๑๗

ประกาศของอำเภอออกไปไม่กี่วัน ความปั่นป่วนก็เริ่มปรากฏขึ้น ระหว่างชาวบ้านผู้มีอาชีพในการตักยางอยู่บนสองฝั่งแม่ปิงในท้องที่อำเภอเมือง ไม่ต้องสงสัยว่ามันจะไม่ต่อเนื่องมาถึงรื่นด้วย หลายรายที่รับปากคำและเงินมัดจำจากเขาไว้เกี่ยวกับไม้ยางตามตำบลเหล่านั้นพากันลงมาปรับทุกข์กับเขา หลายรายถูกบุกรุกจากบุคคลใหม่เข้าครอบครองยึดถือกรรมสิทธิ์ และรายกำลังมีคดีพัวพันอยู่ที่โรงศาลฐานก่อการวิวาทหรือทำร้ายร่างกาย

“ใครจะไปทนมันได้ จู่ ๆ ก็เข้าไปจับจองเอาโดยพลการ” ชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งจะต้องโค่นและเข็นไม้ยางมากองไว้ให้เขาริมฝั่งในปีนั้นเล่า “ป่านั้นน่ะทำกันมาแต่ครั้งพ่อ ครั้งปู่จนเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งเมืองว่าอยู่ในความดูแลของฉัน ยางที่ตักได้มันก็ไม่มากมายอะไรถึงกะจะร่ำรวย พอกินไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น”

“ไหนว่าทางอำเภอเขาปิดประกาศ เปิดให้คนจับจองกันได้ไม่ใช่หรือ ?” รื่นถาม “แล้วก่อนคนใหม่จะเข้าถือกรรมสิทธิ์ก็ปิดประกาศให้รู้ล่วงหน้า”

เจ้าทุกข์ถอนใจ “มันได้ประโยชน์อะไร พ่อกำนัน ? ฉันเองน่ะพอได้อ่านประกาศก็รีบเปิดไปขอจับจองตามระเบียบ แต่ทางอำเภอเขาไม่อนุญาต อ้างว่ามีไร่มีนาพอทำกินแล้ว ควรเปิดโอกาสให้คนอื่นบ้าง เอาละ, ถ้าเป็นคนบ้านเรา ฉันก็จะไม่ว่ากระไร นี่ใครมาจากไหนก็ไม่รู้ ทางอำเภอกลับสั่งตูม ปิดประกาศแล้วก็ออกใบเหยียบย่ำให้มันจะไม่เจ็บใจยังไง ในเวลานี้ฉันยังไม่เคยเห็นหน้าคนที่จะอยู่ใหม่ด้วยซ้ำไป !”

“อ้ายใยเองถูกคดีหาว่าพยายามทำร้ายร่างกายก็เพราะว่ามันทนไม่ไหวจริงๆ เหมือนกัน” ชาวบ้านอีกคนหนึ่งชี้แจง “อยู่ ๆ วันหนึ่งก็มีอ้ายใครจากไหนไม่รู้หอบลูกหอบเมียมาปลูกกระต๊อบลงในไร่ของมัน อ้ายใยไปต่อว่าเข้าก็เอาใบเหยียบย่ำให้ดู บอกว่าทางอำเภออนุญาตให้เข้าครอบครองได้แล้ว นั่นแหละเรื่องมันถึงได้เกิด...”

แต่ละรายลงรอยเดียวกันทั้งนั้น ส่วนน้อยที่ได้รับใบเหยียบย่ำในการจับจอง และเข้าครอบครองที่ของผู้ทำมาหากินมาก่อนเป็นคนบ้านเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่มาจากที่อื่น การคัดค้านไม่เคยได้รับผลอะไร ผู้ใหญ่บ้าน กำนันท้องถิ่น หมดความสามารถที่จะให้ความช่วยเหลือ รื่นรู้ว่าถ้าเหตุการณ์ยังคงดำเนินอยู่เช่นนั้น ก่อนที่ลมเหนือจะผ่านไป และฤดูแล้งเริ่มต้น เมื่อฝนเริ่มชุกและฤดูน้ำปีหน้ามาถึง โครงการค้าไม้ครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาก็คงจะล้มเหลวอย่างไม่มีปัญหา เขารู้ต่อไปอีกว่าใครและอะไรอยู่เบื้องหลังพฤติการณ์เหล่านี้ แต่ตรงกันข้ามกับกรณีสัมปทานป่าโป่งน้ำร้อน รื่นมิได้ตีโพยตีพายหรือแสดงความขมขื่นเคียดแค้นอันใดออกไปให้ปรากฏ เขารู้ว่าความอดทนเป็นสิ่งจำเป็นเพียงไร ก่อนที่จะวางไพ่ตัวเก็งลงไปในกรณีพิพาทครั้งนี้ รู้ดีจนกระทั่งคู่ปรปักษ์ของเขาจะต้องพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้ซ้ำความผิดพลาดของสัมปทานป่าโป่งน้ำร้อนได้ อำนาจโดยไม่มีกฎหมายเป็นอำนาจที่ร้ายแรงพออยู่แล้วสำหรับคนเราจะเผชิญด้วย อำนาจที่อาศัยกฎหมายจะร้ายยิ่งไปกว่านั้น และการกระทำใดที่เขาแสดงออกไปผิดจังหวะ จะไม่ต่างอะไรเลยกับวิ่งเอาหัวชนกำแพง หรือนอนขวางกระแสอันแรงของน้ำป่า

รื่นอดคิดถึงละเมียดไม่ได้ แม้โดยความจริงใจจะไม่เคยเชื่อว่าหล่อนมีมือเกี่ยวข้องอยู่ด้วยในการกระทำครั้งนี้ เขาไม่เคยหวังความเห็นอกเห็นใจหรือความเมตตาปรานีอันใดจากหลวงราชบริการ นายเสถียรก็เหมือนกัน ผู้เดียวที่เขามั่นใจหนักหนาว่าจะให้ความเป็นธรรมได้ก็แต่เจ้าคุณผู้ว่าราชการเท่านั้น แต่ท่านก็ลงมาราชการเสียกรุงเทพฯ โดยไม่มีใครทราบกำหนดกลับ ปลัดจังหวัดผู้รักษาการแทนก็หวังพึ่งไม่ได้ ตราบใดที่ยังรักชีวิตสำราญและตกอยู่ในอิทธิพลแห่งการปรนปรือของนายอำเภออย่างหนีไม่พ้น

จนกระทั่งฤดูหนาวผ่านไป และการค้าไม้ประจำปีสิ้นสุดลง รื่นก็ยังไม่สามารถจะตัดสินใจให้เด็ดขาดลงไปได้ เกือบทุกวันข่าวที่เขาได้รับจากบรรดาเจ้าของยางที่เคยติดต่อไว้เหล่านั้นยิ่งเพิ่มความร้อนใจ เมื่อปรากฏว่าผู้ที่เข้ามาครอบครองใหม่ เริ่มลงมือตัดไม้เพื่อเตรียมตัวไว้รับฤดูน้ำหน้า แทบทุกป่ายางบนฝั่งแม่ปิงตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ถึงกระนั้นรื่นก็ยังไม่ลงมืออะไร

ชาวบ้านโขมงหักท้ายกำแพงเพชรคนหนึ่งซึ่งทนดูอยู่ไม่ได้ ถึงกับแล่นไปหาเขาในเวลาค่ำวันหนึ่งด้วยความเป็นเดือดเป็นแค้นแทน

“นี่กำนันจะปล่อยมันเป็นไปยังงี้หรือไง ?” ชายผู้นั้นเป็นคนเก่าคนที่รู้จักเขามาแต่แรกเริ่มลงมือค้าไม้ใหม่ ๆ “อีกหน่อยป่าทั้งป่าจะไม่มีอะไรเหลือนอกจากตอ ของก็ไม่ได้ เงินก็สูญเปล่า––”

“แล้วพี่เปรมจะให้ฉันทำยังไง ?” เสียงของรื่นมิได้บอกความกระตือรือร้นสนใจอะไรมากไปกว่าธรรมดา

“ทำยังไง ? ก็ส่งคนของเราตัดให้มันเกลี้ยงป่าไปเท่านั้นเอง ใครจะมาว่า” หน้าตาเปรมแดงก่ำ “นายอำเภอทำยังงั้นใช้ได้ที่ไหน เป็นไรเป็นกันฎีกาให้ถึงหลวงเลย ราษฎรเดือดร้อนนี่––”

“ฉันรู้พี่เปรม––รู้ดี ! แต่ถึงงั้นสิ่งใดที่เขาทำไปตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ เราก็หมดหนทางที่จะทำอะไรได้ การแก้ไขต้องแก้กันที่ต้นตอ นายอำเภอเป็นคนออกประกาศอนุญาตการจับจองที่ดินเฉพาะป่ายางเหล่านั้น นายอำเภอจะต้องเป็นคนออกประกาศแก้ไขคืนมันให้กับเจ้าของเดิมเขาไป”

ตาเปรมเงยหน้าขึ้นมองดูเขาอย่างอัศจรรย์ใจ

“กำนันพูดอะไรของกำนัน––” แกตั้งกระทู้ ชะโงกหน้าเข้ามาจนใกล้ กล่าวต่อไปด้วยเสียงกระซิบ “บอกให้ฉันจัดการเวลาออกไปตรวจท้องที่ยังจะพอเข้าใจ แล้วก็ง่ายกว่าเป็นกอง––”

รื่นหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “แล้วก็มีประโยชน์อะไร นอกจากในคุกเพิ่มนักโทษอีกคนหนึ่ง หรือในป่าเพิ่มโจรอีกพวก––”

“ก็จะแปลกอะไร ?” นัยน์ตาและเสียงของตาเปรมดุขึ้นมาตามนิสัย “ถ้าไม่มีหลวงราชเป็นนายอำเภอจะทำให้พวกเราอยู่เย็นเป็นสุขทั้งโขมงหักและปากคลอง!”

รื่นมองดูแกอย่างพินิจพิจารณาแล้วก็สั่นศีรษะ

“อย่าปล่อยให้ความคิดอย่างนั้นเข้ามาอยู่ในหัวพี่เปรม” เขาบอกเสียงแสดงความอ่อนใจ “อย่าปล่อยให้ความคิดอย่างนั้นมาทำให้เราเขวไป กำแพงร้ายอยู่แล้วด้วยโรคภัยไข้เจ็บ โจรผู้ร้ายและอ้ายเสือที่มาจากถิ่นอื่น อย่าให้มันร้ายขึ้นไปกว่านั้นอีกด้วยอ้ายเสือที่เกิดขึ้นในถิ่นเรา อย่าเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก ใครได้ยินเข้าจะไปกันใหญ่ เชื่อฉันเถอะพี่เปรม เราบวชเรียนมาด้วยกันแล้วควรจะรู้ว่าความอาฆาตจองเวรไม่ให้คุณอะไร นิสัยฉันไม่ใช่คนกลัวคน ไม่เคยยอมอ่อนข้อให้กับใครมาแต่ไหนแต่ไร แต่เราต้องระวังตัวให้อยู่ในที่ๆ ถูก ฝ่ายที่ถูก”

“เราเป็นฝ่ายที่ถูก” ตาเปรมว่า

“นั่นตามความรู้สึกของเรา แต่ไม่ใช่ตามสายตาของกฎหมาย”

“กฎหมายบ้าบออะไร ให้นายอำเภอเที่ยวยกที่ของเขาไปให้คนอื่น”

“กฎหมายดูบ้าบอไปเสมอ เมื่อคนปฏิบัติไข้วเขวเราจะต้องแก้ไข”

“กำนันจะทำอย่างไร ?”

“อย่างที่บอกพี่เปรมมาแล้ว นายอำเภอออกประกาศให้ราษฎรจับจองที่ดินป่ายาง แล้วอนุญาตให้เฉพาะคนที่เป็นของนายอำเภอ นายอำเภอจะต้องเป็นคนออกประกาศคืนที่ดินป่ายางเหล่านั้น ให้แก่ผู้ครอบครองเดิมด้วยตนเอง ฟังดูอาจจะเป็นหนามบ่งหนาม แต่มันก็เป็นไปตามกฎหมาย”

ตาเปรมยกมือขึ้นเกาะศีรษะ ยังไม่เข้าใจ รื่นกล่าวต่อไปด้วยเสียงและสีหน้าเดิม

“ฟัง! พี่เปรม ––– ฉันทุ่มเทเงินทองลงไปในการว่าไม้ยางตามป่าเหล่านั้นไว้จนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ถามสุดใจ...” เขาชี้มือไปที่ภรรยาซึ่งนั่งอยู่ในเงามืดของเฉลียงข้างหลัง “ทองหยองเครื่องแต่งตัวมีอยู่เท่าไรจำนำจองเขาไปทั้งนั้น ไหนยังจะกู้ยืมมาจากคนอื่นเขาอีก นึกหรือว่าฉันจะยอมปล่อยมือไม้เหล่านั้นง่าย ๆ มันจะล้มเหลวไม่ได้ ไม่งั้นฉันก็ฉิบหาย พวกนั้นจะกินเข้าไปแต่ละมือก็ทั้งยาก จะเอาอะไรมาชดใช้ฉัน แต่นั่นยังไม่สำคัญ ถ้างานครั้งนี้สำเร็จ ฉันเกือบจะเลิกค้าไม้ได้ ถ้าเหลวฉันก็หมดตัว ต้องกลับไปตั้งต้นใหม่ ไม่มีวันเสียละที่ฉันจะยอมถอยหลัง ที่ดินเหล่านั้นจะต้องเป็นของคนพวกนั้น และไม้ยางทุกต้นจะต้องตกเป็นของฉันถึงมันจะหมายถึงต้องเดินทางไปถวายฎีกาก็ตาม ฉันจะพยายามต่อสู้อย่างที่สุดเพื่อความเป็นธรรม แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมายบ้านเมือง ไม่ใช่กฎหมายป่า ก่อนถึงทูลเกล้าถวายฎีกาเรายังมีวิธีอื่น ๆ อีก เรายังมีเจ้าเมือง เรายังมีเทศา เรายังมีเสนาบดี....”

“กว่าเรื่องของกำนันจะถึงที่สุด ไม้ยางเหล่านี้ก็กลายเป็นขึ้นายอำเภอไปหมดแล้ว” ตาเปรมกระแทกกระทั้นอย่างขัดใจ

รื่นยิ้มละไม “เปล่า, ฉันได้ข่าวจากเมืองวันนี้เองว่าเจ้าคุณท่านกำลังเดินทางขึ้นมากำแพง.....”

ตาเปรมยกมือทั้งสองขึ้นแล้วก็ทิ้งลงข้างกายอย่างยอมจำนน

“ตามใจ ถ้ารื่นอยากทดลองอย่างนั้น แต่....” แกส่ายหน้า “สู้ให้ฉันจัดการอย่างว่าง่ายกว่าเป็นกองแล้วก็ทันใจดี”

“พอที่สำหรับเรื่องนั้นพี่เปรม” เขาเตือน ก่อนที่แกจะลาจากไป “ไว้เป็นธุระของฉันเอง พวกเราทุกคนแหละ อย่าเอะอะวุ่นวายอะไรมีแต่จะหาร้ายใส่ตัว”

“ตาเปรมไม่เคยเป็นคนมุทะลุดุดันอย่างนี้เลย” สุดใจเอ่ยภายหลังที่นักเลงเก่าบ้านโขมงหักกลับมาแล้ว “แกทำให้ฉันไม่สบายใจ, พี่รื่น, ฉันไม่ชอบให้มีเรื่องราวต่อกัน การค้าไม้ยางของเราครั้งนี้ พอเริ่มต้นก็จะมีอุปสรรคเสียร่ำไป ชักอ่อนใจเสียแล้ว” สามีหันไปมองดูหล่อนด้วยสายตาอันครุ่นคิด

“คนใจอ่อนไม่มีโอกาสจะไปไหนไกลได้” เขาบอกหล่อนเรียบ ๆ อุปสรรคก็เป็นสิ่งที่คนเราจะต้องเอาชนะ เอ็งอย่าว่าแต่ตาเปรมเลยสุดใจ ถึงคนอื่นๆ ก็รู้สึกอย่างแกทั้งนั้น ถึงข้าก็เหมือนกัน แต่ข้าเป็นกำนันไม่งั้นเรื่องที่ตาเปรมแนะนั่นแหละข้าจะลงมือก่อน คนมีแต่ทำความเดือดร้อน, ความทุกข์ทรมานให้แก่ชาวบ้านชาวเมืองอย่างหลวงราชไม่ควรจะอยู่หนักแผ่นดิน....”

มันเป็นการระบายความรู้สึกที่คุกรุ่นรุนแรงอยู่ภายใน ซึ่งนานทีปีหนสุดใจจะได้ฟังจากเขาสักครั้ง ในระยะหลังๆ นี้อายุที่ล่วงไป และวัยที่จัดเจนขึ้น ทำให้ความขมขื่นเป็นของที่ชีวิตทนรับได้ แม้กระนั้นพิษสงของมันก็ไม่ไปไหน รื่นรอโอกาสของเขาอยู่เงียบ ๆ ในขณะที่เหตุการณ์ระหว่างบริษัทและชาวบ้านเป็นไปอย่างวุ่นวาย จนกระทั่ง ๓ วันผ่านไปแล้วหลังจากท่านเจ้าคุณผู้ว่าราชการจังหวัดถึงกำแพงเพชร จึงตกลงใจข้ามฟากไปขอพบที่จวน

เคราะห์ดีที่ปลอดคนเป็นโอกาสให้เขาได้เข้าเรียนเรื่องราวแก่ท่านแต่ลำพัง เขาไม่มีร่างของเรื่องราวที่จะร้องทุกข์ไม่มีหลักฐานอะไรจะยืนยันประกอบเรื่องราวเหล่านั้น ข้อสำคัญเขาเองมิใช่คู่กรณีกับบรรดาผู้ที่เข้าไปครอบครองที่ดินอยู่ใหม่ อย่างมากที่เขาเกี่ยวข้องอยู่ก็ด้วยก็ในฐานคู่สัญญาในเรื่องไม้ยางกับเจ้าของป่าเดิมเท่านั้น

“–– กระผมเกรงใจพระเดชพระคุณที่สุดที่จะมารบกวนในเรื่องนี้” เขาเรียนท่านในตอนหนึ่ง “แต่ไม่มีหนทางจะหันไปพึ่งใครได้ ขอให้ชาวบ้านเหล่านั้นมากราบเรียนเองก็ไม่มีใครกล้า ล้วนแต่กลัวนายอำเภอกันทุกคน ถึงกระผมเองถ้าผลประโยชน์ในเรื่องไม้ยางที่ตกลงไว้กับเจ้าของเดิมไม่ผูกพันอยู่ ก็คงไม่มาเอ่ยขึ้น”

“ฉันเข้าใจกำนันรื่น – – – ฉันเข้าใจ” ท่านเจ้าคุณเอ่ยอย่างตรึกตรอง สีหน้าของท่านหม่นหมองและอึดอัด เหมือนได้ข่าวซึ่งเคยคาดคะเนไว้นานแล้วว่าจะเกิดขึ้น “ฉันเชื่อว่าทุกอย่างที่กำนันรื่นบอกให้รู้ อย่างไรเสียก็ต้องเป็นความจริง ฉันรู้จักคนในบังคับบัญชาของฉันดี เพียงแต่ไม่คิดว่าเขาจะถือเอาความปรานีของฉันไปเป็นความรู้ไม่เท่าทัน หูหนวก ตาบอด อย่างนั้น นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นการกระทำไปในนามของคณะกรมการจังหวัดและอำเภอเมือง นั่นหมายถึงปลัดจังหวัดร่วมงานด้วย” ท่านถอนใจ ความอิดโรยซึ่งไม่หายดีจากการเดินทางปรากฏขึ้นมาอีก ทั้งจากกิริยา นัยน์ตา และน้ำเสียง “เป็นกันไปได้––เป็นไปอย่างไม่น่าเชื่อ ! เอาชื่อฉันเข้าไปพัวพัน –– แต่ไว้ใจฉันรื่น” ท่านหันมามองดูเขาด้วยนัยน์ตาอันสุกใสมองด้วยความปรานีเหมือนบิดาจะพึงมองดูบุตร “เรื่องนี้อาจต้องถึงเทศา มิเช่นนั้นก็กระทรวง ฉันเท่ากับตกเป็นจำเลยคนหนึ่งของรื่นเหมือนกัน แต่ฉันอยู่ในฐานะไหน หรือเรื่องจะไปไกลถึงทูลเกล้าถวายฎีกา รื่นไว้ใจได้อย่างหนึ่งว่ารื่นจะได้รับความเป็นธรรม ฉันจะพยายามดูแลให้มันเป็นไปตามนั้น ถ้าฉันไม่ตายเสียก่อน – –”

วาจาอันจับใจของท่าน ทำให้เขาแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ด้วยความตื้นตันใจ รื่นกราบลงที่เท้า พูดไม่ออกชั่วครู่ใหญ่ ๆ

“ใต้เท้าเหมือนร่มโพธิ์ ร่มไทรของพวกกระผม” เขาพึมพำ “ของกำแพงทั้งกำแพง – – –”

สายตาของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทอดข้ามศีรษะเขาออกไปภายนอกกำแพงเมืองเก่าซึ่งเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ยังท้องฟ้าอันใสสะอาดเป็นสีครามเข้ม และต้นพิกุลซึ่งต้องลมอ่อนโอนกิ่งก้านเอนไปมา ยิ้มละไมปรากฏขึ้นบนดวงหน้าของท่าน ยิ้มอย่างเศร้าๆ เหมือนระลึกถึงคืนวันที่ผ่านมาแล้วในอดีต ซึ่งไม่มีใครสามารถทราบได้

“ร่มโพธิ์ ร่มไทร !” ท่านพึมพำ “รื่นทำให้ฉันนึกถึงคุณแม่ของฉัน ท่านอวยพรอย่างเดียวกัน เมื่อฉันจะขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองที่นี่ แต่เจ้าเมืองทุกคนควรจะมีความหมายอย่างนั้น ไม่ใช่หรือรื่น สำหรับราษฎรที่ตนปกครอง เหมือนพี่, เหมือนน้อง, เหมือนลูกเหมือนหลานในครอบครัวเหมือนคนกับคน ไม่ใช่บ่าวกับนาย ฉันอยู่เมืองนี้มานาน จนรู้สึกเหมือนเป็นบ้านเกิดอีกแห่งหนึ่งของฉัน ฉันรู้จักชาวเมืองนี้มานาน จนรู้สึกเหมือนทุกบ้านอยู่ในวงศาคณาญาติ ฉันอาจจะบอกได้ว่าบ้านไหนมีใครกี่คน บอกได้จนกระทั่งชื่อของเด็กคนใหม่ที่เกิด สุขของเขาคือของฉัน ทุกข์ของเขาคือทุกข์ของฉันด้วย ข้าราชการในบังคับบัญชาทุกคนเคยได้รับอบรมให้ใกล้ชิดสนิทสนมกับราษฎรพลเมืองอย่างนี้ทั้งนั้น ฉันเสียใจที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น และเกิดในท้องที่ของเมืองที่ฉันปกครองดูแลทุกข์เสียด้วย – –” พูดแล้วท่านก็ลุกขึ้นยืนช้า ๆ สายตายังคงจับอยู่กับภาพต่างๆ ตรงหน้า “แน่ละ, เรื่องนี้จะได้รับการสอบสวนโดยด่วน ขอเวลาให้ฉันคิดสัก ๒–๓ วัน ว่าควรจะจัดการอย่างไรต่อไป –”

รื่นกราบลาท่านออกมากึ่งโล่งใจกึ่งอึดอัด ความปริวิตกใด ๆ ปัดออกไปจากความกังวลได้ แต่ในขณะเดียวกัน ภาพของท่านสุภาพบุรุษชราผู้ได้รับความสะเทือนใจอย่างหนักก็ไม่พ้นจากความคิดของเขาไปได้

ฉันควรจะเขียนเป็นหนังสือเสนอเรื่องราวขึ้นมาแทนที่จะพบท่านด้วยตัวเอง เขาคิดตลอดทางที่เดินออกมาจากจวน ท่านควรจะมีโอกาสเตรียมตัวรับข่าวเหล่านั้น แทนที่จะได้ทราบจากเขาอย่างกระทันหัน แต่ภายหลังจากคืนที่รอคอยมาเป็นเวลาช้านาน เป็นการสุดวิสัยที่เขาจะทนคอยต่อไปอีกได้ การร่างเรื่องราวมิใช่ของง่ายสำหรับเขา และการเจรจาด้วยปากคำระหว่างคนเราเปิดโอกาสแก่การซักถาม และทำความเข้าใจในปัญหาใดๆ ได้ละเอียดกว่า และดีกว่าลายลักษณ์อักษร

เขาก้มหน้าเดินดุ่มมาท่ามกลางแสงแดดที่กล้าบนถนนที่ร้อน ก่อนที่จะทันพ้นจากเชิงสะพานระหว่างจวนกับศาลากลาง ร่างหนึ่งซึ่งยืนขวางหน้าเป็นเหตุให้เขาหยุดชะงัก มันอาจจะเกิดจากสีแดงฉานของเครื่องแต่งกายภายใต้ร่มคันนั้น และบางทีมันก็อาจจะเกิดจากความกระทันหันของการพบปะอย่างมิได้คาดฝันมากกว่าอื่น ทำให้รื่นยืนงงอยู่เป็นครู่ก่อนที่จะได้คิดว่าเป็นใคร

“คุณเมียด !” เขาร้องทัก สาวเท้าเข้าไปหาโดยมิได้เอาใจใส่ต่อสายตาของผู้ที่นั่งอยู่ในศาลาท่าน้ำหน้าศาลากลาง “แหม! ไม่ได้พบกันเสียนาน”

ความแจ่มใสในน้ำเสียงที่หล่อนทักทายไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย ความสนิทสนมอย่างเคยก็เช่นเดียวกัน ความจริงนั้น เขาอดคิดไม่ได้ว่า ตั้งแต่จากกันละเมียดดูเปล่งปลั่งขึ้นจนแปลกตา ความร่าเริงก็เป็นไปอย่างบริสุทธิ์มากขึ้นกว่าเก่า บางทีการมีลูกจะทำให้หล่อนมีความสุขขึ้น รื่นคิดด้วยความเสียวปลาบเข้าหัวใจ ลูกกับผู้ชายคนนั้น !

“ฉันรู้ว่ารื่นไปไหนมา” ละเมียดกล่าวต่อไป “รู้ด้วยว่าเรื่องอะไร ตั้งแต่เห็นผ่านเมื่อตะกี้ ตั้งใจจะตามมาให้ทันที่จวน แต่ก็เห็นได้ว่าเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว”

อากาศอันแจ่มใสเมื่อสักครู่มืดมัวลงทันทีเหมือนพยับหมอกที่ตกลงมาปกคลุมอารมณ์รื่น

“ท่านเจ้าคุณยังอยู่ที่นั่น ถ้าคุณเมียดต้องการจะเข้าไปพบท่าน” เขาบอก สีหน้าเคร่งขึ้น

“เปล่าเลยรื่น” หล่อนหัวเราะ สีแดงซึ่งแสงแดดสาดลอดร่มกำมะหริดลงมา เต้นรัวอยู่ที่ใบหน้าอันยิ้มละไม “ไม่ใช่คุณลุง ฉันพบท่านแล้วตั้งแต่กลับจากกรุงเทพ ฯ วันแรก รื่นต่างหากที่ทำให้ฉันรีบมา – –”

“เพราะอะไร ?” เขารู้สึกตัวดีว่า เสียงนั้นปร่าโดยไม่สามารถจะบังคับได้

“เพราะไม่อยากจะให้มีการเข้าใจผิดเกิดขึ้นระหว่างรื่นกับฉัน” หล่อนบอก “เรื่องจับจองป่ายางเหล่านั้นไม่ใช่ความคิดของบริษัทเรา เป็นความคิดของเขาคนเดียว”

“คุณเมียดหมายความว่าบริษัทของคุณเมียดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไร ? จะไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรเลยจากการกระทำเหล่านั้น ?”

“มันคนละเรื่องรื่น ฟังฉันให้ดี” หล่อนหันรีหันขวางเหลียวไปรอบ ๆ กาย “พูดกันที่นี่ไม่เหมาะ ใครต่อใครกำลังมองกันอยู่นั่นแน่ะ มีเวลาไหมล่ะ รื่นแวะที่บ้านฉันสักครู่เถอะ จะอธิบายให้ฟัง”

เขาสั่นศีรษะช้า ๆ ตอบทั้ง ๆ ที่สายตาจับอยู่กับหน้า ๆ หนึ่งซึ่งโผล่ออกมาจากหน้าต่างของศาลากลางเลยต้นหูกวางเข้าไป

“ผมคิดว่ามันจะไม่เกิดประโยชน์อะไร”

“แต่ฉันต้องการให้รื่นเข้าใจฉันว่ามันไม่ใช่ความคิดของฉัน หรือเสถียร – –”

“ครับ แล้วไป เราเอาไว้ดูผลต่อไปกันดีกว่า – –”

หล่อนก้าวเข้ามาอีกก้าวหนึ่ง จนกระทั่งเงาสีแดงจากร่มคันนั้นสาดลงมาต้องศีรษะและหน้ารื่นด้วย

“ฉันรู้ว่ารื่นไปหาคุณลุง เพื่อเรียนท่านด้วยเรื่องอะไร ฉันไม่เอาใจใส่ ฉันไม่คัดค้าน ฉันไม่เกี่ยวข้องด้วยมันเกี่ยวกับเรื่องอื่น – เสียเวลาสักนิดเถอะ รื่น ฉันอยากพบจริง ๆ อยากพบมานานแล้วที่จะบอกเรื่องนี้

“ผมจะต้องรีบไปรับสุดใจที่ร้านหน้าเรือนจำ”

“งั้นก็ค่ำวันนี้” กิริยาและวาจาของหล่อนเต็มไปด้วยการวิงวอน “บางทีเสถียรเขากลับจากคลองเมืองทันจะเป็นพยานอีกคน – – ขอให้ฉันได้พูดกับรื่นสักหน่อยเถอะ ไม่งั้นทั้งเขาและฉันจะไม่มีสบายใจเลย”

“จำเป็นด้วยรีครับ คุณเมียด ถ้าเพียงเรื่องเท่านั้น ?”

“อ๋อ, จำเป็นมากทีเดียวรื่น สำหรับฉัน สำหรับเสถียร เรื่องเพียงนั้นแหละอาจจะสำคัญยิ่งกว่าอะไรในมิตรภาพของเราในอนาคต อย่าลืมว่าบางทีมันอาจจะยิ่งกว่านั้น”

เขาถอนใจ ใบหน้าที่เคร่งเครียดคลายลง

“งั้นผมจะพยายาม”

“ย่ำค่ำหรือทุ่ม อย่าให้เกินนั้น ฉันไม่อยากจะให้ลำบากแก่รื่นด้วย” หล่อนบอก

“ครับ อย่างเร็วย่ำค่ำ อย่างช้าไม่เกินทุ่ม” เขาบอก

รื่นรู้ ว่าความลำบากของเขาที่หล่อนเอ่ย หมายถึงความปลอดภัยของหล่อนเอง จากสายตาที่สอดส่ายจากปากที่พล่อยของคนใช้ในบ้าน และผู้คนที่ผ่านไปมาไม่ขาดสาย แม้กระนั้นครั้งหนึ่ง ละเมียดก็ไม่เคยเอาใจใส่ต่อสิ่งเหล่านี้

การมีลูกคงจะทำให้เขารักกันมากขึ้น เขาคิดอย่างขบขันมากกว่าจะรู้สึกขมขื่น หรืออิจฉาริษยา ครั้นแล้วก็กลับประหลาดใจตนเอง เมื่อได้คิดว่าความสำนึกนั้นทำให้ตื้นตันคอหอยไปชั่วครู่ใหญ่ ๆ ก่อนที่จะถึงร้านค้าที่สุดใจนั่งคอยอยู่ และระงับความฟุ้งซ่านไว้เสียทันท่วงที

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ