เล่มที่ ๑๒

ช้า

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงระตูจรกานาถา
ตั้งแต่ให้ราชสารา ไปกล่าวบุษบาได้ดังใจ
พระยิ่งชื่นชมโสมนัส ในจิตประดิพัทธ์พิสมัย
มีแต่เปรมปริ่มกระหยิ่มใจ ดังได้เสวยสวรรค์ชั้นฟ้า
เวียนคลี่กระดาษวาดรูปนาง ประทับกับทรวงพลางทางหวนหา
ปานนี้พุ่มพวงดวงสุดา จะคิดคอยพี่ยาทุกนาที
พี่ก็ให้เร่งรัดจัดงาน จะยกไปทำการภิเษกศรี
แต่โหยหวนครวญคะนึงถึงเทวี ไม่เป็นอันที่จะนิทรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นรุ่งรังสีรวีวรรณ พระทรงธรรม์อ่าองค์ทรงภูษา
ย่างเยื้องยุรยาตรคลาดคลา ออกมาพระโรงรัตน์ชัชวาล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น เสนาดาหาราชฐาน
ก้มเกล้าประณตบทมาลย์ ทูลแถลงแจ้งการทันที
บัดนี้พระผู้ผ่านดาหา ใช้ข้ามาทูลบทศรี
ด้วยท้าวกะหมังกุหนิงภูมี ให้เสนีนำราชสารา
ไปกล่าวพระบุตรีโฉมยง ให้องค์พระโอรสา
สมเด็จพระราชบิดา ตอบว่าได้ให้แก่ภูวไนย
นัยว่าไม่ให้ไม่ฟังกัน จะชิงตุนาหงันให้จงได้
ป่านนี้เห็นจะยกพลไกร มาชิงชัยดาหาธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา[๑]บทที่ ๑

๏ เมื่อนั้น ระตูจรกาเรืองศรี
ได้ฟังคั่งแค้นแสนทวี ดั่งอัคคีจี้จุดดวงใจ
แผดเสียงสิงหนาทบรรหาร เหม่มันอหังการหยาบใหญ่
จะชิงดวงยิหวาของกูไป ดีแล้วจะได้เห็นกัน
จึงตรัสสั่งดะหมังมนตรี เร่งตรวจเตรียมโยธีทัพขันธ์
ม้ารถคชไกรครบครัน ให้ทันจะยกยาตรา
ตำมะหงงจงเร่งรีบไป ทูลไทธิเบศร์เชษฐา
ให้กรีธาทัพใหญ่ไคลคลา ไปช่วยเข่นฆ่าไพรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสองเสนาบดีศรี
รับสั่งแล้วรีบจรลี มาตรวจเตรียมโยธีรี้พล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ เจรจาบทที่ ๒

ยานี

๏ กรมช้างผูกช้างชนะงา กรมม้าผูกม้าโกลาหล
เหล่าทหารจัดแจงแต่งตน แต่ละคนแข็งขันเคยพันตู
มาเข้ากระบวนทัพคับคั่ง ซ้ายขวาหน้าหลังเป็นหมวดหมู่
ถือเสน่าเกาทัณฑ์ทวนธนู โล่เขนหอกคู่ปืนไฟ
พร้อมพรั่งตั้งพยุหโยธา ดาษดาดังสายน้ำไหล
ตำมะหงงเสนานั้นรีบไป ยังกรุงไกรล่าสำธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ระตูจรกาเรืองศรี
ครั้นใกล้พิชัยฤกษ์ดี ก็จรลีมาสรงคงคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ขัดสีสารพางค์สำอางองค์ บรรจงทรงสุคนธ์โอ่อ่า
ผัดพักตร์ลูบไล้ไปมา ให้กลบผิวพักตราพระภูมี
ใส่สนับเพลาทรงภูษา งามวิจิตรรจนาระบายสี
ฉลององค์ทรงกระสันอินทรีย์ ซึ่งพ่วงพีให้เห็นเป็นทรวดทรง
ห้อยหน้าผ้าทิพย์ขลิบสุวรรณ ทับทรวงดวงกุดั่นดอกตันหยง
ทองกรกาบกิ่งยิ่งยง ธำมรงค์ร่วงรุ้งพาหุรัด
ทรงชฎาเดินหนกุณฑลทอง เรืองรองดอกไม้ไหวสะบัด
ห้อยอุบะบรรจงทรงทัด พระหัตถ์กุมกริชแล้วจรจรัล ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๏ เสด็จขึ้นทรงคอคชสาร สอดชนักหน่วงพานผูกมั่น
ได้ฤกษ์ยิงปืนเป็นสำคัญ ให้เคลื่อนพลขันธ์มิทันนาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราว

โทน

๏ ช้างเอยช้างต้น ชาญชนชนะงากล้าหาญ
ใหญ่หลวงพ่วงพีพ้นประมาณ เคยเป็นคชาธารที่นั่งทรง
ทนปืนยืนสู้ศึกใหญ่ เข้าไหนไล่ลุยเป็นผุยผง
สำเนียงโกญจนาทอาจอง งางอนดังจะส่งสอยดาว
ผูกเครื่องเรืองรัตน์รายอร่าม ห้อยหูพู่จามรีขาว
ปกตระพองกรองแก้วแพร้วพราว กระวิลวาวชนักถักทอง
เครื่องสูงชุมสายรายเรียง แซ่เสียงประโคมครึกกึกก้อง
ช้างม้ารนร่านทะยานร้อง ยกกองทัพรีบคลาไคล ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ เดินทางทั้งทิวาราตรี หมายจะล้างไพรีให้ตักษัย
รีบเร่งบทจรไม่นอนใจ ถึงพิชัยดาหาธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
ไสยาสน์ในราษราตรี แสนทวีเทวษในวิญญาณ์
ม่อยหลับแล้วกลับผวาตื่น คิดแต่จะคืนไปหมันหยา
ปานนี้โฉมงานสามสุดา จะละห้อยคอยท่าทุกคืนวัน
เวลาดึกเดือนตกนกร้อง ระวังไพรไก่ก้องกระชั้นขัน
เสียงดุเหว่าเร้าเรียกหากัน ฟังหวั่นว่าเสียงทรามวัย
พระลุกขึ้นเหลือบแลชะแง้หา เจ้าตามมาร้องเรียกหรือไฉน
ลมชวยรวยรสสุมาลัย หอมเหมือนกลิ่นสไบบังอร
ยิ่งเคลิ้มคลุ้มกลุ้มจิตพิศวง ทอดองค์ลงกับบรรจถรณ์
กลิ้งกลับสับสนทุรนร้อน กรตระกองกอดหมอนถอนฤทัย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๓

ร่าย

๏ ครั้นรุ่งรางสว่างเวหน สุริยนแย้มเยี่ยมเหลี่ยมไศล
จึงอ่าองค์ทรงเครื่องอำไพ ภูวไนยออกหน้าพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ได้ยินเสียงแตรสังข์ฆ้องกลอง ครั่นครึกกึกก้องมาหนักหนา
จึงดำรัสตรัสสั่งปูนตา จงให้โยธาไปถามดู
ใครยกทัพมาแต่เมืองไหน เหตุใดจึงช้าล่าอยู่
หรือพวกอริราชศัตรู จะมาพันตูต่อตี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงประณตบทศรี
ออกมาสั่งกันทันที ตามมีพระราชบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปะหรัดกะติกาใจกล้า
คำนับรับคำแล้วอำลา ขึ้นมาควบขับไปฉับไว ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงถามถ้วนถี่ ทัพยกมานี้จะไปไหน
อยู่ยังถิ่นฐานบ้านเมืองใด คือใครเป็นจอมจัตุรงค์
ระเด่นมนตรีตรัสใช้ มาถามไถ่ให้แจ้งโดยประสงค์
จงบอกเนื้อความตามตรง จะได้ทูลองค์พระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นายหมวดขุนพลคนขยัน
จึงตอบคดีที่ถามนั้น พระผู้ผ่านเขตขัณฑ์จรกา
รู้ข่าวว่าท้าวกะหมังกุหนิง มารบชิงพระบุตรีดาหา
จึงเตรียมทัพสรรพเสร็จเสด็จมา หวังว่าจะช่วยชิงชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๔

๏ บัดนั้น ปะหรัดกะติกาอัชฌาสัย
ได้ฟังจะแจ้งไม่แคลงใจ ก็เร่งรีบกลับไปไม่รอรั้ง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงตรงไปหา ปูนตาพี่เลี้ยงผู้รับสั่ง
แล้วแถลงแจ้งความให้ฟัง โดยดังคดีทุกประการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ปูนตาฟังคำว่าขาน
มายังพลับพลาพลันมิทันนาน กราบกรานแล้วทูลพระทรงธรรม์
ว่าทัพนี้คือท้าวจรกา ซึ่งมาขอพระธิดาตุนาหงัน
แจ้งว่าปัจจามิตรติดพัน จึงมาช่วยป้องกันเวียงชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาได้ฟังไม่นิ่งได้
จึงว่าเราลำบากยากใจ สู้ทนปืนไฟแทบตาย
ท่านมาชุบมือเอาสรรพ นั่งกินสำรับเล่นง่ายง่าย
เมื่อมีชัยท่านได้พลอยสบาย แม้นแพ้ก็จะตายแต่พวกเรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๕

๏ เมื่อนั้น พระผู้เฉิดโฉมยงองค์อิเหนา
จึงว่าอย่าพูดมากปากเบา ใครเขาได้ยินจะนินทา
ตรัสพลางทางเรียกอัสดร เห็นทินกรเรืองแรงแสงกล้า
จะเข้าไปถวายบังคมลา สั่งเสร็จเสด็จมาอ่าองค์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ทรงสุคนธ์รวยรินกลิ่นเกลา สนับเพลาเชิงกระหนกวิหคหงส์
ภูษิตวิจิตรบรรจงทรง ฉลององค์ดุนกุดั่นรังแตน
อินทรธนูติดต้นพระพาหา ริ้วทองปัตหล่าปลายแขน
ผ้าทิพขลิบริมทับทิมแทน ชายไหวหัวแหวนสังวาลวาว
ตาบประดับทับทรวงสายสร้อย เฟื่องห้อยพลอยแดงเขียวขาว
ทองกรวิเชียรช่วงดังดวงดาว ธำมรงค์เพชรพราวไปทุกนิ้ว
ทรงมงกุฎกรรเจียกจอนจำรัส ผัดพักตร์นวลละอองผ่องผิว
ห้อยอุบะลมชายปลายปลิว ดูดังจะเลื่อนลิ่วลอยฟ้า ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ พระหัตถ์กุมกริชฤทธิรอน กรายกรอ่อนระทวยทั้งซ้ายขวา
ลงจากที่ประทับพลับพลา เสด็จมาขึ้นทรงพาชี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

โทน

๏ ม้าเอยม้าต้น ผ่านดำขำขนสลับสี
สูงระหงทรงงามพ่วงพี ท่วงทีขี่ขับเรียบร้อย
เยื้องอกยกเท้าสอดซ้ำ ติดพยศย่างย่ำทำถอย
เปลี่ยนขวามาซ้ายซ้ำรอย ถูกน้อยซอยเต้นไปตามทาง
ผูกเครื่องสุวรรณวาวดาวจำหลัก หมอนกำมะหยี่ปักหักทองขวาง
สอดส่ายง่องง้ำประจำคาง พนังข้างอย่างเทศโกลนทอง
ม้าทหารแห่หน้าสง่างาม ม้ากิดาหยันตามเป็นแถวถ้อง
อนุชาขี่ม้าที่นั่งรอง ม้าพี่เลี้ยงเคียงสองข้างไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๖

ร่าย

๏ บัดนั้น ประชาชนชายหญิงน้อยใหญ่
รู้ว่าจะเสด็จเข้าเวียงชัย เขม้นใจคอนดูด้วยโกรธา
คับคั่งนั่งแน่นริมถนน ผู้ดีปนเข็ญใจก็ไม่ว่า
ครั้นเห็นพระองค์ทรงม้ามา ที่แค้นขัดอัธยาก็ลืมไป
บางตั้งตาพินิจพิศวง ตะลึงแลรูปทรงหลงใหล
บ้างบังคมชมโฉมภูวไนย ความงามกระไรเหมือนเทวา
บรรดาประชาชาวพระนคร หญิงชายถวายพรถ้วนหน้า
ให้ได้ครองกับพระธิดา ไพร่ฟ้าจะได้พึ่งสืบไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๗

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีศรีใส
ครั้นถึงประเสบันทันใด ภูวไนยลงจากพาชี
จึงชวนสังคามาระตา อนุชามาไปเป็นเพื่อนพี่
ตรัสพลางย่างเยื้องจรลี เสด็จขึ้นยังที่มนเทียรทอง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึงถวายบังคม องค์บรมกษัตริย์ทั้งสอง
หฤทัยระทึกตรึกตรอง ให้ระคายหมางหมองวิญญาณ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระปิ่นภพพิชัยดาหา
ทั้งประไหมสุหรีศรีโสภา เห็นอิเหนาเข้ามาบังคมคัล
ต่างแค้นเคืองขัดไม่ตรัสทัก มึนเมินพระพักตร์ผินผัน
ขับแต่สียะตราลูกยานั้น จงไปอภิวันท์พระพี่ยา
เราพ้นเป็นเชลยก็เพราะเขา คุณอยู่แก่เราหนักหนา
แม้นหาไม่พ่อจะมรณา เจ้าจะไปเป็นข้าไพรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๘

ร่าย

๏ เมื่อนั้น สียะตราหนึ่งหรัดเรืองศรี
ลุกแล่นไปพลันทันที ถึงระเด่นมนตรีก็บังคม ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์ทรงลักษณ์งามสม
อุ้มองค์องค์อนุชาเชยชม แล้วปรารมภ์รำพึงคะนึงใน
แต่กุมารยังงามถึงเพียงนี้ ถ้าบุตรีจะงามสักเพียงไหน
ชมพลางทางชำเลืองแลไป ดูทีท้าวไทเห็นโกรธา
ยิ่งคิดครั่นคร้ามขามเขิน ทั้งกลัวทั้งสะเทินเมินหน้า
ม่อยเมียงเคียงแอบอนุชา มิได้จำนรรจาพาที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ประไหมสุหรี
จึงมีพจนารถเสาวนีย์ สงครามครั้งนี้ไม่ควรเป็น
เพราะลูกเจ้ากรรมทำแค้นขัด จนวิบัติบ้านเมืองได้เคืองเข็ญ
ทั้งทุกข์ทั้งอายไม่วายเว้น เลือดตาจะกระเด็นอยู่เป็นนิจ
มันช่างอาภัพอัปลักษณ์ ไม่ได้พึ่งพำนักแต่สักหนิด
ให้ซ้ำเสียวงศาสุราฤทธิ์ เจ็บช้ำน้ำจิตเป็นพ้นไป
นี่หากว่ามีนัดดา ได้เป็นที่พึ่งพาอาศัย
สังหารศัตรูกู้เวียงชัย ภักดีมีใจช่วยเจ็บแค้น
จึงมิได้เป็นเมืองขึ้นเขา บุญคุณของเจ้าเป็นเหลือแสน
ไม่มีของต้องใจจะตอบแทน ถ้าแม้นบุษบาธิดาเรา
ยังมิได้ให้แก่จรกา จะยกให้เป็นข้าของเจ้า
นึกว่าวิบากกรรมทำเนา ลูกคนหนึ่งเราไม่เสียดาย ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองฉาย
ได้ฟังเสาวนีย์อภิปราย ให้ระคายระคางหมางใจ
กราบบาทบังคมแล้วก้มหน้า จะสนองพจนาก็หาไม่
ในอกร้อนรุมดังสุมไฟ หฤทัยไหวหวั่นพันทวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวดาหาเรืองศรี
จึงตรัสแก่ระเด่นมนตรี บัดนี้เสร็จศึกสงคราม
เจ้าสิมีธุระร้อนรน จะรีบร้นกลับไปเราไม่ห้าม
หรือจะอยู่ยังนครก่อนก็ตาม สุดแต่ความคิดของนัดดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อิเหนานบนิ้วเหนือเกศา
จึงบ่ายเบี่ยงเลี่ยงทูลพระราชา เมื่อมารีบร้นพลไกร
เดินทั้งกลางคืนกลางวัน จะได้พักพลขันธ์นั้นหาไม่
จะยับยั้งอยู่ยังเวียงชัย สักสามวันจึงจะได้บังคมลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระปิ่นปักนัคเรศดาหา
จึงมีสีหนาทบัญชา ตรัสสั่งยาสาเสนาใน
จงแต่งที่ประเสบันอากง ให้องค์นัดดาอาศัย
โภชนาสาลีจงส่งไป กว่าจะได้กลับคืนธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ยาสารับสั่งใส่เกศี
ก้มเกล้ากราบงามสามที ไปจัดแจงแต่งที่ดังบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๙

๏ เมื่อนั้น พระทรงภพลบโลกนาถา
จึงสั่งสาวสรรค์กัลยา จงไปบอกบุษบามาบัดนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นวลนางกำนัลสาวศรี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี แล้วรีบจรลีลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงปราสาทนางโฉมยง กราบลงแล้วทูลแถลงไข
องค์ศรีปัตหราบัญชาใช้ ให้เชิญอรไทเสด็จจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบาดวงสมร
ได้แจ้งรับสั่งพระบิดร บังอรถวิลจินดา
อิเหนากุเรปันมาเฝ้า จะให้เราไปไหว้กระมังหนา
คิดแล้วก็เข้าที่ไสยา มิได้จำนรรจาประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงผู้มีอัชฌาสัย
จึงชวนกันโลมเล้าเอาใจ แม่มาเป็นใดดังนี้
พระบิดาให้หาขึ้นไปเฝ้า เหตุผลหนักเบาไม่รู้ที่
ไปฟังดูให้รู้ว่าร้ายดี ทูลเท่าไรเทวีไม่ลีลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๑๐

๏ เมื่อนั้น องค์มะเดหวีเสนหา
แต่คอยคอยอะหนะบุษบา ไม่เห็นขึ้นมาช้าไป
พรั่นจิตคิดกลัวสองกษัตริย์ จะเคืองขัดวิญญาณ์อัชฌาสัย
จึงยุรยาตราคลาไคล ลงไปปราสาทพระบุตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เผยม่านสุวรรณซึ่งกั้นกาง เห็นนางบรรทมอยู่ในที่
พี่เลี้ยงโลมไล้ไม่ไยดี มะเดหวีจึงเข้าไปว่าวอน
พระบิตุเรศคอยท่าอยู่ช้านาน เยาวมาลย์แม่จงขึ้นไปก่อน
จะปลอบปลุกเท่าไรก็นิ่งนอน จึงอุ้มองค์บังอรจากไสยา
แล้วเอาสุคนธามาทรงให้ อรไทกวดเกล้าเกศา
พี่เลี้ยงทั้งสี่ก็ปรีดา ช่วยแต่งกายาให้ทรามวัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๑๑

ชมตลาด

๏ ให้ทรงภูษายกพื้นตอง ห่มสไบตาดทองผ่องใส
สองสีทับทิมซับใน แล้วใส่สร้อยสะอิ้งสังวาลทรง
ตาบประดับดอกดวงพวงเพชร ทองกรแก้วกาบเก็จก่องก่ง
เข็มขัดรัดรอบเอวองค์ ธำมรงค์เพชรเรืองรูจี
ทรงปรัดผัดพักตร์ปลั่งเปล่ง ดังบุหลันวันเพ็งผ่องศรี
ทรงมงกุฎสำหรับพระบุตรี เสร็จแล้วเทวีไม่ลีลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ องค์มะเดหวีจึงว่าไป จิตใจกระด้างหนักหนา
ว่าพลางผลักไสให้ไคลคลา ขึ้นมายังปราสาทพระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบาสาวสวรรค์
ทรุดองค์ลงแฝงม่านสุวรรณ สะเทินจิตบิดผันไม่ออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ประไหมสุหรีศรีใส
จึงตรัสแก่ธิดายาใจ หามาจะให้ไหว้พี่ยา
จะได้รู้จักไว้ว่าพี่น้อง เกลือกมีเหตุเภทพ้องไปภายหน้า
ยากจนจะได้พึ่งพา มิใช่จรกาจะอายไย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บุษบาแค้นขัดอัชฌาสัย
สะบัดพักตร์ผินผันเสียทันใด ไม่ออกไปตามคำพระมารดา
นางนั่งนิ่งแฝงม่านอยู่ คิดละอายอดสูหนักหนา
ชนนีซ้ำเตือนให้เคลื่อนคลา ก็ผูกคิ้วนิ่วหน้าไม่พาที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์มะเดหวี
จึงตรัสปลอบบุษบานารี มารศรีอย่าประหวั่นพรั่นใจ
ไปเถิดจงฟังแม่ว่า พี่ยาจะติโทษได้
ปลอบพลางผลักไสให้ออกไป บุษบาก็ไม่ไคลคลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๑๒

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพดาหา
จึงว่าเจ้าจงไปวันทา จะละอายเชษฐาไปว่าไร
หาบุญไม่มิได้เลี้ยงกันแล้ว ลูกแก้วอย่าพรั่นหวั่นไหว
แต่จะให้รู้จักกันไว้ ด้วยได้มาร่วมเรียงวงศ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บุษบาแน่งน้อยนวลหง
กลัวพระบิตุเรศฤทธิรงค์ ก็เผยม่านคลานตรงออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึงถวายอัญชลี พระชนกชนนีนาถา
ให้ขามเขินสะเทินวิญญาณ์ ก้มหน้านิ่งอยู่ไม่ดูไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาอัชฌาสัย
ค่อยกระซิบทูลองค์พระทรงชัย เป็นไฉนไม่ดูกัลยา
อันนางโฉมยงค์องค์นี้ เลิศล้ำนารีในแหล่งหล้า
นวลละอองผ่องพักตร์โสภา เพียงจันทราทรงกลดหมดราคี
งามดั่งโกสุมปทุมมาลย์ บานอยู่ในท้องสระศรี
แต่พร่ำทูลระเด่นมนตรี ภูมีฮึดให้ไม่แลไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงกำนัลน้อยใหญ่
ทั้งเหล่าท้าวนางข้างใน ต่างไปชิงช่องมองดู
ชมโฉมระเด่นมนตรี ไม่มีผู้ใดจะควรคู่
เปรียบกับพระบุตรีโฉมตรู งามดูดั่งแก้วกับสุวรรณ
บ้างว่าเหมือนอสัญแดหวา กับนางเทพธิดากระยาหงัน
บ้างว่าเหมือนสุริยากับพระจันทร์ ถ้าได้ครองกันจะสมควร
สมทั้งรูปทรงแลยศศักดิ์ เสียดายนักพระมาคิดหักหวน
ต่างคนก็ต่างรัญจวน คร่ำครวญไปทุกหน้านารี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๑๓

๏ บัดนั้น นวลนางบาหนันสาวศรี
จึงห้ามฝูงกำนัลไปทันที อย่าพูดเล่นเช่นนี้ไม่ชอบกล
เจ้าเราหรือจะควรเป็นคู่เคียง ถึงจะเลี้ยงก็ไม่เป็นผล
ต่ำศักดิ์แล้วอย่าชักเข้ามาปน ฝูงชนเขาจะเย้ยไยไพ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๑๔

๏ เมื่อนั้น องค์ประไหมสุหรีศรีใส
จึงว่าเขามาช่วยชิงชัย จึงพ้นภัยไม่เสียพารา
เจ้าก็มีคู่ผู้อื่นแล้ว จะอายไยลูกแก้วเสนหา
เป็นพี่แล้วก็มีคุณมา จงวันทาเสียเถิดนะบังอร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบาดวงสมร
ฟังพระมารดาว่าวอน ให้กลัดกลุ้มรุ่มร้อนฤทัย
ยิ่งคิดความหลังคั่งแค้นนัก นงลักษณ์มิใคร่จะไหว้ได้
จำเป็นด้วยกลัวก็จนใจ จำไหว้นิดหนึ่งพอเป็นที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
เหลียวไปรับไหว้เทวี ภูมีดูนางไม่วางตา
งามจริงยิ่งเทพนิมิต ให้คิดเสียดายเป็นหนักหนา
เสโทไหลหลั่งทั้งกายา สะบัดปลายเกศาเนืองไป
กรกอดอนุชาก็ตกลง จะรู้สึกพระองค์ก็หาไม่
แต่เวียนจูบสียะตรายาใจ สำคัญพระทัยว่าเทวี
ความรักรุมจิตพิศวง จนลืมองค์ลืมอายนางโฉมศรี
ไม่เป็นอารมณ์สมประดี ภูมีหลงขับขึ้นฉับพลัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

พัดชา

๏ เจ้าเอยเจ้าดวงยิหวา ดั่งหยาดฟ้ามาแต่กระยาหงัน
ได้เห็นโฉมฉายเสียดายครัน ฉุกใจไม่ทันคิดเอย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ สังคามาระตาโฉมเฉลา ค่อยสั่นพระเพลาพลางสะกิด
หยิกเอาบาทบงสุ์พระทรงฤทธิ์ ภูวไนยได้คิดก็นิ่งไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บุษบาเยาวยอดพิสมัย
ถวามบังคมลาคลาไคล คลานเข้าไปในม่านทอง

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรียิ่งหม่นหมอง
แลตามทรามวัยด้วยใจปอง พลางร้องครวญขับขึ้นฉับไว ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ลีลากระทุ่ม

๏ เจ้าดวงยิหวาพี่ เจ้าจะจรลีไปไหน
พี่จะอุ้มไปส่งนะดวงใจ ภูวไนยก็เคลื่อนองค์ เอย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ สังคามาระตาลอบสะกิด เห็นทรงฤทธิ์เคลิ้มคลั่งกำลังหลง
จึงยึดข้อพระบาทไว้มั่นคง พระรู้องค์ได้คิดก็คืนมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงบอกองค์ขนิษฐา
เท้าพี่นี้เป็นเหน็บชา จะกลับกายาอย่ายึดไว้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝูงนางกำนัลน้อยใหญ่
เห็นอิเหนากุเรปันฟั่นเฟือนไป นางในสรวลแล้วก็บอกกัน
เมื่อกี้พระขับชมนาง ได้ยินบ้างหรือไม่นะสาวสวรรค์
พระจริตก็ผิดไปทุกอัน พระพักตร์นั้นก็ซีดสลดไป
พระกรกอดพระกุมารก็เลื่อนลง เสโทโซมองค์ลงหลั่งไหล
ดูทีทำนองจะต้องใจ จึงเคลิ้มไคล้ไม่เป็นสมประดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๑๕

๏ เมื่อนั้น ระตูจรกาเรืองศรี
ครั้นมาถึงดาหาธานี เสด็จทรงพาชีคลาไคล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ รีบจะไปเฝ้าพระราชา พอพบเสนาผู้ใหญ่
จึ่งว่าท่านจงทูลภูวไนย ว่าเราจะเข้าไปบังคมคัล​ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงเสนาคนขยัน
รับสั่งแล้วรีบจรจรัล มายังพระโรงคัลทันที
บังคมก้มเกล้ากราบทูล พระผู้ผ่านไอศูรย์เรืองศรี
บัดนี้จรกาธิบดี จะมาเฝ้าธุลีพระบาทา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพดาหา
จึ่งบรรหารให้หาจรกา เข้ามายังท้องพระโรงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงเสนาผู้ใหญ่
รับสั่งบังคมภูวไนย แล้วรีบออกไปทันที
จึ่งแถลงแจ้งความตามกิจจา ว่าพระปิ่นดาหากรุงศรี
ให้มาเชิญเสด็จจรลี เข้าไปยังที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จรกาได้ฟังเกษมสันต์
ลงจากอาชาฉับพลัน แล้วเสด็จจรจรัลเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีคิดริษยา
แต่ได้ยินออกชื่อจรกา ดังเอาไฟฟ้ามาจุดใจ
ครั้นจะอยู่จนระตูเข้ามาเฝ้า จะแลดูหน้าเขากระไรได้
จึ่งบังคมลาคลาไคล ออกไปจากพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ กับสังคามาระตาลีลาศ เสด็จมาโดยราชวิถี
พอพบจรกาธิบดี ยังที่หน้าพระลานโอฬาร์
ระตูทรุดนั่งลงบังคม พระก้มองค์ลงรับหัตถา
พลางขยับจับกริชฤทธา อนุชาก็ยึดพระกรไว้
สะดุ้งจิตคิดได้แล้วเดินหนี แกล้งกล่าววาทีแก้ไข
กริชเคลื่อนจะเลื่อนตกไป พี่จึงกุมไว้นะน้องรัก
ตรัสพลางย่างเยื้องยุรยาตร แสนสวาทวิตกเพียงอกหัก
คะนึงถึงโฉมยงนงลักษณ์ ตรงมายังตำหนักห้องใน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

พญาโศก

๏ ทอดองค์ลงกับที่บรรจถรณ์ จะเปลื้องเครื่องอาภรณ์ก็หาไม่
ให้ระทวยระทดสลดใจ แต่ตริตรึกนึกในไปมา
โอ้ว่าโฉมเฉลาเยาวลักษณ์ เสียดายศักดิ์อสัญแดหวา
จะระคนปนศักดิ์จรกา อนิจจาที่จะทำประการใด
จะคิดไฉนดีนะอกเอ๋ย จะได้เชยชมชิดพิสมัย
พระเร่งร้อนร่านทะยานใจ ดังเพลิงกาฬผลาญไหม้ทั้งกายา
ฉุกใจได้คิดสิการแล้ว ดังดวงแก้วตกต้องแผ่นผา
ร้าวระยำช้ำจิตเจ็บอุรา ประหนึ่งว่าจะวายชีวี
แน่นอนถอนฤทัยใหลหลง ถึงองค์บุษบายาหยี
ลืมสามสุดานารี ภูมีสร้อยเศร้าโศกาลัย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายระตูจรกาอัชฌาสัย
ครั้นถึงที่เฝ้าท้าวไท ก็เข้าไปอภิวาทวันทา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพดาหา
ทั้งสองมเหสีโสภา เห็นระตูเข้ามาบังคมคัล
พิศดูรูปร่างเหมือนอย่างไพร่ เติบใหญ่กำยำล่ำสัน
น่าชังชั่วช้าสารพัน ไม่ควรคู่กันกับบุตรี
สามกษัตริย์เศร้าเสียพระทัยนัก เสียดายลูกรักแลศักดิ์ศรี
จะผ่อนผันฉันใดก็ใช่ที จำเป็นจึงมีบัญชา
เจ้าค่อยอยู่สุขสำราญ ครอบครองศฤงคารเป็นสุขา
หรือทุกข์โศกโรคภัยพาธา แต่คอยคอยเห็นช้าปรารมภ์ใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น จรกากราบทูลแถลงไข
เดชะพระเดชปกเกศไป สำราญใจเป็นสุขทุกนิรันดร์
ครั้นรู้ข่าวว่าท้าวกะหมังกุหนิง ยกมาช่วงชิงตุนาหงัน
ก็กะเกณฑ์กองทัพฉับพลัน รีบมาสิบห้าวันถึงพารา
พระเชษฐาจะตามมาภายหลัง ข้าสั่งเสนีให้คอยท่า
อันพวกไพรีที่ยกมา ม้วยชีวาแล้วหรือพระภูมี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ศรีปัตหราเรืองศรี
จึงตรัสบอกจรกาธิบดี อันไพรีพ่อลูกนั้นม้วยมิด
ยังแต่ระตูผู้น้อง ทั้งสองไม่รอต่อติด
ขอออกแก่อิเหนาเรืองฤทธิ์ ปัจจามิตรเลิกทัพกลับไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๑๖

๏ บัดนั้น ฝูงสนมนารีศรีใส
ทั้งเถ้าแก่ชะแม่กำนัลใน ต่างไปชิงช่องมองเมียง
ครั้นเห็นจรกาเข้ามาเฝ้า บรรดาเหล่าชะแม่แซ่เสียง
บ้างตำหนิติว่าหน้าเพรียง ดูดำดังเหนียงน่าชังนัก
ไม่มีทรวดทรงองค์เอวอ้วน พิศไหนเลวล้วนอัปลักษณ์
ใส่ชฎาก็ไม่รับกับพักตร์ งามบาดตานักขี้คร้านดู
บ้างว่าเสียงเพราะเสนาะเหลือ แหบเครือเบื่อฟังรำคาญหู
รูปร่างอย่างไพร่ใช่ระตู ไม่ควรเคียงคู่พระบุตรี
กระนี้หรือช่างมาตุนาหงัน เห็นเกินหน้าไกลกันทั้งศักดิ์ศรี
ดังเอาปัดขี้ร้ายราคี ปนมณีจินดาค่าควรเมือง
ลางคนว่าระตูจะคู่ครอง ดั่งเพชรผูกเรือนรองด้วยทองเหลือง
เหมือนทองคำธรรมชาติรุ่งเรือง มารู่กับกระเบื้องไม่ควรกัน
ลางนางบ้างโกรธแล้วพาที เสียดายพระบุตรีสาวสวรรค์
ถ้าได้กับอิเหนากุเรปัน น่าชมสมกันข้าชอบใจ
อันระตูผู้นี้บัดสีนัก จะร่วมเรียงเคียงพักตร์หาควรไม่
บ้างห้ามว่าอย่าอื้ออึงไป บ้างบ่นพิไรไปมา ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๑๗

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพดาหา
จึ่งมีพระราชบัญชา ตรัสแก่จรกาทันใด
เจ้าจงไปคอยเชษฐา ถึงให้เข้ามาที่อาศัย
สั่งเสร็จพระเสด็จคลาไคล เข้าในปราสาทแก้วแพร้วพราย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองฉาย
แน่นอนถอนใจไม่รู้วาย กรก่ายพักตร์นึกตรึกไตร
ซึ่งทูลไว้ว่าจะอยู่สามวัน จะผ่อนผันให้นานออกจงได้
ด้วยอุบายสายสนกลใน แล้วลุกไปจากไสยา
จึ่งดำรัสตรัสสั่งเสนี พรุ่งนี้จงคุมพลอาสา
ไปกะหมังกุหนิงพารา ตรวจตราสิ่งของทั้งปวง
แต่บรรดาพวกเผ่าเหล่าระบาด จงริบราชกวาดส่งมาเป็นหลวง
ทั้งเสนาโยธาทุกกระทรวง ให้เข้าควงรัดรายบาญชีมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีรับสั่งใส่เกศา
มากะเกณฑ์กันดั่งบัญชา แล้วออกจากพารารีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีศรีใส
ครั้นรุ่งรางสร่างแสงอโณทัย ภูวไนยสระสรงคงคา
ทรงเครื่องเรืองจำรัสพรายพรรณ ลงจากประเสบันที่ข้างหน้า
ชวนระเด่นสังคามาระตา ลีลาขึ้นเฝ้าพระภูมี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลงช้า

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายสุหรานากงเรืองศรี
ทั้งองค์กะหรัดตะปาตี จรกาธิบดีชาญชัย
ต่างเข้าที่สรงทรงเครื่อง เนาวรัตน์จำรัสเรืองแสงใส
แล้วเสด็จลีลาคลาไคล เข้าไปเฝ้าองค์พระทรงธรรม์

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงหน้าตำหนักที่นั่งเย็น พบระเด่นมนตรีอยู่ที่นั่น
สามกษัตริย์ก็ถวายบังคมคัล แล้วจรจรัลตามเสด็จเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งน้อมเศียรเกล้าอภิวาท เบื้องบาทองค์ศรีปัตหรา
พร้อมกษัตริย์สามนต์นานา ต่างถวายวันทาทุกพระองค์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระผู้ผ่านไอศูรย์สูงส่ง
ครั้นเห็นสุหรานากง อีกองค์กะหรัดตะปาตี
ทั้งกรุงกษัตริย์ถ้วนหน้า เข้ามาประณตบทศรี
พระชื่นชมภิรมย์ยินดี ภูมีอำนวยอวยชัย
จงจำเริญในราชสมบัติ เสวยสุขศรีสวัสดิ์ผ่องใส
ให้มีอานุภาพปราบไป ทั้งในแผ่นพื้นภูวดล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ แล้วมีมธุรสพจนา ชวนสุหรานากงเป็นต้น
กับกะหรัดตะปาตีสองคน ธุระร้อนรนเจ้าไม่มี
จงอยู่ไปใช้บนด้วยกันก่อน อย่าเพ่อคืนนครทั้งสองศรี
อันวิลิศมาหราคิรี แสนสนุกพ้นที่จะพรรณนา
แล้วสั่งเสนาให้จัดแจง ตำหนักตำแหน่งที่ข้างหน้า
ให้แก่สองราชนัดดา เร่งเร็วอย่าช้าบัดนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กรมวังรับสั่งใส่เกศี
ไปจัดแจงตำหนักทันที แล้วเสร็จดังมีพระบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๑๘

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพดาหา
ให้จัดสรรเครื่องทรงอลงการ์ เอามาปูนบำเหน็จกองทัพ
อันระเด่นมนตรีกุเรปัน เป็นจอมพลขันธ์เคี่ยวขับ
มีชัยไพรีระยำยับ กะหมังกุหนิงนายทัพม้วยมุด
ประทานสังวาลเพชรรัตน์ จอนจำรัสธำมรงค์มงกุฎ
สังคามาระตายงยุทธ์ วิหยาสะกำบุตรบรรลัย
เครื่องประดับทับทิมทั้งนั้น สร้อยสุวรรณสังวาลประทานให้
อันสุหรานากงทรงชัย ได้คุมทัพใหญ่ยกมา
ทั้งระเด่นกะหรัดตะปาตี ล้วนมีความชอบได้อาสา
ประทานเครื่องประดับอลังการ์ มรกตรจนาเหมือนกัน
พวกพี่เลี้ยงเสนีทั้งสี่กอง ให้เจียดเงินพานทองเป็นหลั่นหลั่น
ทั้งเงินตราผ้าเสื้อแพรพรรณ จัดสรรประทานทั่วทุกตัวนาย ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น แม่ทัพนายกองทั้งหลาย
ได้ของประทานมากมาย ต่างถวายประนมบังคมคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระผู้ผ่านนคเรศเขตขัณฑ์
ครั้นปูนบำเหน็จเสร็จพลัน ก็จรจรัลเข้าสู่ปราสาทชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีศรีใส
อุ้มองค์สียะตรายาใจ กลับไปประเสบันมิทันช้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งวางเหนือตัก แสนรักสนิทเสนหา
แล้วบัญชาสั่งเสนา เร่งจัดเครื่องเล่นมาทุกสิ่งอัน
โล่ดั้งดาบเขนหอกคู่ ง้าวทวนธนูกั้นหยั่น
กริชกระบี่เสน่าเกาทัณฑ์ ให้สมกันกับองค์พระกุมาร
ประสันตาจงพาไปเที่ยวเล่น ให้เป็นผาสุกเกษมศานต์
ผูกม้าให้ทรงจงสำราญ กิดาหยันบริวารเร่งตามไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตารับสั่งบังคมไหว้
อุ้มองค์สียะตราคลาไคล เร่งให้ผูกม้าที่นั่งมา
อันพวกกิดาหยันน้อยน้อย ก็พลอยเกษมสันต์หรรษา
พระกุมารขึ้นทรงอาชา ประสันตาพาเที่ยวเล่นสำราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด เจรจาบทที่ ๑๙

๏ บัดนั้น เสนีตัวนายฝ่ายทหาร
มาจัดเครื่องเล่นหลายประการ ใส่พานไปถวายพระภูมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราหนึ่งหรัดเรืองศรี
ครั้นเห็นเครื่องเล่นก็ยินดี ลงจากพาชีวิ่งตามมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงวงศ์อสัญแดหวา
จึ่งประทานเครื่องเล่นกับสาตรา แก่พระอนุชาทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตรายินดีจะมีไหน
กราบลงเหนือตักภูวไนย หอบอาวุธวิ่งไปฉับพลัน
จึ่งขี่ประสันตาต่างพาชี เล่นคลีกับเหล่ากิดาหยัน
แล้วเล่นยุทธ์ยิงชิงชัยกัน โห่ร้องนี่นันบันเทิงใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ แล้วมาเชยชมพระเชษฐา จะไปเล่นอยู่ช้าก็หาไม่
กลางคืนก็ไม่เข้าไป บรรทมด้วยท้าวไทที่ในวัง
ลืมชนกชนนีพี่นาง ของเล่นต่างต่างมาแต่หลัง
เวลาเฝ้าเข้าไปแต่ละครั้ง แล้วกลับมายังพระพี่ยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเชษฐา
แสนสนิทพิศวาสอนุชา ดังดวงนัยนาภูวไนย
ความถนอมฤทัยเป็นสุดคิด จะระคายสักนิดก็หาไม่
จึ่งอุ้มสียะตรายาใจ กอดไว้แล้วกระซิบพาที
จงไปขอชานที่พี่นางเจ้า ได้แล้วจงเอามาให้พี่
เป็นเจ้าขอเองดังทุกที อย่าออกชื่อพี่นี้นะน้องรัก ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตรารับสั่งพระทรงศักดิ์
วิ่งวางมายังที่สำนัก ตำหนักพี่นางนงคราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงนอนลงเหนือเพลา คลึงเคล้าเย้าหยอกเกษมศานต์
แล้วบังคมทูลขอชาน จงประทานให้น้องบัดนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบามารศรี
ไม่รู้กลอนุชาพาที เทวีคายชานให้ทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราจึ่งทูลแถลงไข
ว่าชานเก่าจืดไม่ชอบใจ พี่นางจงได้เมตตา
เคี้ยวประทานชานอื่นให้น้องใหม่ เอาเครื่องหอมใส่ให้หนักหนา
ว่าพลางทางหยิบเอาหมากมา ป้อนระเด่นบุษบาฉับพลัน
แล้วรับชานหมากจากพี่นาง วิ่งวางออกไปขมีขมัน
บาหยันฉวยได้พระองค์พลัน พระกำชานสลานั้นซ่อนไว้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น บาหยันผู้มีอัชฌาสัย
ทูลว่าไม่เสวยนี้ว่าไร จะกำชานไปไหนจงบอกพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกุมารจึงตอบบาหยัน
ชานใหม่ยังสดพึ่งสบกัน ข้ากลัวจะยันจึ่งกำไว้
จะให้เย็นเสียก่อนจึ่งจะกิน ว่าพลางทางดิ้นเข้าผลักไส
ทำไมมายึดข้าไว้ เขาจะไปเที่ยวเล่นก็จัณฑาล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น บาหยันยิ้มแล้วจึงว่าขาน
แม้นจะใคร่ไปเที่ยวให้สำราญ เสวยชานเสียก่อนจึ่งคลาไคล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียาตราแค้นขัดอัชฌาสัย
สะบัดพลัดมือก็วิ่งไป บาหยันแล่นไล่มาไม่ทัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงประเสบันอากง วิ่งตรงเข้ามาขมีขมัน
เอาชานซ่อนป้อนให้พี่ยาพลัน แล้วทูลเอาบาหยันทุกประการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเกษมศานต์
กอดประทับรับขวัญพระกุมาร แสนสำราญภิรมย์ชมเชย
พาไปให้บรรทมบนแท่นทอง เอนแอบแนบประองเคียงเขนย
เสสรวลชวนพลอดกอดก่ายเกย พระชื่นเชยชมต่างนางบุษบา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ชมโฉม

๏ ครั้นพระกุมารหลับสนิท พระโอบอุ้มจุมพิตขนิษฐา
โลมเล้าลูบไล้ไปมา สำคัญว่าบุษบานารี
พิศพักตร์พักตร์ผ่องดังเดือนฉาย พิศทรงทรงคล้ายนางโฉมศรี
พิศปรางเหมือนปรางพระบุตรี รัศมีสีเนื้อละกลกัน
ทั้งโอษฐ์องค์ขนงเนตรนาสา ละม้ายแม้นบุษบาทุกสิ่งสรรพ์
พระกอดจูบลูบไล้เกี่ยวพัน จนบรรทมหลับสนิทไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

ร่าย

๏ ครั้นรุ่งรางสว่างเวหน สุริยาแจ่มแจ้งแสงใส
จึงตรัสสั่งสียะตรายาใจ ไปขอชานมาให้เหมือนวานนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราหนึ่งหรัดเรืองศรี
ลุกแล่นจากแท่นมณี ครั้นมาใกล้ถึงที่ก็ลีลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เข้าไปเคารพอภิวาท ทำสนิทพิศวาสเป็นหนักหนา
สำรวลสรวลเล่นเจรจา แล้วพระอนุชาก็ขอชาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บุษบาเยาวยอดสงสาร
คลางแคลงแหนงใจพระกุมาร คายชานทิ้งเสียมิได้ช้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราโกรธกริ้วเป็นหนักหนา
กลิ้งเกลือกเสือกซบโศกา เอาชานมาจะกินบัดนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์มะเดหวี
จึงตรัสแก่บุษบาเทวี ยังว่าจะมีสิ่งใด
แต่ชานหมากจะทิ้งเสียเปล่า น้องจะเอายังว่าไม่ให้ได้
แม้นประไหมสุหรีรู้ไป จะว่าใจทำได้ถึงเพียงนี้
พี่น้องไม่รู้จักรักกัน ดังเดียดฉันท์ขุ่นข้องหมองศรี
น้องกะจิ๊ดไม่คิดปรานี เทวีร่ำไปทุกประการ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บุษบาขัดใจไม่ว่าขาน
จำเป็นจึงจำเคี้ยวชาน ให้พระกุมารทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตรายิ้มแย้มแจ่มใส
รับชานหมากมาจากอรไท พาวิ่งออกไปประเสบัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เห็นสี่พี่เลี้ยงเฝ้าอยู่ กับหมู่เสนากิดาหยัน
โถมเข้ากอดพระศอทรงธรรม์ มิให้คนทั้งนั้นสงกา
จึงเอาชานซ่อนป้อนให้ จูบปรางภูวไนยทั้งซ้ายขวา
แล้วนั่งเหนือตักพระพี่ยา ก้มเกล้าวันทาด้วยยินดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงทรงสวัสดิ์รัศมี
เสนหาพูนเพิ่มพันทวี ในองค์พระศรีอนุชา
จึงอุ้มสียะตราพาลีลาศ ไปปราสาทองค์ศรีปัตหรา
พบสุหรานากงจรกา ก็เข้าไปวันทาพร้อมกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น องค์ศรีปัตหรารังสรรค์
ครั้นเห็นอิเหนากุเรปัน ทรงธรรม์จึงมีพจมาน
การศึกก็สำเร็จเสร็จสรรพ เมื่อไรเจ้าจะกลับไปราชฐาน
จะยับยั้งอยู่ไยให้เนิ่นนาน ป่วยการรี้พลสกลไกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีศรีใส
ทูลว่าข้าใช้เสนาใน ให้ไปกะหมังกุหนิงพารา
จะงดอยู่ท่าเสนาก่อน พระภูธรจงโปรดเกศา
เมื่อไรผู้ไปนั้นกลับมา จึงจะบังคมลาจรลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระตูจรกาเรืองศรี
เห็นพระกุมารก็ยินดี ภูมีจึงพยักเรียกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราจะไปก็หาไม่
ต่อพระเชษฐาให้คลาไคล จึงไปบังคมคัลวันทา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระตูเกษมสันต์หรรษา
จึงโอบอุ้มองค์กุมารา พิศเพียนไปมาน่าชม
ดวงพักตร์ลักขณาราศี ถ้าเป็นกุมารีจะงามสม
กล้องแกล้งแน่งน้อยเพราคม แต่กอดจูบลูบชมไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อิเหนาแค้นขัดสหัสสา
พิศเพ่งเขม็งนัยนา ให้สบเนตรสียะตราผู้ร่วมใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตรารู้แจ้งอัชฌาสัย
จึงกลับมากอดเชษฐาไว้ เห็นพระเมินพักตร์ไปก็โศกา
แต่แรกเรียกน้องก็ไม่จร ภูธรขืนขับให้ไปหา
แล้วพระมากริ้วโกรธา โทษาน้องผิดสิ่งใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีศรีใส
ปิดโอษฐ์สียะตราหนึ่งหรัดไว้ ปลอบว่าดวงใจอย่างจาบัลย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๒๐

๏ เมื่อนั้น พระองค์ผู้ทรงเขตขัณฑ์
จึงถามอิเหนากุเรปัน ว่าไรนั้นให้น้องร่ำไร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีก็แก้ไข
ทูลว่าวอนขี่อาชาไนย รบจะให้พาไปบัดนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวดาหาเรืองศรี
จึงตรัสแก่ระเด่นมนตรี จงพาน้องไปขี่ให้สำราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อิเหนาคำนับรับบรรหาร
อุ้มองค์สียะตรากุมาร ออกจากราชฐานมิทันช้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงโลมเล้าเอาใจพระน้องรัก อย่าร้องไห้ไปนักฟังพี่ว่า
ทีนี้จะไปหาจรกา เขาจะจูบเจ้าอย่าตามใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายมหาเสนีผู้ใหญ่
ซึ่งไปกะหมังกุหนิงกรุงไกร กลับคืนมาพิชัยธานี
พอพบดะหมังทั้งสองเมือง คุมเครื่องบรรณาการสองกรุงศรี
ซึ่งขอขึ้นแก่ระเด่นมนตรี มาถึงบุรีพร้อมกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ต่างคนเข้าไปอภิวาท ถวายของระบาดทุกสิ่งสรรพ์
กับโอรสธิดาลาวัณย์ อีกเครื่องราชบรรณาการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเกษมศานต์
จึงจัดเครื่องอุปโภคศฤงคาร ล้วนตระการต่างต่างอย่างดี
สำหรับถวายองค์พระทรงเดช กับองค์อัคเรศมเหสี
แล้วสั่งกิดาหยันทันที จงไปหาเสนีทั้งสี่มา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กิดาหยันรับสั่งใส่เกศา
ไปบอกมหาเสนา แล้วพามาเฝ้าภูวไนย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีจึงปราศรัย
ตรัสแก่เสนีทั้งสี่ไป เราจะให้ช่วยนำของนี้
ไปถวายแก่องค์พระทรงธรรม์ เหล่านั้นของประไหมสุหรี
ท่านทูลผ่อนผันให้จงดี อย่าให้เคืองธุลีบทมาลย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีรับราชบรรหาร
จึงให้ขนเครื่องบรรณาการ มาสถานท้องพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึงกราบบังคมทูล นเรนทร์สูรสุริย์วงศ์เรืองศรี
ถวายของระเด่นมนตรี ให้ทราบธุลีพระบาทา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพดาหา
จึงมีมธุรสพจนา อิเหนาเอามาให้เราไย
แต่ช่วยปราบไพรีแล้วมิหนำ ยังซ้ำเอาของมาให้
ชอบเราจะสนองให้ต้องใจ จงคืนของไปให้พระนัดดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีรับสั่งใส่เกศา
จึงให้ขนของคืนมา ยังตำหนักผ่านฟ้าทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึงคลานเข้าไปเฝ้า ต่างคนก้มเกล้าบังคมไหว้
ทูลแถลงให้แจ้งพระหฤทัย ตามในบัญชาทุกสิ่งอัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเฉิดฉัน
จึงตอบเสนีทั้งสี่นั้น พระทรงธรรม์ไม่รับของนี้
จงให้แก่ระเด่นบุษบา กับองค์สียะตรายาหยี
ท่านกลับไปทูลพระภูมี จงเอาของทั้งนี้คืนไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสี่เสนาผู้ใหญ่
ถวายบังคมลาคลาไคล ขนของคืนไปดังบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงพระโรงรัตน์รูจี เสนีกราบงามสามท่า
ทูลความตามสั่งพระนัดดา องค์ศรีปัตหราจึงรับไว้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๒๑

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีศรีใส
ครั้นรุ่งรางสร่างแสงอโณทัย ก็เข้าไปเฝ้าองค์พระภูมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น ท้าวดาหาสุริย์วงศ์เรืองศรี
ครั้นเห็นระเด่นมนตรี จึงมีพจนารถประภาษมา
เจ้ามาอยู่ดาหาราชฐาน หลายทิวาช้านานหนักหนา
เมื่อไรจะไปพระนัดดา ทิ้งพาราไว้ไม่ชอบกล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีก็ขัดสน
อัดอั้นอาวรณ์ร้อนรน จะผ่อนปรนคิดอ่านให้นานไป
แต่บังคมก้มหน้านิ่งอยู่ เป็นครู่จึงทูลขึ้นได้
จะอยู่ไปใช้บนด้วยภูวไนย กลับมาจึงจะไปพารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพดาหา
ฟังระเด่นมนตรีทูลมา พระราชาเข้าใจในทำนอง
ให้คิดสงสารพระหลานรัก พิศพักตร์หม่นไหม้มัวหมอง
ไม่ทัดอุบะดอกไม้กรอง จึงสั่งนางฉลองพระโอษฐ์ไป
จงบอกแก่อะหนะบุษบา เร่งแตระอุบะมาจงได้
เราจะให้อิเหนาชาญชัย แต่ในเวลาเฝ้าวันนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นวลนางกำนัลสาวศรี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี แล้วรีบจรลีลงมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงจึงประณตบทบงสุ์ โฉมยงเยาวยอดเสน่หา
แล้วกราบทูลความตามกิจจา โดยดังพระบัญชาภูวไนย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บุษบาแค้นขัดอัชฌาสัย
เข้าที่บรรทมเสียทันใด ไม่แตระอุบะให้ดังบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสี่พี่เลี้ยงเสนหา
จึงโลมเล้าเอาใจพระธิดา แม่อย่าคิดเคียดรังเกียจการ
รับสั่งใช้จะไม่ทำถวาย ดังโฉมฉายแกล้งขัดพระบรรหาร
จะเคืองข้องละอองบทมาลย์ ขอประทานตริดูด้วยปรีชา
เราจงจิตทำให้เมื่อไรเล่า ใครจะล่วงเข้ามาสอดว่า
แต่อ้อนวอนปลอบไปมา กัลยามิได้ไยดี
นางกำนัลก็เร่งจะให้ทัน พี่เลี้ยงช่วยกันทั้งสี่
แตระอุบะพลางทูลเทวี มิโปรดเกศีจะมีภัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๒๒

๏ เมื่อนั้น พระปิ่นภพดาหากรุงใหญ่
คอยอุบะบุหงาเห็นช้าไป จึงใช้พระกุมารไปเร่งมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราหนึ่งหรัดโอรสา
ก้มเกล้ารับราชบัญชา แล้ววิ่งวางมาทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงเข้าในปราสาท เห็นอรไทไสยาสน์อยู่บนที่
พี่เลี้ยงนั้นแตระมาลี ขัดใจจึงมีวาจา
พระพี่นางนี้ขัดรับสั่ง ไม่ฟังปาปะอะหยีว่า
ไม่แตระดอกไม้ให้พี่ยา มานิ่งนิทราอยู่ว่าไร
ให้แต่พี่เลี้ยงทำนี้ เห็นดีอยู่แล้วหรือไฉน
แต่ล้วนรอยมือข้าไท ไม่ควรจะให้พระภูมี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นวลนางพี่เลี้ยงทั้งสี่
จึงบังคมคัลอัญชลี พันปีอย่าทูลภูวไนย
จะหาของถวายให้หนักหนา แกะแพะอาชานกไก่
แต่อย่าว่าองค์อรไท อยู่ในแท่นที่ศรีไสยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราทำโกรธเป็นหนักหนา
ไม่ฟังจะทูลพระบิดา ว่าแล้ววิ่งมาทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงถวายบังคม กรานก้มกราบทูลแถลงไข
พวงอุบะบุหงามาลัย จะใกล้ได้อยู่แล้วบัดนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึงพระพี่เลี้ยงทั้งสี่
เร่งแตระอุบะมาลี เสร็จแล้วสาวศรีใส่พานมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ พอพบเสด็จองค์พระทรงธรรม์ จรจรัลจากพระโรงข้างหน้า
นวลนางบาหยันกัลยา ถวายพวงบุหงาพระภูมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวดาหาจึงว่าแก่สาวศรี
เราให้แตระอุบะมาลี ให้ระเด่นมนตรีชาญชัย
ตั้งแต่แรกนัดดามาเฝ้า คอยเท่าไรเท่าไรก็ไม่ได้
จนอิเหนาก็ลาคลาไคล จงเอาตามไปให้นัดดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น บาหยันนบนิ้วเหนือเกศา
กราบบาทบทศรีชลีลา รีบมาประเสบันทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงจึงแอบฉากกั้น เอาพานอุบะนั้นส่งให้
ปูนตาถวายภูวไนย แล้วลอบเข้าไปเมียงมอง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราปรีชาไวว่อง
จึงหยิบดอกไม้ในพานทอง ทูลฉลองว่าอย่าทรงอุบะนี้
พระพี่นางจะแตระก็หาไม่ แกล้งใช้แต่พี่เลี้ยงทั้งสี่
น้องจะทูลพระองค์ทรงธรณี สาวศรีวิงวอนจึงอ่อนใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีศรีใส
โอบอุ้มน้องรักใส่ตักไว้ พิสมัยในองค์พระกุมาร
เจ้าดวงยิหวายาใจพี่ ผู้ใดไม่มีเสมอสมาน
พลางหยิบอุบะดมมิทันนาน แล้ววางไว้ในพานสลานั้น ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราหนึ่งหรัดเฉิดฉัน
ฉุดพานดอกไม้มาพลัน จนถึงบาหยันกัลยา
แล้วพระจึงกล่าวคำไป ว่าองค์ทรงชัยเชษฐา
ไม่ทรงอุบะมาลา ด้วยรอยมือขี้ข้าไม่มีดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น นวลนางบาหยันสาวศรี
ขัดใจกลัวภัยไม่พาที ฉวยพานมาลีกลับมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ บัดนั้น ประสันตาทำทุกข์เป็นหนักหนา
จึงกราบทูลถามกิจจา ผ่านฟ้าจะเสด็จไปวันใด
เห็นแต่เวียนเฝ้าอยู่เช้าค่ำ ได้ร่ำลาแล้วหรือไฉน
หรือยังข้องขัดจึงผัดไป เมื่อไรเล่าจะคืนไปธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
ได้ฟังคำประสันตาพาที ภูมีจึงตอบไปทันใด
ธรรมดาว่าคนปากคัน ที่จะนิ่งอยู่นั้นไม่ได้
จำจะแคะค้อนค่อนว่าไป ให้เขาขัดใจจึงว่าดี
ถึงจะอยู่จะไปมิใช่การ รำคาญเคืองหูอย่าจู้จี้
ตรัสพลางย่างเยื้องจรลี ชวนพระน้องเข้าที่ไสยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ



[๑] เจรจาแต่บทที่ ๑ ถึง ๖๘ คือคำเจรจาพระราชนิพนธ์ที่พิมพ์ไว้ในสมุดเล่ม ๑ ต่างหาก ขอให้พลิกดูในสมุดเล่มนั้น

 

https://vajirayana.org/system/files/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2_264950.pdf
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ