าจึงค่อยพาที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงว่าอย่าเย้ยไม่เคยหนี
แม้นต่อมาเหมือนว่ากันนี้ เว้นแต่ไม่มีจะไม่ชน
เสียแรงได้บากหน้ามา จะหลับตากล้าสู้ดูสักหน
เสียเปรียบเห็นทั่วทุกตัวคน ก็จำชนด้วยได้มาถึงวัง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ สองฝ่ายเปรียบได้แล้ววางหาง ในกลางสังเวียนหน้าที่นั่ง
ซ้อนซ้องสองหมู่ดูประดัง กิดาหยันเตือนตั้งนาฬิกา
พวกนักเลงเล่นเห็นไก่เกี้ยว ลอดเลี้ยวผูกพันประจัญหน้า
สำรวลสรวลซ้อมมือมา ถ้อยทีรับว่าได้กัน​ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ แทงวิสัย

๏ บัดนั้น ประสันตาลิ้นลมคมสัน
เห็นไก่เป็นต่อแต่ต้นอัน ก็เปรียบเปรยเย้ยหยันไปมา
ที่จะรอดตัวไปอย่าพึงคิด หมายชนะสนิทไม่ผิดว่า
ไหนจะทนไปถึงครึ่งนาฬิกา กลัวแต่จะลาไปกลางทาง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงว่าดีแต่ถากถาง
อย่าประมาทชาติไก่ทำคาง ขนข้างเหี่ยวแห้งแข้งมีพิษ
ยังไม่ถึงทีเธออย่าเพ่อหมาย ไม่มีลายพ่ายแพ้แต่สักหนิด
พอตกคำมาลำให้เหมือนคิด จิกติดโปรยประฉะแทง
ต้องเสนียดถูกสนักหักเห ซวนเซซ้ำตีด้วยฝีแข้ง
ตำมะหงงร้องอ๋อถูกพอแรง ประสันตายิ้มแห้งรำคาญใจ
นาฬิกาจมล่มพอได้อัน ถ้อยทีถลันเข้ากันไก่
ตำมะหงงป้องพักตร์ทักว่าใคร ประสันตาหลอกให้แล้วออกมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ถ้อยทีประทับให้หลับนอน ปันป้อนข้าวน้ำประคบหน้า
บ้างพัดจัดปีกเป่าตา เลือดเลือกเกลือกหน้าด้วยผ้าบาง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ สองฝ่ายให้น้ำสรรพเสร็จ เสียเคราะห์ทำเคล็ดเด็ดหาง
ดีดมือถือไก่เข้าไปวาง ในกลางสังเวียนสนามพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ แทงวิสัย

๏ ไก่ข้างปันหยีก็พ่ายแพ้ ยกสร้อยวิ่งแต้ตัวสั่น
พวกข้างมิสาอุณากรรณ ก็โห่สนั่นด้วยปรีดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณกะหมันวิยาหยา
ชำเลืองดูปันหยีแล้วแลมา กระหยิบตาห้ามว่าอย่าอึงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเฉลยไข
เป็นธรรมเนียมเขาแล้วห้ามเขาไย พวกชายเล่นไก่จำกระนั้น ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีสำรวลสรวลสันต์
จึงสั่งประสันตาไปพลัน ให้เอาคู่อื่นนั้นเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตารับสั่งใส่เกศา
ก็จับไก่นั้นดังบัญชา พูดแชแก้หน้าพาที
คู่นี้แลเราจะเอาชนะ กะได้ไม่แคลงเหมือนเมื่อกี้
จะเอาชัยไว้ก่อนก็ไม่ดี ดูดังเรานี้ไม่อัธยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงว่าแพ้ยังแก้หน้า
นี่แน่นายคนดีมีอัชฌา พูดจาเหลือเลือกเป็นเปลือกไป
แม้นคู่นี้ชนะเราเหมือนเจ้าว่า จะต้องตัดตำราไม่เล่นไก่
ถึงแพ้นึกว่าค้ากำไร ด้วยมีชัยไว้ก่อนไม่ร้อนรน
กลัวแต่จะหลงประตูบ้าน เหื่อกาฬจะตกดังเม็ดฝน
ว่าแล้ววางไก่เข้าให้ชน จะทนทานที่ไหนชาติบาโย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ไก่ข้างปันหยีก็หนีพลัน ถูกลำหนักหักหันวิ่งโร่
ตำมะหงงว่าแน่แพ้ทั้งโต กิดาหยันก็โห่ขึ้นสามลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ปันหยีคิดฉงนเป็นนักหนา
วันนี้มีแต่อัปรา แต่ก่อนเล่นมาไม่เคยมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเรืองศรี
แยบคายเชิงชั้นขยันดี ยิ่งแก้ยิ่งมีแต่แพ้ไป
ให้คิดอัศจรรย์เป็นหนักหนา จึงว่าถึงแพ้ก็แต่ไก่
ชาวเราโห่บ้างก็เป็นไร แล้วตบเพลาเร่งให้โห่พลัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น กุดารัศมีไม่มีพรั่น
จึงถามว่าไก่แพ้เขานั้น มาเตือนกันให้โห่ทำไม ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาแถลงไข
ตัวอยู่เอาหูไว้แห่งใด แพ้ชนะก็โห่ไปเถิดรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น กุดารัศมีก็หรรษา
ได้ฟังสังคามาระตา เฉยหน้าแล้วโห่ขึ้นทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เห็นคนทั้งปวงเขาสรวลหมด จึงถามว่าแกล้งปดหรือไฉน
รบเร้าให้โห่เอาชัย เป็นไรจึงสรวลไม่ช่วยกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีสำรวลสรวลสันต์
เสนาข้าเฝ้าทั้งนั้น ก็สรวลขึ้นพร้อมกันสนั่นไป
แล้วจึงให้จัดสิ่งของ ริ้วทองตาดโหมดล้วนใหม่ใหม่
บรรดาเสื้อผ้าทั้งนี้ไซร้ ไก่แพ้พี่ให้อนุชา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณยิ้มพลางทางว่า
มิใช่ไก่ของเราเอามา อันจะให้เสื้อผ้านั้นผิดไป
เล่นแต่พอสนุกด้วยกัน จะได้ว่าพนันก็หาไม่
จะรังเกียจเดียดฉันท์ฉะนั้นไย ทำกระนี้เหมือนไม่ปรานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์มิสาระปันหยี
จึงว่าไม่ฉันทาอย่าพาที ถึงไก่พี่ไก่เจ้าก็เข้าใจ
เจ้าจะเห็นอะไรกับข้าวของ ประสารักพี่ปองจะใคร่ให้
เจ้าจงเมตตาอาลัย อย่าถือใจจงรับของพี่ยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณกะหมันวิยาหยา
จึงรับสิ่งของทั้งนั้นมา ให้แก่ขนิษฐานารี
วันนี้พี่เล่นชนไก่ มีชัยกะกังปันหยี
ได้สินพนันมากมี พี่ให้มารศรีจงรับไว้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีศรีใส
จึงสั่งบาหยันทันใด เร่งให้ยกเครื่องเลี้ยงมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น บาหยันรับสั่งใส่เกศา
ถวายอัญชลีแล้วลีลา เร่งรีบเข้ามาสั่งกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายฝูงสุรางค์นางสาวสรรค์
ครั้นแจ้งก็แต่งกายพลัน แล้วเชิญเครื่องเนื่องกันทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ จึงตั้งสุพรรณภาชน์บรรจง ถวายองค์อุณากรรณปันหยี
คอยอยู่งานพระแส้ปัดพัชนี ทำทีชม้ายชายหางตา
กิดาหยันก็ยกเครื่องเสวย มาเลี้ยงเหล่าเชลยถ้วนหน้า
แล้วเลี้ยงหมู่อำมาตย์มาตยา กับพวกพลโยธาทั้งนั้น ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีเพราเพริศเฉิดฉัน
จึงชวนมิสาอุณากรรณ เกษมสันต์เสวยโภชนา
อันเหล่าเชลยทั้งสองฝ่าย กับเสนาตัวนายถ้วนหน้า
กินเลี้ยงเคียงกันเป็นหลั่นมา พูดเล่นเจรจาสำราญใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เสร็จเสวยโภชนาสาลี ปันหยียิ้มแย้มแจ่มใส
จึงชวนอุณากรรณทันใด จะขับรำเล่นให้สำราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณกล่าวคำอ่อนหวาน
ข้านี้ขับรำไม่ชำนาญ แต่ได้มาถึงบ้านก็จำเป็น
พี่รำเถิดข้าจะขับให้ ท่าทางอย่างไรจะได้เห็น
เวลาจวนจรจรัลตะวันเย็น เลิกเล่นแล้วจะลาคลาไคล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีฟังชอบอัชฌาสัย
เสด็จลุกขึ้นพลางว่าไป เจ้าขับให้ชอบใจเถิดจะรำ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณท่วงทีคมขำ
เอาพัดทองป้องโอษฐ์แล้วกล่าวคำ ขับเป็นลำนำมโหรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

เขนง

๏ เจ้าดวงยิหวาเอย ไม่ควรเลยจะอางขนางหนี
ชะรอยกรรมจึงนำจรลี ปานนี้จะเป็นประการใด
จะเที่ยวมะงุมมะงาหรา จะรู้แห่งตามหาหนไหน
ตั้งแต่จะโศกาอาลัย ด้วยแรมร้างห่างไกลมา เอย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

น้ำค้าง

๏ หรือหนึ่งจะมาตามเรา หรือเจ้าจะคืนยังเคหา
จะพะว้าพะวังวิญญาณ์ ห่วงหน้าห่วงหลังกังวลใจ
แต่เราท่องเที่ยวมาเดียวดาย ไม่วายเศร้าสร้อยละห้อยไห้
หรือเจ้าจะสำราญบานใจ พร้อมกันอยู่ในบ้าน เอย​ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ปันหยีปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
ฟังเสียงอุณากรรณให้บันดาล ซาบซ่านเสนาะเพราะจับใจ
พ่างเพียงศรแผลงมาแทงจิต ยิ่งฟังยิ่งคิดพิสมัย
บรรดาคนทั้งสิ้นได้ยินไป รัญจวนใจไม่เป็นสมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณผู้รุ่งรัศมี
ยิ้มพลางทางว่าไปทันที เป็นไรจึงพี่ไม่รำไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยียืนตะลึงหลงใหล
คืนได้สมประดีก็อายใจ ภูวไนยขับเทียบเปรียบเปรย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ดอกไม้ไทร

๏ เจ้าสายสุดที่รักพี่ แม้นได้เหมือนฉะนี้นะน้องเอ๋ย
จะถนอมเนื้อนวลไว้ชวนเชย เมื่อไรเลยจะล้างแรมรัก
ของพี่มีแล้วก็หายไป เจ็บใจพี่เพียงอกหัก
มาพบโฉมฉายละม้ายนัก พี่รักเจ้าดังดวงตาเอย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณกระหมันวิยาหยา
ฟังปันหยีขับจับวิญญาณ์ คิดถึงเชษฐายิ่งอาลัย
เหมือนเมื่อพระขับกล่อมน้อง ที่ในถ้ำทองยังจำได้
คิดพลางทางสะท้อนถอนใจ โศกเศร้าฤทัยแสนทวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีปรีดิ์เปรมเกษมศรี
จึงสั่งเหล่าเชลยล้วนตัวดี ให้ขับทีละคู่สู้กันไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น กุดารัศมีเฉลยไข
ข้านี้โฉดเขลาไม่เข้าใจ จะขับร้องไม่ได้จงเมตตา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยียิ้มพลางทางว่า
จะให้จะหรังวิสังกา เขาบอกให้ว่าอย่าทุกข์ร้อน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาชาญสมร
จึงประดิษฐ์คิดกล่าวบทกลอน แล้วสอนให้ขับขึ้นฉับพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ลีลากระทุ่ม

๏ เกิดมามิเสียที ฉลาดดีหน้าตาก็คมสัน
หูไวผิดเพื่อนไม่เหมือนกัน สารพัดอัศจรรย์กว่าคน
ทั้งรูปร่างจริตติดโอ่โถง เคยเล่นนอกออกโรงมาหลายหน
ขับรำทำได้อยู่ตามจน ดีจริงยิ่งคนที่มา เอย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เกิดมามิเสียที อะไรเล่าเมื่อกี้ที่สอนให้
ไม่รู้ที่จะว่ากระไร ข้าลืมไปเสียแล้วนะเจ้า เอย ฯ[๑]

ฯ ๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
ทั้งพวกพี่เลี้ยงแลเสนา สรวลสันต์หรรษาทุกคนไป
แล้วสั่งคนเพลงนักเลงเล่น ให้ทำเป็นครึ่งท่อนกลอนปรบไก่
โต้ตอบตามทำนองว่องไว เล่นไปจนเพลาราตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ กิดาหยันจุดเทียนประทีปทอง ระย้าแก้วเรืองรองรัศมี
แขวนรอบอร่ามรูจี จับสีพักตราอุณากรรณ
ยิ่งงามผุดผาดประหลาดตา ดังโฉมนางฟ้ากระยาหงัน
นวลละอองผ่องเพียงดวงจันทร์ ผิวพรรณโสภาน่ารัก
ยิ่งพิศยิ่งคิดกินแหนง คลางแคลงหฤทัยไม่ประจักษ์
ท่วงทีขวยอายเห็นคล้ายนัก เหมือนพระน้องรักดังคนเดียว
พระดูทั่วสารพางค์ไม่วางตา เสนหาป่วนปั่นกระสันเสียว
ทำสนิทสนมกลมเกลียว กอดเกี้ยวเย้าหยอกไปมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณป้องปัดหัตถา
พลางสะเทินเขินขวยวิญญาณ์ จึงว่าค่ำแล้วจะลาไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีว่าจะด่วนไปไหน
กุมกรอุณากรรณไว้ อย่าเพ่อคลาไคลอนุชา
เราเล่นด้วยกันวันนี้ แสนสำราญใจพี่เป็นหนักหนา
ปานนี้ยังไม่ควรจะด่วนลา เล่นอีกเจ้าอย่าเพ่อไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณกล่าวกลแก้ไข
แต่เช้ามาข้าไม่สบายใจ พี่ให้ไปหาแล้วก็จำมา
บัดนี้ปวดเศียรให้เวียนวิง จริงจริงใช่จะแกล้งแสร้งว่า
คราวหลังจึงจะค่อยไคลคลา กลับมาเล่นอีกให้สำราญ
ว่าพลางทางลาลีลาศ ยุรยาตรย่างเยื้องจากสถาน
มาทรงมโนมัยชัยชาญ บริวารแวดล้อมคลาไคล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ปันหยียิ่งคิดพิสมัย
แลตามอุณากรรณไป จนไกลเลี้ยวลับนัยนา
ให้เปลี่ยวเปล่าหฤทัยถวิลหวัง จะใคร่ตามไปยังวังดาหา
แต่รัญจวนป่วนใจไปมา พระราชาไม่เป็นสมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณผู้รุ่งรัศมี
ครั้นถึงวังดาหาปาตี ก็จรลีเข้ายังห้องใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงเรียกสองพี่เลี้ยงกัลยา เข้ามาแล้วแจ้งแถลงไข
น้องไปบ้านปันหยีวันนี้ไซร้ เห็นเขาจะแจ้งใจในแยบยล
เล่นเลียมเทียมทำสัพยอก ยั่วเย้าเฝ้าหยอกเป็นหลายหน
พรั่นนักกลัวจักรู้กล เราจะคิดผ่อนปรนประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองนางพลางทูลเฉลยไข
อันจะแก้กินแหนงนั้นไซร้ จำจะให้ไปเชิญปันหยีมา
พูดจาปราศรัยทำสนิท เหมือนถ้อยทีมีจิตเสนหา
แม้นจะไปอย่าให้ไคลคลา ชวนเสวยโภชนาสาลี
ให้เหล่าราชธิดามารับใช้ ทำให้เหมือนกันกับปันหยี
แม้นแจ้งว่ามีอิสตรี เห็นทีจะสิ้นสงกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณกระหมันวิยาหยา
ได้ฟังทั้งสองสนองมา ชอบในวิญญาณ์อารมณ์
จึงว่าพี่ตรึกตรองป้องปิด ท่วงทีที่คิดสนิมสนม
ตรัสพลางทางเข้าที่บรรทม แต่ปฐมยามก็หลับไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีศรีใส
ให้เร่าร้อนรัญจวนป่วนใจ อาลัยในองค์อุณากรรณ
จึงแสร้งเสเสด็จยุรยาตร ลงไปประพาสสะตาหมัน
หอมกลิ่นมาลาหลายพรรณ แสงบุหลันสว่างกระจ่างฟ้า ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ช้า

๏ ขึ้นบนตำหนักน้อยในสวน เอนองค์ลงรัญจวนครวญหา
ยอกรขึ้นก่ายพักตรา ถวิลถึงบุษบายาใจ
โอ้ว่ายาหยีของพี่เอ๋ย ไฉนเลยจะรู้ว่าอยู่ไหน
ให้คลางแคลงแหนงจิตเป็นพ้นไป สงสัยในองค์อุณากรรณ
ให้ละม้ายคล้ายคลึงพระน้องรัก ทั้งรูปทรงวงพักตร์ไม่ผิดผัน
เขาก็มีสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ จะสำคัญมั่นใจก็ใช่ที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ แต่เรรวนครวญคิดไปมา จนจันทราเลื่อนลับอับศรี
จึงเสด็จจากสวนมาลี ไปเข้าที่บรรทมภิรมยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ



[๑] บทนี้เข้าใจว่าเป็นของแต่งแทรกภายหลัง สัมผัสจึงไม่ต่อกับบทหน้าและบทหลัง

https://vajirayana.org/system/files/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2_264950.pdf
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ