เล่มที่ ๒๕

ช้า

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงพระองค์ทรงพิภพดาหา
ตั้งแต่ระเด่นบุษบา ธิดาดวงสวาทนิราศไป
พระอาดูรพูนเทวษถวิลถึง เช้าค่ำคำนึงแล้วโหยไห้
เห็นแต่สียะตรายาใจ ยิ่งทวีอาลัยถึงบุตรี
พระพลางเชยชมลูกรัก พิศพักตร์ลักขณาราศี
ชันษาล่วงได้สิบห้าปี เพราะเริศร้างพิธีโสกันต์มา
จำจะทำให้ทันตาเห็น แล้วจะเสกให้เป็นฝ่ายหน้า
คิดแล้วภูวไนยก็ไคลคลา ออกมายังท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๏ จึงมีพระราชบรรหาร สั่งโหราจารย์คนขยัน
เร่งหาฤกษ์พาเวลาวัน จะตั้งการโสกันต์สียะตรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ขุนโหรรับสั่งใส่เกศา
หยิบเอากระดานชนวนมา ควณคูณหารหาฤกษ์พลัน
เสร็จแล้วอภิวาทบาทบงสุ์ ทูลองค์พระผู้ผ่านไอศวรรย์
เดือนสี่ขึ้นสามค่ำวันจันทร์ พระฤกษ์นั้นดีนักภูวไนย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระปิ่นปักนัคเรศเป็นใหญ่
จึงตรัสสั่งเสนาปรีชาไว เร่งบัตรหมายไปอย่าได้ช้า
การนี้เราจะทำให้ปรากฏ เกียรติยศเยี่ยงอย่างไปข้างหน้า
ตามจารีตวงศ์เทวา จงเร่งรัดโยธาให้ทำการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น อำมาตย์รับราชบรรหาร
ก้มเกล้าประณตบทมาลย์ ออกมาจากสถานพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงให้กรมวังสั่งเวร กำหนดการกะเกณฑ์กันกวดขัน
หมายสั่งข้างในเข้าไปพลัน ข้างนอกบอกกันทุกกรม ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เหล่าทหารพลเรือนทุกหมู่หมวด แปดตำรวจนอกในใหญ่สนม
ที่เข้าเวรออกเวรเกณฑ์ระดม ทั้งไพร่หลวงเลกสมให้จับการ
บ้างรีบเร่งรัดจัดแจง ตกแต่งปราสาทราชฐาน
ทอดราชาอาสน์ดาดเพดาน ผูกม่านสุวรรณบรรจง
ตั้งเตียงพิธีที่ข้างหน้า วางเครื่องมุรธาภิเษกสรง
ราชครูจับด้ายสายสิญจน์วง ตามอย่างมงคลพิธีการ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ยานี

๏ อันสี่มหาอำมาตย์ ทำเขาไกรลาศคนละด้าน
สารวัดนายหมวดตรวจงาน ท่านผู้อำนวยการคอยติเตียน
ให้เอาฟางพันผูกเป็นลูกเขา ปิดกระดาษเงินเข้าแล้ววาดเขียน
แกล้งประดิษฐ์คิดใส่บันไดเวียน ที่ขึ้นลงลาดเลี่ยนเหมือนศิลา
ช่องชะวากเวิ้งว่างไว้อ่างแก้ว บนเนินแนวนั้นปลูกพฤกษา
รายรูปสิงสัตว์นานา โคกิเลนเลียงผาจามรี
แท่นที่สรงน้ำก็ทำไว้ น้ำไหลจากปากสัตว์ทั้งสี่
ปลูกทั้งพลับพลาทองรูจี สำหรับที่จะได้เปลื้องเครื่องทรง
แล้วให้แต่งถนนหนทาง แผ้วถางเตียนสะอาดกวาดผง
ตั้งตาริ้วราชวัติฉัตรวง บรรจงจัดแจงแต่งไว้ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ ประชุมเหล่าโหราราชครู พราหมณ์ชีบีกูน้อยใหญ่
กระบวนแห่แตรสังข์ฆ้องชัย เตรียมไว้เสร็จถ้วนทุกประการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ท้าวนางต่างคนอลหม่าน
เลือกสรรกำนัลนงคราญ ทั้งอยู่งานคนรำมโหรี
ที่งามรูปงามทรงส่งสัณฐาน ให้หัดเชิญเครื่องอานพานพระศรี
ซึ่งจะเชิญพระแสงแลพัชนี จัดนารีรุ่นแรกจำเริญวัย
อันนางสระกะเกณฑ์ไว้สองร้อย ล้วนแน่งน้อยนวลละอองผ่องใส
ครั้นเสร็จสั่งกันทันใด แต่บ่ายหน่อยหนึ่งให้พร้อมกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายฝูงสนมนางสาวสรรค์
แต่พอบ่ายชายแสงสุริยัน ต่างแต่งประกวดกันเป็นโกลา
บ้างวานผู้สันทัดตัดผมให้ ถอนไรจุกเก็บกันหน้า
เร่งให้แล้วโดยด่วนจวนเวลา ฉุกช้าไปกลัวเจ้าขรัวนาย
ที่พานอัตคัดขัดสน อุตส่าห์สู้ซ่อนจนขวนขวาย
ขายผ้าเอาหน้าไว้รอดอาย เป็นการประกวดกายกันทั้งที
บ้างทำยาฟอกขัดให้กัดฝ้า แล้วเรียกข้าเอาขมิ้นมาขัดสี
ไม่ถึงทันใจเอาไม้ตี อีเหล่านี้เคยตัวไม่กลัวกัน
บ้างอาบน้ำทาแป้งแต่งตัว ส่องกระจกหวีหัวปีกปั้น
ติดขี้ผึ้งสิ้นตลับแล้วจับควัน สำลีพันไม้เช็ดที่รอยไร
ได้แป้งนวลชวนเพื่อนกันผัดหน้า เขียนคิ้วสุดตาแล้วแต้มไฝ
บ้างสอดแหวนรังแตนเพชรเจียระไน สวมกำไลใส่สร้อยลูกมะยม
นุ่งยกแต่ละอย่างต่างสีกัน ริ้วสุวรรณตาดดอกเอาออกห่ม
คาดเข็มขัดรัดรอบเอวกลม ใส่กรอบหน้าถมราชาวดี
มานั่งพรั่งพร้อมโดยกระบวน ตรวจตราเตรียมถ้วนตามที่
บ้างถือมยุรฉัตรพัชนี คอยเสด็จจรลีพร้อมกัน ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มะเดหวีมีศักดิ์เฉิดฉัน
กับพระพี่เลี้ยงทั้งสี่นั้น ช่วยกันแต่งองค์พระกุมาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ ขัดสีมลทินวารินรด น้ำดอกไม้ใสสดสรงสนาน
ลูบไล้เครื่องต้นสุคนธาร นางอยู่งานรำเพยพัชนี
มะเดหวีเข้าผัดพระพักตร์ให้ นวลละอองอำไพผ่องศรี
กันกวดกระหมวดมุ่นเมาลี ใส่เกี้ยวแก้วมณีเนาวรัตน์
ให้สอดสนับเพลาเพริศพราย เชิงงอนงามลายปลายสะบัด
ทรงภูษาพื้นขาวโขมพัสตร์ พี่เลี้ยงช่วยจีบจัดโจงผจง
สร้อยนวมตาบประดับบานพับเพชร สังวาลแววแก้วเก็จก่องก่ง
ทองกรเก้ารอบรูปภุชงค์ ธำมรงค์เพชรเรืองรูจี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นใกล้ศุภฤกษ์สถาวร บังอรองค์ประไหมสุหรี
กุมกรลูกรักจรลี มาส่งยังที่เกยพลัน

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ให้ทรงพระที่นั่งราชยาน พนักงานพระกลดกางกั้น
เสียงประโคมดนตรีนี่นัน สังข์แตรแซ่สนั่นอึงอล
อันเหล่าเสนากิดาหยัน พร้อมกันกราบงามสามหน
ปลายเชือกชักเดินดำเนินพล แห่แหนแน่นสถลมารคมา
อภิรุมชุมสายรายเรียง อินทร์พรหมเดินเคียงซ้ายขวา
เสด็จโดยทางราชรัถยา ไปมหาปราสาทพิธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กลองโยน

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวดาหาเรืองศรี
ครั้นราชยานประทับเกยมณี ภูมีจูงกรสียะตรา
นางรับหัตถ์ดัดจริตงามงอน เข้ารับกรต่อพระหัตถ์ท้าวดาหา
นางชำระบาทล้างบาทา ในถาดทองถมยาราชาวดี
ครั้นเสร็จเชิญเสด็จจรจรัล ขึ้นยังสุวรรณปราสาทศรี
ทรงถอดเครื่องพลันทันที แล้วออกไปอัญชลีพระอาจารย์
นั่งเหนือผ้าลาดบรรจง ผันพักตร์ไปตรงทิศอิสาน
ชาวภูษามาลามากราบกราน เอางานแล้วแบ่งพระเกศพลัน
จึงหยิบหญ้าแพรกพระธำมรงค์ ผจงผูกทั้งสามกระหมวดมั่น
ขุนโหรลั่นฆ้องสำคัญ ประโคมขึ้นนี่นันสนั่นไป
พระองค์ทรงภพดาหา ทรงหยิบกรรไกรมาตัดเกศให้
ฝ่ายสังปะลิเหงะทั้งสี่ไซร้ ก็อ่านเวทอวยชัยมงคล
แล้วหยิบกรรบิดพระแสงทรง เปลี่ยนปลงเกศเล่มละสามหน
ประน้ำซ้ำอ่านเวทมนตร์ ให้จำเริญมงคลพระกุมาร ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ สาธุการ

๏ แล้วเสร็จทรงเสลี่ยงเคียงมา ยังภูผาไกรลาสสรงสนาน
ให้ทรงนั่งบนบัลลังก์โอฬาร พนักงานไขสหัสธารา
น้ำพุจากปากโคราชสีห์ วารีหอมตรลบอบบุหงา
บ้างออกจากปากช้างแลอาชา ตกต้องกายาเย็นสบาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ลงสรง

๏ บัดนั้น พราหมณ์ชีบีกูทั้งหลาย
ต่างคนเคารพนบนอบกาย แล้วร่ายพระเวทอันฤทธี
บ้างถวายน้ำสังข์น้ำกลศ รินรดมุรธาภิเษกศรี
อวยชัยให้พรสวัสดี โดยคัมภีร์ไสยศาสตร์สมควร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรมวงศ์ซึ่งเป็นองค์พระอิศวร
จึงจูงกรสียะตราพาชวน เชิญเสด็จโดยด่วนดำเนินมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ ครั้นถึงบุษบกบนยอดเขา จึงให้ทรงสนับเพลาภูษา
ฉลององค์อินทรธนูรจนา ชาวภูษามาลาช่วยสอดทรง
บ้างใส่ดุมกุดั่นกระสันรัด บ้างจีบจัดไว้วางหางหงส์
บ้างถวายชายแครงแต่งพระองค์ ธำมรงค์พาหุรัดจำรัสเรือง
พระวงศาใส่มหามงกุฎให้ แล้วผัดพักตร์อำไพผิวเหลือง
กรรเจียกจอนจินดาค่าเมือง ทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ครบครัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ แล้วพาลงจากเขาไกรลาส ให้ทรงยานุมาศเฉิดฉัน
เสนาก็ถวายบังคมคัล ประโคมขึ้นพร้อมกันโกลา
คู่แห่เปลี่ยนคู่ชมพูแห่ เวียนแต่เบื้องซ้ายไปขวา
โดยเสด็จเจ็ดรอบไคลคลา พรั่งพร้อมเสนากำนัลใน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กลองโยน

๏ เมื่อนั้น พระผู้ผ่านดาหากรุงใหญ่
กุมกรโอรสยศไกร พาไปท้องพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ให้อะหนะนั่งเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรเฉลิมศรี
พร้อมพระวงศ์พงศาเสนี ต่างถวายอัญชลีพร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

สระบุหร่ง

๏ ได้ฤกษ์ พระโหรให้เบิกบายศรีขวัญ
ลั่นฆ้องเข้าเป็นสำคัญ สังข์แตรแซ่สนั่นโกลา
ตำมะหงงคลานเข้าไปจุดเทียน ติดแว่นแล้วเวียนไปเบื้องขวา
เวียนวงส่งรับอันดับมา รอบมหามณฑลพิธี
โห่สนั่นครั่นครึกกึกก้อง เสียงระนาดพาทย์ฆ้องอึงมี่
ฝ่ายพวกขับไม้มโหรี ก็บรรสานดีดสีมี่ไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นครบเจ็ดรอบตามตำรับ จึงดับเทียนโบกควันให้
เอาจุณเจิมเฉลิมพักตร์พระดนัย แซ่ซ้องอวยชัยพร้อมกัน
อันองค์พระชนกชนนี ทั้งมะเดหวีเฉิดฉัน
เหล่าราชสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ ต่างถวายของขวัญพระกุมาร
เสร็จแล้วอำนวยอวยพร ให้สถิตสถาวรเกษมศานต์
ทุกข์โศกโรคภัยอย่าพ้องพาน จงจำเริญชนมานหมื่นปี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราหนึ่งหรัดเรืองศรี
รับพรพระชนกชนนี ด้วยใจยินดีปรีดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระบิตุรงค์ทรงพิภพดาหา
ครั้นเสร็จสมโภชพระลูกยา พอเวลาบังควรจวนสายัณห์
จึงพาสียะตราโอรสราช ย่างเยื้องยุรยาตรผาดผัน
มาทรงราชยานคานสุวรรณ พรั่งพร้อมกิดาหยันโยธา
แห่แหนแน่นนันต์คับคั่ง หน้าหลังเรียงรายซ้ายขวา
เสียงประโคมครึกครื้นสนั่นมา ไคลคลาเข้ายังวังพลัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กลองโยน เชิด

ช้า

๏ เมื่อนั้น สียะตราหนึ่งหรัดรังสรรค์
ตั้งแต่เสร็จการโสกันต์ ให้ผูกพันถวิลจินดา
คิดถึงพระพี่นางโฉมยง กับองค์อิเหนาเชษฐา
แต่พลัดพรากจากสถานนานมา อนิจจาจะเป็นประการใด
อกเอ๋ยทำไฉนจะได้แจ้ง ว่าเสด็จอยู่แห่งหนไหน
คิดพลางรันทดสลดใจ โหยหาอาลัยทุกเวลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงทั้งสี่ซึ่งรักษา
ครั้นเห็นระเด่นสียะตรา ผิวพักตร์โรยราประหลาดใจ
ทั้งสี่พี่เลี้ยงจึงทูลถาม พระโฉมงามประชวรเป็นไฉน
หรือขุ่นเคืองบทมาลย์ประการใด ข้าน้อยสงสัยมาหลายวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราหนึ่งหรัดเฉิดฉัน
จึงแถลงแจ้งความพี่เลี้ยงพลัน โรคันขัดแค้นก็ไม่มี
น้องคิดถึงพี่นางกับพี่ยา ทั้งระเด่นวิยะดามารศรี
สามกษัตริย์พลัดพรายไปหลายปี ให้ทวีอาวรณ์ร้อนรน
แต่ฟังข่าวราวเรื่องก็สูญหาย จะเป็นตายไม่แจ้งเหตุผล
สุดจิตที่จะคิดผ่อนปรน จึงทุกข์ทนไม่สบายวิญญาณ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงบังคมเหนือเกศา
จึงทูลปลอบตอบองค์สียะตรา พระอย่าเคืองข้องหมองใจ
ซึ่งจะโศกศัลย์อยู่ในบุรี ใช่จะพบพระพี่ก็หาไม่
เชิญเสด็จลีลาคลาไคล ไปเฝ้าท้าวไททั้งสององค์
แม้นว่าได้ช่องจงทูลลา ไปล่าไล่มฤคาแลบุหรง
จะได้เที่ยวตามสามสุริย์วงศ์ พระจงคิดอ่านการนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราได้ฟังเกษมศรี
จึงว่าพี่คิดความนี้งามดี เห็นทีจะสมดังจินดา
ตรัสพลางทางเข้าที่สรง สำอางองค์ทรงเครื่องโอ่อ่า
กิดาหยันตามเสด็จไคลคลา ขึ้นเฝ้าพระบิดาทันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลงช้า

๏ ครั้นถึงจึงถวายอภิวาท กราบบาทสองกษัตริย์เป็นใหญ่
ทูลว่าลูกไม่สบายใจ จะลาไปเที่ยวเล่นพนาวา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงภพดาหา
ทั้งประไหมสุหรีศรีโสภา ฟังโอรสลาไปเล่นไพร
สองพระองค์ทรงแสนพิศวาส มิใคร่จะให้คลาดคลาได้
ครั้นจะทานทัดขัดไว้ จะเศร้าสร้อยน้อยใจจาบัลย์
จำเป็นจึงจำอนุญาต เจ้าจะไปประพาสไพรสัณฑ์
อย่าช้านักแต่สักสามวัน แล้วรีบจรจรัลกลับมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น สียะตราหนึ่งหรัดโอรสา
ชื่นชมยินดีปรีดา ถวายบังคมลาจรลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงที่อยู่ภูวไนย จึงสั่งให้พี่เลี้ยงทั้งสี่
จัดพลโยธาพาชี แต่ในบัดนี้ฉับพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสี่พี่เลี้ยงคนขยัน
รับสั่งแล้วบังคมคัล พากันมาจัดโยธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ยานี

๏ จัดพลพาชีที่สันทัด เกณฑ์หัดม้าแซงซ้ายขวา
เคยขับเคี่ยวเที่ยวไล่มฤคา ทั้งแกล้วกล้าสามารถทุกตัวคน
อันพวกเสนากิดาหยัน ก็เกณฑ์กันอลหม่านสับสน
ครบกระบวนพาชีรี้พล แต่งตนตามขนาดประพาสไพร
ให้ผูกสินธพชาติอาจอง ที่เคยทรงไปป่าล่าไล่
พร้อมพรั่งยังหน้าพระลานชัย คอยเสด็จภูวไนยจะจรลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น สียะตราหนึ่งหรัดเรืองศรี
ครั้นอุทัยไขส่องธาตรี ก็เข้าที่สรงสนานสำราญรมย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ บรรจงทรงสำอางโอ่อ่า พระหัตถ์ขวากรีดกรายปลายผม
ใส่สนับเพลาปักเทพประนม ไหมถมทองทับสลับลาย
ทรงภูษายกกระหนกกระหนาบ ฉลององค์เข้มขาบของถวาย
เจียระบาดตาดสุวรรณพรรณราย ปั้นเหน่งสายบานพับประดับพลอย
พาหุรัดรจนาจินดาดวง ตาบประดับทับทรวงสายสร้อย
ธำมรงค์ซ้ายขวาค่านับร้อย มงกุฎกรรเจียกห้อยสร้อยสนทรง ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ถือเช็ดหน้าเหน็บกริชฤทธิรอน กรายกรยุรยาตรดังราชหงส์
มาทรงสินธพชาติอาจอง ให้เดินพลจัตุรงค์ธงเทียว ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราวนอก เชิด

โทน

๏ ม้าเอยม้าเทศ สูงสามศอกเศษสีเขียว
พ่วงพีฝีเท้ารัดเรียว เคยขับเคี่ยวเลี้ยวไล่มฤคา
เยื้องอกยกย่องคล่องคล้อย สะบัดย่างใหญ่น้อยเริงร่า
หกหันปั่นป่วนกิริยา เผ่นโผนโจนมากลางพล
ผูกเครื่องกุดั่นดาวมรกต เขียวสดสีจับกับสีขน
สองหูพู่ห้อยจงกล เบาะบนหลังอานตระการตา
ม้าพี่เลี้ยงเคียงข้างม้าที่นั่ง คับคั่งม้าทหารแห่หน้า
ม้ากิดาหยันแซงแข่งมา รีบเร่งอาชาคลาไคล ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ชมดง

๏ เดินเอยเดินทาง ตามหว่างอรัญวาป่าใหญ่
มรคารื่นราบดังปราบไว้ เหมือนทางที่คลาไคลไปใช้บน
พิศพรรณรุกขชาติที่เชิงผา ดาษดาดอกดวงพวงผล
เห็นกล้วยไม้ใกล้ทางเสด็จดล ดอกโรยร่วงหล่นลงบนทราย
คัดเค้าสาวหยุดย้อยระย้า เหมือนเมื่อประสันตาเอามาถวาย
หอมกลิ่นสุกรมเมื่อลมชาย คล้ายคล้ายพระเชษฐาพาชมดง
ครวญพลางทางนึกคะนึงใน เปลี่ยวเปล่าเศร้าใจตะลึงหลง
ให้คิดถึงทั้งสามสุริย์วงศ์ พระดั้นดัดลัดดงเดินมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ แต่แรมร้อนมาในพนาเวศ จนพ้นเขตแว่นแคว้นแดนดาหา
จึงให้หยุดประทับโยธา เสด็จขึ้นพลับพลาพนาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ แล้วมีมธุรสพจนารถ ตรัสประพาสแก่พี่เลี้ยงทั้งสี่
เราทูลลามาจากธานี ครั้งนี้สมจิตที่คิดไว้
จะเที่ยวสืบแสวงหวังฟังความ ให้พบสามสุริย์วงศ์จงได้
จะแปลงนามตามชาวพงไพร มิให้ใครรู้จักศักดิ์เทวัญ
ให้อาลักษณ์ปรึกษาหารือ เปลี่ยนชื่อเสนากิดาหยัน
สำเหนียกเรียกนามกำหนดกัน สำคัญอย่าให้หลงจงดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงรับสั่งใส่เกศี
ให้อาลักษณ์คิดชื่อใส่บาญชี แล้วกราบทูลภูมีด้วยปรีดา
นามกรพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ ชื่อย่าหรันวิลิศมาหรา
อันพระพี่เลี้ยงประสันตา ชื่อลำบูปะโตหราร่วมใจ
ยะรุเดะพี่เลี้ยงพระโฉมตรู ชื่อลำบูมะหงาหรัดผลัดใหม่
อันกะระตาหลานั้นไซร้ ได้ชื่อลำบูสุหรันตา
ปูนตาชื่อลำบูมะงาหรง เปลี่ยนนามตามจำนงเหมือนชาวป่า
จัดแจงแปลงเสร็จดังบัญชา พระผ่านฟ้าจงทราบบาทบงสุ์

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันชื่นชมสมประสงค์
ครั้นสิ้นแสงสุริยาอัสดง เสียงบุหรงเรื่อยร้องหารัง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

แขกมอญ

๏ พระเสด็จเข้าที่ไสยาสน์ เอนอาสน์อาวรณ์ถวิลหวัง
จะติดตามสามกษัตริย์โดยลำพัง สุดกำลังที่จะคิดผ่อนปรน
ขอจงองค์พระอัยกา มาช่วยชี้มรคาพนาสณฑ์
แต่นิ่งนึกตรึกตรองหมองกมล ทุกข์ทนจนหลับกับไสยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

ยานี

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงองค์ปะตาระกาหลา
ทิพอาสน์เคยอ่อนแต่ก่อนมา กระด้างดังศิลาประหลาดใจ
จึงเล็งดูรู้แจ้งประจักษ์ ว่าสียะตราหลานรักพิสมัย
บัดนี้อาวรณ์ร้อนฤทัย จะเที่ยวไปตามสามสุริย์วงศ์
อย่าเลยจะช่วยนำจรลี ให้ทั้งสี่พานพบสบประสงค์
คิดแล้วสุราฤทธิ์นิมิตองค์ เป็นบุหรงมยุเรศร่อนมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

ร่าย

๏ ครั้นถึงริมทางกลางดง ก็โผลงจับอยู่ที่เชิงผา
ทำทำนองท่วงทีกิริยา เหมือนอย่างมยุราพนาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันผู้รุ่งรัศมี
ครั้นอุทัยไขส่องธาตรี ก็เข้าที่สระสรงคงคา
ทรงเครื่องประดับสรรพเสร็จ แต่งอย่างปันจุเหร็จโจรป่า
มาทรงสินธพอาชา ให้ยกโยธาคลาไคล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ พระพิศพรรณปักษาในป่าสูง เห็นนกยูงลำยองผ่องใส
รูปร่างประหลาดระวาดระไว ผิดนกที่ในพนาลี
ปีกหางงามรับสลับลาย วงแววแพร้วพรายหลายสี
พระรักจะใคร่ได้สกุณี ไปเลี้ยงไว้เป็นศรีพารา
คิดพลางทางมีบัญชาการ สั่งทหารไพร่นายซ้ายขวา
จงแยกย้ายรายกันระดมตา จับบุหรงมยุราบัดนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งใส่เกศี
จึงไล่คนเข้าล้อมสกุณี เป็นหน้าที่ทุกหมวดตรวจตรา
บ้างขัดแร้วแล้วลงบ่วงราย ขึงข่ายคอยดักปักษา
พวกเกณฑ์หัดสันทัดอาชา โห่ร้องก้องป่าพนาลัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น นกยูงทองเทวาอัชฌาสัย
เห็นพวกพหลพลไกร ล้อมไว้มากมายหลายชั้น
แกล้งทำโผผินบินหนีมา จำเพาะผ่านหน้าม้าย่าหรัน
เดินร่ายชายไปในไพรวัน แล้วผินผันทำยืนหยุดพัก ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันสุริย์วงศ์ทรงศักดิ์
ให้คิดรักใคร่ในนกนัก พระจึงชักอาชาตามไป
พี่เลี้ยงเสนากิดาหยัน ใครจะติดตามทันก็หาไม่
แต่องค์เดียวเคี่ยวขับอาชาไนย เลี้ยวไล่บุหรงในพงพี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ เมื่อนั้น บุหรงสุรารักษ์ปักษี
เห็นย่าหรันดั้นดัดพนาลี ขับควบพาชีกระชั้นมา
จึงโผผินบินไปให้ห่าง แล้วย่องย่างหยุดยืนคอยท่า
ฟ้อนรำทำทีกิริยา ปักษาแกล้งล่อรอรั้ง
ด้วยเดชเทวัญบันดาล วันเดียวถึงด่านเมืองกาหลัง
ก็เลี้ยวลับคลับคล้ายกายกำบัง คืนยังกระยาหงันชั้นฟ้า ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันวิลิศมาหรา
เห็นนกหายไปกับนัยนา พระจินดาดูประหลาดหลากใจ
ชะรอยองค์อัยกาสุราฤทธิ์ แกล้งนิมิตเป็นบุหรงให้หลงไล่
เหมือนช่วยนำมรคาพนาลัย หวังจะให้พบสามกษัตรา
คิดแล้วลงจากม้าที่นั่ง เข้าหยุดยังร่มไทรใบหนา
เสด็จนั่งเหนือแผ่นศิลา คอยท่าพวกพลมนตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพระพี่เลี้ยงทั้งสี่
พวกสกรรจ์สันทัดพาชี รีบตีม้าตามเสด็จไป
ต่างคนควบขับเต็มกำลัง จะทันม้าที่นั่งก็หาไม่
บ้างล้าเลื่อยเหนื่อยนอนอ่อนใจ เข้าหยุดอยู่ร่มไม้ก็มากมาย
บ้างเลียบเนินเดินไปในไพรพฤกษ์ พบหนองน้ำลึกต้องลงว่าย
บ้างกลัวเสือสิงห์สัตว์จะกัดตาย บ่าวนายถ้อยทีไม่หนีกัน
บ้างเข้าดงหลงทางค้างอยู่ ตะโกนกู่ได้เพื่อนแล้วผายผัน
ครั้นเห็นรอยม้าทรงเป็นสำคัญ ก็รีบลัดดัดดั้นตามไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นมาพบองค์พระภูมี จึงเข้าไปอัญชลีประนมไหว้
แล้วเร่งให้ทำพลับพลาชัย อึงไปทั้งป่าพนาวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
จึงเสด็จย่างเยื้องจรจรัล ขึ้นยังสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น เสนีตริตรึกปรึกษา
พร้อมกันกราบทูลมิทันช้า แต่เสด็จออกมาประพาสไพร
กำหนดนับได้เจ็ดวันวาร จนถึงด่านกาหลังกรุงใหญ่
ขอเชิญเสด็จกลับไป ยังพิชัยดาหาธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงองค์ย่าหรันเรืองศรี
ได้ฟังเสนาทูลคดี จึงมีพจนารถตอบไป
บัดนี้ได้มาถึงกาหลัง ก็สมดังจินดาอัชฌาสัย
ควรเราจะแวะเข้าไป บังคมไหว้ใต้เบื้องบทมาลย์
ว่าแล้วสั่งปะหรัดกะติกา จงไปแจ้งกิจจาแก่ขุนด่าน
บอกเขาว่าเราชาวดงดาน มาสู่สมภารพระผ่านฟ้า ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปะหรัดกะติกาใจกล้า
รับสั่งแล้วบังคมลา มาขึ้นม้าควบขับไปฉับไว ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึงเข้าไปแจ้งการ แก่ขุนหมื่นชาวด่านนายใหญ่
บัดนี้ย่าหรันชาวไพร จะเข้าไปเฝ้าองค์พระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ขุนด่านนายใหญ่คนขยัน
ซักไซ้ได้ความทุกสิ่งอัน ก็ขึ้นม้าพากันเข้าธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงศาลาลูกขุนใน จึงบอกเวรมหาดไทยถ้วนถี่
นายรองเรียนความตามคดี ขอท่านเสนีจงแจ้งใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังตำมะหงงไม่สงสัย
จึงเข้ามากราบทูลทันใด ตามในอนุสนธิ์แต่ต้นมา
ว่ามีปันจุเหร็จผู้หนึ่งนั้น ชื่อย่าหรันวิลิศมาหรา
มีใจสามิภักดิ์สมัครมา จะเป็นข้าใต้เบื้องบทมาลย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวกาหลังได้ฟังสาร
จึงตรัสสั่งดะหมังให้เกณฑ์การ กำชับชาวพนักงานให้จงดี
ซึ่งจะแต่งไปรับย่าหรัน ให้เหมือนครั้งอุณากรรณปันหยี
ตามอย่างทางราชไมตรี อย่าให้เสียประเวณีแต่ก่อนมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังรับสั่งใส่เกศา
บังคมภูวไนยแล้วไคลคลา ออกไปศาลาลูกขุนพลัน
สั่งทุกพนักงานเสร็จสรรพ จงแต่งออกไปรับย่าหรัน
เหมือนครั้งปันหยีอุณากรรณ ให้ทันแต่รุ่งพรุ่งนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น พนักงานอลหม่านอึงมี่
นายอำเภอป่าวร้องเอาฆ้องตี พรุ่งนี้แขกเมืองจะเข้ามา
แต่บรรดาชาวบ้านร้านตลาด แต่งตัวให้สะอาดโอ่อ่า
จงจัดของดีดีมีราคา เอามานั่งขายทุกร้านรวง
รกเรี้ยวตรงไหนก็ให้ถาง ตามทางทุกตำบลถนนหลวง
ที่ปรักหักพังทั้งปวง เอาคนพวงพม่ามาทำการ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น หญิงชายรู้สิ้นทุกถิ่นฐาน
เร่งรัดจัดแจงแต่งร้าน หน้าบ้านแผ้วกวาดสะอาดตา
บ้างฉาบปูนหลังคาฝาผนัง กระจกลับแลตั้งบังฝา
แต่บรรดาร้านริมรัถยา ห้อยพวงบุหงาอบอาย
บ้างปูพรมผูกม่านกั้นฉาก สิ่งของหลายหลากออกเรียงขาย
แต่งตัวเพราพริ้งทุกหญิงชาย นุ่งห่มสมกายประกวดกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสองเสนาคนขยัน
พนักงานรับแขกเมืองนั้น จึงนำพวกพลขันธ์คลาไคล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงปลายด่านกาหลัง ก็ไปยังพี่เลี้ยงผู้ใหญ่
บอกว่าพระองค์ทรงเวียงชัย สั่งให้มารับเข้าบุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงแจ้งความถ้วนถี่
จึงไปทูลย่าหรันทันที ตามที่ถ้อยคำเสนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันวิลิศมาหรา
ได้ฟังชื่นชมภิรมยา เสด็จมาสรงชลบนเตียงทอง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ เย็นฉ่ำน้ำดอกไม้ไขสุหร่าย วารีโรยโปรยปรายตกต้อง
ทรงเครื่องสุคนธารใส่พานรอง กระแจะเจือเนื้อทองชมพูนุท
สอดใส่สนับเพลาพื้นตาด ปักรูปสีหราชผาดผุด
ภูษายกพื้นแดงแย่งครุฑ ทรงข้าวบิณฑ์ลายบุษบาบาน
ฉลององค์ทรงอย่างปันจุเหร็จ ปั้นเหน่งเพชรพรรณรายสายประสาน
ตาบประดับทับทรวงสังวาล ทองกรแก้วประพาฬพาหุรัด
เฟื่องห้อยสร้อยสุวรรณบรรจง ธำมรงค์เพชรน้ำตะกั่วตัด
เหน็บกริชฤทธิไกรดอกไม้ทัด แล้วมาทรงกัณฐัศว์อัสดร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

โทน

๏ ม้าเอยม้าที่นั่ง พ่วงพีมีกำลังไม่ย่อหย่อน
ย่องย่ำทำพยศบทจร ปากอ่อนหันหกยกสองเท้า
ผูกเครื่องหมอนปักหักทองขวาง ซองหางบังเหียนหูพู่ขาว
ตาบหน้าใบโพธิ์ห้อยพร้อยพราว ประดับดาวสุวรรณกุดั่นดวง
ม้าพี่เลี้ยงเคียงข้างซ้ายขวา ไว้หน้าขับขี่เป็นทีท่วง
ม้าแห่หน้าหลังทั้งปวง ดังดาวล้อมดวงจันทรา
เสนากาหลังเวียงชัย นำพลสกลไกรไปหน้า
ฆ้องกลองก้องกึกโกลา เข้าในนัคราธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ บัดนั้น ฝ่ายฝูงประชาชาวกรุงศรี
นั่งแน่นสองข้างทางจรลี ชายหญิงชิงที่ทะเลาะกัน
ผัวเมียใหม่ใหม่อยู่ในหอ ชะเง้อคอคอยดูย่าหรัน
เห็นพลหน้าแห่แหนแน่นนันต์ เป็นหลั่นหลั่นล้วนขี่ม้ามา
ธงเทียวเขียวเหลืองแลสลับ สีจับกับสีเสื้อผ้า
ครั้นเห็นย่าหรันเพียงขวัญตา หนุ่มน้อยโสภาลาวัณย์
ลางคนบ่นว่าเป็นน่ารัก พิศพักตร์ผ่องเพียงดวงบุหลัน
งามคล้ายละม้ายเหมือนอุณากรรณ แต่ย่าหรันงามสมเป็นทรงชาย
บ้างว่าละกลกันกับปันหยี ท่วงทีแลลอดสอดส่าย
ที่สาวสาวชาวบ้านร้านราย รักย่าหรันมั่นหมายทุกนารี
บ้างเปรมปริ่มยิ้มย่องต้องใจ คิดจะใคร่หย่าผัวเอาตัวหนี
กลัวจะไม่ได้สมสิเสียที แต่รีรีรวนรวนป่วนใจ
ที่สาวใหญ่ใส่จริตติดปั้นปึ่ง ทำประหนึ่งหาเป็นเช่นนั้นไม่
ครั้นย่าหรันผันแปรแลไป สบตาต้องใจก็ทำอาย
บ้างสะกิดเพื่อนกันจำนรรจา พูดพลางหางตาชม้อยม่าย
ให้คิดรักใคร่อยู่ไม่รู้วาย หญิงชายนิยมยินดี

ฯ ๑๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันผู้รุ่งรัศมี
เหลือบเห็นสาวสาวชาวธานี ก็เข้าใจในทีกิริยา
พระพลางแย้มยิ้มพริ้มพราย ประปรายชายเนตรชำเลืองหา
เห็นหน้าไหนผุดผาดประหลาดตา ก็ชักม้าเหนี่ยวหน่วงเป็นท่วงที
ดูพลางทางกระซิบบอกพี่เลี้ยง เดินเคียงเห็นอะไรหรือไม่พี่
จะสนใจไว้บ้างก็ไม่มี ทำทีนิ่งได้เหมือนไม่เคย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปูนตาพี่เลี้ยงทูลเฉลย
จะหมายมั่งก็ระวังจะเกินเลย จึงทำเฉยกลัวจะพ้องที่ต้องการ
เห็นคิ้วตาประปรายเป็นหลายหน ตามถนนเนื่องมาทุกหน้าบ้าน
ต่อเหลือออกนอกเกณฑ์เป็นเดนชาน จึงจะคอยขอประทานสักครึ่งคน
พอสมกับชาวป่าพนาลี ไม่เคยเข้าธานีแต่สักหน
ทูลพลางทางทำแยบยล ยิ้มแย้มแกมกลไปมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันวิลิศมาหรา
ยิ้มพลางทางตอบวาจา แม้นสมหมายเหมือนว่าเป็นไรมี
เสียแรงได้เดินป่ามาด้วยกัน จำจะต้องแบ่งปันให้พี่
ว่าแล้วกะระตะพาชี ชำเลืองดูนารีทุกร้านมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงศาลาใหญ่ใกล้ประตู ให้โยธีหยุดอยู่พร้อมหน้า
เสด็จลงพาชีแล้วลีลา เสนานำเข้าไปในวัง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงท้องพระโรงที่ข้างหน้า จึงถวายวันทาท้าวกาหลัง
น้อมองค์ลงคำนับยับยั้ง คอยฟังพระราชบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพนาถา
สถิตเหนือแท่นแก้วแววฟ้า พร้อมหมู่มาตยาเสนาใน
ครั้นเห็นย่าหรันมาอัญชลี จึงมีพจนาปราศรัย
เจ้าอยู่นัคเรศประเทศใด มีธุระสิ่งไรจึงไคลคลา
ดูจริตกิริยามารยาท เห็นมิใช่เชื้อชาติชาวป่า
น่าจะเป็นสุริย์วงศ์กษัตรา พิศพักตร์โสภาดังดวงเดือน
หรือเป็นอนุชาอุณากรรณ ผิวพรรณงามคล้ายละม้ายเหมือน
แต่หากปลอมแปลงแกล้งบิดเบือน อย่าอำเอื้อนจงแจ้งแต่จริงไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันบังคมแถลงไข
พระอย่ากินแหนงแคลงฤทัย ข้ามิได้เป็นน้องอุณากรรณ
จะรู้จักตระหนักนามก็ไม่มี ข้อนี้ใช่จะแสร้งเสกสรร
ข้าเป็นชาวป่าพนาวัน เที่ยวอยู่ในอรัญกันดาร
แจ้งว่าพระองค์วงศ์เทเวศร์ มงกุฎเกศกาหลังราชฐาน
ขจรเดชเดชากฤษฎาการ จึงมาเฝ้าบทมาลย์พระผ่านฟ้า
หวังจะเอาพระเดชปกเกศเกล้า ให้บรรเทาทุกข์ภัยไปภายหน้า
ข้าไซร้ใช่เชื้อกษัตรา ซึ่งตรัสว่าเกินศักดิ์ไม่สมควร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกาหลังได้ฟังก็แย้มสรวล
เห็นท่วงทีถ้อยคำอำยวน ไม่ควรกวนซักไซ้ไล่เลียง
คิดพลางทางมีพจนารถ ตรัสประภาษโน้มน้าวกล่าวเกลี้ยง
เจ้าจงอยู่ในกาหลังวังเวียง พ่อจะเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันเพราเพริศเฉิดฉัน
ก้มเกล้าเคารพอภิวันท์ ทูลสนองพระบัญชาไป
ซึ่งทรงพระเมตตาการุญ พระคุณนั้นหาที่สุดไม่
จะขออยู่เป็นข้าช่วงใช้ ตามแต่ภูวไหนจะเมตตา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์ศรีปัตหรา
ฟังสนองต้องในวิญญาณ์ ยิ่งแสนเสนหาพันทวี
จึงประทานเครื่องยศย่าหรัน ตามตำแหน่งเหมือนกันกับปันหยี
ให้อยู่วังดาหาปาตี แทนที่มิสาอุณากรรณ
ตรัสพลางอำนวยอวยพร จงสถิตสถาวรเกษมสันต์
สั่งเสร็จพระเสด็จจรจรัล ขึ้นปราสาทสุวรรณพรรณราย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีเพราเพริศเฉิดฉาย
เห็นรูปร่างย่าหรันนั้นละม้าย คล้ายคล้ายยาหยีสียะตรา
ให้มีมิตรจิตคิดรักใคร่ จึงปราศรัยด้วยความเสนหา
ดีแล้วที่เจ้าเข้ามา เป็นข้าบาทบงสุ์พระทรงธรรม์
พี่ก็เป็นแขกเมืองเหมือนเจ้า สิ่งไรเราอย่ารังเกียจเดียดฉันท์
จะได้เป็นเพื่อนราชการกัน ผูกพันเป็นมิตรไมตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ย่าหรันได้ฟังปันหยี
ยิ้มพลางทางตอบวาที ข้านี้เป็นชาวดงดอน
ไม่เข้าใจที่ในราชกิจ ถ้าแม้นผิดพลาดพลั้งช่วยสั่งสอน
เป็นคนใหม่ไม่เคยเข้านคร พี่มาอยู่ก่อนอย่าสูญใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยียิ้มพลางแถลงไข
ถึงตัวพี่ก็มิใช่ชาวใน แต่สิ่งไรรู้บ้างจะบอกกัน
ตรัสพลางต่างองค์ก็ลีลา มาขึ้นอาชาผายผัน
ปันหยีไปปันจะรากัน ย่าหรันไปดาหาปาตี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

https://vajirayana.org/system/files/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2_264950.pdf
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ