ตอนที่ ๖๖

ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่อยู่ณเมืองเป๊กเต้ ตั้งแต่เสียทัพมาแล้วก็ได้ความอัปยศอดสูไม่เปนอันกินอันนอนให้เดือดร้อนรำคาญใจนัก แล้วคิดถึงกวนอูเตียวหุยผู้ตายก็ตรอมใจจนเปนไข้หนักลง อยู่มากลางคืนวันหนึ่งพระเจ้าเล่าปี่เข้าที่ จึงขับคนซึ่งนั่งรักษาตะเกียงให้ออกไปนอนเสีย แล้วพระเจ้าเล่าปี่บันทมก็หลับไป จึงฝันว่าลมพัดตะเกียงเกือบจะดับแล้วก็มิดับเล่า เปลวเพลิงนั่นหรี่ไม่ติดเปนปรกติ แล้วแลไปเห็นที่ริมตะเกียงนั้นมีคนเข้ามายืนอยู่สองคน จึงว่าเราขับให้ไปนอนก็มิไปมายืนอยู่ใย แล้วรูปนั้นกลายเปนกวนอูเตียวหุยสองคนยืนเคียงกันอยู่ พระเจ้าเล่าปี่จึงถามว่า น้องมาหาพี่หรือ กวนอูเตียวหุยจึงทูลว่า ข้าพเจ้ามิใช่คนเปนด้วยเดชความสัตย์ข้าพเจ้าได้ทำดีมาด้วยกันแต่หนหลังนั้น เทพดายกให้ข้าพเจ้าเปนเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าคิดถึงพระองค์จึงมาเยี่ยมเยียนดู ไม่ช้าดอกแล้วพระองค์ก็จะไปอยู่ด้วยกัน

พระเจ้าเล่าปี่ก็ยึดเอามือกวนอูเตียวหุย พอตกใจตื่นขึ้นจึงร้องเรียกคนรักษาตะเกียงเข้ามาถามว่านาฬิกาได้เท่าไร คนรักษาจึงทูลว่าได้สามยามแล้ว พระเจ้าเล่าปี่ได้ยินดังนั้นก็ทอดใจใหญ่สำคัญแน่ว่าตัวจะตายแล้ว จึงสั่งใช้ให้ทหารไปเมืองเสฉวน บอกขงเบ้งกับลิเงียมว่าเราป่วยหนักแล้วจะขอเห็นหน้าจะได้สั่งความไว้ ให้รีบมาทั้งกลางวันกลางคืน ม้าใช้เอาเนื้อความไปบอกขงเบ้งตามรับสั่ง

ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงให้อาเต๊าพระราชบุตรผู้ใหญ่อยู่รักษาเมืองเสฉวน ขงเบ้งกับลิเงียมก็พาเล่าเอ๋งเล่าลีสองคนผู้บุตรพระเจ้าเล่าปี่ไปด้วย ครั้นถึงเมืองเป๊กเต้ ขงเบ้งกับลิเงียมเล่าเอ๋งเล่าลีสี่คนพากันเข้าไป เห็นพระเจ้าเล่าปี่ป่วยหนักอยู่จึงกราบลงแล้วร้องไห้ พระเจ้าเล่าปี่เห็นก็เชิญขงเบ้งให้นั่งข้าง ๆ แล้วเอามือลูบหลัง จึงว่าเราได้ท่านอาจารย์มาไว้ด้วยช่วยทำนุบำรุงจึงได้เมืองเสฉวน จะทำการครั้งไรก็สำเร็จความปราถนาหาภัยอันตรายมิได้ ครั้งนี้ท่านห้ามมิให้ยกไปตีเมืองกังตั๋งเรานี้มิฟังดึงดันไป จึงเสียทัพได้ความอัปยศอดสูมากนักเราผิดเอง บัดนี้เราจะตายอยู่แล้วจึงให้ไปเชิญท่านมา เพราะวิตกด้วยการแผ่นดินซึ่งจะทำต่อไปข้างหน้านั้น เห็นว่าบุตรเราสามคนนี้ยังอ่อนความคิดนัก ถ้าท่านละเมินเสียแล้วเห็นจะขัดสน ขอท่านได้เมตตาเห็นแก่เรา อันการแผ่นดินทั้งปวงเราปลงธุระฝากไว้แก่ท่าน ๆ ช่วยทำนุบำรุงบุตรเราต่อไปเถิด ว่าแล้วก็ร้องไห้ ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นคิดสงสารก็ร้องไห้ จึงว่าพระองค์อย่าวิตกเสย บุตรของพระองค์สามคนนั้นข้าพเจ้าจะทำนุบำรุงต่อไป แต่พระองค์อุตส่าห์กินยารักษาโรคให้หายเถิด

พระเจ้าเล่าปี่นอนอยู่เห็นม้าเจ๊กม้าเลี้ยงนั่งอยู่ที่นั่น จึงขับม้าเจ๊กให้ออกไป แล้วถามขงเบ้งว่า ม้าเจ๊กคนนี้ท่านยังเห็นความคิดเขาเปนประการใด ขงเบ้งจึงทูลว่า ความคิดม้าเจ๊กดีอยู่ พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า ท่านว่าดีเราไม่เห็นด้วย เราเห็นม้าเจ๊กนั้นเจรจาเกินรู้นัก จะใช้ราชการไปข้างหน้าให้ท่านพิเคราะห์จงดี แล้วจึงให้หาขุนนางแลที่ปรึกษาเข้ามา พระเจ้าเล่าปี่จึงเขียนอักษรมอบราชสมบัติให้บุตรตามประเพณีกษัตริย์ส่งให้ขงเบ้ง แล้วก็ทอดใจใหญ่จึงว่าแก่ขุนนางที่ปรึกษาว่า ท่านทั้งปวงกับเราเดิมจะตั้งตัวนั้น คิดจะกำจัดแซ่โจโฉให้สิ้นเชิง จะบำรุงแผ่นดินพระเจ้าเหี้ยนเต้ แลเราช่วยกันทำการยังมิสำเร็จ บัดนี้กรรมมาถึงเราจะลาท่านไปแต่กลางทางก่อน แต่บุตรเราทั้งสามซึ่งยังอยู่จะทำการแผ่นดินสืบไปนั้น ขอฝากท่านทั้งปวงช่วยทำนุบำรุงต่อไปด้วย

ฝ่ายขุนนางที่ปรึกษาได้ยินพระเจ้าเล่าปี่ตรัสดังนั้น ต่างคนต่างร้องไห้ชวนกันกราบลงแล้วจึงทูลว่า พระองค์อย่าวิตกเลยข้าพเจ้าจะทำนุบำรุงพระราชบุตรต่อไปกว่าจะสิ้นชีวิต พระเจ้าเล่าปี่ได้ยินดังนั้นคิดอาลัยสงสารข้าราชการทั้งปวงก็ร้องไห้ จึงผินไปยุดเอามือขงเบ้งแล้วกระซิบบอกความในใจให้ฟังว่า ปัญญาความคิดของท่านนี้ไม่มีใครเสมอแล้วดีกว่าโจผีสักร้อยส่วน ท่านดูเอาแต่การซึ่งจะบำรุงแผ่นดินให้เปนสุขพอประมาณเถิด ถ้าเห็นลูกเราไม่อยู่ในสัตย์ในธรรมทำผิดประเพณีไปไม่ฟังท่าน ก็ให้ท่านรักษาเมืองเสฉวนบำรุงแผ่นดินเองเถิด

ขงเบ้งได้ฟังพระเจ้าเล่าปี่ว่าดังนั้นตกใจตัวสั่น ถอยลงมากราบลงกับแผ่นดินจนหน้าแตกโลหิตไหลแล้วทูลว่า ข้าพเจ้าคิดจะบำรุงบุตรพระองค์ไปกว่าจะตาย อย่าได้คิดว่าข้าพเจ้าจะเบียดเบียฬบุตรพระองค์เลย พระเจ้าเล่าปี่เห็นขงเบ้งตกใจกราบลงจนหน้าแตกโลหิตไหลดังนั้น จึงคิดว่าขงเบ้งนี้มีความสัตย์รักเราจริง จึงเชิญให้มานั่งใกล้แล้วร้องเรียกเล่าเอ๋งเล่าลีผู้ลูกทั้งสองคนเข้ามาลูบหลังลูบหน้าแล้วว่า เจ้าค่อยอยู่ให้จงดีเถิดพ่อจะขอลาแล้ว เจ้าพี่น้องทั้งสามคนจงค่อยเลี้ยงรักษากัน ถ้าขัดสนสิ่งใดไม่รู้จงไต่ถามขงเบ้ง เจ้าจงรักขงเบ้งเกรงขงเบ้งให้เหมือนหนึ่งบิดา แล้วให้ลูกสองคนกราบขงเบ้ง ๆ เห็นพระเจ้าเล่าปี่ให้ลูกสองคนกราบดังนั้น จึงว่าพระองค์อย่าวิตกสงสัยเลย ข้าพเจ้าขอเปนข้าทำนุบำรุงบุตรพระองค์ไปกว่าจะสิ้นชีวิต

พระเจ้าเล่าปี่จึงเรียกจูล่งเข้ามาแล้วว่า ท่านผู้เปนน้องได้ช่วยทำนุบำรุงเราทำการแต่ต้นมือ บัดนี้เราจะลาแล้ว ท่านอยู่ภายหลังช่วยทำนุบำรุงลูกเราต่อไปเถิด จูล่งได้ยินดังนั้นก็ร้องไห้กราบลงแล้วทูลว่า พระองค์อย่าได้ปรารมภ์เลย ถ้ามีการสงครามข้าพเจ้าจะขอตายก่อนพระราชบุตร

พระเจ้าเล่าปี่ผินพักตร์มาว่าแก่ขุนนางที่ปรึกษาทั้งนั้นว่า เราป่วยหนักอยู่แล้ว ที่สั่งความทั้งปวงไว้มิทั่วถึงประการใดอย่าน้อยใจเลย เราขออภัยกับท่านเถิด ครั้นสั่งสิ้นความแล้วพระเจ้าเล่าปี่ก็เอนพระองค์ลงเหนือที่แล้วก็ขาดใจตาย พระเจ้าเล่าปี่อายุได้หกสิบสามปี เสวยราชย์ได้สามปี ตายเดือนหกแรมเก้าคํ่า (พ.ศ. ๗๖๖) ขุนนางแลทหารทั้งปวงก็ชวนกันร้องไห้เสร้าโศกเปนอันมาก ขงเบ้งจึงให้จัดแต่งการเชิญพระศพพระเจ้าเล่าปี่ไปณเมืองเสฉวน

ฝ่ายอาเต๊ารู้ก็ร้องไห้ออกมารับพระศพพระบิดาถึงนอกเมือง ทำคำนับแล้วรับพระศพเข้าในเมือง เชิญขึ้นไว้ในที่เสด็จออกตั้งเครื่องบูชาพระบิดาเส้นวักตามประเพณีกษัตริย์ แล้วขงเบ้งจึงส่งหนังสือพระเจ้าเล่าปี่ให้กับอาเต๊า ๆ รับหนังสือมาอ่านดูเปนใจความว่า พระเจ้าเล่าปี่ผู้บิดาให้ไว้แก่เจ้าทั้งสามคน ด้วยบิดาไปทำการทั้งนี้หวังจะกำจัดศัตรูราชสมบัติจะบำรุงแผ่นดินพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้เปนสุข ก็ไม่ทันจะสำเร็จกรรมมาถึงบิดาจะลาไปก่อนแล้ว เจ้าพี่น้องทั้งสามค่อยเลี้ยงรักษากันตามประเพณีผู้ใหญ่ผู้น้อย แลอาเต๊าผู้พี่นั้นให้รักษาราชสมบัติต่อไป ถ้าขัดสนสิ่งใดจงไต่ถามขงเบ้ง ให้รักขงเบ้งเหมือนบิดา อาเต๊าครั้นอ่านหนังสือแล้วพี่น้องสามคนกอดกันร้องไห้ ขงเบ้งจึงว่า ประเพณีแผ่นดินจะให้ราชสมบัติว่างอยู่จนสามวันก็มิควร จึงเชิญอาเต๊าให้ว่าราชการแผ่นดิน ถวายราชสมบัติแลเครื่องสำหรับกษัตริย์ ถวายพระนามเรียกว่า พระเจ้าเล่าเสี้ยน

พระเจ้าเล่าเสี้ยนรับราชสมบัติแล้ว ตั้งขงเบ้งเปนมหาอุปราชรักใคร่นับถือเหมือนบิดา แล้วก็แต่งการพระศพพระเจ้าเล่าปี่ตามประเพณีกษัตริย์ เชิญไปฝังไว้ตำบลหุ้ยเหลงในเมืองเสฉวน แล้วก่อกุฏิ์ประดับประดาจารึกเปนอักษรไว้ในแผ่นศิลาหน้ากุฏิ์นั้นว่า พระเจ้าเลียดห้องเต้ แล้วให้นางงอซีแม่เลี้ยง มารดาของเล่าเอ๋งเล่าลีมาตั้งเปนพระราชมารดาผู้ใหญ่

ฝ่ายมารดาซึ่งตายก่อนนั้น กับนางบิฮูหยินแม่เลี้ยง ก็ให้รื้อกุฏิ์ก่อประดับประดาขึ้นใหม่ ให้จารึกไว้ในหน้าศิลาว่า กุฏิ์พระมารดาพระเจ้าเล่าเสี้ยนเมียพระเจ้าเล่าปี่ พระมารดาเลี้ยงนั้นว่าเมียถัดพระเจ้าเล่าปี่ แลขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยนั้นก็พระราชทานให้เลื่อนที่ตามสมควร แล้วพระเจ้าเล่าเสี้ยนก็ให้ถอดคนโทษในคุกในตะรางบันดามีอยู่ในเมืองนั้นโปรดให้ปล่อยเสียสิ้น แลส่วยสาอากรขนอนตลาดนอกเมืองในเมืองก็โปรดให้ยกเลิกเสียสามปี

ฝ่ายขุนนางข้างพระเจ้าโจผีครั้นรู้ว่าพระเจ้าเล่าปี่ตาย จึงเอาเนื้อความเข้ามาทูลกับพระเจ้าโจผี พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นดีใจนัก จึงว่าพระเจ้าเล่าปี่ตายเห็นราชสมบัติจะว่างอยู่ไม่มีผู้ใดว่า เรารีบยกทัพไปตีเอาเห็นจะได้โดยง่าย กาเซี่ยงที่ปรึกษาจึงทูลว่า ขงเบ้งเปนคนมีปัญญาจะไม่ละให้สมบัติว่างอยู่ เห็นจะตั้งบุตรพระเจ้าเล่าปี่ขึ้นว่าราชการ ซึ่งจะยกไปตีนั้นเห็นจะไม่ได้ สุมาอี้ที่ปรึกษาจึงว่า ถึงจะมีผู้ว่าราชการก็เห็นว่าผู้คนแลทหารยังไม่ปรกติ ถ้ายกไปทำการเห็นจะได้โดยง่าย พระเจ้าโจผีเห็นชอบด้วย แล้วจึงถามสุมาอี้ว่า เราจะคิดทำประการใดดี

สุมาอี้จึงว่า ข้าพเจ้าเห็นว่า ถึงเราจะคุมทหารยกไปให้สิ้นทั้งเมืองก็ไม่ชนะเขาด้วยทหารเราน้อย แล้วขงเบ้งก็เปนคนมีสติปัญญา จำจะให้คิดเปนกลอุบายยกไปห้าทาง ๆ ละสิบหมื่น แล้วจะแต่งหนังสือให้คนคุมเข้าของเงินทองแยกกันไป จ้างให้ห่อปีเจ้าเมืองเลียวตั๋งยกทหารตีเข้าไปทางด่านแฮเบ้งก๋วนทิศตวันตก ให้เบ้งเฮกเจ้าเมืองมันอ๋องยกทหารตีเข้าไปทางด่านเอ๊กจิ๋วทิศใต้ ให้เบ้งตัดเจ้าเมืองซงหยงซึ่งสมัคมาอยู่กับเรานั้นตีเข้าไปทางด่านฮันต๋งทิศเหนือ แต่เมืองกังตั๋งนั้นกับเราเปนอริกันอยู่ จำจะมีหนังสือเปนราชไมตรีไปถึงซุนกวน ให้ซุนกวนยกทหารตีเข้าไปทางด่านกวยเซียทิศตวันออก ถ้าสำเร็จราชการตีได้เมืองเสฉวนแล้ว เราจะแบ่งแผ่นดินให้พระเจ้าซุนกวนเปนค่าจ้าง แล้วเราจึงแต่งให้โจหยินคุมทหารสิบหมื่นตีเข้าไปทางยังเผงก๋วนตรงเข้าไปเอาเมืองเสฉวนทีเดียว ถ้าได้ไปพร้อมกันทั้งห้าทางเปนคนห้าสิบหมื่นฉนี้ ถึงขงเบ้งผู้มีสติปัญญานั้นก็จะแพ้แก่เรา พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงจัดแจงของทองเงินแล้วแต่งหนังสือเหมือนสุมาอี้ว่านั้น กำหนดวันคืนแล้วให้คนคุมไปทุกเมือง แล้วสั่งโจหยินให้จัดเตรียมทหารไว้ให้พร้อม แม้คนถือหนังสือกลับไปเมื่อใดก็จะให้ยกไปเมื่อนั้น

ฝ่ายพระเจ้าเล่าเสี้ยนรักษาราชสมบัติยังหามีมเหษีไม่ ขงเบ้งมหาอุปราชแลขุนนางทั้งปวงพร้อมกัน เห็นลูกสาวเตียวหุยชื่อนางเตียวซีอายุได้สิบเจ็ดปีมีปัญญาหลักแหลมดี ก็นำมาตั้งให้เปนมเหษีพระเจ้าเล่าเสี้ยน แลการแผ่นดินนั้นพระเจ้าเล่าเสี้ยนให้ขงเบ้งว่ากล่าวสิทธิ์ขาดทั้งสิ้น

ฝ่ายทหารผู้สอดแนมเอาเนื้อความเข้ามาทูลพระเจ้าเล่าเสี้ยนว่า พระเจ้าโจผีจัดแจงทหารจะมารบเมืองเรา จะให้ตีเข้ามาเปนห้าทาง โจหยินคุมทหารมาตียังเผงก๋วน เบ้งตัดคุมทหารมาทางด่านฮันต๋ง พระเจ้าซุนกวนคุมทหารมาตีด่านกวยเซีย เบ้งเฮ็กคุมทหารมาตีด่านเอกจิ๋ว ห่อปีคุมทหารตีด่านแฮเบ้งก๋วน ห้าทางเปนทหารห้าสิบหมื่น

ฝ่ายพระเจ้าเล่าเสี้ยนพึ่งได้เสวยราชสมบัติใหม่ได้ฟังนั้นก็ตกใจ ขณะนั้นขงเบ้งมิได้มาเฝ้าหลายวัน แล้วจึงให้คนใช้ไปเชิญมหาอุปราชหวังจะคิดราชการ คนใช้รับสั่งไปแล้วกลับมาทูลว่า มหาอุปราชป่วยอยู่เข้ามามิได้ พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ยินดังนั้นก็ยิ่งตกใจนัก ครั้นรุ่งขึ้นวันหนึ่งจึงใช้ตงอุ่นเตาเขงที่ปรึกษาสองคน ออกไปเยี่ยมดูมหาอุปราชป่วยเปนไร แล้วเล่าความทั้งนั้นให้ฟังด้วย ตงอุ่นเตาเขงรับสั่งแล้วก็ไปถึงที่บ้านมหาอุปราช นายประตูห้ามไว้มิให้เข้าไป จึงเล่าให้นายประตูฟัง แล้วจึงว่าพระเจ้าเล่าปี่ได้ฝากธุระแผ่นดินไว้กับมหาอุปราช บัดนี้มีราชการมามหาอุปราชทำป่วยอยู่ฉนี้ใยเล่า นายประตูเข้าไปบัดเดี๋ยวหนึ่งก็กลับมาบอกว่ามหาอุปราชป่วยมากอยู่ ถ้าคลายพรุ่งนี้จึงจะไปเฝ้า

ตงอุ่นเตาเขงได้ฟังดังนั้นถอนใจใหญ่แล้วกลับไป ครั้นรุ่งขึ้นวันหนึ่งตงอุ่นเตาเขงแลขุนนางทั้งปวงก็ชวนกันไปคอยอยู่ที่ประตูบ้านมหาอุปราชแต่เช้าจนเย็นไม่เห็นออกมา ขุนนางทั้งปวงไม่รู้ที่จะว่าประการใดก็ชวนกันกลับไป ตงอุ่นเตาเขงก็เอาเนื้อความไปทูลพระเจ้าเล่าเสี้ยนทุกประการ แล้วว่ามหาอุปราชมีปัญญาเกลือกจะดูใจจึงไม่เข้ามา ขอเชิญพระองค์ไปจึงจะดี พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ฟังดังนั้นคิดสงสัยใจนัก จึงเอาเนื้อความไปเล่าให้พระมารดาฟัง นางงอซีได้ฟังดังนั้นจึงว่า พระเจ้าเล่าปี่ก็ได้ฝากธุระการแผ่นดินไว้กับขงเบ้งให้ช่วยทำนุบำรุงเจ้าต่อไป บัดนี้มีราชการให้หามิเข้ามา เขามีปัญญาเกลือกจะดูใจว่าเจ้าจะรักเหมือนบิดารักเขาหรือไม่ เชิญเจ้าออกไปหาเถิด ถ้าเขาไม่เข้ามาแม่จึงจะออกไปว่าเอง

พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ฟังดังนั้นแล้วก็กลับมา ครั้นรุ่งขึ้นวันหนึ่งเสด็จขึ้นรถไปเยี่ยมมหาอุปราช ครั้นถึงนายประตูเห็นก็ตกใจ เปิดประตูให้แล้วหมอบนิ่งอยู่ พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็ลงจากรถเดิรเข้าไปในประตูสามชั้น จึงเห็นมหาอุปราชนั่งตกเบ็ดอยู่ริมสระ จึงแกล้งยืนนิ่งอยู่ข้างหลังมิให้เห็นแล้วจึงถามว่า ท่านตกเบ็ดสนุกหรือ ขงเบ้งเหลียวมาเห็นพระเจ้าเล่าเสี้ยนก็ตกใจทิ้งเบ็ดเสียกราบลงแล้วทูลว่า โทษข้าพเจ้าถึงตาย

พระเจ้าเล่าเสี้ยนเห็นขงเบ้งกราบลงดังนั้นจึงยึดเอามือให้ยืนขึ้นแล้วว่า ข้าพเจ้าไม่ถือโทษท่าน บัดนี้มีข่าวมาว่าโจผีจะยกทัพเปนห้าทางมาตีเมืองเรา ท่านไม่แจ้งหรือจึงนิ่งเฉยเสียฉนี้ ขงเบ้งได้ยินพระเจ้าเล่าเสี้ยนว่าดังนั้น หัวเราะแล้วเชิญนั่งที่ควรจึงทูลว่า ข้าพเจ้าตกเบ็ดนั้นคิดความดอก จะได้เอาความสนุกหามิได้ ซึ่งโจผีจะยกมาตีเมืองเราทั้งห้าทางนั้นข้าพเจ้ารู้ก่อนพระองค์อีก พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ฟังดังนั้นจึงว่า ท่านจะคิดประการใดอย่าให้ภัยอันตรายมาถึงเมืองเรา

ขงเบ้งจึงทูลว่า โจผีจะยกมาครั้งนี้ถึงห้าทาง แต่สี่ทางนั้นข้าพเจ้าคิดกำจัดเสียหามาได้ไม่ พระองค์อย่าวิตกเลย ยังทางเดียวแต่ที่ซุนกวนจะยกมานั้น ข้าพเจ้ายังคิดความอยู่จึงมิได้เข้าไปเฝ้าพระองค์ พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ฟังดังนั้นคิดสงสัยนัก จึงถามขงเบ้งว่า ทั้งสี่ทางท่านว่าจะกำจัดเสียได้แล้ว ยังแต่ทางซุนกวนนั้น ท่านจะทำประการใดข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจ ขงเบ้งจึงทูลว่า บิดาของพระองค์ปลงธุระฝากข้าพเจ้าไว้ให้ช่วยทำนุบำรุง ควรหรือข้าพเจ้าจะละเมินเสีย แต่หากข้าพเจ้าทำการโดยลับมิให้ขุนนางแลคนทั้งปวงรู้ ซึ่งข้าพเจ้าว่าจะกำจัดเสียได้สี่ทางนั้น คือห่อปีจะตีมาด่านแฮเบ้งก๋วน ข้าพเจ้าให้มีหนังสือไปถึงม้าเฉียวซึ่งตั้งอยู่ที่นั้นให้คอยสกัดไว้ แลม้าเฉียวคนนี้กับห่อปีเคยกลัวกันมาแต่ก่อน เบ้งเฮ็กจะมาทางเอ๊กจิ๋ว ข้าพเจ้าได้มีหนังสือไปให้อุยเอี๋ยนสกัดรบไว้ แลให้ทำที่วงเวียนไว้สองข้างทั้งซ้ายทั้งขวา ให้ทหารคุมกันเดิรเปนพวก ๆ เดิรแต่ซ้ายไปขวาเดิรแต่ขวาไปซ้าย วันละเจ็ดกลับแปดกลับนั้นทุกวัน ข้าศึกเห็นว่าคนมากก็จะถอยไป เบ้งตัดจะมาทางฮันต๋ง ข้าพเจ้ารู้ว่าเบ้งตัดคนนี้กับลิเงียมเปนสหายกินน้ำสบถร่วมชีวิตจะเปนตายด้วยกัน ข้าพเจ้าแต่งเปนหนังสือลิเงียมไปให้เบ้งตัด ถ้าเบ้งตัดเห็นหนังสือลิเงียมแล้วก็จะทำเปนป่วยบิดเบือนไปสุดแต่ไม่ยกมา

โจหยินจะมาทางยังเผงก๋วนนั้น ทางเดิรกันดารลุ่มโคลนนักมายาก ข้าพเจ้าแต่งให้จูล่งคุมทหารออกไปตั้งมั่นไว้อย่าให้ออกรบ ถ้าโจหยินเห็นจูล่งไม่ออกรบดังนั้นก็จะเลิกทัพถอยไปเอง แล้วข้าพเจ้าแต่งให้กวนหินเตียวเปาคุมทหารชาวนอกเมืองไปสามหมื่นมิให้ผู้ใดรู้ เที่ยวตรวจตราสอดแนมทั้งสี่ทาง ถ้าเห็นหนักไหนให้ช่วยกัน เพราะข้าพเจ้าทำไว้ฉนี้จึงทูลพระองค์ว่าตัดได้สี่ทางแล้ว แต่ทางเมืองกังตั๋งนั้นเห็นว่าจะไม่ยกมาเร็ว ด้วยซุนกวนรบกับโจผีผิดกันจะระวังหลังอยู่ ดีร้ายจะคอยดูเมื่อไรทั้งสี่ทางตีเข้ามาเกือบจะได้เมืองแล้ว ซุนกวนจึงจะยกมา เราจำจะคิดกลอุบายหาคนซึ่งมีสติปัญญาไปเจรจาด้วยชาวเมืองกังตั๋งเห็นซุนกวนจะไม่ยกมา แต่ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูยังไม่เห็นมีผู้ใดซึ่งมีอัชฌาสัยเลย

พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ฟังความขงเบ้งชี้แจงให้ดังนั้นก็ดีใจนัก เหมือนกับเทพดามายกภูเขาออกจากอกหน้าตาผ่องใสขึ้น ขงเบ้งจึงแต่งของเสวยถวายพระเจ้าเล่าเสี้ยน ๆ เสวยแล้วก็ลาไป ขงเบ้งตามออกไปส่งเสด็จถึงนอกประตู บังคมแล้วตรวจดูหน้าขุนนางทั้งปวง เห็นเตงจี๋หมอบอยู่ข้างรถจึงเดิรเข้าไปยุดเอาชายเสื้อแล้วว่า ท่านอย่าไปส่งเสด็จเลย แล้วก็พาเข้าในบ้าน

ฝ่ายขุนนางที่ตามเสด็จนั้นต่างคนต่างพูดจากันว่า เมื่อเสด็จออกมาเห็นไม่สบายนัก ครั้นมาพบมหาอุปราชแล้วก็กลับเข้าไป เราเห็นท่วงทีพระองค์ผ่องใสสดชื่นขึ้น เห็นการทั้งปวงจะไม่เปนไรแล้ว ครั้นส่งเสด็จแล้วก็ชวนกันกลับไปบ้าน

ฝ่ายขงเบ้งก็ชวนเตงจี๋เข้ามานั่งแล้วว่า เมืองเรากับเมืองโจผีเมืองซุนกวนเปนเสี้ยนศึกสามเส้าอยู่ เราคิดจะเอาสองเมืองมาให้ขึ้นแก่เรา จะยกไปตีเอาเมืองไหนดี เตงจี๋ได้ยินดังนั้นจึงว่า เจ้านายเราพึ่งได้ราชสมบัติยังไม่เห็นน้ำพระทัย ใจทหารจึงไม่ปรกติ อนึ่งพระเจ้าโจผีก็มีทหารมาก เมืองก็กว้างขวางใหญ่หลวงนัก เห็นจะไปหักเขามิได้ ถ้าเราทำไมตรีกับพระเจ้าซุนกวนก่อน แล้วจึงช่วยกันยกไปตีเอาเมืองพระเจ้าโจผีเห็นจะได้ แต่ไม่แจ้งความคิดของท่านประการใด

ขงเบ้งได้ยินแล้วหัวเราะ จึงว่าเราคิดอยู่ช้านานแล้ว แต่ยังหาคนไม่ได้เหมือนใจจึงนิ่งอยู่ เราได้ยินท่านว่าบัดนี้ต้องใจเหมือนเราคิดไว้ เห็นแต่ท่านผู้เดียวจะอาสาได้ เตงจี๋จึงว่า สติปัญญาข้าพเจ้าน้อยนัก กลัวจะเสียราชการของท่านไป ขงเบ้งจึงว่า เราเห็นดีได้การอยู่แล้ว ท่านอย่าบิดพลิ้วไปเลย พรุ่งนี้เราจะทูลให้ท่านไป เตงจี๋รับคำแล้วก็ลาไป ครั้นรุ่งเช้าขงเบ้งก็เข้าไปเฝ้า แล้วทูลพระเจ้าเล่าเสี้ยนว่า ซึ่งจะแต่งคนไปเมืองกังตั๋งนั้นเห็นเตงจี๋คนนี้ได้การ พอจะไปเจรจาได้เหมือนคิดไว้ พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ฟังก็สั่งเตงจี๋ให้ไปเมืองกังตั๋งตามมหาอุปราชคิดไว้นั้นเถิด เตงจี๋รับสั่งแล้วก็ลาไปเมืองกังตั๋ง

ฝ่ายลกซุนครั้นตีทัพพระเจ้าโจผีแตกทั้งสามทางแล้ว กลับเข้ามามีความชอบ พระเจ้าซุนกวนตั้งลกซุนให้เปนใหญ่เลื่อนที่ขึ้นไป แลนายทหารซึ่งมีความชอบทั้งนั้นก็ได้เลื่อนที่เปนหลั่น ๆ กันขึ้นไป ฝ่ายคนใช้ข้างพระเจ้าโจผีครั้นมาถึงเมืองกังตั๋งแล้ว ก็เข้าไปหาขุนนางแจ้งความให้ฟังแล้ว ก็พากันเข้าไปเฝ้าพระเจ้าซุนกวน ๆ เห็นจึงถามว่า ท่านมาด้วยธุระกังวลประการใด คนใช้จึงทูลว่า พระเจ้าโจผีใช้ข้าพเจ้ามาเฝ้าพระองค์ว่า เมื่อพระเจ้าโจผีให้ยกทัพมาสามทางนั้น ใช่จะแกล้งตั้งใจยกมาตีเมืองกังตั๋งนั้นหามิได้ มีหนังสือขงเบ้งไปจ้างให้ยกมาช่วย บัดนี้พระองค์ได้คิดผิดอยู่แล้ว ทรงพระโกรธจะให้ไปตีเมืองเสฉวน จัดแจงทัพไว้ได้สี่ทางแล้ว ยังแต่ทางด่านกวยเซียนั้นให้มาขอกองทัพเมืองกังตั๋งยกไป ถ้าตีได้เมืองเสฉวนแล้ว ก็จะแบ่งแผ่นดินให้ท่านเปนค่าจ้าง

พระเจ้าซุนกวนครั้นได้ฟังคนใช้แจ้งดังนั้น ก็ยังคิดตรึกตรองอยู่ จึงคอยถามเตียวเจียวโกะหยงที่ปรึกษาสองคน เตียวเจียวโกะหยงจึงทูลว่า การนี้เห็นลึกซึ้งใหญ่หลวงอยู่ ขอปรึกษาด้วยลกซุนผู้มีปัญญาก่อน พระเจ้าซุนกวนได้ฟังดังนั้น จึงสั่งให้หาลกซุนเข้ามา แล้วก็เล่าความทั้งปวงให้ฟังแล้วถามว่าเราจะคิดประการใดดี

ลกซุนจึงทูลว่า พระเจ้าโจผีมีทหารมากก็ดี แลซึ่งจะให้ไปตีเมืองเสฉวนข้าพเจ้าเห็นกํ้ากึ่งกันอยู่ พระเจ้าโจผียกมารบเราครั้งนั้นก็เปนอริพยาบาทกันอยู่ บัดนี้เขาทอดทางไมตรีมาถึงเรา เราจำจะรับธุระเขาแต่ว่าเราตรึกตรองดูท่วงทีก่อน เมื่อไรเขายกมาทั้งสี่ทางเข้าตีไปเกือบใกล้ได้เมืองเสฉวนแล้วเราจึงยกไป

พระเจ้าซุนกวนได้ฟังเห็นชอบด้วย แล้วจึงว่ากับคนใช้ว่า ท่านไปก่อนเถิด เราจัดแจงสเบียงอาหารแล้วจะยกตามไปภายหลัง คนใช้กราบลาแล้วก็ไปบอกความทุกเมือง ลกซุนก็ลาออกไป พระเจ้าซุนกวนครั้นเห็นคนใช้ออกไปแล้ว จึงสั่งให้ทหารไปเที่ยวสอดแนมดูทั้งสี่ทาง ถ้าเขายกตีเข้าไปถึงไหนแล้วประการใดให้เร่งกลับมาบอก ทหารก็ไปเที่ยวสอดแนมตามรับสั่งแล้วก็กลับมาทูลว่า ห่อปียกไปตีด่านแฮเบ้งก๋วน พบม้าเฉียวก็ถอยไป เบ้งเฮ็กยกไปตีทางเอ๊กจิ๋ว พบอุยเอี๋ยนก็ถอยไป เบ้งตัดไปถึงกลางทางแล้วบอกป่วยกลับมา โจหยินไปทางยังเผงก๋วน พบจูล่งก็ถอยไป ทั้งสี่ทางยกถอยกลับไปหมดแล้ว

พระเจ้าซุนกวนได้ฟังคนสอดแนมมาบอกดังนั้นจึงว่ากับขุนนางทั้งปวงว่า ลกซุนนี้มีปัญญาหน่วงหนักดี ถ้าเรามิฟังขืนยกไปก็จะผิดกับขงเบ้งเปนพยาบาทกันเสียเปล่า

ขณะนั้นพอคนใช้เข้ามาทูลว่า เตงจี๋มาแต่เมืองเสฉวน เตียวเจียวที่ปรึกษาจึงทูลว่า เตงจี๋มาทั้งนี้ดีร้ายขงเบ้งใช้มาเจรจาอย่าให้เรายกทัพไป พระเจ้าซุนกวนได้ฟังดังนั้นจึงถามเตียวเจียวว่า ถ้าเขามาเจรจาเหมือนว่าเราจะคิดว่ากะไรดี เตียวเจียวจึงทูลว่า เราจะทำแยบคายไว้ให้กลัว จัดทหารให้ถืออาวุธยืนไว้สองข้างทาง แล้วเอาน้ำมันใส่กระทะใหญ่ตั้งไฟไว้หน้าที่นั่งนั้นแล้วจึงให้หาเตงจี๋เข้ามา พระเจ้าซุนกวนได้ฟังเห็นชอบด้วยก็ให้ทำตามเตียวเจียวว่า แล้วให้หาเตงจี๋เข้ามา

เมื่อเตงจี๋เดิรเข้ามาเห็นทำการไว้ดังนั้น ก็มิได้สดุ้งตกใจกลัว หัวเราะเดิรเข้าไปถึงหน้าพระเจ้าซุนกวนแล้วมิได้ก้มลงกราบตามธรรมเนียม แต่ยกมือขึ้นไหว้ พระเจ้าซุนกวนเห็นดังนั้นก็โกรธ จึงว่ากับเตงจี๋ว่า เปนไรท่านจึงดูหมิ่นเราไม่กราบตามธรรมเนียม เตงจี๋จึงตอบว่า ข้าพเจ้าเปนขุนนางมาแต่เมืองใหญ่ แต่ไหว้ท่านเท่านี้ก็ดีหนักหนาแล้ว ทำไมจะให้กราบเจ้าเมืองน้อยเล่า พระเจ้าซุนกวนได้ฟังก็ยิ่งโกรธนัก จึงว่าเรารู้อยู่ว่าท่านช่างเจรจา ขงเบ้งแกล้งใช้มาเจรจามิให้เรายกทัพไปตีเมืองเสฉวนจริงหรือไม่ ท่านจงแลดูอะไรตั้งไฟอยู่ในกะทะนั้นก่อน เตงจี๋ได้ฟังดังนั้นก็ไม่กลัวจึงตอบว่า ข้าพเจ้ามาทั้งนี้ใช่เปนธุระจะให้ช่วยเมืองเสฉวนนั้นหาไม่ จะมาช่วยเมืองกังตั๋งหวังจะทำไมตรีไว้จึงมา แลคนทั้งปวงเล่าลือไปว่าท่านนี้มีสติปัญญากว้างขวางรักทแกล้วทหาร ข้าพเจ้าดูการที่ทำไว้ทั้งนี้เห็นไม่สมกับปากคนเล่าลือ พระเจ้าซุนกวนได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า ท่านเห็นอย่างไรจึงว่าไม่สมกับปากคนเล่าลือ เตงจี๋จึงตอบว่า ข้าพเจ้ามาแต่ผู้เดียว ท่านก็รู้อยู่ว่าจะมาเจรจา แล้วให้ตั้งกะทะแต่งทหารเตรียมไว้ฉนี้ ดูเหมือนกลัวข้าพเจ้า

พระเจ้าซุนกวนได้ฟังเตงจี๋ว่าดังนั้นก็เห็นจริงด้วย คิดละอายแก่ใจ จึงขับทหารทั้งปวงไปเสีย แล้วเรียกเตงจี๋ขึ้นนั่งเก้าอี้ จึงถามว่าเมืองโจผีกับเมืองกังตั๋งนี้ สืบไปข้างหน้านั้นท่านจะเห็นร้ายดีประการใดจงว่าไปให้แจ้ง เตงจี๋ได้ฟังพระเจ้าซุนกวนถามดังนั้นจึงถามว่า ท่านจะพอใจดีกับเมืองพระเจ้าโจผีหรือ ๆ จะพอใจดีกับเมืองเสฉวน พระเจ้าซุนกวนจึงว่า เราคิดจะใคร่ดีด้วยเมืองเสฉวนอีก แต่เกรงอยู่ว่าเจ้าเมืองเสฉวนยังเยาว์เกลือกจะดีไปไม่ตลอด เตงจี๋ได้ฟังพระเจ้าซุนกวนว่าดังนั้นจึงว่า ถึงพระเจ้าเล่าเสี้ยนยังเยาว์อยู่ก็ดี ขงเบ้งมหาอุปราชเปนหลักอยู่ ท่านผู้มีปัญญาจงดำริห์ดูเห็นว่าไมตรีข้างไหนจะยืดยาว ประการหนึ่งพระเจ้าโจผียกไปตีเมืองเสฉวน ถ้าเมืองเสฉวนแตกแล้วท่านว่าเมืองกังตั๋งจะตั้งอยู่ได้แล้วหรือ ประการหนึ่งถ้าพระเจ้าโจผียกมาตีเมืองกังตั๋งเล่า เมืองเสฉวนมิได้ยกมาช่วยเห็นว่าเมืองกังตั๋งจะรับโจผีได้หรือ ขอท่านดำริห์ดูให้ควรเถิด ข้าพเจ้าเห็นว่า เมืองเสฉวนกับเมืองกังตั๋งเปนไมตรีดีกันแล้วพร้อมใจกันยกไปตีเมืองพระเจ้าโจผีเห็นจะได้โดยสดวก ข้าพเจ้าว่าทั้งนี้เปนความสัตย์ ถ้าท่านว่าช่างเจรจาหากแคลงอยู่ ข้าพเจ้าจะขอโจนลงในกะทะนํ้ามันพิศูจน์ตัวให้เห็นเท็จแลจริง ว่าแล้วก็ลุกเดิรไปทำประดุจหนึ่งว่าจะโจนลงในกะทะ

พระเจ้าซุนกวนเห็นดังนั้นก็คิดว่าจริง ตกใจวิ่งเข้ายุดเตงจี๋ไว้ว่าเราเชื่อแล้ว แล้วจูงมือมาให้นั่งจึงว่า ท่านว่าเนื้อความมาทั้งนี้เหมือนน้ำใจเราคิดไว้ทุกสิ่ง เชิญท่านช่วยเอาธุระไปแจ้งด้วยเถิด เตงจี๋ได้ยินดังนั้นจึงตอบว่า เมื่อแรกข้าพเจ้ามานั้นท่านตั้งใจจะต้มข้าพเจ้า บัดนี้จะกลับใช้ไป ข้าพเจ้าเห็นใจท่านยังเรรวนไม่ปรกติก่อน เกลือกจะผันแปรไปเล่า ข้าพเจ้าผู้ไปว่าจะมิได้ความผิดหรือ ขอท่านได้ดำริห์ดูให้แน่ก่อนเถิด พระเจ้าซุนกวนจึงว่า เราได้ออกวาจาแล้วมิได้กลับคืน ท่านอย่าสงสัยเลย เชิญท่านออกไปตึกรับแขกเมืองกินอยู่ให้สบายก่อนเถิด

ครั้นเตงจี๋ออกไปแล้วจึงว่ากับขุนนางทั้งปวงว่า เมืองเราก็ใหญ่หลวงผู้คนก็มาก แต่จะหาคนรู้เจรจาเหมือนเตงจี๋สักคนหนึ่งไม่ได้ เตียวอุ๋นได้ยินพระเจ้าซุนกวนว่าดังนั้น จึงทูลว่าข้าพเจ้าจะอาสาไป พระเจ้าซุนกวนจึงว่า ซึ่งจะอาสาไปนั้นก็ชอบใจอยู่แล้ว แต่เกรงว่าท่านจะไปเจรจาด้วยขงเบ้งเกลือกจะไม่ได้เหมือนน้ำใจเรา เตียวอุ๋นจึงทูลว่า ข้าพเจ้าเปนคนเดิรดิน ขงเบ้งก็เปนคนเดิรดินไม่เหาะได้เหมือนกัน จะเกรงอะไรกับจะเอาความไปว่าเพียงนี้ พระเจ้าซุนกวนได้ยินดังนั้นก็ชอบใจ ให้พระราชทานรางวัลแก่เตียวอุ๋น แล้วสั่งให้เตียวอุ๋นไปเมืองเสฉวนด้วยเตงจี๋ เตียวอุ๋นรับรางวัลแล้วก็ลามาหาเตงจี๋ พากันมาตามรับสั่ง

ฝ่ายขงเบ้งครั้นใช้ให้เตงจี๋ไปเมืองกังตั๋งแล้ว จึงทูลพระเจ้าเล่าเสี้ยนว่า ใช้เตงจี๋ไปครั้งนี้เห็นจะได้ราชการ ดีร้ายเมืองกังตั๋งจะใช้คนดีมากับเตงจี๋เปนมั่นคง เราแต่งไว้รับเขาให้ดีเถิด ถ้าเขามาถึงแล้วพระองค์ให้หามาพระราชทานโต๊ะให้กินแล้วขับออกไปที่อยู่ ข้าพเจ้าจะพูดกันกับเขาต่อภายหลัง แล้วทูลว่าทหารเรายังน้อยอยู่ ถ้าว่าเราเปนไมตรีดีกันกับเมืองกังตั๋งแล้ว ฝ่ายโจผีก็ไม่ยกมาตีเมืองเรา เราจำจะยกไปตีเมืองเบ้งเฮ็กเจ้าเมืองมันอ๋องได้แล้ว จึงจะค่อยคิดเอาเมืองโจผี ถ้าได้เมืองโจผีแล้วทำไมกับเมืองกังตั๋งก็จะอยู่ในมือเรา พระเจ้าเล่าเสี้ยนเห็นชอบด้วย ขงเบ้งก็ลาไป พอทหารเอาเนื้อความเข้ามาทูลว่า เมืองกังตั๋งใช้เตียวอุ๋นมากับเตงจี๋ พระเจ้าเล่าเสี้ยนแจ้งดังนั้นก็ให้หาเตียวอุ๋นกับเตงจี๋เข้ามา ครั้นเตงจี๋เตียวอุ๋นเข้ามาถวายบังคมแล้วสั่งให้เอาโต๊ะมาให้กิน แล้วจึงว่าท่านเหนื่อยมาเชิญไปอยู่ที่ตึกรับแขกเมืองให้สบายก่อนเถิด เตงจี๋เตียวอุ๋นก็ลาออกไปตามรับสั่ง

ครั้นเวลารุ่งเช้าขงเบ้งก็ให้หาเตงจี๋เตียวอุ๋นมา แล้วเชิญให้นั่งที่สมควร จึงสั่งให้ยกโต๊ะมาให้เตงจี๋เตียวอุ๋นกิน แล้วขงเบ้งจึงว่าครั้งพระเจ้าเล่าปี่เมื่อยังเสด็จอยู่นั้น ยกทหารไปเมืองกังตั๋งเปนอริวิวาทผิดกัน บัดนี้พระองค์ก็ดับสูญแล้ว พระเจ้าเล่าเสี้ยนผู้บุตรได้เสวยราชสมบัติต่อมาจนทุกวันนี้ ที่พระเจ้าเล่าปี่ทำการผิดกันมาแต่หนหลังนั้น อย่าให้พระเจ้าซุนกวนถือโทษพยาบาทถึงพระเจ้าเล่าเสี้ยนเลย จะได้เปนทางพระราชไมตรีมีธุระสิ่งใดบอกถึงกัน จะได้ช่วยกันกำจัดโจผี ท่านจงเอาเนื้อความนี้ไปแจ้งให้พระเจ้าซุนกวนฟัง เตียวอุ๋นได้ฟังขงเบ้งว่าดังนั้นจึงตอบว่า พระเจ้าซุนกวนหาผูกพยาบาทไม่ ท่านอย่าสงสัยเลย ข้าพเจ้าจะเอาคำของท่านไปแจ้งให้พระเจ้าซุนกวนฟัง ขงเบ้งจึงสั่งให้เตงจี๋กลับไปด้วยเตียวอุ๋น เตียวอุ๋นเตงจี๋ได้ฟังดังนั้นก็ลาไป ครั้นถึงเมืองกังตั๋งก็บอกเข้าไปให้ทูลพระเจ้าซุนกวน ๆ รู้ก็สั่งให้หาเตียวอุ๋นเตงจี๋เข้ามา เตงจี๋เตียวอุ๋นเข้ามาทำคำนับแล้วเตียวอุ๋นจึงทูลว่า พระเจ้าเล่าเสี้ยนกับขงเบ้งว่ากล่าวเห็นสุจริต พระองค์อย่าได้แคลงเลย จะได้เปนทางไมตรีกันสืบไป แล้วเล่าความให้ฟังทุกประการ พระเจ้าซุนกวนครั้นได้ฟังเตียวอุ๋นว่าดังนั้นก็ชื่นชมยินดีนัก สั่งให้ยกโต๊ะมาให้เตงจี๋เตียวอุ๋นกิน เตงจี๋ครั้นกินโต๊ะแล้วก็ลาพระเจ้าซุนกวนกลับไป ตั้งแต่นั้นมาเมืองกังตั๋งกับเมืองเสฉวนก็เปนไมตรีดีกันไป

ฝ่ายคนสอดแนมเอาเนื้อความเข้าไปทูลพระเจ้าโจผี ว่าเมืองกังตั๋งกับเมืองเสฉวนให้คนไปมาถึงกันเปนไมตรีดีกันไปแล้ว พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นจึงว่าแก่ที่ปรึกษาทั้งปวงว่า เมืองกังตั๋งกับเมืองเสฉวนเปนไมตรีดีกันแล้ว ดีร้ายจะยกกองทัพบัญจบกันมาตีเมืองเรา ๆ จะนิ่งอยู่ฉนี้มิได้ เราจะยกไปตีเอาเมืองกังตั๋งชิงตัดศึกเสียก่อน ซินผีที่ปรึกษาจึงทูลว่า ข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองเรากว้างขวางใหญ่หลวงแต่คนน้อยอาหารก็น้อย ของดให้ทำนาสักสิบปีก่อน ได้อาหารมากแล้วจึงยกไป

พระเจ้าโจผีได้ยินซินผีว่าดังนั้นก็โกรธ จึงว่าความคิดท่านเหมือนเด็กน้อย เรารู้อยู่ว่าเมืองเสฉวนกับเมืองกังตั๋งไปมาหาสู่ถึงกัน แล้วก็จะยกมาตีเมืองเรา ควรหรือจะอยู่ทำนาถึงสิบปี เราไม่ฟังแล้วจะเร่งยกไปตีเอาเมืองกังตั๋งเสียก่อน สุมาอี้ที่ปรึกษาจึงทูลว่า หนทางจะไปเมืองกังตั๋งนั้นแม่น้ำก็มากยากที่จะข้ามทหาร ขอพระองค์แต่งเรือแล้วยกทัพหลวงตีเข้าไปเอาปากน้ำซิวฉุนแล้วตีเอาเมืองนํ้าฉี จึงตรงเข้าไปตีเอาเมืองกังตั๋งเห็นจะได้โดยง่าย พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงสั่งให้แต่งเรือรบใหญ่ยาวสี่สิบวาบันทุกคนได้สองพันสิบลำ เรือรบอย่างน้อยสามพันลำ ให้มีม้าใส่เรือไปสำหรับตัวนาย ให้เร่งรัดทำทั้งกลางวันกลางคืน เจ้าพนักงานก็ไปเร่งรัดทำตามรับสั่ง

ขณะนั้นโจผีเสวยราชสมบัติได้ห้าปี (พ.ศ. ๗๖๗) ครั้นถึงเดือนสิบจะยกไปตีเมืองกังตั๋ง พระเจ้าโจผีจึงให้หาขุนนางแลทหารทั้งปวงมาปรึกษา ครั้นมาพร้อมแล้วจึงสั่งให้โจจิ๋นคุมทหารเปนทัพหน้า ให้เตียวเลี้ยวเตียวคับกับบุนเพ่งซิหลงสี่คนนี้คุมทหารเปนกองสอดแนม เคาทูลิยอยสองคนนี้คุมทหารเปนปีกซ้ายขวา โจฮิวคุมทหารเปนทัพหลัง เตียวจี๋เล่าหัวเปนที่ปรึกษาในทัพหลวง แล้วเกณฑ์ทหารยกทัพบกไปด้วย เข้ากันทั้งทัพเรือเปนทหารสามสิบหมื่น ให้สุมาอี้อยู่รักษาเมือง ครั้นจัดทัพพร้อมได้ฤกษ์แล้วพระเจ้าโจผีก็ยกไป

ฝ่ายทหารคนสอดแนม เอาเนื้อความเข้าไปทูลพระเจ้าซุนกวนว่า พระเจ้าโจผียกทัพบกทัพเรือเปนอันมาก ตีเข้ามาปากน้ำซิวฉุนจะขึ้นมาเมืองน้ำฉี พระเจ้าซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงถามที่ปรึกษาทั้งปวงว่า โจผียกทัพมาครั้งนี้เราจะคิดประการใดดี

โกะหยงที่ปรึกษาจึงทูลว่า เราจะแต่งทัพไปตั้งรับไว้ณเมืองน้ำฉีก่อน อนึ่งเมืองเสฉวนกับเราก็เปนไมตรีกันแล้ว จำจะมีหนังสือไปถึงขงเบ้งขอกองทัพมาช่วย ให้ยกมาทางด่านฮันต๋งสกัดตีพระเจ้าโจผีเห็นศึกจะไม่ถึงเมืองเรา พระเจ้าซุนกวนได้ฟังจึงว่าการนี้เห็นใหญ่หลวงอยู่ จะจัดผู้ใดยกทัพไปนั้นไม่เห็นด้วย ถ้าให้ลกซุนยกไปเห็นจะรับได้ แลท่านจะให้ขอกองทัพเมืองเสฉวนมาช่วยนั้น เราเห็นชอบด้วย แล้วแต่งหนังสือส่งให้คนใช้ถือไปณเมืองเสฉวน

โกะหยงที่ปรึกษาจึงทูลว่า เมืองเกงจิ๋วเปนที่สำคัญอยู่ จะให้ลกซุนละเมืองเสียนั้นมิได้ พระเจ้าซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงปรึกษาว่าเราจะแต่งให้ผู้ใดยกไปดี ชีเซ่งจึงทูลว่าข้าพเจ้าขออาสายกกองทัพไปตั้งอยู่เมืองน้ำฉี แม้พระเจ้าโจผียกมาจะออกรบจับตัวมาถวายให้ได้ พระเจ้าซุนกวนได้ฟังยินดีนัก จึงแต่งให้ชีเซ่งเปนนายทัพคุมทหารยกไปตั้งอยู่ณแม่น้ำฉี ครั้นชีเซ่งยกไปตั้งอยู่ณแม่น้ำฉีแล้ว จึงสั่งทหารทั้งปวงให้จัดธงเทียวทำไว้ให้มาก

ฝ่ายซุนเสียวหลานพระเจ้าซุนกวน จึงเข้ามาว่าแก่ชีเซ่งว่า พระเจ้าโจผียกกองทัพมาฟากข้างโน้น ข้าพเจ้าจะขอทหารสักห้าหมื่นข้ามไปตีให้แตกไปให้ได้ ชีเซ่งจึงว่า จะข้ามไปนั้นไม่เห็นด้วย พระเจ้าโจผียกมามีทหารดี ๆ มากนัก ที่จะยกไปรบฟากข้างโน้นนั้น จะเอาแม่น้ำไว้หลังไม่ชอบ เราคิดไว้ว่าถ้าพระเจ้าโจผียกมาเราจะตีให้แตกไป ซุนเสียวได้ยินจึงว่า ท่านสิแคลงอยู่ แล้วไม่ยกไปฟากข้างโน้นได้ ข้าพเจ้าจะขอคุมทหารของข้าพเจ้าข้ามไปรบ ด้วยท่าทางฟากข้างโน้นข้าพเจ้ารู้อยู่สิ้น ชีเซ่งได้ยินดังนั้นจึงห้ามซุนเสียวมิให้ไปถึงสองครั้งสามครั้ง ซุนเสียวก็ไม่ฟัง ชีเซ่งโกรธจึงว่า พระเจ้าซุนกวนตั้งให้เรามาเปนนายทัพบังคับทหารทั้งปวง เราว่ากล่าวท่านมิฟัง จึงสั่งทหารให้เอาตัวซุนเสียวมัดไปฆ่าเสีย ทหารก็มัดเอาซุนเสียวออกไป

ฝ่ายบ่าวซุนเสียวครั้นเห็นเขามัดนายออกมาดังนั้นก็ตกใจ จึงขึ้นม้ารีบเข้าไปทูลพระเจ้าซุนกวนตามเหตุทั้งปวง พระเจ้าซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ขึ้นม้ารีบมาถึงพอทหารชักดาบออกจะฟันซุนเสียว พระเจ้าซุนกวนจึงร้องห้ามว่าอย่าเพ่อฟันก่อน ทหารได้ยินดังนั้นก็ตกใจยงดาบไว้ พระเจ้าซุนกวนจึงให้แก้มัดซุนเสียวออกเสีย ซุนเสียวก็กราบลงแล้วร้องไห้ จึงทูลความซึ่งว่ากล่าวกันนั้นให้ฟังทุกประการ พระเจ้าซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็เอาซุนเสียวเข้าไปในค่าย

ฝ่ายชีเซ่งเห็นพระเจ้าซุนกวนเข้ามาดังนั้น กราบลงแล้วเชิญเสด็จขึ้นนั่งที่สมควร เหลียวไปเห็นซุนเสียวเข้ามาด้วยก็โกรธ จึงทูลว่าพระองค์สั่งให้ข้าพเจ้าเปนนายทัพบังคับทหารทั้งปวง ซุนเสียวผิดมิฟังบังคับข้าพเจ้าให้ฆ่าเสีย ทำไมพระองค์ไปปล่อยเสียเล่า พระเจ้าซุนกวนจึงว่าซุนเสียวไม่มีความคิด จะเอาแต่กำลังแรงไปรบ ซึ่งไม่ฟังบังคับท่านนั้นก็ผิดอยู่ แต่เราขอชีวิตซุนเสียวไว้ครั้งหนึ่งเถิด ชีเซ่งจึงทูลว่าผู้ขัดมิฟังบังคับนายทัพนายกองดังนี้ ใช่ข้าพเจ้าจะให้ฆ่าเสียตามลำพังใจหามิได้ เปนประเพณีมาแต่บูราณ แลพระองค์จะมาขอโทษซุนเสียวปล่อยเสียดังนั้น ถ้าผู้อื่นจะทำผิดไปข้างหน้านั้นจะให้ข้าพเจ้าทำประการใด

พระเจ้าซุนกวนจึงว่า ซุนเสียวทำผิดท่านให้ฆ่าเสียนั้นเราก็เห็นด้วยอยู่แล้ว แต่พี่เราเมื่อจะตายนั้นได้ฝากฝังซุนเสียวผู้บุตร เรารับคำจึงมาขอโทษซุนเสียวทั้งนี้เหมือนท่านเห็นแก่เราเถิด ชีเซ่งได้ฟังพระเจ้าซุนกวนว่าดังนั้นก็ยกโทษถวาย พระเจ้าซุนกวนจึงร้องสั่งซุนเสียวให้เข้าไปกราบชีเซ่ง ฝ่ายซุนเสียวได้ยินดังนั้นก็โกรธไม่ทำตามรับสั่ง แล้วร้องว่า ข้าพเจ้าจะข้ามไปรบพระเจ้าโจผีฟากโน้นท่านห้ามมิให้ไปรบ ความคิดท่านดังนี้ข้าพเจ้าหาเกรงไม่ พระเจ้าซุนกวนได้ยินก็โกรธจึงขับซุนเสียวให้ถอยออกไป แล้วว่ากับชีเซ่งว่า ซุนเสียวนี้ชั่วนักท่านอย่าใช้มันเลย ว่าเท่านั้นแล้วพระเจ้าซุนกวนก็กลับไป

ฝ่ายซุนเสียวกลับออกมาคิดแค้นใจนัก ครั้นเวลาคํ่าก็ยกทหารของตัวสามพันข้ามฟากไปคอยข้าศึกอยู่ ทหารสอดแนมรู้เอาเนื้อความเข้าไปบอกชีเซ่งว่า ซุนเสียวยกทหารของตัวข้ามฟากไปแล้ว ชีเซ่งได้ฟังดังนั้นก็ตกใจกลัวว่าจะเสียการ จึงสั่งให้เตงฮองคุมทหารสามพันยกข้ามฟากไปช่วยซุนเสียว

ฝ่ายพระเจ้าโจผียกทัพมาถึงตำบลกองเหลง แม่น้ำนั้นกว้างจึงถามโจจิ๋นนายทัพหน้าว่า แลไปฟากข้างโน้นเห็นค่ายตั้งอยู่ ทหารจะมีสักเท่าไร โจจิ๋นจึงทูลว่า ข้าพเจ้าแลไปไม่เห็นค่ายคู แม้คนอยู่ก็จะมีธงเธียวปักเปนสำคัญ พระเจ้าโจผีจึงว่า เกลือกเขาจะทำกลอุบายกะไรกระมัง แล้วก็ขึ้นยังที่สูงหน้าเรือรบดูไปก็ไม่เห็นคน จึงผินไปว่ากับเล่าหัวที่ปรึกษาว่า ดูไปไม่เห็นคนแล้วเราข้ามไปเถิดหรือ เล่าหัวเตียวจี๋จึงทูลว่า เขารู้อยู่ว่าเรายกกองทัพมา ควรหรือเขาจะไม่จัดแจงออกมารบไม่เห็นสม ดีร้ายจะมีคนอยู่ ขอให้งดอยู่ดูสักสามวันก่อน แล้วจึงใช้ให้ทัพหน้าข้ามไปดู พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงสั่งให้หยุดทัพทอดสมอไว้ ครั้นเวลาคํ่าแลดูไปก็มิได้เห็นแสงเพลิง

ฝ่ายชีเซ่งรู้ว่าพระเจ้าโจผียกมา จึงสั่งทหารให้เอาฟางมาผูกเปนรูปหุ่น ใส่เสื้อให้สีต่าง ๆ กันให้มาก แล้วปักธงเธียวรายไปแต่เมืองน้ำฉีให้ตลอดไปถึงเซ็กเทา ให้แล้วแต่ในเวลาคํ่าวันนี้ ทหารก็ไปทำแล้วตามสั่ง

ฝ่ายพระเจ้าโจผีหยุดพักอยู่ ครั้นเช้าหมอกลงหนักเวลาสายหมอกหายแล้ว แลไปเห็นค่ายดูผู้คนธงเธียวเต็มไปก็ตกใจ จึงปรึกษากันที่จะเข้ารบว่ายังมิทันขาดคำ พอเกิดลมพายุพัดหนักคลื่นใหญ่ คนจะยืนทำการก็ไม่ตรง ตัวเรือโจผีปิ้มจะล่ม โจจิ๋นนายทัพหน้าเห็นเรือพระเจ้าโจผีจวนล่มดังนั้น จึงให้บุนเพ่งเอาเรือเข้าช่วย พระเจ้าโจผีก็ลงเรือบุนเพ่ง ถอยไปทอดอยู่ในคลองที่ลับลม เรือรบแตกล่มประมาณสามสิบลำ

ฝ่ายขงเบ้งครั้นแจ้งในหนังสือพระเจ้าซุนกวนบอกมาขอกองทัพไปช่วยดังนั้น จึงเอาเนื้อความทูลพระเจ้าเล่าเสี้ยนแล้วว่า ขอให้จูล่งคุมทหารยกไปช่วยตามพระเจ้าซุนกวนบอกมา จูล่งได้ฟังดังนั้นก็ลาไปจัดแจงทหารแล้วก็ยกออกไปทางด่านยังเผงก๋วน จะไปตีเอาเมืองเซ่งอั๋นแดนพระเจ้าโจผี

ฝ่ายทหารสอดแนมเอาเนื้อความเข้ามาบอกพระเจ้าโจผีว่า จูล่งคุมทหารยกมาทางด่านยังเพงก๋วน จะเข้ามาตีเอาเมืองเรา พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้น ยิ่งตกใจนักจึงสั่งให้ถอยทัพกลับไปเมือง ทหารทั้งปวงรู้รับสั่งแล้วก็ถอยทัพกลับไป ฝ่ายชีเซ่งครั้นรู้ว่าพระเจ้าโจผีถอยทัพแล้วก็ขับทหารลงเรือรบไล่ติดตามพระเจ้าโจผี ๆ ครั้นเห็นทัพเรือเมืองกังตั๋งไล่ติดตามมาดังนั้นก็ตกใจนัก จึงคิดว่าจะรบหน้าก็ระวังเบื้องหลัง จะหนีไปทางเรือเล่าก็อ้อม จึงสั่งทหารทั้งปวงว่า อย่าอาลัยแก่เข้าของเลย ถึงเรือรบทั้งปวงนั้นก็เผาเสียเถิด เร่งขึ้นบกยกไปให้ถึงเมืองโดยเร็ว ทหารทั้งปวงก็จอดเรือจะขึ้นบกบ้าง จุดไฟเผาเรืออยู่บ้าง

ฝ่ายซุนเสียวซึ่งคุมทหารดึงดันมานั้น เห็นพระเจ้าโจผีถอยทัพเผาเรือขึ้นบกดังนั้นก็จุดประทัดโห่ร้องขับทหารรบหักเข้าไป ขณะนั้นทหารพระเจ้าโจผีครั้นข้าศึกรบเข้ามาทางบกดังนั้นตกใจนักกลับตัวไม่ทันถูกอาวุธบ้าง โจนน้ำตายเปนอันมาก แลทหารซึ่งขึ้นบกได้ก็ต่อรบ ครั้นพระเจ้าโจผีขึ้นมาได้แล้วก็พากันหนีไป

ฝ่ายเตงฮองซึ่งยกทหารมาช่วยซุนเสียวนั้น ครั้นเห็นพระเจ้าโจผีแตกขึ้นบก ซุนเสียวไล่รบเร้าดังนั้นก็จุดประทัดโห่ร้องขับทหารเข้าสกัดกลางไว้ เตียวเลี้ยวนายทหารพระเจ้าโจผีเห็นเตงฮองรบเข้ามาดังนั้นก็ขับทหารเข้าต่อรบ เตงฮองก็ยิงเกาทัณฑ์มาถูกบั้นเอวเตียวเลี้ยว ซิหลงเห็นเตียวเลี้ยวถูกเกาทัณฑ์ดังนั้น ก็ขับม้าออกไปช่วยรบพลางถอยพลางพาพระเจ้าโจผีหนีพ้นไปได้ ทหารเมืองกังตั๋งซึ่งไล่ติดตามเก็บได้อาวุธเรือรบเข้าของฆ่าทหารโจผีล้มตายเปนอันมาก แล้วนายทัพนายกองก็พากันกลับคืนมาเมืองกังตั๋ง พระเจ้าซุนกวนก็พระราชทานรางวัลให้ตามบำเหน็จความชอบ

ฝ่ายเตียวเลี้ยวซึ่งถูกเกาทัณฑ์ ครั้นไปถึงเมืองพิษเกาทัณฑ์กลุ้มขึ้น เตียวเลี้ยวก็ตาย พระเจ้าโจผีเสร้าโศก แล้วสั่งเจ้าพนักงานให้จัดแจงแต่งการศพเตียวเลี้ยวไปฝังไว้ตามบันดาศักดิ์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ