เล่มที่ ๑๘

ช้าครวญ

๏ เมื่อนั้น บุษบาเยาวยอดเสนหา
เนาในถ้ำทองห้องไสยา กับสองรานารีพี่เลี้ยง
แต่ละห้อยคอยหาพระโฉมยง จนเย็นลงบุหรงร้องก้องเสียง
ไม่เห็นกลับคืนหลังจากวังเวียง นางพ่างเพียงจะวินาศหวาดวิญญาณ์
สร้อยเศร้าเปล่าใจไม่สบาย โฉมฉายชะแง้แลหา
ทุกข์ร้อนถอนฤทัยไปมา กัลยายิ่งสลดระทดใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึงตรองตรึกปรึกษาสองนารี พระเชษฐาน่าจะมีเหตุไฉน
จนเวลาสายัณห์ลงไรไร ก็ยังไม่เสด็จกลับมา
หรือพระจะล่อลวงเรา แกล้งเอามาซัดเสียกลางป่า
แล้วจะกลับคืนหลังยังพารา ไปหาเมียท่านสำราญใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองนางพลางทูลแถลงไข
อย่าตรัสดังนี้ผิดทีไป พระพี่จะทำไยอย่างนั้น
หากขัดข้องมิได้ช่องทูลลา จึงช้าอยู่ยังไม่ผายผัน
เมื่อพระจะจากจรจรัล โศกศัลย์นั้นน้อยไปเมื่อไร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บุษบาตอบตามอัชฌาสัย
ร้องไห้อยู่หรือจะร้องไห้ไป ข้าไม่เชื่อเช่นอย่างเจรจา
ไหนนี่พี่เจ้าเฝ้าสั่งสอน ให้น้องนี้โอนอ่อนผ่อนหา
ทีนี้แลสาสมวิญญาณ์ ยังจะขืนฝืนหน้ามาแก้กัน
รักจริงหรือจะทิ้งไว้เดียวดาย เห็นความต้นกับปลายก็เหมาะมั่น
พระสลัดตัดรอนแต่ก่อนนั้น พี่บาหยันก็รู้อยู่กับใจ
ว่าพลางนางทรงโศกา ชลนานองเนตรหลั่งไหล
สองกรข้อนทรวงเข้าร่ำไร ทรามวัยเพียงจะสิ้นชีวา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น สองนางพี่เลี้ยงเสนหา
จึงโลมเล้าเอาใจไปมา จงระงับโศกาอาลัย
อันพระเชษฐาสุริย์วงศ์ จะกลับมามั่นคงอย่าสงสัย
แต่ร่ำอ้อนวอนว่าสักเท่าใด อรไทไม่สร่างโศกี
นางจึงกวักเรียกประสันตา นี่แน่เจ้าเข้ามาถึงนี่
เมื่อฉะนี้จะคิดฉันใดดี เทวีแต่ก่นกันแสงไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พี่เลี้ยงประสันตาอัชฌาสัย
จึงร้องบอกบาหยันทันใด พระสั่งไว้เมื่อแรกจะไคลคลา
ถ้าเห็นทินกรอ่อนลง ให้ทูลเชิญโฉมยงขนิษฐา
ไปชมสวนชวนเก็บมาลา คอยท่ารับเสด็จทรงธรรม์
พระจะพาวิยะดาดวงสวาท มาประพาสพฤกษาสะตาหมัน
มิ่งไม้หลายอย่างต่างกัน พระแกล้งกลั่นสรรปลูกไว้มากมี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๖๒

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบามารศรี
ได้ฟังประสันตาพาที เทวีตริตรึกนึกใน
ความนี้ที่ทูลพระเชษฐา ก็รับว่าจะพามาให้
น่าจะจริงกระมังพระสั่งไว้ หาไม่หรือจะต้องคำกัน
จะออกไปอยู่ท่าหน้าถ้ำทอง จะได้พบทั้งสองเกษมสันต์
คิดพลางย่างเยื้องจรจรัล สองพี่เลี้ยงเคียงกันตามมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ออกจากปากถ้ำลำยอง แห่งห้องสุวรรณคูหา
กะระตาหลากับประสันตา นำเสด็จกัลยาคลาไคล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลงช้า

สมิงทอง

๏ มาถึงเชิงผาสะตาหมัน รุกขชาติเรียงรันงามไสว
สองนางพลางทูลอรไท ชี้ชวนชมไม้นานา
ลำดวนดอกออกดกทุกกิ่งก้าน บ้างตูมบานแย้มกลีบกลิ่นกล้า
โฉมยงทรงเด็ดดอกมา ประทานสองกัลยาพี่เลี้ยง
แล้วเก็บจำปามหาหงส์ นางแย้มยี่สุ่นส่งกลิ่นเกลี้ยง
ประสันตาหักพวงพุมเรียง หมอบเมียงมาถวายนฤมล
สารภีพิกุลดอกดก บานตกเต็มไปทั้งใต้ต้น
มะลิซ้อนซ่อนกลิ่นรสคนธ์ หอมละกลกับบุหงารำไป
บาหยันหยุดสอยดอกสร้อยฟ้า ประสันตาเหนี่ยวกิ่งเก็บให้
ประเสหรันเลือกปลิดที่ติดใบ ถวายองค์อรไทเทวี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เพลงฉิ่ง

ร่าย

๏ บัดนั้น ประสันตาบังคมเหนือเกศี
จึงทูลเชิญองค์พระบุตรี ขึ้นทรงรถทองที่ทำไว้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบาศรีใส
ขึ้นทรงรถสุวรรณทันใด พี่เลี้ยงนั่งไปข้างท้าย
กะระตาหลากับประสันตา เข้าชักรถกัลยาผันผาย
รุกขชาติดาษดกเรียงราย แล้วหักพวงผลถวายทุกพรรณ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ทรงรถลดเลี้ยวเที่ยวประพาส มิ่งไม้เดียรดาษในสวนขวัญ
ชมพลางทางคะนึงถึงทรงธรรม์ นางแสนโศกศัลย์พันทวี
พระแสร้งสรรค์บรรจงแต่งไว้ แล้วไม่มาชมสวนศรี
ทิ้งน้องให้อยู่ผู้เดียวนี้ พระแกล้งหน่ายหนีไปพารา
นางร่ำกำสรดแสนเทวษ ถวิลถึงทรงเดชเชษฐา
ตะลึงไปไม่เก็บมาลา แลละห้อยคอยหาภูธร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาชักรถไม่หยุดหย่อน
เห็นโฉมยงทรงโศกอาวรณ์ จึงผันผ่อนคิดอ่านด้วยมารยา
ช่วยชักสักหน่อยแล้วแล่นไป เข้าฟุบแฝงเงาไม้ใบหนา
ย่างย่องมองเหมือนพยัคฆา มาข้างท้ายรถาทันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองพี่เลี้ยงนารีศรีใส
ชิงกันเก็บพรรณดอกไม้ ไม่แจ้งใจว่ากลประสันตา
เห็นตะคุ่มที่พุ่มพนาวัน ความกลัวตัวสั่นเป็นหนักหนา
คิดว่าสัตว์ร้ายจะบีฑา จึงเรียกประสันตาไปพลัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาแสนกลคนขยัน
จึกวกหลังมายังรถสุวรรณ ทำตัวสั่นบอกสองกัลยา
จะออกไปจุดคบพอพบเสือ ดุเหลือแลบลิ้นจะกินข้า
ฉวยพลัดสลัดหลุดแล่นมา เดชะบุญนักหนาจึงไม่ตาย
บัดนี้ยังแอบอยู่แทบทาง รูปร่างโตใหญ่ใจหาย
แลเห็นตะคุ่มตัวลายลาย เลี้ยวลับคลับคล้ายอยู่ตรงนั้น ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบาสาวสวรรค์
ทั้งสองพี่เลี้ยงอยู่เคียงกัน สรวลสันต์แล้วว่าไปทันที
ช่างได้ที่ไหนมาเจรจา บอกว่าพบเสือแล้ววิ่งหนี
เจ้าช่างปดกันขยันดี ก็พาทีสรวลสันต์กันไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๖๓

ยานี

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงองค์ปะตาระกาหลา
ซึ่งเป็นบรมราชอัยกา สถิตในชั้นฟ้าสุราลัย
แค้นด้วยอิเหนานัดดา อหังการ์ก่อเหตุเภทใหญ่
กูแกล้งสรรค์บุษบาลงไป หวังจะให้เป็นคู่ครองกัน
ก็ไม่เลี้ยงตามวงศ์ที่จงให้ ทำตามน้ำใจหุนหัน
รักแต่ที่ต่ำพงศ์พันธุ์ บากบั่นตัดรอนบ่ห่อนคิด
เดิมว่าไม่เลี้ยงบุษบา แล้วกลับมาภิรมย์สมสนิท
กูมิให้สู่สมชมชิด จะปลดปลิดบุษบาพาไป
ถึงจะพบพานกันวันหน้า จะทรมาให้แทบเลือดตาไหล
คิดแล้วออกจากพิมานชัย ลงไปยังพื้นสุธาธาร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กลม

ร่าย

๏ จึงผาดแผลงสำแดงศักดาเดช สะเทือนทั่วทุกประเทศทิศาศาล
เมฆหมอกมืดมนอนธการ อัศจรรย์บันดาลด้วยฤทธิรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ แล้วให้บังเกิดพายุใหญ่ กัมปนาทหวาดไหวทั้งไพรสณฑ์
ลมหอบเอารถนฤมล สามคนลอยลิ่วปลิวไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ประสันตาตัวสั่นหวั่นไหว
กะระตาหลาล้มลงทันใด ฉวยได้กอหญ้ากระหมวดมือ
ประสันตาคว้ากอดต้นไม้มั่น นึกพรั่นกลัวจะพลัดมือถือ
เสียงสายฟ้าลั่นบันลือ ไม่รู้สึกสมประดีดาล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น องค์อสัญแดหวาศักดาหาญ
สำแดงเป็นพายุพัดพาน พารถเยาวมาลย์ปลิวไป
เฉวียนฉวัดลัดนิ้วมือเดียว บัดเดี๋ยวพ้นเขตเขาใหญ่
ถึงแดนประมอตันทันใด ก็เวียนวงลงในพนาวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ รัว

๏ เมื่อนั้น บุษบาตกใจไม่มีขวัญ
ซบพักตร์โศกาจาบัลย์ สองพี่เลี้ยงนั้นเข้ากอดไว้
มิได้เห็นพี่เลี้ยงภูวนาถ เยาวราชข้อนทรวงเข้าร่ำไห้
โอ้ว่าเวราสิ่งใด จึงเผอิญเป็นไปดังนี้
น่าที่ชีวิตจะวอดวาย จะจำตายอยู่ในพนาศรี
เห็นจะไม่ได้คืนไปธานี ว่าพลางเทวีก็โศกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายองค์อสัญแดหวา
จึงสำแดงให้เห็นกายา แล้วว่าแก่บุษบาไปพลัน
นัดดาอย่าวิโยคโศกเศร้า ใช่เจ้าจะม้วยอาสัญ
แค้นด้วยอิเหนากุเรปัน จะพรากให้พลัดกันจงสาใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บุษบาบังคมประนมไหว้
จึงทูลองค์พระอัยกาไป หลานไกลบิตุเรศมารดา
อันสองพระองค์ไม่แจ้งเหตุ จะอาดูรพูนเทวษโหยหา
เมื่อไรจะได้คืนพารา พระอัยกาจงโปรดปรานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์อสัญแดหวาเรืองศรี
จึงตอบนัดดาไปทันที ข้อนี้เจ้าอย่าปรารมภ์ใจ
เราจะแต่งแปลงองค์ให้เป็นชาย มิให้คนทั้งหลายสงสัย
พรุ่งนี้ก็จะได้เข้าไป สำนักในนครประมอตัน
นานไปจึงจะได้คืนสถาน เสวยสุขสำราญเกษมสันต์
จงดับโศกาจาบัลย์ จำเป็นพลัดกันอย่าอาวรณ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ ว่าแล้วองค์ท้าวเทเวศร์ จึงจำเริญพระเกศสายสมร
ประทานกริชอันเรืองฤทธิรอน จารึกนามกรในกริชนั้น
อุณากรรณกะหมันวิยาหยา มิสาเหรนดุหวาเฉิดฉัน
แล้วทรงเครื่องอย่างชายพรายพรรณ เทวัญประสิทธิ์ประสาทพร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ แม้นเจ้าจะไปแห่งใด ให้คนมีใจสโมสร
ปรากฏยศเกียรติทุกนคร จงขจรเลื่องชื่อลือชา
จะประสงค์สิ่งใดให้สำเร็จ สมเสร็จดังใจปรารถนา
บรรดาแว่นแคว้นแดนชวา อย่ารู้อัปราชัยใคร
ถึงจะพบอิเหนากุเรปัน ให้แคลงกันฟั่นเฟือนสงสัย
ต่อสี่พี่น้องร่วมเวียงชัย จึงให้รู้จักศักดิ์กัน
ใครใครนอกนั้นทั้งปวง อย่าให้ล่วงแจ้งการหลานขวัญ
ครั้นประสิทธิ์พรแล้วเทวัญ คืนยังกระยาหงันชั้นฟ้า ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณกะหมันวิยาหยา
ครั้นไม่เห็นองค์พระอัยกา กัลยาเปลี่ยวเปล่าเศร้าใจ
จึงปรึกษาพี่เลี้ยงทั้งสองศรี เราจะอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้
จำจะเที่ยวซอกซอนสัญจรไป จะได้พบประเทศธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ทยอย

ร้องทยอย

๏ ว่าแล้วก็พากันคลาไคล ดำเนินในแนวป่าพนาศรี
บุหลันทรงกลดหมดราคี เหมือนจะชวนให้ลีลาไป
ลมหวนอวลกลิ่นบุหงา หอมตลบอบมาในป่าใหญ่
เหมือนเมื่ออยู่ในถ้ำอำไพ รวยรื่นชื่นใจด้วยมาลา
คิดพลางนางทรงกันแสงร่ำ ชะรอยกรรมทำไว้เป็นนักหนา
เดิมพลัดกำจัดจากพารา มาอยู่คูหาค่อยคลายใจ
มิสามาซ้ำให้จำจาก พลัดพรากจากถ้ำทองผ่องใส
อกเอ๋ยไม่เคยเดินไพร เคยสำราญแต่ในพระบุรี
ครั้งนี้ตกไร้ได้ยาก ลำบากชอกช้ำบทศรี
แต่เกือกจะรองก็ไม่มี จะเหยียบย่างจรลีกลใด
จำจิตจึงจำลีลา เจ็บบาทานักก็ร้องไห้
ย่างย่องจ้องจูงกันคลาไคล มรคาจะไปก็ไม่มี
ได้ยินสำเนียงเสียงปักษา ร้องชมจันทราอยู่อึงมี่
เหมือนจะถามข่าวมาด้วยปรานี มารศรีได้ฟังวังเวงใจ ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เพลง

ร่าย

๏ ครั้นรุ่งรางสว่างเวลา สุริยาเยื้องเยี่ยมเหลี่ยมไศล
จึงหยุดพักสำนักที่ร่มไม้ แทบใกล้ชายป่าพนาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายระตูประมอตันเรืองศรี
เสวยรมย์สมบัติเปรมปรีดิ์ ในธานีมีนามประมอตัน
พร้อมหมู่มาตยาสามนต์ ม้ารถคชพลแข็งขัน
ล้วนชำนาญการรบครบครัน สรรพสรรพาวุธนานา
ท้าวมีอัคเรศมเหสี สาวสนมนารีพร้อมหน้า
ไร้โอรสราชธิดา จะสืบวงศ์พงศาก็ไม่มี
เทวัญบันดาลดลใจ จะใคร่ไปประพาสพนาศรี
ตรึกตราอยู่ที่จะจรลี ภูมีร่านร้อนหฤทัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึงสั่งดะหมังเสนา เราจะยกยาตราไปป่าใหญ่
เร่งเตรียมพหลพลไกร ให้สรรพไว้แต่ในราตรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังรับสั่งใส่เกศี
ก้มเกล้ากราบงามสามที ออกไปจากที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ เร่งรัดจัตุรงค์องอาจ ตามกระบวนประพาสไพรสัณฑ์
ขุนช้างผูกช้างซับมัน พลายพังดั้งกันแทรกแซง
ขุนม้าผูกม้าพาชี ทหารขี่ขัดดาบสะพายแล่ง
ขุนรถเร่งรัดจัดแจง ธงแดงปักปลายงอนงาม
ขุนพลตรวจพลพร้อมพรั่ง คับคั่งตั้งกองท้องสนาม
แต่ละคนแข็งขันไม่ครั่นคร้าม เคยณรงค์สงครามมีชัย
แล้วสั่งให้ผูกช้างที่นั่ง มีกำลังพ่วงพีสูงใหญ่
เอามาประทับกับเกยไว้ เตรียมท่าภูวไนยไคลคลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ระตูประมอตันหรรษา
ครั้นรุ่งรางสร่างแสงสุริยา เสด็จมาสระสรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สั่งให้ไขห่อปทุมทอง น้ำกุหลาบอาบละอองเซ็นซ่าน
ทรงสุคนธ์ปนกลิ่นสุมามาลย์ นางในอยู่งานรำเพยพัด
สอดใส่สนับเพลาเพราพราย เชิงงอนงามลายปลายสะบัด
ภูษาทรงประจงโจงรวบรัด ฉลององค์อัตลัดลายทอง
ห้อยหน้าเจียระบาดตาดสุวรรณ ทับทรวงดวงกุดั่นเป็นชั้นช่อง
ตาบทิศทับทิมริมรอง สังวาลสอดสายคล้องเกี่ยวกัน
ทองกรพาหุรัดตรัสเตร็จ ทรงธำมรงค์เพชรเฉิดฉัน
มงกุฎแก้วกรรเจียกจอนสุวรรณ ห้อยอุบะปะกันแล้วคลาไคล ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๏ มายังเกยรัตน์ชัชวาล เสนีกราบกรานอยู่ไสว
เสด็จขึ้นคชสารชาญชัย ทรงไสช้างที่นั่งออกจากเกย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

โทน

๏ ช้างเอยช้างต้น เริงรนแรงร้ายส่ายเสย
พีพ่วงงวงงางอนเงย สำหรับเคยผูกเครื่องคชาธาร
สองหูพู่จามรีห้อย จงกลรายพลอยมุกดาหาร
ปกตระพองกรองแก้วสุรกาญจน์ ชัชวาลแวววาวดาวทอง
เครื่องสูงชุมสายรายริ้ว ธงชายปลายปลิวเป็นทิวถ้อง
ช้างเครื่องช้างพังที่นั่งรอง ล้วนหลังคาทองรจนา
ช้างกูบสัปคับคับคั่ง ซับมันเป็นตั้งเดินหน้า
ระวางเพรียงช้างปืนชื่นตา ช้างแซงซ้ายขวาคลาไคล ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ ครั้นถึงเนินทรายชายดง จึงห้ามพวกจัตุรงค์น้อยใหญ่
อย่าให้อื้ออึงคะนึงไป เนื้อจะตื่นตกใจเข้าดงดาน
พระจึงเรียกม้าที่นั่งทรง มิทันลงจากคอคชสาร
พอเหลือบเห็นสตรีกับกุมาร ที่ร่มไม้ใกล้ธารธารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ใครหนอน่าอัศจรรย์ใจ หรือว่าเป็นพระไพรเจ้าป่า
หรือหน่อกษัตริย์พลัดเมืองมา ทรงโฉมโสภาวิลาวัณย์
หนุ่มน้อยน่ารักรูปทรง เอวองค์ขนงเนตรคมสัน
แม้นได้เป็นบุตรบุญธรรม์ จะผูกพันพิศวาสแสนทวี
คิดแล้วจึงสั่งเสนาใน จงไปถามดูให้ถ้วนถี่
อันกุมารแน่งน้อยกับนารี มาอยู่พงพีด้วยอันใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงเสนาผู้ใหญ่
รับสั่งบังคมแล้วคลาไคล ออกไปโดยดังพระบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึงกล่าวสุนทรถาม เจ้าบ่าวน้อยโฉมงามเสนหา
ตัวท่านกับสองกัลยา นามวงศ์พงศาประการใด
ทำไมมาอยู่ดงดาน ถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ไหน
ไม่รู้หรือว่าระตูภูวไนย เสด็จมาจึงไม่อัญชลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณผู้รุ่งรัศมี
ละอายใจมิได้พาที กระซิบสองนารีให้ตอบไป​ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น บาหยันผู้มีอัชฌาสัย
จึงตอบวาจาไปทันใด ข้าเป็นชาวไพรพนาวัน
มีนามชื่อเกนประจินตา นั่นชื่อว่าเกนประลาหงัน
น้องชายชื่อมิสาอุณากรรณ ดัดดั้นมาด้วยเข็ญใจ
ทั้งบิดามารดรก็มรณา ไม่มีที่พึ่งพาอาศัย
ทั้งสามสัญจรนอนไพร นิราศไร้เอมโอชโภชนา
ซึ่งมิได้นอบนบองค์ระตู ไม่รู้ด้วยว่าเป็นชาวป่า
ทั้งนี้ตามแต่จะเมตตา ขอท่านเสนาจงปรานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงได้ฟังสาวศรี
จึงตอบไปพลันทันที ว่านี้เรายังแคลงใจ
ชายนั้นว่าเป็นอนุชา ร่วมบิดามารดาหรือไฉน
ทั้งรูปทรงก็แปลกกันไป ไม่สมเป็นชาวไพรพนาวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึงโฉมนวลนางบาหยัน
บอกว่าบิดาเดียวกัน แต่ชนนีนั้นต่างไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ตำมะหงงฟังแจ้งแถลงไข
จึงมากราบทูลทันใด ตามในเนื้อความที่ถามมา
อันชายชื่อว่าอุณากรรณ คมสันน่ารักหนักหนา
ชะรอยเป็นหน่อกษัตรา กิริยาไม่สมเป็นชาวไพร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวประมอตันเป็นใหญ่
ได้ฟังเสนีก็ดีใจ ให้รักใคร่ในองค์อุณากรรณ
จึงลงจากคอคชสาร ภูบาลย่างเยื้องผายผัน
ตำมะหงงนำเสด็จจรจรัล โยธากิดาหยันก็ตามไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึงมีพจนารถ ตรัสประภาษโอภาปราศรัย
ดูก่อนกุมารายาใจ พ่อไร้โอรสแลบุตรี
เชิญเจ้าเข้าไปด้วยบิดา ยังพาราประมอตันกรุงศรี
จะเลี้ยงเป็นโอรสร่วมชีวี มิให้เคืองราคีเท่ายองใย
ตัวพ่อนับวันจะชรา จะเสกพระลูกยาให้เป็นใหญ่
ครอบครองสวรรยาราชัย สืบสุริย์วงศ์ไปในพารา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรมกระหมันวิยาหยา
ฟังระตูประมอตันบัญชา ก้มเกล้าวันทาทูลไป
ซึ่งตรัสโปรดมาด้วยการุญ พระคุณนั้นหาที่สุดไม่
จะภักดีต่อองค์พระทรงชัย สืบไปกว่าชีวิตจะปลดปลง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระตูประมอตันสูงส่ง
ได้ฟังสมดังจำนง พระองค์ยินดีปรีดา
จึงเสด็จขึ้นสู่ช้างที่นั่ง แล้วสั่งให้รับโอรสา
ขึ้นช้างที่นั่งรองรจนา ตามเสด็จยาตราคลาไคล
อันนางพี่เลี้ยงทั้งสอง ขึ้นช้างกูบทองผ่องใส
ให้กลับพหลพลไกร คืนเข้าพิชัยธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงเกยกุมกรอุณากรรณ ผายผันเข้าในปราสาทศรี
สองพี่เลี้ยงก็ตามจรลี เสด็จสู่แท่นที่รจนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ พระแจ้งเหตุแก่ประไหมสุหรี ทีนี้สมดังปรารถนา
ไปเล่นไพรได้โอรสมา ชื่อว่ามิสาอุณากรรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ประไหมสุหรีเฉิดฉัน
เห็นโฉมกุมาราลาวัณย์ ผิวพรรณโสภาน่ารัก
เสนหาดังบุตรในอุทร บังอรโอบอุ้มขึ้นใส่ตัก
กอดจูบลูบหลังแล้วพิศพักตร์ ลูกรักของแม่จะเลี้ยงไว้
แม่ไร้ญาติวงศ์พงศา ทั้งโอรสธิดาก็หาไม่
เจ้าอย่ากินแหนงแคลงใจ สิ่งใดมิให้มีราคีพาน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระตูประมอตันเกษมศานต์
เสนหาอุณากรรณกุมาร เปรียบปานดังดวงนัยนา
ให้แต่งสมโภชทำขวัญ ทั้งสามคืนสามวันหรรษา
แล้วประทานเครื่องทรงอลงการ์ เงินทองเสือผ้ามากมี
ทั้งช้างม้าข้าคนชายหญิง ทุกสิ่งสารพันถ้วนถี่
ประทานวังดาหาปาตี ตำแหน่งที่ลูกหลวงแต่ก่อนมา
แล้วให้เรียนรู้การณรงค์ สำหรับองค์พระโอรสา
อันสองพี่เลี้ยงกัลยา พระเมตตารักใคร่ให้ปัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อุณากรรณเพราเพริศเฉิดฉัน
ได้ประทานสิ่งของทั้งนั้น สารพันตางต่างอย่างดี
จึงถวายประณตบทบงสุ์ ลาองค์สองกษัตริย์เรืองศรี
แล้วชวนพี่เลี้ยงจรลี ไปดาหาปาตีตำหนักใน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงจึงเข้าห้องทอง กับสองพี่เลี้ยงพิสมัย
ปรับทุกข์กันตามความในใจ อาลัยคะนึงถึงทรงธรรม์
เอนองค์ลงเหนือบรรจถรณ์ เร่าร้อนวิปโยคโศกศัลย์
ฝืนใจจำชื่นทุกคืนวัน อยู่ในประมอตันพารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายระเด่นมนตรีเชษฐา
ทรงรถมากับวิยะดา จะใกล้ถึงพลับพลาพนาลัย
ได้ยินเสียงสนั่นครั่นครื้น พ่างพื้นพสุธาสะเทือนไหว
พายุพัดผงคลีคลุ้มไป ไม้ไหล้หักยับระยำลง
อากาศมืดมิดทุกทิศา โยธาหยุดยืนตะลึงหลง
ไม่เห็นทางที่จะเดินในแดนดง พระนิ่งคิดพิศวงในวิญญาณ์
เทียนทองส่องเสด็จก็ดับหมด ให้ชักรถเข้าแอบข้างเงื้อมผา
พระหวั่นจิตคิดถึงบุษบา พลางกอดวิยะดาไว้แนบองค์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๖๔

๏ บัดนั้น ประสันตาตกใจตะลึงหลง
ครั้นพายุพัดสงัดลง ก็คืนคงได้สมประดีมา
แลหาไม่เห็นนางทรามวัย กับพี่เลี้ยงหายไปทั้งรถา
ตกใจเพียงจะสิ้นชีวา ประสันตาลดเลี้ยวเที่ยวดู
เห็นกะระตาหลาล้มคว่ำ มือกำกอหญ้ายึดอยู่
ฉุดขึ้นบอกเหตุให้รู้ บัดนี้นางโฉมตรูหายไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๖๕

๏ บัดนั้น กะระตาหลาแจ้งแถลงไข
ลุกขึ้นตีอกตกใจ เหตุไฉนเป็นน่าอัศจรรย์
จึงจุดไปเที่ยวส่องมองหา ทุกพุ่มพฤกษาในสวนขวัญ
ไม่พบพระธิดาลาวัณย์ แล้วพากันเข้าค้นในถ้ำทอง
ทุกแท่นที่ไสยาก็หาจบ เลี้ยวตลบออกจากคูหาห้อง
สงสัยที่ไหนก็เที่ยวมอง ตามช่องเพิงผาทุกท่าทาง
ไม่พบก็พากันร้องไห้ เพียงพินาศขาดใจออกจากร่าง
เสียแรงพระเชื่อใจไว้วาง ให้อยู่รักษานางที่ในไพร
มาบันดาลให้เป็นเช่นนี้ มิรู้ที่จะทำเป็นไฉน
จะคิดผ่อนผันฉันใด จึงจะได้เหตุผลต้นปลาย
เราจะไปเฝ้าองค์พระทรงเดช ทูลให้ทราบเหตุที่นางหาย
อันโทษเรานี้ถึงที่ตาย ตามแต่พระโฉมฉายจะเมตตา
พูดแล้วก็พากันคลาไคล มุ่งไม้ตามแถวแนวป่า
กอดคอกันเดินโศกา มาในเวลาราตรี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
หยุดรถแอบอยู่เงื้อมคิรี กับเสนีนิกรพร้อมกัน
ครั้นพายุพยับกลับเกลื่อน แสงเดือนส่องสว่างไพรสัณฑ์
จึงให้เคลื่อนรถแก้วแพรวพรรณ จรจรัลตามทางพนาลัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด โอด

๏ มาพบประสันตากะระตาหลา วิ่งมาซบลงแล้วร้องไห้
สะดุ้งจิตประหลาดหลากใจ เอออะไรจึงเป็นดังนี้
คิดพลางทางตรัสถามไป เกิดเหตุเภทภัยสิ่งไรพี่
จึงรีบร้อนมาในราตรี ทิ้งเทวีไว้ในถ้ำทอง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึงพระพี่เลี้ยงทั้งสอง
สะอื้นโศกาน้ำตานอง บังคมทูลสนองไปพลัน
เดิมทีขนิษฐามาประพาส รุกขชาติที่ในสะตาหมัน
บังเกิดพายุพัดอัศจรรย์ นางนั้นกับพี่เลี้ยงหายไป
ข้าเที่ยวค้นคว้าหาจบ จะพานพบกัลยาก็หาไม่
จึงรีบมาแจ้งเหตุเภทภัย ทูลพลางร่ำไห้ไปมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงทรงโทมนัสสา
สลบลงข้างองค์วิยะดา ปูนตาเข้าประคองพระองค์ไว้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด เจรจาบทที่ ๖๖

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาอัชฌาสัย
เอาน้ำมาลูบพักตร์ภูวไนย พระค่อยคืนได้สมประดี
แล้วทูลผ่อนผันด้วยปัญญา พระผ่านฟ้าจงโปรดเกศี
แต่หนหลังหวังสวาทเทวี ภูมีโศกศัลย์เพียงบรรลัย
จนได้เสร็จสมอารมณ์คิด กรรมยังตามปลิดเอาไปได้
สุบินแน่นักประจักษ์ใจ เหตุใหญ่สุดถวิลจินดา
คิดเห็นว่าเป็นแต่รบพุ่ง ก็มาดมุ่งหมายใจจะอาสา
มิรู้เกิดเหตุผลข้างบนฟ้า ชะรอยว่าเทวาพาไป
พระองค์จงระงับดับโศกี อย่าเพ่อตีตนตายไปก่อนไข้
จะได้คิดติดตามนางทรามวัย กว่าจะได้พบองค์นงเยาว์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๖๗[๑]

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงทรงโศกสร้อยเศร้า
ฟังอนุชาทูลโลมเล้า ทรงธรรม์บรรเทาโศกา
จึงว่าน้องรักผู้ร่วมจิต เจ้าคิดนี้ชอบนักหนา
พี่นี้เคลิ้มคลุ้มกลุ้มอุรา ดังพิกลกิริยาบ้าใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาบังคมไหว้
จึงทูลว่าซึ่งจะตามทรามวัย จะลำบากยากใจในดงดอน
เป็นห่วงบ่วงใยอยู่หนักหนา ด้วยองค์วิยะดาดวงสมร
พระโฉมยงจงพาบังอร ไปส่งเสียก่อนยังพารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวัญอสัญหยา
จึงตอบสังคามาระตา เจ้าว่าดังนี้ผิดทีไป
จะให้พาวิยะดาไปส่งนั้น คิดพรั่นอยู่ไม่ไว้ใจได้
เพราะน้องเป็นหญิงจะทิ้งไว้ ครั้นจำเริญวัยวัฒนา
เกลือกว่าจะมีเหตุเภทภัย ตัวพี่อยู่ไกลขนิษฐา
แล้วจะเป็นเช่นครั้งจรกา พาราจะเกิดจลาจล
จะไว้ใจสียะตราหนึ่งหรัด ยังไม่สู้สันทัดจะขัดสน
พี่จะต้องเป็นสองกังวล จนจิตผิดชอบจะพาไป
จะได้ตั้งใจหาไปหน้าเดียว ท่องเที่ยวไปตามอัชฌาสัย
แม้นมิพบดวงยิหวายาใจ จะสู้ม้วยบรรลัยไม่กลับมา
พระจึงสั่งทวยหาญทั้งนั้น ให้พากันรีบไปยังคูหา
ล้มไม้ใหญ่ทับมรคา เอาศิลาปิดปากถ้ำไว้
บรรดาต้นไม้ในสวนศรี ถอนเสียอย่าให้มีที่สงสัย
ว่าแล้วรีบรถาคลาไคล ตรงไปที่ประทับพลับพลาพลัน ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เชิด

๏ พอแสงทองส่องฟ้าธาตรี ก็ถึงที่ตำหนักพนาสัณฑ์
พระอุ้มองค์วิยะดาดวงจันทร์ ขึ้นยังสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงตรัสสั่งพี่เลี้ยงทั้งสอง ตัวน้องจะแปลงเป็นชาวป่า
มิให้ใครรู้จักศักดิ์เทวา จงปรึกษาหาชื่อบัดนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงรับสั่งใส่เกศี
แล้วให้อาลักษณ์ผู้ภักดี แปลงชื่อทำบัญชีเขียนมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ อันนามกรพระทรงธรรม์ พร้อมกันตริตรึกปรึกษา
ถวายนามตามชาวพนาวา ชื่อปันหยียาหยาชาญชัย
อันระเด่นสังคามาระตา ชื่อจะหรังวิสังกาศรีใส
อันระเด่นดาหยนนั้นไซร้ แปลงใหม่ชื่ออะหมันระปันจา
ระเด่นวิหรากะระตานั้น ชื่อจะหรังสุหรันวิยาหยา
ทั่งสี่พี่เลี้ยงพระราชา ตั้งเป็นรังหงาเห็นควรกัน
ยะรุเดะชื่อวิหรากระตา ปูนตาชื่อปังกะมาหงัน
กะระตาหลาชื่อสุลายัน ประสันตาชื่อสุหรันปาตรี
อันระเด่นวิยะดาโฉมยง ชื่อหลงหนึ่งหรัดมารศรี
บาหยันชื่ออันตะรากี ซ่าเหง็ดชื่อสัตตีกันจา
ประเสหรันชื่อมาตุวาหยัน ปะลาหงันชื่ออันดุวาหรา
บรรดาชื่อมนตรีแลเสนา จัดหาพร้อมแล้วพระภูมี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงองค์มิสาระปันหยี
สระสรงทรงสุคนธ์วารี ภูมีเปลี่ยนแปลงแต่งกายา
ไม่ทรงกรรเจียกแก้วมงกุฎเก็จ แต่งอย่างปันจุเหร็จโจรป่า
อุ้มองค์หลงหนึ่งหรัดลีลา เสด็จมาขึ้นสู่รถทรง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ พลางคะนึงถึงระเด่นบุษบา พระราชาเศร้าจิตพิศวง
กำสรดระทดระทวยองค์ ให้เร่งรัดจัตุรงค์รีบมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

ชมดง

๏ เดินเอยเดินทาง ตามหว่างรุกขชาติเชิงผา
พิศพรรณมิ่งไม้นานา รื่นร่มรัถยาเรียงราย
บ้างเผล็ดดอกออกช่ออรชร บ้างเบ่งบานเกสรแย้มขยาย
หอมหวนอวลกลิ่นอบอาย คล้ายคล้ายเหมือนเมื่ออยู่ถ้ำทอง
แม้นได้ดวงยิหวามาด้วยพี่ จะชวนชี้ปรีดิ์เปรมเกษมสอง
เห็นการะเกดสีเหลืองเรืองทอง เหมือนผิวเนื้อน้องที่ต้องใจ
พระเหลือบแลดูดอกสร้อยฟ้า ยื่นย้อยระย้างามไสว
เหมือนสร้อยห้อยมวยนางทรามวัย หรือนางน้อยห้อยไว้กระมังนา
จะให้รู้ว่าอยู่ที่ป่านี้ ให้พี่มาติดตามหา
เห็นเล็บนางบานตระการตา เหมือนนขายิหวาของเรียมเอย
ภุมรินบินร่อนเร่หา ชมรสมาลาอันผายเผย
เหมือนพี่เตร่เร่ตามเจ้าทรามเชย ไม่รู้เลยว่าจะไปแห่งใด ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครวญพลางพระทางคิดคะนึง ถวิลถึงนวลน้องแล้วร้องไห้
กลัดกลุ้มคลุ้มเคล้มสติไป ภูวไนยซวนซบสลบลง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาตะลึงหลง
ตกใจขึ้นไปบนรถทรง เจ้าประคองพระองค์อุ้มไว้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เกนหลงหนึ่งหรัดละห้อยไห้
จึงเอาสุคนธามาลูบไล้ ภูวไนยได้สมประดีมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้ปี่

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์อสัญแดหวา
ฟื้นองค์แล้วทรงโศกา โอ้แก้วแววตาของเรียมเอย
ปานฉะนี้จะอยู่แห่งใด ทำไฉนจึงจะรู้นะอกเอ่ย
หรือเทวาพาน้องไปชมเชย ใครเลยจะบอกเหตุร้ายดี
สองกรพระข้อนอุราร่ำ ชะรอยเวรากรรมของพี่
ได้สมน้องแค่สองราตรี หรือมิ่งมารศรีมาจากไป
พระยิ่งเศร้าสร้อยละห้อยหา จะสรงเสวยโภชนาก็หาไม่
แต่ครวญคร่ำกำสรดระทดใจ สะอื้นไห้โศกาจาบัลย์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาก็โศกศัลย์
บรรดาคนเดินข้างรถนั้น เห็นทรงธรรม์กันแสงร่ำไร
ต่างร้องไห้รักด้วยภักดี มิอาจที่จะกลั้นน้ำตาได้
เงียบเหงาเศร้าโศกสลดใจ ทั่วไปทุกหมู่โยธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงองค์มิสาระปันหยี
อุตส่าห์ขืนอารมณ์สมประดี ให้เร่งโยธีไคลคลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ รีบลัดดัดดั้นพนาดร เจ็ดวันสัญจรนอนป่า
แยกย้ายรายพลเที่ยวค้นคว้า จนมาใกล้แดนเวียงชัย
จึงให้หยุดพักพลมนตรี ตรัสสั่งเสนีน้อยใหญ่
จงพาพวกทหารเข้าไป สืบข่าวอรไทในธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งใส่เกศี
ตั้งเหล่ากิดาหยันโยธี ยินดีที่จะเข้าพารา
ด้วยขัดสนโภชนาอาหาร กันดารเดินทางมากลางป่า
ที่ไม่เกณฑ์ให้ไปก็ไคลคลา เดินพวกละห้าหกคน

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ มาถึงสถานบ้านชนบท เที่ยวจดสืบแสวงทุกแห่งหน
ไม่ได้ยินข่าวนางนฤมล ต่างคนอดอยากลำบากนัก
จึงแยกย้ายรายไปในบ้าน เที่ยวประสมประสานทำรู้จัก
เรียกป้าย่ายายทายทัก ผูกรักฝากตัวเป็นลูกเลี้ยง
ทอดสนิทชิดชมให้ชอบใจ แคะไค้ว่ากล่าวก้าวเฉียง
เห็นทรัพย์สินสิ่งใดอยู่ใกล้เคียง ก็ค่อยย่องมองเมียงเข้าหยิบยก
เก็บเอาข้าวของรูปพรรณ แบ่งปันกันจำนำทำโกหก
ปะใครเดินหนเข้าค้นพก รุมชกช่วงชิงแล้ววิ่งราว
ลางคนไปเที่ยวเกี้ยวชู้ เอาปูนพลูซัดหยอกผู้หญิงสาว
ชักสื่อให้หนังสือเพลงยาว เลี่ยงเลี้ยวเกี้ยวกล่าวไปตามแกน
มืดค่ำขึ้นหาทางหน้าต่าง ชวนนางนั่งพูดแล้วรูดแหวน
ชายชิงหญิงสะบัดขัดแค้น กระชากผ้าพาแล่นหนีมา
บ้างย่องเบาเข้าค้นในห้อง ได้เงินทองของดีมีค่า
เที่ยวจำหน่ายขายซื้อโภชนา เอามาเลี้ยงชีวิตไม่คิดอาย ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น หญิงชายชาวเมืองทั้งหลาย
อัศจรรย์ด้วยเกิดคนร้าย ข้าวของครุ่นหายเนืองไป
นายบ้านผู้หนึ่งนั้นจึงว่า เห็นคนแปลกหน้ามาใหม่ใหม่
ชะรอยเป็นโจรป่าพนาลัย ปลอมเข้ามาไล่ลักล้วง
จึงคิดเป็นกลเอาคนวาง คอยจับทุกทางถนนหลวง
ป่าวร้องชาวบ้านร้านรวง พบผู้ร้ายลอบล้วงให้จับกุม
เห็นโจรฉวยผ้าพาวิ่งราว ก็เรียกบ่าวบอกเพื่อนเกลื่อนกลุ้ม
สกัดหน้าดากันเข้ารันรุม จับผูกคอคุมเอาตัวไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น เหล่าทหารชำนาญศึกใหญ่
เห็นเขาจับเพื่อนมัดก็ขัดใจ นายไพร่วิ่งขัดเขมรมา
ชิงฉุดอุตลุดตะลุมบอน ชกช้อนถูกถนัดด้วยหมัดขวา
แล้วไล่ตามติดเอาอิฐปา ฉวยไม้ได้ดากันเข้าไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ชาวเมืองไม่พรั่นหวั่นไหว
หลบหลีกรับรองว่องไว ถ้อยทีหนีไล่ไม่ละกัน
จู่โจมโถมสะอึกฮึกโห่ ด้วยกำลังโมโหหุนหัน
บ้างถือไม้ไล่ต่อยตีรัน ยืนยันร้องว่าท้าทาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น เสนานายหมวดทั้งหลาย
ได้ยินเสียงวิวาทวุ่นวาย ไพร่นายจัดแจงแต่งตัว
ลางคนเสกขมิ้นกินว่าน หนังเหนียวเชี่ยวชาญมิใช่ชั่ว
บ้างคาดเครื่องเลขยันต์พันพัว โพกหัวถืออาวุธวิ่งไป
เห็นชาวเมืองต่อยตีเหล่าทหาร ก็พลอยพาลพาโลเข้าลุยไล่
ฟันแทงแย้งยิงปืนไฟ ตีตะลุยเข้าไปจนใกล้เมือง
ปีนกำแพงแบ่งคนขึ้นทุกด้าน กองหลังไล่ทหารหนุนเนื่อง
บ้างจุดเพลิงพลุ่งรุ่งเรือง โห่เร้าเข้าเมืองได้ดังใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายฝูงประชาชนน้อยใหญ่
ชายหญิงวิ่งวุ่นทั้งเวียงชัย ตกใจไม่เป็นสมประดี
ลางคนอุ้มบุตรฉุดหลาน เสือกสนลนลานแล่นหนี
บ้างลงเรือข้ามฟากไปมากมี กองทัพไล่ตีตามยิง
บ้างบริกรรมทำปากบดบด ตัวสั่นดังแม่มดผีสิง
ข้าวของทองเงินเททิ้ง ผัวพาเมียวิ่งเวียนวก
บ้างจวนตัวผ่อนครัวเข้าปั้นหย่า ยืนสลามอ้าหล่าแล้วตีอก
ที่แก่เฒ่าจูงกันงันงก ตื่นตระหนกตกใจทั้งพารา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น เหล่าทหารพาลพวกโจรป่า
เที่ยวทุกแห่งหนค้นคว้า ฉุดคร่าครอบครัวไม่กลัวเกรง
ลางพวกนั่งล้อมกันกินเหล้า มึนเมาพูดโผงโฉงเฉง
ชิงของถองเถียงกันเอง ข่มเหงประชาราษฎร์กวาดริบ
บ้างได้เงินทองของประหลาด พรมเจียมเจียระบาดตาดขลิบ
สารพันเสื้อผ้าคว้ายิบ ซุบซิบเพื่อนกันแล้วพันพุง
บ้างเปิดกำปั่นได้ขันเชี่ยน เงินเหรียญหน้าฝรั่งทั้งถุง
บ้างจับได้หญิงสาวให้บ่าวจูง หอบที่นอนหมอนมุ้งมารุงรัง
พบผัวจะเอาตัวไปขู่ฆ่า ให้นำหาเงินทองของฝัง
ราษฎรร้อนรนพ้นกำลัง อลหม่านไปทั้งหญิงชาย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระตูอกสั่นขวัญหาย
ตกใจระรัวกลัวตาย แพ้พ่ายไม่รอต่อฤทธิ์
บรรดาธานีทุกประเทศ ก็เกรงเดชเดชาอาญาสิทธิ์
ระตูต่างองค์ทรงคิด จะผูกพันเป็นมิตรไมตรี
ให้แต่งเครื่องบรรณาการนานา มาขอขึ้นแก่มิสาระปันหยี
ถวายทั้งโอรสและบุตรี สั่งให้เสนีนำไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งบังคมไหว้
มาจัดแจงแต่งตามบัญชาใช้ เสร็จแล้วก็ไปจากพารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กลองโยน

๏ ต่างคนต่างพาบรรณาการ ทั้งบุตรีกุมารโอรสา
มาถึงที่ประทับพลับพลา พร้อมกันทั้งสิบห้าธานี
จึงเข้าไปแจ้งเหตุผล บอกยุบลพี่เลี้ยงทั้งสี่
จงพาเราเข้าไปอัญชลี ทูลคดีอย่าให้ระคายเคือง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงแจ้งความตามเรื่อง
จึ่งนำเสนาสิบห้าเมือง ทั้งเครื่องบรรณาการเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึงประณตบทบงสุ์ ทูลองค์ปันหยีเป็นใหญ่
บัดนี้ระตูทุกกรุงไกร มีใจภักดีปรีดา
ให้แต่งบรรณาการมาถวาย กับโอรสหญิงชายเสนหา
บุตรท้าวสมาหรังราชา ชื่อระเด่นกุดาปาตี
องค์หนึ่งชื่อกุดาวะหา หนึ่งชื่อกุดารัศมี
บุตรท้าวตะมาเสธิบดี ชื่อยาหยาส่าหรีเยาวมาลย์
โอรสชายชื่อวิยาหยา โสภารูปทรงส่งสัณฐาน
บุตรท้าวกุระบุหมีภูบาล ชื่อนงคราญอรสาทรงลักษณ์
บุตรท้าววังกันธิบดี ชื่อกันจะหนานารีมีศักดิ์
ท้าวปะตาหลำถวายลูกรัก สองอนงค์วงพักตร์โสภา
ชื่อนาหงสกันโฉมยง หนึ่งชื่อว่าหงอรสา
ท้างปะตาหลังถวายธิดา ชื่อมาหงันยาหยานารี
บุตรท้าวละหงิดทรงธรรม์ ชื่อสุหรันกันจาส่าหรี
บุตรท้าวกะปาหงันภูมี ชื่อสุหราวาตีกุมารา
อันองค์อนุชาน้อยนั้น ชื่อระเด่นสุหรันกิราหนา
ถวายทั้งอาวุธแลโยธา ขอเป็นข้าขอบขัณฑ์คุ้งวันตาย ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น ปันหยีเพราเพริศเฉิดฉาย
ฟังพี่เลี้ยงทูลบรรยาย จึงภิปรายปราศรัยเสนา
ซึ่งระตูสามิภักดิ์รักใคร่ เราชี้ชอบขอบใจหนักหนา
ไม่เสียดายสุริย์วงศ์กษัตรา เอาธิดามาให้แก่โจรไพร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ ตรัสพลางประทานสิ่งของ เสื้อผ้าเงินทองกองให้
ของเราชาวป่าพนาลัย มีใจให้ท่านเป็นไมตรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาประณตบทศรี
รับของประทานด้วยยินดี ดูทำนองปันหยีจำนรรจา
กิริยาแยบคายคมสัน เห็นผิดเผ่าพันธุ์โจรป่า
ชะรอยหน่อกษัตริย์แสร้งแปลงมา เที่ยวหาอิสตรีเป็นมั่นคง
บรรดาเสนาที่มานั้น ต่างสำคัญแคลงคิดพิศวง
จึงถวายอภิวาทบาทบงสุ์ อำลาแล้วตรงไปพารา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น มิสาระปันหยีสุกาหรา
ให้ยกทัพขับพลโยธา ลีลาล่วงด่านผ่านไป
อันกุมารเชลยทั้งแปดองค์ ทรงอาชาตามงามไสว
รถประเทียบธิดาทุกกรุงไกร ตามไปเป็นระเบียบเรียบกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงสถานท่าบาลี จึงให้หยุดโยธีทัพขันธ์
พอสิ้นแสงสุริยาสายัณห์ เสด็จขึ้นสุวรรณพลับพลาชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

แขกมอญ

๏ พระคะนึงถึงระเด่นกันจะหนา ละม้ายเหมือนบุษบาศรีใส
ให้คิดประดิพัทธ์กำหนัดใน จึงตรัสใช้บาหยันกัลยา
จงไปบอกบุตรีวังกัน ว่าหลงหนึ่งหรัดนั้นคะนึงหา
ให้เชิญทรามวัยไปพลับพลา พูดเล่นตามประสาสตรี
เราจะหนีไปซ่อนอยู่รถทรง แม้นโฉมยงขึ้นมาถึงนี่
ขวนพูดจาเล่นพอเป็นที แล้วสาวศรีจงรีบไปบอกเรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ บัดนั้น บาหยันบังคมก้มเกล้า
แล้วค่อยลัดแลงแฝงเงา ลีลามาเฝ้าพระบุตรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงจึงทูลนางโฉมยง ว่าหลงหนึ่งหรัดมารศรี
วอนว่าจะมาเฝ้าเทวี ประสาเด็กให้มีใจรัก
ครั้นจะพามาตามลำพังตัว ก็คิดกลัวปันหยีมีศักดิ์
จึงใช้ข้ามาทูลด้วยใจภักดิ์ เชิญเสด็จนงลักษณ์ไปพลับพลา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ระเด่นกันจะหนา
จึงตอบบาหยันกัลยา ข้าคิดอยู่ว่าจะคลาไคล
ไปฝากตัวโฉมตรูให้รู้จัก เป็นที่พึ่งพำนักอาศัย
จะไปเองก็เกรงอรไท ด้วยมาใหม่ไม่คุ้นเคยกัน
ว่าแล้วแต่งองค์ทรงอาภรณ์ งามเพียงอัปสรสาวสวรรค์
เสด็จจากรถแก้วแพรวพรรณ บาหยันก็ตามจรลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงจึงขึ้นพลับพลาทอง เข้าไปในห้องมารศรี
แล้วโอบอุ้มองค์พระบุตรี เจรจาพาทีกันไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น นวลนางบาหยันหรรษา
ไปทูลปันหยีมิได้ช้า พระธิดามาแล้วพระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
สระสรงทรงสุคนธ์ปนสุวรรณ กลั้วกลิ่นอำพันจันทน์ขจร
ทรงภูษาซ่าโบะสีทับทิม ขลิบริมร่ำอบเกสร
บรรจงจับชายกรายกร บทจรมายังพลับพลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ฉุยฉาย

๏ พระหยุดแฝงม่านทองมองเห็น โฉมยงองค์ระเด่นกันจะหนา
กับพระน้องนั่งเล่นเจรจา สรวลสันต์หรรษาทั้งสององค์
ให้กระสันรัญจวนป่วนจิต ยิ่งคิดพิสมัยใหลหลง
จึงค่อยย่องเข้าไปด้วยใจจง พระหัตถ์ซ้ายเท้าลงที่ตักนาง
พระหัตถ์ขวาคว้ากอดเกนหลง โฉมฉายอางองค์อางขนาง
พระแย้มยิ้มหยอกน้องประคองคาง ชำเลืองแลดูนางเทวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นกันจะหนามารศรี
ขวยเขินสะเทินใจในที ก็ผลักนางถอยหนีเสียทันใด
ปันหยีทับเพลานงเยาว์อยู่ เป็นครู่จึงเคลื่อนเขยื้อนได้
อัญชลีแล้วลาคลาไคล พระจับชายสไบไว้ทัน
ให้ขามจิตคิดเกรงพระโฉมยง ฉุดกรเกนหลงเข้ามากั้น
พระกลับอุ้มใส่ตักนางผลักพลัน หวาดหวั่นหฤทัยไปมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เกนหลงหนึ่งหรัดก็ร้องหา
มานีกะกังประสันตา จงพาข้าไปชมแสงจันทร์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาอุ้มองค์ผายผัน
จึงเรียกกิดาหยันทั้งนั้น ชวนชมแสงบุหลันสำราญใจ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยีผู้มีอัชฌาสัย
เห็นนางขวยเขินสะเทินใจ ภูวไนยจึงดำเนินออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น บาหยันจึงทูลกันจะหนา
โฉมยงจงถวิลจินดา อันตกมาอยู่ในเนื้อมือ
แม้นจะขืนขัดขวางอยู่อย่างนี้ ใช่ว่าปันหยีจะฟังหรือ
จะทำโดยหยาบช้าครายื้อ ยิ่งจะรื้ออัปยศอดอาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นกันจะหนาโฉมฉาย
ได้ฟังบาหยันอภิปราย ทั้งกลัวทั้งอายเป็นพ้นไป
มิรู้ที่จะตอบวาจา กัลยาโศกทรงกันแสงไห้
กลุ้มกลัดขัดข้องหมองใจ อรไทนั่งนิ่งไม่ติงองค์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปันหยียิ่งคิดพิศวง
จึงย่างย่องเข้าห้องบรรทม บาหยันกราบลงแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้ชาตรี

๏ ลดองค์ลงนั่งแนบนาง ยิ้มพลางทางกล่าวปราศรัย
โฉมเฉลาเยาวยอดยาใจ เป็นไรจึงโศกาจาบัลย์
จงห้กห้ามความโศกเสียก่อน บังอรอย่ารังเกียจเดียดฉันท์
พักตร์น้องผ่องเพียงดวงจันทร์ ผิวพรรณจะเศร้าพี่เสียดาย
ชะรอยว่าบุพเพนิวาสา จึงได้มาเล้าโลมโฉมฉาย
จะเป็นเพื่อนพิศวาสไม่คลาดคลาย จะเบี่ยงบิดคิดอายพี่ยาไย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ระเด่นกันจะหนาศรีใส
ได้ฟังภิปรายละอายใจ อรไทไม่ตอบวาที
แต่สะบิ้งสะบัดปัดกร คมค้อนเมียงชม้อยถอยหนี
พระอย่าทำลวนเล่นเช่นนี้ นางชลีกรก้มพักตรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โลม

๏ เมื่อนั้น ปันหยียิ่งมีเสนหา
ยุดมือไว้แล้วจึงว่ามา อย่าวันทาพี่เลยนะเทวี
ตัวพี่นี้ชาติชาวดง ไม่ควรนวลอนงค์จะไหว้พี่
ตัวเจ้าเป็นราชบุตรี มีกรรมจำได้แก่ชาวไพร
ถึงพี่นี้ต่ำช้าบรรดาศักดิ์ แต่ใจใฝ่รักที่ศักดิ์ใหญ่
วาสนาเคยสร้างกับนางไว้ ด้วยจะได้พึ่งเดชกษัตรา
ว่าพลางแอบอิงพิงพาด สุดสวาทอย่างอนจงผ่อนหา
กรกระหวัดรัดรึงตรึงตา แก้วตาของพี่จงปรานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ พระเอยพระองค์ พระจงโปรดเกศเกศี
น้องไม่ควรคู่ด้วยภูมี ทำอะไรฉะนี้พระราชา
ถ้าว่าเป็นคู่ตุนาหงัน จึงจะควรผูกพันเสนหา
อันน้องนี้เชลยลอยมา จะขอเป็นแต่ข้าช่วงใช้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โลม

๏ วาเอยวาจา ช่างว่าพี่ชอบอัชฌาสัย
ถึงมิใช่คู่ขอสู่ไว้ เป็นบุญจึงได้เจ้าดวงตา
เนื้อละมุนอุ่นอ่อนดังสำลี กระนี้หรือจะใช้เป็นทาสา
พี่ก็ไม่มีการสิ่งใดมา จะใช้ตามวาสนานงเยาว์
สุดแต่จะเป็นเพื่อนนอนพี่ การสิ่งนี้แลจะใช้เจ้า
ว่าพลางอิงแอบแนบเคล้า สัพยอกหยอกเย้ากัลยา
จุมพิตชิดเชยปรางทอง ค่อยประคองพุ่มพวงดวงยิหวา
ภุมรินรนร่านนานช้า พึ่งมาพบรสเสาวคนธ์
พระพรายชายพัดเฉื่อยฉ่ำ พรำพรำพร่างพร้อยฝอยฝน
นาคราชผาดเผ่นเล่นชล เลื้อยเลี้ยวตามวนวารี
มัจฉาชมชื่นฝืนระลอก กลับกลอกกลางน้ำดำหนี
สองกษัตริย์สุขเกษมเปรมปรีดิ์ อยู่ในแท่นที่ไสยา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ โลม

ช้า

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ระเด่นกันจะหนา
ได้ร่วมรมย์สมศรีปรีดา ด้วยปันหยีสุกาหราฤทธิรงค์
แรกเริ่มรสรักประจักษ์จิต แสนสนิทพิสมัยใหลหลง
หมอบเมียงเคียงข้างไม่ห่างองค์ โฉมยงเยื้อนยิ้มพริ้มพราย
ทูลเชิญให้ทรงสุคนธาร แล้วอยู่งานพัชนีวีถวาย
พระหยอกเย้าเอาสุคนธ์ประปราย นางค้อนควักชักชายสไบบัง
ภูธรประทานชานสลา กัลยาประดิพัทธ์ประหวัดหวัง
นัยน์เนตรชม้อยคอยระวัง เฝ้าฟังบัญชาพระภูมี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นใกล้รุ่งรางสร่างแสงทอง บุหรงร้องพร้องเพรียกพนาศรี
นวลนางกันจะหนานารี อัญชลีแล้วลามารถทรง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง



[๑] บทเจรจาพระราชนิพนธ์หมดเพียงบทนี้

 

https://vajirayana.org/system/files/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2_264950.pdf
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ