เล่มที่ ๓๒

ช้า

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายองค์ย่าหรันเรืองศรี
คิดถึงพระชนกชนนี มีแต่เศร้าสร้อยละห้อยใจ
จึงปรึกษาเกนหลงหนึ่งหรัด บัดนี้พระเชษฐาเป็นใหญ่
ตัดขาดไม่คืนเวียงชัย เพราะกลัวสองภูวไนยจะโกรธา
จะมิให้อยู่ด้วยพระพี่นาง อางขนางข้อนี้เป็นหนักหนา
เราอ้อนวอนก็สุดปัญญา จะว่ากล่าวอย่างไรไม่ไยดี
แต่เราจากบิตุเรศมารดา ก็นานช้ามิได้กราบบทศรี
แม้นจะลากลับไปธานี เห็นกะกังปันหยีจะสงกา
ก็จะพาพี่นางซ่อนซุ่ม เที่ยวไปมะงุมมะงาหรา
ถึงสองพระองค์ทรงนครา เสด็จมาที่ไหนจะพบพาน
ก็จะพลัดพรากกันอยู่ฉันนี้ พี่คิดจะใคร่มีอักษรสาร
ลอบไปถวายพระภูบาล เยาวมาลย์จะเห็นประการใด ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น เกนหลงหนึ่งหรัดศรีใส
ได้ฟังพี่ยาก็อาลัย อรไทกราบลงกับบาทา
แล้วทูลไปด้วยใจภักดี ซึ่งดำรินี้ชอบหนักหนา
เห็นกษัตริย์ทั้งสองพารา จะมารับพี่ยาไปธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันครั้นฟังยาหยี
จึงเขียนสารสองฉบับทันที ตามมีความหลังทุกสิ่งไป
แล้วเรียกกิดาหยันอันสนิท เคยใช้ชิดไว้เนื้อเชื่อใจได้
ค่อยกระซิบสั่งพลันทันใด จงเอาสาราไปบัดนี้
ถวายแก่องค์ศรีปัตหรา กุเรปันดาหากรุงศรี
คิดอ่านประหยัดจงดี อย่าให้พระพี่แจ้งกิจจา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสองกิดาหยันหรรษา
ก้มเกล้าถวายบังคมลา พากันออกมาฉับไว ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต่างเรียกบ่าวไพร่ทั้งหลาย ใครจะรู้แพร่งพรายก็หาไม่
พร้อมแล้วขึ้นม้าคลาไคล แยกไปโดยทางพนาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ฝ่ายว่ากิดาหยันผู้หนึ่ง ครั้นถึงกุเรปันกรุงศรี
ก็แจ้งแก่มหาเสนี ตามมีสาราทุกสิ่งอัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังเสนีคนขยัน
แจ้งเหตุพากันจรจรัล เข้ายังพระโรงคัลรจนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงบังคมคัลอัญชลี กราบทูลองค์ศรีปัตหรา
บัดนี้ระเด่นสียะตรา ให้สารามาถวายพระทรงธรรม์
ทั้งพระอนุชาชัยชาญ ซึ่งผ่านดาหาเขตขัณฑ์
ว่าพระโอรสาธิดานั้น พร้อมกันอยู่กาหลังเวียงชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวกุเรปันเป็นใหญ่
รับเอาสารามาทันใด ภูวไนยทรงคลี่ด้วยยินดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ ศุภสารระเด่นสียะตรา กับระเด่นวิยะดามารศรี
บังคมพระชนกชนนี แทบใต้ธุลีพระบาทา
บัดนี้กะกังอิเหนา โศกเศร้าไปเที่ยวตามหา
พบองค์พี่นางบุษบา พระเชษฐาปกป้องครองกัน
ข้าบาทได้ทูลอ้อนวอน ให้คืนนครเขตขัณฑ์
ตรัสว่ากลัวสองพระทรงธรรม์ จะบากบั่นให้นิราศคลาดคลา
ครั้นข้าจะกลับแต่ลำพัง ก็อาลัยกะกังเป็นหนักหนา
จึงลอบแต่งศุภสารา ถวายมาให้ทราบบทมาลย์
ว่าพร้อมกันอยู่ทั้งสี่ ในบุรีกาหลังราชฐาน
หวังจะให้ดับร้อนรำคาญ สองพระองค์ผู้ผ่านธรณี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นทรงเสร็จสิ้นในสาร เบิกบานพระทัยเกษมศรี
ดังได้ทิพรสวารี มาโสรจสรงอินทรีย์ให้ปรีดา
จึงบัญชาสั่งเสนาใน จงเตรียมพลไกรซ้ายขวา
รถประเทียบสาวสรรค์กัลยา โดยพยุหยาตราฉับพลัน
ให้เสร็จแต่รุ่งอโณทัย กูจะไปกาหลังเขตขัณฑ์
สั่งแล้วก็เสด็จจรจรัล เข้าปราสาทสุวรรณรูจี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึงยื่นสารให้ แก่องค์ประไหมสุหรี
ตรัสแจ้งความนั้นทันที ตามคดีมีมาทุกสิ่งอัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ประไหมสุหรีเฉิดฉัน
คลี่สารอ่านดูด้วยพลัน ครั้นแจ้งยินดีเป็นพ้นไป
จึงบังคมคัลวันทา ทูลศรีปัตหราเป็นใหญ่
แม้นจะให้ไปหาบัดนี้ไซร้ ที่ไหนอิเหนาจะกลับมา
ขอเชิญพระองค์ทรงธรรม์ กรีธาพลขันธ์ไปดีกว่า
ข้าจะตามเสด็จไคลคลา จึงจะได้ลูกยามาธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวกุเรปันเรืองศรี
ได้ฟังอัครราชเทวี ภูวไนยจึงมีพจมาน
บัดนี้ให้เตรียมพลไกร จะยกไปแต่รุ่งสุริย์ฉาน
อันพระอนุชาชัยชาญ เห็นจะยกทวยหาญไปด้วยกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มเหสีทั้งห้าเกษมสันต์
อีกฝูงพระสนมกำนัล ฟังพระบัญชาสำราญใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีธิบดีน้อยใหญ่
เกณฑ์หมู่พหลพลไกร อุตลุดทั้งในธานี
บ้างตกแต่งรถทรงอลงกต รถประเทียบแลรถสาวศรี
ขุนม้าก็ผูกพาชี เครื่องมณีแกมสุวรรณรจนา
ขุนช้างต่างผูกคชสาร หมอควาญเลือกล้วนแกล้วกล้า
อันหมู่ทวยหาญแลเสนา ก็แต่งตัวโอ่อ่าประกวดกัน
ถือสาตราอาวุธเพริศพราย ตั้งตาริ้วรายเป็นหลายหลั่น
จัดถ้วนโดยกระบวนครบครัน เตรียมคอยทรงธรรม์จรลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กิดาหยันซึ่งนำสารศรี
ครั้นถึงดาหาธานี ก็แจ้งแก่เสนีทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงฟังแจ้งแถลงไข
รับสารแล้วพากันคลาไคล เข้าไปยังพระโรงรจนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึงประณตบทบงสุ์ ทูลพระองค์ทรงพิภพดาหา
บรรยายแถลงแจ้งกิจจา แล้วถวายสาราทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระผู้วงศ์เทวาในราศี
รับสารมาจากเสนี แล้วคลี่ออกทรงด้วยพลัน
ครั้นแจ้งคดีก็ปรีดา ดังได้ผ่านฟากฟ้ากระยาหงัน
อนิจจาสียะตราลาวัณย์ ไปเที่ยวหากันจนพบพาน
แต่น้อยใจกาหลังอนุชา เหตุใดมิให้มาบอกขาน
ให้เราเศร้าโศกมาช้านาน ไม่มีความสำราญบานใจ
แล้วมีพระราชบัญชา สั่งมหาเสนาผู้ใหญ่
จงเร่งเตรียมพหลพลไกร ตามในพยุหยาตรา
แต่รุ่งจะให้ยกจตุรงค์ ไปรับเสด็จองค์พระเชษฐา
ที่ทางร่วมกาหลังพารา สั่งเสร็จเข้ามหาปราสาทชัย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ

๏ นั่งเหนือแท่นรัตน์รูจี ตรัสแก่มเหสีพิสมัย
แจ้งความแต่ต้นจนปลายไป แล้วยื่นสารให้นางเทวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ประไหมสุหรี
รับสารมาอ่านทันที ทั้งสี่มเหสีก็ทัศนา
ครั้นแจ้งในความทุกสิ่งอัน ต่างองค์เกษมสันต์หรรษา
ดังได้อมฤตหยาดฟ้า มาโสรจสรงกายาสิ้นอาวรณ์
อันฝูงอนงค์ในซึ่งใช้ชิด แจ้งจิตสะกิดกันสโมสร
แล้วห้ามเหสีชลีกร ทูลพระภูธรทันที
จะขอตามเสด็จบาทบงสุ์ พระองค์จงโปรดเกศี
จะได้พบโอรสแลบุตรี ให้คลายที่โศกาอาลัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวดาหาสุริย์วงศ์เป็นใหญ่
รับคำมเหสีทรามวัย แล้วเข้าในห้องทองรจนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น เสนีผู้ใหญ่ซ้ายขวา
กะเกณฑ์รี้พลโยธา ตรวจตราหากันเป็นโกลี
บ้างเอาเจ้าหมู่มาเร่งรัด ผูกมัดตรากตรึงอึงมี่
บ้างได้ลูกเมียมาโบยตี บ้างให้พี่น้องส่งกัน
อันเหล่าทวยหาญชาญยุทธ์ จัดแจงอุตลุดทั้งเขตขัณฑ์
บ้างเบิกอาวุธครบครัน พากันมาเข้าทัพชัย
บ้างให้ผูกช้างผูกม้า ประดับราชรถาศรีใส
ทั้งรถประเทียบอนงค์ใน เตรียมไว้พร้อมพรั่งดังบัญชา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพดาหา
ครั้นอุทัยเรืองรองส่องฟ้า ตื่นจากนิทราเปรมปรีดิ์
จึงมีสุนทรวาจา ชวนห้าอัคเรศมเหสี
ยุรยาตรนาดกรจรลี เข้าที่สรงสหัสธารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ต่างองค์ทรงสุคนธ์ปนทอง นวลละอองรื่นรวยด้วยบุปผา
พระทรงสนับเพลาพัสตรา นางทรงภูษาค่าเมือง
พระทรงชายแครงชายไหว นางทรงสไบตาดสีเหลือง
พระทรงฉลององค์อร่ามเรือง นางทรงสร้อยเฟื่องยรรยง
พระทรงสังวาลบวร นางทรงทองกรแสงส่ง
พระทรงพาหุรัดบรรจง นางทรงธำมรงค์รูจี
พระทรงมงกุฎเพชรแพร้ว นางทรงกรรเจียกแก้วจำรัสศรี
ห้านางทรงอุบะมณี พระภูมีทรงกริชฤทธิรอน
งามดังอสัญแดหวา ปรีดาด้วยสุรางค์นางอัปสร
แล้วพากันเสด็จบทจร กรายกรมาขึ้นรถชัย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๏ อันพระมเหสีทั้งห้าองค์ ทรงรถตามลำดับน้อยใหญ่
รถสนมกำนัลเป็นหลั่นไป ให้เคลื่อนพลไกรจากพารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กลองโยน

โทน

๏ รถเอยราชรถแก้ว เพริศแพร้วเรืองอร่ามพระเวหา
ดุมวงกงกำล้วนจินดา งอนระหงธงหน้าสามชาย
แปรกบังรังเรือนแสงสุก จตุรมุขพรหมพักตร์เฉิดฉาย
หน้าบันเครือกระหนกนกกลาย รูปนารายณ์ทรงครุฑเผ่นทะยาน
สารถีขับสินธพชาติ โอภาสดังรถพระสุริย์ฉาน
ประดับด้วยเครื่องสูงโอฬาร ปี่กลองฆ้องขานนี่นัน
พลเข้าริ้วรายซ้ายขวา ดั้งแซงหลังหน้าหลายหลั่น
รถประเทียบตามระเบียบเรียงรัน ทั้งรถสาวสรรค์กำนัลใน
เสียงรถเสียงช้างเสียงม้า เสียงพลโห่โกลาแผ่นดินไหว
ผงคลีบดบังอโณทัย รีบยกไปในอรัญวา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ ครั้นถึงซึ่งทางร่วมกัน ให้หยุดยั้งพลขันธ์ซ้ายขวา
ตั้งที่ประทับพลับพลา คอยพระเชษฐาธิบดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวกุเรปันเรืองศรี
ครั้นอุทัยส่องฟ้าธาตรี ฟื้นองค์จากที่ไสยา
จึงชวนทั้งห้ามเหสี กับกะหรัดตะปาตีโอรสา
เสด็จจากแท่นแก้วรจนา มาเข้าที่สรงชลธาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ต่างชำระสระสนานกายา สุคนธาตรลบหอมหวาน
สอดทรงสนับเพลาโอฬาร ภูษาตระการพื้นสุวรรณ
ซ่าโบะครุยแครงอำไพ ทรงสไบต่างสีเฉิดฉัน
ฉลององค์เลื่อมลายพรายพรรณ สร้อยสังวาลกุดั่นจินดาดวง
พาหุรัดทองกรยรรยง ต่างสอดธำมรงค์โชติช่วง
สององค์ทรงมงกุฎดอกไม้พวง กรรเจียกแก้วรุ้งร่วงพรายตา
ห้าองค์ทรงศิโรเพฐน์แพร้ว กุณฑลแก้วมณีมีค่า
ทัดอุบะเพชรพวงรจนา ถือเช็ดหน้าต่างสีบรรจง
สองกษัตริย์ทรงกริชฤทธิไกร งามดังเทพไทครรไลหงส์
เสด็จจากปราสาททั้งเจ็ดองค์ ฝูงอนงค์ตามเสด็จจรลี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เพลง

ร่าย

๏ ถึงเกยต่างทรงรถา รถประเทียบทั้งห้ามเหสี
รถสนมกำนัลนารี ชิงที่นั่งเบียดเสียดกัน
อันกะหรัดตะปาตีโอรสา เป็นกองหน้านำเสด็จผายผัน
ให้เคลื่อนจัตุรงค์จรจรัล ออกจากเขตขัณฑ์เวียงชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กลองโยน

โทน

๏ รถเอยรถกุดั่น พลอยประดับสลับกันสรรใส่
ดุมวงกงกำอำไพ แสงใสยิ่งยาราชาวดี
เจ็ดชั้นบังลังก์กระจังราย กาบฉลุระบุลายระบายสี
พระยี่ภู่ปูลาดสะอาดดี พนักล้วนมณีดังวิมาน
สารภีขี่ขับสินธพผยอง รนร้องลองเชิงเริงร่าน
ฉัตรชัยชุมสายชัชวาล ทานตะวันพัดโบกโบยลม
ฆ้องกลองแตรสังข์อึงอัด เสียงพลเพียงปัถพีล่ม
เสนาหน้าหลังทุกกรม ขัดดาบแห่ประนมดาษดา
ช้างดั้งช้างกันขับแข่ง ม้าแซงนอกในซ้ายขวา
เร่งรีบจัตุรงค์โยธา ไปโดยมรคาพนาวัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ท้าวดาหาสุริย์วงศ์รังสรรค์
เห็นศรีปัตหรากุเรปัน ยกพลขันธ์มาก็ดีใจ
พระจึงลงจากพลับพลา พร้อมด้วยเสนาน้อยใหญ่
กรายกรบทจรคลาไคล ไปยังรถทรงอลงการ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึงประณตบทบงสุ์ ทูลองค์สมเด็จพระเชษฐา
แต่ข้าแจ้งสารสียะตรา ก็ยกมาคอยเสด็จพระภูมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวกุเรปันเรืองศรี
ได้ฟังอนุชาธิบดี จึงมีบัญชาอันสุนทร
แต่พี่แจ้งใจในสารา ก็มีความปรีดาสโมสร
ให้เร่งตรวจตราพลากร ยกจากนครรีบมา
ครั้งนี้จะคลายวายทุกข์ สมบูรณ์พูนสุขไปภายหน้า
ด้วยเดชเทเวศร์อันศักดา ช่วยรักษาทั้งสี่อะหนะไว้
จะได้สืบสุริย์วงศ์พงศ์ประยูร จึงพร้อมมูลหาอันตรายไม่
เจ้าจงยกพลสกลไกร เป็นทัพหน้าไปบัดนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวดาหาผู้รุ่งรัศมี
รับพระบัญชาด้วยยินดี ยอกรชลีแล้วกลับมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงแจ้งแก่มเหสีทั้งห้าองค์ ต่างเสด็จขึ้นทรงรถา
ให้ยกนิกรโยธา นำทัพพระเชษฐาคลาไคล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวกุเรปันเป็นใหญ่
กรีพลจัตุรงค์ตามไป ข้ามธารผ่านไศลไพรวัน
อันหมู่เสนามนตรี โยธีมีแต่เกษมสันต์
ทั้งฝูงพระสนมกำนัล เห็นพรรณมิ่งไม้นานา
มฤคีปักษีเกลื่อนไพร ชมสำราญบานใจถ้วนหน้า
รีบรัดจัตุรงค์โยธา ไปโดยมรคาพนาลัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นมาถึงเมืองกาหลัง จึงสั่งนิกรน้อยใหญ่
ให้หยุดพหลสกลไกร อยู่นอกพิชัยธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวกาหลังเรืองศรี
แจ้งว่าพระเชษฐาธิบดี ทั้งสองบุรียกมา
มีพระทัยชื่นชมโสมนัส ตรัสสั่งเสนีซ้ายขวา
จงเตรียมรี้พลโยธา ผูกทั้งคชาชัยชาญ
จะไปรับสองศรีปัตหรา เข้ามายังนิเวศน์วังสถาน
เร่งรัดจัดกันอย่าทันนาน ให้พร้อมในกาลบัดนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งใส่เกศี
ถวายบังคมคัลทันที ออกมายังที่ศาลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ เกณฑ์หมู่รี้พลสกลไกร นายไพร่ทุกหมวดพร้อมหน้า
บ้างเร่งผูกช้างผูกม้า ตรวจตราหากันวุ่นวาย
บรรดาเสนามนตรี ชาวที่ชาววังทั้งหลาย
พระหลวงขุนหมื่นพันทนาย แต่งกายคอยเสด็จจรลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กิดาหยันซึ่งนำสารศรี
กลับมากับสองพระภูมี ก็เข้าในธานีทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงทูลย่าหรัน ว่าสองพระทรงธรรม์เป็นใหญ่
เสด็จมาประทับพลไกร อยู่นอกพิชัยพารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันวิลิศมาหรา
ฟังแจ้งยินดีปรีดา ดังได้ฟากฟ้าดุษฎี
จึงชวนขนิษฐายาใจ จะไปเชิญกะกังปันหยี
ออกไปเฝ้าสองพระภูมี ยังที่ประทับพลับพลาชัย
ว่าแล้วพากันลีลา จากดาหาปาตีที่อาศัย
อันพวกกิดาหยันสาวใช้ ก็ตามไปเกลื่อนกลาดดาษดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงแต่สองเข้าห้องแก้ว แล้วบังคมทูลพระเชษฐา
บัดนี้สองพระองค์เสด็จมา อยู่นอกนคราธานี
เชิญเสด็จพระเชษฐาคลาไคล ออกไปประณตบทศรี
ถึงมาตรว่าความผิดมี เห็นทีจะทรงเมตตา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีได้ฟังพระน้องว่า
ตกใจดังจะม้วยชีวา พักตราซีดเผือดลงทันใด
จึงตอบวาจายาหยี สุดปัญญาพี่นี้จะไปได้
เพราะเหตุด้วยคิดเบาใจ ทั้งซ้ำให้เคืองบาทพระทรงธรรม์
ถึงศรีปัตหราจะกริ้วโกรธ ลงโทษพี่ม้วยอาสัญ
ก็มิได้อาลัยแก่ชีวัน ด้วยผิดนั้นใหญ่พ้นคณนา
เกรงแต่พระจะพรากโฉมเฉลา ให้ร้อนเร่าเศร้าโทมนัสสา
ยิ่งกว่าที่จะสิ้นชนมา อนุชาจะคิดฉันใดดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันผู้รุ่งรัศมี
ยอกรทูลสนองไปทันที ข้อนี้ไว้เป็นธุระน้อง
จะเฝ้าอ้อนวอนด้วยปัญญา ทูลพระผ่านฟ้าทั้งสอง
สุดแต่ให้ได้อยู่เป็นคู่ครอง มิให้เคืองละอองพระบาทา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีได้ฟังขนิษฐา
พระจึงนิ่งนึกตรึกตรา แล้วตอบวาจาไปทันใด
เมื่อพระองค์ยังทรงพระโกรธา อนุชาหรือจะหาญทัดทานได้
ว่าพลางทางสะท้อนถอนใจ ตะลึงไปมิได้พาที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นอรสามารศรี
จึงบังคมทูลพระภูมี ข้อนี้จงถวิลจินดา
แม้นพระองค์ยังทรงพระโกรธอยู่ ไหนจะสู้เสด็จมาเดินป่า
แต่เราทั้งสี่นี้จากมา เห็นจะทรงโศกาอาลัย
ด้วยเคยมีพระทัยเสนหา ดังดวงนัยนาไม่เปรียบได้
ซึ่งจะมิไปเฝ้าภูวไนย ผิดนั้นจะยิ่งใหญ่พันทวี
ถึงพระองค์จะพรากบากบั่น ข้อนั้นอย่าหม่นหมองศรี
น้องจะอ้อนวอนพระชนนี ทั้งมะเดหวีศรีโสภา
ให้ช่วยพิดทูลผ่อนผัน พระทรงธรรม์ก็จะโปรดเกศา
พระองค์จงฟังวาจา พาน้องไปเฝ้าบัดนี้ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์มิสาระปันหยี
ฟังระเด่นอรสาพาที ภูมียิ้มพลางทางตอบไป
อนิจจาเจ้าว่าก็เพราะรัก ประจักษ์อยู่ทุกสิ่งไม่สงสัย
แต่พี่มีความน้อยใจ ด้วยได้ทุกข์ร้อนทรมาน
ครั้งก่อนมะเดหวีก็รับแล้ว ต่อหน้าน้องแก้วในวิหาร
แต่คอยฟังจนสั่งให้ตั้งการ ชนมานพี่เพียงจะม้วยมรณ์
ครั้งนี้จะให้ช่วยอีกเล่า โฉมเฉลาเจ้าจงคิดดูก่อน
หากพี่ล้างการสยุมพร จึงได้ดวงสมรมายาใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ติหลาอรสาศรีใส
ได้ฟังวาจาภูวไนย ค้อนให้แล้วตอบไปทันที
เอาอะไรที่ไหนมาเจรจา เชิงคิดค่อนว่าน่าบัดสี
เมื่อรู้อยู่สิ้นทั้งธานี ครั้งนี้หรือจะไม่เมตตา
จะว่าอย่างไรก็ไม่เชื่อ น่าเบื่อน่าแค้นหนักหนา
ใครใช้ให้ก่อการมา จะพลอยพาให้ผิดซ้ำไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีได้ฟังก็หม่นไหม้
ในทรวงร้อนรุ่มดังสุมไฟ ภูวไนยมิได้พาที
ให้คิดอัดอั้นตันใจ เกรงไปจะต้องพรากจากยาหยี
อกเอ๋ยจะผ่อนผันฉันใดดี แต่รอรีร้อนใจไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกาหลังสุริย์วงศ์นาถา
ชวนห้ามเหสีโสภา สองธิดามาสรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ ต่างองค์ชำระสระสนาน สุคนธารเฟื่องฟุ้งจรุงกลิ่น
สนับเพลาเป็นรูปนาคินทร์ ภูษาลายรูปกินรีรำ
ซ่าโบะครุยแครงช่อช้อย สะอิ้งห้อยมรกตเขียวขำ
ฉลององค์ทรงข้าวบิณฑ์พื้นดำ รัดองค์ทรงประจำพรรณราย
ตาบทิศทับทรวงดาวประพาฬ สร้อยสนสังวาลเฉิดฉาย
พาหุรัดทองกรฉลุลาย พรายพรายธำมรงค์อลงกรณ์
ต่างองค์ทรงมงกุฎศิโรเพฐน์ งามดังเทเวศร์อดิศร
ถือเช็ดหน้ากรายกริชฤทธิรอน บทจรมาขึ้นคชา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ อันห้าองค์อรรคเทวี กับสองบุตรีเสนหา
ทรงสีวิกากาญจน์รจนา สาวสนมกัลยาก็ตามไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กลองโยน

โทน

๏ ช้างเอยช้างทรง สามารถอาจองสูงใหญ่
เชื้อชาติอัฐคชยศไกร ชำนาญในยุทธนาราวี
โขมดข่ายสุวรรณเกี่ยวกรอง สองหูพู่ห้อยจำรัสศรี
ทองกุดั่นรัดงารูจี มีชะนักถักกระวิลพรรณราย
รัตคนซองหางรจนา พานหน้าดาวฉลุเฉิดฉาย
พระทรงขอแก้วแพรวพราย ควาญท้ายหมายคอยทีคชา
ประดับด้วยเครื่องสูงเรียงรัน เสียงฆ้องกลองสนั่นแหล่งหล้า
คลายคลีรี้พลโยธา ออกจากทวาราวังใน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายระเด่นอรสาศรีใส
ได้ยินสำเนียงเกรียงไกร ก็ทูลพี่ยาไปทันที
บัดนี้พระปิ่นปักนัคเรศ มงกุฎเกศกาหลังกรุงศรี
เสด็จออกไปเฝ้าสองภูมี เสียงประโคมอึงมี่เป็นโกลา
พระช่างนั่งตะลึงอยู่ได้ หรือจะไม่ไปก็เร่งว่า
ข้าจะพาพระน้องสองรา ไปกราบบาทาภูวไนย
ว่าพลางชลนาคลอเนตร แสนเทวษทุกข์ทนหม่นไหม้
ชวนสองขนิษฐาคลาไคล จะไปจากห้องพรายพรรณ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีครั้นเห็นก็หวาดหวั่น
ร้อนจิตดังพิษเพลิงกัลป์ ลุกตามมากั้นไว้ทันที
ซึ่งจะให้ไปเฝ้าพระภูวไนย ยังกระไรอยู่หรือนะโฉมศรี
แม้นพระองค์ไม่โปรดปรานี ไหนพี่จะคงชีวา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สามกษัตริย์ได้ฟังพระเชษฐา
ให้สงสารเป็นพ้นคณนา จึงสนองวาจาไปพลัน
แม้นสององค์ยังทรงพระโกรธา ไว้ข้าจะทูลผ่อนผัน
สุดแต่มิให้พรากจากกัน พระอย่าหวาดหวั่นพรั่นฤทัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีฟังแจ้งแถลงไข
พี่นี้ขัดสนจนใจ จะคิดฉันใดก็ตามที
ให้ไปก็จะออกไปเฝ้า เห็นแต่เจ้าทั้งสามจะช่วยพี่
ว่าแล้วพากันจรลี กิดาหยันสาวศรีก็ตามมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นออกนอกทวารเขตขัณฑ์ พอทันพระประเทียบซ้ายขวา
เดินพลางทางถวิลจินดา อนิจจาจะเป็นประการใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกาหลังสุริย์วงศ์เป็นใหญ่
ขับช้างพลางเร่งพลไกร ไปยังที่ประทับทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นใกล้ลงจากช้างที่นั่ง ชวนทั้งห้าพระมเหสี
กับสองพระราชบุตรี จรลีเข้าเฝ้าพระผ่านฟ้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงกราบถวายอภิวาท แทบบาทสองศรีปัตหรา
ด้วยความภักดีปรีดา ต่อสองเชษฐาเรืองชัย
อันพระมเหสีสุริย์วงศ์ สิบห้าองค์ทรงลักษณ์ศรีใส
ต่างบังคมคัลทันใด ตามลำดับน้อยใหญ่ด้วยยินดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์มิสาระปันหยี
ให้หวาดหวั่นพรั่นใจพันทวี ภูมีหยุดยืนตะลึงไป
สามพระน้องรักตักเตือน จะเขยื้อนพระองค์ก็หาไม่
หลงหนึ่งหรัดฉวยพระหัตถ์ทันใด จึงได้สติก็เดินมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึงประณตบทบงสุ์ สององค์ทรงศักดิ์นาถา
เสโทซึบซาบอาบกายา กราบก้มพักตราไม่พาที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจอมภพกุเรปันเรืองศรี
ทั้งท้าวดาหาธิบดี สองประไหมสุหรีนงลักษณ์
เห็นอะหนะทั้งสี่ก็ปรีดา ดังได้ผ่านฟ้าไตรจักร
เสนหาเพิ่มพูนพระทัยนัก ต่างกอดลูกรักเข้าโศกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ท้าวกาหลังสุริย์วงศ์นาถา
กับห้ามเหสีโสภา สองราชธิดาลาวัณย์
เห็นท้าวกุเรปันเรืองศรี กอดมิสาระปันหยีกันแสงศัลย์
อันท้าวดาหาทรงธรรม์ กอดย่าหรันเข้าโศกาลัย
ฝ่ายสองประไหมสุหรี กอดสองอิสตรีละห้อยไห้
ต่างคิดผิดประหลาดหลากใจ ตะลึงไปมิได้จำนรรจา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองพระองค์พงศ์อสัญแดหวา
ให้คิดน้อยพระทัยไปมา จึงมีพจนาวาที
ดูราอนุชากาหลัง ตั้งแต่อะหนะทั้งสี่
หายไปจากราชธานี เป็นตายร้ายดีไม่แจ้งใจ
พี่กับมเหสีสุริย์วงศ์ ฝูงอนงค์เสนาน้อยใหญ่
ไพร่ฟ้าทั้งสองเวียงชัย ร่ำไรทุกทิวาราตรี
อันสี่นัดดายาใจ มาอยู่ในกาหลังบุรีศรี
เหตุไฉนนิ่งเสียได้ดังนี้ ไม่บอกพี่ให้แจ้งกิจจา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกาหลังได้ฟังพระเชษฐา
ยิ่งคิดสงสัยในวิญญาณ์ จึงสนองบัญชาไปทันใด
เดิมทีมิสาอุณากรรณ บุตรระตูประมอตันมาอาศัย
กับปันหยีนี้เป็นชาวไพร ข้ารักใคร่เลี้ยงดูเสมอกัน
ครั้นมีศึกจะมาหรากะปาหลัน ก็ช่วยกันฆ่าระตูอาสัญ
อุณากรรณกลับไปประมอตัน ด้วยบิดานั้นเกิดโรคา
ภายหลังย่าหรันคนนี้ จงรักภักดีเข้ามาหา
บอกว่าเป็นชาวพนาวา จะขอพึ่งเดชาสืบไป
อันราชนัดดาทั้งสี่ ข้านี้จะพบเห็นก็หาไม่
แม้นมาอยู่กาหลังเวียงชัย จะนิ่งความเสียไยพระภูมี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทั้งสองพระเชษฐาเรืองศรี
จึงตอบพระอนุชาธิบดี ไฉนยังพาทีดึงไป
ว่าปันหยีนี้ชาวพนาวัน มิใช่อิเหนากุเรปันหรือไฉน
ย่าหรันคือสียะตรายาใจ ชาวไพรที่ไหนให้ว่ามา
นี่อะหนะบุษบาลาวัณย์ นั่นองค์วิยะดาเสนหา
เหตุใดไม่รู้จักนัดดา อนิจาน่าอัศจรรย์นัก ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกาหลังฟังดูรู้ประจักษ์
ทั้งพระมเหสีนงลักษณ์ ต่างองค์พิศพักตร์ไปมา
ก็จำได้ว่าหลานทั้งสี่ ท้าวมีพระทัยหรรษา
จึงกราบทูลสมเด็จพระพี่ยา ความนี้ตัวข้าไม่แจ้งใจ
ด้วยเหตุแปลงปลอมเป็นชาวดง ให้คิดงวยงงสงสัย
ถึงนัดดาทั้งสี่นี้ไซร้ ต่างก็ไม่รู้จักศักดิ์กัน
เมื่อสียะตรามาลักวิยะดา อิเหนาโกรธาหุนหัน
ตามไปจะพิฆาตฟาดฟัน จนกริชนั้นกระทบเป็นเปลวไฟ
หากว่าข้านี้ไปทัน หาไม่จะพากันตักษัย
เพราะมิได้แถลงให้แจ้งใจ ภูวไนยจงทรงพระเมตตา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองพระองค์ทรงเดชเชษฐา
ได้ฟังยินดีปรีดา จึงมีบัญชาไปทันที
ซึ่งเหตุทั้งนี้มีมา เพราะเวราอะหนะทั้งสี่
ให้จำจากบิตุเรศชนนี หากมิได้ม้วยชีวัน
แล้วถามโอรสธิดา เมื่อจากดาหาเขตขัณฑ์
เป็นไฉนจึงได้พบกัน จงบรรยายให้แจ้งกิจจา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
ฟังไปไม่ตระหนักพระบัญชา สำคัญว่ากริ้วก็ตกใจ
จึงค่อยกระซิบพาที ยาหยีทั้งสามช่างนิ่งได้
ไม่ช่วยพี่แล้วหรือฉันใด จะให้จำตายเสียครั้งนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบามารศรี
ค้อนให้แล้วตอบไปทันที เป็นไฉนฉะนี้ไม่เข้ายา
จะฟังความก็ไม่เข้าหู ดูน่าสมเพชเป็นหนักหนา
คอยแต่จะตื่นอยู่อัตรา ดังชาวป่าไม่เคยเข้าเวียงชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองกษัตริย์สุริย์วงศ์เป็นใหญ่
เห็นอิเหนานั้นเคลิบเคลิ้มไป ด้วยกริ่งใจได้ทำผิดมา
ให้คิดสงสารอะหนะนัก จึงซ้ำถามลูกรักเสนหา
ถึงเหตุผลซึ่งพลัดพารา ไฉนมาพร้อมกันอยู่เมืองนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
ฟังบัญชาจะแจ้งก็ยินดี จึงชลีกรทูลสนองไป
ตั้งแต่แต่งกลเข้าลักนาง จะปิดบังอำพรางก็หาไม่
จนไปอยู่ถ้ำอำไพ มาแก้สงสัยจึงพลัดกัน
ต่างวิโยคโศกแสนระกำจิต ดังชีวิตจะม้วยอาสัญ
จึงแปลงเป็นชาวป่าพนาวัน เที่ยวค้นทุกเขตขัณฑ์ธานี
ครั้งถึงกาหลังก็พบกัน ไม่สำคัญว่าองค์ยาหยี
ด้วยเป็นบุรุษเรืองฤทธี ออกรบราวีก็มีชัย
แล้วพระน้องหนีไปปะตาปา อยู่บนตะหลากันเขาใหญ่
ลูกรักแจ้งความก็ตามไป พานางมาไว้ในพารา
ซึ่งข้าละเมิดเพราะเบาจิต โทษนั้นก็ผิดเป็นหนักหนา
ทั้งทำให้เคืองพระบาทา พระผ่านฟ้าจงโปรดปรานี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบามารศรี
ชลเนตรคลอเนตรเทวี โศกีพลางทูลสนองไป
เมื่อลูกกับพี่เลี้ยงทั้งสอง อยู่ในถ้ำทองผ่องใส
ออกมาชมบุหงาให้พาใจ พอเกิดพยุใหญ่เป็นโกลา
หอบเอาระแทะทองลอยลิ่ว ปลิวไปในกลางเวหา
ตกแดนประมอตันนัครา ก็โศกาปิ้มจะม้วยชีวี
องค์ปะตาระกาหลาแปลงกาย เป็นชายรูปทรงส่งศรี
ให้กริชแล้วสาปสรรทันที ลูกนี้พากันสัญจรไป
ฝ่ายท้าวประมอตันมาเล่นป่า เห็นข้าก็รับเข้ากรุงใหญ่
รักเป็นโอรสยศไกร จะให้ผ่านซึ่งไอศวรรยา
จึงอุบายลาเที่ยวจรลี จะหาที่คู่ชอบเสนหา
ครั้นถึงกาหลังพารา ก็เข้าไปวันทาพระภูมี
นางทูลแต่ต้นจนปลาย บรรยายความทุกข์ถ้วนถี่
จนพบพระเชษฐาธิบดี ให้ทราบธุลีพระบาทา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราทรงโฉมเสนหา
กราบลงแล้วทูลกิจจา ซึ่งลูกรักลาไปเล่นไพร
เพราะคิดถึงพี่นางกับเชษฐา จะว่างเว้นเวลาก็หาไม่
ครั้นมาถึงกลางพนาลัย แลไปเห็นบุหรงรูจี
งามสรรพสารพางค์พรายพรรณ ดังสุวรรณมรกตสดสี
ให้มีความรักใคร่พันทวี ขับพาชีเลี้ยวไล่สกุณา
ครั้นติดตามไปจะใกล้ทัน นกนั้นรีบบินถาบถา
เห็นไกลแกล้งหยุดรำรา ล่อให้ตามมาในกลางไพร
จนถึงแดนกาหลังพระบุรี ลูกนี้จะรู้ตัวก็หาไม่
มยุรานั้นสูญหายไป พอพี่เลี้ยงพลไกรมาทัน
จึงคิดอุบายมารยา แปลงเป็นชาวป่าพนาสัณฑ์
เข้าไปบังคมพระทรงธรรม์ มิได้รู้จักกันกับพี่ยา
แล้วพระทูลแถลงแจ้งความ ตามซึ่งได้ลักขนิษฐา
จนตกไปถึงเมืองมะงาดา ให้ทราบบาทาพระภูมี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระทรงภพกุเรปันเรืองศรี
ทั้งท้าวดาหาธิบดี กับราชเทวีทั้งสิบองค์
ได้ฟังโอรสบุตรี มีความละห้อยจิตพิศวง
ชลนัยน์ไหลหลั่งถั่งลง ต่างทรงกันแสงร่ำไร
ท้าวกาหลังทั้งห้ามเหสี จะกลั้นความโศกีก็มิได้
ร่ำรักนัดดายาใจ แซ่ไปทั้งสนมนารี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๏ แล้วสองพระองค์ทรงศักดิ์ จึงตรัสแก่ลูกรักทั้งสี่
ซึ่งเกิดเหตุเภทภัยทั้งนี้ เพราะผลกรรมมีแต่ก่อนมา
หากปะตาระกาหลามาช่วย อะหนะจึงไม่ม้วยสังขาร์
ทีนี้จะเกษมเปรมปรา แก้วตาอย่าอาวรณ์ร้อนใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

https://vajirayana.org/system/files/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2_264950.pdf
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ