ตอนที่ ๕๗

ขณะนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้มาอยู่ในเมืองฮูโต๋ได้ยี่สิบสามปี (พ.ศ. ๗๖๑) เปนเทศกาลเดือนเก้า เล่าปี่ยกกองทัพออกจากเมืองเสฉวน ครั้นมาถึงด่านแฮเบ้งก๋วน ให้ตั้งค่ายอยู่นอกด่าน จึงให้ม้าใช้รีบไปหาตัวฮองตงกับเงียมหงันมาปูนบำเหน็จเปนอันมากแล้วว่า ทหารทั้งปวงดูหมิ่นว่าท่านเปนคนชราจะทำการศึกไม่ได้ แต่เรากับขงเบ้งรู้อยู่ว่าท่านจะทำการสงครามได้ จึงให้อาสามาทำการได้ชัยชนะแก่เตียวคับ บัดนี้ท่านก็ได้สเบียงข้างเขาเทียนตองสันแล้ว ยังแต่สเบียงข้างเขาเตงกุนสันซึ่งแฮหัวเอี๋ยนรักษาอยู่นั้น แม้เราได้สเบียงตำบลนี้อีก เมืองฮันต๋งก็จะอยู่ในเงื้อมมือเรา

ฮองตงจึงว่า ข้าพเจ้าขออาสาไปทำลายสเบียงณเขาเตงกุนสันให้ได้ ขงเบ้งจึงว่า ท่านผู้เฒ่านี้มีแต่ฝีมือ กำลังนั้นน้อยอยู่แล้ว อันแฮหัวเอี๋ยนคนนี้มีฝีมือยิ่งกว่าเตียวคับ โจโฉนับถือไว้ใจจึงให้มารักษาเมืองฮันต๋ง ซึ่งท่านจะไปหักหาญเอานั้นเห็นจะไม่ได้ จำจะจัดทหารให้ไปรักษาเมืองเกงจิ๋วแทนกวนอู ให้กวนอูมาทำการกับแฮหัวเอี๋ยนจึงจะได้

ฮองตงได้ฟังดังนั้นก็โกรธแล้วว่า ครั้งนั้นเจ้าเมืองก๊กมีทหารคนหนึ่ง ชื่อเลียมเภา อายุแปดสิบเศษ[๑] มีกำลังเปนอันมาก กินอาหารเสมอวันละถัง สุกรหนักวันละสิบชั่ง หัวเมืองทั้งปวงยังเกรงเลียมเภาเปนอันมาก แลตัวข้าพเจ้านี้อายุแต่เจ็ดสิบปี จะขอแต่ทหารเลวไปด้วยสามพัน จะตัดเอาสีสะแฮหัวเอี๋ยนมาให้ได้ ขงเบ้งก็ว่ากล่าวห้ามปรามถึงสามครั้ง ฮองตงก็ไม่ฟัง อ้อนวอนจะขออาสาไปให้ได้ ขงเบ้งจึงว่าแก่ฮองตงว่า ท่านจะไปก็ตามเถิด เราจะให้หวดเจ้งไปด้วย ตัวเราอยู่ภายหลังจึงจะจัดแจงทหารยกหนุนไปช่วย ฮองตงก็จัดแจงทหารของตัวกับทหารหวดเจ้งบัญจบกันแล้ว ก็คำนับลาขงเบ้งรีบไปณเขาเตงกุนสัน

ขงเบ้งจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ข้าพเจ้ายุให้ฮองตงทหารเฒ่าไปทำการครั้งนี้จะไว้ใจมิได้ ด้วยฮองตงชราอยู่แล้ว จำเราจะให้ทหารยกหนุนไปอีก ขงเบ้งจึงสั่งจูล่งว่า ท่านจงยกทหารกองหนึ่งรีบไปตามทางน้อย ถ้าเห็นฮองตงเพลี่ยงพลํ้าก็ให้ยกออกช่วย ถ้าเห็นได้ท่วงทีแล้วก็ให้สงบอยู่ในป่า แล้วสั่งเล่าฮองกับเบ้งตัดว่า ให้ท่านคุมทหารสามพันยกไปทางหนึ่ง ถ้าถึงเขาเตงกุนสันเห็นที่ใดเปลี่ยวก็ให้หยุดกองทัพ ให้ทหารปักธงแลโห่ร้องจงหนัก

จูล่งเล่าฮองเบ้งตัดก็คำนับลาขงเบ้งไป ต่างคนก็ต่างยกไปทำตามขงเบ้งสั่ง แล้วขงเบ้งจึงให้เงียมหงันไปอยู่รักษาเมืองปาเส ให้หาเตียวหุยกับอุยเอี๋ยนมาณด่านแฮเบ้งก๋วน จะคิดอ่านยกไปตีเมืองฮันต๋ง

ขณะนั้นเตียวคับกับแฮหัวซงจึงไปบอกแฮหัวเอี๋ยนว่า เขาเทียนตองสันเสียแก่ฮองตงแล้ว แฮหัวเต๊กกับฮันโฮก็ตายในที่รบ บัดนี้ได้ข่าวว่าเล่าปี่จะยกทหารมาตีเมืองฮันต๋ง จำเราจะเอาเนื้อความนี้บอกขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าวุยอ๋องจึงจะควร จะได้คิดการสงครามป้องกันเล่าปี่ แฮหัวเอี๋ยนได้ฟังก็เห็นด้วย จึงให้ทหารรีบไปบอกโจหองณเมืองลำเต๋ง โจหองก็ให้ถือหนังสือขึ้นไปณเมืองฮูโต๋ ทูลแจ้งเนื้อความทั้งปวงแก่โจโฉ

โจโฉแจ้งดังนั้นก็ตกใจ จึงปรึกษากับขุนนางทั้งปวงว่า บัดนี้เขาเทียนตองสันเสียแก่เล่าปี่แล้ว เล่าปี่คิดอ่านจะยกกองทัพมาตีเมืองฮันต๋ง ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด เล่าหัวจึงทูลว่า อันเมืองฮันต๋งนี้เปนเมืองหน้าด่านเราอยู่ แม้เล่าปี่ได้เมืองฮันต๋งแล้ว เห็นจะล่วงมาตีเอาเมืองเราเปนมั่นคง ขอพระองค์คิดอ่านยกไปป้องกันไว้จึงจะควร

พระเจ้าวุยอ๋องจึงว่า เราคิดน้อยใจด้วยเราไม่ฟังคำท่าน เล่าปี่จึงคิดทำการล่วงเข้ามาดูหมิ่นเราถึงเพียงนี้ แม้เราฆ่าเล่าปี่เสียตามคำท่านแล้ว ที่ไหนเราจะได้ความเดือดร้อน แล้วจึงให้เกณฑ์ทหารสี่สิบหมื่นแยกออกเปนสองกอง ให้แฮหัวตุ้นเปนกองหน้า ให้โจฮิวเปนทัพหลัง ครั้นได้ฤกษจึงให้แฮหัวตุ้นยกล่วงไปก่อน

ขณะนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้มาอยู่เมืองฮูโต๋ได้ยี่สิบสามปี ถึงเดือนสิบ พระเจ้าวุยอ๋องแต่งตัวอย่างกษัตริย์ ถือธงอาญาสิทธิ์ ขี่ม้าผูกเครื่องทองกั้นสัปทนทอง ทหารเดิรแห่หน้าม้า ถือธงเดือนธงตวันธงมังกรธงหงส์ตามธรรมเนียมกษัตริย์ แล้วจัดทหารที่มีฝีมือสำหรับรักษาพระองค์สองหมื่นห้าพันแยกเปนห้ากอง กองหน้าให้ถือธงแดงเปนสำคัญ กองขวาถือธงเขียว กองซ้ายให้ถือธงขาว กองหลังให้ถือธงดำ กองกลางซึ่งเดิรข้างม้านั้นถือธงเหลือง

ครั้นได้กำหนดเพลาก็ให้ทหารโห่ร้องตีฆ้องกลองแลม้าฬ่อ ตั้งขบวรแห่ออกไปจากเมือง โจฮิวก็ยกทหารกองหลังตามไปพ้นด่านตงก๋วน โจโฉอยู่บนหลังม้า แลไปเห็นพุ่มไม้ใหญ่เขียวชะอุ่มอยู่ในป่าข้างขวามือ จึงถามทหารว่าป่านี้เรียกชื่อตำบลใด ทหารจึงทูลว่าชื่อตำบลลำฉัน ถัดป่านั้นลงไปถึงริมนํ้า เรียกตำบลบ้านซัวแกจิ๋ง ซัวหยงซึ่งเปนนายบ้านนั้นมีบุตรหญิงคนหนึ่งรูปร่างงามชื่อนางซัวเอี๋ยม โจเอียนอ้องจับเอาไป

โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงว่า ซัวหยงนี้แต่ก่อนก็ชอบใจกันอยู่ เมื่อครั้งโจเอียนอ้องจับเอาบุตรไปนั้น เราให้ทหารเอาทองพันตำลึงไปถ่ายมา เราจึงตบแต่งยกให้เปนภรรยาตังกี๋ บัดนี้ซัวหยงก็ตายนานแล้ว เราจะแวะเข้าไปเยี่ยมนางซัวเอี๋ยมสักหน่อย ครั้นไปถึงหน้าบ้านโจโฉจึงให้ทหารยกล่วงไปก่อน โจโฉกับคนสนิธประมาณร้อยเศษก็พากันเข้าไปในบ้านซัวแกจิ๋ง ถึงประตูบ้านโจโฉก็ลงจากม้าเดิรเข้าไป

นางซัวเอี๋ยมเห็นก็มีความยินดี วิ่งออกมาคำนับเชิญโจโฉเข้าไปในตึก โจโฉเห็นศิลาปักอยู่ตรงประตูตึกแผ่นหนึ่ง จึงถามนางซัวเอี๋ยมว่านั่นศิลาอันใด นางซัวเอี๋ยมจึงบอกว่า เมื่อครั้งพระเจ้าโฮ้เต้ได้ราชสมบัติในเมืองหลวง[๒] บิดานางโจหงอมาเล่นแข่งเรือตกน้ำตายศพหายไป นางโจหงอผู้บุตรอายุได้สิบสี่ปี เที่ยวร้องไห้หาศพบิดาถึงเจ็ดวันก็มิได้พบ นางโจหงอคิดแค้นใจก็โจนน้ำตายตามบิดา อยู่ห้าวันนางโจหงอก็กอดศพบิดาลอยขึ้นมา เจ้าเมืองโตเสียงจึงเอาเนื้อความขึ้นกราบทูลพระเจ้าโฮ้เต้ ๆ จึงให้เขียนชื่อนางโจหงอใส่ศิลา มาปักไว้ เปนอักษรว่าเฮาลี แปลภาษาไทยว่า นางรู้จักคุณบิดามารดา

โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงว่า ซึ่งนางโจหงอมีกตัญญูต่อผู้มีคุณฉนี้ประเสริฐนัก ควรที่คนทั้งปวงจะดูเยี่ยงอย่างสืบไป แล้วโจโฉก็ลานางซัวเอี๋ยมออกจากบ้านรีบไป ทางกึ่งวันถึงเมืองลำเต๋งซึ่งโจหองอยู่รักษาพร้อมกันกับทหารที่ไปก่อน โจหองก็มีความยินดี ออกมาคำนับเชิญโจโฉเข้าไปในเมือง แล้วทูลเนื้อความตามซึ่งเตียวคับทำการเสียทีแก่ข้าศึกให้ฟังทุกประการ

โจโฉจึงว่า อันการสงครามจะหมายชนะฝ่ายเดียวนั้นไม่ได้ จำต้องแพ้บ้างชนะบ้าง ซึ่งเตียวคับเสียทีแก่ข้าศึกครั้งนี้ เราจะยกโทษไว้ให้ทำราชการแก้ตัวครั้งหนึ่งก่อน โจหองจึงทูลว่า บัดนี้เล่าปี่ให้ฮองตงยกมารบเขาเตงกุนสัน แฮหัวเอี๋ยนรู้ว่าพระองค์ยกกองทัพมา ก็รั้งรออยู่ยังหาออกสู้รบกับฮองตงไม่

โจโฉได้ฟังดังนั้น จึงแต่งหนังสือจะให้ทหารถือไปให้แฮหัวเอี๋ยนฉบับหนึ่งเปนใจความว่า ให้แฮหัวเอี๋ยนเร่งยกออกรบกับฮองตง เล่าหัวจึงทูลว่า แฮหัวเอี๋ยนเปนคนโมโหมาก จะทำการสิ่งใดก็ไม่พิเคราะห์ เกลือกเล่าปี่ขงเบ้งจะคิดอ่านทำกลล่อลวงมา แฮหัวเอี๋ยนรู้ไม่ถึงก็จะเสียทีเปล่า ซึ่งพระองค์จะให้แฮหัวเอี๋ยนออกรบกับฮองตงนั้น จงพิเคราะห์ดูให้จงควรก่อน

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงแต่งหนังสืออีกฉบับหนึ่งเปนใจความว่า ธรรมดาผู้เปนนายทัพนายกอง จะทำการสงครามก็ให้รู้จักทีเสียทีได้ อย่าให้เชื่อกำลังฝีมือของตัว อันกำลังฝีมือของตัวนั้นจะหักหาญเอาคนร้อยคนพันนั้นไม่ได้ จะสู้ได้ก็ตัวต่อตัว ถ้าเว้นไว้แต่ผู้มีความคิดรู้กลในการสงคราม จึงจะอาจสามารถเอาชัยชนะแก่ข้าศึกอันมากกว่าได้ ซึ่งแฮหัวเอี๋ยนจะทำการสงครามครั้งนี้ ให้ตรองตรึกจงหนัก อย่าให้เสียทีที่เราชุบเลี้ยงเปนทหาร บัดนี้เราก็ยกมาถึงเมืองลำเต๋งแล้ว จะรอดูความคิดเจ้าสักครั้งหนึ่งก่อน อนึ่งซึ่งเตียวคับทำการให้เสียทีแก่ข้าศึกนั้นเราก็ยกโทษเสียแล้ว ให้เร่งคิดอ่านทำการแก้ตัวเถิด แล้วโจโฉก็สั่งทหารให้ถือไปให้แฮหัวเอี๋ยนทั้งสองฉบับ

แฮหัวเอี๋ยนแจ้งในหนังสือดังนั้นก็มีความยินดี จึงสั่งทหารผู้ถือหนังสือนั้นว่า ให้ท่านกลับไปทูลพระเจ้าวุยอ๋องว่าอย่าวิตกเลย การแต่เพียงนี้เราจะอาสาให้สำเร็จจงได้ ผู้ถือหนังสือก็กลับมาทูลเนื้อความแก่โจโฉ แฮหัวเอี๋ยนจึงหาตัวเตียวคับมาเอาหนังสือให้ดู แล้วปรึกษาว่าบัดนี้พระเจ้าวุยอ๋องก็ยกทัพหลวงมาตั้งอยู่ ณ เมืองลำเต๋ง เราจะมานิ่งอยู่ฉนี้จะมีบำเหน็จความชอบประการใด เพลาพรุ่งนี้เราจะคิดอ่านยกออกรบกับฮองตง จะจับตัวฮองตงมาให้ได้

เตียวคับจึงว่า ฮองตงเปนคนมีฝีมือรบพุ่งสันทัด แล้วหวดเจ้งก็มีสติปัญญาหลักแหลมนัก ท่านอย่าเพ่อดูหมิ่นฮองตงก่อน อนึ่งเขาเตงกุนสันนี้ก็เปนที่สำคัญอยู่ หวดเจ้งจะคิดกลอุบายประการใดก็ยังหาแจ้งไม่ ขอให้ท่านยับยั้งตั้งมั่นไว้ ฟังกำลังศึกดูก่อน

แฮหัวเอี๋ยนจึงว่า ท่านว่านี้ก็ชอบอยู่ แต่ข้าพเจ้าคิดเห็นว่า ถ้ามีผู้มาอาสาชิงตีฮองตงแตกได้ก่อน เราจะมิได้ความอัปยศเสียหรือ จะเอาหน้าอันใดกลับไปเฝ้าพระเจ้าวุยอ๋อง ซึ่งท่านไม่ยอมก็อยู่รักษาค่ายเถิด แต่กำลังเราจะเอาชัยชนะให้ได้ แล้วแฮหัวเอี๋ยนจึงถามทหารทั้งปวงว่า ผู้ใดจะอาสาเปนกองหน้าได้บ้าง แฮหัวซงจึงรับว่า ข้าพเจ้าขออาสาเปนกองหน้าคุมทหารยกออกตีก่อน

แฮหัวเอี๋ยนได้ฟังก็มีความยินดี จึงเกณฑ์ทหารสามพันให้แฮหัวซงแล้วสั่งว่า ท่านจะออกไปตีฮองตงครั้งนี้อย่าเอาชัยชนะเลย จงทำเปนแตกหนีให้ฮองตงไล่เข้ามาทางนี้เถิด เราจึงจะคิดกลอุบายแก้ไขให้มีชัยชนะเมื่อภายหลัง แฮหัวซงก็รับคำแล้วคุมทหารสามพันยกออกจากค่าย แฮหัวเอี๋ยนก็ยกทหารออกตั้งอยู่ปากทาง แล้วให้ทหารขนก้อนศิลาตัดท่อนไม้ขึ้นเตรียมไว้บนเนินเขาสองข้างทางเปนอันมาก

ฝ่ายฮองตงกับหวดเจ้งยกกองทัพมาตั้งอยู่หน้าเขาก็ช้านาน ให้ทหารไปร้องท้าทายหลายครั้งแล้ว แฮหัวเอี๋ยนก็มิได้ยกออกสู้รบ ตั้งมั่นอยู่ในหุบเขา ฮองตงก็ตั้งมั่นอยู่ในค่าย พอทหารเข้ามาบอกว่า แฮหัวเอี๋ยนให้แฮหัวซงยกออกมา ฮองตงก็จัดแจงทหารยกออกจากค่าย ตันเซ็กนายทหารจึงว่า การแต่เพียงนี้ท่านอย่าวิตกเอาเปนธุระเลย ข้าพเจ้าจะขออาสาออกไปรบกับแฮหัวซงจับเอาตัวมาให้ได้

ฮองตงได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงเกณฑ์ทหารพันหนึ่งให้ตันเซ็กยกออกตั้งอยู่หน้าค่าย ครั้นแฮหัวซงยกมาถึง ตันเซ็กก็ขับม้าเข้ารบกับแฮหัวซงได้เจ็ดเพลง แฮหัวซงทำเปนแพ้ควบม้าหนี ตันเซ็กเห็นได้ทีก็ควบม้าไล่ตามไปประมาณยี่สิบเส้น ถึงข้างหุบเขาซึ่งแฮหัวเอี๋ยนเตรียมกองทัพซุ่มไว้นั้น ทหารซึ่งอยู่บนเนินเขาก็ทิ้งก้อนศิลาแลท่อนไม้ลงมาดังห่าฝน ตันเซ็กตกใจก็ควบม้ากลับออกมา พบแฮหัวเอี๋ยนคุมทหารสกัดปากทางอยู่ แฮหัวเอี๋ยนเห็นตันเซ็กบอบช้ำด้วยก้อนศิลาแลท่อนไม้ ก็ควบม้าเข้าจับเอาตัวได้มัดเข้าไปในค่าย ทหารตันเซ็กก็แตกกระจัดกระจายล้มตายเปนอันมาก แฮหัวเอี๋ยนจับไว้ได้บ้าง ที่หนีได้ก็กลับมาค่ายแจ้งเนื้อความทั้งปวงแก่ฮองตง

ฮองตงได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงปรึกษาหวดเจ้งว่า บัดนี้ตันเซ็กยกไปก็เสียทีแก่แฮหัวเอี๋ยนแล้ว เราจะคิดอ่านประการใดจึงจะแก้แค้นคืนเอาชัยชนะได้ หวดเจ้งจึงว่า แฮหัวเอี๋ยนคนนี้มีกำลังก็จริง แต่โมโหมากจะทำการสิ่งใดหาพินิจไม่ เราจะคิดกลศึกอันหนึ่ง ชื่อฮวนเคกอุยจู๋จีอวด แปลภาษาไทยว่า แขกกลับมาช่วยเจ้าเรือน เราจะตั้งค่ายเรียงออกไป ไว้ระยะห่างกันเส้นหนึ่งจงหลายค่าย เอาทรัพย์สิ่งของไว้ในค่ายให้ทหารรักษาแต่น้อย แฮหัวเอี๋ยนเห็นว่าเราตั้งค่ายประชิดเรียงใกล้เข้าไปก็จะยกออกมาตี เราจะให้ทหารซึ่งรักษาค่ายอยู่นั้นทำแตกหนีทิ้งค่ายเสีย แฮหัวเอี๋ยนได้ทรัพย์สิ่งของเปนอันมากก็จะตีล่วงลามเข้ามา เราจึงยกทหารออกตีล้อมวงสกัดไว้ เห็นจะจับตัวแฮหัวเอี๋ยนได้โดยง่าย

ฮองตงได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงให้ทหารตั้งค่ายเรียงเข้าไปห่างกันเส้นหนึ่ง ไว้ทรัพย์สิ่งของตามคำหวดเจ้งว่า แฮหัวเอี๋ยนเห็นดังนั้นไม่แจ้งในกลหวดเจ้ง ก็คิดว่าฮองตงตั้งค่ายประชิดเข้ามาดังนี้ เห็นจะคิดอ่านเข้าตีเอาค่ายเราเปนมั่นคง จึงจัดแจงทหารจะยกออกตีค่ายฮองตง

เตียวคับจึงว่าแก่แฮหัวเอี๋ยนว่า ซึ่งฮองตงทำการทั้งนี้ ใช่จะยกเข้าตีหักหาญเอาค่ายเรานั้นหาไม่ ทำเปนกลอุบายเรียกชื่อว่า ฮวนเคกอุยจู๋จีอวด แม้ท่านจะยกออกไปรบบัดนี้ ก็เห็นจะเสียทีแก่ฮองตงเปนมั่นคง

แฮหัวเอี๋ยนก็ไม่ฟัง ให้แฮหัวซงคุมทหารพันหนึ่งยกออกตีค่ายฮองตง ค่ายทั้งนั้นก็ทำเปนแตกตามสัญญา ครั้นแฮหัวซงมีใจกำเริบรบถลำเข้าไปแล้ว ฮองตงก็ควบม้าถือดาบคุมทหารออกสกัดแฮหัวซง ๆ รบได้เพลงหนึ่ง ฮองตงก็จับแฮหัวซงได้มัดมาค่าย ทหารทั้งปวงแตกกระจัดกระจายกลับไปค่าย บอกเนื้อความแก่แฮหัวเอี๋ยน

แฮหัวเอี๋ยนแจ้งดังนั้น จึงให้ทหารออกไปร้องบอกฮองตงว่า เวลาวานนี้เราจับตัวตันเซ็กได้ มาบัดนี้ท่านจับตัวแฮหัวซงได้ สงครามก็เสมอกันอยู่ ทั้งสองฝ่ายหาเสียเปรียบกันไม่ ท่านจงส่งแฮหัวซงมาให้เรา ๆ จะส่งตันเซ็กให้ท่าน

ฮองตงได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ท่านว่านี้ก็ชอบอยู่แล้ว เพลาพรุ่งนี้ให้แฮหัวเอี๋ยนพาตันเซ็กออกมาเถิด เราจึงจะพาตัวแฮหัวซงออกไปหน้าค่าย อย่าให้ใส่เกราะถืออาวุธด้วยกันทั้งสองข้าง ทหารก็ลาฮองตงกลับมาบอกแก่แฮหัวเอี๋ยน

แฮหัวเอี๋ยนได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี ครั้นเวลาเช้าก็พาตัวตันเซ็กออกมาริมเชิงเขา ตรงหน้าค่ายฮองตง ๆ ก็พาแฮหัวซงออกมาหน้าค่าย ให้ขึ้นม้าเตรียมไว้ทั้งสองข้าง แล้วตีกลองสัญญา ตันเซ็กก็ควบม้ามาค่าย แฮหัวซงก็ควบม้าไปค่ายแฮหัวเอี๋ยน ขณะเมื่อแฮหัวซงควบม้าไปนั้น ฮองตงขึ้นเกาทัณฑ์พาดลูกเตรียมอยู่ ครั้นแฮหัวซงไปถึงประตูค่าย ฮองตงก็ยิงเกาทัณฑ์ไปถูกแฮหัวซงตกม้าตาย

แฮหัวเอี๋ยนเห็นดังนั้นก็โกรธ ควบม้าเข้ารบกับฮองตงได้ยี่สิบเพลง ทหารที่อยู่ในค่ายก็ตีม้าฬ่อเรียกแฮหัวเอี๋ยนตามสัญญา แฮหัวเอี๋ยนก็กลับเข้าค่าย ฮองตงก็ไล่ฆ่าฟันทหารแฮหัวเอี๋ยนล้มตายเปนอันมาก แฮหัวเอี๋ยนจึงถามทหารในค่ายว่า ท่านตีม้าฬ่อเรียกเราด้วยเหตุใด ทหารจึงบอกว่า เมื่อท่านกับฮองตงรบกันนั้น ข้าพเจ้าเห็นทหารมาตั้งอยู่ในหุบเขาเปนอันมาก แล้วเห็นปักธงเปนขบวรทัพใหญ่ ข้าพเจ้าแคลงว่าข้าศึกจะทำกลอุบายเอาทหารมาซุ่มไว้ จึงตีม้าฬ่อร้องเรียกท่าน

แฮหัวเอี๋ยนได้ฟังดังนั้นก็ให้ทหารรักษาค่ายมั่นไว้ มิได้ยกออกสู้รบกับฮองตง ๆ จึงปรึกษากับหวดเจ้งว่า เราทำการศึกครั้งนี้เสียเปรียบแฮหัวเอี๋ยนนัก เพราะแฮหัวเอี๋ยนตั้งอยู่ในหุบเขา ต่อเห็นได้ทีจึงยกออกมารบกับเรา ถ้าเห็นเสียทีแล้วก็หนีเข้าค่าย เราจะคิดอ่านทำประการใดจึงจะจับตัวแฮหัวเอี๋ยนได้

หวดเจ้งจึงว่า แม้เราได้เขาไทสันข้างทิศตวันตกแล้ว เขาเตงกุนสันก็ไม่พ้นเงื้อมมือเรา เพราะเขานั้นสูงเปนที่สำคัญชอบกล แม้เราขึ้นตั้งบนนั้นได้แล้ว แฮหัวเอี๋ยนจะตั้งขบวรศึกประการใดเราก็เห็นสิ้น เราจะคิดทำการเมื่อใดก็จะได้โดยสดวก

ฮองตงได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย ครั้นเวลาสองยามจึงกะเกณฑ์พร้อมกันแล้ว ก็ยกขึ้นไปถึงเนินกลางเขาไทสัน โตสิบซึ่งแฮหัวเอี๋ยนให้คุมทหารร้อยหนึ่งอยู่รักษาเขานั้น ครั้นเห็นฮองตงยกทหารมาเปนอันมาก ก็พาทหารลงทางหลังเขาหนีมาหาแฮหัวเอี๋ยน

หวดเจ้งจึงว่าแก่ฮองตงว่า ครั้งนี้เราได้ทีอยู่แล้ว ให้ท่านตั้งมั่นอยู่ที่เนินเขานี้เถิด ข้าพเจ้าจะคุมทหารขึ้นอยู่บนยอดเขา แม้แฮหัวเอี๋ยนจะยกมาว่ากล่าวท้าทายประการใดก็ดี ให้ดูสำคัญข้าพเจ้าก่อน ถ้าเห็นข้าพเจ้าถือธงขาวอยู่ก็อย่าเพ่อยกออกรบกับแฮหัวเอี๋ยน ถ้าเห็นข้าพเจ้ายกธงแดงขึ้นแล้ว ก็ให้ยกทหารออกรบเถิด แฮหัวเอี๋ยนจะเสียทีแก่เราเปนมั่นคง ฮองตงเห็นชอบด้วยยอมทำตามคำหวดเจ้งทุกประการ

ฝ่ายแฮหัวเอี๋ยนครั้นรู้เนื้อความว่า ฮองตงยกไปชิงเขาไทสันได้ก็โกรธ จึงว่าเราจะนิ่งอยู่ฉนี้ไม่ชอบ จำจะยกไปรบคืนเอาเขาไทสันไว้จึงจะควร เตียวคับจึงว่า ฮองตงทำการทั้งนี้เปนกลอุบายของหวดเจ้ง ขอท่านจงตั้งมั่นไว้ฟังกำลังข้าศึกดูก่อน แฮหัวเอี๋ยนไม่ฟังยกทหารออกจากค่ายล้อมเขาไทสันไว้เปนสี่ด้าน แล้วให้ทหารร้องว่ากล่าวหยาบช้าท้าทายฮองตงเปนอันมาก ฮองตงโกรธจะยกทหารออกรบกับแฮหัวเอี๋ยน ก็เห็นหวดเจ้งถือธงขาวอยู่

ครั้นเวลาบ่ายหวดเจ้งเห็นทหารแฮหัวเอี๋ยนอิดโรยลงแล้ว จึงยกธงแดงโบกขึ้นให้สำคัญ ฮองตงก็ให้ทหารโห่ร้องตีม้าฬ่อฆ้องกลองยกลงมาจากเนินเขา เห็นแฮหัวเอี๋ยนลงนั่งหยุดพักอยู่ หามีเครื่องศัสตราวุธถือไม่ ฮองตงก็ควบม้าเข้าไปใกล้ แล้วร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง แฮหัวเอี๋ยนตกใจไม่ทันจับอาวุธ ฮองตงเอาดาบฟันถูกแฮหัวเอี๋ยนสีสะขาดตาย ทหารทั้งปวงก็แตกกระจัดกระจายไป ฮองตงก็รีบยกทหารไปตีเขาเตงกุนสัน

ฝ่ายเตียวคับเห็นฮองตงตีทัพแฮหัวเอี๋ยนแตกแล้วยกทหารมา ก็ยกทหารออกจากค่าย ฮองตงกับตันเซ็กก็ขับทหารเข้ารบพุ่งเปนสามารถ ฆ่าฟันทหารเตียวคับล้มตายเปนอันมาก เตียวคับเห็นจะสู้ฮองตงมิได้ ก็ทิ้งค่ายเขาเตงกุนสันเสีย ก็ควบม้าพาทหารพ่ายหนีไปเมืองลำเต๋ง พอจูล่งซึ่งขงเบ้งให้มาตั้งซุ่มอยู่นั้นยกทหารสกัดทางออกมาจากซอกเขา แล้วร้องว่าเราชื่อจูล่ง เตียวคับเห็นดังนั้นก็ตกใจ ควบม้าพาทหารหนีลัดทางมาในป่า จูล่งก็ยกทหารกลับมาเมืองเสฉวน

ขณะเมื่อเตียวคับฮองตงออกรบกันอยู่นอกค่ายนั้น เล่าฮองกับเบ้งตัดซึ่งตั้งอยู่ในซอกเขา ก็ยกทหารเข้าโจมตีค่ายเตงกุนสัน โตสิบซึ่งอยู่รักษาค่ายต้านทานไม่ได้ ก็พาทหารหนีลัดไปในป่า พอเตียวคับหนีมาพบกันเข้า ก็เล่าเนื้อความซึ่งเสียค่ายเตงกุนสันแก่เล่าฮองเบ้งตัดให้เตียวคับฟัง เตียวคับก็พาโตสิบรีบหนีไปถึงทุ่งฮันซุยจึงให้ตั้งค่ายพักทหารอยู่ แล้วให้ทหารเอาเนื้อความทั้งปวงไปกราบทูลแก่โจโฉณเมืองลำเต๋ง

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้รักแฮหัวเอี๋ยนเปนอันมาก แล้วคิดแค้นฮองตงนัก จึงจัดแจงทหารให้ซิหลงเปนทัพหน้า ตัวโจโฉเปนทัพหลวง คุมทหารสี่สิบหมื่นยกไปถึงทุ่งฮันซุย เตียวคับกับโตสิบรู้ก็ออกมาหาโจโฉแล้วทูลว่าฮองตงยกมานั้นหวดเจ้งคิดกลอุบายล่อลวงต่าง ๆ ข้าพเจ้าก็ได้ห้ามแฮหัวเอี๋ยนแล้วเปนหลายครั้ง ว่าให้ยับยั้งฟังท่วงทีดูก่อน แฮหัวเอี๋ยนไม่ฟัง ขืนยกออกรบพุ่งด้วยกำลังโวหารจึงเสียการทั้งนี้ บัดนี้เขาบิซองสันยังมีสเบียงอาหารอยู่เปนอันมาก ขอให้ท่านไปย้ายสเบียงมาไว้ก่อน จึงยกทหารไปรบกับฮองตง โจโฉได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงให้เตียวคับคุมทหารไปขนเสบียงมาไว้ในค่ายเขาปักสัน

ฝ่ายฮองตงครั้นได้ชัยชนะ เห็นว่าเล่าฮองกับเบ้งตัดเข้าตั้งอยู่ในค่ายเขาเตงกุนสันแล้ว ก็ตัดเอาสีสะแฮหัวเอี๋ยนพาหวดเจ้งยกทหารกลับมาหาเล่าปี่ณด่านแฮเบ้งก๋วน เล่าปี่เห็นฮองตงได้ชัยชนะมาก็มีความยินดี จึงตั้งให้ฮองตงเปนเจงไล้ไตจงกุ๋น แปลว่านายทหารปราบศัตรูฝ่ายตวันตก แล้วให้บำเหน็จรางวัลตามสมควร พอเตียวคีเข้ามาบอกเนื้อความแก่เล่าปี่ว่า โจโฉให้เตียวคับขนสเบียงณเขาบิซองสันไปไว้ในค่ายฮันซุยเปนอันมาก บัดนี้ยกทหารประมาณสี่สิบหมื่นเศษมาเขาเตงกุนสันจะแก้แค้นฮองตง

ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงว่า อันโจโฉยกทัพมาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก แม้ทหารผู้ใดเข้มแขงลอบยกทหารไปเผาสเบียงอาหารโจโฉณค่ายฮันซุยเสียได้ โจโฉก็จะเสียทีแก่เราเปนมั่นคง ฮองตงได้ฟังดังนั้นจึงรับว่า การแต่เพียงนี้ อย่าให้ถึงท่านผู้อื่นเลย ข้าพเจ้าทหารแก่จะขออาสาไปเอง ขงเบ้งจึงว่า ท่านอย่าเพ่อดูหมิ่นก่อน อันโจโฉนั้นมีสติปัญญาลึกซึ้งอยู่หาเหมือนแฮหัวเอี๋ยนไม่ เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่า แฮหัวเอี๋ยนมีกำลังกล้าหาญก็จริง แต่ความคิดน้อยกว่าเตียวคับนัก ถึงจะฆ่าคนอย่างแฮหัวเอี๋ยนได้สักสิบคน ก็ยังหาเท่าเตียวคับคนหนึ่งไม่ ฮองตงได้ฟังดังนั้นก็คิดมานะ จึงว่าท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าไปทำการครั้งนี้จะตัดสีสะเตียวคับมาให้ท่านจงได้ ขงเบ้งจึงว่าแก่ฮองตงว่า ท่านจะไปก็ตามเถิดเราจะให้จูล่งไปด้วย แม้ทำการขัดสนสิ่งใดก็ให้ปรึกษาหารือกัน เราจะดูความคิดแลฝีมือด้วย ว่าเมื่อกลับมาผู้ใดจะมีความชอบ ฮองตงกับจูล่งก็จัดแจงทหารยกไป ขงเบ้งจึงให้เตียวคีคุมทหารเปนกองหนุนยกตามไปด้วย ครั้นไปจะใกล้ถึงทุ่งฮันซุย ฮองตงกับจูล่งต่างคนต่างก็คุมทหารตั้งค่ายอยู่ จูล่งคิดจะใคร่เอาความชอบแต่ผู้เดียวจึงว่าแก่ฮองตงว่า โจโฉยกกองทัพมาตั้งอยู่ครั้งนี้คับขันนัก แลมีทหารถึงสามสิบหมื่นเศษ แล้วตั้งรายกันไปถึงสิบกอง การนี้มิใช่น้อย เหตุใดท่านจึงบังอาจรับอาสาต่อนายเราว่า จะปล้นเอาสเบียงอาหารโจโฉให้ได้

ฮองตงแจ้งในความคิดจูล่งจึงว่า ท่านอย่าวิตกเอาเปนธุระเลย เราได้รับอาสามาแล้ว แต่กำลังเราจะรับทำการให้สำเร็จจงได้ จูล่งจึงว่า ข้าพเจ้าคนหนุ่มมาด้วยจะให้ท่านคนแก่เข้าทำการก่อนนั้นไม่ควร ข้าพเจ้าจะขออาสาเข้าทำการก่อน ฮองตงจึงว่า การทั้งนี้เราเปนตัวการรับอาสามา ซึ่งจะให้ท่านผู้มาช่วยเข้าทำการก่อนนั้นไม่ชอบ เกลือกเพลี่ยงพลํ้าเสียแก่ข้าศึก ความผิดนั้นก็จะไม่พ้นตัวเรา จูล่งจึงว่า ตัวท่านกับข้าพเจ้าขงเบ้งบังคับมาว่า จะทำการสิ่งใดก็ให้ปรึกษากัน แม้มีความผิดแล้วถึงตัวข้าพเจ้าก็ไม่พ้นโทษ ซึ่งจะมาเกี่ยงกันอยู่ฉนี้หาต้องการไม่ ข้าพเจ้าจะทำฉลากเสี่ยงทายด้วยกัน แม้ผู้ใดได้ฉลากสำคัญก็ให้ยกเข้าตีก่อน

ฮองตงเห็นด้วยจึงจับฉลากกัน ฮองตงได้ฉลากสำคัญมีความยินดี จูล่งจึงว่าแก่ฮองตงว่า ท่านได้ฉลากสำคัญแล้วจงยกเข้าตีก่อน พรุ่งนี้เวลาตวันเที่ยงแม้ไม่เห็นท่านกลับมา ข้าพเจ้าจึงจะยกทหารหนุนตามเข้าไป ฮองตงได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จูล่งก็กลับมาค่ายจึงสั่งเตียวเอ๊กว่า ฮองตงจะเข้าปล้นสเบียงในค่ายโจโฉ แม้พรุ่งนี้เวลาตวันเที่ยงไม่กลับมาเราจะยกทหารไปช่วย ท่านอยู่ภายหลังจงระวังอย่าประมาทรักษาค่ายไว้ให้มั่นคง

ฝ่ายฮองตงจึงเรียกเตียวคีเข้ามาสั่งว่า เวลาวันนี้เราจะยกทหารเข้าปล้นค่ายสเบียงโจโฉ ท่านจงจัดแจงทหารอยู่รักษาค่ายแต่ห้าร้อย เหลือนั้นจงเตรียมตัวไว้ให้พร้อม อันการครั้งนี้เห็นจะไม่เปนไรนัก เพราะเตียวคับเกรงฝีมือเราเมื่อครั้งยกมารบเขาเตงกุนสันฆ่าแฮหัวเอี๋ยนก็ขยาดอยู่แล้ว เห็นหาอาจจะต่อเราไม่ เราจะยกทหารไปทางเชิงเขาปักสัน เข้าตีค่ายเตียวคับจับตัวให้ได้ก่อน ท่านจึงยกปล้นค่ายสเบียงโจโฉ เตียวคีก็รับคำแล้วจัดแจงไว้ตามฮองตงสั่ง ครั้นเวลาสามยามทหารทั้งปวงกินอาหารตระเตรียมตัวแล้ว ฮองตงก็ยกทหารตรงไปค่ายเตียวคับ เตียวคีก็คุมทหารสามร้อยขึ้นไปบนเขาปักสัน ทหารซึ่งโจโฉให้อยู่รักษาสเบียงนั้นน้อย ครั้นเห็นเตียวคียกขึ้นมา ก็ทิ้งสเบียงเสียหนีไปหาเตียวคับณค่ายฮันซุย เตียวคับรู้ดังนั้นก็คุมทหารยกออกจากค่าย พอพบฮองตงก็เข้ารบพุ่งกันเปนสามารถ

โจโฉครั้นรู้ดังนั้นแล้ว จึงให้ซิหลงกับบุนเพ่งคุมทหารยกออกไปช่วยเตียวคับ ฝ่ายเตียวคีขึ้นไปถึงยอดเขาเห็นสเบียงอาหารเปนอันมาก ยังให้ทหารเที่ยวหาฟืนแลเชื้อเพลิงอยู่ พอเวลาสว่างแลลงมาเห็นฮองตงรบพุ่งติดพันกันเปนสามารถ แล้วเห็นทหารยกออกจากค่ายโจโฉเปนอันมากก็ตกใจ รีบยกทหารลงจากเขาจะหนีมาค่าย ลงมาถึงเชิงเขาพบซิหลงบุนเพ่งยกทหารมาถึง ซิหลงบุนเพ่งก็ขับทหารให้ล้อมเตียวคีกับฮองตงไว้ในที่อันเดียวกัน

ฝ่ายจูล่งคอยฮองตงแต่เช้าจนเที่ยง ก็มิได้เห็นฮองตงกลับมา จึงสั่งเตียวเอ๊กว่า บัดนี้ฮองตงไปก็พ้นกำหนดแล้ว เราจะยกทหารหนุนไปตามสัญญา ท่านอยู่รักษาค่ายภายหลัง แม้โจโฉจะให้ทหารยกมาตีก็อย่าให้ออกสู้รบ ให้ทหารยิงเกาทัณฑ์ป้องกันค่ายไว้อย่าให้เปนอันตราย แล้วจูล่งก็ขึ้นม้าถือทวนพาทหารสามพันยกตามฮองตงไปถึงตำบลฮันซุย เห็นบัวเหลียดคุมทหารออกสกัดทางอยู่ บัวเหลียดก็ควบม้ารำดาบเข้ารบกับจูล่ง ๆ เอาทวนแทงถูกบัวเหลียดตกม้าตาย ทหารทั้งปวงก็แตกถอยหนีไป จูล่งก็ยกไปถึงที่ล้อม มีทหารคนหนึ่งชื่อเจาเปงยกมาสกัดหน้าม้าจูล่งไว้ จูล่งเห็นก็สำคัญว่าทหารของตัว จึงร้องถามว่าทหารเราอยู่ไหนเล่า เจาเปงจึงบอกว่า ทหารท่านนั้นเราฆ่าเสียสิ้นแล้ว จูล่งได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงขับม้าร้าทวนเข้าไปแทงเจาเปงตกม้าตาย แล้วไล่ทหารเจาเปงแตกหนีกระจัดกระจายไป จูล่งก็ควบม้าไปทางทิศเหนือ พอเตียวคับกับซิหลงสองนายคุมทหารเข้าล้อมฮองตงไว้ พวกทหารซึ่งอยู่ในค่ายล้อมนั้นก็ได้รบพุ่งป้องกันไว้เปนช้านาน จูล่งจึงเคียงม้าเข้ามาใกล้ตวาดด้วยเสียงอันดัง แล้วขับม้ารำทวนไล่ทหารทั้งปวง ไปแต่ซ้ายตลบมาขวาดังหนึ่งว่าหามีคนไม่ เตียวคับเห็นจูล่งมีกำลังนักไม่อาจที่จะออกสู้รบ จูล่งก็แก้เอาฮองตงออกมาได้ก็ค่อยพากันมา โจโฉตั้งกองทัพอยู่ที่สูงแลไปเห็นก็ตกใจ จึงถามทหารทั้งปวงว่า คนนี้คือผู้ใด ทหารทั้งปวงจึงบอกว่า เปนชาวบ้านเสียงสันชื่อจูล่ง โจโฉได้ฟังดังนั้นก็เข้าใจว่า แต่ก่อนเรายกทหารแปดสิบหมื่นไปที่เมืองลกเอี๋ยงสะพานเตียงปันโป๋ มีทหารฝีมือกล้าแขงคือผู้นี้ จึงสั่งแก่ทหารทั้งปวงว่า ซึ่งจะรบกับจูล่งอย่าได้ประมาทเปนอันขาดทีเดียว

ฝ่ายจูล่งฮองตงพากันมาตามทาง ทหารทั้งปวงซึ่งมาด้วยกัน จึงชี้บอกว่า ข้างทิศใต้ทหารโจโฉล้อมเตียวคีพวกเราไว้ จูล่งได้ฟังก็ไม่กลับไปค่าย จึงให้เอาธงซึ่งเขียนเปนอักษรสี่ตัวว่า เสียงสันจูล่งให้ทหารถือนำหน้ามา ทหารโจโฉซึ่งล้อมอยู่นั้นแลเห็นธงเปนอักษรสี่ตัวก็รู้แจ้ง จึงบอกกันว่า ทัพซึ่งยกมานี้คือจูล่งมีฝีมือกล้าแขงนักเห็นจะสู้มิได้ ต่างคนต่างก็ถอยหนีไป

โจโฉเห็นจูล่งหักหาญชิงเอาฮองตงเตียวคีไปได้ ก็มีใจโกรธนัก จึงขับทหารซ้ายขวาไล่ตามจูล่งมา จูล่งก็พาฮองตงเตียวคีกลับมาค่าย เตียวเอ๊กซึ่งอยู่รักษาค่ายก็ออกมารับจูล่ง พอแลไปข้างหลังเห็นผงคลีตลบอยู่ ก็รู้ว่าทหารตามมา จึงบอกแก่จูล่งว่า บัดนี้ทหารโจโฉติดตามมาใกล้อยู่แล้ว จงเร่งปิดประตูค่ายขึ้นหอรบตระเตรียมไว้ให้มั่นคง จูล่งจึงว่า อย่าให้ปิดประตูค่ายเลย เจ้าไม่รู้หรือเมื่อครั้งเรารบที่เมืองลกเอี๋ยง เราขี่ม้าถือทวนอยู่แต่ผู้เดียว ทหารโจโฉถึงแปดสิบหมื่นดูเหมือนหญ้าแพรก บัดนี้มีทั้งนายแลพลทหารเหตุใดจะกลัวข้าศึกอิกเล่า ว่าเท่านั้นแล้วก็ให้ลดธงหน้าค่ายเสีย ม้าฬ่อแลกลองก็มิให้ตี ให้ทหารถือเกาทัณฑ์ไปซุ่มอยู่ที่ในคูนอกค่าย ส่วนตัวจูล่งนั้นขี่ม้าถือทวนออกยืนอยู่หน้าค่าย

เตียวคับซิหลงยกทหารติดตามมา ครั้นจวนจะถึงค่ายจูล่งพอเวลาจะใกล้คํ่า แลไปดูในค่ายไม่เห็นธง แลเสียงกลองม้าฬ่อก็สงัด ทั้งประตูค่ายก็เปิดอยู่ เห็นจูล่งขี่ม้าถือทวนยืนอยู่หน้าค่ายแต่ผู้เดียว เตียวคับกับซิหลงเห็นประหลาทใจจึงรออยู่มิอาจที่จะรุกเข้าไป พอทัพโจโฉยกมาทันจึงให้ทหารทั้งปวงโห่ร้องรุกเข้าไป เห็นจูล่งขี่ม้าอยู่มิได้สดุ้งสเทือน ทหารทั้งปวงประหลาทใจกลับตัวจะถอยออกมา จูล่งได้ทีจึงแกว่งทวนเปนสำคัญ ทหารซึ่งถือเกาทัณฑ์ซุ่มอยู่ ครั้นเห็นดังนั้นก็ดากันยิงเกาทัณฑ์กระหนํ่าไป พอเวลาพลบคํ่าลง โจโฉไม่รู้ว่าทหารจูล่งมากน้อยเท่าใดก็กลับม้าถอยมา ครั้นได้ยินเสียงคนโห่ร้องติดตามมา ก็ชวนกันตกใจวิ่งเหยียบกันมาด้วยความกลัว ลงในแม่นํ้าฮันซุยล้มตายเปนอันมาก จูล่งฮองตงเตียวคีก็พาพวกทหารติดตามมา

ขณะเมื่อโจโฉแตกหนีจูล่ง หมายใจจะไปทุ่งฮันซุยซึ่งให้ตั้งทัพรักษาสเบียงอยู่นั้น พอได้ยินข่าวลือมาว่า เล่าฮองเบ้งตัดคุมทหารสองหมวด ยกมาทางเขาบิซองสันเผาสเบียงเสียแล้ว โจโฉก็เสียใจจึงทิ้งเขาปักสันอยู่ทิศเหนือซึ่งไว้สเบียงเสียด้วย แล้วก็หนีกลับไปเมืองลำเต๋ง เตียวคับกับซิหลงซึ่งตั้งค่ายอยู่ทุ่งฮันซุยเห็นจะอยู่มิได้ก็พลอยยกหนีตามโจโฉมาด้วย จูล่งฮองตงซึ่งได้ติดตามมา ก็มีชัยชนะได้เครื่องศัสตราวุธแลสเบียงเปนอันมาก แล้วเอาข่าวราชการไปแจ้งแก่เล่าปี่ทุกประการ



[๑] มีในเรื่องเลียดก๊ก

[๒] มีในเรื่องตั้งฮั่น

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ