เล่มที่ ๒๖

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเรืองศรี
แต่ได้เห็นย่าหรันฤทธี ก็ยินดีจำได้ว่าสียะตรา
คิดจะใคร่ทูลองค์พระทรงศักดิ์ ให้รู้จักแจ้งว่าขนิษฐา
แล้วกลัวเกลือกจะพะวงสงกา เคลือบแคลงวาจาไม่เชื่อฟัง
จะไปดูสำคัญให้มั่นก่อน จึงจะทูลภูธรต่อทีหลัง
ตริเสร็จแล้วเสด็จออกจากวัง ไปยังย่าหรันทันใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันครั้นเห็นก็ปราศรัย
มานั่งนี่ด้วยกันอย่าเกรงใจ เจ้านี้ชื่อไรไปไหนมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาจึงตอบว่า
เราชื่อจะหรังวิสังกา อนุชาปันหยีชาญชัย
เห็นน้องก็เป็นน่าเอ็นดู พึ่งมาอยู่ในเมืองใหม่ใหม่
ไม่มีที่ร่วมรักรู้จักใคร พี่จึงตั้งใจจำนงมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันวิลิศมาหรา
ยิ้มพลางทางกล่าววาจา ขอบใจเชษฐาเป็นพ้นนัก
เมตตาอุตส่าห์มาเยี่ยมเยือน ดูเหมือนหนึ่งคนเคยรู้จัก
บุญของน้องแล้วได้พบพักตร์ จะผูกพันร่วมรักกันสืบไป
ตรัสพลางสรวลสันต์หรรษา ชวนเล่นเจรจาปราศรัย
ต่างแสนเสนหาอาลัย รักใคร่สนิทติดพัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น โฉมยงหลงหนึ่งหรัดสาวสวรรค์
ครั้นบ่ายชายสีรวีวรรณ เคยไปประพาสพรรณมาลี
จึงชวนนวลนางอรสา กับระเด่นกันจะหนามารศรี
พร้อมฝูงกำนัลนารี จรลีมาสวนดอกไม้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

สมิงทอง

๏ นางเสด็จลดเลี้ยวเที่ยวประพาส รุกขชาติช่อทรามงามไสว
พิกุลดกดอกตกเต็มไป กำนัลในไล่เก็บชิงกัน
พื้นเตียนเลี่ยนลาดศิลาลาย พฤกษารายรอบพลับพลาสะตาหมัน
สาวหยุดพุทธชาดมะลิวัลย์ เลื้อยพันกำแพงแก้วเป็นแถวทิว
ลางนางบ้างเก็บลูกบานเย็น มาผัดหน้าทาเล่นไม่เป็นสิว
ที่สันทัดดัดจริตบิดพลิ้ว ถือมะกรูดกรีดนิ้วเดินดม
เกนหลงทรงเด็ดดอกจำปา ประทานนางอรสาแซมผม
นางกำนัลน้อยน้อยสอยสุกรม เก็บใส่สไบห่มห่อมา
บ้างเก็บดอกรักซ้อนทำซ่อนเงื่อน ให้เพื่อนที่สนิทเป็นปริศนา
บ้างแย้มสรวลชวนชมมาลา หยอกกันหรรษาสำราญ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เพลงฉิ่ง

ร่าย

๏ แล้วเสด็จหยุดยั้งนั่งเล่น ในตำหนักที่นั่งเย็นเกษมศานต์
ร้อยกรองบุปผาสุมามาลย์ กับพี่เลี้ยงนงคราญกำนัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเฉิดฉัน
ครั้นบ่ายชายแสงสุริยัน จึงว่าแก่ย่าหรันอนุชา
วันนี้พี่จะพาจรลี ไปหาปันหยีสุกาหรา
ตรัสพลางทางชวนกันลีลา ออกจากวังดาหาปาตี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันผู้รุ่งรัศมี
ครั้นมาใกล้สวนมาลี ได้ยินเสียงสตรีนี่นัน
จึงเหลือบเหลียวแลลอดสอดดู ตามช่องประตูสะตาหมัน
เห็นสามอรไทวิไลวรรณ นั่งอยู่ด้วยกันบนพลับพลา
ให้คิดประดิพัทธ์พิศวง ในอนงค์น้อยนั้นหนักหนา
พระองค์อ่อนละไมไปมา แล้วจินดานิ่งนึกคะนึงใน
อันนางนฤมลคนนี้ จะเป็นเมียปันหยีหรือมิใช่
ช่างงามจริงพริ้งพร้อมละม่อมละไม ดูพลางเพลินไปไม่ไคลคลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาจึงร้องว่า
หยุดอยู่นั่นไยยังไม่มา เห็นอะไรต้องตาหรือว่าไร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันรัศมีศรีใส
สะดุ้งจิตคิดตอบคำไป หนามอะไรมายอกน้องนี้
แล้วแสร้งแกล้งยกบาทา อนิจจาเคราะห์ร้ายไม่พอที่
ทำผูกพักตร์ชักหนามแล้วพาที อย่าเพ่อไปก่อนพี่อยู่ท่ากัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาตอบย่าหรัน
หนามนี้เจ้ากรรมสำคัญ ให้กวาดทุกวันก็มีมา
เหมือนแกล้งชักนำมาจำเพาะ ชะรอยสบคราวเคราะห์ขนิษฐา
เห็นจะปวดรวดเร้าถึงอุรา นึกนึกก็เป็นน่าประหลาดใจ
แต่หนามนิดเท่านี้สิยังเจ็บ ถ้าถูกต้องลองเล็บจะเป็นไฉน
ตรัสพลางแย้มสรวลชวนคลาไคล เข้าในวังปันจะรากัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงตำหนักที่ข้างหน้า จึงไปหาปันหยีเฉิดฉัน
สังคามาระตาบังคมคัล แต่ย่าหรันนั้นไม่อัญชลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีปรีดิ์เปรมเกษมศรี
จึงตรัสเรียกย่าหรันทันที มานั่งถึงนี่อนุชา
ทั้งสองสนทนาปราศรัย มิได้เดียดฉันท์หรรษา
แล้วตรัสสั่งกำนัลกัลยา ไปหาหลงหนึ่งหรัดมาบัดนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นวลนางกำนัลสาวศรี
รับสั่งบังคมแล้วจรลี ไปยังที่ตำหนักนางโฉมยง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ แจ้งว่าเสด็จอยู่สวนดอกไม้ จึงตามไปกราบทูลนางเกนหลง
ว่าพระเชษฐาสุริย์วงศ์ ให้เชิญองค์อรไทไคลคลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เกนหลงแจ้งใจว่าให้หา
จึงเสด็จจากสวนมาลา ไปเฝ้าพระเชษฐาธิบดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงจึงประณตบทบงสุ์ โฉมยงองค์มิสาระปันหยี
เหลือบเห็นย่าหรันทันที เทวีขวยเขินสะเทินใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีไม่พะวงสงสัย
จึงว่าแก่ขนิษฐาทันใด เจ้ารู้จักกันไว้กับพี่ยา
ทั้งสองอย่ารังเกียจเดียดฉันท์ จงเป็นพี่น้องกันไปภายหน้า
แล้วตรัสสั่งสาวสรรค์กัลยา ให้ยกเครื่องโภชนามาบัดนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นางกำนัลรับสั่งใส่เกศี
จึงเชิญเครื่องโภชนาสาลี ตั้งถวายปันหยีด้วยปรีดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
จึงตรัสเรียกย่าหรันกับกัลยา เจ้ามากินโภชนาด้วยกัน
ไหนไหนก็เป็นน้องของพี่ มารศรีอย่ารังเกียจเดียดฉันท์
จงสนิทคิดเหมือนว่าร่วมครรภ์ จะทำถือเชิงชั้นไม่ชอบใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เกนหลงหนึ่งหรัดศรีใส
ทั้งอายทั้งกลัวภูวไนย จึงจำใจเสวยโภชนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันวิลิศมาหรา
เห็นเกนหลงทรงโฉมโสภา ลักขณาเลิศล้ำนารี
ให้คิดพิสมัยใจปอง ด้วยรู้แน่ว่าเป็นน้องของปันหยี
เสวยพลางทางดูเทวี ทำทีแยบคายชายตา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายฝูงนางบำเรอถ้วนหน้า
ครั้นเข้าที่เสวยเคยเวลา ต่างถวายวันทาพร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

เบ้าหลุด

๏ จึงรำฟ้อนอ่อนระทวยนวยนาด ยุรยาตรเยื้องกรายผายผัน
แล้วตีวงลดเลี้ยวเกี่ยวพัน รอเรียงเคียงกันเป็นแยบคาย
ทำทวนทบตรลบหลีกเลี่ยง นางจำเรียงจับระบำรำถวาย
หันเหียนเปลี่ยนแทรกไปข้างซ้าย แล้วย้ายมาขวาทำท่าทาง
ซ้อนจังหวะประเท้าเคล่าคล่อง เป็นทำนองมยุเรศฟ้อนหาง
เวียนระวันหันวงอยู่ตรงกลาง กำนัลนางนารีปรีดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันเร่งแสนเสนหา
ดูนางพลางชำเลืองนัยนา ระวังเนตรเชษฐาเทวี
เห็นปันหยีเมินไปดูฟ้อนรำ พระลำลำจะใคร่โลมนางโฉมศรี
แกล้งขยับกลับกายเป็นหลายที เห็นเทวีไม่เหลือบเหลียวมา
จึงค่อยลอบเลียมลองต้องพระหัตถ์ นางสะบัดแหวนหลุดลงตรงหน้า
พระแย้มยิ้มพริ้มพรายชายตา กัลยากลุ้มกลัดขัดใจ
ครั้นปันหยีเหลือบแลมาตรง จึงหยิบธำมรงค์นั้นส่งให้
ทำเป็นกล่าวแกล้งแสร้งใส่ไคล้ ว่าแหวนของทรามวัยตกลง ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีมีศักดิ์สูงส่ง
เชื่อคำย่าหรันเป็นมั่นคง พระองค์เคืองขัดแล้วตรัสมา
เกนหลงหนึ่งหรัดนี้เป็นไร จิตใจเพลิดเพลินนักหนา
แหวนหลุดจากนิ้วเคลื่อนคลา จะรู้สึกกายาก็ไม่มี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เกนหลงหนึ่งหรัดมารศรี
กลุ้มกลัดขัดแค้นแสนทวี ครั้นจะแจ้งคดีก็อายใจ
นางนั่งก้มพักตร์แล้วชักหน้า จะเสวยโภชนาก็หาไม่
บังคมลาเชษฐาทันใด กระทืบเท้าเข้าไปที่ไสยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันวิลิศมาหรา
ครั้นเสร็จเสวยโภชนา ก็อำลาปันหยีจรลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เดินพลางทางคิดพิศวง ให้คะนึงถึงองค์นางโฉมศรี
ครั้นถึงวังดาหาปาตี ตรงเข้าสู่ที่บรรทมใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๏ ทอดองค์ลงเหนือบรรจถรณ์ แน่นอนอ่อนจิตพิสมัย
ยอกรก่ายพาดวิลาศไว้ พลางสะท้อนถอนใจไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงสงสัยเป็นหนักหนา
เห็นย่าหรันสร้อยเศร้าพักตรา กิริยาวิปริตผิดไป
จึงเข้าใกล้บาทมูลแล้วทูลถาม พระมีความเดือดแค้นเป็นไฉน
หรือไปหาปันหยีวันนี้ไซร้ หยาบช้าว่าไรให้โกรธา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันวิลิศมาหรา
จึงแจ้งความตามจริงในวิญญาณ์ ปันหยีมิได้ว่าอะไรน้อง
น้องเห็นขนิษฐาของปันหยี ความงามไม่มีเสมอสอง
ทำไฉนจะได้เป็นคู่ครอง จะตริตรองคิดอ่านประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงกราบทูลแถลงไข
แม้สอดสนหาคนชิดใช้ ที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัลยา
แล้วผูกรักให้ช่วยชักสื่อสาร เห็นการก็จะสมปรารถนา
นี่ขัดสนจนใจด้วยปลอมมา ไม่รู้ที่จะพึ่งพาผู้ใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันได้ฟังก็หม่นไหม้
ยิ่งมีความเสนหาอาลัย ถวิลถึงอรไทเทวี
พระคิดจะใคร่ไปหา ให้พบพักตรานางโฉมศรี
ครั้นจะไปตรงตรงก็ไม่ดี ปันหยีจะพะวงสงกา
พระจึงคิดเขียนผ้าคลุมผทม เรื่องอุณรุทสมนางอุสา
แต้มลายเบญจรงค์ลงน้ำยา รจนาเส้นสุวรรณบรรจง
อันรูปทรงองค์นางอุสา ไม่ผิดเพี้ยนพักตราเกนหลง
ส่วนรูปอุณรุทที่เขียนลง เหมือนรูปพระองค์ดังวาดไว้
ครั้นเสร็จเสด็จย่างเยื้อง จะแต่งองค์ทรงเครื่องก็หาไม่
ให้พี่เลี้ยงถือผ้าตามไป พระทรงอาชาไนยจรลี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงปันจะรากันติกาหรัง นิเวศน์วังมิสาระปันหยี
จึงเสด็จลงจากพาชี เข้าไปนั่งยังที่ตำหนักใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีผู้มีอัชฌาสัย
จึงตรัสถามย่าหรันทันใด ผ้าอะไรนั่นเจ้าเอามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันวิลิศมาหรา
ว่าผ้าผืนนี้น้องรจนา เอามาให้ขนิษฐายาใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีศรีใส
หยิบผ้ามาคลี่ดูทันใด ภูวไนยไม่ทันสงกา
จึงว่าเจ้ายังเยาว์อยู่เพียงนี้ ฉลาดเขียนได้ดีเป็นหนักหนา
แล้วว่าเป็นไฉนอนุชา จึงไม่ทัดบุหงามาลี
ธรรมเนียมแรกรุ่นจำเริญวัย ย่อมตกแต่งตัวไว้ให้มีศรี
ไม่ทัดดอกไม้ก็ไม่ดี นารีไม่จงเจตนา
ตรัสพลางสำรวลสรวลสันต์ ย่าหรันยิ้มเยื้อนแล้วเบือนหน้า
ปันหยีจึงมีวาจา ตรัสสั่งกัลยากำนัลใน
จงไปบอกหลงหนึ่งหรัดบัดนี้ ว่าพี่เอาผ้ามาให้
วันนี้เห็นแตระดอกไม้ ยังอยู่หรือไรให้เอามา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นวลนางกำนัลเสนหา
คำนับรับราชบัญชา ถวายบังคมลาแล้วลุกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงห้องแก้วเกนหลง นางกำนัลนั่งลงบังคมไหว้
ทูลความตามคำภูวไนย ขอเชิญเสด็จไปอย่าช้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เกนหลงหนึ่งหรัดขนิษฐา
จึงสั่งบาหยันกัลยา จงเอาบุหงาไปบัดนี้
ตรัสพลางย่างเยื้องจรจรัล ออกจากห้องสุวรรณเรืองศรี
บาหยันถือพานมาลี ตามเสด็จเทวีลีลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงจึงประณตบทเรศ พระผู้วงศ์เทเวศร์เชษฐา
แล้วรับเอาพานมาลา วางไว้ตรงหน้าเยาวมาลย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
จึงหยิบดอกไม้ที่ในพาน มาประทานย่าหรันอนุชา
แล้วเอาผ้านั้นมายื่นให้ แก่องค์อรไทขนิษฐา
เจ้าจงพินิจพิจารณา จะชอบใจหรือว่าไม่ชอบใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เกนหลงหนึ่งหรัดศรีใส
คลี่ผ้าออกดูทันใด เห็นรูปอรไทอยู่ในนั้น
อันทรวดทรงอุณรุทรูปเขียน ไม่ผิดเพี้ยนพักตราย่าหรัน
นางแค้นขัดปัดผ้าเสียพลัน อภิวันท์ปันหยีแล้วลุกมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีเคืองขัดแล้วตรัสว่า
น่าชังมั่งหรือไม่อนุชา ปัดผ้าเสียแล้วก็ลุกไป
ชั่วดีมิได้บอกออกอรรถ แค้นขัดใครมาหรือไฉน
ใจคอพอดีไปเมื่อไร แต่เป็นเช่นนี้ไปอัตรา
พี่ก็มิรู้ที่จะถือโทษ เจ้าก็อย่าได้โกรธขนิษฐา
ว่าพลางทางหยิบผ้ามา เพ่งพิจารณาดูไป
เห็นรูปทรงองค์อุณรุทนั้น จะผิดเพี้ยนย่าหรันก็หาไม่
รูปอุสานารีที่เขียนไว้ เหมือนเกนหลงกระไรไม่คลาดคลาย
พระพิโรธโกรธกริ้วคือไฟฟ้า นัยนาดังแสงสุริย์ฉาย
ดูดู๋คนคดประทษร้าย เย่อหยิ่งหยาบคายเป็นพ้นนัก
แสนมหาแต่บุตรระตู ยังเกรงกลัวกูไม่หาญหัก
นี่เป็นกระไรมาจึงฮึกฮัก อ้ายอัปลักษณ์ลูกชาวพนาวา
จะอวดหาญแก่กูนี้หรือไร หากเกรงภูวไนยอยู่หนักหนา
แต่วันนี้ไปแม้นมึงมา จะให้ข้ากูไสคอไป ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันก้มหน้าน้ำตาไหล
ได้อายอัปยศอดสูใจ ไม่โต้ตอบสิ่งไรก็ลุกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เดินพลางทางยืนหยุดยั้ง ถวิลหวังถึงองค์ขนิษฐา
พอพบจะหรังวิสังกา จึงว่าค่อยอยู่จะลาไป
ไหนพี่ว่าจะไปหาข้า ยังวังดาหาที่อาศัย
เมื่อไรเล่าพี่จึงจะคลาไคล เอ็นดูน้องอย่าให้เนิ่นนาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาจึงว่าขาน
วันนี้มีธุระมาพะพาน ถ้าว่างงานพรุ่งนี้จะคลาไคล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันรัศมีศรีใส
จึงเสด็จมาทรงอาชาไนย คลาไคลคืนกลับไปฉับพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงลงจากพาชี ไปยังที่พลับพลาสะตาหมัน
หอมกลิ่นบุหงาระคนกัน ยิ่งคะนึงถึงขวัญเนตรนัก ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

พญาโศก

๏ ทอดองค์ลงกับที่บรรจถรณ์ ให้อาวรณ์วิตกเพียงอกหัก
พระกรก่ายวิลาศพาดพักตร์ ถวิลถึงนงลักษณ์แล้วถอนใจ
จะทำไฉนดีนะอกเอ๋ย จะได้เชยชมชิดพิสมัย
จนจิตสุดคิดไม่เห็นใคร จะช่วยให้ได้สมดังจินดา
เอาอุบะขึ้นวางไว้กลางทรวง นึกว่าพุ่มพวงดวงยิหวา
พระเชยชมดมดอกไม้กัลยา หอมซาบนาสายิ่งจาบัลย์
แต่พลิกกลับสับสนทนเทวษ จะนิ่งนอนหลับเนตรก็ใฝ่ฝัน
แสนสวาทมาดหมายผูกพัน มิได้บรรทมหลับในราตรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นรุ่งรางสร่างแสงสุริยง ก็อ่าองค์ทรงเครื่องเรืองศรี
เสด็จไปพลับพลาสวนมาลี ภูมีให้คะนึงถึงกัลยา
จึงหยิบกระดาษมาวาดเล่น แล้วบรรจงลงเส้นเลขา
เขียนรูปทศพักตร์ลักสีดา พระตรึกตราจะลักนางเหมือนอย่างนั้น ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายสังคามาระตาเฉิดฉัน
ให้เร่าร้อนฤทัยดังไฟกัลป์ สงสารย่าหรันเป็นพ้นไป
มาเกิดการร้าวฉานกันดังนี้ เพราะว่าปันหยีไม่จำได้
จะช่วยก็ขัดสนจนใจ เหมือนทูลไว้เมื่อครั้งอุณากรรณ
แต่กำลังรักใคร่ยังไม่เห็น นี่ปะเป็นคราวแค้นแสนศัลย์
ถึงผิดก็ไม่เสียพงศ์พันธุ์ ด้วยได้ตุนาหงันกันมา
จะช่วยให้เสร็จสมอารมณ์คิด จะชอบผิดกระไรนักหนา
คิดแล้วมาทรงอาชา ไปวังดาหาปาตี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงถามกิดาหยัน แจ้งว่าย่าหรันอยู่สวนศรี
จึงเสด็จลงจากพาชี ตามไปยังที่สวนดอกไม้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันรัศมีศรีใส
เห็นจะหรังวิสังกามาแต่ไกล จึงซ่อนกระดาษไว้เสียใต้เพลา
แล้วมีวาจาปราศรัย น้องคิดว่าจะไม่มาเล่า
เห็นหน้าพี่ที่ทุกข์ค่อยบรรเทา เชิญเข้ามานั่งสั่งสนทนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาได้ฟังว่า
จึงตอบย่าหรันมิทันช้า พี่ไม่เคยมุสาพาที
เจ้าอย่าได้พะวงสงสัย นานไปจึงจะเห็นจริงพี่
ดูน้องก็น่าปรานี ผ่ายผอมดังมีโรคา
แม้นว่าเป็นโรคอื่นไกล จะไม่พอเป็นไรนักหนา
อันไข้ใจนี้สุดปัญญา ที่จะรักษาพยาบาล
จะแก้ไขให้บ้างก็เหลือรู้ จนใจด้วยอยู่ในมือท่าน
เห็นเจ้าทนทุกข์ทรมาน พี่พลอยรำคาญเป็นพ้นไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันตอบคำแถลงไข
แต่น้อยมาจนจำเริญวัย จะเคยไข้เช่นนี้บ่ห่อนมี
ถ้าพี่มิช่วยพยาบาล ไม่นานก็จะได้เผาผี
แม้นว่าเมตตาน้องครานี้ เห็นทีจะรอดชีวาลัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเฉลยไข
จะช่วยอนุกูลไม่สูญใจ แต่สิ่งใดอย่าได้พรางเรา
เมื่อกี้พี่เหลือบแลดู เห็นกระดาษประหลาดอยู่ในมือเจ้า
ไยจึงซ่อนใส่ไว้ใต้เพลา จงบอกเราให้แจ้งแต่จริงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันรัศมีศรีใส
จะแจ้งความตามจริงก็อายใจ จึงแก้ไขบ่ายเบี่ยงเลี่ยงเจรจา
กระดาษเปล่าดอกพี่ที่มือน้อง เอามาว่าจะลองเลขา
ยังไม่ทันลงเส้นเห็นพี่มา ก็วางไว้กลัวว่าจะปลิวไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาแถลงไข
ซึ่งว่ากระดาษเปล่าก็เข้าใจ อยู่ไหนส่งมาจะขอดู
มาพรางที่ปรึกษาเป็นน่าสรวล อนิจจาไม่ควรจะอดสู
นี่หรือรักร่วมใจมิให้รู้ จะอุปถัมภ์ค้ำชูไปอย่างไร
ด้วยพี่นี้เหมือนหมอยา จะพิทักษ์รักษาคนไข้
ไม่บอกโรคให้แจ้งมาแฝงไว้ ก็เป็นไม่รู้ที่จะเยียวยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันวิลิศมาหรา
ดีใจในคำจำนรรจา จึงหยิบกระดาษมาให้ดูพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเฉิดฉัน
คลี่กระดาษดูลายเลขานั้น เห็นรูปทศกัณฐ์ลักสีดา
จึงว่าถ้าเจ้าหาญเหมือนเขียนนี้ เห็นทีจะสมปรารถนา
อันจะตุนาหงันกัลยา ที่ไหนเชษฐาจะปลงใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันจึงกล่าวสนองไข
น้องคิดมืดมนเป็นพ้นไป อุปไมยเหมือนผงเข้าตา
พี่เอ็นดูด้วยช่วยคิดให้ เอาไว้เป็นเพื่อนไปภายหน้า
แม้นมีทุกข์ภัยสิ่งไรมา น้องจะทอดกายาอาสาไป
อันทุกข์อนุชาครานี้ จะคิดแก่ชีวีนั้นหาไม่
ชี้ช่องเถิดน้องจะคลาไคล จะเป็นไรก็ตามแต่เวรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาใจกล้า
จึงว่าเจ้าจงฟังพี่ยา อุตส่าห์กินโภชนาสาลี
อย่าขาดเฝ้าองค์ศรีปัตหรา อย่าโกรธตอบมิสาระปันหยี
จงฟังคำเราแต่เท่านี้ เห็นทีจะสมจิตที่คิดไว้
แม้นว่าได้ช่องชอบกล จึงจะนำยุบลมาบอกให้
ว่าแล้วก็ลาคลาไคล ขึ้นอาชาไนยกลับมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

ทะแย

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
พระทัยรำลึกตรึกตรา ถึงสการะหนึ่งหรัดโฉมยง
แต่ให้สารสื่อสวนชวนชิด ยังไม่ได้สมคิดจิตประสงค์
เช้าค่ำร่ำครวญถึงนวลอนงค์ ฝันใฝ่ใหลหลงทุกเวลา
ครั้นสิ้นแสงสุริยาสายัณห์ ดวงบุหลันส่องแสงในแหล่งหล้า
ดูเดือนเหมือนพักตร์พระธิดา ยิ่งทวีถวิลหาอาลัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึงตรัสสั่งสังคามาระตา เจ้าอยู่รักษาที่อาศัย
วันนี้พี่จะลอบเข้าไป หาองค์อรไทเทวี
สั่งเสร็จพระเสด็จเข้าที่สรง สำอางองค์ทรงเครื่องเรืองศรี
พระกรกุมกริชฤทธี จรลีไปกับประสันตา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลงช้า

๏ ครั้นถึงปราการกั้นชั้นใน เห็นนั่งยามตามไฟอยู่พร้อมหน้า
จึงเดินเวียนแวดชายไปมา ดูท่าทางที่จะเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น เกนหลงหนึ่งหรัดศรีใส
ครั้นราตรีเดือนหงายสบายใจ อรไทสำอางอ่าองค์
แล้วชวนโฉมนางอรสา กับระเด่นกันจะหนานวลหง
ออกจากห้องสุวรรณบรรจง เสด็จลงไปเล่นที่ชาลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลงช้า

พระทอง

๏ ลีลาศประพาสชมแสงบุหลัน เหล่าเชลยกำนัลหรรษา
นั่งล้อมพร้อมฝูงกัลยา เล่นคุลาซ่อนลูกลอบตี
บ้างเล่นงูกินหางหันเหียน วงเวียนไล่เลี้ยวหลีกหนี
บ้างนั่งเรียงเคียงแข่งนาวี ถ้อยทีทายแน่ไม่แพ้กัน
นางชวนพวกระเด่นเล่นซักส้าว แย่งยุดฉุดฉาวทุกสาวสรรค์
แล้วเล่นไล่ไขว่คว้าพัลวัน แสนสนุกทุกกำนัลนารี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลงฉิ่ง

ร่าย

๏ บัดนั้น บาหยันพี่เลี้ยงสาวศรี
ครั้งล่วงปฐมยามราตรี ก็ร้องเตือนเทวีให้ไสยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาจึงแกล้งว่า
ปันหยียังไม่นิทรา ให้กัลยาอยู่เล่นสำราญใจ
ว่าแล้วกระซิบสั่งกิดาหยัน เร่งไปบอกย่าหรันจงได้
วันนี้ชอบกลเป็นพ้นไป จะมาก็ให้รีบมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กิดาหยันรับสั่งใส่เกศา
ถวายบังคมคัลวันทา แล้วรีบไปดาหาปาตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงคลานเข้าไปใกล้ กราบไหว้ย่าหรันเรืองศรี
แจ้งความตามสั่งสิ้นคดี แล้วลาจรลีกลับไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันรัศมีศรีใส
ชื่นชมโสมนัสหฤทัย ดังได้เสวยสวรรค์ชั้นฟ้า
จึงสั่งพี่เลี้ยงทั้งสี่ อันเป็นที่สนิทเสนหา
แม้นน้องม้วยมุดสุดชีวา พี่พากันกลับไปธานี
จงทูลแก่ท้าวไททั้งสอง ว่าน้องบังคมลาบทศรี
อันจะครองชีวิตไว้นี้ พ้นที่จะทนเวทนา
แม้นพบพระพี่นางโฉมยง กับองค์ภูวเรศเชษฐา
พี่อย่าได้ทูลกิจจา ให้สองกษัตราแจ้งใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงกราบทูลแถลงไข
พระจงหยุดยั้งชั่งฤทัย เกลือกจะเกิดเหตุใหญ่วุ่นวาย
ปันหยีก็มีอานุภาพ เคยปราบระตูมามากหลาย
ทั้งทหารใจบาปหยาบคาย มากมายฝีมือระบือฤทธิ์
พวกเราเจ้าข้ามาเท่านี้ พ้นที่จะรอต่อติด
ใช่ข้าจะอาลัยแก่ชีวิต แต่พระคิดตรึกตรองให้จงนัก
อันระเด่นวิยะดาตุนาหงัน สมกันทั้งรูปทรงยศศักดิ์
พระจะมาเสียองค์หลงรัก ด้วยหญิงต่ำศักดิ์ไม่สมควร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันตอบคดีถี่ถ้วน
ซึ่งว่าขานทานทัดทั้งมวล น้องก็คิดใคร่ครวญแต่เดิมมา
เป็นเวรากรรมมาจำจิต จะม้วยมิดด้วยความเสนหา
น้องมิได้อาลัยแก่ชีวา แต่ให้สมปรารถนาที่นึกไว้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงเพียงม้วยตักษัย
กราบลงกับบาทพระภูวไนย ต่างคนร่ำไรโศกา
แม้นพระองค์ตกไหนไม่ไกลกัน ถึงจะม้วยชีวันก็ไม่ว่า
จะคืนหลังไปยังพารา อยู่ไปจะเป็นข้าผู้ใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันรัศมีศรีใส
เห็นสี่พี่เลี้ยงโศกาลัย ภูวไนยรันทดกำสรดทรง
แล้วแข็งขืนอารมณ์สมประดี มาเข้าที่ชำระสระสรง
ลูบไล้สุคนธาอ่าองค์ กลิ่นส่งหอมฟุ้งจรุงใจ
พระแกล้งแต่งแปลงกายา มิให้ชาวพาราสงสัย
ชวนสี่พี่เลี้ยงคลาไคล ลอบไปยังปันจะรากัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลงช้า

๏ ครั้นถึงศาลาน้อยนอกประตู ให้พี่เลี้ยงซุ่มอยู่แต่ที่นั่น
พี่อย่าตามข้าจรจรัล จงชวนกันคอยรับเมื่อกลับมา
ว่าแล้วลีลาคลาไคล ปลอมไปใครไม่ทันรู้จักหน้า
เข้าเรือนจะหรังวิสังกา ยับยั้งคอยท่าอยู่ช้านาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เกนหลงหนึ่งหรัดเกษมศานต์
เล่นกับสาวศรีบริวาร อยู่ที่ชั้นชานชาลา
ครั้นดึกก็ไปไสยาสน์ กับองค์นงนาฏอรสา
พวกพี่เลี้ยงกำนัลกัลยา นิทราริมที่แท่นสุวรรณ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเฉิดฉัน
ครั้นคนหลับก็กลับจรจรัล ไปบอกย่าหรันทันที
หลงหนึ่งหรัดกับนางอรสา นิทราบนแท่นทองทั้งสองศรี
สำคัญมั่นคงให้จงดี เทวีนั้นนอนอยู่ข้างใน
เมื่อเจ้าจะเข้าไปข้างในที่ จงขึ้นทางข้างนี้ที่ชี้ให้
ใครใครทักถามอย่าคร้ามใจ ปันหยียังไม่กลับมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันยินดีเป็นนักหนา
พระจึงจัดแจงแต่งกายา เฟ็ดผ้าให้พ้นสนับเพลา
เจียระบาดคาดมั่นกระสันทรง กระหวัดชายหางหงส์ให้คล่องเคล่า
แล้วเสด็จลัดแลงแฝงเงา ย่องเข้าไปยังที่ไสยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ ค่อยช้อนอุ้มองค์หลงหนึ่งหรัด เอาชายซ่าโบะรัดขนิษฐา
พระเร่งรีบดำเนินเดินมา สะดุดนางขุชชานารี
ไม่เหลือบเหลียวเลี้ยวลงจากตำหนัก ออกจากประตูลักสวนศรี
สี่พี่เลี้ยงแวดล้อมจรลี ไปดาหาปาตีฉับพลัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เข้าในห้องทองที่ไสยาสน์ วางนางเหนืออาสน์แล้วรับขวัญ
พินิจพิศพักตร์เพียงดวงจันทร์ ผิวพรรณผุดผ่องละอององค์

ฯ ๒ คำ ฯ

ชมโฉม

๏ พิศโอษฐ์งามเหมือนจะเยื้อนยิ้ม เพริศพริ้มเพรารับกับขนง
จุไรเรียบรอยกันบรรจง อรชรอ่อนองค์เอวบาง
งามนอนกรทอดระทวยหัตถ์ ดูไหนสารพัดไม่ขัดขวาง
ยิ่งคิดพิสมัยที่ในนาง พระเชยปรางพลางชมภิรมยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น เกนหลงหนึ่งหรัดขนิษฐา
ครั้นตื่นฟื้นองค์ขึ้นมา ตกประหม่าถามไปว่าใครนี้

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันเล้าโลมนางโฉมศรี
ใครจะอาจมาได้นั้นไม่มี เหมือนพี่ที่พิกลกิริยา
แต่ตรึกตรอมจนผอมผิดทรง เพราะจำนงจงจิตเสนหา
แสนทุกข์ทรมานนานมา เจ้าดวงยิหวาไม่แจ้งใจ
ยามกินพี่กินแต่ชลเนตร รัญจวนครวญเทวษโหยไห้
จะสู้สิ้นชีวาไม่อาลัย น้องรักจงได้ปรานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น เกนหลงหนึ่งหรัดมารศรี
กลุ้มกลัดขัดแค้นแสนทวี ก็กันแสงโศกีร่ำไร
โอ้ว่ากะกังปันหยี ดึกดื่นปานนี้ไปอยู่ไหน
นิ่งให้โจรป่าพนาลัย เข้าไปลอบลักพามา
หยาบช้าน่าชังบังอาจ พอสมกันกับชาติกะละหนา
เมื่อไรปันหยีพี่ยา จะตามมาสังหารให้บรรลัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันยิ้มพลางแถลงไข
สุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ก็แจ้งใจ อนิจจาว่าได้ไม่เมตตา
เพราะพี่ต่ำศักดิ์จึงรักดี หวังจะให้มารศรีช่วยเกื้อหน้า
ร้องไปใครจะอายนะกัลยา ใช่ว่าจะพ้นมือพี่เมื่อไร
ตรัสพลางเชยชิดจุมพิตพักตร์ ความรักพูนเพิ่มพิสมัย
นางสะบิ้งสะบัดขัดใจ หยิกข่วนผลักไสไม่ไยดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ บัดนั้น ลำบูพี่เลี้ยงทั้งสี่
หับทวารลงเขื่อนทันที แล้วกำชับโยธีทั้งนั้น
ใครอย่าเข้าออกไปมา พิทักษ์รักษาจงกวดขัน
จัดทหารวางด้านไว้พร้อมกัน สรรพสรรพ์อาวุธนานา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางขุชชาค่อมทาสา
ซึ่งย่าหรันเดินสะดุดออกมา ครั้นตื่นตาเรียกเพื่อนกันวุ่นวาย
ระเด่นอรสาก็ฟื้นองค์ คว้าหาเกนหลงเห็นนางหาย
ต่างตระหนกตกตะลึงไปทั้งกาย ก็ลงร้ายว่าย่าหรันมาลักไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงอกสั่นหวั่นไหว
ไปยังองค์อนุชาชาญชัย บังคมไหว้แล้วแถลงแจ้งยุบล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิสังกาฟังคำทำฉงน
อย่าว่าอื้ออึงไปไม่ชอบกล ฝูงคนได้ยินจะไยไพ
ข้าจะไปทูลองค์ปันหยี ความนี้จะเกิดเหตุใหญ่
จึงชวนปูนตาคลาไคล รีบไปตามองค์พระภูมี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ประสันตาพี่เลี้ยงปันหยี
ครั้นเห็นคนหลับใหลได้ที ก็มาที่แถวทิมริมประตู
เห็นแต่ตาเฒ่าล้อมวัง คนหนึ่งนั่งจักสานกระเชออยู่
จึงเข้าไปพูดเล่นทำเอ็นดู ว่าปู่นอนเถิดให้สบาย
ส่งกระเชอมาหลานจะสานให้ เพลาเช้าก็จะได้ทันขาย
พูดพลางทางดูแยบคาย เขม้นหมายไม้ลำจะทำการ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ตาเฒ่าล้อมวังนั่งจักสาน
หาวนอนโงกงมซมซาน คิดว่าเพื่อนราชการไม่สงกา
จึงส่งกระเชอนั้นมาให้ ว่าขอบใจหลานรักหนักหนา
แล้วล้มนอนบิดกายไปมา มิช้าก็กรนหลับไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีเห็นคนหลับใหล
กับพี่เลี้ยงประสันตาผู้ร่วมใจ จึงยกไม้ไผ่พาดกำแพงพลัน
แล้วเมียงมองตามช่องทวารา ไม่เห็นคนไปมาผายผัน
สงัดเสียงพูดจาเรียกหากัน จึงปีนลำไม้นั้นขึ้นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาอัชฌาสัย
เที่ยวมาหาองค์พระทรงชัย แลไปพอพบประสันตา
จึงแกล้งกระแอมไอให้เสียง พระพี่เลี้ยงจำได้ออกมาหา
ก็กระซิบบอกความตามกิจจา ประสันตาตีอกตกตะลึง
จึงพากันมายังภูวไนย เห็นพระปีนขึ้นไปจวนจะถึง
จะร้องบอกออกอรรถก็กลัวอึง จึงยุดบาทข้างหนึ่งเหนี่ยวไว้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีหลากจิตคิดสงสัย
โจนจากกำแพงพลันทันใด แล้วถามว่าอะไรอนุชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาขนิษฐา
ทูลว่าหลงหนึ่งหรัดกัลยา นิทราอยู่ในที่หายไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีน้อยจิตคิดครวญใคร่
พี่เห็นมิใช่ใครอื่นไกล ชะรอยไอ้ย่าหรันเป็นมั่นคง
ตรัสพลางคิดแค้นแน่นจิต กูจะผลาญชีวิตให้ผุยผง
จึงชวนอนุชาโฉมยง เสด็จตรงไปปันจะรากัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงประชุมทวยหาญ จัดพลอลหม่านขมีขมัน
พร้อมถ้วนกระบวนทัพฉับพลัน สรรพสรรพาวุธนานา
พระแต่งองค์ทรงเครื่องสำหรับศึก ฤทัยนึกแค้นขัดสหัสสา
มาทรงสินธพอาชา รีบเร่งโยธาคลาไคล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น หญิงชายชาวร้านบ้านใกล้
ไม่แจ้งเหตุเภทพาลประการใด ต่างตื่นตกใจวุ่นวาย
สำคัญว่าโจรป่าเข้ามาปล้น ประชาชนอกสั่นขวัญหาย
บ้างร้องเรียกลูกผัวกลัวตาย หญิงชายวิ่งปะทะปะกัน
ลางคนสาละวนนอนสนุก เมียปลุกลุกหลงละเมอฝัน
หลับตาคว้าอะไรก็ไม่ทัน ฉุดคร่าพากันออกจากมุ้ง
ที่บ้านใกล้ได้ยินเสียงแซ่ นึกแน่ว่าไฟไหม้ใกล้รุ่ง
ขัดเขมรออกมาผ้าพันพุง ปีนขึ้นข้างยุ้งแย่งหลังคา
บ้างวิ่งวุ่นอลวนขนของ โดนประตูตกล่องล้มถลา
หลงกอดแม่ยายว่าภรรยา เหลือบไปปะพ่อตาก็ตกใจ
พวกผู้หญิงวิ่งตื่นตัวสั่น ร้องเพรียกเรียกกันว่าไฟไหม้
อุ้มบุตรฉุดหลานลงบันได สับสนปนไปกับพวกชาย
บ้างเลี้ยวออกหลังวัดพลัดผัว ผ้าห่มอยู่กับตัวก็ตกหาย
บ้างลากลุงจูงป้าย่ายาย วุ่นวายไปทั้งเวียงชัย ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ปันหยีผู้มีอัชฌาสัย
เห็นคนตระหนกตกใจ ก็รีบขับมโนมัยไคลคลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาขนิษฐา
ขี่ม้าตามม้าปันหยีมา ในอุราเร่าร้อนดังอัคคี
อนิจจาย่าหรันจะบรรลัย เพราะกูแนะนำให้ไม่พอที่
จะว่าวอนผ่อนผันฉันใดดี ปันหยีจึงจะคลายโกรธา
คิดพลางขับม้าเคียงม้าทรง ค่อยกระซิบทูลองค์พระเชษฐา
จงดำริตริดูด้วยปรีชา ฟังข้าน้อยก่อนอย่าร้อนรน
อันจะด่วนโกรธาฆ่าฟัน เกลือกว่าย่าหรันนั้นขัดสน
สิ้นคิดฤทธาเข้าตาจน จะผลาญนฤมลให้มรณา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีตรัสตอบขนิษฐา
เมื่อมันจะห้ำหั่นวนิดา เวราแล้วจะทำประการใด
พี่ได้อัปยศอดสู จะรอรั้งยั้งอยู่กระไรได้
จำแก้แค้นแทนทำให้หนำใจ ถึงจะม้วยบรรลัยก็ตามที
ว่าพลางทางเร่งรี้พล เยียดยัดอัดถนนอึงมี่
ครั้นถึงวังดาหาปาตี ให้โยธีเข้าล้อมพร้อมกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ทั้งสี่พี่เลี้ยงย่าหรัน
จึงเข้าไปทูลองค์พระทรงธรรม์ ว่าปันหยียกมาล้อมไว้
ข้าน้อยจะขอออกต่อสู้ พันตูไปกว่าจะตักษัย
มาตรแม้นชีวันไม่บรรลัย ก็มิให้ได้เคืองบทมาลย์

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันฤทธิไกรใจหาญ
จึงห้ามสี่พี่เลี้ยงไม่ต้องการ จะด่วนออกรบราญไปทำไม
ขนิษฐามาอยู่ในมือเรา ถึงเขาจะเข้ามาหากลัวไม่
พี่จงกำชับกันไว้ อย่าให้ใครออกต่อตี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงประณตบทศรี
แล้วสนองบัญชาพาที พระตรัสนี้เห็นความงามนัก
แต่อย่าไว้วางใจแก่ปันหยี เกลือกมิได้ท่วงทีไม่หาญหัก
จะแกล้งกล่าวเล่ห์ลวนชวนชัก ด้วยแหลมหลักอุบายหลายชั้น
ทูลแล้วก็ถวายบังคมลา ออกจากห้องไสยาผายผัน
มาสั่งโยธาทั้งปวงนั้น ก็สงบลงพลันทันใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันรัศมีศรีใส
มิได้ครั่นคร้ามขามใจ พลางปลอบอรไทไปมา
อย่าเพ่อกันแสงก่อนนะโฉมฉาย เสียดายชลเนตรขนิษฐา
ต่อพี่ตายแล้วจึงโศกา จงสู้กลั้นชลนาของน้องไว้
ชำระโลหิตให้พี่ มารศรีจำคำไว้จงได้
อันผ้าห่มนิทราของทรามวัย เจ้าห่อศพให้พี่เถิดรา
พี่จะตั้งสัตย์ปฏิญาณ อธิษฐานตามความปรารถนา
จะขอเกิดในตระกูลกษัตรา วงศ์อสัญแดหวาเรืองชัย
ให้เข้าครรภ์ประไหมสุหรี ในสี่ธานีกรุงใหญ่
ขอพบประสบสมทรามวัย จึงจะไม่อายหน้านารี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เกนหลงหนึ่งหรัดมารศรี
ได้ฟังก็ปิดกรรณเสียทันที แล้วเทวีทรงโศกโศกาลัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ปันหยีแค้นขัดอัชฌาสัย
ยิ่งพิโรธโกรธกริ้วคือไฟ จะเข้าไปในทวารา
เห็นบานประตูปิดมิดมั่น กลอนลั่นลงเขื่อนไว้แน่นหนา
จึงสั่งบังคับโยธา ให้ประดาปืนยิงทันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดเดี๋ยวใบบานทวารวัง หักระทมล้มพังไม่ทนได้
ปันหยีขี่ขับอาชาไนย รุกรานเข้าไปทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

๏ เมื่อนั้น เกนหลงหนึ่งหรัดมารศรี
รู้ว่าปันหยีมาก็ยินดี จึงเคลื่อนองค์จากที่จะลีลา
ย่าหรันโอบอุ้มประคองไว้ นางผลักไสหยิกตีหนักหนา
กลิ้งเกลือกเสือกร่ำโศกา ให้คั่งแค้นแน่นอุราจาบัลย์

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ปันหยีฤทธิแรงแข็งขัน
ลงจากมโนมัยเข้าไปพลัน จึงกระชั้นสิงหนาทวาจา
เจ้ามึงอยู่ไหนไอ้ลำบู สู่รู้อวดหาญหนักหนา
ไม่เกรงกูผู้เรืองฤทธา ชีวาจะม้วยบรรลัย
เหวยเหวยย่าหรันอกตัญญู ไปซุกซอนซ่อนอยู่หนไหน
หรือจะให้เข้าค้นจนห้องใน พาไอ้ชาติชั่วทรชน
มึงควรทำได้ถึงเพียงนี้ อ้ายกาลีลูกชาวไพรสณฑ์
แต่ระตูผู้ผ่านภูวดล ยังไม่หาญทานทนฝีมือกู
นับอะไรกับไอ้เช่นนี้ กล้าดีก็ออกมาต่อสู้
มึงเร่งมาสังหารผลาญกู จะได้อยู่ด้วยกันสำราญใจ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันไม่พรั่นหวั่นไหว
จึงอุ้มองค์ขนิษฐาคลาไคล จากห้องบรรทมในฉับพลัน
ครั้นใกล้จึงวางนางลง กุมกรโฉมยงไว้มั่น
พระหัตถ์ขวากุมกริชเทวัญ ยืนยันดังจะต่อฤทธา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
จึงว่าเหวยย่าหรันอหังการ์ หยาบช้าสามารถบังอาจใจ
กูได้อัปยศจะทดแทน แก้แค้นฆ่าเสียให้จงได้
แม้นมึงดีจริงจงชิงชัย จะได้เห็นฤทธิไกรกันวันนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันจึงตอบปันหยี
จะฆ่าฟันฉันใดก็ตามที อันน้องจะถอยหนีอย่าสงกา
พี่ทำเถิดกว่าจะหายโกรธ ด้วยโทษน้องผิดเป็นหนักหนา
ตามแต่พี่เจ้าจะเมตตา จะสังหารก็ท่าจะบรรลัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยียืนตะลึงหลงใหล
ฟังคำน้ำเสียงก็จับใจ เผอิญให้มีจิตคิดเมตตา
เห็นพระน้องยืนเคียงย่าหรัน งามสมควรกันนักหนา
ค่อยคลายหายความโกรธา จึงยับยั้งรั้งรารอไว้
ทั้งคิดเอ็นดูขนิษฐา กลัวว่าจะม้วยตักษัย
แม้นว่าต่อตีบัดนี้ไซร้ เห็นมันจะไม่ไว้เยาวมาลย์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หลงหนึ่งหรัดร้อนใจดังไฟผลาญ
เห็นพระเชษฐาชัยชาญ ยังไม่หักหาญเข้าชิงชัย
จึงว่าจะยอมให้แก่โจรป่า งามหน้าอยู่แล้วหรือไฉน
ลูกฟานลูกกระจงในพงไพร ตกมีฤทธิไกรกว่าพี่ยา
รู้ไปถึงไหนน่าอัปยศ จะมาไว้ทรยศแก่วงศา
หรือชิงชัยไม่ได้ก็บอกมา จงว่าให้แจ้งออกบัดนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึงองค์มิสาระปันหยี
ได้ฟังขนิษฐาพาที กลัวว่าจะมี่อึงไป
ถ้าใครแจ้งว่าแปลงปลอมมา จะเอาหน้าไปไว้หนไหน
ยิ่งคิดกลุ้มกลัดขัดใจ เข้ารุกไล่ย่าหรันทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้นย่าหรันผู้รุ่งรัศมี ไม่อาจหาญต้านตอบต่อตีคอยทีแทงมาจึงรับไว้ หลบหลีกผันผัดปัดป้องจะถูกต้องอาวุธก็หาไม่ ครั้นกริชกระทบกันทีไรก็ลุกเป็นเปลวไฟขึ้นฉับพลัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กลองแขก

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเฉิดฉัน
ค่อยกระซิบทูลองค์พระทรงธรรม์ อย่าเพ่อหุนหันกระชั้นชิด
ประทานโทษจงโปรดเกศี วันนี้น้องเห็นวิปริต
เกลือกจะเป็นวงศ์พระทรงฤทธิ์ จึงกริชกระทบเป็นเปลวไฟ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีผู้มีอัชฌาสัย
เห็นชอบก็เงือดงดไว้ แล้วตรัสไปแก่สังคามาระตา
แต่พี่แทงคนมานับพัน อาสัญเพราะมือก็หนักหนา
ไม่เคยเป็นเช่นนี้อนุชา หรือจะเหมือนเจ้าว่าประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ศรีปัตหราเป็นใหญ่
ได้ยินเสียงปืนดังถึงวังใน ก็ถามไถ่เสนาด้วยพลัน
ครั้นแจ้งว่ามิสาระปันหยี ยกพลมาตีย่าหรัน
พระเร่งร้อนฤทัยดังไฟกัลป์ ไม่ทันแต่งองค์อลงการ์
ตรัสสั่งให้ผูกคชสาร ภูบาลมายืนคอยท่า
เสด็จยังเกยแก้วแววฟ้า ขึ้นคชารีบไปจะให้ทัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงลงจากช้างทรง เห็นปันหยีรณรงค์กับย่าหรัน
พระจึงมีพจนารถไปพลัน พ่อขอชีวันย่าหรันไว้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันปันหยีบังคมไหว้
ต่างองค์ต่างทูลสนองไป ตามในเหตุผลแต่ต้นมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์ศรีปัตหรา
ครั้นแจ้งจึงมีพระบัญชา ตรัสว่าย่าหรันนั้นยังเยาว์
กำลังร้อนรักจึงหักหาญ อหังการไม่เกรงใจเจ้า
โทษผิดหนักอยู่ด้วยดูเบา ลูกรักจงบรรเทาโกรธา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
ได้ฟังพระราชบัญชา กราบกับบาทาแล้วทูลไป
แต่ข้าน้อยเกิดมาถึงเพียงนี้ ใครจะหยามย่ำยีก็หาไม่
ถึงหน่อกษัตริย์ทุกกรุงไกร จะทำอันใดได้ก็ไม่มี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกาหลังจึงตอบปันหยี
อันย่าหรันล่วงเกินดังนี้ ก็ควรที่จะทำแทนทด
ด้วยตัวเจ้ามีความอับอาย คนทั้งหลายลือชาปรากฏ
แต่พ่อมาขอเจ้าจึงเงือดงด จะได้อัปยศไยมี
ถึงย่าหรันจะเรืองฤทธิไกร จะต่อสู้เจ้าได้ก็ใช่ที่
แต่ใจหนุ่มกลุ้มไปด้วยยินดี ไม่กลัวชีวีจะบรรลัย
เจ้าอย่าก่อกรรมทำเหตุ เห็นแก่บิตุเรศจงยกให้
อย่าให้บิดาได้อายใจ แก่เสนาในซึ่งตามมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
กราบทูลสนองพระบัญชา มิให้เคืองบาทาภูวไนย
ซึ่งพระองค์ตรัสห้ามทั้งนี้ สุดที่ข้าน้อยจะขัดได้
ทูลแล้วบังคมลาคลาไคล ลงไปจากเรือนย่าหรันพลัน
ลีลาศแต่โดยบาทา ปนมากับพวกพลขันธ์
อันมนตรีแลพี่เลี้ยงนั้น ป้องกันปันหยีลีลา
พระยิ่งคิดอัปยศอดอาย แก่หญิงชายชาวเมืองหนักหนา
มิได้เหลียวแลไปมา ก้มหน้าดำเนินเดินไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นมาถึงปันจะรากัน เข้าห้องสุวรรณหาช้าไม่
ทอดองค์ลงระทดสลดใจ พระสะอึกสะอื้นไห้โศกา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกาหลังสุริย์วงศ์นาถา
เห็นเกนหลงหนึ่งหรัดกัลยา ดวงพักตร์ลักขณาลาวัณย์
แรกรุ่นจำเริญตายาใจ ดังนางในฟากฟ้ากระยาหงัน
คล้ายประไหมสุหรีกุเรปัน พระทรงธรรม์พิศวงสงกา
กระนี้หรือย่าหรันมิมั่นหมาย จะสู้ตายด้วยความเสนหา
คิดพลางทางมีบัญชา สั่งเสนาปาเตะทันใด
จงอยู่ด้วยอะหนะย่าหรัน ป้องกันปันหยีจงได้
เกลือกจะมาฆ่าฟันให้บรรลัย เห็นโกรธเกรียมเหี้ยมใจจะไม่ฟัง
ครั้นเสร็จสั่งมหาเสนี ภูมีขึ้นทรงช้างที่นั่ง
กลับคชสารศรีมีกำลัง เสด็จคืนเข้ายังวังใน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

โอ้ปี่

๏ เมื่อนั้น ปันหยีเศร้าสร้อยละห้อยไห้
คิดถึงขนิษฐายาใจ พระพิไรรำพันโศกา
โอ้ว่าพระชนกชนนี จะติโทษลูกนี้หนักหนา
เสียแรงพระเลี้ยงลูกมา ทำให้เคืองบาทาถึงสามที
ครั้นลูกไปเลี้ยงจินตะหรา ผ่านฟ้าก็ได้หมองศรี
แล้วลูกพาบุษบามานี้ พระชนกชนนีก็ร้อนใจ
ครั้งนี้ลูกพาพระน้องมา ไม่พิทักษ์รักษาไว้ได้
ให้มาปนศักดิ์ด้วยชาวไพร แม้นพระองค์แจ้งไปจะได้อาย
เสียแรงเรืองฤทธิ์สิทธิศักดิ์ อัปลักษณ์ยิ่งคนทั้งหลาย
เสียทีที่เกิดมาเป็นชาย มาทำความอายถึงเพียงนี้
แม้นพบบุษบายาใจ ก็ไม่กลับคืนไปกรุงศรี
จะพากันซอกซอนนอนพงพี ไปกว่าชีวีจะบรรลัย
อันจะอยู่ในกรุงกาหลังนี้ จะดูชาวบุรีกระไรได้
ยิ่งคิดยิ่งแค้นแน่นทรวงใน ให้ละห้อยน้อยใจจาบัลย์

ฯ ๑๔ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ หวนหุนฉุนโกรธขึ้นมา จะใคร่ผลาญชีวาย่าหรัน
แล้วคิดถึงพระองค์ทรงธรรม์ ได้มาขอชีวันมันไว้
แต่แค้นขัดกลัดกลุ้มทรวงทรง จะเสวยจะสรงก็หาไม่
บรรทมโศกศัลย์รัญจวนใจ อยู่ในแท่นรัตน์รูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเรืองศรี
จึงปรึกษาพี่เลี้ยงผู้ภักดี พระภูมีเศร้าใจไม่สบาย
มิได้สรงเสวยโภชนา ทรงโศกโศกาไม่เหือดหาย
คิดถึงพระน้องนุชสุดเสียดาย ไปปนศักดิ์ด้วยชายต่ำช้า
น้องนึกเห็นว่าย่าหรัน ท่วงทีนั้นมิใช่ชาวป่า
เห็นจะเป็นระเด่นสียะตรา คล้ายศรีปัตหราดาหานัก
ทั้งแกล้วกล้าสามารถอาจอง น่าจะเป็นสุริย์วงศ์สูงศักดิ์
รูปทรงโสภาน่ารัก ย่อมเห็นประจักษ์อยู่ด้วยกัน
ทั้งจริตก็ผิดโจรป่า เห็นจะแกล้งแปลงมาเป็นแม่นมั่น
แล้วชิงชัยให้เกิดอัศจรรย์ เพราะเป็นวงศ์เดียวกันไม่ทันคิด
ครั้นปรึกษากับสี่พี่เลี้ยงแล้ว ค่อยผ่องแผ้วเคลื่อนคลายสบายจิต
จึงเข้าไปเฝ้าองค์พระทรงฤทธิ์ เห็นนิ่งนิทราทรงโศกี
สังคามาระตาโฉมยง กราบลงแทบบาทปันหยี
แล้วจึงทูลแถลงแจ้งคดี ตามที่ได้ปรึกษาหารือกัน
น้องนี้คิดเห็นเป็นมั่นคง พระองค์อย่าเพ่อโศกศัลย์
ข้าจะให้ประจักษ์วงศ์พงศ์พันธุ์ จะขอกริชย่าหรันนั้นมาดู ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีตรึกไตรไปเป็นครู่
แล้วว่าแก่อนุชาโฉมตรู อันกริชสิคู่กับดวงใจ
เจ้าจะไปขอมานั้น ที่ไหนย่าหรันมันจะให้
มิรู้จะว่าประการใด ตามแต่หฤทัยอนุชา
อันพี่นี้ขัดสนพ้นคิด ด้วยกลัดกลุ้มคลุ้มจิตเป็นหนักหนา
ตรึกแต่ความอายเป็นอัตรา จะดูหน้าผู้คนได้กลใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาอัชฌาสัย
กราบกับบาทาแล้วคลาไคล ออกไปจากห้องไสยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงสั่งพี่เลี้ยงอันร่วมใจ พี่จงเร่งไปวังดาหา
บอกแก่ย่าหรันอนุชา ว่าข้าขอดูกริชบัดนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พี่เลี้ยงรับสั่งใส่เกศี
รีบมาหาย่าหรันทันที อัญชลีแล้วแถลงให้แจ้งใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันครั้นแจ้งแถลงไข
เราจะให้กริชไปฉันใด ชีวาลัยเราอยู่ในกริชนี้
แม้นปันหยีรู้จู่มา เราจะม้วยมรณาไม่พอที่
พี่จงกลับไปแจ้งคดี ย่อมรักชีวีอยู่เหมือนกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงก็รีบผายผัน
มาถึงจึงถวายอภิวันท์ ทูลตามย่าหรันว่ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาขนิษฐา
ได้ฟังจึงกล่าววาจา พี่กลับไปว่าบัดนี้
เสนหากันมาแต่ก่อนนั้น ย่าหรันก็แจ้งอยู่ถ้วนถี่
สิ่งใดให้คิดดูจงดี แต่ยิ่งกว่านี้ยังให้ไป
จะเอากริชบิดพลิ้วมิให้มา เราหรือจะฆ่าเสียได้
หรือแหนงจิตผิดคำที่ข้อไร จึงมาสงสัยไม่เชื่อกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พี่เลี้ยงรับสั่งแล้วผายผัน
ครั้นถึงจึงนอบนบอภิวันท์ บอกย่าหรันให้แจ้งตามคดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันผู้รุ่งรัศมี
จึงส่งกริชนั้นให้ทันที แล้วมีพจนารถวาจา
กริชนี้ดั่งดวงชีวิตเรา ปลิดเอาไปให้แก่เชษฐา
สิ่งใดจงได้เมตตา จะได้มีชีวาสืบไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงได้กริชแล้วกราบไหว้
รีบกลับมาพลันทันใด ถึงจึงส่งให้พระอนุชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาก็หรรษา
ชักกริชออกดูมิได้ช้า เห็นนามสียะตราก็ดีใจ
จึงเข้าไปอภิวันท์ปันหยี ทำทีหน้าเฉยเฉลยไข
ทูลว่ากริชย่าหรันนั้นไซร้ ข้าได้มาแล้วพระราชา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
จึงลุกจากที่ไสยา เอากริชมาถอดดูทันใด
เห็นนามสียะตราอยู่ในกริช ประจักษ์จิตมั่นคงไม่สงสัย
ตบเพลาเข้าพลางทางว่าไป หาไม่จะม้วยมรณา
หากศรีปัตหรามาห้ามไว้ จึงได้รอดชีวังสังขาร์
อนิจจายาหยีสียะตรา พี่จะฆ่าเจ้าเสียให้จำตาย
พระตีอกตกตะลึงไปเป็นครู่ คิดถึงพันตูก็ใจหาย
แม้นเจ้าสิ้นชีพชีวาวาย พี่จะตายไม่อยู่ไยดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ จึงถอดกริชขนิษฐาออกไว้ เอากริชพระองค์ใส่แทนที่
ตรัสสั่งอนุชาว่ากริชนี้ เอาไปให้ยาหยีเป็นสำคัญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเกษมสันต์
รับกริชมาให้พี่เลี้ยงพลัน เอาไปให้ย่าหรันเรืองชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงประนมบังคมไหว้
รีบไปยังย่าหรันทันใด ถวายกริชภูวไนยมิได้ช้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันวิลิศมาหรา
เห็นกริชเหลือฝักชักออกมา ก็ทอดทัศนาฉับพลัน
เห็นอักษรสำคัญมั่งคง นามอิเหนาสุริย์วงศ์รังสรรค์
ไม่รู้ว่าพระเชษฐากุเรปัน หมายมั่นว่าชาวพนาลี
ทีนี้เห็นแจ้งไม่แคลงใจ จะขอไปประณตบทศรี
ถึงพระจะโกรธาฆ่าตี ก็ควรที่ด้วยโทษเราผิดนัก ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น พี่เลี้ยงรับสั่งพระทรงศักดิ์
แล้วเร่งรีบไปด้วยใจภักดิ์ มาทูลตามพระน้องรักสั่งมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ปันหยีรู้รหัสแล้วตรัสว่า
จงกลับไปแจ้งกิจจา อย่าเพ่อให้อนุชาจรลี
อายแก่ไพร่ฟ้าประชากร เขาจะค่อนนินทาทั้งกรุงศรี
ว่าชิงชัยกันในราตรี บัดนี้เสนหาอาลัย
ต่อสิ้นแสงสุริยาสายัณห์ ใครใครไม่ทันสงสัย
เราจึงจะค่อยคลาไคล ลอบไปหาพระน้องทั้งสองนั้น ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงรับสั่งแล้วผายผัน
กลับมาจากปันจะรากัน เข้าไปทูลย่าหรันตามบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงย่าหรันก็หรรษา
ต่างคนทูลความตามจินดา ถึงว่าพระไปลักอรไท
มิได้ผิดคู่ตุนาหงัน ด้วยเทวัญบันดาลชักให้
ต่างปรึกษาพาทีดีใจ ด้วยได้สมดังมโนรถ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ปันหยีฤทธาปรากฏ
ครั้นพระสุริยงอัสดงคต พระทรงยศแต่งองค์ทรงอาภรณ์
แล้วเสด็จมาทรงอาชาไนย ห้ามมิให้ทหารแห่เหมือนแต่ก่อน
ให้ไปแต่พอตามอัสดร ภูธรลอบลีลาคลาไคล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ปาเตะเสนาผู้ใหญ่
เหลือบเห็นปันหยีก็ตกใจ จึงวิ่งไปยืนขวางทวารา
แล้วถามไปพลันทันใด จะไปไหนปานนี้จงบอกข้า
เห็นประหลาดหลากจิตผิดเวลา นี่จะมารบกันหรือฉันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยียิ้มพลางแถลงไข
ลุงอย่าปรารมภ์ตรมใจ หลานนี้มิใช่คนใจเบา
เมื่อได้รับรสพจนา ไม่ละเมิดบัญชาพระปิ่นเกล้า
ด้วยคิดคำนึงถึงนงเยาว์ จะขอเข้าไปหานางนารี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปาเตะจึงตอบปันหยี
ซึ่งว่าจะไปหานางเทวี เรานี้ยังกินแหนงแคลงใจ
เจ้าสิไม่ชอบหน้ากับย่าหรัน ถ้าหุนหันกันขึ้นจะทำไฉน
ตัวเราจะไม่พ้นโทษภัย จะเข้าไปก็ส่งกริชมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
จึงส่งกริชให้แก่ปูนตา แล้วมีวาจาว่าไป
พี่รักษากริชอยู่แต่นี่ อย่าให้ท่านมนตรีสงสัย
สั่งแล้วลงจากอาชาไนย แล้วคลาไคลแต่องค์เอกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันวิลิศมาหรา
ออกไปรับเสด็จพระพี่ยา กราบกับบาทาแล้วทูลพลัน
โทษน้องนี้ผิดเหลือผิด พระทรงฤทธิ์ควรฆ่าให้อาสัญ
น้องขอถวายชีวัน ก็ยื่นกริชให้พลันทันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีมีจิตพิสมัย
ส้วมสอดกอดองค์พระน้องไว้ เจ้าว่าไยอย่างนั้นอนุชา
ตรัสพลางคลาไคลเข้าในห้อง นั่งเหนือแท่นทองเลขา
เห็นพระน้องทั้งสองโศกา พระฟูมฟายชลนาแล้วว่าไป
ตัวพี่ผิดเองนะน้องรัก หาญหักวู่วามไม่ถามไถ่
หากศรีปัตหรามาห้ามไว้ หาไม่เจ้าจะม้วยมรณา
ซึ่งพี่หุนหันมาพันตู ด้วยไม่รู้ว่าองค์ขนิษฐา
ครั้นประจักษ์ตระหนักแน่ว่าน้องยา ก็สมดังจินดาแต่เดิมที
แล้วกระซิบบอกองค์หลงหนึ่งหรัด แจ้งรหัสให้รู้ถ้วนถี่
นี่คู่ตุนาหงันของเทวี อย่าหยาบช้าด่าตีพี่ยา
น้องรักทั้งสองจงครองกัน ตามวงศ์พงศ์พันธุ์อสัญหยา
พระลูบหลังสั่งสอนกัลยา ค่อยอยู่เถิดจะลาคลาไคล ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หลงหนึ่งหรัดเศร้าสร้อยละห้อยไห้
ฉุดชายซ่าโบะปันหยีไว้ น้องจะไปด้วยองค์พระพี่ยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีตรัสแก่ขนิษฐา
ทำฉะนี้เหมือนไม่เมตตา ดังพี่แกล้งมาพาเจ้าไป
องค์ศรีปัตหราจะพิโรธ จะตำหนิติโทษพี่ได้
พระได้เสด็จมาว่ากล่าวไว้ ก็แจ้งใจเจ้าอยู่แต่หลังมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หลงหนึ่งหรัดได้ฟังเชษฐา
ทั้งรักทั้งกลัวพระพี่ยา ก็วางชายผ้าเสียทันใด
ครั้นมิสาระปันหยีลีลา ชลนาแถวถั่งหลั่งไหล
ลำลำจะใคร่ตามไป ก็กลัวพระภูวไนยจะโกรธา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันชื่นชมหรรษา
ตามไปส่งเสด็จพระพี่ยา แล้วกลับมายังห้องบรรทมใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ชาตรี

๏ ลดองค์ลงนั่งแนบนาง โลมลูบปฤษฎางค์แล้วปราศรัย
โฉมเฉลาเยาวลักษณ์วิไล จะปรารมภ์ตรมใจไปไยมี
พระเชษฐาก็มาอนุญาต ยอมยกสายสวาทให้แก่พี่
เชิญผินพักตรามาพาที มารศรีอย่าโศกาจาบัลย์
เป็นบุพเพนิพาสวาสนา จึงได้มาพบคู่ตุนาหงัน
พี่หวังจะฝังฝากชีวัน อย่าเคืองเคียดเกียดกันโกรธา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ น่าเอยน่าชัง ใครมั่งพูดได้ไม่อายหน้า
ทำดังโจรไพรไปลักมา หยาบช้าข่มเหงไม่เกรงใจ
แล้วกลับว่าพระเชษฐาให้ปัน กลการอะไรนั่นจะยกให้
เป็นบิดามารดาหรือว่าไร จึงจะทำได้ตามอำเภอ
ยังมีหน้าว่าพลอยไปด้วยเล่า ใครเขาจะตามใจช่างไม่เก้อ
สักกี่ปีที่จะงวยอวยเออ อย่าพูดเพ้อพอรู้เท่าทัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ แสนเอยแสนคม น้อยหรือคารมช่างเย้ยหยัน
พระพี่ยาย่อมแจ้งอยู่ทุกอัน ว่าเราได้ตุนาหงันกันไว้
ถึงจะกลับคืนหลังยังพารา พระบิตุเรศมารดาคงยกให้
แต่ว่าจะช้านานไป จึงให้เจ้ามาอยู่เป็นคู่เคล้า
ปลั่งเปล่งเคร่งครัดกำดัดชม อ้อนแอ้นเอวกลมดังหล่อเหลา
กล้องแกล้งแน่งน้อยนงเยาว์ งามละม่อมพร้อมเพราเอาใจ
พิศทรงสารพันเพียงขวัญตา ทั้งในใต้หล้าจะหาไหน
ว่าพลางกรกระหวัดรัดไว้ น้องรักจงได้เมตตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ แค้นเอยแค้นใจ มาพิไรร่ำบ่นดังคนบ้า
นางผันพักตร์ผลักไสไปมา เวทนาน่าน้อยหฤทัย
ทั้งหยิกทั้งข่วนไม่ละลด จะเงือดงดวาจาก็หาไม่
มาทำข่มเหงไม่เกรงใจ ดังข้าช่วงใช้ช่วยมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ น้องเอยน้องรัก ไม่ประจักษ์ในความเสนหา
พี่มิได้จ้วงจาบหยาบช้า จะว่าข่มเหงนั้นฉันใด
อันธรรมดาโลกยินดี อย่างนี้แลว่าพิสมัย
แม้นมิเชื่อวาจาว่าใส่ไคล้ จงซักไซ้ไต่ถามพระพี่ยา
เมื่อกะกังกับเจ้าเข้าบรรทม หยอกเย้าเฝ้าชมหรรษา
นั่นข่มเหงไม่เกรงกัลยา หรือว่าเสนหาประการใด
ถึงพระเชษฐาเมตตาเจ้า ก็ไม่เท่าที่พี่พิสมัย
ท่านอยู่แต่พอหลับแล้วกลับไป ไฉนไม่นิทราสักราตรี
พี่นี้เสน่ห์เจ้าเฝ้าชมเชย จะร่วมเรียงเขนยไม่หน่ายหนี
จนม้วยมุดสุดสิ้นชีวี ก็ไม่ม้วยไมตรีที่ผูกพัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ น่าเอยน่าสรวล สำนวนช่างแก้แปรผัน
อนึ่งที่พี่น้องเขารักกัน จะว่าข่มเหงนั้นด้วยอันใด
แต่กะกังปันหยีไม่อยู่นอน ควรหรือเอามาค่อนนินทาได้
ชู้เมียท่านมีท่านก็ไป กลการอะไรจึงเจรจา
อย่ามายักเย้าเซ้าซี้ จงไปหาอิสตรีเหมือนเชษฐา
ว่าพลางผลักไสให้ไคลคลา วางข้าอย่ายึดมือไว้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ ดวงเอยดวงสมร แสนกระแหน่แง่งอนช่างแก้ไข
ชู้เมียพี่มีเมื่อไร อย่าแสร้งใส่ไคล้เจรจา
พี่มีแต่คู่ตุนาหงัน จึงผูกพันสนิทเสนหา
มิได้อาลัยแก่ชีวา จึงได้ดวงยิหวามายาใจ
พระเชษฐาพาเจ้ามาเดินป่า แต่ยังเยาวยุพาจนใหญ่
พี่ตั้งแต่โศกาอาลัย จึงติดตามทรามวัยไคลคลา
แม้นพี่มีคู่ครองต้องใจ จะมาให้ยากไยที่ในป่า
ชีวิตก็ปิ้มจะมรณา ทรามสงวนควรว่าไม่ปรานี
ว่าพลางภิรมย์ชมพลาง เชยปรางปรีดิ์เปรมเกษมศรี
แสนกระสันรัญจวนยวนยี น้องรักผลักพี่เสียไย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ อย่าเอยอย่าต้อง รักน้องอย่าขัดอัชฌาสัย
ส่วนพระเชษฐาของข้าไซร้ จะให้อนาทรบ่ห่อนมี
สุดแต่น้องห้ามก็ตามคำ นี่อะไรมาทำน่าบัดสี
จงผันผ่อนให้งามตามท่วงที สุดแต่ดีด้วยกันจะเป็นไร
ถ้าเจ้าจะหักเอาโดยหาญ อย่าคิดว่าจะราญลงได้
ข้านี้ปากไวมือไว ค่อยมาค่อยไปอย่าใจพลัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ แสนเอยแสนเฉลียว ช่างเลี่ยงเลี้ยวลิ้นลมคมสัน
ก้าวเฉียงเบี่ยงบ่ายเป็นหลายชั้น พอรู้เท่าทันนางทรามวัย
พระเชษฐาเมตตาจึงฟังห้าม ข้อนี้พี่จะตามวาจาได้
แต่ซึ่งเชยชมภิรมย์ใจ เป็นไรเจ้ามิห้ามพระพี่ยา
ถ้ากะกังมิได้สังวาส ตัดขาดในความเสนหา
พี่ก็จะไปปะตาปา ไม่ทะยาขออยู่มีคู่ครอง
ว่าพลางอุ้มนางขึ้นบนตัก สุดรักของพี่ไม่มีสอง
จุมพิตชิดเชยปรางทอง ค่อยประคองเคียงเคล้าเยาวมาลย์
อิงแอบแนบนางพลางชม แรกภิรมย์ร่วมรักสมัครสมาน
พายุพัดอัศจรรย์บันดาล ไหวสะท้านสะเทือนสุธาดล
ฟ้าลั่นครั่นครึกกึกก้อง โพยมพยับอับละอองอายฝน
คงคาสาครกระฉ่อนชล โกมลไม่แย้มยังแนมใบ
ครั้นอุทัยไขแสงพระสุริย์ฉาย กลีบกล้ำจำคลายไม่อยู่ได้
สองกษัตริย์สุขเกษมเปรมใจ ที่ในห้องแก้วแพรวพรรณ ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ โลม

ช้า

๏ เมื่อนั้น โฉมยงหลงหนึ่งหรัดสาวสวรรค์
ได้ร่วมภิรมย์สมสนิทติดพัน ด้วยย่าหรันสุริย์วงศ์ทรงฤทธิ์
แรกเริ่มรู้รสสังวาส แสนสวาทพิศวงปลงจิต
สัพยอกแย้มสรวลชวนชิด งามงอนอ่อนจริตกิริยา
พระเชยปรางพลางชมปทุมทอง นวลละอองป้องปัดหัตถา
หยอกเย้าเซ้าซี้ด้วยปรีดา กัลยาเกษมศานต์สำราญใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีศรีใส
จึงสั่งพี่เลี้ยงนางอรไท จงไปดาหาปาตี
แล้วช่วยกันสั่งสอนขนิษฐา อย่าให้หยาบช้าต่อพี่
แสนร้ายใจคอใช่พอดี ทั้งสี่ห้ามปรามอย่าตามใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงรับสั่งบังคมไหว้
ออกมาสั่งกันทันใด ถ้วนทุกกำนัลในนารี
บ้างเร่งรัดจัดแจงเครื่องอาน ครบตำแหน่งพนักงานตามที่
เสร็จแล้วก็รีบจรลี พี่เลี้ยงปันหยีนำไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงประณตบทบงสุ์ เกนหลงหนึ่งหรัดศรีใส
ถ้อยทีคิดถึงคะนึงใน แจ้งความถามไถ่กันไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ปาเตะผู้มียศถา
เห็นย่าหรันปันหยีไม่โกรธา ทั้งสองเสนหาผูกพัน
เสนีดีใจเป็นพ้นนัก ด้วยเห็นจริงประจักษ์ไม่แปรผัน
จึงสั่งให้เลิกกองที่ป้องกัน แล้วรีบจรจรัลมาวังใน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงเข้าไปกราบทูล พระผู้ผ่านไอศูรย์เป็นใหญ่
บัดนี้ปันหยีนั้นไซร้ กับย่าหรันรักใคร่ไม่โกรธกัน
ข้างปันหยีก็มาหาน้อง ปรองดองมิได้เคียดเดียดฉันท์
เห็นจะร่วมวงศ์พงศ์พันธุ์ หากสำคัญฟั่นเฟือนแต่เดิมมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพนาถา
ได้ฟังเสนีก็ปรีดา จึงมีบัญชาว่าไป
ซึ่งอะหนะทั้งสองไม่ข้องเคือง เราปลดเปลื้องทุกข์ทนหม่นไหม้
ตรัสพลางทางเสด็จคลาไคล เข้าในปราสาทรัตน์รูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

https://vajirayana.org/system/files/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2_264950.pdf
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ