เล่มที่ ๖

๏ บัดนั้น ชาวบ้านด่านทางหว่างวิถี
เห็นกองทัพคับคั่งพงพี ช้างม้ามากมีรี้พล
ต่างตกใจกลัวตัวสั่น สำคัญว่าโจรป่ามาปล้น
ชายหญิงวิ่งปะทะปะปน ต่างคนอลหม่านไม่สมประดี
บ้างอุ้มบุตรฉุดมือภรรยา จูงแม่หม้ายพ่อตาพาหนี
แบกที่นอนหมอนมุ้งบรรดามี อึงมี่สับสนลนลาน
พวกผู้หญิงวิ่งตามลูกผัว อพยพยกครัวออกจากบ้าน
บรรดาเหล่าชาวพงดงดาน หนีพล่านเข้าป่าพนาลัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ขุนด่านอกสั่นหวั่นไหว
ขึ้นม้าพากันรีบไป ยังพิชัยหมันหยาธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงตรงเข้าไปหา กราบไหว้เสนาทั้งสี่
พลางแถลงแจ้งความตามคดี บัดนี้พวกโจรไพรยกมา
ตั้งทัพยับยั้งอยู่ปลายด่าน พลทหารนับแสนแน่นหนา
เห็นทีจะเข้าตีเอาพารา ขอท่านเสนาจงแจ้งใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสี่เสนีผู้ใหญ่
ครั้นแจ้งกิจจาก็คลาไคล เข้าไปยังท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

 

๏ ก้มเกล้าประณตบทมาลย์ พระผู้ผ่านโภไคยไอศวรรย์
ทูลความตามคำขุนด่านนั้น รำพันให้ทราบทุกสิ่งไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวหมันหยาฟังแจ้งแถลงไข
ให้คิดหวาดหวั่นพรั่นพระทัย จึงดำรัสตรัสไปแก่เสนา
ซึ่งข้าศึกฮึกหาญมาทั้งนี้ ชะรอยเป็นปันหยีโจรป่า
ที่ชาวเมืองเลื่องเล่าลือชา ว่าฆ่าท้าวบุศสิหนาบรรลัย
ยังแต่สองระตูผู้พี่ ก็เกรงกลัวฤทธีไม่ทานได้
อ่อนง้อขอขึ้นแก่โจรไพร จึงมิได้เดือดร้อนรำคาญเคือง
ฝ่ายระตูอยู่รายทางมา ล้วนเหล่าท้าวพระยาที่ลือเลื่อง
ไม่ต่อสู้ปันหยีทั้งสี่เมือง ต่างยอมให้เครื่องบรรณาการ
จำเราจะยกธิดาให้ เกลี่ยไกล่ผูกรักสมัครสมาน
อันจะคิดขึงขันประจัญบาน ไพร่บ้านพลเมืองจะเคืองแค้น
แล้วตรัสสั่งดะหมังไปสืบดู ให้รู้สำคัญจงมั่นแม่น
กองทัพยับยั้งอยู่ปลายแดน โยธาหนาแน่นสักเพียงไร ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังเสนาผู้ใหญ่
รับสั่งบังคมลาคลาไคล ออกไปจากท้องพระโรงธาร
เรียกหาบ่าวไพร่ที่ใช้ชิด เลือกล้วนคนสนิทติดลูกหลาน
ขึ้นขี่ม้าเหลืองผูกเครื่องอาน รีบไปปลายด่านพารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น หญิงชายชาวเมืองหมันหยา
แจ้งว่าโจรไพรใจหยาบช้า ยกมาปลายด่านเวียงชัย
ต่างคนหวาดหวั่นครั่นคร้าม เที่ยวซุบซิบสืบความถามไถ่
ชาวตลาดเล่าลืออื้อไป ก็ตกใจคิดกลัวทุกตัวคน
เป็นเหล่าเหล่าเข้าประชุมพูดจา ปรึกษาหารือกันสับสน
บ้างว่าจะหนีไปให้พ้น เป็นทำวนด้วยลูกเต้าเหย้าเรือน
บ้างยักย้ายเงินทองของฝัง มิดชิดปิดบังไม่บอกเพื่อน
หมายที่สำคัญไม่ฟั่นเฟือน กลบเกลื่อนเกลี่ยไกล่ไว้ใต้ดิน
บ้างแก้ปะวะหล่ำกำไล ที่แต่งใส่ลูกหลานออกเสียสิ้น
ทุกข์ร้อนไม่เป็นนอนเป็นกิน แต่เฝ้าผินหน้าปรับทุกข์กัน
พวกผู้หญิงสาวสาวเหล่าแม่หม้าย ก็วุ่นวายหวาดจิตคิดพรั่น
จะมีผัวกลัวว่าจะไม่ทัน พูดกันว่าจะบวชเป็นชี
บางคนบนบานศาลกล่าว ให้ยายท้าวคนทรงลงผี
สงสัยไต่ถามถึงธานี เหตุการณ์ครั้งนี้ดีหรือร้าย
บ้างเข้าไม้นาวายาเยียว ทำเหมือนจะไปเที่ยวค้าขาย
รู้กันแต่ลูกเมียแม่ยาย ข้าวของถ่อพายก็เตรียมไว้
ลางชายได้คู่พึ่งสู่ขอ เข้าหออยู่ด้วยกันใหม่ใหม่
พิศดูหน้าเมียแล้วเสียใจ จะพลัดพรากอย่างไรก็ไม่รู้
อันชาวพาราประชาชน ต่างคนคิดจะหนีไม่มีสู้
ที่ผู้ใหญ่ได้สติดำริดู ยังนิ่งอยู่คอยฟังดะหมังมา ฯ

ฯ ๒๐ คำ ฯ

ช้าปี่

๏ เมื่อนั้น พระทรงโฉมประโลมเสนหา
สถิตยังสุวรรณพลับพลา พอเวลาแดดร่มลมชาย
จึงชำระสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองเนาวรัตน์จำรัสฉาย
กุมกริชยุรยาตรนาดกราย ผันผายออกหน้าพลับพลาชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๏ ให้ระเด่นสังคามาระตา กับพี่เลี้ยงเสนาน้อยใหญ่
รำทวนบนหลังอาชาไนย ศึกษาสอนไว้ให้ชำนาญ
อันเหล่าโยธากิดาหยัน หัดกันคนละวงตรงหน้าฉาน
เป็นคู่คู่สู้กันประจัญบาน อลหม่านมี่อึงคะนึงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ประสันตาผู้มีอัชฌาสัย
เที่ยวเล่นในป่าพนาลัย แสวงหาต้นไม้ดังจินดา
เห็นตะขบข่อยมะขามสามต้น เอนชายชอบกลหนักหนา
คนเดียวจะขุดสุดปัญญา หมายตาไว้แล้วก็กลับไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ พอพบดะหมังมนตรี ยินดีลงนั่งยกมือไหว้
แล้วถามว่าสายัณห์ลงไรไร ลุงมาทำไมในป่านี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังมีใจเกษมศรี
จึงแถลงเล่าความตามมี แล้วพากันจรลีรีบมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงคลานเข้าไปเฝ้า ก้มเกล้าบังคมเหนือเกศา
ทูลว่าหญิงชายชาวพารา ต่างตื่นตกประหม่าว่าโจรไพร
ระตูตรัสใช้ให้ข้านี้ มาสืบดูร้ายดียังสงสัย
ถ้าแม้นเป็นโจรป่าพนาลัย จะยกธิดาให้ไม่ต่อตี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงองค์มิสาระปันหยี
แย้มยิ้มพริ้มพักตร์เปรมปรีดิ์ ภูมีตริตรึกนึกใน
อันชาวหมันหยานี้ชั่วนัก จะถือศักดิ์รักหน้าก็หาไม่
แต่โจรป่าจะมาชิงชัย ไม่มีใครสามารถอาจผจญ
ทั้งจะเอายาหยีของพี่ยา ไปให้อ้ายชาวป่าพนาสณฑ์
คิดพลางเสแสร้งแกล้งใส่กล ให้พระองค์ยกพลมาชิงชัย
ถ้าแม้นย่อท้อไม่ต่อตี ก็ส่งองค์บุตรีออกมาให้
ท่านอย่าล่อลวงโจรไพร ให้ได้ดังคำจำนรรจา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังยิ้มพลางทางว่า
ขอเชิญผ่านเกล้าเข้าพารา เห็นจะสมปรารถนาเป็นแน่นอน
ข้าจะกลับเข้าไปในนิเวศน์ ทูลเหตุชี้แจงให้แจ้งก่อน
ระตูจะได้คลายหายทุกข์ร้อน ว่าพลางชลีกรแล้วไคลคลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงทูลแถลงไข มิใช่โจรไพรดังคำว่า
ระเด่นมนตรีเสด็จมา แต่แกล้งแปลงกายาเป็นชาวดง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระปิ่นปักนัคเรศสูงส่ง
ทั้งประไหมสุหรีโฉมยง ต่างองค์ยินดีปรีดา
จึงสั่งเสนีให้จัดแจง ตามตำแหน่งพนักงานซ้ายขวา
เร่งไปรับอิเหนาเข้ามา แต่ในเวลาพรุ่งนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น อำมาตย์รับสั่งใส่เกศี
มาเร่งรัดจัดกันในราตี อลหม่านอึงมี่ทั้งไพร่นาย
เกณฑ์ถ้วนกระบวนแห่แตรสังข์ พร้อมทั้งเครื่องสูงชุมสาย
บ้างเบิกหมวกเสื้อแสงแต่งกาย ชาวคลังนั่งจ่ายเป็นโกลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ ครั้นอรุณรุ่งแจ้งแสงศรี ดะหมังเสนีแลยาสา
พาพวกพลไกรไคลคลา ออกจากพารารีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงเข้าไปบังคม นบนิ้วประนมสนองไข
ว่าระตูภูมีดีพระทัย ใช้ให้มาเชิญบาทบงสุ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีมีศักดิ์สูงส่ง
ชื่นชมด้วยสมดังจำนง จึงสั่งตำมะหงงเสนี
จงเกณฑ์กระบวนแห่แต่ห้าพัน เลือกสรรรูปทรงส่งศรี
จะนุ่งห่มเสื้อผ้าครานี้ ให้ดีกว่าแต่หลังครั้งแรกมา
อันทหารอาสากว่านั้น จงตั้งมั่นอยู่พลางที่กลางป่า
กำชับกันทุกหมวดตรวจตรา พิทักษ์รักษาสองทรามวัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงเสนาอัชฌาสัย
รับรสพจนารถทันใด ถวายบังคมไหว้แล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ เร่งรัดจัดถ้วนกระบวนแห่ เลือกแต่รูปร่างโอ่อ่า
ครบถ้วนห้าพันดังบัญชา ให้แต่งกายาละอย่างกัน
พวกเกณฑ์หัดปืนแดงแต่งตัว โพกหัวผ้าตะบิดเหน็บกริชสั้น
ใส่เสื้อกระบวนจีนสีจันทน์ ถือปืนลำพันทองปราย
อาสาแซงนอกถือหอกคู่ โพกผ้าชุมพูหูกระต่าย
เสื้อสีม่วงอ่อนหงอนไก่ลาย ตัวนายปลายเชือกขี่พาชี
ขุนหมื่นนายร้อยน้อยใหญ่ ล้วนใส่เสื้อดำกำมะหยี่
โพกสีทับทิมบางอย่างดี ขัดกระบี่บั้งทองทุกคน
มานั่งพร้อมพรูเป็นหมู่กัน แน่นนันต์มรคาพนาสณฑ์
สารวัดนายหมวดตรวจพล อลวนวิ่งไขว่ไปมา
เตรียมทั้งพระที่นั่งสินธพ ผูกครบเครื่องอานพานหน้า
ที่นั่งรองนั้นสองอาชา คอยท่าเสด็จจรจรัล ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวากระยาหงัน
สถิตยังเกยแก้วแพรวพรรณ ทอดพระเนตรพลขันธ์โยธา
เห็นจัดแจงแต่งตัวต้องพระทัย ภูวไนยแสนโสมนัสสา
จึงเสด็จลีลาศยาตรา มาสระสรงคงคาอ่าองค์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ไขสหัสธาราวาริน น้ำดอกไม้เทศประทิ่นกลิ่นส่ง
พนักงานเชิญพานภูษาทรง พระผลัดชุบสรงทรงสำอาง
ลูบไล้ผัดผ่องส่องพระฉาย กรีดกรายบรรจงทรงพระสาง
กิดาหยันร่วมฤทัยไว้วาง หมอบเมียงเคียงข้างอยู่งานพัด
สอดใส่สนับเพลาภูษาทรง พี่เลี้ยงช่วยโจงผจงจีบจัด
ห้อยหน้าเจียระบาดคาดรัด ฉลององค์อัตลัดลายสุวรรณ
ทองกรประดับทับทิมพราย เพทายทับทรวงดวงกุดั่น
ธำมรงค์เพชรรัตน์เรือนสุบรรณ ทรงมงกุฎแก้วกรรเจียกจอน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ทรงกริชฤทธิไกรแล้วไคลคลา สง่างามดังราชไกรสร
บรรจงจับชายกรายกร มาทรงอัสดรตัวดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

โทน

๏ ม้าเอยม้าต้น เคยประจญประจามิตรไม่ถอยหนี
งามสรรพพร้อมสิ้นทั้งอินทรีย์ สูงใหญ่พ่วงพีมีกำลัง
สะบัดย่างย่องย่ำทำนองน้อย ซ้ำรอยสอดก้าวเท้าหลัง
ครั้นสายถือตึงมือก็รอรั้ง ยืนยั้งหยุดเต้นเผ่นลำพอง
ผูกเครื่องกุดั่นดาวจำรัส เพชรรัตน์รูจีไม่มีสอง
สองระเด่นขี่ม้าที่นั่งรอง ผูกครบเครื่องทองลายแทง
กิดาหยันแต่งอย่างมลายู เป็นคู่เคียงเดินเชิญพระแสง
พวกพี่เลี้ยงเคียงสองข้างแซง พนักงานตามตำแหน่งถือเครื่องอาน
แห่แหนแน่นนันต์เป็นขนัด มยุรฉัตรธงชายธงฉาน
เสียงประโคมฆ้องกลองก้องดงดาน ให้ยกโยธาหาญเข้าธานี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กลองโยน

ร่าย

๏ บัดนั้น หญิงชายประชาชาวกรุงศรี
รู้ว่าระเด่นมนตรี เสด็จเข้าธานีก็ปรีดา
บ้างอุ้มลูกอุตลุดฉุดหลาน ลนลานลงจากเคหา
สามหนุ่มกลุ้มเกลื่อนกันมา ตั้งตาคอยดูภูวไนย
ครั้นเห็นธงทวนกระบวนแห่ พิศวงหลงแลไม่เมินได้
บ้างชมธงฉานธงชัย ชมพวกพลไกรโยธา
ครั้นเมื่อเห็นองค์พระทรงธรรม์ กั้นกลดพื้นสุวรรณโอ่อ่า
ต่างพินิจพิศพลางไม่วางตา จนลืมวันทาพระภูธร
บ้างอำนวยอวยพรอยู่อึงมี่ ให้ได้กับพระบุตรีดวงสมร
อยู่เย็นเป็นศรีพระนคร ราษฎรจะได้พึ่งพระบารมี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
ได้ฟังชาวพาราพาที ถวายพรภักดีนี่นัน
พระเร่งชื่นชมภิรมย์จิต สมคิดต้องฤทัยที่ใฝ่ฝัน
ชำเลืองดูประสันตาให้หน้ากัน พลางแย้มยวนสรวลสันต์สำราญใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตารู้แจ้งอัชฌาสัย
บังคมพลางทางกระซิบทูลไป ได้ทรงฟังมั่งหรือไม่พระราชา
เมื่อกี้เหล่าไพร่ฟ้าประชาชน เขาพูดจาชอบกลเป็นหนักหนา
สมพรปากหากได้เหมือนวาจา ประสันตาจะพลอยดีใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีศรีใส
สรวลพลางทางขับมโนมัย เข้าในนิเวศน์วังพลัน
ชวนระเด่นดาหยนยุรยาตร ลงจากอัศวราชผาดผัน
เข้าไปประนมบังคมคัล สองประหมันอะหยีด้วยปรีดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ระตูผู้ผ่านหมันหยา
ทั้งประไหมสุหรีศรีโสภา เห็นอิเหนาเข้ามาก็ยินดี
จึงตรัสเรียกนัดดามานั่งใกล้ แล้วปราศรัยด้วยความเกษมศรี
แต่เจ้าจากหมันหยาธานี น้านี้คิดถึงเป็นพ้นไป
ซึ่งเจ้ากรีธาพลาพล มีธุระกังวลเป็นไฉน
จะมาเมืองหมันหยานี้หรือไร หรือจะไปเมืองไหนพระนัดดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีก็หรรษา
จึงน้อมเศียรสนองพระบัญชา อันธุรกิจจานั้นไม่มี
หลานมาเที่ยวเล่นป่าพนาลัย พอใกล้จึงแวะเข้ามานี่
หวังจะเยือนพระองค์ทรงธรณี เกลือกจะมีอันตรายโรคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท่านท้าวเจ้าเมืองหมันหยา
ยิ้มพลางทางตอบวาจา ทุกข์ร้อนโรคาก็บางเบา
อันสามกษัตริย์สุริย์วงศ์ บิตุราชมาตุรงค์ของเจ้า
ทั้งยาหยีโฉมยงนงเยาว์ ยังสบายบรรเทาทุกข์ร้อน
อนึ่งในกรุงกุเรปัน เกษมสันต์เป็นสุขสโมสร
เสนาในไพร่ฟ้าประชากร นิราศร้อนโรคันหรือฉันใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเฉลยไข
อันพระบิตุเรศเรืองชัย ทั้งประไหมสุหรีวิยะดา
ก็อยู่เย็นเป็นสุขทุกนิรันดร์ ทั่วทั้งกุเรปันหรรษา
ปราศจากอันตรายโรคา ไพร่ฟ้าประชากรก็สำราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ประไหมสุหรีเกษมศานต์
จึงมีมธุรสพจมาน เมื่อวันวานนี้ลือว่าโจรไพร
ต่างตระหนกตกใจทั้งพารา จะรู้ว่านัดดาก็หาไม่
เจ้าจะเที่ยวเล่นป่าพนาลัย เหตุใดจึงทำดังนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
ยิ้มพลางทางทูลไปทันที หลานนี้ไม่สบายวิญญาณ์
คิดจะใคร่เที่ยวชมต่างประเทศ จึงแกล้งแปลงเพศเป็นชาวป่า
ครั้นว่ามิทำดังนี้มา ก็จะเลื่องลือชาทุกธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระตูผู้ผ่านกรุงศรี
สำรวลสรวลสันต์แล้วพาที ตรัสสั่งเสนีในทันใด
จงแต่งที่ประเสบันอากง ให้องค์นัดดาอาศัย
เครื่องเสวยเคยส่งจงส่งไป กว่าจะได้กลับคืนพารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังบังคมเหนือเกศา
จึงทูลสนองพระบัญชา ที่ข้างหน้าแต่งแล้วพระภูวไนย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวหมันหยาเป็นใหญ่
จึงตรัสแก่นัดดาดวงใจ จงไปหยุดพักให้สำราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อิเหนาคำนับรับบรรหาร
ก้มเกล้าประณตบทมาลย์ แล้วลีลาจากสถานพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึงขึ้นบนตำหนัก ยับยั้งหยุดพักเกษมสันต์
ค่อยสบายคลายใจจาบัลย์ เป็นสุขทุกวันเวลา
พระคิดถึงจินตะหราโฉมยง จะใคร่ได้ดังจำนงปรารถนา
วันหนึ่งจึงสั่งประสันตา ไปหาสี่เสนามาบัดนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตารับสั่งใส่เกศี
ถวายบังคมคัลอัญชลี รีบไปดังมีบัญชาการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงแถลงแจ้งกิจจา รับสั่งใช้มาให้หาท่าน
ขอเชิญไปเฝ้าบทมาลย์ เป็นการเร็วร้อนอย่านอนใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสี่เสนาผู้ใหญ่
ครั้นแจ้งก็พากันคลาไคล ไปตำหนักภูวไนยทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ต่างคนเคารพอภิวาท กราบลงแทบบาทบทศรี
หมอบอยู่ตรงพักตร์พระภูมี คอยฟังคดีจะตรัสมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงทรงโสมนัสสา
จึงกล่าวสุนทรวาจา ดูราดะหมังมนตรี
อย่างไรนั่นที่ท่านไปว่าขาน เมื่อออกไปปลายด่านกรุงศรี
หลายวันแล้วมาอยู่ในบุรี ไฉนนี่ไม่เหมือนที่ว่าไว้
ทั้งสี่นายช่วยถวายของสู่ เอ็นดูเราด้วยช่วยแก้ไข
แม้นมิโปรดปรานประการใด จงพิดทูลให้ได้ท่วงที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึงมหาเสนาทั้งสี่
ยิ้มแล้วอภิวันท์อัญชลี ดะหมังมนตรีก็ทูลไป
ซึ่งข้าว่าขานที่ด่านนั้น จะเอาเป็นคำมั่นนั้นไม่ได้
แต่คะเนดูเห็นไม่เป็นไร จะช่วยไปกว่าจะสุดกำลัง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระทรงฤทธิ์ชื่นชมสมหวัง
จึงว่าท่านช่วยร้อนเราสักครั้ง ให้สำเร็จเสร็จดังจินดา
อย่าให้เสียการรำคาญเคือง อายแก่ชาวเมืองหมันหยา
เพราะความรักจึงหักหาญมา ก็ย่อมแจ้งกิจจาอยู่ด้วยกัน
ว่าพลางทางจัดสิ่งของ จะถวายทั้งสองประหมัน
มอบให้เสนีทั้งสี่นั้น ท่านผ่อนผันพิดทูลให้จงดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งมหาเสนาทั้งสี่
รับของแล้วรีบจรลี ไปยังที่พระโรงรจนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ จึงให้ขนของถวายเข้าไปตั้ง ตรงหน้าที่นั่งท้าวหมันหยา
แล้วกราบทูลความตามกิจจา พระนัดดาจงรักด้วยภักดี
ให้ข้ารับของคำนับทั้งหลาย มาถวายเบื้องบาทบทศรี
ควรมิควรพระองค์จงปรานี ชีวีอยู่ใต้บทมาลย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวหมันหยาฟังแจ้งแถลงสาร
ยิ้มพลางทางตรัสทัดทาน พระนัดดาว่าขานแต่โดยใจ
แม้นพระบิตุรงค์ทรงทราบเหตุ ทรงเดชจะดำริติโทษได้
จงคืนของคำนับนี้กลับไป เราไม่รับไว้นะเสนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น อำมาตย์รับสั่งใส่เกศา
ให้ผู้คนขนของไคลคลา กลับมาประเสบันทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บังคมประนมทูลพระโฉมงาม เล่าแถลงแจ้งความถ้วนถี่
คืนถวายของสู่ของภูมี ข้างระเด่นมนตรีก็ไม่รับ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ ทั้งสี่มหาเสนา แต่ขนของไปมาถึงสามกลับ
ตำมะหงงดะหมังก็บังคับ ให้คนคุมกำกับของไว้
ไม่ตกลงครั้นจะส่งให้ชาวคลัง ก็กลัวผิดรับสั่งยังไม่ได้
ปาเตะยาสาก็ว่าไป เราชวนกันแก้ไขให้ได้การ
ถึงมิโปรดโทษทัณฑ์จะรับผิด เอ็นดูองค์ทรงฤทธิ์ให้สงสาร
ทั้งสี่เสนาปรีชาชาญ พร้อมจิตคิดอ่านแล้วจรลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงพระโรงคัลทันใด ก็เข้าไปพร้อมพรั่งกันทั้งสี่
เห็นสำราญพระทัยได้ที เสนีเคารพอภิวันท์
ทูลแถลงแจ้งรหัสพระนัดดา ดูทีกิริยานั้นโศกศัลย์
เพราะว่าหวังตั้งพระทัยผูกพัน หมายมั่นไม่สมอารมณ์ปอง
ถึงภูบาลไม่ประทานพระบุตรี ด้วยเกรงศรีปัตหราทั้งสอง
ขอพระองค์ทรงดำริตริตรอง รับแต่ของที่ถวายพอคลายใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวหมันหยาตรัสแจ้งแถลงไข
นัดดาเล่าตัวเปล่าอยู่เมื่อไร ตุนาหงันกันไว้กับบุษบา
สองพระองค์ทรงทราบเนื้อความเข้า จะโทษเราผู้ใหญ่ว่าคบหา
แม้นมิกลัวจะติฉินนินทา จะห้ามหวงจินตะหราไว้ไย
ทั้งนี้ก็ตามแต่น้ำจิต พระนัดดาจะคิดแก้ไข
จะมาพูดกับเราไม่เข้าใจ แล้วอย่าให้ความผิดมาถึงกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสี่เสนาเกษมสันต์
บังคมลามาจากพระโรงคัล ไปยังประเสบันทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึงประณตบทมาลย์ ยิ้มพลางทางคลานเข้าไปใกล้
ต่างกราบทูลแถลงให้แจ้งใจ ตามคำภูวไนยตรัสมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงวงศ์อสัญแดหวา
ได้ฟังวาทีสี่เสนา แสนโสมนัสสาเป็นพ้นนัก
จึงประทานเสื้อผ้าเงินทอง สิ่งของสมควรแก่ยศศักดิ์
เราแทนคุณที่ท่านสามิภักดิ์ จงรักช่วยร้อนเราครั้งนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งมหาเสนาทั้งสี่
รับของประทานด้วยยินดี ต่างถวายอัญชลีลาไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีศรีใส
ครั้นพลบค่ำย่ำฆ้องก็ดีใจ ดังได้เสวยสวรรค์ชั้นฟ้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ จึ่งชำระพระองค์สรงวาริน อวลอบตลบกลิ่นบุปผา
ลูบไล้สุคนธ์ปนทองทา ประอุราอุหรับจับผิวพรรณ
ทรงภูษาช่อชายลายกระบวน หอมหวนอวลอบดอกปะหนัน
ซ่าโบะสีทับทิมกรองสุวรรณ ปั้นเหน่งเพชรพรายพรรณบรรจง
พระหัตถ์ขวาทรงกริชกรีดกราย จับชายย่างเยื้องยุรหงส์
ออกจากประเสบันอากง เสด็จตรงเข้าไปในวัง ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลงฝรั่ง

ร่าย

๏ มาถึงปราสาทจินตะหรา พระปรีดาด้วยสมอารมณ์หวัง
หยุดยืนแฝงทวารบานบัง เห็นโฉมยงทรงนั่งบนแท่นทอง
ฝูงกำนัลแวดล้อมพร้อมเพรียง สองพี่เลี้ยงชิดใช้อยู่ในห้อง
สว่างแสงอัจกลับจับพักตร์น้อง นวลละอองผ่องศรีฉวีวรรณ
งามจริงพริ้งพร้อมทั้งสารพางค์ พระชำเลืองดูนางพลางรับขวัญ
เอานขาเคาะเข้าเป็นสำคัญ บอกใบ้ให้บาหยันรู้ที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงแลกำนัลสาวศรี
ชำเลืองแลดูพระภูมี สะกิดกันอัญชลีแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีศรีใส
เห็นพี่เลี้ยงกัลยาคลาไคล ก็แฝงเงาเข้าในที่ไสยา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ระเด่นจินตะหรา
เหลือบเห็นอิเหนาเข้ามา ให้ตระหนกตกประหม่าไม่พาที
ครั้นพระเสด็จนั่งยังแท่นแก้ว นางบังคมแล้วก็ถอยหนี
แอบองค์ลงข้างแท่นมณี มารศรีเมียงม่อยพักตรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ชาตรี

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวัญหรรษา
ยิ้มพลางชายเนตรดูกัลยา พลางมีวาจาตรัสไป
เชิญเจ้าขึ้นมาบนแท่นนี้ เป็นเพื่อนพี่พูดจาปราศรัย
แขกมาหาน้องถึงห้องใน น้อยหรือนิ่งได้ไม่ทักทาย
เสียแรงพี่จงจิตพิศวาส เป็นนิจไม่ขาดที่มาดหมาย
ถึงชีวันบรรลัยไม่เสียดาย สู้ตายจะอยู่เป็นคู่เคล้า
ว่าแล้วลดองค์ลงนั่งใกล้ ลูบไล้เลียมโลมโฉมเฉลา
ถอยหนีพี่ไยนะนงเยาว์ พระเพลาทับเพลานางไว้
จงผินมาพาทีด้วยพี่บ้าง จะสะเทินเหินห่างไปข้างไหน
พระกุมกรกัลยาคลาไคล ขึ้นไปบนที่แท่นทอง
นั่งแอบแนบนางพลางตรัส เจ้าเคืองขัดพี่ไยมิให้ต้อง
ความรักอุตส่าห์มาหาน้อง นวลละอองจงได้ปรานี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ระเด่นจินตะหรามารศรี
ผูกคิ้วนิ่วหน้าไม่พาที ผินผันหันหนีพี่ยา
หยิกข่วนผลักไสมิให้ต้อง สะบิ้งสะบัดปัดป้องหัตถา
ชายเนตรค้อนสบหลบนัยนา กัลยาขวยเขินสะเทินใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โลม

๏ น้องเอยน้องรัก นวลละอองผ่องพักตร์เพียงแขไข
งามองค์ทรงลักษณ์วิไล พิศไหนสารพันเป็นขวัญตา
พี่หวังจะฝังฝากไมตรีจิต รักร่วมสนิทเสนหา
ควรหรือดวงฤทัยไม่เมตตา แต่จะตอบวาจาก็ไม่มี
ช่างผินผันหันหลังไม่แลดู โฉมตรูขัดใจสิ่งไรพี่
เชิญชม้ายชายตามาข้างนี้ จะสะบัดเบือนหนีพี่ยาไย
จะเล่าให้เจ้าฟังแต่หลังมา พี่ทุกข์แทบเลือดตาจะหลั่งไหล
เพราะหวังชมสมสวาททรามวัย สู้เอาชีวาลัยมาแลกรัก
ควรหรือไม่เยื้อนช่างเชือนเฉย ไม่เห็นเลยพี่วิตกเพียงอกหัก
อุ่ยหน่าอย่าข่วนพี่ยานัก เสียดายเล็บน้องรักจะหักไป
ถึงเจ้าจะเอากริชที่พี่เหน็บ แทงเข้าจักเจ็บก็หาไม่
ด้วยความรักร้อนรึงตรึงใจ ดั่งไฟกองกลุ้มสุมกาย ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น จินตะหราวาตีโฉมฉาย
ก้มพักตร์หมอบเมียงเอียงอาย พลางภิปรายตอบรสพจนา
อนิจจาน่าน้อยใจนัก ทำข่มเหงหาญหักเป็นหนักหนา
อาจอุกรุกรานเข้ามา แล้วทำหยาบช้าให้ช้ำใจ
ไม่คิดเอ็นดูแก่ผู้ยาก เห็นว่าน้ำท่วมปากแล้วทำได้
แม้นพระบิตุเรศรู้ไป จะพลอยได้ความผิดติดพัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โลม

๏ ทรามเอยทรามสงวน ไม่ควรจะขึ้งเคียดเดียดฉันท์
พี่ว่ากล่าวโดยจริงทุกสิ่งอัน อย่าหมองหมางอย่างนั้นนะเทวี
ซึ่งรุกรานหาญหักเข้ามา ก็เพราะแสนเสนหามารศรี
ถึงบิตุเรศมารดาของนารี ก็ย่อมทราบคดีอยู่เต็มใจ
พี่ก็ได้วอนว่าตุนาหงัน สองประหมันอนุญาตยอมให้
จะเกรงผิดติดพันด้วยอันใด ใช่ลอบลักรักใคร่เป็นใจกัน
วาสนาสองราเราเคยคู่ โฉมตรูอย่ารังเกียจเดียดฉันท์
จะสงวนชวนชื่นทุกคืนวัน มิให้ขวัญเนตรน้องข้องเคืองใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ น่าเอยน่าสรวล ถ้อยคำสำนวนช่างแก้ไข
ว่าสองพระองค์ปลงฤทัย นี่ได้ที่ไหนมาเจรจา
ธรรมดาน้อยหน้าก็เจียมตัว เห็นมีบุญก็กลัววาสนา
ไม่หมายมาดอาจเอื้อมถึงดอกฟ้า พระอย่าควรคิดให้ผิดที
ซึ่งว่ารักนักย่อมมักหน่าย จะเชื่อลิ้นลมชายก็ใช่ที่
อย่าพักลวงโลมเล่นให้เห็นดี เต็มทีจะรักสักกี่วัน
อันหนึ่งนางบุษบาบังอร ภูธรก็ได้ตุนาหงัน
สมศักดิ์สมตระกูลเสมอกัน เป็นสุริย์วงศ์เทวัญทั้งสองรา
อันต่ำช้าบรรดาศักดิ์เหมือนน้องนี้ ไม่ควรที่จะสนิทเสนหา
แม้นสองกษัตริย์ทราบกิจจา ผ่านฟ้าจะเคืองขุ่นฟุนไฟ
น้องจะได้อัปยศอดสู จะแลดูหน้าคนกระไรได้
จงดำหริดูเถิดพระภูวไนย มิใช่จะเกียจกันด้วยฉันทา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

โลม

๏ แสนเอยแสนเฉลียว ช่างเลี่ยงเลี้ยวแหลมหลักหนักหนา
รักเจ้าเท่าดวงชีวา เมื่อไม่เชื่อวาจาก็จำจน
เสียแรงพี่พยายามด้วยความยาก สู้ลำบากบุกป่าพนาสณฑ์
มิได้คิดแก่ชีวิตจะวายชนม์ หวังจะได้นฤมลมายาใจ
พี่ตั้งใจสุจริตจิตจง ว่าจะเลี้ยงโฉมยงให้เป็นใหญ่
แม้นมิสมดังจิตที่คิดไว้ อันนางอื่นพี่ไม่ไยดี
ถึงศรีปัตหราจะกริ้วโกรธ ลงโทษก็จะรับใส่เกศี
จะอยู่ชมสมสู่ด้วยเทวี อันดาหาธานีพี่ไม่ไป
ข้อซึ่งต่ำช้าบรรดาศักดิ์ น้องรักอย่าว่าหาควรไม่
อันนางบุษบายาใจ ก็ได้เป็นน้องของพี่ยา
ถึงตัวของเจ้าก็เป็นน้อง ทั้งสองจะกระไรกันหนักหนา
เขารู้อยู่สิ้นทั้งโลกา ใครจะอาจเอื้อมว่านินทาเรา
ว่าพลางพระทางจุมพิต อิงแอบแนบสนิทโฉมเฉลา
ถึงจะหยิกจะข่วนก็ทำเนา แต่นงเยาว์อย่าสลัดตัดไมตรี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ พระเอยพระโฉมยง พระจงโปรดเกล้าเกศี
อะไรก่นหยักเย้าเซ้าซี้ กระนี้หรือเรียกว่าเมตตา
น้องยังไม่เห็นที่ความรัก ด้วยพระทำหาญหักหนักหนา
เจ็บจิตเป็นพ้นคณนา เหตุว่ามีบุญไม่เกรงใคร
พระองค์สิเป็นวงศ์เทวราช ใครจะอาจติฉินนินทาได้
ที่บุญน้อยคนก็คอยจะไยไพ รู้ไปถึงไหนน่าอัประมาณ
เขาจะว่าต่ำศักดิ์สิรักดี คบหาสามีของท่าน
จะได้ความเจ็บช้ำรำคาญ พวกพงศ์วงศ์วานจะพลอยอาย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โลม

๏ ดวงเอยดวงสมร ฟังคำพี่ก่อนนะโฉมฉาย
ใครจะล่วงนินทาว่าร้าย ให้ระคายเคืองขัดอัชฌา
ก็ย่อมรู้อยู่กับใจด้วยกัน ทั้งชาวกุเรปันแลหมันหยา
ว่าพี่แสนพิศวาทวนิดา พยายามตามมาถึงธานี
อันความอัปยศอดสู ชอบแต่จะอยู่กับตัวพี่
จะอาวรณ์ร้อนใจไปไยมี ไม่พอที่จะรับอัประมาณ
ว่าพลางเลียมลอดสอดเคล้า สัพยอกหยอกเย้าเกษมศานต์
ปรานีพี่บ้างเถิดนงคราญ อย่ารอนรานเสนหาอาลัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ผ่านเอยผ่านฟ้า มารัดรึงตรึงตราไม่ปราศรัย
ยิ่งห้ามยิ่งลวนลามไป เป็นใจของใครจะไม่แค้น
ช่างพูดจาเพราะพร้องไม่ข้องขัด แต่หยาบช้าสาหัสเป็นเหลือแสน
แกล้งจะให้คนหมิ่นถิ่นแคลน มาตรแม้นว่าพระจะเมตตา
สุดแต่น้องห้ามก็ตามคำ นี่สิทำข่มเหงไม่เกรงหน้า
นางผันพักตร์ผลักไสไปมา แกมกลมารยาหยิกตี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โลม

๏ ดวงเอยดวงยิหวา อุ่ยหน่าอย่าหักมือพี่
รักนางจึงทำอย่างนี้ มารศรีควรหรือมาถือใจ
ก่นแต่โกรธขึ้งขึงขัด จะสะบิ้งสะบัดไปถึงไหน
เมื่อได้แนบเนื้อแนมใน จงหยุดยั้งชั่งใจกัลยา
ไม่เห็นทุกข์ที่วิตกเพียงอกหัก แสนรักสุดรักนี้หนักหนา
แต่ร้อนรุมกลุ้มกลัดอยู่อัตรา พึ่งพบทิพย์สุธายาใจ
แม้นมิสมดังจิตที่คิดปอง จะออกจากห้องทองนั้นหาไม่
ว่าพลางอุ้มองค์อรไท ขึ้นไว้เหนือตักสะพักชม
อิงแอบแนบชิดเชยพักตร์ แรกรักร่วมห้องสองสม
กรสอดกอดเกี่ยวเกลียวกลม ประคองเคียงบรรทมประทับกาย
อัศจรรย์บันดาลไหวหวาด อสุนีกัมปนาทคะนองสาย
เปรี้ยงเปรี้ยงเสียงสนั่นลั่นแลบพราย พระพิรุณโปรยปรายอายละออง
ผกาแก้วโกสุมปทุมมาลย์ ก็แบ่งบานรับแสงสูรย์ส่อง
แมลงภู่ผึ้งภุมรินทอง ร่ำร้องเชยรสสุมาลี
สองกษัตริย์เกษมสันต์หรรษา ดังได้ผ่านเมืองฟ้าราศี
สมหวังดังถวิลยินดี อยู่ในแท่นที่ไสยา ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ กล่อม

ร่าย

๏ บัดนั้น พี่เลี้ยงนางกำนัลพร้อมหน้า
นั่งปรับทุกข์กันจำนรรจา ร้อนตัวกลัวอาญาเป็นสุดคิด
จะนิ่งเสียฉะนี้ก็มิได้ สองกษัตริย์ทราบไปจะได้ผิด
ควันไฟใครห่อนจะปิดมิด ครั้นคิดกันแล้วก็ขึ้นมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ชุบ

๏ จึงนบนิ้วประนมบังคมทูล นเรนทร์สูรสองกษัตริย์นาถา
บัดนี้องค์อิเหนานัดดา เสด็จมาปราสาทพระบุตรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระตูผู้ผ่านกรุงศรี
ทั้งองค์อัครราชเทวี ได้ทราบคดีก็จนใจ
นิ่งนึกตรึกตราดูตากัน พระทรงธรรม์ไม่ตรัสเป็นไฉน
ต่างเสด็จลีลาคลาไคล เข้าในห้องทองที่ไสยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระทรงโฉมประโลมเสนหา
เชยชมสมสวาทวนิดา จนเวลาจวนรุ่งรวีวรรณ
ไก่ขันกระชั้นเสียงก้อง พระสวมสอดกอดน้องแล้วรับขวัญ
พิศพักตร์วนิดายิ่งจาบัลย์ ทรงธรรม์สะท้อนถอนใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ น้องเอยน้องแก้ว ใกล้รุ่งขึ้นแล้วจะทำไฉน
สุดที่พี่ยาจะจากไป ความรักหนักใจแสนทวี
จะใคร่อยู่สู่สมทรามสงวน ถนอมนวลให้อิ่มใจพี่
จะคิดอ่านผ่อนผันฉันใดดี ภูมีระทดระทวยองค์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นจินตะหรานวลหง
ให้อาลัยที่จะไกลพระโฉมยง กราบก้มพักตร์ลงแล้วถอนใจ
พลางทูลภูวเรศเชษฐา จะทำออกนอกหน้ากระไรได้
น้องนี้มิใคร่ให้จากไป แต่เห็นไม่งามใจจงทรงคิด
แต่เพียงนี้ก็ละเมิดอยู่หนักหนา พระบิตุเรศมารดาจะเคืองจิต
เชิญเสด็จก่อนเถิดพระทรงฤทธิ์ ค่อยคิดต่อไปเป็นไรมี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
ได้ฟังจินตะหราพาที ภูมีค่อยคลายวิญญาณ์
พระลูบหลังสั่งความทรามสงวน อย่ารัญจวนเศร้าสร้อยละห้อยหา
แต่พลบค่ำวันนี้พี่จะมา คอยท่าพี่เถิดนะดวงใจ
สั่งเสร็จเสด็จยุรยาตร แสนสวาทมิใคร่จะไปได้
เหลียวหลังดูนางพลางถอนใจ พระฝืนพักตร์หักพระทัยไคลคลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงประเสบันอากง ก็สระสรงทรงอุหรับจับมังสา
สุคนธารประปรายละลายทา กลบรอยนขานารี
กิดาหยันหมอบกรานอยู่งานพัด พระทรงเครื่องเรืองรัตน์จำรัสศรี
จับชายกรายกรจรลี ออกมานั่งยังที่แท่นสุวรรณ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น ประสันตาลิ้นลมคมสัน
ยิ้มพลางทางว่าแก่เพื่อนกัน คืนนี้อัศจรรย์ประหลาดใจ
แต่พลบค่ำย่ำฆ้องจนตีสิบเอ็ด ใครยังรู้ว่าเสด็จไปข้างไหน
ดูดู๋ช่างไม่ระวังระไว ให้พระไปแต่ลำพังไม่บังควร
จนผิวเผือดพิปริตผิดแต่ก่อน ทั้งพระกรก็ยับย่อยเป็นรอยข่วน
กลับมาเมื่อสว่างเห็นครางครวญ จะประชวรฉันใดก็ไม่รู้
เห็นทีจะถูกปีศาจ รังแกร้ายกาจทายาทอยู่
พลางหยิบเบี้ยบนขึ้นถือชู เทวดาเอ็นดูได้ปรานี
จะถวายสิ่งของที่ต้องใจ เป็ดไก่แกล้มเหล้าข้าวบุหรี่
ขอให้พระไปดีมาดี ทุกทุกราตรีอย่าเว้นวาย
ให้เสด็จแต่วันอย่าทันค่ำ คลึงเคล้าเฝ้าประจำอยู่จนสาย
จะแต่งเครื่องสังเวยให้มากมาย ข้าจะกินถวายเทวัญ
ว่าพลางทางแกว่งเบี้ยบน ทำตามเล่ห์กลคนขยัน
พวกเสนีพี่เลี้ยงทั้งนั้น หัวร่อขึ้นพร้อมกันทันที ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
ตรัสว่าน่าชังเช่นนี้ ไม่พอที่จะเอามาเจรจา
งดปากอยู่ไม่ได้น่าใคร่ถอง ถึงถูกต้องผีสางก็ช่างข้า
ยิ้มพลางทางเสด็จลีลา เข้าห้องไสยาบรรทมใน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ระตูหมันหยาเป็นใหญ่
ครั้นรุ่งแจ้งแสงสุริโยทัย ภูวไนยสระสรงวารี
ลูบไล้สุคนธาอ่าองค์ บรรจงทรงเครื่องเรืองศรี
พระกรกุมกริชฤทธี จรลีมายังพระโรงคัล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือแท่นที่นั่ง จึงดำรัสตรัสสั่งกิดาหยัน
จงไปหาตำมะหงงกุเรปัน กับสี่พี่เลี้ยงนั้นเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กิดาหยันรับสั่งใส่เกศา
ก้มเกล้าถวายบังคมลา รีบมาประเสบันทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงแถลงแจ้งคดี แก่ตำมะหงงเสนีผู้ใหญ่
กับสี่พี่เลี้ยงภูวไนย รับสั่งให้ไปเฝ้าบัดนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงได้ฟังถ้วนถี่
ก็นึกเดาเข้าใจในที ชะรอยเหตุคืนนี้เป็นมั่นคง
แล้วชวนสี่พี่เลี้ยงพระโฉมงาม มาไปเฝ้าฟังความตามประสงค์
ออกจากประเสบันอากง เดินตรงเข้าไปในวัง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงท้องพระโรงรัตน์ชัชวาล ค่อยคลานเข้ามาหน้าที่นั่ง
คิดแก้ตัวพลางทางคอยฟัง จะรับสั่งว่าขานประการใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระตูผู้ผ่านกรุงใหญ่
จึงตรัสเรียกตำมะหงงเสนาใน กับพี่เลี้ยงมาใกล้แล้วพาที
คืนนี้อิเหนาขึ้นลอบหา อะหนะจินตะหรามารศรี
ตัวเราผู้เป็นผู้ใหญ่นี้ มิรู้ที่ผ่อนผันฉันใด
จึงบอกเล่าเจ้าไว้เป็นพยาน พระภูบาลไม่ทราบจะสงสัย
ว่าเรารู้เห็นเป็นใจ ยกบุตรีให้แก่นัดดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงนบนิ้วเหนือเกศา
กับพี่เลี้ยงทั้งสี่มีอัชฌา ก้มหน้าลงยิ้มพริ้มไป
เข้าใจในทีพระภูธร จึงกราบทูลผันผ่อนแก้ไข
พระนัดดามาจากกรุงไกร เพราะกำลังรักใคร่พระธิดา
ก็ย่อมรู้อยู่สิ้นด้วยกัน ทั้งชาวกุเรปันแลหมันหยา
ถึงสองกษัตริย์ทราบกิจจา ก็เห็นว่าจะไม่เป็นไรนัก
ขอพระองค์จงโปรดเกศี พระนัดดาธิบดีมีศักดิ์
ให้สมหวังดังจำนงที่จงรัก ด้วยตั้งพักตร์หักมาถึงเพียงนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวหมันหยาเรืองศรี
จึงตอบคำตำมะหงงเสนี เรานี้มิรู้ที่จะคิด
จะหวงแหนธิดาก็หาไม่ ครั้นจะออกปากให้ก็กลัวผิด
เห็นความทั้งนี้จะมิมิด สองพระองค์ทรงฤทธิ์คงจะรู้
ครั้นจะมิให้ก็ใช่ที่ ก็ปรานีนัดดาหนักหนาอยู่
เป็นความจนใจจริงจะนิ่งดู เราบอกไว้ให้รู้เป็นพยาน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงได้ฟังพระบรรหาร
ก้มเกล้าประณตบทมาลย์ กราบกรานแล้วพากันออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงถวายบังคมคัล พระผู้วงศ์เทวัญอสัญหยา
ทูลความตามมีพระบัญชา ให้ทราบบาทาทุกสิ่งอัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเฉิดฉัน
ฟังกระแสรับสั่งพระทรงธรรม์ เกษมสันต์สมถวิลยินดี
จึงชำระสระสรงทรงเครื่อง รุ่งเรืองจำรัสรัศมี
กุมกริชกรายกรจรลี ไปปราสาทมณีกัลยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงจึงขึ้นบนแท่นทอง นั่งแอบแนบน้องเสนหา
พี่เลี้ยงสาวศรีมีอัชฌา สะกิดกันวันทาแล้วออกไป
พระเชยชื่นรื่นเริงบันเทิงจิต แย้มสรวลชวนชิดพิสมัย
คลึงเคล้าเฝ้าชมภิรมย์ใจ มิได้คลาดคลาสักนาที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นจินตะหรามารศรี
ร่วมภิรมย์สมสวาทเปรมปรีดิ์ ด้วยระเด่นมนตรีพี่ยา
หมอบเมียงเคียงองค์พระทรงเดช ชำเลืองเนตรรับเนตรพระเชษฐา
ชลีกรงอนงามกิริยา จำนรรจาแย้มยิ้มพริ้มเพรา
พระจุมพิตชิดเชยปรางทอง พลางประคองเล้าโลมโฉมเฉลา
กัลยาหยิกตีที่พระเพลา หยอกเย้าแย้มสรวลชวนสำราญ
เพลิดเพลินจำเริญใจใหลหลง ต่างจำนงจงรักสมัครสมาน
อิงแอบแนบข้างพลางอยู่งาน เยาวมาลย์บำเรอทุกเวลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

https://vajirayana.org/system/files/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2_264950.pdf
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ