เล่มที่ ๑๓

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวล่าสำเชษฐา
ครั้นพระอนุชาให้สารมา ก็ตรวจเตรียมโยธาพร้อมไว้
พอได้ฤกษ์อรุณเรืองรอง เสียงฆ้องย่ำรุ่งแสงใส
เสด็จจากแท่นแก้วแววไว เข้าในที่สรงชลธาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ลูบไล้สุคนธ์ปนปรุง คันธรสเฟื่องฟุ้งหอมหวาน
สอดสนับเพลาทรงอลงการ ปักทองเกี้ยวก้านกระหนกใน
ภูษายกทองท้องแย่ง ฉลององค์โหมดแดงดอกไหม
ผ้าทิพย์ชายแครงแกว่งไกว ซ่าโบะอำไพพรรณราย
ทับทรวงพวงเพชรพาหุรัด ทองกรจำรัสเรืองฉาย
ทรงสังวาลแก้วแพรวพราย เฟื่องห้อยพลอยรายอร่ามเรือง
สอดใส่ธำมรงค์มงกุฏ ประดับบุษราคัมน้ำเหลือง
กุมกริชฤทธาค่าเมือง ย่างเยื้องมาขึ้นรถทรง ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยรถแก้ว พรายแพรวแอกอ่อนงอนระหง
แปรกรองทองทำกำกง ดุมวงพื้นสุวรรณพรรณราย
บุษบกที่นั่งบัลลังก์รอง กระจังทองฐานบัทม์บัวหงาย
กาบเสาพรหมสรสะบัดปลาย เครือท้ายรายกระหนกผกผัน
เทียมอาชาชักห้าคู่ สารถีถือธนูเข้มขัน
เครื่องสูงชุมสายรายเรียงรัน ประโคมฆ้องกลองสนั่นพนาลี
เสียงรถเสียงม้าพลากร สัตว์สิงวิ่งซอนซอกหนี
เร่งรัดจัตุรงค์โยธี ไปโดยวิถีอรัญวา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ แรมร้อนผ่อนพักพลขันธ์ สิบห้าวันก็ถึงดาหา
เสด็จมาที่อยู่อนุชา เวลาเฝ้าก็พากันเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระทรงภพดาหากรุงใหญ่
ครั้งรุ่งรางสร่างแสงอโณทัย ภูวไนยเสด็จออกพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ เจรจาบทที่ ๒๓

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์อาสน์ หมู่อำมาตย์แวดล้อมหลายหลั่น
เห็นท้าวล่าสำมาอภิวันท์ พระผินผันพักตร์ตรัสประภาษไป
ดูก่อนระตูผู้ทรงนาม ค่อยมีความผาสุกหรือไฉน
ครองบุรีราชฐานสำราญใจ หรือทุกข์โศกโรคภัยพาธา
อันข้าศึกซึ่งฮึกหาญนัก ยกมาโหมหักดาหา
บัดนี้พ่ายแพ้พระนัดดา สุดสิ้นชีวาวายปราณ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวล่าสำสนองพระบรรหาร
ว่ามิได้มีเหตุเภทพาน อยู่สำราญเป็นสุขสวัสดี
ด้วยเดชานุภาพภูวไนย ปกไปได้เย็นเกศี
ไพร่ฟ้าประชาชนมนตรี ในธานีเกษมเปรมปรา
อนุชาให้ราชสารไป ว่าศึกติดพิชัยดาหา
ข้าจึงรีบยกโยธา หวังจะมาช่วยรบราญรอน
บัดนี้ก็เสร็จสงคราม ข้ามีความปรีดาสโมสร
จะขอแต่งการสยุมพร ภูธรจงทรงพระเมตตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพดาหา
จึงตรัสสั่งทั้งสามเสนา จงไปทูลพระเชษฐาธิบดี
กับพระอนุชากาหลัง อีกทั้งสิงหัดส่าหรี
จะแต่งการวิวาห์พระบุตรี จำเริญศรีสวัสดิ์สถาวร
พรุ่งนี้จะยกยาตรา ไปวิลิศมาหราสิงขร
ให้สามนัดดาฤทธิรอน ยกนิกรเป็นกองหน้าไป
จรกาให้เดินเป็นทัพหลัง แต่งตั้งตามกระบวนพยุห์ใหญ่
สั่งเสร็จเสด็จคลาไคล เข้าในปราสาทสุรกาญจน์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น ทั้งสามเสนาออกมาบ้าน
เร่งรัดจัดกันมิทันนาน แล้วขึ้นม้าพาทหารแยกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ยาสาเสนีผู้ใหญ่
พร้อมทั้งขุนหมื่นแลคนใช้ นั่งในทิมดาบตำรวจวัง
ให้เสมียนเขียนหมายไปสั่งเวร กะเกณฑ์แจ้งความตามรับสั่ง
จัดกระบวนให้ถ้วนเหมือนทุกครั้ง เตรียมทั้งพยุหบาตรประพาสไพร
กำหนดรุ่งพรุ่งนี้ตีสิบเอ็ด จะเสด็จอย่าให้ขาดได้
พนักงานข้างหน้าข้างใน บอกให้รู้ตัวทั่วกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๒๔

๏ บัดนั้น ฝ่ายฝูงสนมนางสาวสรรค์
ดีใจที่จะได้จรจรัล ตามเสด็จทรงธรรม์ไปใช้บน
ลางนางบ้างว่าพึ่งมาใหม่ ยังไม่เคยไปแต่สักหน
วุ่นวายทั้งวังเป็นกังวล ต่างคนเร่งรัดจัดแจง
บรรดานางกำนัลพนักงาน ก็ตรวจตราเครื่องอานตามตำแหน่ง
มอบหมายมิให้พลัดแพลง แล้วมาจัดแจงเครื่องแต่งตัว
บ้างเที่ยวไถ่ของจำนำเขา คราวเสียแปดเก้ากับชะหัว
ดอกเบี้ยค้างคิดกันพันพัว มิให้อึงออกตัวกลัวอาย
บ้างไร้ทรัพย์ไม่เสงี่ยมเจียมตน อุตส่าห์สู้ซ่อนจนขวนขวาย
ไปเชื่อเช่าเขามาทำกรุยกราย แต่งกายประกวดอวดมั่งมี
บ้างหยิบยกเครื่องแป้งออกมาจัด ตะไกรตัดตาดปักทำฝักหวี
ปรุงกระแจะใส่ตลับลำดับดี ขวดเนียรคันถีศิลาทอง
บ้างใช้บ่าวผู้หญิงวิ่งไปบ้าน เอาโต๊ะพานจานเชิงข้าวของ
ทั้งหีบหมากเครื่องครบผอบซอง กับขันทองใส่ตู้อยู่ในเรือน
ลางนางบ้างไปเที่ยวซุบซิบ ยืมหยิบแหวนทองของเพื่อน
นั่งปรับทุกข์ร้อนวอนเตือน ครั้นบิดเบือนบอกขัดก็ตัดกัน
บ้างให้ไปเอาสายสะอิ้ง ที่คุณหญิงจัดซื้อนายกำปั่น
ทั้งเข้มขาบริ้วทองของกำนัล กูจะหั่นตัดแต่งเสียครั้งเดียว
บ้างหาขนมส้มใส่ปิ่นโตสาน ของกินตระการหวานเปรี้ยว
เข้าช่วยบ่าวทำครัวตัวเป็นเกลียว โกรธเกรี้ยวข้าไทที่ไม่มา
ลางนางให้ไปเตือนของ ที่ช่างทองทำค้างอยู่ข้างหน้า
ทั้งตุ้มหูงูเพชรถมยา ให้แล้วในเวลาห้าโมงเย็น
บ้างวอนว่าให้ป้าตัดผมใหม่ เก็บไรประสมรอยสอยขนเม่น
ติดขี้ผึ้งจับควันกันกระเด็น เวลาเย็นทาขมิ้นหมักไว้
ลางคนบ่นว่าเป็นที่สุด สงกรานต์ตรุษก็หาเหมือนครั้งนี้ไม่
ยินดีประดาจะคลาไคล ทั่วทุกนางในพระกำนัล ฯ

ฯ ๒๖ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๒๕

๏ เมื่อนั้น ประไหมสุหรีเฉิดฉัน
จึงสั่งพี่เลี้ยงด้วยพลัน แต่สายัณห์จงไปรับสียะตรา
วันนี้ให้มานอนข้างใน อิเหนาเขาจะไปเป็นทัพหน้า
เพียงอะหนะมาอยู่พารา ไม่คลาดเชษฐาสักราตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นางพระพี่เลี้ยงทั้งสี่
ก้มเกล้ารับราชเสาวนีย์ ออกจากที่ตำหนักในไคลคลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงประเสบันอากง จึงทูลองค์พระโอรสา
พระเสาวนีย์ตรัสใช้ให้มา เชิญไปไสยาที่ในวัง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราฟังพลางถวิลหวัง
ให้พะวักพะวนพ้นกำลัง จึงทูลสั่งพระเชษฐายาใจ
น้องจะไปนอนด้วยพระมารดร ภูธรอย่าทุกข์ทนหม่นไหม้
ทูลพลางทางกอดพี่ยาไว้ มิใคร่จะนิราศคลาดคลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีกระซิบว่า
ย่ำรุ่งพรุ่งนี้จะลีลา เจ้าอย่าไปด้วยพระชนนี
จงไปรถพี่นางบุษบา แล้วมาขี่ม้ากับพี่
จะได้ชมพฤกษาบรรดามี เที่ยวประพาสพนาลีสำราญใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราประนมบังคมไหว้
รับสั่งแล้วลีลาคลาไคล เสด็จไปตำหนักพระชนนี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงทรงสวัสดิ์รัศมี
สถิตเหนือแท่นรัตน์รูจี ครั้นสิ้นแสงสุริย์ศรีสนธยา
ให้คิดถึงสียะตราหนึ่งหรัด เคยชมโฉมโสมนัสเสนหา
เชยต่างพี่นางบุษบา วันนี้อนุชาจากไป
พระจึงชวนสังคามาระตา เข้าที่ไสยาพิสมัย
บรรทมบนแท่นแก้วแววไว สองกษัตริย์ชาญชัยก็นิทรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กล่อม

พัดชา

๏ เวลาเงียบสงัดกำดัดดึก พระรู้สึกขึ้นแล้วก็คว้าหา
ประสบองค์สังคามาระตา พระราชาอุ้มสะพักใส่ตักไว้
กรเกี่ยวเกลียวกลมชมเชย ตามเคยทุกวันไม่สงสัย
พลางพลอดกอดจูบลูบไล้ มิได้ลืมเนตรขึ้นแลดู ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ พอได้ยินสรวลขิกก็ได้คิด จึงลืมเนตรขึ้นพิศอยู่เป็นครู่
เห็นสังคะมาระตาโฉมตรู พระอดสูทิ้งลงเสียฉับพลัน
ให้ขวยเขินสะเทินวิญญาณ์ เอนองค์นิทราผินผัน
คิดละอายฤทัยพระทรงธรรม์ ทำบรรทมหลับนิ่งไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาอัชฌาสัย
สรวลพลางทางปิดโอษฐ์ไว้ ด้วยกลัวภูวไนยจะโกรธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีธิบดีซ้ายขวา
แต่ปฐมยามเวลา ก็ตรวจเตรียมโยธาทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ จัดเป็นกระบวนพยุหบาตร สำหรับประพาสป่าใหญ่
ปลายเชือกนั้นถือธงชัย สอดใส่เสื้อแสดสีจันทน์
ทนายปืนพื้นเสื้อแดงสิ้น เต้าชนวนเขนงดินคาดมั่น
พลธนูหางไก่เกาทัณฑ์ เสื้อม่วงเหมือนกันทั้งกอง
ทหารดาบสองมือถือดาบ ใส่เสื้อเขียวขาบกางเกงปล้อง
เหล่าทวนล้วนถือนทวนทอง เสื้อปัศตูตองต่อมา
จัดทั้งรถทรงรถประเทียบ ตั้งระเบียบเรียงรายทั้งซ้ายขวา
พร้อมสรรพจัตุรงค์โยธา คอยท่าเสด็จจรลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวดาหาเรืองศรี
ครั้นแสงทองส่องฟ้าธาตรี เสด็จมาเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ให้พนักงานไขสุหร่ายทอง เป็นละอองต้องกายดังสายฝน
สำอางองค์ทรงเครื่องพระสุคนธ์ ปรุงปนอำพันจันทน์ขจร
สอดใส่สนับเพลาพื้นตาด ปักเป็นรูปราชไกรสร
ภูษาโจงจีบจับซับซ้อน ฉลององค์ทรงงอนงามพริ้ง
ชายไหวชายแครงแพลงสะบัด พาหุรัดทองกรกาบกิ่ง
ทับทรวงตาบทิศวิจิตรจริง ธำมรงค์ยงยิ่งล้วนพลอยเพชร
ทรงมหามงกุฎกรรเจียกแก้ว เพริศแพร้วดอกไม้ทัดตรัสเตร็จ
ห้อยอุบะเพชรพรายขจายเม็ด กุมกริชแล้วเสด็จจรลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

ร่าย

๏ มาขึ้นเกยสุวรรณบรรจง เสด็จทรงรถแก้วมณีศรี
รถประไหมสุหรีเทวี อีกรถมะเดหวีลำดับกัน
แล้วรถระเด่นบุษบา กับพระน้องสียะตราเฉิดฉัน
รถสามมเหสีเรียงรัน รถประเทียบกำนัลนารี
เครื่องสูงชุมสายรายริ้ว ธงทิวปลิวระยับสลับสี
เสียงประโคมโครมครื้นปัถพี ออกจากบุรีรีบมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กลองโยน เชิด

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวัญอสัญหยา
ให้ระเด่นดาหยนกับเสนา ไปเป็นทัพหน้าภูวไนย
พระยังบรรทมบรมสุข อนุชาจะปลุกก็ไม่ไหว
ต่อท้าวดาหายกไป จึงตื่นจากที่ไสยาพลัน
มิได้สระสรงคงคา ทรงแต่ภูษาเฉิดฉัน
ประดับเครื่องเรืองอร่ามพรายพรรณ จรจรัลมาทรงมโนมัย
ให้คิดกลัวองค์ศรีปัตหรา จะว่าขัดบัญชาเป็นข้อใหญ่
ก็รีบขับอาชาคลาไคล หลีกไปตามริมมรคา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ล่วงทัพจรกาซึ่งมาหลัง จะไปยังกระบวนทัพหน้า
ครั้นถึงรถกำนัลกัลยา จึงรอม้าที่นั่งรั้งไว้
หวังจะแวะเข้ารับสียะตรา จะได้เห็นบุษบาพิสมัย
พระจึงสั่งให้เก็บดอกไม้ ใส่พานส่งให้ประสันตา
เอาไปให้พระน้องสองกษัตริย์ หวังจะแจ้งรหัสที่กังขา
สียะตรามาด้วยบุษบา หรือมาด้วยองค์พระมารดร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตารับสั่งแล้วผันผ่อน
รีบเดินเกินรถนางบังอร ไปถึงรถพระมารดรทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึงถามว่าพระกุมารเมืองดาหา มารถพระมารดาหรือรถไหน
ครั้นรู้ว่ามารถอรไท จึงเมียงเข้าร่มไม้ริมมรรคา
เห็นโฉมพระราชบุตรี งามล้ำนารีในแหล่งหล้า
พิศวงหลงไปไม่พริบตา จนพานมาลานั้นเอียงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น บาหยันพี่เลี้ยงเฉลยไข
คนนี้มาแต่แห่งใด จึงชูพานดอกไม้ตะลึงกาย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาตกใจใจหาย
ทูลว่ามาลามากมาย หลายอย่างต่างต่างนานา
พระเชษฐาประทานทั้งสององค์ จำนงหฤทัยเป็นหนักหนา
ให้รายเก็บสองข้างมรคา จึงช้าอยู่ด้วยเก็บดอกไม้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตรายินดีจะมีไหน
รับเอามาลามาเทไว้ ส่งพานคืนให้ประสันตา
แล้วแบ่งบุหงาคนละครึ่ง จึงสั่งไปถึงพระเชษฐา
ว่าข้ากับพี่บุษบา บังคมบาทาพี่ยาไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บุษบาเคืองขัดอัชฌาสัย
จึงปัดบุหงาเสียทันใด อรไทก็ตีอนุชา
ข้าได้สั่งไปเมือไรเล่า ได้ไหนเปล่าเปล่าเอามาว่า
ช่างคิดประดิษฐ์เจรจา ได้เชษฐาแล้วจะกลัวใคร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราโกรธพลางเฉลยไข
สั่งไปเพียงนี้จะเป็นไร ไม่ควรไหว้เจียวหรือจึงโกรธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๒๖

๏ บัดนั้น ประสันตาอภิวันท์หรรษา
กลับมาพบองค์ราชา ยิ้มแล้ววันทามาแต่ไกล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึงทูลว่าพระน้อง ทั้งสองยินดีจะมีไหน
รับบุหงาแบ่งกันทันใด สั่งว่าบังคมไหว้พระองค์มา
ทูลแล้วก็ถอยไปทันที ทำเกษมเปรมปรีดิ์เป็นหนักหนา
จึงทูลสังคามาระตา ทีนี้ตัวข้าไม่กลัวตาย
ด้วยได้ไปเห็นนางสวรรค์ ผิวพรรณผ่องเหมือนกับเดือนหงาย
ใครยังไม่เห็นอย่าเพ่อตาย เพริศพรายพ้นที่จะรำพัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๒๗

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีก็สรวลสันต์
นี่ชะรอยชาวป่าพนาวัน ไม่เคยเข้าเขตขัณฑ์เวียงชัย
ครั้นได้เห็นคนรูปงาม ก็มีความพิศวงหลงใหล
ชมชื่นตื่นรูปชาวใน ด้วยไม่เคยเห็นเหมือนเช่นนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประสันตาทูลตอบพระโฉมศรี
อันนางเหมือนอย่างพระบุตรี ไม่เคยเห็นดังมีพระบัญชา
ข้าน้อยนี้ชาวดงดอน แต่เห็นชาวพระนครจะยิ่งกว่า
ที่เคยเห็นอยู่เป็นอัตรา แต่ว่าพานผอมครันไป
ลืมเลยเสวยสรงหลับนอน หรือฉุกใจทุกข์ร้อนเป็นไฉน
เรานี้จะตั้งหน้าแต่อาลัย เห็นจะไม่ได้กลับไปธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สังคามาระตาเรืองศรี
จึงตอบประสันตาไปทันที อันพี่ว่านี้ข้าเห็นจริง
คืนนี้ตัวน้องไสยาสน์ ก็ประหลาดแก่ใจไปทุกสิ่ง
ต่อจะต้องอยู่ที่นี่จริง เห็นยิ่งกว่าครั้งแต่หลังมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๒๘

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวัญก็หรรษา
เอาดอกไม้ซัดต้องประสันตา แล้วกะระตะม้าขึ้นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ พญาเดิน

๏ เมื่อนั้น บุษบาเยาวยอดพิสมัย
จึงเลือกทุกพรรณดอกไม้ แต่ละเหล่ามิให้ปนกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตรากล่าวคำคมสัน
ส่วนตัวเจ้าของสิชังกัน ส่วนบุหงานั้นสิชอบใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๒๙

๏ เมื่อนั้น บุษบาแค้นขัดอัชฌาสัย
มิได้ว่าขานประการใด อรไทตีเอาพระกุมาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีใจหาญ
คะนึงถึงบุษบายุพาพาล จึงขับม้าโผนผ่านพลมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ล่วงรถสาวสรรค์กำนัลใน จะไปเข้ากระบวนทัพหน้า
ครั้นใกล้รถระเด่นบุษบา ก็ชักม้าถูกน้อยคอยที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราหนึ่งหรัดเรืองศรี
ได้ยินสุรเสียงพระภูมี ก็เผยม่านรถมณีออกมา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บุษบาเคืองขัดเป็นนักหนา
ปิดม่านเข้าไว้มิได้ช้า พระอนุชาก็เปิดออกทันใด
ถ้อยทีถ้อยชิงกันไปมา สียะตราจะฟังก็หาไม่
นางตีพระกุมารชาญชัย ก็ครวญคร่ำร่ำไรโศกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระทรงโฉมประโลมเสนหา
จึงขับมโนมัยไคลคลา ไปพ้นรัถานางเทวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ประไหมสุหรี
ได้ยินเสียงลูกรักโศกี จึงมีเสาวนีย์ตรัสไป
เสียงอะหนะสียะตราหนึ่งหรัด ใครทำให้แค้นขัดจึงร้องไห้
หรือใครว่าขานประการใด จงไปถามดูบัดนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
ทูลว่าสียะตราโศกี วอนว่าจะขี่มโนมัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ประไหมสุหรีศรีใส
จึงว่ารับมาด้วยก็เป็นไร อย่าให้น้องร่ำไห้โศกา
จงกลับไปรับมาฉับพลัน ให้หายที่กันแสงหา
ได้ขี่พาชีด้วยพี่ยา จะปรีดาผาสุกสำราญใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีชอบอัชฌาสัย
รับสั่งแล้วขับอาชาไนย กลับไปรถระเด่นบุตรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สียะตราหนึ่งหรัดเรืองศรี
กลุ้มกลัดขัดแค้นแสนทวี เห็นระเด่นมนตรีเสด็จมา
จึงเปิดม่านทองออกเสียสิ้น ร้องดิ้นจะออกไปหา
มารับน้องด้วยพระพี่ยา จะขี่ม้ากับองค์พระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเกษมสันต์
ชักม้าเข้าเคียงรถสุวรรณ พระเนตรนั้นดูนางไม่วางตา
ง่าแต่พระหัตถ์เข้าไปชิด หฤทัยให้คิดเสนหา
ไม่รับต้ององค์อนุชา คว้าม่านบ้างคว้าเปล่าไป
สียะตรายึดข้อพระกรสั่น จึงสำคัญคืนสมประดีได้
อุ้มองค์มาทรงอาชาไนย ช้กม้าเคียงไปกับรถนาง ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

มอญร้องไห้

๏ เมื่อนั้น สียะตราเคืองข้องหมองหมาง
สะอื้นอ้อนอาดูรทูลพลาง พระพี่นางข่มเหงเป็นพ้นไป
เวียนแต่ตีน้องถึงสามครา จะมีโทษาก็หาไม่
เมื่อพระประทานดอกไม้ ใช้ให้ประสันตาเอามา
น้องสั่งว่าบังคมไป จะผิดชอบกระไรนักหนา
ตีน้องว่าเสกสรรจำนรรจา ได้เชษฐาแล้วจะกลัวใคร
เมื่อเลือกดอกไม้นั้นน้องว่า ส่วนบุหงาของเขาสิรักใคร่
ไม่โต้ตอบตีน้องตามชอบใจ แต่เผยม่านออกไปก็ตีเอา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร้องเชิด

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีโฉมเฉลา
รับขวัญจูบพลางทางโลมเล้า เจ้าอย่าโศกาจาบัลย์
เป็นเหตุทั้งนี้ก็เพราะพี่ กลับไปบุรีจะทำขวัญ
ว่าแล้วชักม้าเข้าอารัญ เก็บพรรณดอกไม้นานา
ชี้ชวนชมนกชมไม้ แล้วรีบขึ้นไปทัพหน้า
เข้าได้ในกระบวนยาตรา พระเร่งอาชาคลาไคล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระผ่านภพดาหากรุงใหญ่
ครั้นถึงที่ประทับพลับพลาชัย ภูวไนยเกษมเปรมปรีดิ์
จึงชวนพระบุตรีโฉมยง กับห้าองค์อัคเรศมเหสี
พร้อมฝูงสาวสนมนารี ภูมีเสด็จขึ้นพลับพลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น องค์มะเดหวีเสนหา
จึงตรัสชวนระเด่นบุษบา แม่จะพาไปสรงชลธี
ว่าแล้วลงจากพลับพลาพลัน พรั่งพร้อมกำนัลสาวศรี
เถ้าแก่ชะแม่มากมี ตามเสด็จเทวีคลาไคล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงท้องธารธารา เสียงชลฉานฉ่าชลาไหล
ร่มรื่นพื้นพรรณมิ่งไม้ ระบัดใบบังแสงทินกร
มะเดหวีหยุดประทับยับยั้ง ที่ริมฝั่งร่มไทรใบอ่อน
จึงตรัสสั่งบุษบาบังอร จะลงสรงสาครก็ตามใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บุษบาบังคมประนมไหว้
แล้วชวนสาวสรรค์กำนัลใน เที่ยวประพาสเล่นไปตามลำธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลงฉิ่ง

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีใจหาญ
แจ้งว่าบุษบายุพาพาล ไปเล่นธารกับพระชนนี
จึงชวนพี่เลี้ยงกับอนุชา ลงจากพลับพลาชัยศรี
นอกนั้นมิให้จรลี ภูมีรีบเสด็จคลาไคล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ ดั้นดัดลัดเลี้ยวไปต้นธาร หวังมิให้เยาวมาลย์สงสัย
เก็บพรรณมาลีลอยลงไป แล้วแฝงไม้มองดูเทวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ พักตร์น้องละอองนวลปลั่งเปล่ง ดังดวงจันทร์วันเพ็งประไพศรี
อรชรอ้อนแอ้นทั้งอินทรีย์ ดังกินรีลงสรงคงคาลัย
งามจริงพริ้งพร้อมทั้งสารพางค์ ไม่ขัดขวางเสียทรงที่ตรงไหน
พิศพลางประดิพัทธ์กำหนัดใน จะใคร่ไปโอบอุ้มองค์มา
ดูเดินดังดำเนินเหมราช งามประหลาดเลิศล้ำเลขา
พิศไหนให้เพลินจำเริญตา พระราชาชมพลางทางถอนใจ
ทั้งสังคามาระตาก็พิศวง พระพี่เลี้ยงงวยงงหลงใหล
มิได้ว่าขานประการใด ตั้งแต่ดูไปไม่พริบตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

พระทอง

๏ เมื่อนั้น บุษบาเยาวยอดเสนหา
เล่นกับสาวสรรค์กัลยา ที่ในธาราวาริน
ชิงกันเก็บพรรณดอกไม้ อันลอยไหลมาตามกระแสสินธุ์
บ้างรายเก็บริมชลบนดิน หอมตลบอบกลิ่นสุมามาลย์
ลางนางบ้างร้อยห้อยมวยผม บ้างถือดมชมว่าหอมหวาน
บ้างเก็บได้ใส่ตองรองพาน มาถวายเยาวมาลย์พระบุตรี
บ้างลงในท้องธารเที่ยวเก็บกรวด ชูอวดเพื่อนนางว่าต่างสี
บ้างเล่นไล่ไขว่คว้าในวารี สรวลระริกซิกซี้แซ่ไป
ลางนางขับขานประสานเสียง เคล้าเคียงเพื่อนชอบอัชฌาสัย
บ้างหยุดยั้งนั่งเล่นที่ร่มไม้ สำราญใจเป็นสุขทุกกำนัล ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๓๐

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเฉิดฉัน
อนุชากับสี่พี่เลี้ยงนั้น ชวนกันหักกิ่งไม้มา
จึงประดิษฐ์คิดต่อเป็นเรือนน้อย กระจ้อยร่อยน่ารักเป็นนักหนา
แล้วแกะเอาดินริมคงคา ปั้นรูปกุมาราฉับพลัน
จึงเขียนหนังสือให้ถือมา ถึงระเด่นบุษบาสาวสวรรค์
ครั้นเสร็จเอาใส่ในเรือนนั้น ทรงธรรม์ก็ลอยลงไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โล้

๏ แล้วพระบุกชัฏลัดหนี มายังที่พลับพลาอาศัย
เข้าห้องบรรทมภิรมย์ใจ ให้ไขม่านกำบังดังนิทรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ เมื่อนั้น บุษบาเยาวยอดเสนหา
ครั้นเห็นเรือนน้อยลอยลงมา กัลยาก็หยิบเอาขึ้นดู
จึงเปิดประตูออกฉับพลัน ในนั้นจะมีอะไรอยู่
เห็นรูปคนถือหนังสือชู โฉมตรูก็วางเสียทันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น บาหยันครั้นเห็นก็สงสัย
จึงหยิบเรือนมาดูด้วยแคลงใจ ได้สารก็ถวายพระชนนี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์มะเดหวี
รับสารานั้นมาทันที แล้วคลี่ออกทอดทัศนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ ในลักษณ์นั้นว่าพระบิตุรงค์ ให้องค์พระโอรสา
ถือสารมาถวายพระมารดา หวังว่าจะให้แจ้งความร้อน
ยามกินกินทุกข์ทุกค่ำเช้า ด้วยมิได้คลึงเคล้าสายสมร
เมื่อไรได้แต่งการสยุมพร จึงจะค่อยคลายร้อนอาวรณ์ใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๓๑

ร่าย

๏ มะเดหวีจึงตรัสไปพลัน เราจะดูให้มั่นยังสงสัย
พอเห็นสมันเดินมาแต่ไกล จึงกวักเรียกไปให้เร็วมา
สมันจงเดินขึ้นไปดู ผู้ใดจะอยู่ที่ในป่า
แล้วไปดูระตูจรกา เวลานี้จะอยู่แห่งใด
ทั้งองค์ระเด่นมนตรี จะอยู่ที่พลับพลาหรือหาไม่
อย่าไปไต่ถามใครใคร ดูให้เห็นประจักษ์แก่ตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สมันได้ฟังก็หรรษา
รับสั่งแล้วบังคมลา เที่ยวไปในป่าพนาวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เห็นแต่รอยเท้าคนเดิน เหยียบหญ้ายับเยินอยู่ที่นั่น
ไม่เห็นสลักสำคัญ สมันก็เร่งรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ด้อมดูระเด่นมนตรี เห็นรี้พลเสนีหลับใหล
เงียบสงัดทั้งพลับพลาชัย เขาห้ามว่าภูวไนยไสยา
แล้วไปดูพลับพลาจรกาเล่า เห็นเสนาเฝ้าอยู่แน่นหนา
เจรจาบทที่ ๓๒  
สมันก็กลับคืนมา ทูลแจ้งกิจจาทันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๓๓

๏ เมื่อนั้น มะเดหวีเคืองขัดอัชฌาสัย
ทั้งนางสาวสรรค์กำนัลใน ก็ปลงใจว่าระตูจรกา
ต่างว่าเป็นน่าชังนัก รูปชั่วต่ำศักดิ์แล้วมิสา
ทั้งน้ำใจก็สมกับกายา ดังว่าจะมิได้เป็นคู่เคล้า
ยังแต่จะแต่งวิวาห์ให้ ควรหรือทำได้ฉะนี้เล่า
ตรัสแล้วชวนองค์นงเยาว์ คืนเข้าสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพดาหา
ครั้นบ่ายบังควรจวนเวลา เสด็จมาสระสรงวารี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สำอางองค์ทรงสุคนธ์ปนทอง ให้หนุนเนื้อผิวผ่องประไพศรี
นางในรำเพยพัชนี ภูมีสองทรงสนับเพลา
ภูษาเขียนทองท้องม่วง ดอกดวงเชิงช่อฉลุเฉลา
ฉลององค์ตาดเงินงามเงา ชายแครงแสงเนาวรัตน์เรือง
ทองกรแก้วกระหนาบกาบเก็จ สังวาลเพชรแวววับประดับเนื่อง
ตาบทิศทับทิมสีประเทือง ธำมรงค์ค่าเมืองเรืองรัตน์
ทรงมงกุฎกรรเจียกจอนสุวรรณ แก้วกุดั่นดอกไม้ไหวสะบัด
พวงอุบะตันหยงทรงทัด กุมกริชกรายหัตถ์จรจรัล ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๏ ครั้นถึงเกยรัตน์ชัชวาล พนักงานประโคมครื้นครั่น
เสด็จทรงรถแก้วแพรวพรรณ ให้เคลื่อนพลขันธ์ทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กลองโยน

โทน

๏ รถเอยรถแก้ว มรกตเพริศแพร้วพรายสี
เขียวขำอำไพรูจี สำหรับขี่เข้าอรัญบรรพต
กำกงวงดุมหุ้มทอง เรืองรองล้วนพลอยมรกต
แอกงอนอ่อนสวยชวยชด บัลลังก์ลดบุษบกกระหนกกลาย
เทียมด้วยพาชีสีเหลือง ผูกเครื่องมรกตเฉิดฉาย
เครื่องสูงคู่เคียงเรียงราย ธงฉานธงชายโบกบน
เสียงประโคมเซ็งแซ่แตรสังข์ ฆ้องกลองก้องดังโกลาหล
โพยมพยับอับแสงสุริยน รีบพลเร่งราชรถไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ชมดง

๏ พระชมรุกขชาติที่ริมทาง สูงสล้างแลระหงดงใหญ่
ร่มรื่นชื้นชัฏระบัดใบ ลมพัดกิ่งไกวไปมา
ลำดวนหวนหอมพะยอมแย้ม พิกุลแกมแก้วเกดกฤษณา
บ้างเผล็ดผลพวงดวงผกา หล่นกลาดดาษดาพนาลี
คณานกโบยบินมากินผล เสียงพลครั่นครื้นก็ตื่นหนี
อันมิ่งไม้บนเทินเนินคีรี ท่วงทีดังดัดอยู่อัตรา
พ่างพื้นปัถพีดังสีชาด เดียรดาษด้วยพรรณบุหงา
ชมพลางทางทรงรถมา ยังวิลิศมาหราบรรพต ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ ครั้นถึงพลับพลาเชิงคิรี จึงให้หยุดโยธีทั้งหมด
ลงจากพระที่นั่งบัลลังก์รถ ทรงยศเสด็จขึ้นพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น เสนีธิบดีซ้ายขวา
จึงกะเกณฑ์กันเป็นโกลา ให้ตรวจตราระวังนั่งยาม
ตั้งเป็นเขื่อนเพชรเขื่อนขัณฑ์ รอบนั้นรายรั้วขวากหนาม
ทั้งกองร้อยคอนตระเวนห้ามปราม ทักถามผู้คนไปมา
ตีเกราะเคาะไม้มี่ก้อง ทุกกองเกณฑ์พิทักษ์รักษา
ป้องกันอันตรายนานา รอบราชพลับพลาพนาวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น องค์ประไหมสุหรีเฉิดฉัน
สถิตในพลับพลาอารัญ ครั้งรุ่งสุริยันตรัสไตร
จึงมีมธุรสพจนา แก่ระเด่นบุษบาศรีใส
ลูกรักของแม่ดังดวงใจ เจ้าจะไปเที่ยวเล่นก็ตามที
จะได้ชมสถานศาลเทวา ลงสรงคงคาในสระศรี
ประพาสพรรณบุหงาบรรดามี แล้วจึงจรลีกลับมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บุษบาเยาวยอดเสนหา
รับสั่งแล้วบังคมลา ลงจากพลับพลารูจี
พร้อมพระพี่เลี้ยงเหล่ากำนัล ดังดาวล้อมจันทร์จำรัสศรี
กรายกรเยื้องย่างจรลี ฝูงอนงค์นารีก็ตามไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลงช้า

ชมตลาด

๏ ครั้นถึงซึ่งศาลเทพารักษ์ เรืองฤทธิ์สิทธิศักดิ์อาศัย
แม้นธานีมีเหตุเภทภัย ก็บวงบนเทพไททุกครั้ง
ศาลนั้นชั้นเชิงสนุกนัก ฉลุฉลักลายงามทั้งสามหลัง
ทองหุ้มซุ้มทวารบานบัง มีบัลลังก์ตั้งรูปอารักษ์ไว้
ริมรอบขอบเขตอารามนั้น มีระเบียงสามชั้นกว้างใหญ่
พื้นผนังหลังคาพาไล แล้วไปด้วยสุวรรณบรรจง
สถลมาศลาดล้วนศิลาเลี่ยน แลเตียนไม่มีธุลีผง
ที่สถานลานวัดจังหวัดวง บรรจงปรายโปรยโรยทราย
รุกขชาติดาษดาน่าชม รื่นร่มใบบังสุริย์ฉาย
ชวนพี่เลี้ยงเที่ยวเล่นเย็นสบาย กำนัลนางทั้งหลายก็ปรีดา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เพลงฉิ่ง เจรจาบทที่ ๓๔

ร่าย

๏ ครั้นสายแสงสีรวีวร ทินกรเกือบกึ่งเวหา
จึงชวนสาวสรรค์กัลยา ลีลาลงสู่ท่าชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

พระทองหวน

๏ นางจึงสรงสนานในสระศรี กับกำนัลนารีเกษมศานต์
หอมกลิ่นโกสุมปทุมมาลย์ อายอบชลธารขจรไป
น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา ว่ายแหวกปทุมาอยู่ไหวไหว
นิลุบลพ้นน้ำขึ้นรำไร ตูมตั้งบังใบอรชร
ดอกขาวเหล่าแดงสลับสี บานคลี่ขยายแย้มเกสร
บัวเผื่อนเกลื่อนกลาดในสาคร บังอรเก็บเล่นกับนารี
นางทรงหักห้อยเป็นสร้อยบัว สวมตัวกำนัลสาวศรี
แล้วปลิดกลีบปทุมมาลย์มากมี เทวีลอยเล่นเป็นนาวา
ลางนางบ้างกระทุ่มน้ำเล่น บ้างโกรธว่ากระเซ็นถูกเกศา
บ้างว่ายน้ำแซงแข่งเคียงกันไปมา เกษมสุขทุกหน้ากำนัลใน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๓๕

ร่าย

๏ สรงเสร็จเสด็จทรงเครื่อง ย่างเยื้องจากฝั่งสระใหญ่
เที่ยวเล่นริมธารสำราญใจ ชมพรรณดอกไม้นานา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ปะหลิ่ม

๏ ชวนฝูงอนงค์นางรำฟ้อน ทอดกรกรีดกรายซ้ายขวา
งามงอนอ่อนจริตกิริยา ดังกินราลงเล่นชลธาร
แล้วร้องเรื่อยรับขับครวญ โหยหวนสำเนียงเสียงประสาน
บ้างเก็บโกสุมตูมบาน มะลิดกทุกก้านกิ่งกอ
กำนัลในไล่เก็บชิงกัน ที่ไปไม่ทันก็ตามขอ
บ้างเคล้าเพื่อนอยู่หลังรั้งรอ บ้างเก็บได้ใส่ห่อผ้าห่มมา
ลางนางบ้างชวนกันเล่นไล่ ซ่อนซุ่มพุ่มไม้แล้วไปหา
บ้างร้องหวีดวิ่งชิงชี้ฟ้า สรวลสันต์หรรษาสำราญใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ แมลงภู่ทอง เจรจาบทที่ ๓๖

ร่าย

๏ แล้วหยุดนั่งยังแผ่นศิลาลาด เตียนสะอาดใต้ร่มโศกใหญ่
จึ่งสั่งสาวสรรค์กำนัลใน ใครเก็บดอกไม้ได้ให้เอามา
เราจะทำบุหงารำไป ยังขาดสิ่งไรให้เร่งหา
จะได้ไปถวายเทวา ให้ทันในเวลาเย็นนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หมู่นางกำนัลสาวศรี
ได้ดอกไม้มาด้วยยินดี ถวายพระบุตรีทันใด
แล้วชวนกันเลือกบุหงา ที่กลิ่นกล้ารื่นรสสดใส
ก็ได้ถ้วนทุกพรรณดอกไม้ แต่ปะหนันยังไม่ได้มา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางยุบลค่อมทาสา
ครั้นแจ้งรับสั่งพระธิดา ก็ชวนฝูงกัลยาเพื่อนกัน
ลดเลี้ยวเที่ยวบุกไปทุกแห่ง แลลอดสอดแสวงดอกปะหนัน
พลางเก็บผลไม้ในไพรวัน เลี้ยวลัดดัดดั้นเดินไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ นางยุบลบานจิตคิดเพลิน หลงไปตามเนินเขาใหญ่
ครั้นเหลียวหลังมาไม่เห็นใคร ก็ตระหนกตกใจเป็นสุดคิด
จะกลับมาก็ไม่รู้แห่งทาง ความกลัวปิ้มปางจะดับจิต
ทีนี้เห็นจะตายวายชีวิต สุดคิดก็ร่ำโศกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๓๗

ปีนตลิ่งใน

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวัญอสัญหยา
สถิตยังสุวรรณพลับพลา กับพี่เลี้ยงเสนาทั้งนั้น
พระแสนระลึกตรึกคะนึง ถวิลถึงบุษบาสาวสวรรค์
ให้เร่าร้อนอุราจาบัลย์ ดังเพลิงกัลป์ลามลนสกนธ์กาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

หรุ่ม

๏ จะใคร่ไปชมศาลเทวา ให้พาใจเศร้าบรรเทาหาย
จึ่งเสแสร้งแกล้งชวนพระน้องชาย กับพี่เลี้ยงสี่นายผู้ร่วมใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ พร้อมหมู่แสนสุรเสนี จากที่พลับพลาอาศัย
ไม่เสด็จโดยทางที่คลาไคล ภูวไนยดั้นดัดลัดมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

ชมตลาด

๏ มาถึงอารามพนาเวศ ที่ประเทศแทบเชิงภูผา
พื้นปราบราบรื่นล้วนศิลา พฤกษาร่มแสงพระอาทิตย์
อันซุ้มทวาราแลปราการ ล้วนแล้วแก้วประพาฬไพจิตร
เจดีย์วิหารดังนิรมิต แกล้งประดิษฐ์รูปสัตว์อัดเมียง
กระหนกกลายลายจำหลักเครือขด มุขลดหน้าบันชั้นเฉลียง
ปลูกไม้ดอกผลรอบเรียง มีระเบียงสามชั้นบรรจง
ชมพลางพระทางคะนึงใน หวั่นหวั่นฤทัยพิศวง
คิดถึงบุษบาโฉมยง พระเดินดัดลัดลงเลียบมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เพลงช้า

ร่าย

๏ ชวนองค์อนุชาพาประพาส ชมพรรณรุกขชาติที่เชิงผา
พอได้ยินเสียงโศกา พระตรึกตราประหลาดหลากใจ
หยุดยั้งฟังศัพท์สำเนียงนั้น สำคัญทีทางไม่สงสัย
จึ่งห้ามคนทั้งปวงไว้แต่ไกล แล้วเสด็จคลาไคลดำเนินมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งเห็นทาสี โศกีร่ำไรอยู่ในป่า
จึ่งซักไซ้ไต่ถามกิจจา เอ็งมาร้องไห้อยู่ไย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นางยุบลโศกาน้ำตาไหล
ครั้นเห็นพระองค์ผู้ทรงชัย ความที่ดีใจเป็นสุดคิด
บังคมก้มกราบกับบาทา ดังอมฤตฟ้ามายาจิต
ทีนี้จะรอดชีวิต ทูลแถลงแจ้งกิจทุกประการ
ข้าน้อยมาตามพระบุตรี บัดนี้ยังเสด็จอยู่ที่ศาล
สั่งให้เที่ยวเก็บสุมามาลย์ จะสักการอารักษ์ฤทธิรณ
ข้ามาเก็บปะหนันหลงอยู่ จะกลับไปก็ไม่รู้แห่งหน
พระช่วยไว้อย่าให้วายชนม์ นางยุบลวิงวอนไปมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๓๘

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงวงศ์อสัญแดหวา
จึ่งว่าเราจะช่วยชีวา จงให้กติกาสัญญาไว้
ถ้าทำตามคำเราได้มั่นคง จะพาลงจากเนินเขาใหญ่
อันสิงสัตว์ในป่าพนาลัย หยาบคายร้ายใช่พอดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๓๙

๏ บัดนั้น นางยุบลค่อมท่าสี
ความกลัวเป็นพ้นพันทวี อัญชลีสนองพระวาจา
แม้นพระเมตตาพาส่ง ให้ลงจากเนินภูผา
จะบรรหารประการใดมา ไม่แข็งขัดวัจนาภูวไนย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเฉลยไข
เอ็งอยู่นี่ก่อนอย่าร้อนใจ เราไปไม่ช้าจะมาพลัน
สั่งเสร็จเสด็จลีลา แลลอดสอดหาดอกปะหนัน
ลงจากอารามเชิงเขานั้น จรจรัลไปริมธารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ ได้บุหงาปะหนันทันใด ภูวไนยลิขิตด้วยนขา
เป็นอักษรทุกกลีบมาลา แล้วกลับคืนมายังคิรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึงเข้าไปใกล้ แล้วส่งดอกไม้ให้ทาสี
เอ็งเร่งเอาไปจงดี อย่าให้ผิดที่สัญญาไว้
แม้นใครถามว่าได้ไหนมา เอ็งอย่าบอกแจ้งแถลงไข
จำเพาะส่งแต่องค์อรไท แล้วเร่งหลีกออกไปเสียให้พ้น
สั่งพลางทางพายุบลค่อม เดินอ้อมแอบไม้ในไพรสณฑ์
ลงจากเชิงผาอารญ จรดลดั้นดัดลัดมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นใกล้ถึงซึ่งศาลเทเวศร์ แฝงไม้นัยน์เนตรชำเลืองหา
แลเห็นระเด่นบุษบา นั่งเลือกมาลากับนารี
จึ่งชี้บอกยุบลทันใด มาใกล้พวกเพื่อนอึงมี่
เอ็งอย่าลัดลงตรงนี้ ไปที่อื่นก่อนจึ่งย้อนมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งนางยุบลทาสา
บังคมก้มกราบกับบาทา แล้วแฝงกายาคลาไคล
ลัดเดินตามเนินเขานั้น มิให้เพื่อนกันสงสัย
แอบอ้อมด้อมเดินเข้าไป ชูแต่ดอกไม้ไม่พาที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบามารศรี
นั่งปลิดบุหงามาลี กับพี่เลี้ยงนารีกำนัล
เหลือบไปเห็นนางยุบลค่อม เดินด้อมชูดอกปะหนัน
ดีใจถามไปด้วยพลัน บุหงานั้นได้ไหนมาให้เรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นางยุบลบังคมก้มเกล้า
ถวายดอกลำเจียกแก่นงเยาว์ แล้วหลีกเหล่ากำนัลหนีมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบาเสนหา
ปลิดกลีบปะหนันมิทันช้า เห็นสาราก็อ่านทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ ในลักษณ์นั้นว่าจรกา รูปชั่วต่ำช้าทั้งศักดิ์ศรี
ทรลักษณ์พิกลอินทรีย์ ดูไหนไม่มีจำเริญใจ
เกศานาสิกขนงเนตร สมเพชพิปริตผิดวิสัย
เสียงแหบแสบสั่นเป็นพ้นไป รูปร่างช่างกระไรเหมือนยักษ์มาร
เมื่อยิ้มเหมือนหลอกหยอกเหมือนขู่ ไม่ควรคู่เคียงพักตร์สมัครสมาน
ดังกากาจชาติช้าสาธารณ์ มาประมาณหมายหงส์พงศ์พระยา
แม้นแผ่นดินสิ้นชายที่พึงเชย อย่ามีคู่เลยจะดีกว่า
พี่พลอยร้อนใจแทนทุกเวลา หรือวาสนาน้องจะต้องกัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นอ่านเสร็จสิ้นในสาร เยาวมาลย์เคืองขุ่นหุนหัน
จึ่งฉีกที่มีหนังสือนั้น ทิ้งลงเสียพลันทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นวลนางกำนัลที่นั่งใกล้
จึ่งชวนกันเก็บเอาดอกไม้ มาใส่แซมมวยด้วยพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งโฉมนวลนางบาหยัน
ว่าแก่พี่เลี้ยงทั้งสามนั้น ดอกปะหนันนี้เห็นจะรำคาญ
เดิมทีสิให้แสวงหา ครั้นได้มาไม่เป็นแก่นสาร
เห็นทรงเพ่งพิศอยู่ช้านาน น่าจะมีเหตุการณ์สิ่งใด
จึ่งเรียกเอาบุหงามาติดต่อ เป็นกลีบแต่พออ่านได้
เห็นความประจักษ์แจ้งไม่แคลงใจ มิใช่ใครอื่นอย่าสงกา
ระเด่นมนตรีกุเรปัน แม่นมั่นแก่ใจเป็นหนักหนา
ทำไมจึ่งรู้ว่ากัลยา ให้หาลำเจียกจะต้องการ
ช่างเสาะหามาได้ดังประสงค์ แล้วส่งมาต่างราชสาร
นางค่อมไปไหนจึ่งพบพาน ได้วานเป็นทูตถือมา
ว่าแล้วจึ่งสั่งนางกำนัล เจ้าจงชวนกันไปเที่ยวหา
ข้าจะใคร่แจ้งกิจจา มาแล้วหลบหน้าไปแห่งใด ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝูงนางกำนัลน้อยใหญ่
แย้มสรวลแล้วชวนกันไป เที่ยวหาแห่งใดไม่พบตัว
ค้นทั้งรอบวัดแลวิหาร ที่สถานเทวาก็หาทั่ว
บ้างว่าอาจใจช่างไม่กลัว บ้างหัวบ้างโกรธโกรธา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๔๐

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์พงศ์อสัญแดหวา
เห็นกำนัลผ่อนกันออกมา บ้างดูมาลาที่ให้ไป
อันระเด่นบุษบาโฉมยง จะทรงเลือกบุหงาก็หาไม่
ดูบุหรงอันลงจับไม้ พระจะใคร่ให้นางเห็นกาย
จึ่งดำเนินเดินผ่านออกมา จะให้สบนัยนาโฉมฉาย
ครั้นนางไม่เห็นก็อุบาย เยื้องกรายฉายกริชอันฤทธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กลอง

๏ แสงกริชแวววาบปลาบมา ดังสายฟ้าต้องเนตรมารศรี
นางร้องสุดเสียงเทวี สลบลงกับที่ทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอก

๏ แล้วพระบุกชัฏลัดป่า หนีมาตามเนินเขาใหญ่
ไปยังพหลพลไกร เข้าในวัดเชิงเขานั้น ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงทั้งสี่ไม่มีขวัญ
เข้าอุ้มองค์อรไทไว้พลัน ฝูงกำนัลตระหนกตกใจ
บ้างเอาน้ำลูบพักตรา แล้วเอาสุคนธามาทรงให้
นางค่อยคลีคลายสบายใจ แต่ยังมิได้พาที
พระพี่เลี้ยงบังคมทูลถาม เป็นไฉนโฉมงามของพี่
จึ่งร้องสุดเสียงไม่สมประดี สลบลงดังนี้ด้วยอันใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บุษบาจึ่งแจ้งแถลงไข
น้องดูบุหรงก็งงไป มิได้แจ้งเหตุอันตราย
เห็นแต่แสงปลาบวาบมา วิญญาณ์หวาดหวั่นขวัญหาย
สุดที่จะดำรงทรงกาย ด้วยแสงสายมาต้องนัยนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงตริตรึกปรึกษา
อันเหตุทั้งนี้ซึ่งมีมา กับลักษณ์ในบุหงาอันเดียวกัน
แล้วจึ่งทูลเตือนพระบุตรี ตะวันบ่ายชายสีสุริย์ฉัน
จวนเวลาเฝ้าองค์พระทรงธรรม์ ขอเชิญขวัญเมืองแม่เสด็จไป​ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบาศรีใส
จึงพาฝูงอนงค์นางใน กลับไปยังสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

ช้าปี่

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์พงศ์อสัญแดหวา
ยับยั้งนั่งเล่นที่ศาลา ถวิลถึงบุษบาเทวี
เย็นนี้จะขึ้นมาบนกุหนุง พระหมายมุ่งจะใคร่พบโฉมศรี
ครั้นจะกลับพลับพลาก็ไม่ดี เหมือนแกล้งตามเทวีทั้งไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ เล่นพลางทางดูทินกร เมื่อไรจะอ่อนหย่อนแสงกล้า
พระเสแสร้งแกล้งชวนอนุชา พูดเล่นเจรจาสำราญใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๔๑

๏ บัดนั้น เสนากิดาหยันน้อยใหญ่
บรรดาที่ตามเสด็จไป อยู่ในหน้าวิหารลานวัด
บ้างตั้งวงลงเตะตะกร้อเล่น เพลาเย็นแดดร่มลมสงัด
ปะเตะโต้คู่กันสันทัด บ้างถนัดเข่าเดาะเป็นน่าดู
ที่หนุ่มหนุ่มคะนองเล่นจ้องเต สรวลเสเฮฮาขึ้นขี่คู่
บ้างรำอย่างชวามลายู เป็นเหล่าเหล่าเล่นอยู่บนคิรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์มะเดหวี
จึงปรึกษาพี่เลี้ยงผู้ภักดี อันเหตุทั้งนี้ซึ่งมีมา
องค์ระเด่นมนตรีกุเรปัน ก็เห็นผูกพันอยู่หนักหนา
จะได้ข้างอิเหนาหรือจรกา เป็นน่าสนเท่ห์หฤทัย
จะไปไหว้พระปฏิมากร เห็นจะแก้ความร้อนของเราได้
เสี่ยงดูให้รู้แจ้งใจ ว่าจะได้ข้างไหนเป็นมั่นคง
ตรัสพลางทางชวนพระธิดา ลงจากพลับพลาอันสูงส่ง
พรั่งพร้อมกำนัลนางอนงค์ เสด็จตรงขึ้นไปบนคิรี​ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เพลงช้า

๏ ครั้นถึงเนินผาศิลาลาด เห็นพวกชายเกลื่อนกลาดอึงมี่
หยุดอยู่แล้วมีเสาวนีย์ ให้สาวศรีไปขับเสียฉับพลัน​ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๔๒

๏ บัดนั้น สาวใช้รับสั่งแล้วผายผัน
วิ่งพลางร้องไปว่าใครนั้น มาเล่นนี่นันอยู่ดังนี้
พระประเทียบจะเสด็จขึ้นมา อย่าช้าจงไปเสียจากที่
ชาวไหนมาชมคิรี สนธยาราตรียังไม่ไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีศรีใส
จึงขับโยธาเสนาใน วิ่งซอกซอนไปตามลำพัง
พระโฉมยงกับองค์อนุชา ประสันตาผู้ร่วมฤทัยหวัง
วิ่งเข้าในวิหารซ่อนบัง แอบหลังพระปฏิมากร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์มะเดหวีศรีสมร
กับระเด่นบุษบาบังอร ก็พากันบทจรจรลี
มาถึงศาลาริมอาราม จึงตรัสห้ามกำนัลสาวศรี
ให้หยุดยั้งนั่งอยู่แต่นอกนี้ อย่าจรลีตามเราเข้าไป
ให้แต่สี่พี่เลี้ยงกัลยา เชิญเครื่องบูชาเข้ามาให้
สั่งพลางนางเสด็จคลาไคล เข้าในวิหารพระปฏิมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๏ ครั้นถึงจึงถวายนมัสการ อธิษฐานตามความปรารถนา
แล้วจึงจุดเทียนมิทันช้า กัลยาออกนามตามจำนง
เล่มหนึ่งเทียนระเด่นบุษบา ปักลงตรงหน้านวลหง
เล่มหนึ่งเทียนอิเหนาสุริย์วงศ์ ปักลงเบื้องขวาเทวี
เล่มหนึ่งเทียนท้าวจรกา อยู่เบื้องซ้ายบุษบามารศรี
เทียนทองทั้งสามเล่มนี้ ขอจงเป็นที่เสี่ยงทาย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ แล้วมีเสาวนีย์อันสุนทร ตรัสสอนพระบุตรีโฉมฉาย
เจ้าอย่าขวยเขินสะเทินอาย จงเสี่ยงทายอธิษฐานด้วยวาจา
แม้นเจ้าจะได้ข้างไหนแน่ ให้ประจักษ์ทักแท้จงหนักหนา
แม้นจะได้ข้างระตูจรกา ให้เทียนพี่ยานั้นดับไป
แม้นจะได้ข้างอิเหนากุเรปัน ให้รัศมีเพลิงนั้นแจ่มใส
ให้เทียนจรกาดับทันใด ขอให้เห็นประจักษ์บัดนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บุษบาประณตบทศรี
จึงทูลสนองพระชนนี ลูกนี้อดสูเป็นพ้นไป
จะให้ว่าเหมือนคำพระมารดา ลูกจะกล่าววาจากระไรได้
นางนิ่งขวยเขินสะเทินใจ อรไทบิดพลิ้วไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์มะเดหวีเสนหา
กับสี่พี่เลี้ยงกัลยา ปลอบนางบุษบายุพาพาล
เราอยู่ด้วยกันแต่เท่านี้ ไม่มีใครมาในวิหาร
จำแข็งใจกล่าวพจมาน จึงจะได้แจ้งการที่เดือดร้อน
จงตั้งจิตอธิษฐานด้วยวาจา กัลยาจงฟังแม่สั่งสอน
อภิวันท์ปัญจางค์ชลีกร ดวงสมรของแม่จงว่าไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๔๓

๏ เมื่อนั้น บุษบาบังคมประนมไหว้
จำเป็นกล่าวคำด้วยจำใจ ว่าไปตามคำพระมารดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์พงศ์อสัญแดหวา
ได้ฟังมธุรสพจนา จึงตอบวาจาไปพลัน
อันนางบุษบานงเยาว์ จะได้แก่อิเหนาเป็นแม่นมั่น
จรกาใช่วงศ์เทวัญ แม้นได้ครองกันจะอันตราย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๔๔

๏ เมื่อนั้น องค์มะเดหวีโฉมฉาย
กับพี่เลี้ยงไม่แจ้งแห่งอุบาย ก็ตื่นตายยินดีเป็นพ้นนัก
เกิดมาไม่ได้ยินใครลือเล่า พระเป็นเจ้ากล่าวคำให้ประจักษ์
ชะรอยว่าบุญของลูกรัก เห็นเที่ยงแท้นักไม่สงกา
ต่างคนยอกรบังคม นบนิ้วประนมเหนือเกศา
มะเดหวีจึงมีวาจา ตอบพระปฏิมาไปทันใด
ซึ่งพระองค์ตรัสมาทั้งนี้ ข้าบาทยังมีความสงสัย
ด้วยอิเหนามิได้ชอบใจ จึงเกิดเหตุเภทภัยดังนี้
เขาไปเลี้ยงระเด่นจินตะหรา นางร่ำ่พรรณนาเป็นถ้วนถี่
พระปฏิมามิได้พาที มะเดหวีจึงว่าแก่บุษบา
แม่ทูลเท่าไรไม่ตอบถ้อย ชะรอยบุญแม่น้อยเป็นนักหนา
ลูกรักจงกล่าววาจา ให้เหมือนแม่ว่าทุกสิ่งไป ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บุษบาเยาวยอดพิสมัย
บังคมก้มพักตร์ละอายใจ แล้วทูลไปเหมือนคำพระมารดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระองค์พงศ์อสัญแดหวา
จึงตอบคำไปมิได้ช้า จินตะหราใช่วงศ์เทวัญ
อิเหนากับบุษบาโฉมยง เป็นวงศ์เทวากระยาหงัน
วาสนาเขาเคยคู่กัน ที่จะมิรักนั้นอย่าสงกา
บัดนี้ตามมาถึงคิรี ก็เพราะมีใจแสนเสนหา
ว่าพลางทางต้อนค้างคาวมา ธูปเทียนชวาลาก็ดับไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ พระจึงย่องมานั่งลงข้างข้าง กลัวจะผิดตัวนางยังสงสัย
ต่อได้ยินสุรเสียงทรามวัย พระลูบไล้ประคองต้องกาย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บุษบาอกสั่นขวัญหาย
กอดชนนีไว้ไม่เคลื่อนคลาย มือชายมาถูกลูกนี้
นางสะบิ้งสะบัดปัดป้อง หวาดหวีดกรีดร้องอึงมี่
มืดมนเป็นพ้นพันทวี พระชนนีจงช่วยลูกด้วยรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์มะเดหวีเสนหา
สำคัญว่าองค์พระปฏิมา หยอกนางบุษบาทรามวัย
จึงห้ามว่าอย่าร้องครื้นเครง แม่ต้องตัวเจ้าเองว่าอยู่ไหน
ใครจะสามารถอาจใจ ล่วงเข้ามาได้ในนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึงพระพี่เลี้ยงทั้งสี่
ได้ยินสุรเสียงพระบุตรี สาวศรีคิดแปลกประหลาดใจ
ต่างคนคลานคลำหาเทียน วนเวียนไปมาไม่หาได้
พบแต่ข้าวตอกดอกไม้ ซ่าเหง็ดได้เทียนแล้วจุดมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ชุบ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงวงศ์อสัญแดหวา
เห็นแสงไฟแต่ไกลก็ลีลา จากองค์กัลยามาพลัน
เข้าแอบอยู่หลังพระปฏิมา นัยนาแลลอดรับขวัญ
ก่นแต่ตกใจอยู่อย่างนั้น ไม่สำคัญว่าพี่รักนางเทวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นวลนางซ่าเหง็ดสาวศรี
มาถึงจึงเอาอัคคี ถวายพระชนนีบังอร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์มะเดหวีศรีสมร
ก้มเกล้าดุษฎีชลีกร แล้วสอนบุษบาให้ทูลไป
ว่าอิเหนามาตามด้วยความรัก ข้อนี้ไม่ประจักษ์ยังสงสัย
ซึ่งมาจากหมันหยาเวียงชัย เพราะดาหามีภัยจึงไคลคลา
หวังจะช่วยรณรงค์สงคราม มิใช่มาด้วยความเสนหา
นี่แวะมาไหว้พระปฏิมา แล้วจะไปหมันหยาธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี
จึงสนองพจนาพาที แม้นเทวีมิเชื่อวาจา
แต่นี้อย่ามาบูชาเรา ยังเขาวิลิศมาหรา
ว่าพลางกระซิบสั่งประสันตา กับองค์อนุชาภูธร
ทีนี้พี่จะออกไปใหม่ เจ้าเร่งไล่ค้างคาวอย่าหยุดหย่อน
กว่าพี่จะกลับบทจร ว่าแล้วก็ต้อนค้างคาวไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ ไฟดับมืดมนอนธการ ในวิหารหาเห็นกันไม่
พระจึงค่อยย่องคลาไคล ออกไปยังองค์พระบุตรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โอบอุ้มนงลักษณ์ใส่ตักไว้ ลูบไล้ปทุมทองผ่องศรี
นาสาสูบรสสุมาลี หอมกลิ่นเทวีฟุ้งขจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบาดวงสมร
สุดคิดที่จะปล้ำปลิดกร บังอรร้องอึงคะนึงไป
พระชนนีจงช่วยลูกด้วยรา ชะรอยพระพี่ยาเข้ามาได้
ข่มเหงลูกนี้เป็นพ้นไป จะหยิกข่วนเท่าไรไม่นำพา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มะเดหวีตกใจเป็นนักหนา
ใช้นางประเสหรันกัลยา จงไปจุดเทียนมาบัดนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประเสหรันพี่เลี้ยงโฉมศรี
จึงวิ่งไปพลันทันที แล้วจุดอัคคีมาฉับไว ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงทวาราก็เพลิงดับ จึงกลับไปจุดมาใหม่
ถึงสามทีแล้วไม่ได้ไฟ ด้วยค้าวคาวบินไปบินมา
พอเหลียวไปเห็นปล้องไม้ วางอยู่แทบใกล้แผ่นผา
จึงหยิบเอาครอบไฟไคลคลา แฝงตัววิ่งพาเข้ามาพลัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงจึงเปิดอัคคี เห็นระเด่นมนตรีอยู่ที่นั่น
บุษบาเคลื่อนองค์ลงทัน อิเหนานั้นยังยุดพระกรไว้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มะเดหวีเคืองขัดอัชฌาสัย
จึงว่าแก่ระเด่นมนตรีไป เป็นไฉนมาทำอหังการ์
ลบหลู่ดูหมิ่นเป็นพ้นนัก องอาจราชศักดิ์เป็นหนักหนา
แต่เราเป็นผู้ใหญ่กำกับมา ยังว่าทำได้ถึงเพียงนี้
ฮึกฮักหักหาญไม่คิดกลัว ถือตัวว่ามีศักดิ์ศรี
จะเกรงใจใครบ้างก็ไม่มี เห็นดีแล้วหรือประการใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีก็แก้ไข
ทูลสนองพระชนนีไป ลูกมิได้องอาจอหังการ์
อันนางบุษบาบังอร พระบิดรได้ยกให้แก่ข้า
แต่ยังเยาว์อยู่ด้วยกันมา พระมารดาก็แจ้งอยู่ด้วยกัน
หักหาญเอาไปให้ระตู สุดรักสุดรู้จะอดกลั้น
สู้ตายไม่เสียดายชีวัน จะทราบถึงทรงธรรม์ก็ตามที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์มะเดหวี
จึงตอบคำระเด่นมนตรี เจ้าว่าได้ด้วยมีศักดา
แต่เยาว์มานั้นได้ตุนาหงัน เพราะร่วมวงศ์พงศ์พันธุ์อสัญหยา
จึงทำตามจารีตบุราณมา หวังมิให้วงศาอื่นปน
ครั้นจำเริญวัยขึ้นทั้งสอง ท้าวปองจะปลูกให้เป็นผล
นัดจะแต่งวิวาห์มงคล กุศลไม่เคยคู่กับนัดดา
เจ้าตัดมาว่าไม่เลี้ยงเทวี ให้มีคู่เถิดตามปรารถนา
การจึงขาดกันแต่นั้นมา ทรงธรรม์ก็ไม่ว่าประการใด
ครั้นข้างจรกามากล่าว สมพระทัยท้าวจึงยกให้
เจ้ามาทำหยาบหยามเอาตามใจ แกล้งจะให้ได้ความอัประมาณ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีสนองสาร
ซึ่งว่าลูกสลัดตัดรอนราน ไม่เลี้ยงเยาวมาลย์เหมือนว่านี้
คือใครที่ได้ถือสาร มาว่าขานจึงทราบบทศรี
พระมารดาได้ไหนมาพาที จงชี้ความชั่วเอาตัวมา
อันนางนี้สิเป็นของลูก รักใคร่พันผูกนักหนา
พระชนนีว่าของจรกา ก็ให้ตัวขึ้นมาชิงชัย
แม้นแพ้แลจึงจะส่งนาง บัดนี้ที่จะวางอย่าสงสัย
ชวนกันข่มเหงไม่เกรงใจ เอาเมียเขาไปให้จรกา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๔๕

๏ เมื่อนั้น องค์มะเดหวีเสนหา
ได้ฟังเร่าร้อนในอุรา สุดปัญญาที่จะหย่อนผ่อนลง
อิเหนานั้นก็ดันดึงไป ไม่วางนางให้ดังประสงค์
แม้นรู้ถึงท้าวทั้งสององค์ ก็จะทรงพระโกรธดังเพลิงกาฬ
จะปลอบวอนโดยดีดีกว่า อย่าให้กิจจานี้ฟุ้งซ่าน
คิดแล้วจึงกล่าวพจมาน กระนี้หรือหลานว่ารักน้อง
ฝูงคนรู้ไปจะได้อาย ทั้งจะขายบาทาท้าวทั้งสอง
ถ้าจะใคร่ได้ดังใจปอง ค่อยตริตรองให้ปรกติกัน
แม้นรักอย่าให้น้องได้อาย แม่จะช่วยเบี่ยงบ่ายผ่อนผัน
เห็นจะสมดังจิตที่คิดนั้น อันจะทำดึงดันไปดังนี้
ก็จะทรงพระโกรธมากไป ที่ไหนจะได้นางโฉมศรี
เจ้าจงตรึกดูให้ชอบที สุดแท้แต่ดีด้วยกัน ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเฉิดฉัน
คิดเอ็นดูบุษบาลาวัณย์ จึงคาดคั้นเอาคำพระมารดร
จงให้สัตย์ปฏิญาณแก่ลูกรัก จำเพาะพักตร์พระปฏิมาก่อน
แม้นรับจะให้ได้บังอร จะวางกรอรไทให้ไคลคลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๔๖

๏ เมื่อนั้น มะเดหวีจนใจเป็นหนักหนา
ทั้งสี่พี่เลี้ยงกัลยา จำรับวาจาด้วยจำใจ
แม่จะทูลเบี่ยงบ่ายให้หายโกรธ พระจะเคืองคุมโทษไปถึงไหน
จะผันผ่อนวอนว่าภูวไนย สุดแต่จะให้ได้แก่เจ้านี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจาบทที่ ๔๗

๏ เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเกษมศรี
ดังได้ผ่านฟ้าดุษฎี จึงทูลพระชนนีไปทันใด
พระองค์ได้รับวาจา จะวางนางบุษบาไปให้
จะขอเปลี่ยนอาภรณ์บังอรไว้ จะได้ชมพลางต่างกัลยา
ว่าแล้วจึงเปลื้องเครื่องทรง ยื่นให้แก่องค์ขนิษฐา
บุษบาเบือนเสียไม่นำพา ยุดพระมารดาไว้มั่นคง ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มะเดหวีมีศักดิ์สูงส่ง
จึงเปลื้องเครื่องพระบุตรีทรง ให้องค์ระเด่นมนตรี
รับเอาอาภรณ์ของนัดดา มาทรงให้บุษบาโฉมศรี
เสร็จแล้วจึงพานางเทวี จรลียังสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กินรรำ

๏ เมื่อนั้น พระโฉมยงวงศ์อสัญแดหวา
จึงชวนสังคามาระตา กับพี่เลี้ยงกลับมาพลับพลาพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด ฯ

https://vajirayana.org/system/files/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2_264950.pdf
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ