เล่มที่ ๑๕

๏ บัดนั้น ฝ่ายเสนีพิชัยดาหา
ซึ่งเป็นทูตจำทูลสารา ทั้งสามแยกมาทุกเวียงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงเข้าเฝ้าสองกษัตริย์ ทูลรหัสให้แจ้งแถลงไข
บัดนี้พระเชษฐาชาญชัย จะให้แต่งวิวาห์พระบุตรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกาหลังแลสิงหัดส่าหรี
ได้ฟังคั่งแค้นแสนทวี จำเป็นจึงมีพระบัญชา
ให้เสนีคุมบรรณาการ ไปถวายพระผู้ผ่านดาหา
ของขวัญนั้นครบแต่นัดดา จรกาให้กึ่งพระบุตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาทั้งสองกรุงศรี
รีบจัดบรรณาการมากมี แล้วออกจากบุรีมาพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ดำเนินเดินโดยมรคา สิบคืนถึงดาหาเขตขัณฑ์
สองเสนาพบบรรจบกัน แล้วพาพลผายผันเข้าเวียงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ฝ่ายทูตไปกุเรปันครั้นถึง จึงบอกเสนาผู้ใหญ่
เวลาเฝ้าก็พากันคลาไคล เข้าในพระโรงรจนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ก้มเกล้าทูลถวายสารศรี บัดนี้พระอนุชาดาหา
จะแต่งการสยุมพรพระธิดา ให้ข้ามาทูลพระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น องค์ศรีปัตหรารังสรรค์
รับสารทอดทัศนาพลัน ทรงธรรม์ถวิลจินดา
จำจะไปเล้าโลมดูก่อน เกลือกจะผันผ่อนหย่อนหา
เสียดายอะหนะบุษบา ด้วยได้ตุนาหงันไว้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ คิดแล้วจึงสั่งตำมะหงง เร่งเตรียมจัตุรงค์น้อยใหญ่
เราจะไปดาหากรุงไกร แต่ในเพลาพรุ่งนี้
สั่งเสร็จก็หับบัญชรชัย ปรึกษาองค์ประไหมสุหรี
บัดนี้พระอนุชาธิบดี ให้เสนีมาแจ้งสารา
จะแต่งการภิเษกสยุมพร บุตรีบังอรเสนหา
พี่เสียดายวงศ์เทวา เสียดายบุษบาเป็นพ้นนัก
ครั้นจะมิไปบัดนี้เล่า วงศ์เราจะระคนปนศักดิ์
ทั้งเอ็นดูอิเหนาลูกรัก จำจักไปยังอนุชา
วิงวอนว่าขานการโอรส ให้พระน้องออมอดโทษา
ที่ลูกเราผิดพลั้งแต่หลังมา ทั้งห้าอรไทไปด้วยกัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ประไหมสุหรีเฉิดฉัน
กับพระมเหสีทั้งสี่นั้น บังคมคัลสนองพระบัญชา
ซึ่งพระองค์ตรัสมาทั้งนี้ ต้องระบอบชอบทีหนักหนา
จะได้เห็นระเด่นบุษบา ทรงโฉมโสภาสักเพียงไร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ตำมะหงงเสนาผู้ใหญ่
บาดหมายทั่วทั้งเวียงชัย พนักงานของใครก็ตรวจตรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ ขุนช้างผูกช้างระวางต้น สอดสายรัตคนผ่านหน้า
ควาญหมอประจำตัวคชา ล้วนเคยอาสาสงคราม
ขุนม้าผูกม้าพลาหก ผันผกว่องไวในสนาม
ทหารขี่สีเสื้อน้ำเงินงาม ถือทวนพู่จามรีแดง
ขุนรถตรวจเตรียมรัถา อาชาเทียมชักเข้มแข็ง
สารถีขี่ขับเรี่ยวแรง รถประเทียบตามตำแหน่งพระกำนัล
ขุนพลจัดพลพร้อมหน้า กายากำยำล่ำสัน
ถือสาตราวุธครบครัน คอยท่าทรงธรรม์จรลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวกุเรปันเรืองศรี
ครั้นอุทัยไขส่องธาตรี ก็เข้าที่สระสนานสำราญกาย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ เสร็จสรงแล้วทรงพระสุคนธ์ พนักงานเครื่องต้นตั้งถวาย
สอดสนับเพลาริ้วทองพราย เชิงงอนงามปลายสะบัดพริ้ง
ทรงภูษาพื้นม่วงดวงดอก รูปเทพนมนอกนรสิงห์
ฉลององค์ตาดเงินงามจริง ชายไหวไหวกิ่งกระหนกแนม
สร้อยสังวาลบานพับเพชรพวง ทับทรวงจำหลักลายปลายแหลม
ทองกรแก้วอร่ามพุกามแกม แววแวมธำมรงค์ร่วงรุ้ง
ทัดกรรเจียกแก้วแววฟ้า ทรงชฎาห้ายอดสอดสะดุ้ง
ห้อยอุบะตันหยงส่งกลิ่นฟุ้ง กุมกริชเรืองรุ่งฤทธิรอน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ใส่ฉลองพระบาทยาตรา ชวนห้ามเหสีสายสมร
มาทรงรถแก้วงามงอน เคลื่อนพลนิกรจรจรัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยราชรถทรง กำกงวงเวียนเหียนหัน
เทียมสินธพชาติชาญฉกรรจ์ ผาดผันเผ่นผยองว่องไว
งามแปลกแอกอ่อนงอนระหง ลมชายปลายธงสะบัดไหว
บุษบกกระหนกกระหนาบใน บัลลังก์กระจังใจจินดาแดง
เครื่องสูงคู่เคียงเรียงราย บังแทรกชุมสายพรายแสง
มยุรฉัตรพัดโบกใบแพลง ธงเทียวเขียวแดงดาษดง
สังข์แตรแซ่เสียงฆ้องกลอง กึกก้องสั่นในไพรระหง
ทหารแห่แต่ล้วนอาจอง เดินเคียงรถทรงภูมี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กลองโยน

ร่าย

๏ รถประไหมสุหรีศรีโสภา แล้วมาถึงรถมะเดหวี
กับระเด่นวิยะดานารี สองศรีทรงรถอันเดียวกัน
รถสามมเหสีเรียงเรียบ รถประเทียบสุรางค์นางสาวสรรค์
ช้างม้าอึงอัดอารัญ เร่งร้นพลขันธ์บทจร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

ชมดง

๏ เดินทางตามหว่างพนมมาศ สำราญราชหฤทัยสโมสร
ชมหมู่ปักษาทิชากร บ้างร้องร่อนร่ายไม้ไปมา
ไก่ฟ้าจับกาฝากแฝง เหยี่ยวจิกเหยื่อแย่งบนเวหา
แก้วจับเกดกินบินร่อนรา ฝูงกระสาจับกระสังรังเรียง
กระทุงทองลงท่องในท้องธาร กระเหว่าจับกระวานประสานเสียง
กาลิงจับกิ่งกาหลงเมียง นกเอี้ยงจับเอื้องชำเลืองดู
กระลุมพูจู่จับกระลำพัก เขาไฟไข่ฟักฟุบอยู่
ยางย่องมองมาริมสินธู ปักหลักปีกลู่ลงกินปลา
พลางชมนกไม้ที่ในดง ฝูงอนงค์กำนัลก็หรรษา
บ้างชี้บ้างชมภิรมยา ไปตามมรคาพนาลัย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ แรมรอนนอนในไพรสาณฑ์ ล่วงด่านดาหากรุงใหญ่
ให้หยุดรี้พลสกลไกร ตั้งพลับพลาชัยริมบุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวดาหาสุริย์วงศ์เรืองศรี
รู้ว่าพระเชษฐาธิบดี ภูมีมาถึงพารา
จึงตรัสชวนห้ามเหสี กับพระบุตรีโอรสา
เข้าที่สระสรงคงคา ทรงเครื่องรจนาพรายพรรณ
ครั้นเสร็จเสด็จบทจร ภูธรมาทรงอุสงหงัน
มเหสีกับพระบุตรีนั้น ทรงวอสุวรรณรูจี
สาวสุรางค์นางในพนักงาน บ้างเชิญเครื่องอานพานพระศรี
สียะตรากับระเด่นมนตรี สององค์ทรงขี่อาชาไนย
พี่เลี้ยงเสนากิดาหยัน แห่แหนแน่นนันต์มาไสว
เสด็จโดยมรคาคลาไคล ออกไปยังนอกธานี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงขึ้นบนพลับพลา บังคมพระเชษฐาเรืองศรี
ทั้งห้าอัคเรศเทวี ต่างองค์อัญชลีพระราชา
แล้วเรียกอะหนะทั้งสองนั้น มาอภิวันท์องค์ศรีปัตหรา
ประไหมสุหรีดาหาวนิดา ก็ไหว้องค์กัลยาพี่นาง
ที่จะรื่นเริงบันเทิงจิต ถ้อยที่ถ้อยคิดอางขนาง
แต่พักตร์แย้มยิ้มเปรมปราง ต่างองค์ต่างข้องหมองใจ
อันพระมเหสีทั้งสี่นั้น บังคมคัลกันตามน้อยใหญ่
อิเหนากุเรปันชาญชัย บังคมไหว้บิตุรงค์ทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวกุเรปันรังสรรค์
เห็นโฉมนัดดาลาวัณย์ ทรงเบญจกัลยาณี
นี่หรือชื่อระเด่นบุษบา ล้ำเลิศลักขณาราศี
งามจริงพริ้งพร้อมทั้งอินทรีย์ ภูมีคิดแค้นแสนเสียดาย
กุมารนี้หรือชื่อสียะตรา ซึ่งเป็นอนุชาโฉมฉาย
ขนงเนตรเพราคมสมชาย ทั้งสองงามละม้ายคล้ายกัน
แล้วพิศพักตร์โอรสภูวเรศ เห็นเทวษเศร้าสร้อยโศกศัลย์
อิเหนานี้น่าจะมีทุกข์ครัน ทรงธรรม์ไม่ตรัสประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีคิดพิสมัย
เห็นโฉมบุษบายาใจ หฤทัยยินดีปรีดา
อันความวิปโยคโศกเศร้า ค่อยบรรเทาซึ่งโทมนัสสา
ลืมกลัวพระองค์ทรงนครา เวียนชายนัยนาดูเทวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบามารศรี
อุ้มองค์วิยะดากุมารี เทวีเชยชมภิรมย์ใจ
กอดจูบรับขวัญด้วยความรัก พิศพักตร์นวลละอองผ่องใส
ยกทูนเกศเกล้าอรไท ทรามวัยถ้อยทีรักกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวดาหาสุริย์วงศ์รังสรรค์
จึงทูลพระเชษฐาทรงธรรม์ ขอเชิญจรจรัลเข้ากรุงไกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวกุเรปันเป็นใหญ่
ได้ฟังชื่นชมภิรมย์ใจ ภูวไนยเสด็จมาทรงรถ
พระประเทียบทั้งสองพารา สาวสรรค์เสนาก็มาหมด
องค์ท้าวดาหาเรืองยศ ทรงเสลี่ยงเคียงรถเข้าบุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงเกยชาลาหน้าปราสาท ท้าวกุเรปันราชเรืองศรี
เสด็จจากรถรัตน์รูจี พร้อมพระมเหสีทรามวัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวดาหาประนมบังคมไหว้
ทูลเชิญพระเชษฐาให้คลาไคล เข้าในปราสาทรจนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวกุเรปันนาถา
จึงมีพจนารถประภาษมา ปราศรัยอนุชาทันใด
เจ้าค่อยเป็นสุขสถาวร นิราศโศกโรคร้อนหรือไฉน
ทั้งเสนีรี้พลสกลไกร สำราญใจอยู่หรือทั้งธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวดาหาเรืองศรี
จึงนบนอบตอบราชวาที โรคภัยไม่มีมาแผ้วพาน
แต่เดือนก่อนร้อนใจด้วยไพริน บัดนี้ก็เสร็จสิ้นแตกฉาน
อยู่เย็นเป็นสุขสำราญ ประชาชนชื่นบานทั้งเวียงชัย
ซึ่งพระองค์เสด็จทางทุเรศ มาดีหรือมีเหตุเป็นไฉน
ไพร่ฟ้าประชากรร้อนใจ หรือปราศจากทุกข์ภัยบีฑา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวกุเรปันเชษฐา
จึงตรัสตอบพระอนุชา ไพร่พลพาราก็สำราญ
เดินทางมากลางพนาลี พร้อมหมู่โยธีทวยหาญ
เภทภัยสิ่งใดไม่แผ้วพาน จนถึงราชฐานธานี
สองกษัตริย์ตรัสสนทนากัน จนสุริยันเย็นยอแสงสี
สรงเสวยโภชนาสาลี ชมอะหนะกุมารีวิยะดา
มเหสีทั้งสองนคเรศ เฝ้าพระองค์ทรงเดชพร้อมหน้า
เสร็จแล้วต่างอัญชลีลา ไปห้องไสยาสถาวร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ ประไหมสุหรีดาหากุเรปัน บรรทมห้องเดียวกันสโมสร
มะเดหวีทั้งสองพระนคร บังอรร่วมห้องกันสององค์
ถัดนั้นสองมะโตโฉมตรู แล้วสองลิกูนวลหง
อันเหมาหลาหงีโฉมยง สององค์ไสยาในราตรี
บุษบาวิยะดาน้องนั้น บรรทมด้วยกันทั้งสองศรี
ต่างภิรมย์ชมชวนพาที ที่ในแท่นที่ศรีไสยา
อิเหนากับสียะตราหนึ่งหรัด สองกษัตริย์บรรทมข้างหน้า
ทั้งสองพระองค์ทรงนครา ไสยาร่วมแท่นบรรทมใน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ ตระ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีศรีใส
ครั้นองค์อนุชาหลับไป พระมิได้สนิทนิทรา
จึงลอบเข้าไปแฝงฟัง ยังห้องสองศรีปัตหรา
ด้วยจะใคร่แจ้งใจในกิจจา สองกษัตริย์จะว่าประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวดาหาทรงภพสบสมัย
จึ่งทูลพระเชษฐาชาญชัย น้องจะให้ตั้งการสยุมพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวกุเรปันก็ผันผ่อน
กล่าวรสพจนาอันสุนทร ฟังคำพี่ก่อนจะเสียที
จรกาซึ่งจะมาร่วมวงศ์ ชั่วทั้งรูปทรงแลศักดิ์ศรี
ดังเอาปัดมาปนกับมณี ไม่ควรที่จะให้ครองกัน
ทั้งสุริย์วงศ์พงศ์เผ่าก็ต่ำกว่า จะเปรียบข้างพาราเขตขัณฑ์
กับเมืองขึ้นของเราก็เท่ากัน แม้นเป็นวงศ์เทวัญก็ตามที
ถึงสมบัติจะน้อยสักร้อยส่วน ก็ควรที่จะให้นางโฉมศรี
นี่ดังเจ้าแกล้งเอาบุตรี ไปทุ่มทิ้งเสียที่คงคาลัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวดาหาทูลแจ้งแถลงไข
น้องนี้ก็จำนงจงใจ จะให้ครองกันตามประเพณี
แต่หากบุญไม่เคยคู่กัน จึ่งบันดาลให้ชายเอาตัวหนี
ดังหงส์ไม่จงชลธี ราชสีห์หนีถ้ำสุรกาญจน์
เหมือนหมู่บุหรงทั้งปวง ไม่เห็นเป็นห่วงด้วยพฤกษาสาร
สำหรับที่จะได้อัประมาณ จึ่งบิดผันบันดาลไปทั้งนี้
ซึ่งพระตรัสตรึกตรองน้องก็เห็น แต่จำเป็นเหลือจะรับใส่เกศี
จะคิดอาลัยไปไยมี ตามทีวาสนาไม่เคียงควร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวกุเรปันปั่นป่วน
จึ่งตรัสตอบความตามขบวน ซึ่งอิเหนาหักหวนไปครั้งนี้
เพราะไม่ได้เห็นอะหนะบุษบา อันทรงโฉมโสภาประไพศรี
จึงไปเลี้ยงจินตะหราวาตี สำคัญว่าดีแต่โดยใจ
ประสาเด็กได้ภิรมย์สมหวัง ก็คลุ้มคลั่งพิศวงหลงใหล
บัดนี้น่าจะทุกข์ฉุกฤทัย หาไม่ก็จะคืนกุเรปัน
ด้วยตัวได้ทำความผิด สุดที่จะคิดผ่อนผัน
พี่เห็นเศร้าศรีฉวีวรรณ น่าจะคร่ำครวญครันด้วยเสียใจ
จนผอมผิดรูปซูบทรงนัก ผิวพักตร์มัวคล้ำดำไหม้
กับเมื่อแรกมาถึงเวียงชัย เจ้าเห็นเป็นกระไรอนุชา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวดาหาทูลตอบพระเชษฐา
น้องก็แจ้งในทีกิริยา แต่ได้ออกวาจาก็จนใจ
เมื่อไปเลี้ยงจินตะหราวาตี ในหมันหยาธานีกรุงใหญ่
ได้อายประชาชนเป็นพ้นไป จึ่งออกวาจาไว้แต่นั้นมา
ว่าใครขอก็จะให้ดังประสงค์ ไม่เสียดายสุริย์วงศ์อสัญหยา
พอจรกามากล่าวกัลยา สมดังปรารถนาก็อวยไป
ครั้นเห็นอิเหนาก็เอ็นดู แต่มิรู้ทีจะทำเป็นไฉน
ครั้นจะคืนวาจาก็อายใจ ด้วยได้ให้เขาแล้วก็จำจน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกุเรปันตอบอนุสนธิ์
ชะรอยกรรมจึ่งจำบันดาลดล สำหรับจะไม่พ้นอัประมาณ
ด้วยอิเหนาเมามัวชั่วนัก หาญหักไม่ฟังว่าขาน
รักแต่ต่ำช้าสาธารณ์ ไม่รักวงศ์วานของตัว
แต่ก่อนบห่อนจะขัดคำ ที่นี้หนำใจที่รักชั่ว
เสียดายนักศักดิ์เราจะหมองมัว ดังหงส์ไปกลั้วตระกูลกา
ข้างเจ้าจะคืนคำก็ไม่ได้ ข้างพี่ก็จนใจเป็นหนักหนา
ทั้งนี้ก็ตามแต่เวรา เราอย่าควรคิดให้เคืองกัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราตื่นขึ้นก็โศกศัลย์
ไม่เห็นพระพี่ในที่นั้น ก็จรจรัลเที่ยวหาทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พบองค์ก็ตรงเข้าส้วมกอด พลางพลอดทูลถามพระพี่
มานั่งอยู่ไยในราตรี จึ่งยังไม่เข้าที่ไสยา
ว่าพลางฉุดไปให้บรรทม กอดเกี่ยวเกลียวกลมหรรษา
แล้วซักไซ้ไถ่ถามไปมา พระเชษฐาไปนั่งอยู่ไย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระทรงโฉมประโลมพิสมัย
จึงบอกว่าพี่ไม่สบายใจ ให้หนาวเหน็บไปทั้งอินทรีย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราหนึ่งหรัดเรืองศรี
เอาผ้ามาซ้อนทรงให้ทันที คลุมไปจนที่พระบาทา
อีกทั้งองค์ก็ขึ้นทับ แล้วกลับกอดซ้ายกอดขวา
อุ่นแล้วหรือยังพระพี่ยา จงบอกน้องมาให้แจ้งใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเฉลยไข
แม้นได้ผ้ารอยทรงองค์อรไท มาห่มให้พี่จึงจะค่อยคลาย
ถึงจะห่มผ้าอื่นสักเท่าไร แล้วจะซ้ำผิงไฟก็ไม่หาย
ด้วยเย็นทั้งนอกกายในกาย ต่อคลายพี่จึงจะนิทรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราหนึ่งหรัดขนิษฐา
รับสั่งบังคมพระพี่ยา ก็วิ่งมาทางห้องพระชนนี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ใครจะถามจะเรียกก็ไม่หยุด สะดุดนางกำนัลสาวศรี
ตรงเข้าห้องสุวรรณทันที อัญชลีพี่นางทันใด
ทูลว่าน้องยืมสไบทรง ไม่ช้าจะมาส่งคืนให้
ว่าพลางชักผ้าจะพาไป นางบุษบาชิงไว้มิให้มา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นวลนางบาหยันเสนหา
หยิบผ้ามาถวายพระอนุชา จะปลอบว่าเท่าไรก็ไม่เอา
จนยกมาตั้งให้ทั้งพาน พระกุมารเมินเสียด้วยรู้เท่า
ก็ไม่วางผ้าทรงนงเยาว์ แต่เฝ้าฉุดชิงอยู่ไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระเด่นวิยะดาเสนหา
ครั้นฟื้นตื่นจากนิทรา เห็นพี่นางพี่ยาชิงผ้ากัน
ให้กลุ้มกลัดขัดใจเป็นพ้นนัก นงลักษณ์ลุกขึ้นขมีขมัน
เข้าหยิกตีพระพี่ยาพลัน ข่มเหงพี่นางนั้นด้วยอันใด
ว่าพลางเข้าช่วยแย่งยุด ชิงฉุดเอาผ้านั้นมาได้
สียะตราหนึ่งหรัดขัดแค้นใจ ก็ร้องไห้กลิ้งเกลือกไปมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น องค์มะเดหวีดาหา
ได้ยินเสียงพระกุมารโศกา ก็ร้องว่ามาทันที
กลัวผ้าจะหรอไปหรือไร จึงให้น้องร้องไห้อึงมี่
ไม่รู้หรือว่าสองพระภูมี เข้าที่บรรทมอยู่ด้วยกัน
ว่าพลางเสด็จลีลาศ จากอาสน์พรรณรายฉายฉัน
กรายกรย่างเยื้องจรจรัล ไปห้องสุวรรณนางโฉมตรู ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึงว่าช่างไม่กลัวแต่สักนิด มิใช่ยังกะจิริดนักอยู่
ผิดชอบหนักเบาเจ้าย่อมรู้ เอ็นดูแม่จงให้อนุชา
ว่าพลางนางเปลื้องสไบทรง จากองค์พระบุตรีเสนหา
พระกุมารก็ช่วยพระมารดา ชิงผ้ามาได้ทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น สียะตราหนึ่งหรัดเรืองศรี
สรวลพลางทางว่ากล้าดี เมื่อกระนี้เป็นไรไม่ฉุดไว้
ฉวยได้ชายผ้าก็พาวิ่ง ถ้าดีจริงมาชิงไว้ให้ได้
พระชนนีสรวลสันต์สำราญใจ พระกุมารตรงไปยังพี่ยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ จึงถวายสไบไปให้ทรง แล้วกราบทูลองค์พระเชษฐา
ที่นี้ได้สมดังจินดา นิทราเสียเถิดให้สำราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเกษมศานต์
กอดจูบลูบชมพระกุมาร เสนหาซาบซ่านอินทรีย์
หอมกลิ่นสไบบางที่นางทรง ยิ่งคะนึงถึงองค์โฉมศรี
พระชมผ้านั้นต่างนางเทวี จึงค่อยคลี่คลายสบายใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองกษัตริย์ทรงภพสบสมัย
ครั้นรุ่งแรงแสงสุริโยทัย ก็ออกท้องพระโรงชัยฉับพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ พร้อมหมู่โหราพฤฒามาตย์ เฝ้าแหนโดยขนาดหลายหลั่น
เสนาดาหากุเรปัน อภิวันท์กราบงามสามลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์ทรงภพดาหา
จึงมีสีหนาทบัญชา ตรัสสั่งโหราทันที
จงหาศุภฤกษ์สถาผล มงคลวันวารดิถี
วันใดจะได้ฤกษ์ดี จะตั้งการพิธีวิวาห์การ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ขุนโหรรับราชบรรหาร
หยิบสมุดตำรับกับกระดาน มาเทียบทานหารคูณทันที
เสร็จแล้วประนมบังคมทูล พระผู้ผ่านไอศูรย์เรืองศรี
สามค่ำย่ำรุ่งราตรี ฤกษ์ดีศรีสวัสดิ์วัฒนา
เป็นกรรมของอิเหนากุเรปัน จะได้ทุกข์โศกศัลย์หนักหนา
ดลใจให้ขุนโหรา ที่ร้ายทายว่าเป็นดีไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวดาหาเป็นใหญ่
จึ่งสั่งเสนาทันใด เร่งให้หมายกำหนดคืนวัน
สั่งเสร็จเสด็จยุรยาตร จากอาสน์พรรณรายฉายฉัน
กับพระเชษฐากุเรปัน จรจรัลเข้าปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงเสนีบดีศรี
จึงบัตรหมายรายการพิธี กำหนดไปโดยมีพระบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวัญอสัญหยา
แจ้งว่าให้ตั้งการวิวาห์ พระราชาเพียงจะสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้าปี่

๏ ทอดองค์ลงกับที่บรรจถรณ์ เร่าร้อนฤทัยถึงโฉมศรี
โอ้ดวงดอกฟ้าสุมาลี ครั้งนี้กำหนดงานเห็นการจวน
ยอกรเบื้องซ้ายขึ้นก่ายพักตร์ สุดรักแสนเสียดายไม่หายหวน
นึกคะนึงถึงนางครางครวญ ทรงกำสรวลสะท้อนถอนใจ
อกเอ๋ยจะคิดไฉนดี จึงจะได้แก้วพี่มาพิสมัย
แต่เตือนเตือนก็เชือนเฉยไป เร่งแปลกเปลี่ยนใจเป็นพ้นคิด
ถึงมะเดหวีมิเมตตา อันจะเสียวาจาก็เห็นผิด
จะเตือนไปกว่าจะสุดฤทธิ์ มิสมคิดไม่อยู่ไยดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึงเรียกประสันตาเข้ามาสั่ง จงไปยังพี่เลี้ยงโฉมศรี
ให้เร่งทูลเตือนพระชนนี ว่าบัดนี้รับสั่งให้ตั้งการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาร้อนใจดังไฟผลาญ
รับสั่งแล้วกราบบทมาลย์ ลนลานไปยังทวารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ พอเห็นบาหยันแต่ไกล ไอให้เหลียวแล้วพยักหน้า
ครั้นถึงจึงแถลงแจ้งกิจจา โดยดังบัญชาพระภูมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นวลนางบาหยันสาวศรี
รับคำแล้วรีบจรลี ไปเฝ้ามะเดหวีทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ค่อยกระซิบทูลองค์นงลักษณ์ บัดนี้พระหลานรักพิสมัย
อาวรณ์ร้อนรนเป็นพ้นไป ใช้ให้ประสันตามาเตือน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น มะเดหวีร้อนใจใครจะเหมือน
แต่ล่อลวงนัดดาพาเชือน บิดเบือนเพี้ยนผัดมาหลายที
ครั้งนี้ก็เห็นจวนการ จะหน่วงนานไปอีกก็ใช่ที่
ครั้นแจ้งตามจริงไปบัดนี้ ระเด่นมนตรีจะเสียใจ
แต่นิ่งนึกตรึกไตรไปเป็นครู่ มิรู้ที่จะผ่อนผันแก้ไข
อกเอ๋ยจะทำประการใด ขัดสนจนใจเป็นพ้นนัก
จึงตรัสแก่บาหยันกัลยา ไปบอกประสันตาให้ประจักษ์
ซึ่งจะช่วยธุระหลานรัก สุดปัญญานักในครั้งนี้
แต่คอยคอยก็ไม่ได้ช่อง ซึ่งจะทูลละอองบทศรี
เจ้าจะคิดอ่านได้ฉันใดดี ก็ตามทีเถิดอย่าน้อยใจ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น บาหยันผู้มีอัชฌาสัย
รับพระเสาวนีย์อรไท ก็ออกไปยังที่ทวารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงจึงเล่าถ้วนถี่ มะเดหวีทุกข์ร้อนด้วยหนักหนา
อันจะช่วยนั้นสุดปัญญา ตามแต่ผ่านฟ้าจะคิดการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาครั้นได้ฟังสาร
ตกใจร้อนรนพ้นประมาณ ก็รีบลนลานมาทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงประณตบทเรศ ทูลเหตุจะแจ้งแถลงไข
มะเดหวีตัดมาไม่อาลัย จะคิดไปนั้นตามแต่ภูมี

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
ได้ฟังคั่งแค้นแสนทวี สลบลงกับที่บรรทม
รื้อระบายถ่ายถอนหฤทัย อกเอยทำไฉนจะได้สม
เห็นสุดรู้สุดฤทธิ์จะคิดชม เร่งร้อนอารมณ์ตรมใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้ปี่

๏ โอ้ว่าครานี้นะอกกู จะคงชีวิตอยู่อย่าสงสัย
แม้นว่าแต่งการกันวันใด จะกลั้นใจให้ม้วยมรณา
เมื่อได้ต้องถือถึงมือแล้ว กลิ่นแก้วยังติดนาสา
เนื้อนวลนวลแนบแอบอุรา ยังอุ่นอกพี่ยาไม่เว้นวาย
งามพักตร์งามโฉมประโลมจิต ยังติดเตือนตาอยู่ไม่รู้หาย
บุญใดได้ต้องประคองกาย บาปใดพรากสายสมรไกล
หรือปางก่อนเราเคยพรากสัตว์ ให้คู่เคล้าเขาพลัดหรือไฉน
เวรามาเตือนภูวไนย จึงพรากน้องไปให้จรกา
ฉุกใจได้คิดสิผิดนัก ไปพะวงหลงรักจินตะหรา
ประยูรหงส์ไม่จงเจตนา ไปหลงชมสกุลกาว่าดี
โอ้แสนเสียดายสายสวาท ไม่สมมาดหมายมิ่งมารศรี
จะอาลัยไยเล่าแก่ชีวี ชาตินี้มิได้ชิดสนิทนวล
พระไม่สรงเสวยกระยาหาร ทรมานหม่นไหม้ไห้หวน
ไม่ขึ้นเฝ้าเช้าค่ำแต่คร่ำครวญ พระทอดองค์ลงกำสรวลโศกา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯโอด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ระเด่นดาหยนวงศา
ทั้งระเด่นสังคามาระตา กับพี่เลี้ยงก็พากันเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงซึ่งห้องพระบรรทม ต่างถวายบังคมประนมไหว้
แล้ววิงวอนโลมเล้าเอาใจ เชิญให้เสวยโภชนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงทรงโทมนัสสา
จึงว่าเมื่อไม่สมดังจินดา จะกินโภชนาไปว่าไร
น้องจะใคร่กลั้นใจให้ดับจิต สุดคิดที่จะทนทานได้
อันความร้อนรนเป็นพ้นไป ดังนอนอยู่ในอัคคีกาฬ
หนักอกดังยกภูเขาหลวง มาทับทรวงให้แยกแตกฉาน
แม้นมาตรม้วยมุดสุดปราณ ก็ดีกว่าทรมานไม่สมคิด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นดาหยนผู้ร่วมจิต
จึงกราบทูลองค์พระทรงฤทธิ์ ถ้าพลั้งผิดจงทรงพระเมตตา
เชิญดำริตริการไปดูก่อน อย่าเพ่อรอนชีวังสังขาร์
มะเดหวีมิทูลพระราชา ผ่านฟ้าจงเสด็จขึ้นไป
ทูลพระบิตุเรศมารดร สองพระองค์ผันผ่อนเห็นจะได้
อันพระปิ่นดาหาเวียงชัย เห็นจะไม่แข็งขัดพจมาน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีจึ่งตอบสาร
พี่อย่าคิดไปให้ป่วยการ น้องไม่หาญทูลพระภูธร
ด้วยดำริแล้วถ้วนถี่ มิรู้ที่จะคิดผันผ่อน
เมื่อวันแรกเสด็จถึงนคร พระบรรทมบรรจถรณ์ร่วมกัน
น้องนอนอยู่ที่ข้างหน้า สองกษัตริย์ตรัสมาเป็นคำมั่น
ได้ยินอยู่สิ้นทุกสิ่งอัน พลางรำพันเล่าแถลงให้แจ้งใจ
ไม่เห็นที่จะได้ดังใจคิด สุดรู้สุดฤทธิ์จะแก้ไข
จะคงครองชีวิตไว้ไย ภูวไนยตรัสพลางทางโศกี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

โอ้ปี่

๏ เมื่อนั้น จึ่งองค์ระเด่นทั้งสองศรี
กับสี่พี่เลี้ยงผู้ภักดี กอดบาทภูมีเข้าโศกา
โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมเอ๋ย พระคุณเคยปกเกล้าเกศา
ดังหนึ่งบิตุเรศมารดา บำรุงเลี้ยงมาไม่มีภัย
จะหาไหนได้เหมือนพระปิ่นเกล้า ตายแล้วเกิดเล่าไม่หาได้
แม้นพระสู่สวรรค์วันใด จะพากันบรรลัยไปตาม
อันพระเดชเลื่องลือระบือยศ ปรากฏใต้ฟ้าย่อมเกรงขาม
เสียด้วยทรงเยาว์เบาความ เพราะเวราติดตามมาทัน
เผอิญให้องค์ศรีปัตหรา โกรธาตัดรอนไม่ผ่อนผัน
ว่าพลางโศกาจาบัลย์ พากันร่ำไรไปมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ บัดนั้น ฝ่ายเจ้าพนักงานถ้วนหน้า
ครั้นถึงวันตั้งการวิวาห์ ก็กะเกณฑ์ตรวจตราพร้อมกัน
โขนละครโหมโรงกึกก้อง ปรบไก่เทพทองคู่ขัน
ทั้งโมงครุ่มผาลาสารพัน เสียงฆ้องกล้องสนั่นทั้งกรุงไกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเร่งหม่นไหม้
ได้ยินเสียงฆ้องกลองก้องไป ยิ่งกลัดกลุ้มคลุ้มในวิญญาณ์
ทั้งอดโภชนามาหลายวัน กำลังนั้นก็ถอยลงหนักหนา
วาตะปะทะขึ้นมา พระราชาไม่รู้สมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น จึ่งองค์ระเด่นทั้งสองศรี
กับพี่เลี้ยงผู้ร่วมชีวี เห็นระเด่นมนตรีสลบไป
ต่างตกใจวุ่นวิ่งหา หมอนวดหมอยามาแก้ไข
บ้างบอกอาการไปข้างใน ทูลไทบิตุเรศมารดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น สองกษัตริย์สุริย์วงศ์นาถา
ครั้นแจ้งแห่งข่าวพระลูกยา ตกประหม่าไม่เป็นสมประดี
ทั้งราชตระกูลประยูรวงศ์ กับสี่องค์อัคเรศมเหสี
ต่างรีบเสด็จจรลี ลงไปยังที่พระโอรส ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ สองกษัตริย์นั่งแนบแอบองค์ สุริยวงศ์พร้อมพรั่งทั้งหมด
พิศพักตร์ลูกรักแล้วรันทด ให้ประกอบโอสถเป็นโกลา
หมอนวดก็เข้านวดฟั้น หมอยาช่วยกันพร้อมหน้า
แก้ไขเท่าไรไม่เคลื่อนคลา พระยอดฟ้าแน่นิ่งไม่ติงกาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ประไหมสุหรีกุเรปันขวัญหาย
คิดว่าโอรสาชีวาวาย ก็ทอดกายข้อนทรวงเข้าร่ำไร

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

โอ้

๏ โอ้ว่าลูกรักของแม่เอ๋ย ทรามเชยผู้ยอดพิสมัย
เลี้ยงเจ้ามาจนจำเริญวัย แม่มิให้มดไต่ไรตอม
เช้าค่ำบำรุงผดุงเจ้า ขวัญข้าวแม่สุดแสนถนอม
บัดนี้วงศาก็มาพร้อม ห้อมล้อมขวัญแม่ผู้ปลื้มใจ
พ่อไม่ผินพักตร์มาทักทาย ตายจากแม่แล้วหรือไฉน
มาทิ้งวิยะดาน้องไว้ หนีไปกระยาหงันชั้นฟ้า
มเหสีกุเรปันทั้งสี่ อีกประไหมสุหรีดาหา
ต่างองค์ก็ทรงโศกา ปิ้มว่าจะพินาศขาดใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเพียงตักษัย
ได้ยินแว่วเสียงโศกาลัย พระลืมนัยน์เนตรแลมา
เห็นสององค์ประไหมสุหรี อีกทั้งองค์ศรีปัตหรา
มเหสีทั้งสองพารา มานั่งล้อมโศการ่ำไร
พระค่อยเคลื่อนเลื่อนลุกพยุงองค์ มิใคร่จะดำรงพระกายได้
ยอกรอภิวันท์ทันใด แต่ยังไม่ออกโอษฐ์จำนรรจา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวกุเรปันนาถา
ครั้นเห็นอิเหนาลูกยา ค่อยคลายโรคาก็ยินดี
ชวนพระอนุชาทรงเดช กับองค์อัคเรศมเหสี
ยุรยาตรนาดกรจรลี มาปราสาทมณีรจนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพดาหา
จึ่งปรึกษามเหสีโสภา บัดนี้นัดดายาใจ
เห็นเศร้าโศกสลดระทดนัก จะตั้งการลูกรักกระไรได้
เอ็นดูหลานขวัญจะบรรลัย จำจะงดไว้ให้เคลื่อนคลาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ ตรัสพลางทางสั่งเสนี จงห้ามการพิธีทั้งหลาย
นัดดาป่วยไข้ไม่สบาย ให้หายแล้วจึงจะตั้งการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงรับราชบรรหาร
ออกมาสั่งทุกพนักงาน ให้งดการพระราชพิธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเรืองศรี
เข้าไปทูลระเด่นมนตรี ว่าบัดนี้ให้ห้ามสยุมพร
ซึ่งจะทรงโศกศัลย์อยู่นั้นไซร้ ใช่ที่จะได้ดวงสมร
จำจะคิดปลิดเปลื้องความร้อน ผันผ่อนด้วยกลอุบาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเฉิดฉาย
เห็นชอบระบอบบรรยาย พระค่อยเคลื่อนคลายโศกี
จึ่งว่าเจ้าว่านี้ชอบนัก พี่คิดว่าจะลักนางโฉมศรี
เจ้าจงอาสาพี่ครานี้ ไปดูที่เถื่อนถ้ำทุกตำบล
อย่าให้ใกล้ไกลกับดาหา ให้พ้นแดนไปมาสับสน
ท่าทางเลี้ยวลับชอบกล อย่าให้เห็นเป็นต้นทางไป
เราจะไว้นางที่นั่นก่อน จึ่งจะย้อนมาแก้สงสัย
แล้วพี่จะทูลลาคลาไคล ไปตามอรไทเทวี
อันห้องคูหาอาศัยนั้น ให้ทำด้วยสุวรรณมณีศรี
พวกโยธาจะไปทำถ้ำนี้ ดูที่ชำนิชำนาญงาน
ซึ่งจะเป็นนายกองสารวัด เลือกจัดพลเรือนแลทหาร
พลพี่หมื่นหนึ่งเห็นพอการ กับบริวารของเจ้าบรรจบกัน
ตรัสพลางทางเปลื้องสังวาลทรง ประทานองค์อนุชาเฉิดฉัน
พี่ให้เจ้าพลางเป็นรางวัล การนั้นให้แล้วในเดือนนี้ ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเรืองศรี
คำนับรับสั่งด้วยภักดี อัญชลีแล้วสนองพระวาจา
พระอย่าโทมนัสขัดข้อง ธุระนี้ไว้น้องจะอาสา
กว่าจะเสร็จสมถวิลจินดา มิให้เคืองบาทาพระภูมี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเกษมศรี
จึงสั่งพี่เลี้ยงผู้ภักดี จงกำชับโยธีทั้งปวงไป
ถ้าใครจะไถ่ถามหา ว่าสังคามาระตาไปไหน
จงบอกว่าลาคลาไคล กลับไปรับแพทย์ที่พารา
ด้วยมีหมอเมืองปักกะมาหงัน ผู้หนึ่งนั้นยิ่งยวดนักหนา
นับถือมาแต่พระอัยกา มนต์ยาเขาขลังกว่าทั้งเมือง
อันซึ่งโรคาเหมือนข้าเป็น ได้เคยเห็นแก้ไขปลดเปลื้อง
รักษารอดมาเนืองเนือง พี่บอกเขาตามเรื่องอย่างนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงประณตบทศรี
ทูลว่าพระคิดสนิทดี น่าที่จะสมอารมณ์คิด
ซึ่งจะมิให้แจ้งแพร่งพราย ข้าน้อยทั้งหลายจะป้องปิด
ด้วยแยบยลอุบายให้มิด มิให้รู้ว่าคิดทำการ
เชิญพระระงับดับโศกา สรงเสวยโภชนากระยาหาร
ทูลแล้วประณตบทมาลย์ มาเร่งรัดจัดทหารด้วยพลัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ เลือกล้วนชำนาญการช่าง รอบรู้ต่างต่างตัวขยัน
เครื่องมือสำหรับมือครบครัน เร่งรัดจัดสรรไว้พร้อมเพรียง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ขุนหมื่นนายไพร่ไม่หลีกเลี่ยง
จัดแจงหาบคอนผ่อนเสบียง ไม่ทันเที่ยงก็ยกยาตรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาขนิษฐา
ยอกรถวายบังคมลา กลับมาที่อยู่ทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นรุ่งเช้าก็เข้าที่สรง แต่งองค์ทรงเครื่องเรืองศรี
มาทรงสินธพพาชี ออกจากบุรีรีบจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นไปพบพวกพลที่ล่วงหน้า ก็พากันเที่ยวมาทุกสิงขร
เที่ยวดูคูหาพนาดร แรมนอนค้างคืนอยู่ในไพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

สระบุหร่ง

๏ มาพบถ้ำหนึ่งรโหฐาน เชิงชานดูชอบอัชฌาสัย
ท่าทางคดค้อมอ้อมไป ศิลาใหญ่ติดตั้งบังลับ
แลไปไม่เห็นเป็นคูหา ดังภูผาทั้งแท่งแกล้งปรับ
ที่ง้ำเงื้อมชะง่อนซ้อนซับ เลี้ยวลับชอบกลเป็นพ้นไป
ในคูหานั้นมีชั้นช่อง เปลวปล่องส่องแสงอุทัยไข
ศิลาย้อยดังห้อยพู่ไว้ น้ำใสไหลหยัดอยู่อัตรา
บ้างงามงอกดังดอกอัจกลับ ซ้อนสลับลายเล่ห์เลขา
พ่างพื้นรื่นราบจำเริญตา มีแผ่นศิลาเป็นบัลลังก์
พระเดินลดเลี้ยวเที่ยวชม ด้วยสมดังในฤทัยหวัง
แล้วเสด็จหยุดประทับยับยั้ง พลางสั่งให้ช่างถ่ายอย่างไว้ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ ชุบ

ร่าย

๏ แล้วสั่งพี่เลี้ยงให้กะเกณฑ์ ถางที่บริเวณป่าใหญ่
ตั้งแต่ปากถ้ำกำหนดไว้ ให้ได้ห้าเส้นเป็นขอบคัน
แล้วทำรถน้อยน้อยน่ารัก พอกำลังคนชักผายผัน
ทั้งมิ่งไม้ปลูกไว้ให้หลายพรรณ ให้เหมือนหนึ่งสะตาหมันในบุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงประณตบทศรี
รับสั่งแล้วรีบจรลี ออกมายังที่จะทำงาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เกณฑ์กันปันปักฉลากให้ นายไพร่พลเรือนแลทหาร
สารวัดนายหมวดตรวจการ ให้มีมีดพร้าขวานมาทุกนาย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นายมุลขุนหมื่นทั้งหลาย
ชิงหน้าที่ซึ่งไม่มีไม่ร้าย ทั้งบ่าวทั้งนายก็ช่วยกัน
บ้างถากบ้างถางบ้างตัดรอน บ้างขุดบ้างค่อนทอนบั่น
บ้างลิดก้านรานระฉะฟัน ตอนั้นให้รุมสุมไฟ
แล้วปราบราบรื่นพื้นทรายแดง ทั้งที่แจ้งที่ร่มไม้ใหญ่
เลือกสรรทุกพรรณมิ่งไม้ ที่ทรงดอกผลใบอรชร
มาปลูกลงไว้รายเรียบ เป็นระเบียบตามเชิงสิงขร
ร่มชิดมิดแสงทินกร หอมขจรตลบด้วยมาลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเรืองศรี
จึงเสด็จด้วยหมู่เสนี ไปตรวจตราหน้าที่ทั้งปวง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ให้ตั้งพลับพลาแลโรงช้าง ที่หว่างต้นไม้ใหญ่หลวง
สั่งพี่เลี้ยงเสนาทุกกระทรวง ให้หาห้วงแนวน้ำลำธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงคำนับรับบรรหาร
ออกมาสั่งสี่ตำรวจพนักงาน ตามบัญชาการพระภูธร
ปลูกตำหนักพลับพลาอาศัย ที่ต้นไทรใต้เงื้อมสิงขร
ร่มรังบังแสงทินกร ทรงดอกหอมขจรจับใจ
แล้วให้ถางทางไคลคลา ลงไปธารท่าธาราไหล
ครั้นเสร็จก็กลับเข้าไป ทูลให้จะแจ้งแห่งคดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเรืองศรี
ฟังพี่เลี้ยงทูลก็ยินดี จึงเสด็จจรลีดำเนินมา
เที่ยวดูเร่งรัดจัดการ คิดอ่านที่จะทำคูหา
ครั้นบ่ายชายแสงสุริยา ก็ตรงไปยังท่าท้องธาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

พระทอง

๏ ครั้นถึงพระจึงเสด็จลง ชุ่มแช่พระองค์สรงสนาน
กับพี่เลี้ยงเสนีบริวาร สำราญวิญญาณ์ในวารี
บ้างสาดซัดปัดมือยื้อยุดกัน สำรวลสรวลสันต์เกษมศรี
ผลัดกันเข้าสู้ชลธี วิ่งหนีล้อมไล่อลวน
น้ำนั้นดั้นดุพุพุ่ง เป็นละอองฟองฟุ้งดังฝอยฝน
บ้างดาดโดนโจนมาแต่เบื้องบน ไหลหลั่งถั่งล้นลงท้องธาร
แม้นสองกษัตราได้มาเห็น ประพาสเล่นแล้วลงสรงสนาน
จะได้เด็ดโกสุมที่ตูมบาน ประทานให้แก้วกัลยา
พระให้เก็บกรวดมณีสีต่างต่าง จะถวายกับอย่างคูหา
พลางชวนพี่เลี้ยงแลเสนา ลีลาเที่ยวประพาสหาดทราย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เพลง เจรจา

ร่าย

๏ สรงเสร็จเสด็จขึ้นจากธาร กิดาหยันยกพานภูษาถวาย
ผลัดสรงทรงสุคนธ์อบอาย กลิ่นขจายหอมฟุ้งจรุงใจ
แล้วกลับคืนมาสะตาหมัน ให้เร่งปลูกพรรณไม้ใหญ่
เอาเชือกชักปักปันจังหวะไว้ แล้วคลาไคลเข้าถ้ำทันที

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เที่ยวดูหมู่ช่างให้ทำการ ทุกสถานแห่งห้องคิรีศรี
พี่เลี้ยงกับองค์พระภูมี บัญชาชี้ติเตียนเปลี่ยนแปลง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ อันพื้นผาที่ฝาผนังนั้น หุ้มสุวรรณจำหลักลายทรายแสง
เป็นรูปสัตว์อัดเมียงพลิกแพลง บานทวารก้านแย่งประดับพลอย
เพดานดาวสุวรรณเป็นชั้นช่อง ประทีปทองชวาลาระย้าห้อย
แท่นแก้วกุดั่นบัลลังก์ลอย มีสายร้อยวิสูตรรูดวง
ฉากพับลับแลกระจกตั้ง คั่นฝาศิลาบังเป็นห้องสรง
เป็นพู่ห้อยย้อยหยัดวารีลง บ้างพุ่งตรงดังสายสุหร่ายริน
พระให้ทำอ่างทองรองธารา บุปผาลอยอบตลบกลิ่น
ที่ลาดลุ่มให้ทุ่มถมดิน พื้นดาดเงินสิ้นทั้งถ้ำนั้น
แม้นสองกษัตราได้มาชม จะปรีดาภิรมย์เกษมสันต์
บรรดาช่างพระให้รางวัล การนั้นเร่งรัดอยู่อัตรา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ ครั้นพระสุริยาอัสดง เลี้ยวลับพุ่มพงพฤกษา
เสด็จจากถ้ำทองรจนา ขึ้นยังพลับพลาพนาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

จระเข้หางยาว

๏ กิดาหยันหมอบกรานอยู่งานพัด พระบรรทมโสมนัสอยู่ในที่
บุหลั่นเลื่อนลอยฟ้าไม่ราคี รัศมีส่องสว่างดังกลางวัน
พระนิ่งนึกตรึกไตรไปมา ที่จะแต่งคูหาสะตาหมัน
ปานนี้พระองค์ทรงธรรม์ จะนับวันเคร่าคอยทุกเวลา
ครั้นเวลาล่วงเข้ายามดึกสงัด สงบเงียบเสียงสัตว์ทุกภาษา
วังเวงวิเวกวิญญาณ์ พระนิทราหลับไปในราตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

ร่าย

๏ บัดนั้น ฝ่ายเจ้าพนักงานทุกหน้าที่
เร่งกันทำการเป็นโกลี ทั้งในราตรีทิวาวัน
ที่แต่งถ้ำก็ทำไม่หยุดพัก ฉลุฉลักลายเลิศเฉิดฉัน
ที่ปลูกต้นไม้ในสวนนั้น เกณฑ์กันรดน้ำวุ่นวายไป
ที่ต้นไหนตายก็ให้ผลัด เร่งรัดกันหามาปลูกใหม่
ทำทั้งระแทะทองอำไพ ไว้ในสวนเสร็จดังบัญชา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาขนิษฐา
ไสยาสน์เหนืออาสน์อลงการ์ ในสุวรรณพลับพลารูจี
ครั้นดาวเดือนเลื่อนลับอับแสง อรุณแรงเรื่อเรืองรัศมี
บรรทมตื่นฟื้นฟังดนตรี ประโคมยามอึงมี่นี่นัน
ประสานเสียงสำเนียงดุเหว่าแว่ว ไก่แก้วกางปีกกระพือขัน
บุหรงร้องพร้องเพรียกไพรวัน ตื่นตาหากันทั้งดงดาน
น้ำค้างพร่างพรมพฤกษา เยือกเย็นกายาโยธาหาญ
พระพายรำเพยพัดพาน พากลิ่นสุมามาลย์ตลบมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ พระเสด็จจากแท่นบรรจง สระสรงทรงเครื่องโอ่อ่า
กรายกรกุมกริชฤทธา ออกนั่งยังหน้าพลับพลาชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงบังคมประนมไหว้
ทูลว่าอันการทั้งปวงไซร้ แล้วเสร็จโดยในพระบัญชา
เชิญเสด็จคืนเข้านคเรศ พระทรงเดชจะละห้อยคอยหา
แต่ยกออกจากพารา กำหนดมาครบเดือนในวันนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเรืองศรี
จึงสั่งพี่เลี้ยงผู้ภักดี พี่จงไปเก็บใบไม้มา
สุดแต่กินได้แล้วไม่เลือก ทั้งรากทั้งเปลือกพฤกษา
ประสมใส่ในหม้อให้เหมือนยา คอหม้อปิดตราประทับไว้
ลงยันต์ประจำทั้งสี่ทิศ ตองปิดแล้วไขว่เฉลวใส่
ธำมรงค์ผูกคอสามใบ ตีค่ายาไว้ห้าชั่งทอง
แล้วพี่จงแบ่งโยธา ไว้พิทักษ์รักษาคูหาห้อง
ภายนอกให้ระวังนั่งกอง อยู่ป้องกันภัยในไพรวัน
บรรดาเหล่าเฝ้าสวนให้พรวนดิน พฤกษาทั้งสิ้นในสวนขวัญ
แม้นตายจะเอาโทษทัณฑ์ จงกำชับกันทั้งไพร่นาย
อยาให้ใครเที่ยวไปมา พูดจากับคนทั้งหลาย
การนี้อย่าให้แพร่งพราย รู้เงาเงื่อนสายสิ่งใด ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงผู้มีอัชฌาสัย
รับสั่งพระอนุชาชาญชัย บังคมไหว้แล้วลามาทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงเกณฑ์พหลโยธา พันหนึ่งอยู่รักษาคิรีศรี
แล้วตั้งนายหมวดล้วนตัวดี สำหรับที่บัญชากิจการ
สั่งทั่วตัวนายทุกคน ให้กำชับพวกพลทวยหาญ
ตรวจตรารักษาอุทยาน โดยดังพจมานพระน้องยา
แล้วจัดพหลโยธี ตามที่ตำแหน่งซ้ายขวา
สำหรับจะกลับเข้าพารา เสร็จในเวลาทิวาวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเฉิดฉัน
ครั้นบ่ายชายแสงสุริยัน พรั่งพร้อมพลขันธ์โยธี
จึงเข้าที่สระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองด้วยดวงมณีศรี
ขึ้นทรงสินธพพาชี ออกจากคิรีรีบมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ พอสายัณห์ก็บรรลุถึง ยังซึ่งพระนครดาหา
ลงจากพาชีลีลา ตรงมาที่อยู่พระภูธร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ สั่งให้พี่เลี้ยงแบกพานยา นำหน้าภูวไนยไปก่อน
แล้วพระจึงค่อยบทจร เข้าไปชลีกรกับบาทา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์พงศ์อสัญแดหวา
ครั้นเห็นสังคามาระตา พระแย้มยิ้มปรีดาปราศรัยไป
น้องรักของพี่ผู้ร่วมจิต ยังเสร็จสมคิดหรือไฉน
เจ้าไปดีหรือมีเหตุภัย พี่ตั้งใจคอยท่าทุกนาที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเรืองศรี
นบนิ้วอภิวันท์อัญชลี สนองความตามมีพระบัญชา
พระอย่าทุกข์ทนหม่นไหม้ ทีนี้ได้สมดังปรารถนา
ทูลพลางถวายอย่างที่เขียนมา ชี้แจงทางท่าทุกประการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีใจหาญ
ชื่นชมภิรมย์สำราญ ซาบซ่านโสมนัสในหัททัย
ดังระเด่นสังคามาระตา เอาอำมฤตฟ้ามารดให้
ที่เจ็บป่วยก็คลายหายไป พระลุกนั่งขึ้นได้ด้วยยินดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาประณตบทศรี
ทูลว่ายาต้มขนานนี้ ขยันดีมีคุณพ้นกำลัง
ยังมิทันเสวยสักเวลา แต่ยกหม้อยาเข้ามาตั้ง
ก็เหือดหายคลายโรคที่รึงรัง เสด็จนั่งขึ้นได้ด้วยง่ายดาย
ดูเหมือนหนึ่งไม่ประชวรนัก ไม่พักพยาบาลก็พลันหาย
ชีวิตเราทั้งนี้จะรอดตาย ด้วยกลิ่นอายยาทิพย์พระน้องยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวัญหรรษา
ยิ้มแล้วจึงกล่าววาจา แต่ประสันตานิ่งมาช้านาน
เห็นจะอัดอั้นใจไหม้หมก ดังอกจะแยกแตกฉาน
พึ่งได้คายพิษค่อยสำราญ คนอะไรสามานย์เช่นนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเรืองศรี
จึงทูลไปด้วยใจภักดี พระรักษาอินทรีย์ให้เคลื่อนคลาย
แล้วเสด็จขึ้นเฝ้าภูวไนย ทูลให้ตั้งการนางโฉมฉาย
เห็นจะสิ้นถวิลยินร้าย อย่าให้คนทั้งหลายสงกา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวัญอสัญหยา
แต่ประชวรอยู่กว่าเดือนมา พระมิได้ลีลาไปแห่งใด
อันข้อพระบาทนั้นปลกเปลี้ย เพลียไปไม่ย่างดำเนินได้
จึงสั่งให้ปลูกราวขึ้นไว้ พระยุดราวเดินไปเดินมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โล้ เจรจา

๏ ทั้งหยูกยาอยู่งานนวดฟั้น กลางคืนกลางวันเร่งรักษา
ทั้งสรงทั้งเสวยโภชนา สักห้าหกวันก็บรรเทา
ยังไม่ปรกติเหมือนแต่หลัง พระสั่งจะเสด็จขึ้นไปเฝ้า
จึงทรงอุสงหงันอันเพริศเพรา เสด็จเข้าไปยังวังใน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงหยุดเสลี่ยงลง พระเดินดำรงองค์มิใคร่ไหว
เข้าในพระโรงคัลทันใด บังคมไหว้สองกษัตริย์ธิบดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวกุเรปันเรืองศรี
เห็นพระโอรสร่วมชีวี ภูมีปราศรัยด้วยความรัก
พ่อเห็นโรคาอาการ ครั้งนี้เจ้าพานจะป่วยหนัก
ซูบผอมวิปริตผิดพักตร์ ไม่เห็นเลยว่าจักหายพลัน
เป็นเดชะบุญเจ้าหนักหนา ฟังยาเมืองปักกะมาหงัน
พระสั่งให้ประทานรางวัล ยาเขากวดขันเป็นพ้นไป
ลูกยาอย่าเพ่อขึ้นมาก่อน โรคร้อนจะกำเริบมาใหม่
สั่งเสร็จเสด็จคลาไคล เข้าในห้องที่ศรีไสยา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงวงศ์อสัญแดหวา
เสด็จจากพระโรงรัตนา กลับมาที่อยู่พระภูมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ แต่ไม่ขึ้นเฝ้าเป็นหลายวัน พระทรงธรรม์คะนึงถึงโฉมศรี
ได้ชมแต่สไบบางต่างเทวี ค่อยคลายคลี่อาวรณ์ร้อนฤทัย
พระตรึกตรองโดยอุบายสายสน เล่ห์กลที่จะลักเห็นจักได้
จึงสั่งให้ผูกอาชาไนย ทรงไปเฝ้าสองกษัตรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงพระโรงรัตน์รูจี เสนีเฝ้าแหนอยู่แน่นหนา
พระเข้าไปบังคมคัลวันทา แลดูท้าวดาหาฤทธิไกร
พระองค์ได้เคืองบทเรศ ต้องงดการเป็นเหตุเพราะหลานไข้
บัดนี้ค่อยคลายสบายใจ ขอให้หาฤกษ์ตั้งการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ศรีปัตหราได้ฟังสาร
ยิ้มแล้วจึ่งกล่าวพจมาน อันอะหนะว่าขานทั้งนี้
จะจริงจังดังนั้นหรือฉันใด ครั้นจะให้ตั้งการภิเษกศรี
แล้วโรคาจะกลับยายี จะต้องเลิกพิธีเป็นสองครา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีโอรสา
ได้ฟังพระราชบัญชา ก้มหน้ายิ้มแล้วก็ทูลไป
บัดนี้กรุงกษัตริย์ทุกเขตขัณฑ์ มาพร้อมกันจะทำการใหญ่
จะขัดสนอาหารกันดารไป ไพร่ฟ้าจะได้เดือดร้อน
อันซึ่งโรคนั้นค่อยบรรเทา พระปิ่นเกล้าจงคิดผันผ่อน
ขอให้ตั้งการสยุมพร เสร็จแล้วจะได้จรไปพารา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น กรุงกษัตริย์ซึ่งเฝ้าอยู่พร้อมหน้า
ทั้งอำมาตย์หมู่ราชเสนา ฟังว่าก็อัศจรรย์ใจ
ด้วยถ้อยคำระเด่นมนตรี เห็นผิดท่วงทีน่าสงสัย
ต่างฉงนสนเท่ห์เป็นพ้นไป เหตุไฉนจึ่งทูลดังนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวดาหาสุริย์วงศ์เรืองศรี
จึงตรัสสั่งโหราธิบดี ให้หาฤกษ์พิธีวิวาห์การ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ขุนโหรรับราชบรรหาร
คูณควณตามทำเนียบเทียบทาน โดยวารศุภฤกษ์เวลา
ด้วยระตูใช่คู่นางโฉมยง เผอิญองค์ปะตาระกาหลา
ดลใจให้ขุนโหรา ฤกษ์ร้ายทายว่าเป็นวันดี
แล้วประนมก้มเกล้ากราบทูล นเรนทร์สูรปิ่นภพเรืองศรี
อันซึ่งฤกษ์ราชพิธี ยังสามราตรีดีนัก ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวดาหาสุริย์วงศ์ทรงศักดิ์
จึงสั่งให้ตั้งการลูกรัก ตามลักษณะฤกษ์เวลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงรับสั่งใส่เกศา
ออกจากพระโรงรจนา มาสั่งตามบัญชาพระภูมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
จึงทูลสองกษัตริย์ธิบดี พรุ่งนี้ขอถวายบังคมลา
ไปตั้งทัพแรมอยู่ในไพร ล่าไล่มฤคแลปักษา
มาถวายกว่าจะเสร็จการวิวาห์ จึ่งจะกลับเข้ามายังธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองกษัตริย์สุริย์วงศ์เรืองศรี
คิดเห็นว่าระเด่นมนตรี จะแกล้งหนีไปป่าให้พาใจ
พระมิได้ทานทัดตรัสห้าม เจ้าจะไปก็ตามอัชฌาสัย
แต่อย่าควบขับอาชาไนย ให้แต่ทหารไล่มฤคี
สั่งเสร็จเสด็จเข้ามา ยังปราสาทรัตนาเรืองศรี
ทุกกรุงกษัตริย์ก็ยินดี อัญชลีแล้วกลับไปพลับพลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีก็หรรษา
พระเสด็จยุรยาตรคลาดคลา กลับมาเข้าห้องบรรทมใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งเรียกระเด่นทั้งสองศรี กับพี่เลี้ยงทั้งสี่เข้ามาใกล้
จึ่งแจ้งความตามที่ดำริไว้ เราจะไปอยู่ยังอรัญวา
เมื่อวันจะเข้าลักนางนั้น จงเกณฑ์พวกพลขันธ์อาสา
ให้ครบสามหมื่นโดยตรา มีเครื่องสรรพาวุธทั้งปวง
ไปทางกะหมังกุหนิงก่อน แล้วย้อนมาล้อมเมืองหลวง
ให้หมู่ทหารทุกกระทรวง ร้องเป็นคำลวงชาวบุรี
ถ้าได้ทีให้ตีกลองศึก โห่ร้องก้องกึกอึงมี่
ระดมยิงปืนไฟเป็นโกลี ทำทีดังจะเข้าชิงชัย
แล้วจึ่งให้ร้องก้องประกาศ อย่าให้ราษฎรสงสัย
ดังไพรีที่แตกหนีไป ผูกใจมาทำอหังการ์
อันตัวระเด่นดาหยน จงคุมพวกพลอาสา
อยู่ทำการใหญ่ในพารา พี่อย่าเพ่อตามน้องออกไปไพร
อย่าเดินมาเดินไปให้ใครเห็น ทำเป็นพิกลดังคนไข้
ครั้นถึงวันสัญญาเมื่อไร จึ่งรายพลไว้ทุกโรงงาน
ถ้าได้ยินเสียงกลองแลเสียงปืน ชาวเมืองก็จะตื่นแตกฉาน
แม้นเห็นพลกล่นเกลื่อนไปจับการ ให้ทหารเราปลอมเข้าจุดไฟ
สิ้นทุกโรงงานมหรสพ แล้วหลีกหลบอย่าให้เขาจับได้
พี่เลือกในที่เคยไว้ใจ กำชับกันให้จงทุกคน
ข้าจะแต่งตัวปลอมเป็นจรกา เข้าหานางเมื่อเวลาสับสน
ว่าจะพาหนีไฟไปให้พ้น พี่จะเห็นเล่ห์กลฉันใดดี ฯ

ฯ ๒๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น สองระเด่นสุริย์วงศ์เรืองศรี
จึ่งทูลว่าอันพระดำรินี้ ข้าน้อยเห็นดีทุกประการ
จะเสด็จปัจฉิมยามเวลา จะเร่งรัดโยธาทวยหาญ
ทูลแล้วประณตบทมาลย์ ออกมาตรวจการพร้อมกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ เจรจา

ช้างประสานงา

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเฉิดฉัน
ในจิตให้คิดผูกพัน ที่จะไปอรัญวาลัย
แต่ปฐมยามก็ไสยาสน์ สำราญราชภิรมย์ผ่องใส
ตรึกตราอยู่ที่จะคลาไคล ไม่หลับเลยจนได้เวลากาล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นนาฬิกาย่ำยามสอง สนั่นเสียงพาทย์ฆ้องประโคมขาน
เสด็จจากแท่นรัตน์ชัชวาล เข้าที่สรงสนานสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ทรงขันสุวรรณตักวารีรด น้ำดอกไม้ใสสดเกสร
เสด็จทรงสุคนธ์กลิ่นขจร สนับเพลาเชิงงอนงามทรง
ภูษาลายชายช่อสามชั้น เขียนสุวรรณไว้วางหางหงส์
ห้อยหน้าตาดทองฉลององค์ เจียระบาดบรรจงครุยแครง
ทองกรพาหุรัดตรัสเตร็จ สังวาลเพชรประดับระยับแสง
ทับทรวงดวงกุดั่นจินดาแดง ตาบทิศพิศแพลงงามพลอย
ทรงธำมรงค์เพชรมงกุฎแก้ว กรรเจียกจอนพรายแพร้วอุบะห้อย
กุมกริชฤทธิไกรใช่น้อย แล้วคลาดคล้อยมาขึ้นมโนมัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

โทน

๏ ม้าเอยม้าทรง สินธพชาติอาจองสูงใหญ่
เยื้องอกยกเท้าว่องไว ดังไกรสรสีหราชจรลี
ม้วนข้อย่อท้ายเป็นทีร่ำ ถูกน้อยซอยย่ำอยู่กับที่
ผูกเครื่องเรืองรัตน์รูจี ห้อยพู่จามรีพรายพรรณ
อันม้าแซงนั้นพวกอาสา ม้าทหารแห่หน้าแข็งขัน
ม้าพี่เลี้ยงเคียงม้าพระทรงธรรม์ แล้วม้ากิดาหยันตามไป
สังคามาระตาเป็นม้านำ ทางถ้ำแดนดงไม่หลงใหล
หน้าหลังคั่งคนคบไฟ ส่องสว่างมาในไพรพง ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

สามไม้

๏ พระวิโยคโศกเศร้าเปล่าเปลี่ยว ดังมาเดียวลิ่งโลดตะลึงหลง
จนสายถือที่พระหัตถ์ก็พลัดลง จึงค่อยคงคืนสมประดีดาล
กระจ่างแจ้งแสงเทียนโคมส่อง เหมือนเมื่อน้องเสี่ยงเทียนอธิษฐาน
ลมพัดเพลิงดับอนธการ ประมาณเหมือนต้อนค้างคาวดับไฟ
กลิ่นลำดวนหวนหอมเหมือนกลิ่นเจ้า ที่คลึงเคล้าชมชิดยังคิดได้
เดือนดับลับเมฆมืดไป เหมือนมืดในวิหารบนคิรี
แว่วเสียงสำเนียงดุเหว่าร้อง เหมือนเสียงน้องร้องทูลมะเดหวี
วังเวงใจในเวลาราตรี จนแสงทองส่องศรีสว่างฟ้า ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ม้าย่อง

๏ ไก่ขันกระชั้นฉ่ำเฉื่อย บุหรงเรื่อยร้องรับจับพฤกษา
เห็นนางนวลนึกนวลวนิดา นวลพักตราน้องละอองนวล
เบญจวรรณเหมือนวันเมื่อเข้าเฝ้า ได้เห็นเจ้าต้องใจฤทัยหวน
นกกะแลแลลับพี่ขับครวญ แลตามทรามสงวนจนลับตา
กระลุมพูจับเจ่าที่เขาใหญ่ เหมือนเมื่อไปใช้บนบนภูผา
แอ่นเคล้าเคล้าคู่บินมา เหมือนเคล้าเคียงกัลยาประคองพาน
จากพรากจากรังเร่ร้อง เหมือนจากน้องมาในไพรสาณฑ์
ครวญคะนึงถึงยอดเยาวมาลย์ พลางเร่งทวยหาญคลาไคล ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ จนสายแสงสุริย์ศรีรวีวร ไม่หยุดหย่อนรีบมาในป่าใหญ่
จึงถามพระอนุชาผู้ร่วมใจ ยังเท่าไรจะถึงซึ่งคิรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเรืองศรี
จึงบังคมทูลพลันทันที ยังโยชน์หนึ่งจะถึงที่ทำไว้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระทรงโฉมประโลมพิสมัย
ได้ฟังพระอนุชายาใจ ก็ขับอาชาไนยรีบจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ยังทางพอเต็มพักม้า จะไปปากคูหาสิงขร
ถึงป่าชัฏชายพงดงดอน สั่งให้หยุดนิกรโยธี
แล้วจึงกล่าวรสพจนารถ สั่งพี่เลี้ยงราชทั้งสี่
ที่นี่เห็นชอบกลดี จงตั้งที่ประทับพลับพลาชัย
จะอาศัยอยู่นี่เป็นที่มั่น พี่เกณฑ์กันให้เอาใจใส่
เมื่อจะไปยังถ้ำที่ทำไว้ เราจะไปแต่สี่สิบม้า ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงประนมก้มเกศา
รับสั่งภูวไนยแล้วไคลคลา ออกมานั่งใต้ต้นไทรพลัน​ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึงสั่งนายกองทั้งสี่ เร่งรัดบัดนี้ขมีขมัน
ตั้งตำหนักพลับพลาในอารัญ ให้แล้วทันบัญชาอย่าช้าการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น นายกองตัวดีทั้งสี่ด้าน
รับคำพี่เลี้ยงแล้วลนลาน มาเร่งกันทำการวุ่นไป
บ้างถากเสาเกลาไม้กรองคา ปลูกตำหนักพลับพลาที่อาศัย
ทำเฉลียงเคียงติดกับต้นไม้ ระบัดใบบังแสงสุริยัน
หลังคาดาดแดงแผงเพดาน ผูกม่านทอดที่มู่ลี่กั้น
ที่สรงที่เสวยเกยสุวรรณ ทิมที่กิดาหยันเสนี
มีเพิงพลเรียงรอบขอบค่าย โรงรายริมทางหว่างวิถี
แทบใกล้ธารท่าวารี เสร็จโดยดังมีพระบัญชา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงผู้มียศถา
ครั้นสำเร็จเสร็จสรรพที่พลับพลา แล้วสั่งเสนาข้าราชการ
จงกะเกณฑ์กันทุกหมู่หมวด ให้ตรวจตรารี้พลทวยหาญ
วางกองป้องกันภัยพาล ตั้งด่านร้านเพลิงรายไป
ให้มีนายหมู่หมวดกวดขัน ช่วยกันระวังเอาใจใส่
ไม่เหมือนครั้งก่อนอย่านอนใจ จะพากันบรรลัยด้วยอาญา
แล้วผูกพาชีพระที่นั่ง พร้อมทั้งม้าทหารอาสา
กำหนดคนขี่สี่สิบม้า โดยดังบัญชาพระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวากระยาหงัน
ครั้นบ่ายชายแสงสุริยัน จรจรัลมาทรงพาชี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงสั่งสังคามาระตา ให้นำมรคาพนาศรี
เดินดัดลัดดงพงพี จรลีข้ามธารด่านดอน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ พอเต็มพักม้าก็มาถึง ป่าซึ่งใกล้เขตสิงขร
พฤกษาร่มแสงทินกร ดอกผลอรชรจำเริญใจ
พระสั่งให้ม้าไปทีละม้า บุกชัฏลัดมาในป่าใหญ่
แกล้งเดินตามเนินศิลาไป มิให้เห็นรอยพาชี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ มาถึงซึ่งต้นไทรทอง ปากคูหาห้องคิรีศรี
สังคามาระตาผู้ภักดี ทูลชี้ทางถ้ำนำไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

สระบุหร่ง

๏ พระเสด็จลดเลี้ยวเที่ยวชม มีมโนภิรมย์แจ่มใส
เปลวปล่องท้องถ้ำอำไพ พื้นลาดดาดไปด้วยเงินงาม
เพดานดาราระย้าย้อย ทองทับประดับพลอยเรืองอร่าม
อัจกลับแก้วมณีอัคคีตาม สว่างวามแวววับจับจินดา
มีชะวากวุ้งเวิ้งเป็นเชิงชั้น ล้วนทองคำทำคั่นกั้นฝา
ฉลักรูปสิงสัตว์นานา ดุนเด่นออกมาเหมือนจริง
ทั้งเนื้อนกดังเป็นเห็นประหลาด พฤกษาชาติเหมือนจะไหวไกวกิ่ง
อันรูปเสือสีห์หมีกระทิง เหมือนจะย่างวางวิ่งเวียนวง ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ ใบบานทวารทุกแห่งห้อง เป็นเครือทองลายกระหนกวิหคหงส์
แท่นสุวรรณไสยาสน์อาสน์เอนองค์ ที่เสวยที่สรงก็แต่งไว้
เข้าในห้องแก้วกำบังลับ มีฉากพับม่านทองสองไข
ทำประตูสองชั้นลั่นกลองใน เคลือบไม้ให้เหมือนสีศิลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นหับใบบานเข้าวินิจ ดูสนิทไม่เห็นเส้นเลขา
พระชื่นชมสมถวิลจินดา ดังได้เห็นหน้านางทรามวัย
ซึ่งทรงโศกแสนละห้อยสร้อยเศร้า ค่อยบรรเทาทุกข์ทนหม่นไหม้
แล้วกุมกรอนุชาคลาไคล ประพาสไปทุกห้องช่องคิรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ ชมเสร็จพระเสด็จยุรยาตร องอาจดังไกรสรสีห์
ออกจากถ้ำทองห้องมณี ไปสวนมาลีที่แต่งไว้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ มาถึงซึ่งเพิงภูผา ร่มรุกขฉายาน่าอาศัย
ถิ่นฐานสะอ้านสะอาดไป ปลูกพรรณมิ่งไม้เรียงรัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ชมดง

๏ พระนึกคะนึงนางพลางประพาส รุกขชาติที่ในสะตาหมัน
พิกุลกรรณิการ์สารพัน ดอกหล่นปนกันอยู่กลางทราย
สาวหยุดโยทะการะย้าย้อย อนุชาพลางค่อยสอยถวาย
พระทรงทัดตรัสชวนพระน้องชาย มาชมไม้ให้สบายด้วยพี่ยา
เหลือบเห็นดอกปะหนันสำคัญคิด เหมือนวันที่ลิขิตด้วยนขา
เห็นดอกไม้ไหลลอยในคงคา เหมือนเมื่อลอยมาลาให้เทวี
เห็นเล็บนางเหมือนอย่างเล็บน้อง พี่ประคองเนื้อนวลเจ้าข่วนพี่
เห็นโศกสาขาริมวารี เหมือนทรงโศกโศกีระกำใจ
บรรดาคณาไม้ทั้งนั้น หลายอย่างต่างพรรณล้วนปลูกใหม่
ผลิดอกออกผลทุกต้นไป ภูวไนยเที่ยวชมสำราญ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ แล้วหยุดนั่งเนินผาศิลาใหญ่ ภายใต้ร่มพะยอมหอมหวาน
พระพายพัดพาสุมามาลย์ กลิ่นฟุ้งละลุงลานหฤทัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาอัชฌาสัย
จึงบังคมทูลภูวไนย เชิญไปสรงสนานเชิงคิรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
ชื่นชมสมถวิลยินดี ภูมีก็เสด็จยาตรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ลงสรงมอญ

๏ ครั้นถึงจึงลงสรงในท้องธาร สรงสนานน้ำพุที่เงื้อมผา
ย้อยหยัดดังสหัสธารา ไหลออกจากศิลาซ่าเซ็น
พร้อยพร้อยต้องการดังสายฝน เมื่อไรนฤมลจะมาเห็น
จะแสนสุขทุกวันไม่วายเว้น ลงเล่นชลธารสำราญใจ
ไหนจะชมคณามัจฉาชาติ ล้วนประหลาดว่ายคล่ำในน้ำใส
แล้วจะเก็บกรวดแก้วแววไว จะเที่ยวไปประพาสหาดทรายทอง
อันมิ่งไม้ไทรโศกที่ริมธาร ร่มแสงสุริย์ฉานตรัสส่อง
เจ้าจะเก็บบุหงามาร้อยกรอง แล้วจะร้องลำนำสำราญ
ครวญพลางทางชวนอนุชา กับพี่เลี้ยงเสนาทวยหาญ
แหวกว่ายเวียนวนชลธาร พลางชำระสระสนานกายา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ ลงสรง

ร่าย

๏ สรงเสร็จพระเสด็จทรงเครื่อง พอตะวันบ่ายเยื้องยอดพฤกษา
ชวนระเด่นสังคามาระตา มาทรงมิ่งม้ามโนมัย
บุกชัฏลัดไพรจรลี จะมีมรคาก็หาไม่
สำคัญมั่นหมายแต่ชายไม้ ลัดไปที่ประทับพลับพลา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ จึงสั่งพวกทหารอัสดร พรุ่งนี้จงจรไปไล่หา
จับหมู่บุหรงมฤคา แดนพารากะหมังกุหนิงนั้น
มาส่งจงเป็นนิจไป ยังพิชัยดาหาเขตขัณฑ์
สั่งเสร็จก็เสด็จจรจรัล ขึ้นยังสุวรรณพลับพลาทอง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

พญาโศก

๏ ทอดองค์ลงกับที่ไสยาสน์ ร้อนราชฤทัยหม่นหมอง
พระเผยม่านสุวรรณอันเรืองรอง ผันพักตร์สู่ส่องแสงเดือน
ทรงกลดหมดเมฆบริสุทธิ์ นวลละอองน้องนุชละม้ายเหมือน
ยิ่งคิดติดต้องอารมณ์เตือน แสนสวาทไม่เคลื่อนคลายคะนึง
ยอกรก่ายพาดนลาฏไว้ หวั่นหวั่นฤทัยถวิลถึง
ดังศรศักดิ์ปักทรวงตราตรึง ปิ้มประหนึ่งจะสิ้นสมประดี
ลมหวนอวลกลิ่นสุมาลย์มา จับกับกลิ่นผ้าสไบศรี
หอมตลบอบซาบอินทรีย์ เฝ้าแต่ดมห่มคลี่คลุมองค์
โอ้ดวงยิหวาของพี่เอ๋ย เมื่อไรเลยจะได้ชมสมประสงค์
ร่านร้อนรัญจวนถึงนวลอนงค์ รำพึงตะลึงหลงจนหลับไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ ตระ

ร่าย

๏ บรรทมตื่นฟื้นฟังบุหรงร้อง จวนแจ้งแสงทองอุทัยไข
เสนาะเสียงจักจั่นสนั่นไพร เรไรไพเราะดังดนตรี
พระเสด็จจากแท่นบรรจถรณ์ ร่านร้อนฤทัยถึงโฉมศรี
สระสรงทรงเครื่องเรืองรูจี แล้วออกหมู่เสนีรี้พล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงมีพระราชบัญชา สั่งกะระตาหลาเป็นต้น
พี่ผลัดเวรเกณฑ์กันทั้งสี่คน คุมหมู่พหลโยธา
ให้ขนมฤคีแลบุหรง รีบตรงเข้าไปยังดาหา
ถวายองค์พระผู้ทรงนครา สักห้าหกวันเป็นนิจไป
แล้วจึงทูลองค์พระทรงเดช ว่าสิ้นเนื้อในประเทศที่ใกล้
จะต้องเที่ยวไล่ล่าถึงป่าไกล จะงดไปสักสามราตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงรับสั่งใส่เกศี
ให้ขนบุหรงมฤคี รีบไปตามมีพระบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

 

https://vajirayana.org/system/files/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2_264950.pdf
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ