ตอนที่ ๕๒

ฝ่ายเล่าปี่จึงเอาหนังสือซึ่งขงเบ้งให้กำหนดมานั้น ออกปรึกษาด้วยฮองตงว่า ขงเบ้งบอกมาว่า จะยกกองทัพมาช่วยเรา แต่ณเดือนเก้าแรมห้าคํ่า บัดนี้ใคร่ครวญดูหนังสือก็ได้หลายวันจวนกองทัพจะยกมาถึงอยู่แล้ว เรานิ่งอยู่ฉะนี้มิได้ จำจะคิดอ่านทำการยกไปบัญจบกองทัพขงเบ้งณเมืองลกเสีย ฮองตงจึงว่า บัดนี้ทหารเตียวหยิมเห็นเรามิได้ออกรบพุ่งก็ได้ใจกำเริบนัก เราจึงแต่งทหารออกโจมตีปล้นค่ายในเวลากลางคืนวันนี้เถิด เตียวหยิมเห็นว่าเรากลัวแล้วก็จะเลินเล่อใจประมาทอยู่ น่าจะแตกไปเปนมั่นคง แล้วจงยกทหารไปบัญจบด้วยกองทัพขงเบ้ง เล่าปี่เห็นชอบด้วยก็ให้ตระเตรียมทหารทั้งปวงพร้อมไว้ ครั้นเวลาประมาณสองยามเล่าปี่เห็นสงัดได้ทีแล้วก็ยกทหารออกไปโจมตีปล้นค่ายเตียวหยิมเปนสามด้าน ให้ทหารจุดเพลิงขึ้นไป เตียวหยิมแลทหารทั้งปวงไม่ทันรู้ตัว ก็ตื่นกันเปนอลหม่านแตกออกจากค่ายในเวลากลางคืนจะคุมกันเข้ามิได้ ต่างคนตกใจก็พากันหนีไปตามทางเมืองลกเสีย เล่าปี่ก็คุมทหารไล่ฆ่าฟันติดตามไป ฝ่ายทหารในเมืองลกเสียรู้ว่าเตียวหยิมแตกมา ก็ยกทหารออกรบพุ่งต้านทานรับเอาเตียวหยิมเข้าไปในเมืองได้ เล่าปี่จะหักเข้าเอาเมืองมิได้ ก็ให้ทหารถอยมาตั้งค่ายอยู่ทางไกลเมืองประมาณร้อยเส้น

ครั้นอยู่มาสองวันเล่าปี่ก็ยกทหารเข้าล้อมเมืองลกเสียไว้เปนสามารถ ฝ่ายเตียวหยิมก็มิได้ยกทหารออกรบพุ่งแต่ให้รักษามั่นไว้ เล่าปี่ก็ยกทหารเข้าหักเอาด้านตวันตก ให้ฮองตงกับอุยเอี๋ยนสองนายคุมทหารเข้าตีด้านตวันออก เปิดไว้แต่ด้านเหนือกับด้านใต้ หวังจะให้คนหนีออก ก็เร่งทหารระดมตีจะเข้าเมืองให้ได้ เตียวหยิมขึ้นยืนดูอยู่บนเชิงเทิน แลเห็นเล่าปี่ขี่ม้าเที่ยวตรวจตราทหารอยู่ แต่เวลาสามโมงเช้าจนบ่าย แลทหารทั้งปวงนั้นก็อิดโรยลงเปนอันมาก เตียวหยิมเห็นได้ทีจึงให้ทหารลงจากหน้าที่ เกณฑ์ให้ชาวเมืองขึ้นเชิงเทินรักษาหน้าที่แทน แล้วให้ขนเอาศิลาขึ้นไว้สำหรับจะสู้รบด้วยทหารเล่าปี่ จึงคุมทหารยกออกทางประตูทิศใต้วกมาตวันตกเข้าตีทัพเล่าปี่ ให้ลุยต๋องกับงอหลันคุมทหารยกออกทางประตูทิศเหนืออ้อมมารบอุยเอี๋ยนกับฮองตง

ฝ่ายเล่าปี่ให้ทหารหักเข้ามิได้ตวันเย็นลงแล้ว จึงสั่งให้ทหารถอยออกมา พอได้ยินเสียงประทัดจุดขึ้น เตียวหยิมยกทหารสวนตีออกมา ทหารเล่าปี่ตกใจตื่นแตกร่นเปนอลหม่าน อุยเอี๋ยนฮองตงเห็นดังนั้น ก็ขับทหารจะมาช่วยเล่าปี่ พอลุยต๋องงอหลันคุมทหารยกสกัดรบออกมา ก็ติดอยู่มามิได้ แลทหารทั้งสองฝ่ายรบพุ่งกันเปนสามารถ เล่าปี่เห็นทหารล้มตายลงมาก เหลือกำลังอยู่เล็กน้อยเห็นจะเสียทีสู้มิได้ ก็ขับม้าหนีเตียวหยิมไปทางน้อยตามซอกเขา เตียวหยิมก็ขับม้าตามกระชั้นไป

แลขณะนั้นเตียวหุยยกทหารมาใกล้ถึงเมืองลกเสียนั้น เห็นผงคลีฟุ้งตลบอยู่ข้างหน้าทางประมาณร้อยเส้น ก็สำคัญว่ากองทัพเมืองเกงจิ๋วเข้ารบพุ่งกันอยู่กับเมืองลกเสีย จึงขับทหารรีบมาโดยเร็ว เล่าปี่ได้ยินเสียงคนอึงคนึงมาข้างหน้าไม่รู้ว่าเตียวหุยยกมา ก็เอามือตีอกเข้าร้องว่า เทวดามาแกล้งสังหารชีวิตข้าพเจ้าเสียจริงครั้งนี้แล้ว พอแลเห็นเตียวหุยขับม้าขึ้นมาหน้าทหารทั้งปวง ถือทวนง่าอยู่ก็ดีใจ จึงร้องว่า เตียวหุยช่วยข้าพเจ้าด้วย เตียวหุยเห็นเตียวหยิมขับม้าไล่เล่าปี่กระชั้นมา ก็ขับม้าบากถลันขึ้นไปช่วยเล่าปี่ สกัดหน้าเตียวหยิมไว้ แล้วก็เข้าสู้ด้วยเตียวหยิมได้สิบเพลง พอเงียมหงันขับม้าหนุนเตียวหุยขึ้นมาทันเข้า เตียวหยิมเห็นดังนั้นก็ชักม้ากลับควบหนี เตียวหุยก็ขับม้าไล่ติดตามเข้าไปถึงเชิงกำแพง เตียวหยิมหนีเข้าเมืองได้ก็ให้ปิดประตูเสียให้ทหารเกาทัณฑ์ยิงระดมออกมา เตียวหุยก็ชักม้ากลับหลังเข้ามาหาเล่าปี่ ๆ มีความยินดีก็พาเตียวหุยมาณค่าย เตียวหุยคำนับตามประเพณีแล้วจึงบอกว่า บัดนี้อาจารย์ขงเบ้งยกกองทัพเรือมาทางแม่นํ้ากิมกั๋งยังมามิถึง ข้าพเจ้ามาถึงก่อนก็กลับได้ความชอบอีก เล่าปี่จึงถามว่าทางนี้เปนซอกห้วยธารเขาป่าดงพงชัฏ จะมานั้นยากลำบากนัก ทั้งด่านทางก็หลายชั้นคับขันอยู่ เหตไฉนท่านมาถึงก่อน เตียวหุยจึงว่า อันทางนี้มีด่านถึงสี่สิบห้าตำบลคับขันก็จริง แต่ว่าท่านผู้เฒ่าเงียมหงันนี้มีความภักดีมาด้วย ช่วยว่ากล่าวขุนนางทั้งปวงให้อ่อนน้อมทุกตำบลมิได้ขัดแขงจึงมาได้โดยสดวก อันความชอบของท่านผู้เฒ่าครั้งนี้หาที่สุดมิได้ แล้วเตียวหุยก็เล่าเนื้อความ ซึ่งได้รบกันกับเงียมหงันให้เล่าปี่ฟังทุกประการ

เล่าปี่ได้แจ้งมีความยินดี จึงว่าแก่เงียมหงันว่า ครั้งนี้หากท่านผู้เฒ่ามีความเมตตาน้องข้าพเจ้าอุตส่าห์มาด้วยจึงไม่มีอันตราย ถ้าหาไม่ที่ไหนน้องข้าพเจ้าจะมาถึงโดยสดวก คุณท่านมีแก่ข้าพเจ้าหาที่สุดมิได้ แล้วก็ถอดเกราะทองออกจากตัว ให้แก่เงียมหงันเปนรางวัลตามความชอบ แล้วจึงถามทหารทั้งปวงว่า ผู้ใดยังแจ้งว่าอุยเอี๋ยนฮองตงสองนายนั้นเปนประการใดบ้าง

ทหารทั้งปวงจึงบอกว่า เมื่อท่านเสียทียกออกมาจากที่รบนั้น ข้าพเจ้าเห็นงออี้เล่ากุ๋ยคุมทหารยกหนุนออกจากเมืองลกเสียอีก ตีวกหลังอุยเอี๋ยนฮองตงไว้ ได้รบพุ่งกันเปนสามารถ ฮองตงอุยเอี๋ยนเหลือกำลังก็พากันหนีไปข้างทิศตวันออก เตียวหุยแจ้งดังนั้นจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า จะนิ่งอยู่มิได้จำจะยกไปช่วย ขอให้ท่านยกไปทางขวาข้าพเจ้าจะไปทางซ้ายตีกระทบกัน เล่าปี่เห็นชอบด้วยก็ยกทหารออกจากค่าย แยกกันไปกับเตียวหุยคนละทาง ฝ่ายงออี้เล่ากุ๋ยซึ่งคุมทหารวกหลังฮองตงอุยเอี๋ยนอยู่นั้น ได้ยินเสียงทหารเล่าปี่กับเตียวหุยโห่ร้องเอิกเกริกมาก็ตกใจ รู้ว่ากองทัพเล่าปี่ยกกระทบมาจะอยู่มิได้ ก็พาทหารบากทางหนีเข้าเมือง เล่าปี่กับเตียวหุยก็รีบขับทหารให้เดิรตามทางต่อไป

ฝ่ายงอหลันลุยต๋องมิทันรู้ว่าเล่าปี่เตียวหุยยกมาข้างหลัง ก็เร่งทหารไล่กระชั้นไป จะจับเอาตัวฮองตงกับอุยเอี๋ยนให้ได้ ฮองตงแลอุยเอี๋ยนเห็นจวนตัวแล้ว ก็ชักม้ากลับหน้ามาพาทหารเข้ารบพุ่งต้านทานเปนสามารถ พอเล่าปี่กับเตียวหุยยกมาทัน ก็ตีกระหนาบหลังงอหลันลุยต๋องเข้าไป งอหลันลุยต๋องเข้าอยู่ในหว่างกองทัพกระหนาบ เห็นเหลือกำลังจะสู้มิได้ก็ลงจากม้าพาทหารทั้งปวงเข้ามาคำนับนบนอบขอเปนข้าอยู่กับเล่าปี่ ๆ ก็รับเอาไว้ทำการด้วย จึงให้ทหารทั้งปวงตั้งค่ายประชิดล้อมเมืองลกเสียเข้าไว้ข้างด้านตวันออก

เตียวหยิมรู้ว่างอหลันกับลุยต๋องเข้านบนอบด้วยเล่าปี่แล้วก็เปนทุกข์ใจ จึงปรึกษาด้วยงออี้เล่ากุ๋ยเล่าชุนว่า บัดนี้งอหลันกับลุยต๋องก็ไปเข้าเสียกับเล่าปี่แล้ว ข้าศึกเข้ามาตั้งประชิดถึงเชิงกำแพงจะนิ่งอยู่ฉนี้มิได้ จำจะให้มีหนังสือไปถึงเล่าเจี้ยงขอกองทัพมาช่วย แล้วเราจะแต่งทหารยกออกไปตีอย่าให้ตั้งติดได้ งออี้เล่ากุ๋ยเล่าชุนก็เห็นพร้อมด้วย

เตียวหยิมจึงแต่งหนังสือให้คนถือไปถึงเล่าเจี้ยง แล้วจึงว่าแก่เล่าชุนว่า เวลาพรุ่งนี้เราจะยกทหารออกรบกับเล่าปี่ แล้วจะทำเสียทีแตกมาข้างเชิงกำแพงด้านเหนือ ให้งออี้คุมทหารออกไปซุ่มสกัดทางอยู่ ถ้าเห็นทหารเล่าปี่ไล่ตามมาจงออกสกัดตี ทหารเล่าปี่มิทันรู้ตัวก็จะแตกไป เห็นจะได้ชัยชนะโดยง่าย แลตัวเล่ากุ๋ยนั้นจงอยู่รักษาเมืองกับท่านช่วยกันตรวจตรากำชับทหารอย่าได้ประมาท ครั้นจัดแจงเสร็จแล้วเวลารุ่งเช้าเตียวหยิมก็ยกทหารโห่ร้องออกมาจากเมือง

เตียวหุยเห็นเตียวหยิมออกมา ก็ยกทหารออกจากค่ายให้เข้ารบพุ่งด้วยทหารเตียวหยิมเปนสามารถ เตียวหุยขับม้าเข้าสู้ด้วยเตียวหยิมได้สิบสองเพลง เตียวหยิมทำเสียทีชักม้าหนีอ้อมเชิงกำแพงไป เตียวหุยก็ขับม้าสอึกกระโจนตามด้วยกำลังหนักมา งออี้คุมทหารซุ่มอยู่เห็นเตียวหุยไล่ล่วงขึ้นไป ก็ยกทหารออกมาสกัดหลังไว้ เตียวหยิมก็ให้ทหารกลับหน้าสวนรบลงมาล้อมเตียวหุยเข้าไว้ ยิงเกาทัณฑ์ระดมทั้งสองข้าง เตียวหุยเข้าอยู่ในหว่างทัพกระหนาบมิรู้ที่จะทำประการใด เอาแต่ทวนปัดลูกเกาทัณฑ์ป้องกันตัวอยู่ พอจูล่งยกทัพเรือมาถึงก็คุมทหารขึ้นจากเรือยกมาช่วยเตียวหุยในทันที ก็เข้าตีงออี้กระทบหลังเข้าไป ฆ่าฟันทหารล้มตายลงเปนอันมาก ที่เหลือตายนั้นก็แตกกระจายไป จูล่งก็จับเอางออี้ได้ เตียวหุยได้ทีก็ขับทหารเข้าไล่ตลุมบอนฆ่าฟันทหารเตียวหยิมแตกหนีเข้าเมือง

เตียวหุยเห็นจูล่งจึงถามว่า บัดนี้ขงเบ้งอยู่ไหนเล่า จูล่งจึงบอกว่า ขงเบ้งก็มาถึงกำลังสนทนาอยู่ด้วยเล่าปี่ แต่ตัวข้าพเจ้านี้ยกมาช่วยท่าน เตียวหุยกับจูล่งถ้อยทีมีความยินดีนักก็ชวนกันพาเอาตัวงออี้มาค่าย เห็นขงเบ้งนั่งสนทนากับเล่าปี่อยู่ เตียวหุยก็เข้าไปคำนับ ขงเบ้งจึงถามว่า ท่านทำประการใดจึงมาถึงได้ก่อนเรา เตียวหุยก็เล่าเนื้อความซึ่งทำการรบพุ่งมาแต่หลังให้ฟังทุกประการ ขงเบ้งจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า อันเตียวหุยนี้แต่ก่อนมีใจร้ายกาจนัก แลมาดับใจให้เสียพยศอันร้าย สู้เอาราชการเปนประมาณได้ทั้งนี้ก็เพราะบุญของท่าน

ขณะนั้นจูล่งจึงเอาตัวงออี้เข้าไปให้เล่าปี่ ๆ จึงถามว่า ตัวท่านอยู่ในเงื้อมมือเราฉนี้แล้ว จะคำนับหรือจะคิดประการใด งออี้จึงว่า ตัวข้าพเจ้าท่านจับได้มาอยู่ในอำนาจ ก็จะขอเปนข้าท่าน แล้วคำนับตามประเพณี เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ลงมาแก้มัดงออี้เสีย ขงเบ้งจึงถามงออี้ว่าผู้ใดรักษาเมืองลกเสียอยู่ งออี้จึงบอกว่าเล่าชุนผู้บุตรเล่าเจี้ยงมาอยู่รักษาเมือง แลทหารนั้นมีแต่เล่ากุ๋ยกับเตียวหยิม ๆ เปนทหารเอกในเมืองเสฉวนมีฝีมือนัก

ขงเบ้งแจ้งดังนั้นจึงคิดว่า จะทำการเอาตัวเตียวหยิมให้ได้ก่อน จึงจะเอาเมืองลกเสียได้โดยสดวก ขงเบ้งจึงขึ้นม้าพาทหารไปดูที่จะเข้าทำการ ครั้นไปถึงประตูด้านตวันออก เห็นป่าไม้อ้อแห่งหนึ่งไกลสะพานกิ๋มงันเกียวโป๋ประมาณหกสิบเส้น จึงให้ฮองตงกับอุยเอี๋ยนคุมทหารนายละพันเข้าซุ่มอยู่ทั้งสองข้างทางซ้ายขวาในป่าไม้อ้อ แล้วสั่งว่าถ้าเตียวหยิมยกออกมาก็ให้กระหนาบรบ ให้เตียวหุยคุมทหารกองหนึ่งไปสกัดอยู่ปลายทาง ให้จูล่งคุมทหารกองหนึ่งไปซุ่มอยู่ข้างทิศเหนือแล้วสั่งว่า แม้เราล่อเตียวหยิมให้ยกทหารไล่ล่วงพ้นสะพานออกมา ก็ให้ยกออกสกัดทางไว้รื้อสะพานเสีย อย่าให้เตียวหยิมถอยกลับเข้าเมืองได้ แล้วให้เล่าปี่กับเงียมหงันคุมทหารแอบอยู่สองฟากทางพ้นต้นสะพานออกไปทางประมาณยี่สิบเส้น ครั้นขงเบ้งจัดแจงเสร็จแล้วก็ขึ้นเกวียนน้อยแต่งตัวซอมซ่อ พาทหารประมาณสามสิบเข้าไปล่อเตียวหยิมจะให้ออกมา

ฝ่ายเตียวหยิมเห็นขงเบ้งคุมทหารมาเยาะเย้ยก็โกรธ จัดแจงทหารออกไปรบ แลขณะเมื่อเตียวหยิมบอกหนังสือไปถึงเล่าเจี้ยงขอกองทัพมาช่วยนั้น เล่าเจี้ยงแต่งให้โตเอ๋งคุมทหารยกมาณเมืองลกเสีย เตียวหยิมจึงให้เตียวเอ๊กอยู่รักษาเมือง ให้โตเอ๊งคุมทหารเปนกองหลังออกมาจากเมือง ครั้นแลเห็นขงเบ้งขี่เกวียนน้อย คุมทหารประมาณสามสิบคนเดิรล้อมมา จึงชี้บอกทหารว่า ขงเบ้งนี้ได้ยินเล่าลือว่า มีปัญญาความคิดรู้แต่งกลศึกล่อลวงเปนหลายประการ บัดนี้เราเห็นทำการเข้ามาดังคนหาปัญญาไม่ ไม่สมกันกับคำเขาลือเลย จะกลัวอะไรกับขงเบ้ง ว่าแล้วจึงเอาคันทวนโบกให้ทหารไล่รุกเข้าไปจะจับเอาตัว

ขงเบ้งเห็นเตียวหยิมไล่มาก็ทิ้งเกวียนเสีย ขึ้นม้าทำเปนกลัวพาทหารทั้งปวงรีบหนีข้ามสะพานมา เตียวหยิมได้ทีก็ขับทหารรีบตามไป จูล่งคุมทหารซุ่มอยู่ เห็นเตียวหยิมไล่ล่วงพ้นสะพานไปก็ออกมารื้อสะพานเสีย ฝ่ายเล่าปี่กับเงียมหงันคุมทหารแอบอยู่เห็นได้ทีก็ยกตีกระหนาบออกมาทั้งสองฟากทาง เตียวหยิมเห็นดังนั้นก็ตกใจ รู้ว่าขงเบ้งแต่งกลลวงก็พาทหารกลับมาจะเข้าเมือง ครั้นถึงสะพานจะข้ามคูไปมิได้ก็คั่งกันอยู่ จูล่งก็ให้ทหารตีออกมา เตียวหยิมก็แตกคุมทหารร่นขึ้นไปตามทางข้างใต้ ถึงที่ฮองตงกับอุยเอี๋ยนสกัดอยู่ ก็ยกทหารออกระดมตีทั้งสองฟาก ฆ่าฟันทหารเตียวหยิมล้มตายเปนอันมาก เตียวหยิมเห็นเหลือกำลังสู้มิได้ ก็พาทหารประมาณสามสิบคนขับม้ารบหนีขึ้นไป พบเตียวหุยสกัดอยู่ปลายทาง คุมทหารออกมายืนขวางหน้าไว้ร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง ทหารเตียวหยิมตกใจก็แตกกระจายกันไปสิ้น เตียวหุยก็ให้ทหารเข้าล้อมจับเอาตัวเตียวหยิมได้ โตเอ๋งเห็นเตียวหุยจับตัวเตียวหยิมได้แล้ว เห็นจะรบพุ่งสู้ฝีมือทหารเล่าปี่มิได้ ก็เข้ามาคำนับแก่จูล่ง ๆ แลเตียวหุยกับนายทัพนายกองทั้งปวงครั้นได้ชัยชนะแล้วก็กลับมาค่าย จูล่งจึงเอาตัวโตเอ๋งเข้าไปให้แก่เล่าปี่ ๆ ก็มิได้เอาโทษโตเอ๋ง กลับปูนบำเหน็จให้อีก ขณะนั้นเตียวหุยจึงพาเอาตัวเตียวหยิมเข้ามา เล่าปี่จึงว่าบันดาทหารในเมืองเสฉวนนี้ ก็ยอมกลัวอำนาจมาเข้านบนอบคำนับเราสิ้น แต่ท่านผู้เดียวนี้เปนไฉนจึงมีใจกระด้างขัดแขงนัก มิได้อ่อนน้อมเรานั้นคิดประการใด

เตียวหยิมได้ฟังเล่าปี่ถามดังนั้นก็โกรธ มิได้กลัวแก่ความตายร้องตวาดว่า ตัวเราเปนชายชาติทหาร จะกลัวอันตรายกลับไปนบนอบเข้าด้วยผู้อื่นหวังจะรักษาชีวิตนั้น ก็มิควรแก่คนที่ซื่อต่อเจ้า อันเปนชาติทหารแลจะมีเจ้าเปนสองนั้นก็มิต้องประเพณี ธรรมดาสตรีที่ดีมีมารยาทก็มิอาจมีผัวให้เปนสอง แม้ท่านจะขืนให้เรานบนอบนั้นขัดมิได้ก็จะคำนับ แต่ว่าเรามิได้ตั้งภักดีต่อท่าน แล้วก็ด่าเล่าปี่เปนข้อหยาบช้า ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็โกรธ สั่งทหารให้เอาตัวเตียวหยิมไปฆ่าเสีย

เล่าปี่เห็นว่าเตียวหยิมเปนคนซื่อสัตย์สุจริตต่อเจ้าก็มีใจเอ็นดู จึงให้เอาศพเตียวหยิมไปฝังไว้ที่ต้นสะพานกิ๋มงันเกียวโป๋ แล้วให้จารึกอักษรใส่ฉลากไว้ว่าเตียวหยิมเปนคนซื่อตรง หวังจะให้คนทั้งปวงเอาเยี่ยงอย่างไปภายหน้า ครั้นเวลาเช้าเล่าปี่ให้เงียมหงันงออี้ แลบันดาทหารในเมืองเสฉวนซึ่งเข้ามาอ่อนน้อมนั้น คุมทหารเปนกองหน้ายกเข้าไปเมืองลกเสีย ครั้นทหารทั้งปวงมาใกล้เชิงกำแพง จึงร้องเรียกเล่าชุนเล่ากุ๋ยเข้าไปว่า การจวนตัวถึงเพียงนี้แล้วอย่าขัดแขงอยู่เลย เร่งเปิดประตูออกมาคำนับเล่าปี่โดยดีเถิด ถึงจะมานะอยู่ก็เห็นจะรักษาเมืองไว้มิได้ อย่าให้ได้ความเดือดร้อนแก่อาณาประชาราษฎรทั้งปวงเลย

เล่ากุ๋ยยืนอยู่บนกำแพงได้ยินร้องขึ้นมาก็โกรธ ร้องตอบลงมาเปนคำหยาบช้ามิได้อ่อนน้อม เงียมหงันเห็นเล่ากุ๋ยมีใจโอหังก็โกรธจับทวนจะพุ่งขึ้นไป พอเตียวเอ๊กตัดเอาสีสะเล่ากุ๋ยโยนลงมาให้ แล้วก็เปิดประตูเมืองออกมารับ เงียมหงันก็มีใจยินดี จึงพาทหารทั้งปวงเข้าไปในเมือง

เล่าชุนเห็นทหารเล่าปี่ตรูเข้าได้ ก็ให้เปิดประตูด้านตวันออก คุมทหารรีบหนีไปเมืองเสฉวน ครั้นเล่าปี่เข้าไปในเมืองแล้วจึงถามว่า ผู้ใดมีความสามิภักดิ์ต่อเราตัดเอาสีสะเล่ากุ๋ยเสีย เงียมหงันจึงบอกว่าเตียวเอ๊กคนนี้ซึ่งมาคำนับท่าน ได้ตัดสีสะเล่ากุ๋ยโยนลงไปจากเชิงเทิน เล่าปี่ก็ปูนบำเหน็จรางวัลให้แก่เตียวเอ๊กเปนอันมาก แล้วก็จัดแจงชาวบ้านชาวเมืองให้อยู่เปนสุขมิให้ทหารผู้ใดทำอันตรายได้

ขงเบ้งจึงว่า บัดนี้เมืองลกเสียก็ได้แก่เราแล้ว อันเมืองเสฉวนนั้นก็เหมือนอยู่ในกำมือ จะยกเข้าไปเมื่อใดก็จะได้ แต่ทว่าหัวเมืองทั้งปวงยังมิราบคาบ ขอให้เตียวเอ๊กกับงออี้พาจูล่งคุมทหารยกไปเที่ยวปราบหัวเมืองเตงกั๋ง ให้เงียมหงันกับโตเอ๋งพาเตียวหุยคุมทหารไปกำจัดหัวเมืองเต๊กหยง ซึ่งยังขัดแขงอยู่นั้นให้ราบคาบเปนปรกติ จัดแจงตั้งแต่งขุนนางไว้อยู่รักษาเมืองตามภูมิ์ลำเนาเสร็จแล้ว จึงให้ยกกองทัพมาพร้อมกันณเมืองเสฉวน นายทัพนายกองทั้งปวงรับคำขงเบ้งแล้ว ต่างคนก็คุมทหารแยกกันไป

ขงเบ้งจึงถามชาวเมืองเสฉวนว่า เราจะยกเข้าไปเมืองเสฉวนบัดนี้ยังมีด่านทางคับขันอยู่อีกสักกี่ตำบล ชาวเมืองจึงบอกว่ามีด่านกิมก๊กเปนด่านใหญ่อยู่อีกตำบลหนึ่ง แลด่านกิมก๊กนี้ทหารพรักพร้อมเข้มแขงนัก ถ้าแลได้ด่านนี้แล้วก็ไม่มีสิ่งใดจะขัดขวาง จะยกเข้าไปเอาเมืองเสฉวนได้โดยง่าย

ขงเบ้งได้แจ้งดังนั้นก็ให้จัดแจงทหารจะยกไป หวดเจ้งจึงว่า ซึ่งท่านจะยกเข้าไปเมืองเสฉวนนั้น ข้าพเจ้าเห็นอาณาประชาราษฎรทั้งปวงจะได้ความเดือดร้อนนัก ขอให้งดกองทัพไว้ก่อน ด้วยเมืองลกเสียนั้นก็ได้แก่เราแล้ว เมืองเสฉวนเหมือนอยู่ในกำมือ ข้าพเจ้าจะมีหนังสือไปถึงเล่าเจี้ยงฉบับหนึ่ง ให้มานอบน้อมตามประเพณี เล่าเจี้ยงรู้ว่าเมืองลกเสียนี้เสียกับเราแล้วก็จะยอมคำนับ แม้จะขัดแขงอยู่ประการใด เราจึงจะยกทหารไปตีต่อภายหลัง ขงเบ้งเห็นชอบด้วยจึงให้งดกองทัพไว้ แล้วให้หวดเจ้งมีหนังสือเข้าไปแจ้งแก่เล่าเจี้ยง

ฝ่ายเล่าชุนครั้นหนีไปถึงเมืองเสฉวนแล้ว จึงแจ้งความแก่เล่าเจี้ยงผู้บิดาทุกประการ เล่าเจี้ยงจึงให้หาขุนนางเข้ามาปรึกษาว่า บัดนี้เมืองลกเสียก็เสียแล้ว เห็นว่าเล่าปี่จะยกเข้ามาติดเมืองเราเปนมั่นคง จะคิดป้องกันประการใดดี

แต่ต่อที่ปรึกษาจึงว่า เล่าปี่ได้เมืองลกเสียก็จริง แต่ทหารนั้นเปนคนสำส่อน ด้วยได้ชเลยมามิได้เปนนํ้าหนึ่งใจเดียว ถึงจะทำการก็มิได้พร้อมเพรียงกัน อนึ่งก็น้อยตัวเห็นพอจะสู้รบได้อยู่ ขอให้แต่งคนออกไปขับต้อนอาณาประชาราษฎรหัวเมืองปาเสฝ่ายตวันตก ให้ข้ามแม่นํ้าโป๋ชุยเข้ามาอยู่เสียฟากเมืองเราให้สิ้นเชิง แล้วให้เผาเข้าปลาอาหารซึ่งเอามาไม่ได้ยังเหลืออยู่นั้นเสียให้สิ้น แม้เล่าปี่จะยกทัพมาล้อมเมืองเรา สเบียงอาหารในเมืองก็มีมากบริบูรณ์อยู่ เพียงแต่รักษาเมืองมั่นไว้จะทำไม่ได้ ฝ่ายเล่าปี่มาทางไกลสเบียงอาหารก็น้อย แม้ช้าอยู่เข้าเมืองมิได้ก็จะสิ้นอาหารลง ทหารทั้งปวงก็จะอิดโรยกำลัง ถึงจะทำการก็ไม่เต็มมือ หน้าที่จะเลิกทัพกลับไปเมือง ทหารเรามีกำลังพรักพร้อมอยู่ก็จะยกโจมตีเอาเมื่อปลายมือ เห็นจะจับเล่าปี่ได้โดยง่าย

เล่าเจี้ยงจึงว่า ธรรมดาข้าศึกมาทำอันตราย ชอบจะป้องกันรักษาขอบขัณฑเสมาไว้ อย่าให้อาณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อน นี่ข้าศึกยกมามิทันที่จะได้รบพุ่งต้านทาน กลับจะไปขับต้อนอาณาประชาราษฎรให้พลัดจากถิ่นฐาน ได้ความระหกระเหินฉนี้อีกเล่า เราไม่เห็นด้วย แลเมื่อเล่าเจี้ยงปรึกษากิจการอยู่นั้น พออุยก๋วนเอาหนังสือซึ่งหวดเจ้งบอกมานั้นเข้าไปให้แก่เล่าเจี้ยง ๆ ฉีกผนึกออกอ่านดูเปนใจความว่า ข้าพเจ้าหวดเจ้งขอคำนับมาถึงท่าน ด้วยเดิมท่านมีใจรักใคร่เล่าปี่โดยสุจริตมิได้คิดรังเกียจสิ่งใด จึงใช้ให้ข้าพเจ้าคุมทหารออกไปรับเล่าปี่มาณเมืองเสฉวน หวังจะให้ช่วยป้องกันขอบขัณฑเสมาให้เปนสุข แลบัดนี้ท่านมาเชื่อถือถ้อยคำคนยุยงมิได้พิเคราะห์ จึงมีความกินแหนงสนเท่ห์ในเล่าปี่ กลับเปนข้าศึกแก่กัน ฝ่ายเล่าปี่ก็ได้ทำการใหญ่หลวงมาถึงเพียงนี้ อนึ่งหัวเมืองทั้งปวงก็เข้าอยู่ในเล่าปี่สิ้นแล้ว ขอให้ท่านคิดอ่านผ่อนผันอ่อนน้อมตามประเพณีเถิด อันเล่าปี่นี้เปนคนสัตย์ซื่อ แล้วก็อารีมิได้พยาบาทแก่ผู้ใด แม้ท่านพิเคราะห์เห็นชอบก็ให้คำนับเล่าปี่เสีย แล้วก็จะมีความสุขสืบไป เห็นเล่าปี่จะไม่ทำอันตรายแก่ท่าน

เล่าเจี้ยงแจ้งแล้วก็โกรธ จึงฉีกหนังสือทิ้งเสีย ด่าว่าอ้ายขายเจ้า มันกล่าวทั้งนี้ปราถนาจะเอาประโยชนใส่ตัวเอง เสียแรงเราเลี้ยงมาหาความกตัญญูไม่ แล้วก็ให้ขับคนถือหนังสือเสีย จึงให้อุยหวนผู้เปนน้องภรรยากับลิเหยียมคุมทหารสามหมื่นยกไปรักษาด่านเมืองกิ๋มก๊กไว้ ตั๋งโหที่ปรึกษาจึงเข้ามาว่าแก่เล่าเจี้ยงว่า ขอให้ท่านมีหนังสือไปถึงเตียวฬ่อเจ้าเมืองฮันต๋ง ขอให้กองทัพยกมาช่วยเถิดเห็นจะสู้เล่าปี่ได้ เล่าเจี้ยงจึงว่าซึ่งท่านจะให้ไปขอกองทัพเมืองฮันต๋งมาช่วยนั้น เตียวฬ่อกับเราซิเปนอริกันอยู่ที่ไหนเขาจะมาช่วย

ตั๋งโหจึงว่า ถึงเตียวฬ่อหมางใจกับเราอยู่ก็จริง แต่ว่าบัดนี้เล่าปี่ทำการใหญ่หลวงกำเริบนัก แม้ได้เมืองเสฉวนแล้วก็จะตีเอาเมืองฮันต๋งด้วยเปนมั่นคง อันเมืองเสฉวนอุปมาเหมือนริมฝีปาก เมืองฮันต๋งดังฟัน ถ้าริมฝีปากแหว่งแล้วก็จะเห็นฟันด้วยใกล้กว่าใกล้กันนัก ขอให้ท่านมีหนังสือว่ากล่าวไปว่า เล่าปี่คิดใหญ่หลวงกำเริบเข้มขันอยู่ เตียวฬ่อก็คงคิดกลัวว่าข้าศึกจะไปถึงเมือง ดีร้ายจะยกทหารมาช่วยท่าน เล่าเจี้ยงเห็นชอบด้วยก็แต่งหนังสือให้คนถือไปถึงเตียวฬ่อ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ