เล่มที่ ๗

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงทรงโสมนัสสา
แย้มสรวลชวนตรัสจำนรรจา ด้วยระเด่นจินตะหราวาตี
นี่แน่พี่จะเล่าให้เจ้าฟัง ถึงความหลังครั้งมาแต่กรุงศรี
เมื่อเดินทางกลางป่าพนาลี ถึงภูผาปะราปีบรรพต
พบพวกระตูได้สู้กัน พี่ห้ำหั่นชีวิตปลิดปลด
สองระตูง้องอนหย่อนยศ ยอมให้โอรสแลธิดา
ขอขึ้นเป็นเมืองออกพี่ เฝ้าฝากบุตรีนั้นหนักหนา
พี่ตั้งจิตคิดไว้แต่ได้มา หวังว่าจะให้เป็นน้อยน้อง
ยังมิได้ถูกต้องสองนาง เกรงเจ้าจะระคางหมางหมอง
เพราะมิได้สมสู่เป็นคู่ครอง จึ่งให้สองนางอยู่นอกบุรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นจินตะหรามารศรี
ฟังพระเชษฐาพาที นางชลีกรสนองพระวาจา
พระอย่ากินแหนงแคลงใจ น้องมิได้เคียดขึ้งหึงสา
สงสารสาวสวรรค์กัลยา เร่งให้ไปรับมายังธานี
นางไกลบิตุเรศมารดร พลัดพรากจากนครกรุงศรี
เห็นแต่พระผ่านเกล้าเท่านี้ ควรหรือภูมีมาทิ้งไว้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีชอบอัชฌาสัย
จึ่งตรัสแก่ขนิษฐายาใจ วันนี้พี่จะให้ไปรับมา
ว่าพลางทางสั่งบาหยัน จงไปประเสบันที่ข้างหน้า
บอกพี่เลี้ยงหรือใครให้ไคลคลา ไปรับสองสุดามาธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น บาหยันประณตบทศรี
ชวนเถ้าแก่กำนัลขันที จรลีออกไปจากในวัง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงมนเทียรที่ข้างหน้า เห็นพี่เลี้ยงเสนาอยู่พร้อมพรั่ง
จึงแถลงแจ้งความให้ฟัง ตามกระแสรับสั่งภูวไนย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงผู้มีอัชฌาสัย
มาจัดแจงโยธาคลาไคล ออกจากเวียงชัยไปฉับพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นมาถึงปลายด่านพารา ก็ไปยังพลับพลาขมีขมัน
บอกคดีพี่เลี้ยงทั้งสองนั้น ตามรับสั่งทรงธรรม์ทุกประการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองพี่เลี้ยงได้ฟังเกษมศานต์
จึงเข้าไปประณตบทมาลย์ ทูลองค์นงคราญทั้งสององค์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น สองนางแน่งน้อยนวลหง
ได้แจ้งรับสั่งพระโฉมยง ก็สระสรงทรงเครื่องเรืองรูจี
ครั้นเสร็จสองนางก็ลีลา ลงจากพลับพลาหลังคาสี
พร้อมพี่เลี้ยงกำนัลนารี จรลีมาทรงวอสุวรรณ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงทั้งสี่คนขยัน
ครั้นประเทียบเรียบพร้อมนางกำนัล ก็เร่งพวกพลขันธ์เข้าพารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงประเสบันทันใด จึงให้หยุดพลไว้ข้างหน้า
แล้วนำวอทองสองสุดา เข้ามาประทับกับวังจันทร์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระบุตรีทั้งสองสาวสวรรค์
ลีลาศลงจากวอสุวรรณ จรจรัลขึ้นสู่ตำหนักใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ นั่งเหนือแท่นทองทั้งสองศรี พร้อมกำนัลนารีน้อยใหญ่
นางค่อยเคลื่อนคลายสบายใจ อยู่ในประเสบันอากง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีสูงส่ง
สถิตที่แท่นสุวรรณบรรจง ด้วยองค์วนิดาดวงจันทร์
แต่คลึงเคล้าเฝ้าชมสมสวาท ภูวนาถปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
จุมพิตชิดเชยปรางสุวรรณ รับขวัญกัลยาแล้วพาที
พี่จะลาทรามวัยไคลคลา ไปหานางมาหยารัศมี
อย่าขุ่นข้องหมองฤทัยเทวี พอรุ่งราตรีจะกลับมา
อันที่จริงพี่น้องสองนาง รูปร่างไม่กระไรนักหนา
คิดเห็นแก่ระตูผู้บิดา ฝากฝังสั่งมาด้วยอาลัย
ครั้นจะละเลยเฉยเสียเล่า จะน้อยใจว่าเราไม่รักใคร่
วันนี้พี่จะลาเจ้าคลาไคล จำใจไปหาสักราตรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นจินตะหรามารศรี
ฟังพระเชษฐาพาที เทวียิ้มพลางทางตอบไป
อย่าพักกล่าวกลบเกลื่อนเอื้อนอำ ว่าแสร้งทำจำจิตพิศมัย
ถึงจะรักจริงจริงก็เป็นไร ใครจะห้ามหวงไว้เมื่อไรมี
เชิญเสด็จภูวไนยออกไปหา กัลยาทั้งสองจะหมองศรี
ระตูได้จงรักภักดี ควรแล้วภูมีที่เมตตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวัญหรรษา
ยิ้มพลางทางมีวาจา ช่างแหนมเหน็บเก็บว่าสารพัน
ตรัสพลางเชยปรางบังอร ตระกองกรกอดประทับรับขวัญ
สัพยอกแย้มสรวลสำรวลกัน พอตะวันเย็นย่ำค่ำลง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ จึงเสด็จย่างเยื้องจรลี มาเข้าที่ชำระสระสรง
ลูบไล้สุคนธาอ่าองค์ กลิ่นส่งหอมตลบอบอาย
กวดขนงวงพักตร์ผิวผ่อง จับแสงเทียนทองส่องพระฉาย
ทรงภูษานอกอย่างวางชาย ปั้นเหน่งเพชรพรรณรายพรายตา
ซ่าโบะขลิบทองกรองสุวรรณ ห้อยอุบะปะกันบุหงา
แจ่มแจ้งด้วยแสงจันทรา ก็ลีลาออกจากวังใน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

ร่าย

๏ ครั้นถึงประเสบันอากง มนเทียรที่พระองค์อาศัย
เสด็จยุรยาตราคลาไคล ตรงไปในห้องตำหนักนาง
เห็นพี่เลี้ยงกำนัลนอนหลับ อัจกลับเทียนยามตามสว่าง
จึงดับเทียนข้างที่บรรทมพลาง ขึ้นนั่งบนแท่นนางกัลยา
ยอกรพาดองค์นงลักษณ์ ทำเทียมน้องรักเข้ามาหา
หวังจะให้โฉมยงสงกา ว่าสังคามาระตายาใจ
ปลุกพลางกระซิบถามพลาง พระพี่นางตื่นอยู่หรือหลับใหล
ไม่ผินมาหาน้องนี่ว่าไร เคืองแค้นสิ่งใดไม่ไยดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางมาหยารัศมี
แว่วเสียงกระซิบพาที เทวีพลิกตัวมัวนิทรา
คิดว่าน้องรักร่วมฤทัย จึงคว้าไปลูบหลังลูบหน้า
แล้วถามว่ามาไยอนุชา เวลาดึกแล้วไม่หลับนอน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีตอบดวงสมร
น้องนี้มีจิตคิดอาวรณ์ จะมานอนด้วยพี่ที่ห้องใน
แต่มิได้เห็นหน้ากันช้านาน ทุกเช้าค่ำรำคาญหม่นไหม้
ตรึกถึงจึงมาด้วยอาลัย ว่าพลางกอดไว้ไม่เคลื่อนคลาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางมาหยารัศมีโฉมฉาย
แปลกจิตผิดทำนองพระน้องชาย ก็นึกหมายว่าระเด่นมนตรี
มืดอยู่ดูหน้าไม่ถนัด นงลักษณ์ผลักพระหัตถ์แล้วถอยหนี
ร้องปลุกกำนัลไปทันที เร่งไปจุดอัคคีเข้ามา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พี่เลี้ยงนางกำนัลถ้วนหน้า
ได้ยินเสียงสำเนียงพระธิดา ก็ตื่นตกใจคว้าหาเทียน
บ้างหลับตาคลำขันน้ำหก โดนกระจกคันฉ่องฉากเขียน
บ้างละเมอเพ้อคลานวนเวียน ได้เทียนจุดไฟเข้าพลัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึงเห็นพระภูวไนย ต่างตระหนกตกใจไม่มีขวัญ
บังอรอายก้มบังคมคัล นางกำนัลลนลานคลานออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ชาตรี

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงยิ้มแย้มแจ่มใส
จึงตรัสว่าแก้วตายาใจ จะอายเหนียมพี่ไยนะน้องรัก
สิเรียกให้จุดไฟเข้ามา หวังจะดูพี่ยาให้ประจักษ์
เหตุไฉนจึงไม่เงยพักตร์ นงลักษณ์ก้มหน้าเสียว่าไร
ตรัสพลางทางถดเข้าชิด จะอายเอียงเบี่ยงบิดไปข้างไหน
พระยื้อยุดฉุดชายสไบไว้ นางปัดกรค้อนให้ไม่พาที
พี่อุตส่าห์มาหาถึงในห้อง ควรหรือนิ่มน้องช่างเมินหนี
แต่จะทักสักคำก็ไม่มี มารศรีเคืองแค้นด้วยข้อไร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นางมาหยารัศมีศรีใส
ฟังคำขวยเขินสะเทินใจ อรไทจึงตอบวาจา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พระเอยพระโฉมยง พระจงโปรดเกล้าเกศา
เห็นแล้วว่าทรงพระเมตตา สู้เสด็จมาหาถึงห้องทอง
ข้าคิดประหวั่นพรั่นใจ จินตะหรารู้ไปจะเคืองข้อง
จะมีแต่ระกำช้ำใจน้อง ได้อายคนหม่นหมองไม่วายวัน
สู้เจียมตัวอยู่ตามประสายาก เพราะพลัดพรากนคเรศเขตขัณฑ์
ไม่พอใจให้ผิดติดพัน ใครนั่นจะมาปรานี
ตกมาอาศัยในเมืองท่าน จะให้เคืองรำคาญไม่พอที่
รู้ไปถึงไหนก็ไม่ดี ประชาชาวบุรีจะไยไพ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โลม

๏ สุดเอยสุดสวาท ช่างฉลาดเจรจาไม่หาได้
จะรังเกียจเดียดฉันท์กันไย เหมือนหนึ่งทรามวัยไม่เมตตา
พี่หรือจะให้เป็นเช่นนั้น อย่าสำคัญแคลงจิตขนิษฐา
ถ้อยย้ำคำมั่นจะสัญญา ที่ข้อนางจินตะหราวาตี
พี่มิให้ดูหมิ่นถิ่นแคลนเจ้า โฉมเฉลาจงเชื่อคำพี่
จะเลี้ยงน้องครองรักร่วมชีวี ให้ประนีประนอมพร้อมใจ
ไหนไหนก็เมียเหมือนกัน จะลำเอียงอาธรรม์อย่าสงสัย
ว่าพลางเชยปรางอรไท ลูบไล้โลมเล้าเคล้าคลึง ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ พระเอยพระผ่านฟ้า อะไรนี่ปากว่ามือถึง
เวทนามาเฝ้ารัดรึง ทำกระนี้เหมือนหนึ่งไม่ปรานี
ซึ่งพิไรรำพันให้สัญญา จะเชื่อพระบัญชาก็ใช่ที่
วาสนาคนยากแต่เพียงนี้ หรือจะเหมือนหนึ่งที่ปลื้มใจ
ซึ่งจะให้ประนีประนอมกัน แม้นมิสมคิดนั้นจะทำไฉน
ที่บุญน้อยก็สำหรับจะยับไป ตั้งแต่จะได้เดือดร้อน
ทรงดำริตริดูให้ถ้วนถี่ เชิญเสด็จจรลีกลับไปก่อน
ไหนไหนคงเป็นข้าพระภูธร จงเมตตาผันผ่อนให้พ้นภัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โลม

๏ แสนเอยแสนเฉลียว จะบ่ายเบี่ยงเลี่ยงเลี้ยวไปถึงไหน
ความจริงทุกสิ่งไม่ใส่ไคล้ ว่าไยอย่างนั้นนะเทวี
พี่ให้สัตย์สัญญาประสาซื่อ ควรหรือนิ่มเนื้อไม่เชื่อพี่
ยังขืนขัดอัธยาไม่ปรานี ชักช้าพาทีพิรี้พิไร
เสียแรงมาหาเจ้าสิเฝ้าขับ อารามรักจักกลับกระไรได้
ถึงจะหยิกจะตีก็มิไป จะอยู่ให้เห็นจริงของพี่ยา
ว่าพลางอุ้มนางขึ้นใส่ตัก เชยพักตร์จุมพิตขนิษฐา
สัมผัสพวงพุ่มปทุมา วิญญาณ์ด่าวดิ้นแดยัน
เอนแอบแนบองค์บังอร ตระกองกรกอดประทับรับขวัญ
เกลียวกลมสมสนิทติดพัน อยู่บนแท่นสุวรรณพรรณราย
อัศจรรย์บันดาลเป็นฝอยฝน ดวงอุบลชื่นแช่มแย้มขยาย
ที่ห่อหุ้มกลีบกล้ำก็จำคลาย คลี่ระบายบานแบ่งรับแสงจันทร์
ภุมรินบินร้องเร่ร่อน แทรกไซ้เกสรโกสุมสวรรค์
สองสมสอดคล้องทำนองกัน เกษมสันต์หรรษาในราตรี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ กล่อม

ช้า

๏ เมื่อนั้น นวลนางมาหยารัศมี
ร่วมภิรมย์สมสวาทเปรมปรีดิ์ ด้วยระเด่นมนตรีสุริย์วงศ์
แรกรู้รสรักประจักษ์ใจ แสนสนิทพิสมัยใหลหลง
หมอบเมียงเคียงข้างไม่ห่างองค์ โฉมยงแย้มพรายชายชวน
พระจุมพิตชิดเชยสัมผัสต้อง นางปัดป้องผลักพลิกแล้วหยิกข่วน
หักนิ้วพระหัตถ์ห้ามงามกระบวน เริงระริกซิกสรวลสำราญใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระผู้ผ่านกุเรปันเป็นใหญ่
แจ้งว่าโอรสยศไกร ไปอยู่ในหมันหยาธานี
จึงบัญชาใช้อำมาตย์ จงเร่งแต่งราชสารศรี
ไปหาอิเหนาว่าเรานี้ ให้กลับคืนบุรีรีบมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ บัดนั้น เสนีรับสั่งใส่เกศา
ออกมาแต่งสารศรีตีตรา แล้วขึ้นม้าควบขับไปฉับพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงหมันหยาธานี ลงจากพาชีขมีขมัน
ตรงไปในวังประเสบัน บังคมคัลระเด่นมนตรี
ทูลว่าองค์ศรีปัตหรา ให้ข้ามาถวายสารศรี
เชิญเสด็จภูธรจรลี กลับไปบุรีกุเรปัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเฉิดฉัน
ฟังข่าวผ่าวร้อนดั่งเพลิงกัลป์ ให้คิดอัดอั้นตันใจ
จำเป็นจึงรับเอาสาร ถือไว้จะอ่านก็หาไม่
แล้วว่าเสนาจงคลาไคล กลับไปทูลองค์พระทรงธรรม์
ขอถวายบังคมลาอยู่ก่อน จึงจะค่อยคืนนครเขตขัณฑ์
ตรัสพลางย่างเยื้องจรจรัล ไปปราสาทสุวรรณกัลยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น เสนีพี่เลี้ยงพร้อมหน้า
เข้าทักทายเพื่อนกันที่มา ชักชวนพูดจาไม่หยุดยั้ง
บ้างถามถึงถิ่นฐานบ้านช่อง ลูกเมียพี่น้องอยู่ข้างหลัง
แล้วเล่าความในให้กันฟัง ล้อมนั่งสนทนาพาที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น เสนีที่ถือสารศรี
ครั้นแล้วก็ลาจรลี ขึ้นพาชีรีบกลับมาฉับไว ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงคลานเข้าไปเฝ้า ก้มเกล้าประนมบังคมไหว้
ทูลแถลงให้แจ้งพระฤทัย โดยดังภูวไนยสั่งมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระปิ่นภพกุเรปันนาถา
ได้แจ้งแห่งคำพระลูกยา ผ่านฟ้าเคืองแค้นแสนทวี
ทั้งเร่าร้อนฤทัยให้รำคาญ ด้วยจวนจะแต่งการภิเษกศรี
จึงเสด็จย่างเยื้องจรลี เข้าปราสาทมณีทันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีศรีใส
อยู่ด้วยจินตะหรายาใจ ที่ในปราสาทแก้วแววฟ้า
คิดถึงนางสการะวาตี ภูมีจะใคร่ออกไปหา
จึงมีมธุรสพจนา ตรัสแก่วนิดาลาวัณย์
เจ้าอย่าละห้อยสร้อยเศร้า เปลี่ยวเปล่าฤทัยโศกศัลย์
วันนี้พี่จะลาจรจรัล ออกไปประเสบันอากง ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ สั่งเสร็จเข้าที่สระสนาน สุคนธารประทิ่นกลิ่นส่ง
สอดใส่เครื่องประดับสำหรับองค์ พอเย็นย่ำค่ำลงก็จรลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงจึงเผยม่านทอง เข้าไปในห้องมารศรี
นั่งลงข้างองค์นางเทวี ทำเฉยอยู่ดูทีกัลยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสการะวาตีเสนหา
บังคมแล้วเลื่อนองค์ลงมา กัลยาสะเทินเมินพักตร์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ชาตรี

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีมีศักดิ์
จึ่งตรัสว่าโฉมยงนงลักษณ์ ช่างผินผันหันพักตร์ไม่ทักทาย
เสียแรงมาหาน้องถึงห้องใน เพราะจงใจผูกพันมั่นหมาย
เชิญมานั่งบนที่ด้วยพี่ชาย จะสะเทินเขินอายกันว่าไร
ตรัสพลางอุ้มนางขึ้นแท่นทอง ค่อยประคองเชยชิดพิสมัย
ตระกองกรเลียมลอดสอดไว้ อรไทผลักพลิกหยิกตี
อนิจจาโฉมเฉลาเยาวลักษณ์ ก่นแต่ค้อนควักผลักมือพี่
ไม่เห็นหรือรักเจ้าเท่าชีวี สาวน้อยถอยหนีพี่ยาไย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นางสการะวาตีศรีใส
เอียงอายอดสูภูวไนย ปัดกรค้อนให้แล้วพาที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ น้อยเอยน้อยจิต พระทรงฤทธิ์ไม่โปรดเกศี
มาทำเทียมเลียมเล่นเช่นนี้ นี่หรือภูมีว่าเมตตา
แกล้งจะให้ได้ความหม่นหมอง ขุ่นข้องรำคาญเคืองไปเบื้องหน้า
ต่ำศักดิ์รักตัวกลัวนินทา ทั้งเป็นเชลยมาแต่เมืองไกล
โปรดเถิดขอประทานอย่าหาญหัก เช่นนี้หาประจักษ์ว่ารักไม่
แม้นเสด็จคืนหลังยังวังใน นั่นแหละจะเห็นใจว่าปรานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โลม

๏ แสนเอยแสนคม ลิ้นลมละเมียดเสียดสี
ธรรมเนียมที่ไหนของใครมี อย่างนี้ว่าทำให้รำคาญ
พี่ทำโดยธรรมดาประสารัก อนิจจาไม่ประจักษ์ว่าหักหาญ
จะพูดไปไยเล่าไม่เข้าการ อันคนซื่อนี้นานจะเห็นใจ
ว่าพลางทางถดเข้าชิด อิงแอบแนบสนิทพิสมัย
เจ้าจะผลักพี่ยาเสียว่าไร น้อยหรือทำได้ไม่เมตตา
ก่นแต่รบเร้าเฝ้าขับ สู้ตายจะกลับอย่าพักว่า
ถ้าแม้นจะให้พี่ไคลคลา จงผ่อนผันหันหากันโดยดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ พระเอยพระโฉมงาม จะแกล้งให้ได้ความบัดสี
สารพัดตรัสมาทั้งนี้ เห็นดีได้เปรียบข้างภูวไนย
น้องนี้พรั่นจิตคิดเกรงกลัว ไม่รู้ที่จะไว้ตัวกระไรได้
จะให้หย่อนผ่อนผันตามพระทัย ก็เกรงภัยความผิดจะติดพัน
จงดำริตริดูเถิดภูมี น้องทูลโดยดีไม่เดียดฉันท์
เป็นความสัตย์จริงทุกสิ่งอัน ไม่ประชดประชันฉันทา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โลม

๏ เจ้าเอยเจ้าพี่ ว่าไยอย่างนี้ขนิษฐา
อันความที่พี่รักกัลยา ยิ่งกว่าดวงเนตรดวงใจ
จะถนอมเนื้อนวลสงวนน้อง มิให้ข้องเคืองขัดอัชฌาสัย
เมื่อมิเชื่อโฉมตรูคอยดูไป พี่มิให้เสียสัตย์ซึ่งสัญญา
ถ้าแม้นมีใครหมิ่นถิ่นแคลน ให้เจ็บใจได้แค้นจึงค่อยว่า
ถึงมาหยารัศมีศรีโสภา พี่ก็ได้ปรึกษาหารือ
เขาก็ยินยอมพร้อมใจ เจ้าจะขืดขัดใจจะได้หรือ
ว่าพลางฉวยฉุดยุดยื้อ น้องรักผลักมือพี่เสียไย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ น่าเอยน่าสรวล พระบัญชาว่าควรแต่ส่วนได้
ทำไมกับจะอ้างข้างนั้นไป เมื่ออยู่ใต้บาทบงสุ์พระทรงฤทธิ์
เป็นคนวาสนาน้อยก็พลอยว่า จะแข็งขัดวัจนาก็กลัวผิด
ปรานีน้องบ้างยั้งหยุดคิด ใช่จะบิดเบือนไปเมื่อไรมี
ไหนไหนก็ในจะเป็นข้า อันจะพ้นผ่านฟ้าก็ใช่ที่
มาด่วนทำอะไรไยอย่างนี้ ดังจะสิ้นเดือนปีทิวาวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โลม

๏ ทรามเอยทรามเชย ไม่เอ็นดูบ้างเลยนางสาวสวรรค์
เมื่อความรักร้อนใจดังไฟกัลป์ จะให้กลั้นให้ทนกลใด
เจ้าจะห้ามความอื่นไม่ขืดขัด อันจะห้ามประดิพัทธ์นี้ไม่ได้
ว่าพลางเชยปรางอรไท ลูบไล้โลมน้องประคองเคียง ฯ
บันดาลอัศจรรย์หวั่นหวาด กัมปนาทนี่นันสนั่นเสียง
อสุนีคะนองก้องสำเนียง เปรี้ยงเปรี้ยงปลาบแปลบแวบวับ
เมฆหมอกตลบกลบกลุ้ม มัวมนมืดคลุ้มชอุ่มอับ
บดบังดาวเดือนเลื่อนลับ เป็นพยุพยับโพยมบน
โกสุมเสาวรสก็สดชื่น ชุ่มชื้นถูกต้องละอองฝน
สองกษัตริย์เกษมศานต์บานกมล อยู่บนแท่นทองรูจี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โลม

ร่าย

๏ ครั้นพระสุริยารุ่งราง ส่องสว่างจำรัสรัศมี
พระเชยโฉมโลมลาเทวี แล้วเสด็จจากที่ห้องใน
มาหยุดยั้งอัฒจันทร์ชั้นชาลา ดำรัสเรียกอนุชาเข้ามาใกล้
สั่งว่าเจ้าจงพาสองทรามวัย เข้าไปไหว้จินตะหราเวลานี้
จะได้รู้จักกันไปวันหน้า พึ่งพาฝากตัวนางโฉมศรี
สั่งเสร็จเสด็จจรลี ภูมีเข้ายังวังใน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาอัชฌาสัย
ครั้นพระเชษฐาคลาไคล ก็เข้าไปทูลสองกัลยา
บัดนี้มีรับสั่งให้ไปเฝ้า โฉมยงนงเยาว์จินตะหรา
พระตรัสซ้ำสั่งน้องถึงสองครา ให้พาจรจรัลในวันนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทั้งสองสุดามารศรี
ได้ฟังอนุชาพาที เทวีแค้นขัดแล้วตรัสไป
แม้นไหว้ระเด่นบุษบา ก็ดีกว่าหาน้อยใจไม่
ควรที่จะเป็นข้าช่วงใช้ ด้วยเนื่องในสุริย์วงศ์เทวา
นี่วาสนานางแต่อย่างนี้ เป็นเพียงบุตรีท้าวหมันหยา
แม้นอยู่ยังพระนครเหมือนก่อนมา เห็นหน้าก็จะพอเสมอกัน
ไม่เจ็บช้ำน้ำใจได้เป็นน้อย ทีนี้คนจะพลอยเย้ยหยัน
อัปยศอดสูแก่พงศ์พันธุ์ จะดูหน้านางนั้นฉันใด
จะเด็กกว่าหรือกระไรก็ไม่แจ้ง จนอยู่ไม่รู้แห่งที่จะไหว้
สองนางขัดแค้นแน่นฤทัย ชลนัยน์ไหลหลั่งลงพรั่งพราย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงเล้าโลมนางโฉมฉาย
อย่ากำสรดระทดระทวยกาย จะอัปยศอดอายแก่ใครมี
อันองค์ระเด่นจินตะหรา ก็แก่ชันษากว่าสองศรี
คราวเดียวกับระเด่นมนตรี เทวีมินบนอบไม่ชอบกล
นึกว่าวิบากกรรมเป็นธรรมดา เหมือนอยู่ใต้ฟ้าจำต้องฝน
แม้นไม่โอนอ่อนผ่อนปรน ไหนจะพ้นความผิดติดพัน
พระบิดาก็เป็นเมืองขึ้นอยู่ โฉมตรูอย่ารังเกียจเดียดฉันท์
ฉวยพระโกรธาให้ฆ่าฟัน เมื่อกระนั้นจะทำประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองราชบุตรีศรีใส
ฟังสี่พี่เลี้ยงร่วมใจ อรไทจึงตอบวาจา
จริงอยู่พี่ว่าข้าเห็นชอบ ต้องระบอบขอบใจเป็นหนักหนา
เป็นข้าท่านแล้วแต่ตามเวรา จะแข็งขัดพระบัญชาก็ใช่ที
แม้นมิคิดนิดหนึ่งด้วยบิตุราช ถึงจะม้วยชีวาตม์ให้รู้ที่
ขัดสนจนใจด้วยข้อนี้ จำเป็นแล้วพี่จะจำไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ ว่าพลางทางชวนอนุชา มาสระสรงคงคาเย็นใส
รวยรินด้วยกลิ่นน้ำดอกไม้ ลูบไล้สุคนธาอ่าองค์
ทรงพระสางสอยเส้นเกศา ผัดผิวพักตรานวลหง
นุ่งลายเขียนสุวรรณบรรจง เข็มขัดรัดองค์อำไพ
สไบกรองทองแล่งแสงระยับ ตาบประดับสร้อยนวมสวมใส่
ทองกรเนาวรัตน์ตรัสไตร สังวาลแก้วแววไววิเชียรชู
สะพังเพชรพรรณรายลายกุดั่น ห้อยอุบะปะกันเป็นพวงพู่
ธำมรงค์รังแตนแหวนงู โฉมตรูทรงมงกุฎพระบุตรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เสด็จจากห้องแก้วแพรวพรรณ พร้อมสุรางค์นางกำนัลสาวศรี
อนุชานำหน้าจรลี เทวีทรงวอเข้าวังใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงปราสาทจินตะหรา กัลยาแค้นขัดอัชฌาสัย
จำเป็นหยุดยั้งชั่งใจ ให้ประทับวอไว้ที่อัฒจันทร์
จึงสั่งสังคามาระตา จงไปทูลพระธิดาสาวสวรรค์
ว่าพี่นี้มาบังคมคัล นางนั้นจะโปรดประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาศรีใส
รับสั่งกัลยาแล้วคลาไคล เข้าไปเฝ้าองค์พระบุตรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึงค่อยหมอบคลาน กราบกรานประณตบทศรี
ทูลว่าพี่นางของข้านี้ เข้ามาอัญชลีพระบาทา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ระเด่นจินตะหรา
จึงสั่งสองพี่เลี้ยงกัลยา ไปเชิญนางเข้ามายังห้องใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองศรีพี่เลี้ยงบังคมไหว้
รับสั่งแล้วพากันคลาไคล ตรงไปยังสองเทวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ จึงทูลว่าบัดนี้พระธิดา ทราบว่าเสด็จมาทั้งสองศรี
มีความโสมนัสยินดี ให้ข้านี้มาเชิญโฉมยง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระบุตรีแน่งน้อยนวลหง
ลงจากวอทองทั้งสององค์ ฝูงอนงค์ตามเสด็จคลาไคล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงจึงค่อยเยื้องย่อง ขึ้นบนปราสาททองผ่องใส
เห็นระเด่นจินตะหราแต่ไกล ก็ทรุดองค์ลงไหว้พอเป็นที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นจินตะหรามารศรี
จึงตรัสเรียกสองราชเทวี มานั่งถึงนี่นะทรามวัย
ให้ยกพานสลามาสู่ โฉมตรูโอภาปราศรัย
เจ้าพลัดพรากจากนิเวศน์เวียงชัย จำไกลบิตุเรศมารดา
อย่าคิดรังเกียจเดียดฉันท์ เราจะร่วมรักกันไปวันหน้า
เหมือนพี่น้องร่วมท้องอุทรมา เป็นชีวาเดียวกันจนวันตาย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองราชธิดาโฉมฉาย
ได้ฟังเทวีอภิปราย ทักทายเรียกหาด้วยปรานี
ค่อยบรรเทาโทมนัสขัดข้อง จึงสนองวาจามารศรี
ซึ่งตรัสโปรดเมตตาข้านี้ พระคุณพ้นที่จะเปรียบไป
น้องไกลบิตุเรศมารดา สุริย์วงศ์พงศาก็หาไม่
แม้นใครว่าขานประการใด จงถามไถ่ให้แท้แน่นอน
แม้นมาตรประมาทจิตผิดพลั้ง ปรานียับยั้งช่วยสั่งสอน
จะได้สุขสบายคลายทุกข์ร้อน เพราะบุญบังอรปกไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จินตะหราวาตีศรีใส
ได้ฟังทั้งสองทรามวัย ให้มีใจกรุณาปรานี
จึงประทานภูษาผ้าทรง ธำมรงค์นพรัตน์จำรัสศรี
ทั้งเครื่องถมเครื่องทองของดีดี ให้สองเทวีด้วยเมตตา
อันเครื่องทรงสำหรับพระกุมาร ก็บรรจงประทานขนิษฐา
แล้วกล่าวสุนทรวาจา ชวนสองสุดายาใจ
เจ้าอย่ากลับไปประเสบัน อยู่ในวังด้วยกันใกล้ใกล้
แม้นมีทุกข์โศกโรคภัย พี่นี้จะได้ไปมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระบุตรีทั้งสองเสน่หา
นบนอบแล้วตอบวาจา ตามแต่พระธิดาจะโปรดปราน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จินตะหราเยาวยอดสงสาร
จึงสั่งสาวศรีพนักงาน กับพี่เลี้ยงนงคราญทันใด
เร่งจัดพระปรัศว์ซ้ายขวา ให้สองขนิษฐาอาศัย
อย่าให้ขัดสนสิ่งใด ดูเอาใจใส่ให้จงดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น สองราชธิดามารศรี
ถวายบังคมลาจรลี พี่เลี้ยงนารีพามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงพระปรัศว์เรืองรอง เสด็จเหนือแท่นทองเลขา
อยู่เย็นเป็นสุขทุกเวลา แสนเกษมเปรมปราในธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวดาหาเรืองศรี
ตั้งแต่พระเชษฐาธิบดี ให้เสนีมานัดการวิวาห์
อภิเษกโอรสยศยง ตามวงศ์เทวัญอสัญหยา
ก็ซ่อมแปลงแต่งราชพารา สนุกดังเมืองฟ้าโสฬส
เป็นที่เพลิดเพลินจำเริญเนตร แก่นานาประเทศทั้งปวงหมด
คอยท่าพระองค์ผู้ทรงยศ ก็นานเนิ่นเกินกำหนดนัดไว้
จะมีเหตุเภทพานในบ้านเมือง รำคาญเคืองเกิดเข็ญเป็นไฉน
คิดพลางทางเสด็จคลาไคล ออกไปยังพระโรงรจนา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๏ นั่งเหนือแท่นรัตน์แล้วตรัสสั่ง ดะหมังมนตรีมียศถา
ท่านเร่งรีบไปอย่าได้ช้า ยังพิชัยพารากุเรปัน
ฟังข่าวราชการบ้านเมือง แล้วทูลเรื่องวิวาห์ตุนาหงัน
สารพัดจัดแจงไว้ครบครัน ตามแต่ทรงธรรม์จะนัดมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังรับสั่งใส่เกศา
ก้มเกล้าประนมบังคมลา ออกมาจากท้องพระโรงคัล
เรียกหาบ่าวไพร่ได้พร้อมเพรียง จัดเสบียงหาบคอนขมีขมัน
ดะหมังเสนาขึ้นม้าพลัน รีบไปกุเรปันทันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงลงจากอาชา เข้าไปหาเสนาผู้ใหญ่
เอากิจจาเล่าแถลงให้แจ้งใจ แล้วเข้าไปในพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงเคารพอภิวาท แทบบาทบงกชบทศรี
ดะหมังดาหาธานี ทูลความตามมีบัญชาการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ เมื่อนั้น องค์ศรีปัตหราได้ฟังสาร
นิ่งนึกตรึกตราอยู่ช้านาน จึงมีพจมานตรัสไป
อิเหนาลาเราไปเล่นป่า ยังหากลับมาบุรีไม่
จะให้ถามตัวมายังกรุงไกร จึงจะได้กำหนดการวิวาห์
แล้วพระองค์ทรงแต่งสารศรี ให้ยาสาเสนีไปหมันหยา
แม้นไปถึงวันใดให้เร่งมา ถึงจะนัดผัดผาก็อย่าฟัง ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ บัดนั้น ยาสาคำนับรับสั่ง
บังคมลาแล้วออกมาจากวัง โจนขึ้นหลังอาชาแล้วคลาไคล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ รีบรัดดัดดั้นอรัญวา ลุถึงหมันหยากรุงใหญ่
ตรงไปประเสบันทันใด บังคมไหว้ระเด่นมนตรี
ทูลว่าองค์ศรีปัตหรา ใช้ข้ามาเฝ้าบทศรี
ด้วยพระปิ่นดาหาธิบดี ให้เสนีมานัดการวิวาห์
ขอเชิญพระองค์เสด็จไป บัดนี้ภูวไนยกำหนดท่า
แม้นถึงวันใดให้ไคลคลา แล้วถวายสาราทันที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
ได้ฟังยาสาเสนี ภูมีนิ่งนึกตรึกตรา
อันระเด่นบุษบาดาหานั้น หรือจะงามเท่าทันจินตะหรา
เสียแรงรักได้หักหาญมา จะทิ้งดวงยิหวาเสียฉันใด
คิดพลางทางจารึกอักษร เป็นใจความตัดรอนแล้วส่งให้
สั่งว่าข้าถวายบังคมไป แทบใต้บาทบงสุ์พระทรงฤทธิ์
ใช่จะขัดบัญชานั้นหาไม่ แต่จนใจได้เกินสะเทินจิต
จะคืนหลังยังนครนั้นสุดคิด ด้วยโทษผิดติดตัวกลัวอาญา
อนึ่งท้าวดาหาเห็นจะรู้ ว่าเรามาอยู่กับจินตะหรา
น่าจะแค้นเคืองขัดอยู่อัตรา ไหนจะให้บุษบานงเยาว์
ข้าคิดใคร่ครวญดูถ้วนถี่ ถึงไปก็เสียทีเสียเปล่าเปล่า
ยาสาจงนำเอาคำเรา ไปกราบทูลผ่านเกล้าเหมือนวาจา
อันการที่จัดแจงไว้ อย่ามีอาลัยเลยกับข้า
แม้นใครมาขอบุษบา จงให้ตามปรารถนาเขานั้น ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ยาสาสุดที่จะผ่อนผัน
บังคมลาภูธรจรจรัล กลับไปกุเรปันทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงคลานเข้าไปเฝ้า ก้มเกล้าประณตบทศรี
ถวายสารระเด่นมนตรี แล้วกราบทูลถ้วนที่ทุกสิ่งไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวกุเรปันเป็นใหญ่
ทราบสารดาลเดือดพระดนัย จึงตรัสไปแก่อัครชายา
อะหนะอิเหนานี้ผิดนัก ไปพะวงหลงรักจินตะหรา
ที่ร่วมวงศ์เทเวศร์ไม่เจตนา ส่วนที่ต่ำช้าสิชอบใจ
ตัดรอนมาตามอำเภอเอง จะยำเกรงวงศาก็หาไม่
แม้นพระอนุชารู้ไป จะน้อยใจด้วยอัปยศนัก
จำจะคิดปิดงำไกล่เกลี่ย อย่าให้เสียตระกูลประยูรศักดิ์
ถ้าใครรู้ความไม่งามพักตร์ สงสารหลานรักบุษบา
เห็นจะต้องงดการรำคาญจิต พระยิ่งคิดเคืองแค้นท้าวหมันหยา
ตรัสพลางทางสั่งเสนา เรียกดะหมังดาหาเข้ามาใน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งบังคมไหว้
ออกมายังศาลาทันใด พาดะหมังเข้าไปฉับพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระผู้ผ่านกรุงไกรไอศวรรย์
จึงบัญชาสั่งดะหมังนั้น เร่งผายผันไปแจ้งอนุชา
บอกว่าเราร้อนใจดังไฟผลาญ รำคาญด้วยอิเหนาหนักหนา
เดิมลาไปเล่นพนาวา แล้วหนีไปหมันหยาเวียงชัย
ให้ไปหาตัวเป็นหลายครั้ง แต่ผัดเพี้ยนอยู่ยังหามาไม่
อันใจกูนี้เสนาใน จะหาให้ที่ร่วมสุริย์วงศ์
แต่โอรสทำความไม่งามหน้า ไปรักใคร่จินตะหราลุ่มหลง
เหตุเพราะผู้ใหญ่นั้นเป็นมั่นคง ยุยงส่งเสริมจึงเหิมใจ
ดูทีเหมือนจะกลัวด้วยตัวผิด จึงจนจิตอยู่ยังหามาไม่
การวิวาห์ต้องเลื่อนเดือนไป แต่พอให้อิเหนากลับมา
แล้วพระองค์ทรงแต่งราชสาร ผัดผ่อนอ่อนหวานเป็นหนักหนา
ส่งให้ดะหมังเสนา เอาไปแจ้งอนุชาให้จงดี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังรับสั่งใส่เกศี
บังคมลามาขึ้นพาชี กลับไปธานีดาหาพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงเข้าพระโรงชัย บังคมไหว้พระผู้ผ่านไอศวรรย์
ทูลแถลงแจ้งความทุกสิ่งอัน ถวายสารทรงธรรม์ที่ให้มา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพดาหา
ทราบสารเคืองแค้นแน่นอุรา จึงตรัสแก่กัลยาทั้งห้าองค์
จะรีรอง้อไปไยเล่า อันลูกเราเขาไม่มีประสงค์
พระเชษฐารักศักดิ์สุริย์วงศ์ จึงทรงอาลัยไกล่เกลี่ยมา
ซึ่งจะคอยท่าหลานตามสารศรี อีกร้อยปีก็ไม่จากเมืองหมันหยา
แต่จะเวียนงดงานการวิวาห์ จะซ้ำร้ายอายหน้ายิ่งนัก
แม้นใครมาขอก็จะให้ ไม่อาลัยที่ระคนปนศักดิ์
ถึงไพร่ประดาษชาติทรลักษณ์ จะแต่งให้งามพักตร์พงศ์พันธุ์
ยิ่งคิดยิ่งแค้นแสนทวี พระภูมีกลุ้มกลัดอัดอั้น
เสด็จจากแท่นแก้วแพรวพรรณ จรจรัลเข้าในที่ไสยา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น องค์ประไหมสุหรีดาหา
ให้คิดแค้นขัดนัดดา สวมกอดบุษบาเข้าร่ำไร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

โอ้

๏ โอ้ว่าลูกรักของแม่เอ๋ย ไม่เห็นเลยว่าจะเป็นเช่นนี้ได้
สุดแสนเจ็บช้ำระกำใจ เวราสิ่งใดนะลูกรัก
เสียทีที่เจ้าเกิดมา ในตระกูลเทวาอันสูงศักดิ์
รูปทรงยงยิ่งนรลักษณ์ แต่อาภัพอัปลักษณ์กว่าฝูงคน
แม่เห็นสมสุริย์วงศ์จึ่งปลงใจ ควรหรือช่างไม่เป็นพักผล
จะได้คู่ไพร่ฟ้าประชาชน ไหนจะพ้นอัปยศอดอาย
ในแว่นแคว้นแดนชวาจะลือทั่ว จะนินทาว่าชั่วไม่รู้หาย
ร่ำพลางทางสลดระทดกาย โฉมฉายกำสรดโศกี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ช้า

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงระเด่นมนตรีเรืองศรี
เนาในหมันหยาธานี กับสามนารีที่รัก
พระชมชิดพิศโฉมจินตะหรา กอดตระกองกัลยาไว้กับตัก
โลมลูบปฤษฎางค์พลางเชยพักตร์ นางค้อนควักผลักไสในทำนอง
แล้วฉุดมือมาหยารัศมี มานั่งนี่นงเยาว์ช่วยเกาขนอง
ทำเอนอิงพิงทับปทุมทอง นางเบี่ยงบิดปิดประคองป้องกัน
พระตรัสชวนโฉมยงทรงต่อแต้ม ยิ้มแย้มเย้ายวนสรวลสันต์
ต่างองค์ลงไพ่เป็นเชิงชั้น งอนจริตบิดผันพาที
ภูธรประทานชานสลา ให้โฉมงามสามสุดามารศรี
นางหมอบกรานอยู่งานพัชนี ถ้อยทีพิศวาสไม่คลาดคลา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ระเด่นจินตะหรา
หมอบเมียงเคียงข้างภัสดา กัลยาประดิพัทธ์ผูกพัน
จึ่งบังคมทูลภูวนาถ เชิญเสด็จประพาสสะตาหมัน
รุกขชาติหลายอย่างต่างกัน ล้วนแกล้งกลั่นสรรมาปลูกไว้
ฤดูนี้ก็เป็นเทศกาล บุหงาบานรื่นรสสดใส
ทั้งสองน้องรักร่วมฤทัย จะได้ไปเก็บเล่นสำราญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเกษมศานต์
รับขวัญกัลยายุพาพาล แล้วมีพจมานตรัสไป
ซึ่งเจ้าจะชวนไปสวนศรี พี่นี้ก็ชอบอัชฌาสัย
จะได้ชมรุกขชาติประหลาดใจ ให้สำราญฤทัยเปรมปรีดิ์
ว่าพลางทางตรัสเรียกหา สังคามาระตามาในที่
จงไปสั่งข้างหน้าบัดนี้ ให้ผูกม้าเตรียมสีวิกากาญจน์
อันขอเฝ้าเหล่าเกณฑ์แห่ ให้พร้อมแต่ย่ำรุ่งสุริย์ฉาน
พี่จะไปประพาสอุทยาน กับสามเยาวมาลย์สำราญใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาอัชฌาสัย
ถวายบังคมลาคลาไคล ออกไปสั่งความตามบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น จึงเจ้าพนักงานถ้วนหน้า
บ้างจัดแจงแต่งวอช่อฟ้า ดาดหลังคาผูกม่านเตรียมไว้
นายเวรปลัดเวรขอเฝ้า ก็สั่งพวกเลวเหล่าบ่าวไพร่
เร่งหาไม้น้อยน้อยสอยดอกไม้ ให้มีไปตามเกณฑ์เวรละอัน
พวกเวรออกก็บอกมาระดม จะเสด็จไปชมสะตาหมัน
ที่เกียจคร้านขาดเวรมาหลายวัน ให้เพื่อนกันไปผูกคอมา
บรรดาพวกพี่เลี้ยงแลเสนี ต่างเตรียมพลมนตรีซ้ายขวา
กรมม้าก็ผูกอาชา คอยท่ารับเสด็จพระภูมี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น บาหยันซ่าเหง็ดสาวศรี
มาสั่งกันบรรดานารี พรุ่งนี้จะเสด็จอุทยาน
พวกวิเสทสันทัดจงจัดแจง ตกแต่งเครื่องเสวยคาวหวาน
สาวสาวเหล่าพวกพนักงาน เครื่องอานตามธรรมเนียมเร่งเตรียมไว้  
แล้วสั่งสาวใช้ให้ไปบอก ข้าหลวงเรือนนอกที่ใกล้ใกล้
ครั้งนี้สิรู้อยู่เต็มใจ อย่าให้อายชาวกุเรปัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางข้าหลวงสาวสรรค์
แจ้งว่าจะเสด็จจรจรัล ไปประพาสสวนขวัญก็ปรีดา
ต่างคนต่างพากันมาเรือน บอกเพื่อนที่สนิทชิดชอบหน้า
นั่งจีบพลูพลางทางพูดจา บรรจงเจียนสลาใส่ซอง
ลางคนพึ่งหายไข้ไรรก หยิบกระจกมาตั้งนั่งส่อง
ติดขี้ผึ้งควันเทียนเวียนมอง ผัดหน้านวลละอองยองใย
บ้างนุ่งผ้าตานีเป็นทีท่วง ห่มแพรดวงม่วงอ่อนหงอนไก่
นั่งพิศดูตัวเห็นชั่วไป เปลี่ยนผ้าห่มใหม่จะให้งาม
ลางคนปากคอใช่พอดี เสียดสีเปรียบเปรยเย้ยหยาม
ถุ้งเถียงด่าทอต่อความ ลวนลามลำเลิกทะเลาะกัน
ลางนางบ้างมีที่มุ่งหมาย ก็แต่งกายนุ่งห่มให้คมสัน
มวนบุหรี่ใบจากใส่จันทน์ หวังจะไปให้กันที่กลางทาง
บรรดาข้าหลวงทั้งสามแห่ง ต่างแต่งประกวดอวดรูปร่าง
ที่แสนงอนไม่งดชดลิ้นคาง บุ้ยปากถากถางแล้วยิ้มพราย
ลางนางหลงหลับอยู่กับเพื่อน บ่าวเตือนแต่งตัวกลัวจะสาย
มานั่งพรั่งพร้อมเรียงราย คอยเสด็จโฉมฉายจะยาตรา ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวัญหรรษา
จึงชวนทรามวัยไคลคลา เสด็จมาสรงสนานสำราญกาย​ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ชมตลาด

๏ พระทรงสุคนธารในพานทอง นางผัดพักตร์ผิวผ่องส่องพระฉาย
พระทรงภูษายกกระหนกกลาย นางนุ่งลายก้านขดงดงาม
พระสอดใส่ฉลององค์โอภาส นางห่มตาดเรืองรองทองอร่าม
พระทรงบั้นเหน่งสายประจำยาม โฉมงามคาดเข็มขัดรัดองค์
พระทรงทับทรวงดวงกุดั่น นางใส่สร้อยสุวรรณตันหยง
พระสอดสวมพาหุรัดกระหวัดวง นางทรงทองกรแก้วประพาฬ
พระทรงธำมรงค์เรืองระยับ นางใส่แหวนประดับมุกดาหาร
พระทรงชฎาแก้วสุรกาญจน์ เยาวมาลย์ทรงมงกุฎพระบุตรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นเสร็จพระเสด็จจรจรัล ลงจากสุวรรณปราสาทศรี
มาทรงสินธพพาชี ทั้งสามเทวีทรงวอทอง
พร้อมพี่เลี้ยงเสนากิดาหยัน แห่แหนแน่นนันต์เป็นแถวถ้อง
อนุชาขี่ม้าที่นั่งรอง สาวสนมเนืองนองตามมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กลองโยน

๏ ครั้นถึงทวาราสะตาหมัน ยังไม่ทันอุทัยไขแสงกล้า
ลงจากมโนมัยไคลคลา สามสุดาตามเสด็จจรลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

พระทอง

๏ ชี้ชวนนวลนางพลางประพาส ชมพรรณรุกขชาติในสวนศรี
บ้างระบัดผลัดใบเขียวขจี บ้างคลายคลี่ยอดแย้มแกมผกา
พระโฉมยงทรงเก็บกุหลาบเทศ ประทานองค์อัคเรศจินตะหรา
ทำเทียมเลียมลอดสอดคว้า กัลยาปัดกรค้อนคม
พระทรงสอยสร้อยฟ้าสาระภี ให้มาหยารัศมีแซมผม
เลือกเก็บดอกลำดวนชวนชม ใส่ผ้าห่มให้สการะวาตี
แล้วเอาใบมะพร้าวมาทำงู หลอนหมู่กำนัลสาวศรี
ลางนางแล่นล้มไม่สมประดี สรวลระริกซิกซี้นี่นัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

เบ้าหลุด

๏ เมื่อนั้น จินตะหราวาตีสาวสวรรค์
เดินเคียงข้างองค์พระทรงธรรม์ ประพาสพรรณบุปผาสุมามาลย์
พลางทูลภูวไนยให้เหนี่ยวน้อม เด็ดดวงพวงพะยอมหอมหวาน
เบญจมาศชาตบุษย์แบ่งบาน เด็ดประทานให้สการะวาตี
สาวหยุดยื่นย้อยห้อยระย้า จงหักให้มาหยารัศมี
เด็ดดอกประยงค์อยู่ตรงนี้ ให้ยาหยีสังคามาระตา
ก่นแต่ฉวยฉุดยุดยื้อ นี่หรือว่าเก็บบุหงา
ช่างไม่อดสูอนุชา อะไรนั่นเป็นน่าอายใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ปะหลิ่ม

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงยิ้มพลางเฉลยไข
อะอายองค์อนุชาไปว่าไร ใช่คนอื่นไกลหาไหนมา
สามองค์จงมาให้ใกล้พี่ ชวนชี้ชมพรรณบุปผา
พระเก็บสาวหยุดยื่นให้กัลยา เอารสนาสาเป็นกลใน
อนิจจาแนบเนื้อไม่เชื่อจิต จะอายเอียงเบี่ยงบิดไปข้างไหน
พลางพระกระชั้นชิดติดตามไป เลี้ยวไล่ไขว่คว้าสามนารี
กุมกรจินตะหราพาเที่ยว ลดเลี้ยวไปในสวนศรี
สัพยอกหยอกหยิกซิกซี้ ถ้อยทีบันเทิงปรีดา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เพลงจีน

ร่าย

๏ ครั้นสายแสงศรีรวีวร ทินกรร้อนแรงแสงกล้า
จึงชวนโฉมงามสามสุดา ลีลาศลงสู่ท่าชลาลัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

สระบุหร่ง

๏ สรงสนานสำราญในสระศรี วารีลึกซึ้งเย็นใส
พระสาดน้ำหยอกสามทรามวัย นางแฝงพักตร์บังใบปทุมมาลย์
แล้วโฉมยงทรงเก็บโกสุม ว่ายกระทุ่มธาราฉ่าฉาน
พระเด็ดดอกบุษบงทิ้งนงคราญ เยาวมาลย์ป้องปัดไปมา
เฝ้าเหน็บแนมแกมกลปนไป ฉวยฉุดชายสไบจินตะหรา
ตลบหลังเลี้ยวไล่ไขว่คว้า กุมกรสการะวาตี
แล้วหลีกลัดสกัดกั้นกาง นวลนางมาหยารัศมี
สามนางพลางผลักภูมี หยิกตีทำกระบวนให้ยวนใจ
เหล่าฝูงสุรางค์นางกำนัล บ้างชวนกันซ่อนเร้นเล่นไล่
บ้างเที่ยวถอนบัวเผื่อนเกลื่อนไป สำราญใจทุกหน้านารี

ฯ ๑๐ คำ ฯ เพลงฉิ่ง

ร่าย

๏ สรงเสร็จเสด็จจากสระสนาน กับสามองค์นงคราญมเหสี
กรายกรบทจรจรลี มายังที่ปราสาทสวนดอกไม้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ต่างองค์ทรงเครื่องเรืองระยับ มงกุฎเก็จเพชรประดับดอกไม้ไหว
แล้วลีลามาทรงอาชาไนย ทรามวัยทรงสีวิกากาญจน์
พรั่งพร้อมขอเฝ้าเหล่ากำนัล เสนากิดาหยันทวยหาญ
แห่แหนเป็นขนัดอัดอุทยาน คืนเข้าราชฐานวังใน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

https://vajirayana.org/system/files/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2_264950.pdf
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ