ตอนที่ ๖๔

ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่ครั้นได้ฤกษ์ดีก็ยกทัพออกจากเมืองเสฉวน ขงเบ้งแลขุนนางซึ่งอยู่รักษาบ้านเมืองก็ตามส่ง ขงเบ้งจึงว่าแก่ขุนนางทั้งปวงว่า พระเจ้าเล่าปี่ยกทัพไปครั้งนี้ข้าพเจ้าไม่เต็มใจเลย ได้ทูลห้ามปรามเปนหลายครั้งก็ไม่ฟัง ถ้าหวดเจ้งอยู่จะห้ามปรามเห็นจะฟัง

ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่ยกทัพออกมาปลงไว้นอกเมือง เวลากลางคืนบันทมไม่หลับจึงออกมาที่ข้างนอก แลเห็นกะลาบาตใหญ่มีปริมณฑลข้างละประมาณศอกหนึ่ง ตกลงมาเหนือแผ่นดิน เห็นประหลาทนักก็ตกใจ จึงใช้คนเข้าไปถามขงเบ้งว่า ดาวดวงใหญ่ตกลงมาดังนี้จะเปนเหตุอันใด ขงเบ้งจึงบอกว่า นิมิตรอันนี้ร้ายบอกเหตุว่าทหารผู้ใหญ่ตายเสียคนหนึ่งแล้ว อีกสามวันจะรู้ข่าว

พระเจ้าเล่าปี่แจ้งดังนั้นก็ไม่สบายพระทัย หาเคลื่อนทัพไปไม่ มีทหารเข้าไปทูลว่า งอปั้นนายทหารเมืองลองจิ๋วให้คนถือหนังสือมา พระเจ้าเล่าปี่ได้ยินก็ตกใจว่า เอ๊ะน้องข้าสินัดกันว่าจะยกทัพไป เหตุใดจึงใช้คนถือหนังสือมาตัวจึงไม่มา น้องข้าเปนเหตุดอกกระมัง แล้วแก้หนังสือออกดูก็รู้ว่าเตียวหุยตาย ก็ทรงพระกรรแสงจนสลบไป ขุนนางทั้งปวงแก้ฟื้นขึ้นแล้ว รุ่งขึ้นวันหนึ่งมีคนมาทูลว่า ทหารพวกหนึ่งยกมา พระเจ้าเล่าปี่ออกมาดูเห็นเตียวเปานุ่งขาวห่มขาวควบม้าเข้ามาถึงหน้าที่นั่งแล้วลงจากม้า เตียวเปาเข้าไปกราบลงแล้วร้องไห้ทูลว่า ฮอมเกียงเตียวตัดฆ่าบิดาข้าพเจ้าเสียแล้ว ตัดเอาสีสะไปให้ซุนกวน

พระเจ้าเล่าปี่ได้ยินดังนั้นก็ทรงพระกรรแสงจนสุดกำลัง ไม่เสวยอาหารเลย ขุนนางทั้งปวงไปทูลให้ระงับความโศก ว่าพระองค์จะยกทัพไปครั้งนี้เปนการใหญ่ จะไม่เสวยอาหารดังนี้จะประชวรไข้ จะไม่ได้ไปแก้แค้น พระองค์จงอุตส่าห์เสวยอาหารเถิด พระเจ้าเล่าปี่ก็อุตส่าห์เสวยอาหาร จึงสั่งเตียวเปาว่า ท่านกับงอปั้นจงเปนทัพหน้าไปทำการครั้งนี้ เตียวเปาจึงทูลว่า จะไปแก้แค้นแทนบิดาครั้งนี้ ข้าพเจ้าไม่กลัวตายเลย พระเจ้าเล่าปี่ยังมิได้สั่งให้ไป มีทหารกองหนึ่งยกมา พระเจ้าเล่าปี่แลไปเห็นกวนหินนุ่งขาวห่มขาวเข้ามา กวนหินกราบลงแล้วก็ร้องไห้

พระเจ้าเล่าปี่เห็นกวนหินเข้ามาร้องไห้ ก็รำลึกถึงกวนอูขึ้นมาทรงพระกรรแสง แล้วจึงว่า เรากับกวนอูเตียวหุยก็ได้ให้ความสัตย์กันไว้แต่ยังยากจนอยู่ด้วยกัน ก็เปนเพื่อนทุกข์เพื่อนยากช่วยกันทำสงครามมาจนได้เมืองมากมายถึงเพียงนี้ เราก็ได้เปนเจ้าคิดว่าน้องเราจะได้เปนสุขด้วยกัน บัดนี้น้องเราทั้งสองคนตายเสียแล้ว ยังแต่เราผู้เดียวจะเสวยราชเปนสุขจะควรหรือ เรายิ่งได้เห็นหน้าหลานทั้งสองคนก็ให้เปนทุกข์นักดังหนึ่งจะขาดใจตาย ขุนนางทั้งปวงจึงว่าแก่เตียวเปากวนหินว่า ท่านทั้งสองออกไปเสียให้พ้นหน้าที่นั่ง พระเจ้าเล่าปี่ไม่เห็นหน้าท่านก็จะค่อยคลายความโศก เตียวเปากวนหินก็ไปจากหน้าที่นั่ง ขุนนางทั้งปวงจึงปรึกษากันว่า พระเจ้าเล่าปี่ทรงพระโศกนัก เราจะแก้ไขประการใดให้คลายความโศก ม้าเลี้ยงจึงว่า จะยกกองทัพไปเอาชัยชนะก็มีเหตุพี่น้องตายร้องไห้รักกันบัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าหามีชัยแก่ข้าศึกไม่

ตันจิ๋นจึงว่า ข้าพเจ้าได้ยินเขาลือมาว่า มีหมอคนหนึ่งอายุได้สามร้อยเศษชื่อว่าลิอี้ อยู่ที่เขาเชิงสันข้างตวันตกดูแม่นนัก เคราะห์ดีเคราะห์ร้ายจะเปนจะตายประการใดทายหาผิดไม่เลย เราจะเอาเนื้อความกราบทูล ให้เชิญตัวมาดูจะได้รู้ว่าเจ้าเราเคราะห์ดีแลร้าย ขุนนางทั้งปวงเห็นชอบด้วยพากันเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่

พระเจ้าเล่าปี่จึงใช้ให้ตันจิ๋นไปหาถึงเขาเชิงสันจึงถามหาลิอี้ พอพบลูกศิษย์คนหนึ่งเข้า คนนั้นก็ถามว่า ท่านชื่อตันจิ๋นหรือ ตันจิ๋นตกใจจึงถามว่าทำไมท่านจึงรู้จักกับข้าพเจ้า ลูกศิษย์ลิอี้จึงบอกว่า อาจารย์ข้าพเจ้าดูไว้แต่วานซืนนี้ว่า มะรืนนี้ตันจิ๋นจะถือรับสั่งมาหาเรา ตันจิ๋นจึงว่า เขาลือว่าท่านดูแน่ก็สมเหมือนลือ จึงให้ลูกศิษย์พาเข้าไปหาถึงแล้วจึงว่า พระเจ้าเล่าปี่ให้มาเชิญท่านไปเฝ้า ลิอี้บิดพลิ้วว่าข้าพเจ้าเปนคนบ้านนอกหาเคยเฝ้าไม่ ตันจิ๋นอ้อนวอนเปนหลายครั้ง ลิอี้ก็ไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่

พระเจ้าเล่าปี่แลเห็นลิอี้คิดว่าตาคนนี้แก่นัก อายุยืนเหมือนเทพดา จึงว่าข้าพเจ้าจะยกทัพหลวงไปรบข้าศึกครั้งนี้ จะมีชัยหรือปราชัย ลิอี้ดูรู้ว่า พระเจ้าเล่าปี่จะปราชัยแก่ข้าศึกแล้ว ครั้นจะทูลตามตรงก็เกรงอัชฌาสัย จึงทูลว่า อันแพ้แลชนะทั้งนี้แจ้งอยู่กับเทพดา ข้าพเจ้าหาทายได้ไม่ พระเจ้าเล่าปี่ซ้ำถามถึงสองครั้งสามครั้ง ลิอี้จึงจับพู่กรรณ์มาเขียนเปนทหารขี่ม้าถือศัสตราวุธพร้อมมือลงในกระดาษประมาณสี่สิบแผ่น แล้วก็ฉีกเสีย เขียนเปนคนตายคนหนึ่งนอนอยู่ คนหนึ่งถือจอบขุดดินจะฝัง จึงเขียนหนังสือว่าแต่เป๊กตัวเดียว ทำปริศนาไปถวายเท่านั้นก็ลาไป ปฤษณาซึ่งลิอี้ทำถวายนั้นเปนใจความว่า จะแพ้เขายับเยิน แล้วพระเจ้าเล่าปี่จะไปตายที่เมืองเป๊กเต้เสีย

พระเจ้าเล่าปี่จึงตรัสแก่ขุนนางทั้งปวงว่า ตาหมอดูคนนี้แก่นัก หลงใหลฟั่นเฟือนไปแล้วจะเชื่อฟังไม่ได้ ก็ให้เอากระดาษนั้นเผาไฟเสียก็สั่งให้เคลื่อนทัพไป เตียวเปาจึงทูลว่า งอปั้นคุมทหารเมืองลองจิ๋วมาถึงแล้ว ข้าพเจ้าจะขอยกทัพหน้าไปก่อน พระเจ้าเล่าปี่ก็สั่งให้ยกไป เตียวเปามาจัดแจงกองทัพจะยกไป กวนหินจึงว่าแก่เตียวเปาว่า ท่านอย่าไปเลย ข้าพเจ้าจะเปนทัพหน้าไปเอง เตียวเปาจึงว่า มีรับสั่งให้ข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าจะไปตามรับสั่ง กวนหินจึงว่า ท่านจงสำแดงศิลปศาสตรเกาทัณฑ์ให้เราดู เตียวเปาจึงให้ทหารเอาเป้าไปปักไว้ไกลสี่สิบวา ในกลางให้หมายแดง เตียวเปาก็ยิงเกาทัณฑ์ถูกใจแดงทั้งสามที ทหารทั้งปวงก็ชมเตียวเปาว่ายิงแม่น กวนหินถือเกาทัณฑ์อยู่ร้องว่า ยิงถูกใจแดงนั้นหาดีไม่ พอมีนกฝูงหนึ่งบินมาในอากาศ กวนหินจึงชี้มือว่า ข้าพเจ้าจะยิงนกตัวนั้นให้ถูก แล้วก็ยิงไปถูกนกตัวที่ชี้นั้นตกลงมา ขุนนางทั้งปวงก็โห่ร้องสรรเสริญว่ากวนหินยิงแม่นกว่าเตียวเปา

เตียวเปาโกรธเผ่นขึ้นม้าถือทวนสำหรับมือของบิดา ร้องเรียกกวนหินว่า ท่านดีแล้วจงเร่งมาสู้กับเรา กวนหินก็ขึ้นม้าถือง้าวชักม้าเข้าไปสู้กัน พระเจ้าเล่าปี่เห็นดังนั้นจึงว่า เหตุใดจึงมาทำต่อหน้าที่นั่งเราอย่างนี้ไม่เกรงเราเลย ทำดังนี้โทษถึงตาย เตียวเปากวนหินกลัวก็ลงมาจากม้าเข้าไปทูลขอโทษตัว

พระเจ้าเล่าปี่จึงว่ากับกวนหินเตียวเปาว่า บิดาของท่านทั้งสองมิใช่แซ่เดียวกันก็จริง แต่รักใคร่กันเหมือนหนึ่งพี่น้องร่วมอุทร ท่านทั้งสองก็เหมือนพี่น้องกัน ชอบแต่จะพร้อมใจกันช่วยกันกำจัดศัตรูของบิดา ควรแล้วหรือจะมารบกันเองอิกเล่า แต่ต่อหน้าเรายังทำดังนี้ ถ้าลับหลังเราจะมิฆ่ากันเสียหรือ สองคนก็กราบลงรับสารภาพโทษ พระเจ้าเล่าปี่จึงถามว่า ท่านทั้งสองใครแก่กว่ากัน เตียวเปาจึงทูลว่า ข้าพเจ้าแก่กว่ากวนหินปีหนึ่ง พระเจ้าเล่าปี่จึงให้กวนหินเรียกเตียวเปาว่าพี่ ให้สองคนสบถเปนพี่น้องกันต่อหน้าที่นั่ง พระเจ้าเล่าปี่จึงสั่งให้งอปั้นเปนทัพหน้า เตียวเปากวนหินเปนปีกซ้ายปีกขวา แล้วก็สั่งให้ยกกองทัพเรือไปเมืองกังตั๋ง

ฝ่ายฮอมเกียงเตียวตัดเอาสีสะเตียวหุยไปถวายซุนกวนแล้ว จึงแจ้งเนื้อความซึ่งพระเจ้าเล่าปี่จะยกทัพมาตีซุนกวนทุกประการ ซุนกวนรู้เนื้อความแล้วก็ตกใจ จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า เล่าปี่ยกทัพมาเจ็ดสิบหมื่นเศษจะมาตีเอาเมืองเราครั้งนี้ ขุนนางทั้งปวงจะคิดประการใด ขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็ตกใจนัก ต่างคนต่างดูหน้ากันก็นิ่งอยู่ มิรู้ที่จะคิดอุบายแก้ไขประการใด

จูกัดกิ๋นพี่ชายขงเบ้งจึงว่า ท่านได้ชุบเลี้ยงข้าพเจ้าได้รับเบี้ยหวัดผ้าปีมาช้านาน ข้าพเจ้ายังไม่ได้ทำความชอบเลย ครั้งนี้เปนการใหญ่ ข้าพเจ้าจะขออาสาไปเปนทูตสื่อทัพเล่าปี่ พูดอ่อนโยนให้เปนทางไมตรีต่อกันเปนใจความที่จะได้ช่วยกันกำจัดโจผี ซุนกวนได้ฟังมีความยินดีนัก จึงใช้ให้จูกัดกิ๋นไป

ขณะเมื่อพระเจ้าเล่าปี่ยกมานั้นเสวยราชย์ได้แปดเดือน ก็ยกทัพออกจากเมือง มาถึงด่านกุยก๋วนก็เข้าไปในเมืองเป๊กเต้เสีย ฝ่ายทัพหน้าไปปลงอยู่ตำบลซอนเค้า ทหารเข้าไปทูลว่าจูกัดกิ๋นมาแต่เมืองกังตั๋งจะเข้ามาเฝ้า พระเจ้าเล่าปี่ก็สั่งว่าอย่าให้เข้ามาเฝ้า

ห้องกวนจึงทูลว่า จูกัดกิ๋นคนนี้เปนพี่ชายขงเบ้งจะเข้ามาเฝ้า เหตุใดพระองค์จึงห้ามเสีย ถ้าจูกัดกิ๋นเข้ามาทูลประการใด พอเชื่อฟังได้ก็จะทำตาม ถ้าจะเชื่อฟังมิได้ก็จะสั่งให้ไปบอกซุนกวน ให้รู้จักความผิดของตัวซึ่งประทุษฐร้ายต่อพระองค์ พระเจ้าเล่าปี่เห็นชอบด้วยจึงให้หาจูกัดกิ๋นเข้ามา ครั้นจูกัดกิ๋นเข้ามาถึงถวายบังคมแล้วพระเจ้าเล่าปี่จึงว่า เรายกทัพมาตีเมืองกังตั๋ง ท่านหากลัวความตายไม่หรือจึงมาหาเรา ทางก็ไกลอุตส่าห์มาด้วยเหตุอันใด

จูกัดกิ๋นจึงทูลว่า น้องข้าพเจ้าเปนข้าพระองค์ ๆ ก็แจ้งอยู่ พระองค์ทรงพระปัญญารู้จักผิดแลชอบหนักเบาอยู่ ข้าพเจ้าจึงหากลัวความตายไม่ อุตส่าห์มาทั้งนี้หวังจะทูลแจ้งความผิดแลชอบ เดิมซุนกวนให้ไปขอลูกสาวกวนอูเปนหลายครั้ง กวนอูก็ไม่ให้ กวนอูไปตีเมืองซงหยงของโจโฉ ๆ โกรธให้หนังสือไปถึงซุนกวนเปนหลายครั้ง ให้ไปตีเมืองเกงจิ๋ว ซุนกวนก็มิไป แต่ลิบองเปนคนมีความผิดกับกวนอู คิดอุบายไปตีเมืองเกงจิ๋ว กวนอูจึงเสียที ความทั้งนี้ซุนกวนจะได้คิดเองหามิได้ บัดนี้ลิบองซึ่งเปนคนผิดก็ตายเสียแล้ว อนึ่งนางซุนฮูหยินคิดถึงพระองค์นัก ซุนกวนใช้ข้าพเจ้ามาทั้งนี้ให้แจ้งเนื้อความ แล้วให้กลับไปพานางซุนฮูหยินมาถวายแล้วจะให้มัดเอาคนผิดคิดมิชอบ ซึ่งทำร้ายแก่กวนอูแลเอาสีสะเตียวหุยมาถวาย แล้วจะคืนเมืองเกงจิ๋วให้จะขอเปนไมตรีกันสืบไปจะได้ช่วยกันกำจัดโจผีเสีย

พระเจ้าเล่าปี่ได้ยินดังนั้นก็โกรธนัก จึงว่าเมืองกังตั๋งทำร้ายแก่น้องเราแล้ว ครั้นเรายกกองทัพมาแก้แค้น สิให้คนพูดเพราะเอาแต่ความดีมาเจรจา อันจะเปนไมตรีหามิได้แล้ว

จูกัดกิ๋นจึงทูลว่า ข้าพเจ้าจะขอทูลความให้พระองค์ทราบ ด้วยโจผีซึ่งชิงเอาราชสมบัติพระเจ้าเหี้ยนเต้ซึ่งเปนเชื้อพระวงศ์ของพระองค์ ความข้อนี้ใหญ่นัก ชอบแต่พระองค์จะยกไปตีโจผีจึงจะควร ข้อซึ่งผู้ทำผิดคิดมิชอบทำร้ายแก่กวนอูเตียวหุยนั้น มิได้เปนแซ่เดียวกับพระองค์ โทษอันนี้เบาหาควรที่พระองค์จะยกทัพมาตีไม่ ฝ่ายคนทั้งแผ่นดินแจ้งว่าพระองค์เสวยราชสมบัติมีความยินดีนัก เห็นว่าพระองค์จะยกไปตีโจผีซึ่งเปนศัตรูพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้น แลซึ่งพระองค์ยกทัพมาตีซุนกวนแก้แค้นกวนอูนี้ คนทั้งแผ่นดินหาชอบด้วยไม่

พระเจ้าเล่าปี่ได้ยินดังนั้นก็โกรธนักจึงว่า ศัตรูฆ่าน้องเราเสียครั้งนี้ เรามีความแค้นเท่าแผ่นดินแผ่นฟ้า เราจะยกทัพมาแก้แค้นให้ได้ เรามีชีวิตอยู่ตราบใดจะไม่ถอยทัพกลับเลย ถ้าเราตายแล้วทัพนี้จึงจะกลับ นี่หากว่าเราคิดถึงขงเบ้งหาไม่จะฆ่าท่านเสีย ท่านจงกลับไปบอกซุนกวนให้ล้างฅอไว้ถ้าดาบเราเถิด จูกัดกิ๋นเห็นพระเจ้าเล่าปี่ไม่ฟังแล้วก็ลากลับไปเมืองกังตั๋ง

เตียวเจียวจึงว่าแก่ซุนกวนว่า จูกัดกิ๋นอาสาไปสื่อทัพว่าจะให้พระเจ้าเล่าปี่เปนไมตรีกับเราครั้งนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าจะคิดอุบายล่อลวงจะหนีเราไปเข้าด้วยพระเจ้าเล่าปี่ ซุนกวนจึงว่า จูกัดกิ๋นคนนี้ได้สบถไว้กับข้าพเจ้าช้านานอยู่แล้วว่าจะเปนตายด้วยกัน ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่หนี ครั้งเมื่อเราอยู่ฉสองกุ๋น ขงเบ้งมาเมืองเรา ข้าพเจ้าจึงว่าแก่จูกัดกิ๋นว่า ท่านจงไปชวนน้องท่านให้ทำราชการด้วยเรา จูกัดกิ๋นจึงว่า ขงเบ้งได้กินเข้าแดงของเล่าปี่แล้ว ไปชวนเห็นจะไม่มา ด้วยกำพืดนํ้าใจเปนเชื้อชาย เหมือนหนึ่งข้าพเจ้ากะนี้ ได้กินเข้าแดงของท่านแล้วจะไปอยู่กับผู้อื่นหาควรไม่ ความอันนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าจูกัดกิ๋นเปนคนใจหนักแน่น ซึ่งจะหนีไปอยู่กับเล่าปี่นั้นหาไปไม่ พอคนเข้ามาบอกว่าจูกัดกิ๋นมาถึงแล้ว ซุนกวนจึงว่า ข้าพเจ้าคะเนหาผิดไม่เลย เตียวเจียวคาดการผิดอายใจก็ถอยออกไป

จูกัดกิ๋นจึงเข้าไปแจ้งแก่ซุนกวนว่า ข้าพเจ้าไปทูลอย่างนี้ ๆ พระเจ้าเล่าปี่ไม่ฟังด้วยมีความแค้นนัก จะยกทัพมาตีเมืองกังตั๋งให้ได้ ซุนกวนแจ้งดังนั้นก็ตกใจ จึงว่ากะนั้นเมืองกังตั๋งจะเปนอันตรายเปนมั่นคง

เตียวจี๋ที่ปรึกษาจึงว่า ข้าพเจ้าคิดเห็นอุบายอันหนึ่ง จะให้เล่าปี่ยกทัพกลับคืนไปให้ได้ ซุนกวนจึงว่า ท่านเห็นอุบายอย่างไร เตียวจี๋จึงว่า ขอให้ท่านทำหนังสือใบหนึ่ง ไปให้โจผียกไปตีเมืองฮันต๋ง ข้าพเจ้าจะถือไปถึงโจผี แต่พอโจผียกไปตีค่ายเสฉวนเข้า พระเจ้าเล่าปี่รู้แล้วก็จะยกทัพกลับไป ซุนกวนเห็นชอบด้วยจึงว่า ท่านไปถึงโจผีแล้วเจรจาโต้ตอบให้จงดี อย่าให้อายแก่ขุนนางทั้งปวง เตียวจี๋จึงว่า ถ้าข้าพเจ้าไปเสียการได้อายอัปยศ ข้าพเจ้ามิกลับมาให้เห็นหน้าพระองค์เลย จะโจนนํ้าตายเสียดีกว่าอยู่

ซุนกวนมีความยินดีนัก จึงแต่งหนังสือไปถึงโจผีว่า ข้าพเจ้าซุนกวนเปนข้าบิดาของพระองค์ บิดาของพระองค์ก็ทรงเมตตาตั้งให้ข้าพเจ้าเปนเพี้ยวกี้จงกุ๋นหลำเซียงเหา ข้าพเจ้าเปนสุขมาช้านาน พระบิดาของพระองค์สวรรคตแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้พึ่งบุญพระองค์สืบมา บัดนี้พระเจ้าเล่าปี่ยกทัพจะมาตีเมืองกังตั๋ง ขอให้พระองค์ยกทัพไปตีเมืองเสฉวนเห็นจะได้เมืองเสฉวนโดยสดวก จึงให้เตียวจี๋ถือหนังสือรีบไปทั้งกลางวันกลางคืน เตียวจี๋ไปถึงเมืองลกเอี๋ยง กาเซี่ยงแลขุนนางทั้งปวงก็เข้าไปทูลว่า ซุนกวนใช้ให้เตียวจี๋ถือหนังสือมา

พระเจ้าโจผีแจ้งดังนั้นก็ทรงพระสรวลจึงว่า ซุนกวนกลัวเล่าปี่ คิดอ่านทั้งนี้จะให้เล่าปี่ถอยทัพ ก็ให้หาเตียวจี๋เข้าไปเฝ้า เตียวจี๋จึงเอาหนังสือไปถวาย พระเจ้าโจผีได้แจ้งในหนังสือนั้นแล้วจึงถามว่า ซุนกวนเจ้าเมืองกังตั๋งเปนคนมีสติปัญญาอยู่หรือ เตียวจี๋จึงทูลว่า ซุนกวนนี้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดนัก รู้เลี้ยงคนดีโอบอ้อมเอาใจข้าราชการแลราษฎรทั้งปวง พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นจึงว่า ท่านสรรเสริญนายท่านเกินนักดอกกะมัง เตียวจี๋จึงว่า ข้าพเจ้าทูลทั้งนี้เปนความจริง พระเจ้าโจผีจึงแกล้งว่า ถ้าเราจะยกทัพไปตีเมืองกังตั๋ง ท่านเห็นว่าเมืองกังตั๋งจะต้านทานเราได้หรือมิได้ เตียวจี๋จึงทูลว่า ถ้าเปนเมืองใหญ่ยกไปตีเมืองน้อย เมืองน้อยก็จำจะจัดทหารออกสู้รบรักษาบ้านเมือง พระเจ้าโจผีจึงถามว่า เจ้าเมืองกังตั๋งจะกลัวหรือไม่ เตียวจี๋จึงทูลว่า เจ้าเมืองกังตั๋งหากลัวไม่ ด้วยหนทางจะไปนั้นกันดาร แล้วได้จัดแจงทหารที่มีฝีมืออยู่คอยรักษาทุกตำบล พระเจ้าโจผีจึงถามว่า ขุนนางเมืองกังตั๋งซึ่งเปนคนมีสติปัญญากล้าหาญเหมือนท่านกะนี้มีสักกี่คน เตียวจี๋จึงทูลว่า ขุนนางเมืองกังตั๋งซึ่งมีสติปัญญากล้าหาญในการสงคราม ดีกว่าข้าพเจ้ายังมีสักแปดสิบเก้าสิบคน ที่มีสติปัญญาเหมือนข้าพเจ้ากะนี้จะเอาเกวียนไปบันทุกก็มิสิ้น จะเอาถังตวงเอาก็ไม่หมด

พระเจ้าโจผีทรงพระสรวลแล้วว่า เตียวจี๋คนนี้มีสติปัญญาดีนัก นายใช้ให้เปนทูตมา ก็เจรจาอาจหาญยกย่องสรรเสริญนายให้มีเกียรติยศดังนี้ สมควรที่จะเปนผู้ถือหนังสือ ว่าแล้วจึงสั่งให้ไทเซียงเขงถือตราไปตั้งซุนกวนให้เปนเงาอ๋องมีเครื่องยศเก้าสิ่ง ฝ่ายเตียวจี๋ก็ลาไป

เล่าหัวจึงทูลพระเจ้าโจผีว่า ซุนกวนกลัวเล่าปี่นัก จึงถ่อมตัวมาเปนข้าพระองค์ ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูเห็นว่าเปนบุญของพระองค์ เทพดาจึงเข้าดลใจให้เมืองเสฉวนกับเมืองกังตั๋งรบพุ่งกัน ขอให้พระองค์แต่งนายทหารผู้ใหญ่คุมทหารสักสี่หมื่นห้าหมื่นยกกองทัพเรือไปช่วยเล่าปี่ แล้วให้มีหนังสือไปถึงเล่าปี่ให้ยกกองทัพบกเปนทัพกระหนาบ เราจะตีเมืองกังตั๋งเห็นจะได้เปนมั่นคง ถ้าเมืองกังตั๋งเสียแล้ว เมืองเสฉวนจะเปนเคี่ยวศึกอยู่แต่เมืองเดียว แม้พระองค์ยกกองทัพไปตีก็จะได้โดยง่าย

พระเจ้าโจผีจึงว่า ซุนกวนสิยอมมาเปนข้าเราแล้ว ครั้นเราจะทำร้ายดังนี้ สืบไปเมื่อหน้าผู้ใดซึ่งมีสติปัญญาจะมายอมเปนข้าเราเล่า ควรเราจะยกยอซุนกวนตั้งให้เปนใหญ่ เล่าหัวจึงทูลว่า ซุนกวนคนนี้มีสติปัญญา ทหารมีกำลังก็มีเปนอันมาก พระบิดาของพระองค์ตั้งให้เปนเพี้ยวกี้จงกุ๋นหลำเซียงเหา มียศยังต่ำอยู่มันจึงยังเกรงกลัวเราอยู่ บัดนี้พระองค์ตั้งให้มันเปนใหญ่ขึ้นครั้งนี้ ก็จะมีมานะตั้งยศอย่างให้ใหญ่ยิ่งกว่าเก่า เหมือนเสือร้ายอยู่แล้วเทพดามาชุบให้มีปีกขึ้นอีกเล่า บินได้แล้วก็จะร้ายยิ่งกว่าเก่า พระเจ้าโจผีจึงว่า เราตั้งให้เปนใหญ่จะทำอะไรแก่เรา ๆ จะยกย่องขึ้นไว้หวังจะให้มีมานะ อย่าให้ไปนบนอบแก่เล่าปี่ เขารบกันครั้งนี้ เราก็จะไม่ยกทัพไปช่วยซุนกวน เราก็ไม่ไปช่วยเล่าปี่ เราคอยเมื่อเขารบกันข้างหนึ่งแพ้แล้วยังอยู่แต่ฝ่ายเดียว เราจะยกทัพไปตีเห็นจะได้โดยสดวก เราตรองการทั้งนี้ชอบอยู่แล้วท่านอย่าทัดทานห้ามปรามเราเลย แล้วสั่งให้ไทเซียงเขงถือตราไปกับเตียวจี๋รีบไปเมืองกังตั๋ง

ฝ่ายซุนกวนหาขุนนางมาปรึกษาการสงคราม ซึ่งจะยกทัพไปต้านทานพระเจ้าเล่าปี่นั้น พอทหารเข้ามาบอกว่า พระเจ้าโจผีใช้ให้ไทเซียงเขงถือตรามาเลื่อนที่ให้ท่านเปนใหญ่ ขอให้ท่านออกไปรับจึงจะควร โกะหยงที่ปรึกษาจึงห้ามซุนกวนว่า ท่านเปนเจ้าเมืองกังตั๋งอยู่แล้ว ซึ่งจะให้โจผีเลื่อนที่ท่านให้เปนใหญ่นั้น ข้าพเจ้าเห็นหาต้องการไม่ ซุนกวนจึงว่า เราสิได้ไปอ่อนน้อมไว้แต่ก่อน ครั้นจะมิรับก็ไม่ควร แล้วก็พาขุนนางออกไปรับถึงนอกเมือง

ฝ่ายไทเซียงเขงผู้ถือตรา ถือตัวว่าเปนขุนนางในเมืองหลวง ขี่เกวียนเข้าไปจนถึงประตูเมือง เตียวจี๋เห็นดังนั้นก็โกรธนัก ร้องว่าทำไมจึงมาดูถูกนายเรา เห็นว่าเปนเจ้าเมืองน้อยแต่ดาบคมนี้ไม่มีหรือ ไทเซียงเขงได้ยินดังนั้นก็ตกใจ ลงจากเกวียนเดิรตามซุนกวนเข้าไปในเมือง

ซิเซ่งจึงร้องไห้ว่า เสียแรงเราอุตส่าห์ทำการศึกมาช้านาน ตั้งใจจะไปตีโจผีเล่าปี่ได้แล้วจะให้ท่านเปนเจ้าแผ่นดิน ก็ยังมิได้สมคิด บัดนี้ท่านมาอ่อนน้อมยอมให้โจผีตั้งให้ท่านเปนใหญ่ ข้าพเจ้าอายนัก ไทเซียงเขงได้ยินดังนั้นจึงว่า ทหารเมืองนี้ยังมีคนดีนํ้าใจมานะห้าวหาญในการสงครามมากอยู่ นานไปจะได้เปนใหญ่ อันจะเปนน้อยอยู่ฉนี้หามิได้

ฝ่ายซุนกวนรับตราตั้งแล้ว ขุนนางทั้งปวงก็เข้ามาคำนับตามประเพณี พระเจ้าซุนกวนตั้งอยู่ในที่เงาอ๋อง มีเครื่องยศเก้าสิ่งตามอย่างแต่โบราณ จึงแต่งดอกไม้เงินทองกับเครื่องราชบรรณาการ ให้ขุนนางนำไปถวายแก่พระเจ้าโจผี

ฝ่ายทหารรักษาด่านหัวเมืองบอกหนังสือไปถึงซุนกวนว่า บัดนี้พระเจ้าเล่าปี่ยกกองทัพมาครั้งนี้มากกว่ามากนัก กองทัพสะโมโขแลเมืองมันอ๋องทั้งทัพบกทัพเรือ กองทัพเรือมาตั้งอยู่ตำบลบูเค้า ทัพบกมาถึงตำบลภูเขากุ๋ย พระเจ้าซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ถอนใจใหญ่ จึงปรึกษาขุนนางว่า แต่ก่อนเราได้พึ่งจิวยี่โลซกลิบอง คนดีมีทั้งสติปัญญาก็ตายเสียสิ้นแล้ว ครั้งนี้หามีผู้ใดที่จะช่วยเราไม่เลย

ขณะนั้นมีทหารคนหนึ่งเฝ้าอยู่ที่นั่นชื่อซุนหวน อายุได้ยี่สิบห้าปี เดิมเปนบุตรเลี้ยงซุนเซ็กพี่ซุนกวน ซุนเซ็กรักใคร่นักจึงให้เปนแซ่เดียวกัน ครั้นซุนเซ็กตายแล้วซุนกวนเอามาเลี้ยงไว้ ซุนกวนไปทำสงครามที่ไหนซุนหวนก็ได้ไปด้วยทุกครั้ง ซุนกวนจึงตั้งให้เปนนายทหาร

ครั้นซุนหวนได้ยินดังนั้นจึงว่าแก่พระเจ้าซุนกวนว่า ตัวข้าพเจ้าเด็กก็จริง แต่ว่าข้าพเจ้าได้เล่าเรียนศิลปศาสตร ศึกษาในการสงครามชำนิชำนาญอยู่ ข้าพเจ้าจะขอทหารสักห้าหมื่นอาสาออกไปรบกับพระเจ้าเล่าปี่ พระเจ้าซุนกวนจึงถามว่า เจ้าจะออกไปครั้งนี้จะอาศรัยกลอุบายความคิดหรือฝีมือทหารผู้ใดจึงจะมีชัยแก่ข้าศึก

ซุนหวนจึงว่า ข้าพเจ้าได้คนดีมีฝีมือสองคน คนหนึ่งชื่อลิอี้ คนหนึ่งชื่อเจียเสง ทหารสองคนนี้มีกำลังมากนัก ถึงจะมีทหารสักหมื่นก็หาเปรียบทหารสองคนนี้ไม่ พระเจ้าซุนกวนจึงว่า เจ้าได้ทหารสองคนมีกำลังมากก็ดีแล้วเห็นจะได้ราชการ แต่ว่าเจ้ายังเด็กอ่อนแก่ความนัก ข้าจำจะจัดแจงผู้ใหญ่ไปคนหนึ่งจึงจะได้ราชการ จูเหียนจึงว่า ข้าพเจ้าจะขออาสาไปกับซุนหวนจะคิดอ่านจับเล่าปี่ให้จงได้ พระเจ้าซุนกวนได้ยินดังนั้นก็ดีใจจึงเกณฑ์ทหารให้ห้าหมื่น ตั้งซุนหวนให้เปนที่โจโต๊ะก๊กแม่ทัพบก จูเหียนเปนที่อี้โต๊ะก๊กแม่ทัพเรือ ทหารข้างละสองหมื่นห้าพัน ได้ยกทัพจากเมืองกังตั๋งตั้งแต่วันนั้น มีทหารเข้ามาทูลว่า งอปั้นเปนทัพหน้าพระเจ้าเล่าปี่ ยกมาตั้งค่ายอยู่ปลายแดนเมืองงิเต๋า ซุนหวนได้แจ้งดังนั้นก็ยกทัพไปถึงด่านเมืองงิเต๋า ให้ตั้งค่ายลงเปนสามค่าย

ฝ่ายงอปั้นแม่ทัพหน้าแจ้งว่าซุนหวนยกทัพมาดังนั้น ก็ให้ม้าใช้เอาเนื้อความไปทูลพระเจ้าเล่าปี่ที่ตำบลเขากุ๋ย พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า อ้ายลูกเล็กเท่านี้ทำไมจึงบังอาจเปนแม่ทัพมา กวนหินจึงว่า ซุนกวนสิใช้เด็กน้อยเปนแม่ทัพออกมา พระองค์หาควรใช้ทหารผู้ใหญ่ออกไปไม่ ข้าพเจ้าจะขออาสาออกไปจับซุนหวนมาถวาย พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า เจ้าจะไปก็ไปเถิด เราไม่เห็นกำลังฝีมือเจ้าเลยจะได้เห็นก็ครั้งนี้ กวนหินก็ทูลลาจะออกไป เตียวเปารู้ดังนั้นจึงทูลแก่พระเจ้าเล่าปี่ว่า น้องข้าพเจ้าจะออกไปรบด้วยข้าศึกครั้งนี้ ข้าพเจ้าจะขออาสาออกไปด้วยจะได้ช่วยกัน พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า ถ้าหลานเราทั้งสองจะออกไปด้วยกันครั้งนี้ดีนัก จะได้เห็นหน้ากันเราก็เต็มใจ ถ้าเจ้าจะทำการสิ่งใดอย่าเบาแก่ความตรึกตรองปรึกษากันให้จงดี เตียวเปากวนหินก็ลาไป พระเจ้าเล่าปี่ให้เคลื่อนทัพไปปลงไว้ใกล้ทัพหน้า ด้วยจะใคร่ดูฝีมือหลานทั้งสอง

ฝ่ายซุนหวนเห็นกองทัพหลวงหนุนมาดังนั้น ก็คุมทหารออกจากค่าย ลิอี้เจียเสงก็ออกมาด้วย ฝ่ายเตียวเปาถือทวนกวนหินถือง้าวนุ่งขาวห่มขาว ขี่ม้าขาวทหารถือธงขาวนำหน้า เตียวเปาร้องด่าซุนหวนว่า อ้ายเด็กน้อยมึงบังอาจจองหองมาสู้ทัพเทพดา มึงจะถึงแก่ความตายแล้ว ซุนหวนร้องด่าเตียวเปาว่า มึงยังบังอาจอวดตัวว่าเปนทัพเทพดาอีกเล่า พ่อมึงหัวขาดตายแล้วมึงก็ยังจะตายตามพ่อมึง

เตียวเปาโกรธควบม้ารำทวนเข้าไปจะสู้กับซุนหวน เจียเสงขี่ม้าถือทวนยืนอยู่หลังซุนหวน ก็ชิงควบม้าออกมารบกับเตียวเปาได้ประมาณสามสิบเพลง เห็นเพลี่ยงพลํ้าจะเสียทีแก่เตียวเปาแล้วก็ควบม้าหนี เตียวเปาได้ทีก็ไล่ติดตามไป ลิอี้เห็นเจียเสงควบม้าหนีก็ถือขวานควบม้ารำออกมารบกับเตียวเปาได้ประมาณยี่สิบเพลง

ถำหยงทหารซุนกวนเห็นเตียวเปามีกำลังมากนัก กลัวลิอี้จะแพ้ จึงยิงเกาทัณฑ์ไปถูกม้าเตียวเปาเข้า เตียวเปาเห็นม้าเจ็บนักก็ชักม้าถอยออกมายังมิทันถึงทหารของตัวม้าล้มลง ลิอี้เห็นดังนั้นก็ควบม้าเข้าไป เงื้อขวานจะฟันสีสะเตียวเปาซึ่งล้มอยู่กับม้านั้น

ฝ่ายกวนหินแลดูเตียวเปากับลิอี้สู้กัน แลเห็นถำหยงยิงเกาทัณฑ์ถูกม้าเตียวเปาจำหน้าได้ ครั้นเห็นเตียวเปาขับม้าออกมาตัวก็ควบม้าไปคอยอยู่ แลเห็นลิอี้จะฟันเตียวเปาก็ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังแล้วฟันถูกลิอี้ตาย เตียวเปาเอาม้าตัวอื่นซึ่งมีกำลังมาขี่ เตียวเปากวนหินได้ทีก็คุมทหารไล่ติดตามกองทัพซุนหวน ๆ เสียทหารผู้ใหญ่ตกใจนัก ก็ตีม้าฬ่อขับทหารเข้าค่าย

ครั้นเวลาเช้าซุนหวนก็ยกทหารออกไปหน้าค่าย เตียวเปากวนหินก็ยกทหารออกมา กวนหินจึงร้องว่า อ้ายซุนหวนมึงดีเร่งยกออกมารบกับกู ซุนหวนโกรธควบม้ารำง้าวออกรบกับกวนหินได้ประมาณสามสิบเพลง ซุนหวนเห็นเหลือกำลังจะต้านทานมิได้ก็ชักม้าหนีไป เตียวเปากวนหินก็ควบม้าไล่ งอปั้นก็พาเตียวหลำปองสิบไล่ตามไป เตียวเปาไล่ไปพบเจียเสงเข้าก็ฆ่าเจียเสงตาย ฝ่ายทหารซุนหวนแตกกระจัดกระจายล้มตายเปนอันมาก ซุนหวนตีม้าฬ่อสัญญาเรียกทหารเข้าค่าย ฝ่ายกวนหินแลเห็นถำหยงมีความแค้นนักก็ควบม้าไล่ทันจึงฟันด้วยง้าวถูกทวนถำหยงพลัดตกจากมือก็เข้าจับตัวได้หนีบรักแร้กลับมาค่าย

ฝ่ายเตียวเปากับทหารทั้งปวง เมื่อไล่ตีทัพซุนหวนแตกแล้วกลับมาค่าย ไม่เห็นกวนหินตกใจนัก ร้องว่าน้องข้าตายแล้วจะอยู่เปนคนไปไย ว่าแล้วก็ควบม้าไปตามกวนหิน ไปได้ประมาณห้าสิบเส้น แลเห็นกวนหินขี่ม้า มือซ้ายถือง้าวมือขวาจับทหารหนีบรักแร้มาทั้งเปนดีใจนัก ร้องถามว่า อ้ายคนนี้เปนตัวสำคัญหรือ กวนหินจึงบอกว่า อ้ายคนนี้แหละวานนี้มันยิงเกาทัณฑ์ถูกม้าของพี่ เตียวเปาดีใจนักพากันกลับมาค่าย จึงตัดสีสะกำหยงเส้นม้า แล้วจึงแต่งหนังสือบอกให้ม้าใช้ไปทูลแก่พระเจ้าเล่าปี่ว่า ฆ่าลิอี้เจียเสงถำหยงกับทหารทั้งปวงล้มตายเปนอันมาก ทัพซุนหวนแตกระส่ำระสายหนีคืนเข้าค่าย บัดนี้ซุนหวนให้มีหนังสือไปถึงซุนกวนขอกองทัพหนุน

ฝ่ายเตียวหลำปองสิบว่าแก่งอปั้นว่า ทัพซุนหวนแตกระส่ำระสายเข้าตั้งอยู่ในค่าย เราเร่งยกกองทัพเข้าชิงเอาค่ายเห็นจะได้โดยสดวก งอปั้นจึงว่า กองทัพซุนหวนแตกยับเยินก็จริง แต่ทัพเรือจูเหียนยังตั้งมั่นอยู่ เห็นว่าจูเหียนกองทัพเรือจะยกขึ้นมาช่วย จะเปนทัพกระหนาบทัพเราจะมิวุ่นวายหรือ

ฝ่ายเตียวหลำจึงว่าท่านว่านี้ก็ชอบอยู่ แต่การอันนี้ก็พอจะคิดแก้ไข ขอให้เตียวเปากวนหินคุมทหารไปซุ่มอยู่สองฟากทาง ซึ่งจูเหียนจะยกทัพขึ้นมานั้น เราจึงจะยกเข้าตีค่ายซุนหวน ถ้าจูเหียนยกขึ้นมาช่วยให้เตียวเปากวนหินตีกระหนาบเข้า ทัพจูเหียนก็จะแตกยับเยินเราก็จะได้ค่ายซุนหวนเปนมั่นคง

งอปั้นจึงว่า ท่านคิดนี้ดีอยู่แล้ว แต่ข้าพเจ้าเกรงอยู่ว่าจูเหียนจะไม่รู้ จะไม่ยกมาช่วย ข้าพเจ้าคิดว่าจะให้ทหารเลวไปสักสองสามคนไปลวงจูเหียนว่ามีความแค้นกับเรา สมัคเข้าไปอยู่ด้วยจูเหียน แล้วให้บอกเนื้อความว่า เวลาคํ่าวันนี้เราจะไปปล้นค่ายซุนหวน จูเหียนรู้ก็จะตระเตรียมกองทัพคอยจะไปช่วย ครั้นแลเห็นแสงเพลิงจูเหียนก็จะยกทัพขึ้นมา กวนหินเตียวเปาก็ตีกระหนาบเข้ามา เห็นจะแพ้เราทั้งทัพบกทัพเรือ ปองสิบเห็นชอบด้วยจึงเรียกทหารคนสนิธเข้ามาสามคน จึงสั่งให้ไปลวงจูเหียนเหมือนคิดนั้น

ฝ่ายจูเหียนได้ยินม้าใช้มาบอกว่า กองทัพซุนหวนแตกกระจัดกระจาย คิดจะใคร่ยกทหารขึ้นไปช่วย พอมีทหารมาบอกว่า จับคนได้สามคนก็ให้เอาตัวเข้ามา จึงถามว่าท่านเปนทหารผู้ใด ทหารสามคนก็บอกว่า ข้าพเจ้าเปนทหารงอปั้นหนีมาทั้งนี้ด้วยมีความแค้น ข้าพเจ้าอาสาทำการตีทัพครั้งนี้ควรจะมีบำเหน็จความชอบ งอปั้นมิได้ยกความชอบข้าพเจ้าเสียน้ำใจนัก แจ้งว่าท่านมีสติปัญญารู้เลี้ยงคนดี ข้าพเจ้าจึงมาพึ่งบุญท่าน แล้วทหารสามคนจึงแจ้งความว่า งอปั้นจัดแจงทหารจะเข้าปล้นค่ายซุนหวนเวลาคํ่าวันนี้ จูเหียนได้ยินดังนั้นก็ให้คนไปบอกซุนหวนว่า ให้เร่งรักษาค่ายให้มั่นคง เวลาคํ่าวันนี้งอปั้นจะยกปล้นค่าย ทหารซึ่งขึ้นไปบอกนั้นพบกวนหินเข้าที่กลางทาง กวนหินก็ฆ่าเสีย

ฝ่ายจูเหียนให้หาทหารมาพร้อมกันปรึกษาว่า งอปั้นจะเข้าปล้นค่ายซุนหวน เราจะยกทัพไปช่วยจะเห็นประการใด ซุยฮูนายทหารจึงว่า ท่านอย่าเพ่อไว้ใจเชื่อฟังคนสามคนนี้ก่อน ถ้าเชื่อฟังเห็นเราจะเสียทั้งทัพบกทัพเรือ ขอให้ท่านรักษาทัพไว้ให้มั่นคง ข้าพเจ้าจะขออาสาคุมทหารขึ้นไปช่วย จูเหียนเห็นชอบด้วยจึงเกณฑ์ทหารหมื่นหนึ่งให้ซุยฮูคุมขึ้นไปช่วยซุนหวน เวลาคํ่าวันนั้นงอปั้นปองสิบเตียวหลำคุมทหารเข้าปล้นค่ายซุนหวน จุดเพลิงเผาค่ายขึ้นได้แสงเพลิงสว่าง ซุยฮูแลเห็นแสงเพลิงก็รีบเร่งทหารเดิรไป ฝ่ายเตียวเปากวนหินซึ่งซุ่มทหารอยู่สองฟากทาง ก็ให้ทหารโห่ร้องตีกระหนาบออกมาทั้งสองข้าง

ฝ่ายซุยฮูตกใจนักจะใคร่ให้ถอยทัพก็มิทันที แลไปเห็นเตียวเปาขี่ม้ารำทวนเข้ามา ซุยฮูสู้ได้เพลงเดียวสิ้นแรงอาวุธพลัดตกจากมือ เตียวเปาก็เข้าจับเอาตัวซุยฮูหนีบรักแร้มา ทหารเตียวเปากวนหินก็ฆ่าฟันทหารซุยฮูล้มตายเปนอันมาก ทหารซึ่งหนีไปได้จึงแจ้งความแก่จูเหียนว่า ทัพซุยฮูแตกแล้ว จูเหียนตกใจก็ล่าทัพเรือถอยไปจากที่นั้น ไกลประมาณหกร้อยเส้น

ฝ่ายซุนหวนก็พาทหารแหกค่ายหนีไป ทหารงอปั้นไล่ติดตามฆ่าฟันทหารซุนหวนล้มตายเปนอันมาก ซุนหวนพาทหารหนีไปไกลแล้ว จึงปรึกษาแก่ทหารทั้งปวงว่า เห็นบ้านใดตำบลใดมีเข้าปลาอาหารบริบูรณ์บ้างเราจะได้อาศรัยที่นั้น ทหารทั้งปวงจึงบอกว่า ไปข้างหน้านี้มีเมืองอิเหลง มีเข้าปลาอาหารบริบูรณ์พอจะอาศรัยได้ ซุนหวนก็พาทหารไปตั้งมั่นอยู่เมืองอิเหลง

ฝ่ายงอปั้นทัพหน้าก็พาทหารเร่งรีบตามไป ถึงเมืองอิเหลงก็ตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ ฝ่ายเตียวเปากวนหินมัดซุยฮูมาถึงค่ายแล้ว ก็เอาซุยฮูเข้าไปถวายพระเจ้าเล่าปี่ ๆ ก็มีความยินดีนัก ให้ทหารเอาซุยฮูไปฆ่าเสีย จึงให้บำเหน็จรางวัลกับนายทัพนายกองแลทหารทั้งปวงซึ่งมีความชอบ

ฝ่ายซุนหวนเห็นงอปั้นตั้งค่ายล้อมเมืองมั่นคงตกใจนัก ให้ม้าใช้ถือหนังสือไปถึงพระเจ้าซุนกวน แจ้งข้อราชการแล้วขอกองทัพหนุนมาช่วย พระเจ้าซุนกวนรู้ดังนั้นก็ตกใจ ให้หาขุนนางทั้งปวงมาพร้อมแล้วปรึกษาว่า ซุนหวนทัพบกก็เสียทหารแลศัสตราวุธมากมายหนีมาอยู่เมืองอิเหลง ข้าศึกก็ตามมาล้อมไว้มั่นคงเห็นจะเสียอยู่แล้ว ฝ่ายจูเหียนทัพเรือก็เสียทหารแลศัสตราวุธมากมาย ฝ่ายข้าศึกก็มีกำลังมากขุนนางทั้งปวงจะคิดประการใด เตียวเจียวที่ปรึกษาจึงว่า ถึงกองทัพเล่าปี่มีกำลังมากขึ้นเราก็ยังไม่กลัว ด้วยทหารเอกซึ่งมีฝีมือของเรายังมีถึงเก้าคนสิบคน ขอให้ท่านแต่งฮันต๋งเปนแม่ทัพหลวง จิวท่ายเปนปลัดทัพ พัวเจี้ยงเปนทัพหน้า เล่งทองเปนทัพหลัง กำเหลงเปนทัพหนุน เกณฑ์ทหารให้สิบหมื่นยกไปต้านทานก็เห็นพอจะได้ ซุนกวนได้ฟังเห็นชอบด้วย ก็สั่งให้เกณฑ์ทหารสิบหมื่นตั้งขุนนางให้เปนแม่ทัพแม่กองเหมือนคำเตียวเจียวว่านั้นแล้วเร่งให้ยกไป ครั้งนั้นกำเหลงป่วยเปนบิดอยู่ แต่ว่าเปนชาติทหารก็อุตส่าห์แขงใจไป

ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่ก็เคลื่อนกองทัพหลวงไปตั้งอยู่แดนเมืองอิเหลง ทางประมาณเจ็ดสิบเส้น ให้ตั้งค่ายใหญ่สี่สิบค่าย ครั้นออกว่าราชการขุนนางแลทหารเข้ามาเฝ้าพร้อมกัน แลเห็นเตียวเปากวนหินจึงคิดว่าหลานเราทั้งสองนี้มีความชอบนัก แลดูทหารผู้ใหญ่ ๆ เห็นแก่ชราเสียดายนักก็ทอดใจใหญ่ จึงว่าเราทำสงครามแต่ก่อนก็ได้อาศรัยขุนนางผู้ใหญ่ ๆ บัดนี้ก็แก่ชราเปนผู้เฒ่าไปสิ้น เห็นจะไม่ได้ราชการแล้ว เดชะบุญของเราได้หลานสองคน มีสติปัญญากำลังมากหาผู้เสมอไม่ เราจะเปนทุกข์อะไรแก่สงคราม ว่ายังมิทันสิ้นคำมีม้าใช้เอาเนื้อความไปทูลว่า ฮันต๋งจิวท่ายทหารซุนกวนยกทัพออกมา พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็คิดจัดแจงกองทัพจะให้ไปตี

ฝ่ายฮองตงทหารผู้ใหญ่อายุได้เจ็ดสิบเศษ ได้ยินพระเจ้าเล่าปี่ว่าทหารผู้ใหญ่ ๆ ก็เปนผู้เฒ่าผู้แก่ไปหมดแล้วเห็นจะไม่ได้ราชการ ก็มีมานะคิดว่าถึงแก่ก็จริง แต่ยังมีกำลังว่องไวอยู่จะกลัวอะไรแก่ข้าศึก ครั้นได้ยินเขาทูลว่านายทหารผู้ใหญ่ ซุนกวนยกกองทัพมาก็ดีใจนัก คิดว่าครั้งนี้เราจะได้รบศึกปล่อยแก่จะได้แสดงกำลังแลฝีมือให้ปรากฎแก่ทหารทั้งปวง คิดแล้วก็มิได้ทูลลาเลย ออกมาเรียกทหารหกคนซึ่งไว้ใจได้ขี่ม้าตรงไปเมืองอิเหลง ขุนนางทั้งปวงเห็นดังนั้นก็เอาเนื้อความเข้าไปทูลแก่พระเจ้าเล่าปี่ว่า ฮองตงพาสมัคพรรคพวกหกคนไปเมืองอิเหลง จะไปรบกับข้าศึกหรือจะหนีไปหาข้าศึกเปนประการใดมิได้แจ้ง

พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ทรงพระสรวล จึงว่าฮองตงคนนี้เปนคนสัตย์ซื่อ อันจะเปนขบถหนีไปเข้าด้วยข้าศึกนั้นหามิได้ ฮองตงไปครั้งนี้เพราะเราพูดผิด ว่าทหารผู้เฒ่าเห็นจะไม่ได้ราชการแล้ว ฮองตงจึงมานะไม่คิดว่าตัวแก่เลย หนีไปทั้งนี้จะไปรบแก่ข้าศึกเปนมั่นคง จึงสั่งเตียวเปากวนหินว่า ฮองตงไปครั้งนี้เห็นจะเสียการ หลานทั้งสองคนอย่าเห็นแก่เหนื่อยเลยจงไปช่วยด้วยเถิด ถ้าเห็นฮองตงทำราชการได้ความชอบสักหน่อยหนึ่ง แล้วเจ้าจงไปบอกว่าเราให้หา อย่าให้ฮองตงทำต่อไปเลย เตียวเปากวนหินก็ทูลลายกกองทัพไป

ฝ่ายฮองตงขี่ม้าถือง้าวพาทหารหกคนไปณทัพงอปั้น ซึ่งตั้งค่ายล้อมเมืองอิเหลงไว้นั้น ฝ่ายงอปั้นรู้ว่าฮองตงมาก็เดิรออกมารับคำนับแล้วเชิญเข้าไปนั่ง จึงถามว่าท่านผู้เฒ่ามาด้วยกิจราชการอันใด ฮองตงจึงบอกว่า เราทำราชการอาสาพระเจ้าเล่าปี่มาช้านาน แต่ครั้งรบเมืองเตียงสามาคุ้มเท่าบัดนี้อายุได้เจ็ดสิบเศษ กินหมูได้มื้อละสิบชั่ง มือยังถือเกาทัณฑ์หนักสองร้อยชั่ง ขี่ม้าเดิรทางได้ว้นละห้าพันเส้น ควรหรือพระเจ้าเล่าปี่มาติเตียนว่าเราแก่ชราทำราชการไม่ได้ เรามีความน้อยใจนัก จึงมาทั้งนี้หวังจะไปรบเมืองกังตั๋งด้วย ให้ท่านดูกำลังฝีมือว่าจะแก่หรือไม่แก่ พูดกันยังมิสิ้นคำพอทหารเข้ามาบอกว่า ทัพหน้าเมืองกังตั๋งยกมาใกล้ทัพเราแล้ว

ฮองตงได้ยินดังนั้นก็โกรธจับง้าวขึ้นม้าจะไปรบข้าศึก งอปั้นแลทหารทั้งปวงช่วยกันห้ามฮองตงมิฟังก็ควบม้าไป งอปั้นเห็นฮองตงมิฟังจึงสั่งปองสิบให้คุมทหารออกไปช่วย ฝ่ายฮองตงไปถึงหน้าทัพเมืองกังตั๋ง รำง้าวอยู่บนหลังม้าแล้วร้องเข้าไปว่า พัวเจี้ยงนายทัพเร่งออกมาสู้ดูฝีมือกัน ฝ่ายพัวเจี้ยงนายทัพหน้าได้ยินดังนั้น ดูไปเห็นฮองตงแก่แล้วไม่สมควรจะสู้รบ จึงสั่งนายทหารคนหนึ่งชื่อสิวเจ๊กให้ออกไปสู้ด้วยฮองตง สิวเจ๊กก็ขึ้นม้าถือทวนออกมารบด้วย ฮองตงทำล่อลวงไปมาไม่ทันถึงสามเพลง ฮองตงฟันด้วยง้าวถูกสิวเจ๊กตกม้าตาย ฝ่ายพัวเจี้ยงเห็นสิวเจ๊กตายก็โกรธ จึงจับเอาง้าวของกวนอูซึ่งได้ไว้นั้นถือขึ้นม้าออกรบด้วยฮองตง รบกันไปมาได้สี่ห้าเพลงแล้วไม่แพ้ไม่ชนะกัน เห็นกำลังฮองตงยังมากนัก ถ้าจะขืนสู้ไปเห็นจะแพ้แก่ฮองตง คิดแล้วก็ควบม้าหนีกลับเข้าค่าย

ฝ่ายฮองตงเห็นพัวเจี้ยงควบม้าหนีก็ไล่ตาม ครั้นไม่ทันกลับมาถึงกลางทาง พบกวนหินเตียวเปาจึงถามว่าท่านจะไปไหน กวนหินเตียวเปาจึงบอกว่า พระเจ้าเล่าปี่ใช้ให้ข้าพเจ้าทั้งสองตามมาช่วยท่าน บัดนี้ท่านก็มีชัยชนะแล้วเชิญท่านกลับไปเถิด ฮองตงจึงว่าเรารบไม่เต็มมือยังมิไปก่อน ว่าแล้วก็พากันมาค่าย

ฝ่ายพัวเจี้ยงครั้นเสียทีแก่ฮองตงแล้ว กลับไปนอนตรึกตรองคิดที่จะฆ่าฮองตง จึงให้จิวท่ายคุมทหารไปซุ่มอยู่ป่าฝ่ายซ้าย ฮันต๋งอยู่ณป่าฝ่ายขวา เล่งทองคุมทหารอยู่ภายหลัง ม้าต๋งนั้นให้ขึ้นไปอยู่บนเขา ทั้งสี่กองนี้จงซุ่มซ่อนอยู่ให้ลับ เราจะเข้าไปเยาะเย้ยชวนฮองตงออกมารบแล้วเราจะทำเปนแพ้ควบม้าหนี ถ้าเห็นฮองตงไล่มาได้ทีแล้ว ให้กองซุ่มทั้งปวงรบกระหนาบล้อมจับตัวฮองตงฆ่าเสีย ทหารเหล่านั้นก็ไปทำตามสั่ง

ครั้นรุ่งขึ้นพัวเจี้ยงแต่งตัวถือง้าวขี่ม้าไปหน้าค่ายงอปั้น แล้วร้องเรียกฮองตงว่าวานนี้เรารบกันไม่สนุก วันนี้เร่งออกมารบกันอีก ฮองตงได้ยินพัวเจี้ยงร้องมาก็โกรธ จับง้าวเผ่นขึ้นหลังม้าออกไปรบ ฝ่ายงอปั้นกวนหินเตียวเปาสามคนจึงว่า ท่านแก่ชราอยู่แล้วข้าพเจ้าจะขอออกช่วยรบ ฮองตงจึงห้ามว่าท่านอย่าออกไปช่วยเลย เราจะคุมทหารออกไปรบแต่ผู้เดียว ว่าแล้วก็คุมทหารห้าพันยกไป จึงสั่งทหารให้อยู่แต่ไกล แต่ตัวเราจะเข้ารบกับพัวเจี้ยงผู้เดียว ว่าแล้วก็เข้ารบกับพัวเจี้ยง ฝ่ายพัวเจี้ยงขับม้าเข้ารบกับฮองตงไม่ทันถึงสองเพลงก็ควบม้าหนี ฮองตงไล่ติดตามด้วยความโกรธ ฝ่ายทหารกองซุ่มพัวเจี้ยงเห็นฮองตงไล่เข้ามา ได้ทีก็โห่ร้องยิงเกาทัณฑ์ออกรบกระหนาบล้อมฮองตงเข้าไว้ ฝ่ายฮองตงตกใจคิดจะรบฝ่าออกมาแต่รบพลางถอยพลาง พอทหารซึ่งอยู่บนเขายิงเกาทัณฑ์ระดมมาถูกซอกคอถนัดแทบตกม้า แต่ยังมานะรบอยู่ ทหารพัวเจี้ยงยังเข้าจับมิได้

ฝ่ายกวนหินเตียวเปาเห็นฮองตงควบม้าไล่พัวเจี้ยงไปแล้ว ได้ยินเสียงโห่ร้องขึ้นก็รู้ว่าเขาล้อมจับฮองตง กวนหินเตียวเปาก็คุมทหารห้าพันยกหักเข้าไปช่วยตีทหารเมืองกังตั๋งแตกแยกออกไป จึงพบฮองตงถูกเกาทัณฑ์ที่ซอกคอ จึงเข้าชักลูกเกาทัณฑ์แล้วพยุงฮองตงไปณทัพหลวง

ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่รู้ว่าฮองตงเจ็บนักก็เสด็จออกมา เอามือลูบลงที่ไหล่ฮองตงแล้วจึงว่า ท่านไปรบครั้งนี้ก็เพราะเราว่าท่านแก่ชราแล้วจะทำราชการไม่ได้ ท่านโกรธจึงไปรบต้องบาดเจ็บทั้งนี้ก็เพราะเรา ๆ ขอขะมาท่านเถิด ฮองตงจึงทูลว่าข้าพเจ้าเปนชาติทหาร ทำราชการสนองพระเดชพระคุณมาช้านานแล้ว จะกลัวอะไรแก่ความตาย อายุข้าพเจ้าได้ถึงเจ็ดสิบเศษ ควรที่จะบังคมลาอยู่แล้ว แต่พระองค์จะบำรุงแผ่นดินไปข้างหน้านั้นจะทำการสิ่งใดขอดำริห์ให้ดีเถิด ว่าเท่านั้นแล้วพิษยาเกาทัณฑ์กลุ้มขึ้นมาฮองตงก็ตาย พระเจ้าเล่าปี่ก็ร้องไห้แล้วส่งเจ้าพนักงานให้แต่งการศพตามบันดาศักดิ์ไปฝังไว้ณเมืองเสฉวน แล้วพระเจ้าเล่าปี่จึงคิดว่า เรามีนายทหารผู้ใหญ่ห้าคน บัดนี้ก็ตายไปสามคนแล้วยังไม่แก้แค้นได้ ยังได้ความอัปยศแก่คนทั้งปวงนัก แล้วสั่งให้ยกกองทัพไปถึงตำบลจูเต่ง จึงให้หานายทัพนายกองมาสั่งว่า ให้แยกทัพออกเปนแปดกอง ทั้งทางนํ้าทางบก ฝ่ายทัพบกนั้นเราจะดูแลไปเอง แต่ทางนํ้านั้นเอาฮองกวนเปนนายคุมทหารไป

ฝ่ายฮันต๋งจิวท่ายปลัดทัพ พัวเจี้ยงอยู่เมืองกังตั๋ง รู้ว่าพระเจ้าเล่าปี่ยกทัพมาถึง จึงจัดแจงคุมทหารยกออกไปรบ ครั้นไปใกล้ทัพแล้ว ฮันต๋งจิวท่ายก็ขี่ม้ารำทวนอยู่หน้าทัพ ดูไปเห็นเครื่องสำหรับยุทธธงทิวล้วนเหลืองทั้งสิ้น ก็รู้ว่าพระเจ้าเล่าปี่มาเองจึงร้องเข้าไปว่า พระเจ้าแผ่นดินเมืองเสฉวน ได้คนดีมีสติปัญญาไว้ทำนุบำรุงแล้วเปนไรจึงยกมาเอง ถ้าเพลี่ยงพลํ้าฉุกละหุกเหตการณ์ลงบัดนี้ จะเอาใครแก้มือภายหลัง พระเจ้าเล่าปี่ได้ยินก็โกรธแล้วร้องว่า อ้ายพวกเดียรัจฉานเมืองกังตั๋งมึงมาทำอันตรายแก่น้องกู เหมือนหนึ่งตัดตีนกูเสียทั้งสองข้างมิให้เดิร กูได้ออกปากไว้แล้วว่าพวกมึงกูมิขอเห็นหน้าร่วมฟ้าร่วมแผ่นดินด้วยเลย

ฝ่ายฮันต๋งจิวท่ายมิได้ตอบประการใด เหลียวหลังไปถามทหารว่าผู้ใดจะอาสาเข้ารบ มีทหารคนหนึ่งชื่อแฮซุนรับอาสารบ ว่าแล้วถือทวนขึ้นม้าออกไปรำอยู่ ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่ยืนทัพอยู่นั้น เตียวเปาขี่ม้าถือทวนยืนเคียงอยู่ ครั้นเห็นแฮซุนขี่ม้าออกมารำทวน เตียวเปาโกรธร้องตวาดแล้วขับม้าตรงออกมาจะรบด้วยแฮซุน แฮซุนได้ยินเตียวเปาร้องตวาดเสียงดังตกใจจะขับม้าหนี

ฝ่ายจิวเผงน้องจิวท่ายเห็นแฮซุนจะหนี จึงขับม้ารำง้าวออกมาช่วย กวนหินเห็นจิวเผงขับม้าออกมาช่วย จึงขับม้ารำง้าวออกไปรบกับจิวเผง ทั้งสองฝ่ายต่างรบกันอยู่ เตียวเปาร้องตวาดแล้วสอึกเข้าเอาทวนแทงถูกแฮซุนตกม้าตาย กวนหินได้ทีก็ฟันจิวเผงตาย แล้วกวนหินเตียวเปาขับม้าตรงเข้าไปรบฮันต๋งจิวท่าย ๆ เห็นกวนหินเตียวเปาฝีมือดีกว่าตัวก็กลับม้าหนีเข้าค่าย กวนหินเตียวเปาก็ขับม้าไล่ติดตามไป

ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่เห็นฝีมือกวนหินเตียวเปาก็คิดถึงกวนอูเตียวหุย แล้วสรรเสริญสองคนว่าไม่เสียทีเกิดมาเปนลูกเสือ แล้วสั่งทหารบกเรือให้ดากันเข้าไปรบล้อมหักเอาค่ายได้ ฆ่าฟันทหารเมืองกังตั๋งล้มตายเปนอันมาก เลือดไหลนองท่วมหลังเท้า ฝ่ายกำเหลงนายทัพเรือรักษาตัวอยู่ณเรือ ได้ยินเสียงโห่ร้องอื้ออึงทหารแตกก็ตกใจ จึงถอยเรือเข้าฝั่งขึ้นม้าหนีไปทางบก

ฝ่ายสะโมโขเจ้าเมืองลำมัน ซึ่งยกกองทัพมาช่วยพระเจ้าเล่าปี่นั้น ครั้นเห็นกำเหลงขี่ม้าหนีมา จึงสั่งให้ทหารเอาเกาทัณฑ์ยิงถูกหน้าผากกำเหลงแทบตกม้า กำเหลงชักเกาทัณฑ์มิออกก็ขับม้าหนีไปตำบลอูติ มีความเจ็บปวดมากนักจึงลงจากม้าเข้าไปนั่งอิงต้นไม้ใหญ่อยู่ พิษเกาทัณฑ์กลุ้มขึ้นกำเหลงก็ตาย กาซึ่งทำรังอยู่บนต้นไม้นั้นลงมาล้อมศพกำเหลงไว้ ทหารที่เหลือตายหนีไปได้นั้นเอาเนื้อความไปแจ้งแก่พระเจ้าซุนกวน ๆ แจ้งว่ากำเหลงตายดังนั้นก็ร้องไห้รักรํ่าไรว่าเสียดายกำเหลงนักจะหาไหนได้ แล้วก็ให้เจ้าพนักงานไปแต่งการศพฝังไว้ณตำบลอูตี๋ แล้วปลูกศาลเทพารักษ์ไว้ตรงหน้าศพ

ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่ได้ชัยชนะแล้วให้ทหารทั้งปวงกลับมา ตรวจตราดูก็เห็นทหารทั้งปวงพร้อมหน้าอยู่สิ้นแต่กวนหินนั้นหายไป จึงสั่งเตียวเปาให้คุมทหารแยกย้ายกันไปตามให้หลายทาง เตียวเปาก็คุมทหารแยกย้ายกันไปตามหา

ฝ่ายกวนหินซึ่งขับม้าไล่ติดตามพัวเจี้ยงไปนั้น หวังจะแก้แค้นแทนซึ่งพัวเจี้ยงฆ่าบิดาเสีย แต่ขยิกขยี้ไล่ตามกันอยู่จนเวลาคํ่า ฝ่ายพัวเจี้ยงกลัวกวนหินก็ขับม้าหนีลัดป่าไปในหว่างเขา ครั้นคํ่าต่างคนต่างไปไม่เห็นกัน กวนหินจะกลับคืนมาทัพหลวงเล่าก็ไม่รู้แห่งทาง แต่ชักม้าเดิรตลบวงเวียนไปตามแสงเดือนประมาณสองยาม พบบ้านเข้าแห่งหนึ่งปลูกเรือนอยู่ริมเขา กวนหินจึงลงจากม้าเดิรเข้าไปเคาะประตูเรียก

ฝ่ายตาแก่เจ้าของเรือนได้ยินก็ออกมาเปิดประตูรับแล้วถามว่า ท่านมาแต่ไหนมีธุระกังวลสิ่งใด กวนหินจึงบอกว่าเราเปนทหารรบไล่ข้าศึกมาจวนคํ่าหลงทาง จะขอเข้าท่านกินสักมื้อหนึ่ง ฝ่ายตาแก่จึงว่าเชิญท่านเข้ามานั่งเถิดข้าพเจ้าจะหาอาหารให้กิน ว่าแล้วก็จุดตะเกียงให้กวนหินนั่งอยู่ ตัวก็ไปหาอาหารจะเอามาให้กิน กวนหินครั้นเห็นตาแก่จุดเพลิงขึ้นสว่าง แลเห็นฉากรูปกวนอูผู้บิดาซึ่งตาแก่แขวนไว้บูชานั้น กวนหินก้มลงไหว้กราบแล้วก็ร้องไห้

ตาแก่จึงถามว่า เปนไรท่านเห็นฉากจึงกราบไหว้ร้องไห้ กวนหินจึงบอกว่า รูปฉากนี้คือบิดาของเรา ตาแก่ได้ยินดังนั้นพิเคราะห์ดูรูปในฉากเห็นคล้ายคลึงกัน จึงก้มลงกราบไหว้กวนหิน ๆ จึงถามว่าเหตุประการใดจึงเขียนรูปบิดาเราไว้ ตาแก่จึงบอกว่า รูปคนนี้เมื่อท่านยังเปนอยู่นั้นย่อมเลื่องลือนับถือท่านทุกแห่ง ครั้นท่านตายแล้วก็เปนเทพารักษ์ศักดิ์สิทธิ์นัก ข้าพเจ้าแลชาวบ้านในจังหวัดนี้นับถือนัก จึงเขียนรูปมาไว้บูชาทุกเรือน ว่าแล้วตาแก่ก็ไปจัดเหล้าเข้ายกออกมาเชิญให้กวนหินกิน ตาแก่ก็ไปจูงม้ามาผูกไว้ที่ใต้ถุน ปิดประตูบ้านแล้วขึ้นมา

ฝ่ายพัวเจี้ยงหนีกวนหินไป ครั้นเวลาดึกแล้วก็ขี่ม้าเล็ดลอดเที่ยวหาทาง เปนกรรมของพัวเจี้ยงที่จะตายจึงพะเอิญให้มาบ้านตาแก่ที่กวนหินอาศรัย พัวเจี้ยงครั้นเห็นบ้านเรือนที่ริมเขา ก็ตรงเข้ามาลงจากม้าเข้าไปเคาะประตูเรียก ฝ่ายตาแก่นั่งดูให้กวนหินกินอาหารพอแล้วก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตูเรียก จึงเดิรลงมาถามว่า ท่านมาแต่ไหนธุระกังวลอันใดจึงมาเรียกเราป่านนี้ พัวเจี้ยงจึงบอกว่า เราชื่อพัวเจี้ยงทหารเมืองกังตั๋ง มานี่จะขออาศรัยท่านกว่าจะรุ่ง

ฝ่ายกวนหินได้ยินออกชื่อว่าพัวเจี้ยง ก็ฉวยดาบวิ่งลงไปประตูบ้าน ครั้นเห็นตาแก่เปิดประตูบ้าน ได้ทีก็ร้องว่าอ้ายทหารเมืองกังตั๋งดีแล้วอย่าหนีกัน ก็โจนทลวงออกไป พัวเจี้ยงได้ยินเสียงกวนหินก็กลัวจะกลับตัวหนี พอแลเห็นกวนอูผู้ตายถือง้าวมายืนขวางหน้าไว้ตกใจโจนหลีกก็ล้มลง กวนหินก็ฟันถูกพัวเจี้ยงตาย กวนหินก็ได้ง้าวของกวนอูผู้บิดาซึ่งพัวเจี้ยงถือ แล้วก็ผ่าอกเชือดเอาตับหัวใจพัวเจี้ยงขึ้นไปเส้นบิดาณเรือนตาแก่ แล้วตัดเอาสีสะพัวเจี้ยงผูกเข้ากับอานม้า พอเวลารุ่งก็ลาตาแก่ขึ้นม้าขี่กลับไป ฝ่ายตาแก่ครั้นเห็นกวนหินไปแล้ว คิดกลัวผิดจึงลากเอาศพไปเผาเสีย

ฝ่ายม้าต๋งขี่ม้าแตกหนีมาในป่า ทหารติดตามมาประมาณสองร้อย พบกวนหินเห็นสีสะพัวเจี้ยงแขวนมาข้างอานม้าก็โกรธ จึงขับม้าเข้ารบกับกวนหิน ๆ เห็นม้าต๋งพวกพัวเจี้ยงก็โกรธ ขับม้าเข้ารบสู้กันไปมา ทหารพวกม้าต๋งก็โห่ร้องเข้าช่วยรบวงล้อมกวนหินเข้าไว้

ฝ่ายเตียวเปาซึ่งเที่ยวหากวนหินนั้นได้ยินเสียงโห่ร้อง ก็ขับม้าเร่งทหารขึ้นมารบหักเข้าไป ฝ่ายม้าต๋งเห็นทัพหนุนมามากก็ถอยหนี เตียวเปาก็รบติดตามไปพบกวนหิน แล้วก็พากันไล่ไปประมาณห้าสิบเส้น ไม่ทันแล้วก็พากันกลับมา เตียวเปากวนหินก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ ถวายสีสะพัวเจี้ยงแล้วเล่าความให้ฟังทุกประการ พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ สรรเสริญกวนอูว่าน้องเราไม่เสียทีที่รักกัน แต่ตายแล้วยังอุตส่าห์ตามมาช่วย แล้วสั่งให้แต่งโต๊ะพระราชทานเตียวเปากวนหินเลี้ยงทหารทั้งปวง

ฝ่ายม้าต๋งซึ่งหนีไปพบฮันต๋งจิวท่าย ก็คิดกันตั้งค่ายอยู่เกลี้ยกล่อมทหารซึ่งแตกหนีอยู่ในป่าดง ครั้นได้ทหารมากขึ้นแล้วก็จัดแจงให้นั่งทางวางคนระวังข้าศึกศัตรู แล้วม้าต๋งจึงว่าจะตั้งอยู่แห่งเดียวนี้ไม่ชอบ ให้ฮันต๋งจิวท่ายคุมทหารอยู่ค่ายนี้ เรากับบิฮองเปาสูหยินจะคุมทหารไปตั้งค่ายอยู่ตำบลกังจู๋ ฝ่ายฮันต๋งจิวท่ายก็เห็นชอบด้วย ม้าต๋งจึงจัดแจงแบ่งทหารแล้วก็ยกทหารไปตั้งค่ายอยู่ตำบลกังจู๋

ในกลางคืนวันนั้นทหารทั้งปวงร้องไห้อื้ออึงทั้งค่าย บิฮองได้ยินเห็นประหลาทใจ จึงย่องไปฟังทหารจะพูดจากันประการใด ฝ่ายทหารพวกหนึ่งจึงพูดกันว่า เราทั้งนี้เปนทหารเมืองเกงจิ๋ว เพราะอ้ายลิบองมันทำกลอุบาย บิฮองเปาสูหยินเล่ามันเปนไส้ศึกจึงเสียเมืองเกงจิ๋วทั้งกวนอูนายเราก็ตาย เราจึงได้ตกมาเปนทหารเมืองกังตั๋ง บัดนี้พระเจ้าเล่าปี่ยกมาเองเห็นเมืองกังตั๋งจะแตกยับเปนมั่นคง เราชวนกันฆ่าอ้ายเปาสูหยินบิฮองสองคนเสีย เราชวนกันเอาสีสะไปถวายพระเจ้าเล่าปี่จะมิได้ความชอบหรือ พวกทหารทั้งปวงก็พร้อมกันเห็นชอบด้วย จึงว่าเราคอยดูถ้าได้ท่วงทีแล้วก็จะทำ

ฝ่ายบิฮองได้ยินดังนั้นก็ตกใจกลับมาบอกเปาสูหยินว่า ทหารมันคิดพร้อมกันว่าจะฆ่าเราสองคน เรามิพากันตายเสียหรือ เราจำจะคิดแก้ตัว ด้วยพระเจ้าเล่าปี่ยกมาบัดนี้เพราะโกรธแค้นพัวเจี้ยงม้าต๋ง บัดนี้พัวเจี้ยงก็ตายแล้วยังแต่ม้าต๋ง เราชวนกันเอาสีสะม้าต๋งไปถวายพระเจ้าเล่าปี่ แล้วเราจึงแก้ตัวว่า ข้าพเจ้าตกมาอยู่ในเงื้อมมือพัวเจี้ยงม้าต๋งทั้งนี้ เพราะเสียเมืองแก่เขาจำเปนจำใจมา จะได้ตั้งใจอยู่กับเขาด้วยเปนขบถนั้นหามิได้ ข้าพเจ้าคอยทีจะฆ่าพัวเจี้ยงม้าต๋งอยู่ แต่หากยังไม่ได้ท่วงที บัดนี้ได้ทีแล้ว ข้าพเจ้าจึงตัดสีสะมาถวาย เห็นว่าพระเจ้าเล่าปี่จะดีใจจะไม่เอาโทษเรา

ฝ่ายเปาสูหยินไม่เห็นด้วย จึงว่าพระเจ้าเล่าปี่มีสติปัญญามากเกลือกจะเห็นว่าเราทำการแก้ตัว ศึกแพ้อยู่แล้วแกล้งตัดเอาสีสะม้าต๋งมาให้ พระเจ้าเล่าปี่จะฆ่าเราเสีย บิฮองจึงว่าเห็นไม่เปนดังนั้น ด้วยพระเจ้าเล่าปี่มีสติปัญญาเกลี้ยกล่อมหาคนซึ่งจะรบศึกต่อไปอยู่ ฝ่ายอาเต๊าบุตรพระเจ้าเล่าปี่ก็เปนหลานของข้าพเจ้า จะไม่คิดบ้างหรือ เห็นเราจะไม่ตาย ถ้าจะนิ่งอยู่ฉนี้เห็นจะตายเปนมั่นคง เปาสูหยินเห็นชอบด้วย แล้วสองคนคิดอ่านตระเตรียมม้าไว้ ครั้นเวลาเที่ยงคืนสงัดก็ลอบเข้าไปถึงที่นอนตัดเอาสีสะม้าต๋งไปผูกกับอานม้า แล้วเผ่นขึ้นหลังม้าลอบหนีทหารไปยังกองทัพพระเจ้าเล่าปี่

ฝ่ายทหารพระเจ้าเล่าปี่ก็เข้าจับเอาตัวได้ ถามว่าตัวสองคนนี้มาแต่ไหน บิฮองเปาสูหยินจึงว่าเราพวกเดียวกันกับม้าต๋ง เราตัดเอาสีสะม้าต๋งมาถวาย ทหารก็คุมเอาบิฮองเปาสูหยินเข้าไว้แต่นอกประตู แล้วเข้าไปทูลพระเจ้าเล่าปี่ ๆ ได้ฟังก็ให้เอาตัวบิฮองเปาสูหยินเข้ามา บิฮองเปาสูหยินเข้าไปถึงวางสีสะม้าต๋งลงไว้ก็กราบลงแล้วร้องไห้ จึงทูลแจ้งเนื้อความดุจคิดกันไว้นั้นทุกประการ

พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังก็โกรธจึงว่า กูยกออกมาจากเมืองเสฉวนช้านานแล้ว มึงมุดหัวอยู่ที่ไหนจึงไม่มาหากู นี่มึงเห็นว่าจะสู้กูไม่ได้จะแพ้กูอยู่แล้ว จึงแกล้งตัดเอาสีสะม้าต๋งมาให้ แม้จะเลี้ยงมึงไว้ให้คงชีวิตเหมือนกูไม่รักกวนอู จะเอาหน้าไปไว้ไหน ว่าแล้วก็สั่งกวนหินให้ตั้งเครื่องบูชาจะเส้นกวนอู ครั้นตั้งเครื่องบูชาพร้อมแล้ว พระเจ้าเล่าปี่จึงลงจากเก้าอี้ไปหยิบเอาสีสะม้าต๋งขึ้นชูเส้นให้กวนอู แล้วสั่งกวนหินให้เปลื้องผ้าอ้ายบิฮองเปาสูหยินมัดหมอบไว้หน้าเครื่องบูชา แล้วพระเจ้าเล่าปี่ก็ทรงดาบเชือดเนื้ออ้ายบิฮองเปาสูหยินเส้นให้กวนอู แล้วตัดเอาสีสะให้ทหารลากศพไปทิ้งเสีย

เตียวเปาเห็นดังนั้นก็คิดสงสารถึงบิดา จึงกราบพระเจ้าเล่าปี่ลงแล้วก็ร้องไห้ว่า เขาทำร้ายแก่กวนอูนั้นกวนหินผู้ลูกก็ได้แก้แค้นทดแทนแล้ว แต่คนที่ทำร้ายบิดาข้าพเจ้ายังมิได้แก้แค้นทดแทนเลย พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่าแก่เตียวเปาว่า เจ้าอย่าได้คิดสงสัยเลย เราตั้งใจมาทั้งนี้หวังจะล้างเมืองกังตั๋งแก้แค้นบิดาเจ้าด้วย ได้เมืองกังตั๋งแล้วเราจะสืบเอาตัวอ้ายสองคนผู้ทำร้ายบิดาเจ้ามาเส้นให้เหมือนกัน เตียวเปาได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี กราบพระเจ้าเล่าปี่แล้วก็ออกไป เมื่อพระเจ้าเล่าปี่มีชัยชนะครั้งนั้นกิตติศัพท์เลื่องลือเอิกเกริกไป ฝ่ายทหารเมืองกังตั๋งก็สดุ้งตกใจกลัว

ฝ่ายฮันต๋งจิวท่ายซึ่งรักษาค่ายอยู่นั้น เห็นทหารทั้งปวงรวนเรก็ว่ากล่าวเกลี้ยกล่อมเอาใจอยู่ พอทหารฮันต๋งเข้ามาบอกว่า บิฮองเปาสูหยินทำร้ายตัดเอาสีสะม้าต๋งไปให้พระเจ้าเล่าปี่ ได้ยินว่าพระเจ้าเล่าปี่ฆ่าบิฮองเปาสูหยินเสียด้วย ฮันต๋งจิวท่ายได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงคิดจัดแจงให้ทหารอยู่รักษาค่าย แล้วฮันต๋งจิวท่ายก็รีบเข้าไปเมืองกังตั๋ง เอาเนื้อความทูลพระเจ้าซุนกวนทุกประการ

ฝ่ายพระเจ้าซุนกวนได้ฟังก็สดุ้งตกใจนัก จึงให้หาขุนนางทหารพลเรือนมาพร้อมแล้ว เปาจิดจึงทูลว่า พระเจ้าเล่าปี่โกรธยกมาทั้งนี้เปนต้นโกรธอยู่เจ็ดคน คือพัวเจี้ยงลิบองม้าต๋งบิฮองเปาสูหยิน ห้าคนนี้ทำร้ายกวนอูก็ตายสิ้นแล้ว ยังแต่ฮอมเกียงเตียวตัดสองคนผู้ฆ่าเตียวหุยนี้ยังอยู่ในเมืองเรา ชอบเราจับฮอมเกียงเตียวตัดสองคนนี้ กับส่งสีสะเตียวหุยออกไปแล้วคืนนางซุนฮูหยินกับเมืองเกงจิ๋วให้ แลถวายดอกไม้เงินทองขอเปนพระราชไมตรีดีแล้วจะได้ช่วยกันรบกำจัดโจผี เห็นพระเจ้าเล่าปี่จะถอยทัพกลับไป

ฝ่ายซุนกวนเห็นชอบด้วย จึงสั่งให้ทำหีบไม้หอมใส่สีสะเตียวหุย จับเอาฮอมเกียงเตียวตัดใส่กรงเหล็ก จัดดอกไม้เงินทองให้แต่งหนังสือตามคำเปาจิดว่า แต่นางซุนฮูหยินนั้นจะส่งไปครั้งหลัง ให้เทียเป๋งถือหนังสือคุมคนแลสิ่งของทั้งนี้ไปให้พระเจ้าเล่าปี่ เทียเป๋งก็คุมคนโทษไปตามรับสั่ง

ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่จัดแจงกองทัพจะให้ตีเข้ามาเมืองกังตั๋ง ยังมิทันสำเร็จพอทหารเข้ามาทูลว่า ชาวเมืองกังตั๋งถือหนังสือเอาคนโทษเข้ามาถวาย พระเจ้าเล่าปี่ดีใจนักตบมือเข้าแล้วร้องว่าบุญของเรา เทพดาจึงชักนำมาให้เราแก้แค้น แล้วสั่งเตียวเปาให้แต่งเครื่องบูชาจะเส้นเตียวหุยน้องเรา แล้วสั่งให้เร่งยกหีบเข้ามา ทหารก็ยกหีบสีสะเตียวหุยแลกรงคนโทษเข้าไปวางต่อหน้าที่นั่ง พระเจ้าเล่าปี่ก็ลงจากเก้าอี้มาเปิดหีบยกเอาสีสะเตียวหุยขึ้นบนที่บูชา เห็นหน้าเตียวหุยสดชื่นอยู่เหมือนเมื่อยังเปน พระเจ้าเล่าปี่คิดสงสารนัก ร้องไห้รักเตียวหุยเปนอันมาก

เตียวเปาครั้นเห็นสีสะบิดาก็ร้องไห้ ความแค้นเหลือที่จะสกดใจ ไม่ทันพระเจ้าเล่าปี่จะสั่ง ก็ชักดาบวิ่งเข้าแหกกรงจิกเอาสีสะฮอมเกียงเตียวตัดลากออกมาจากกรงฟันด้วยดาบ แล้วเชือดเนื้อชูขึ้นเส้นเตียวหุยผู้บิดา พระเจ้าเล่าปี่ยังแค้นเคืองมากนักมิได้ดูหนังสือ จึงว่าเราจะรบเอาเมืองกังตั๋งให้ได้ ฝ่ายม้าเลี้ยงที่ปรึกษาจึงทูลว่า พวกคนร้ายซึ่งทำร้ายแก่กวนอูเตียวหุยก็ได้แก้แค้นทดแทนสิ้นแล้ว บัดนี้ฝ่ายซุนกวนใช้ให้เทียเป๋งถือหนังสือเอาดอกไม้เงินทองมาถวาย จะขอคืนนางซุนฮูหยินกับเมืองเกงจิ๋วให้ ขอเปนราชไมตรีช่วยกันรบกำจัดโจผีจะโปรดประการใด

พระเจ้าเล่าปี่โกรธนักจึงว่า เราพยาบาทกันอยู่กับซุนกวน ได้ออกปากให้สัตย์กันไว้กับกวนอูเตียวหุยน้องเรา บัดนี้กวนอูเตียวหุยน้องเราก็ตายแล้ว เราจะกลับเปนไมตรีดีกับซุนกวนนั้นจะมิเสียความสัตย์ไปหรือ เราไม่ฟังจะรบเอาเมืองกังตั๋งให้ได้ แล้วจึงจะยกไปรบเอาเมืองโจผี แล้วสั่งให้เอาตัวผู้ถือหนังสือไปฆ่าเสีย บันดาขุนนางที่ปรึกษาทูลขอชีวิตเทียเป๋งผู้ถือหนังสือไว้ ครั้นโปรดให้แล้วก็ปล่อยเทียเป๋งเสีย เทียเป๋งกลับไปทูลพระเจ้าซุนกวนว่า พระเจ้าเล่าปี่ไม่ฟังจะรบเอาเมืองกังตั๋งให้ได้ แล้วจะยกไปตีเอาเมืองโจผี แลความซึ่งรู้เห็นมาทั้งนั้นก็ทูลให้ฟังทุกประการ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ