ตอนที่ ๓๕

ฝ่ายทหารซึ่งเล่าปี่ใช้ให้ลอบไปฟังราชการเมืองกังตั๋ง ได้เนื้อความมาบอกเล่าปี่ว่า บัดนี้ซุนกวนยกกองทัพไปตีเมืองกังแฮ ฆ่าหองจอเจ้าเมืองเสีย แล้วยกกลับมาเมืองตระเตรียมทหาร ให้จิวยี่ยกกองทัพเรือไปตั้งอยู่ปากน้ำเองฮอ แลตัวซุนกวนนั้นคุมทหารออกตั้งป้องกันรักษาเมืองอยู่ตำบลชีสอง เล่าปี่แจ้งดังนั้นจึงให้เชิญขงเบ้งมา แล้วบอกเนื้อความทั้งปวงให้แจ้งทุกประการ ขงเบ้งยังไม่ทันว่าประการใด พอคนใช้มาบอกเล่าปี่ว่า เล่าเปียวให้เชิญไปเมืองเกงจิ๋ว จะปรึกษาข้อราชการด้วย ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ซึ่งเล่าเปียวให้มาหาท่านไปปรึกษาราชการ เพราะเหตุว่าซุนกวนฆ่าหองจอเจ้าเมืองกังแฮเสีย ซึ่งท่านจะไปนั้นข้าพเจ้าจะขอไปด้วย จะได้ช่วยคิดการทั้งปวง เล่าปี่จึงถามว่า เมื่อเราไปถึงเล่าเปียวแล้วท่านจะให้ว่าประการใด

ขงเบ้งจึงตอบว่า เมื่อท่านไปถึงแล้วจงรับสาระภาพโทษแก่เล่าเปียวก่อนว่า ซึ่งมิได้อยู่รับคำนับขุนนางแทนตัวเล่าเปียวนั้นผิดอยู่แล้ว แม้เล่าเปียวจะให้ท่านยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋ง ท่านอย่าเพ่อรับคำ จงว่ากล่าวบิดพลิ้วว่า จะขอกลับมาจัดแจงการเมืองซินเอี๋ยก่อน เล่าปี่ก็รับคำ แล้วพาขงเบ้งกับเตียวหุยแลทหารประมาณห้าร้อยไปถึงเมืองเกงจิ๋ว จึงให้เตียวหุยคุมทหารอยู่ภายนอกแล้วพาขงเบ้งเข้าไป เล่าปี่จึงคำนับเล่าเปียวแล้วว่า ซึ่งข้าพเจ้ามิได้อยู่รับคำนับขุนนางทั้งปวงแทนท่านนั้นโทษข้าพเจ้าผิดอยู่แล้ว

เล่าเปียวได้ฟังดังนั้นจึงว่า ซึ่งเกิดเหตุทั้งปวงนั้นเราไม่ได้คิดอ่านด้วย ครั้นภายหลังเราแจ้งเนื้อความ เราจะให้ตัดสีสะชัวมอคนผิดไปขะมาท่าน แลที่ปรึกษากับทหารทั้งปวงขอไว้ ซึ่งน้องเราได้ความขัดเคืองทั้งนี้อย่าได้ถือโทษโกรธเราเลย เล่าปี่จึงแกล้งตอบว่า ซึ่งเกิดเหตุทั้งนี้ใช่ชัวมอจะล่วงทำการนั้นหามิได้ ด้วยชัวมอเปนผู้ใหญ่ทั้งน้ำใจสัตย์ซื่อ เกลือกจะเปนแต่พรรคพวกบ่าวไพร่ชัวมอคบคิดกันทำเอง ข้าพเจ้าก็หาถือโทษไม่ เล่าเปียวจึงว่า บัดนี้ซุนกวนยกกองทัพมาตีเมืองกังแฮฆ่าหองจอเสีย เราจึงเชิญท่านมาปรึกษาราชการหวังจะให้ยกไปตีเมืองกังตั๋งจะได้แก้แค้นแทนเรา

เล่าปี่แจ้งดังนั้นจึงตอบว่า หองจอเปนคนหยาบช้าหาความคิดมิได้ แล้วก็ไม่รู้จักเลี้ยงคนดี จึงมีภัยมาถึงตัว ซึ่งท่านจะให้ยกไปตีเมืองกังตั๋ง แม้รู้ข่าวไปถึงเมืองฮูโต๋ โจโฉก็จะยกกองทัพรีบลงมาตีเมืองเกงจิ๋ว ครั้นจะคุมทหารกลับมาช่วยเมืองเราเล่า ฝ่ายกองทัพซุนกวนก็รบติดพันกันอยู่ เห็นเราจะได้ความขัดสน ขอท่านดำริห์ดูจงควรก่อน

เล่าเปียวเห็นชอบด้วยจึงว่า เราทุกวันนี้ก็แก่ชราแล้ว ทั้งโรคก็เบียดเบียฬเนืองๆ เจ้าจงมาอยู่ช่วยว่าราชการเมืองเกงจิ๋วไปพลาง แม้เราหาบุญไม่ ตัวเจ้าจงเปนเจ้าเมืองแทนเราเถิด เล่าปี่จึงตอบว่า ตัวข้าพเจ้าสติปัญญาแลกำลังก็น้อย แลได้มาพึ่งบุญท่านอยู่นี้คุณหาที่สุดมิได้ ซึ่งจะให้ข้าพเจ้าว่าราชการแทนท่านนั้นไม่สมควร แต่คุณของท่านมีอยู่แก่ข้าพเจ้า ๆ จะช่วยทำนุบำรุงไปตามสติปัญญา แล้วก็พาขงเบ้งลาเล่าเปียวออกมาอยู่ที่เคยอาศรัย

ขงเบ้งจึงถามเล่าปี่ว่า ซึ่งเล่าเปียวว่าทั้งนี้หวังจะยกเมืองเกงจิ๋วให้แก่ท่าน เหตุใดท่านจึงไม่รับกลับบิดพลิ้วอยู่ฉนี้ เล่าปี่จึงตอบว่า เล่าเปียวมีคุณแก่เรา แล้วลูกหลานว่านเครือก็มีอยู่เปนอันมาก ครั้นเราจะล่วงเข้ารับเอา ความคระหานินทาก็จะมีแก่เราต่างๆ ขงเบ้งจึงว่า ตัวท่านมีความสัตย์ซื่อนัก พอเล่ากี๋บุตรเล่าเปียวเข้ามาเยือน เล่าปี่จึงเชิญให้นั่งที่สมควร เล่ากี๋คำนับแล้วร้องไห้ แล้วเล่าเนื้อความให้เล่าปี่ฟัง ว่าทุกวันนี้นางชัวฮูหยินมารดาเลี้ยงข้าพเจ้ามีใจหึงสา หมายจะทำร้ายข้าพเจ้าให้ถึงสิ้นชีวิต ท่านจงอนุเคราะห์ช่วยคิดอ่านอย่าให้ภัยมาถึงตัวข้าพเจ้าเลย

เล่าปี่เห็นขงเบ้งยิ้มอยู่ดังนั้นจึงว่าแก่ขงเบ้งว่า จงช่วยคิดอ่านให้เล่ากี๋ด้วย ขงเบ้งจึงว่า ซึ่งจะให้คิดอ่านการในเรือนด้วยนั้นไม่ได้ เล่ากี๋ก็ลาออกมา เล่าปี่จึงตามออกมาส่งแล้วค่อยกระซิบสั่งเล่ากี๋ว่า เวลาพรุ่งนี้เราจะแกล้งให้ขงเบ้งไปหา เจ้าจงอ้อนวอนไต่ถามให้ขงเบ้งช่วยคิดอ่านบอกความออกจงได้ เล่ากี๋รับคำแล้วก็ลาไป

ครั้นเวลารุ่งเช้าเล่าปี่แกล้งทำป่วย แล้วหาขงเบ้งเข้ามาว่า เวลาวานนี้เล่ากี๋มาคำนับเรา วันนี้ครั้นเราจะไปตามประเพณีบ้างเราก็ป่วยอยู่ ท่านจงไปแทนตัวเราหน่อยหนึ่งเถิด ขงเบ้งก็รับคำแล้วลาไปหาเล่ากี๋ คำนับกันตามธรมเนียมแล้ว เล่ากี๋จึงเล่าเนื้อความให้ขงเบ้งฟังว่า ทุกวันนี้มารดาเลี้ยงข้าพเจ้าคิดจะทำร้ายข้าพเจ้าอยู่มิได้ขาด ท่านจงเอ็นดูด้วยช่วยคิดอ่านอย่าให้มีภัยมาถึงข้าพเจ้าเลย

ขงเบ้งจึงตอบว่า ตัวข้าพเจ้าเปนแขกมาภายนอก ซึ่งจะล่วงเข้าไปคิดอ่านการภายในให้ญาติพี่น้องท่านร้าวฉานกันนั้นไม่ควร แม้เนื้อความรู้ถึงเล่าเปียวเราก็จะไม่พ้นความผิด แล้วขงเบ้งลุกขึ้นจะลาไป เล่ากี๋จึงแกล้งลวงว่า ท่านอย่าเพ่อไป หนังสือโบราณของข้าพเจ้ามีอยู่ฉบับหนึ่ง เชิญท่านขึ้นไปดูเล่นบนหอก่อน จึงจูงมือขงเบ้งขึ้นไปบนหอสูง แล้วร้องไห้อ้อนวอนถามขงเบ้งว่า ชีวิตข้าพเจ้าจะถึงแก่ความตายเพราะมารดาเลี้ยงอยู่แล้ว เปนไฉนท่านจึงไม่เอ็นดูช่วยคิดอ่านให้ข้าพเจ้ารอดจากความตาย แม้ท่านไม่โปรดข้าพเจ้าก็จะถึงแก่ความตายในที่นี้ แล้วเล่ากี๋ก็ชักกระบี่ออกจะเชือดคอตาย

ขงเบ้งเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงเข้ายุดกระบี่ไว้แล้วห้ามว่า ท่านอย่าเพ่อทำอันตรายแก่ชีวิตเสียเลย ข้าพเจ้าจะช่วยคิดอ่านแก้ไขให้ท่านพ้นภัยจงได้ แล้วว่าตัวท่านก็ได้เรียนหนังสืออยู่ไม่รู้หรือ ในนิทานครั้งเจ้าสิบแปดองค์ได้ครองราชสมบัติทั้งสิบแปดหัวเมืองนั้น[๑] พระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งได้ครองเมืองจิ้น พระมเหษีนั้นมีพระราชบุตรสององค์ ชื่อซินเสงหนึ่ง ตงยี่หนึ่ง แลนางลิกี๋เปนพระสนมก็มีบุตรสององค์ ชื่อฮีเจ้หนึ่ง ต๊กจู๊หนึ่ง ครั้นอยู่มาพระมเหษีถึงแก่ความตาย ฝ่ายนางลิกี๋นั้นมีใจริษยา คิดว่านานไปแม้พระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งสวรรคต ราชสมบัติก็จะได้แก่ซินเสงกับตงยี่ อันลูกเราทั้งสองก็จะอยู่ในเงื้อมมือเขา จำเราจะคิดกลอุบายให้พระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งฆ่าซินเสงกับตงยี่เสีย ราชสมบัติก็จะได้แก่ลูกเรา

ครั้นอยู่มากลางคืนวันหนึ่ง เวลาประมาณสามยามเศษนั้น นางลิกี๋ตื่นนอนขึ้นแล้ว แสร้งทำร้องไห้ร่ำไรเปนอันมาก พระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งเห็นดังนั้นจึงตรัสถามนางลิกี๋ ว่าเหตุใดจึงร้องไห้ นางลิกี๋จึงทูลว่าข้าพเจ้าฝันเห็นว่า พระมเหษีของพระองค์ซึ่งถึงแก่ความตายนั้น เดิรเข้ามายังที่ข้างใน แล้วร้องไห้ร่ำว่าอดเข้าปลาอาหาร ข้าพเจ้าตื่นขึ้นให้มีความสงสารจึงร้องไห้รัก พระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งมิได้รู้ในกลสตรีจึงตรัสว่าเจ้าอย่าโศกเสร้าเลย เราจะให้แต่งโต๊ะไปเส้น มเหษีของเราก็จะได้กิน

ครั้นเวลาเช้ารับสั่งให้หาซินเสงกับตงยี่เข้ามาตรัสบอกเนื้อความทั้งปวงให้ฟัง แล้วให้เร่งแต่งโต๊ะเส้นศพมารดา ซินเสงกับตงยี่ก็มีความสงสารจึงให้ทำตามบิดาสั่ง แล้วเอาของซึ่งเซ่นนั้นมาถวายจะให้บิดาเสวยตามธรรมเนียม ฝ่ายนางลิกี๋จึงเอายาพิษลอบใส่ลงในของทั้งปวง ครั้นพระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งจะเสวย นางลิกี๋จึงว่าพระองค์อย่าเพ่อเสวยก่อน อันของนี้ทำมาแต่ภายนอก อย่าไว้ใจเกลือกจะมีอันตราย ขอให้ชันสูตร์ดูก่อนจึงเสวย พระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งเห็นชอบด้วย จึงให้เอานักโทษถึงตายซึ่งจำไว้ณคุกนั้นมากินของชันสูตร์ดู คนโทษนั้นกินเข้าไปก็ถึงแก่ความตาย พระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งเห็นดังนั้นก็ทรงพระโกรธจึงว่า ซินเสงกับตงยี่ใส่ยาพิษจะแกล้งฆ่าเราเสียหวังจะชิงเอาราชสมบัติ จึงสั่งขุนนางทั้งปวงให้เร่งไปจับซินเสงกับตงยี่ฆ่าเสีย ขุนนางทั้งปวงก็ออกไป

ในขณะนั้นคนสนิธจึงรีบออกไปบอกเนื้อความแก่ซินเสงตงยี่ตามรับสั่ง แลตงยี่ผู้น้องแจ้งดังนั้นจึงปรึกษาแก่ซินเสงผู้พี่ว่า บัดนี้ภัยมาถึงตัวเข้าแล้ว เราจะหนีเอาตัวรอดก่อน ซินเสงจึงตอบว่า ตัวเราเปนบุตร พระราชบิดาจะให้ลงโทษถึงตาย ครั้นจะหนีไปให้พ้นภัยนั้น ก็เหมือนหนึ่งหากตัญญูต่อบิดามิได้ ประการหนึ่งเล่า ธรรมดาผู้เปนเสนาบดีซึ่งเปนข้าราชการนั้น ทำความผิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ดี แม้พระมหากษัตริย์จะลงโทษ แลจะหนีซึ่งราชทัณฑ์นั้นไม่ควร เหมือนคนมิได้มีสัตย์ซื่อต่อพระมหากษัตริย์ อันตัวพี่นี้จะขอเข้าไปรับราชอาญากว่าจะสิ้นชีวิต ตงยี่ได้ฟังซินเสงผู้พี่ว่าดังนั้นก็ว่า ตัวข้าพเจ้าไม่ยอมตายเลย แล้วก็รีบหนีออกไปจากเมือง ฝ่ายซินเสงก็เข้ามา ครั้นขุนนางพบก็จับเอาตัวไปฆ่าเสียตามรับสั่ง

ครั้นอยู่มาพระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งสวรรคต ฮีเจ้กับต๊กจู๊ได้เสวยราชสมบัติอยู่สิบเก้าปี ฝ่ายตงยี่ซึ่งหนีไปอยู่นอกแดนนั้น ซ่องสุมทหารได้เปนอันมาก แล้วยกกองทัพกลับมาตีเอาเมืองจับฮิเจ้กับต๊กจู๊ฆ่าเสีย ตงยี่ก็ได้เสวยราชสมบัติแทนบิดามา แลนิทานนี้ท่านก็แจ้งอยู่ว่า ซึ่งจะอยู่ในเมืองนั้นก็ย่อมมีอันตรายฉนี้ ซึ่งไปอยู่นอกเมืองนั้นก็กลับได้ดีภายหลัง อันเมืองกังแฮนั้นก็ว่างเปล่าอยู่ ท่านจงคิดอ่านอ้อนวอนเล่าเปียวผู้เปนบิดาขอไปอยู่รักษาเมืองกังแฮดีกว่า แล้วอุตส่าห์กระทำความเพียรให้เหมือนตงยี่นั้น ภายหน้าก็จะมีความสุขสืบไป เล่ากี๋ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงคุกเข่าคำนับแล้วว่า ซึ่งท่านชี้แจงให้นี้คุณหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้าจะขอคิดอ่านทำตามคำท่าน ขงเบ้งก็ลาเล่ากี๋มาหาเล่าปี่ บอกเนื้อความให้ฟังทุกประการ

ครั้นเวลารุ่งเช้าเล่ากี๋จึงเข้าไปว่าแก่บิดาว่า บัดนี้ซุนกวนก็ฆ่าหองจอเสียแล้ว อันเมืองกังแฮก็ว่างเปล่าอยู่ ข้าพเจ้าจะขอไปรักษาไว้ เล่าเปียวยังมิได้ตอบประการใด จึงให้หาเล่าปี่มาปรึกษาตามคำเล่ากี๋ เล่าปี่จึงว่า อันเมืองกังแฮนั้นก็เปนที่คับขันอยู่ ซึ่งเล่ากี๋จะขอไปรักษาอยู่นั้นก็ควรนัก ด้วยเปนเมืองชายทเล อันซุนกวนจะยกมาได้ง่าย ขอท่านกับเล่ากี๋ช่วยกันรักษาอย่าให้ข้าศึกล่วงมาได้ ฝ่ายเหนือข้างทางโจโฉจะยกมานั้นเปนพนักงานข้าพเจ้าจะรับป้องกัน แล้วเล่าปี่ก็ลาเล่าเปียวกลับไปเมืองซินเอี๋ย ขณะนั้นเล่าเปียวจึงจัดทหารสามพันให้เล่ากี๋คุมไปรักษาเมืองกังแฮ

ฝ่ายโจโฉครั้นได้สุมาอี้มาไว้เปนที่ปรึกษา แลสุมาอี้นั้นเปนบุตรสุมาหองเจ้าเมืองโฮโล่ โจโฉนั้นมีใจกำเริบให้หาขุนนางแลทหารมาปรึกษาว่า จะยกกองทัพไปตีหัวเมืองชายทเลให้อยู่ในเงื้อมมือเราจงสิ้น ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด แฮหัวตุ้นจึงว่า บัดนี้ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่า เล่าปี่อยู่ณเมืองซินเอี๋ย ซ่องสุมผู้คนแล้วซ้อมหัดทหารให้ชำนาญไว้เปนอันมาก ถ้าจะละไว้นานไปจะกำจัดเล่าปี่นั้นขัดสน ขอให้เร่งแต่งกองทัพไปตีเมืองซินเอี๋ยเสียก่อนแล้วจึงคิดการต่อไป โจโฉเห็นชอบด้วย จึงให้แฮหัวตุ้นเปนแม่ทัพใหญ่ ให้ลิเตียนอิกิ๋มแฮหัวอันฮันโฮ นายทหารสี่คนนี้เปนปลัดทัพ คุมทหารสิบหมื่น จะให้ยกไปตีเมืองซินเอี๋ย ชีซีจึงว่าแก่แฮหัวตุ้นว่า ท่านจะไปทัพครั้งนี้อย่าประมาทดูเบาแก่เล่าปี่ ด้วยเล่าปี่ได้ขงเบ้งมาไว้เปนที่ปรึกษา อุปมาเหมือนเสืออันคะนองอยู่ในป่าใหญ่ ท่านเร่งระวังตัวจงดี

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็คิดสงสัยอยู่จึงถามว่า ขงเบ้งนั้นคือผู้ใด ชีซีจึงบอกว่า ขงเบ้งนั้นคือจูกัดเหลียง แลขงเบ้งคนนี้มีสติปัญญา การในอากาศแลแผ่นดินก็รู้ดูชำนาญสิ้น เสมอเทวดาเข้าดลใจ โจโฉจึงถามว่า ขงเบ้งมีสติปัญญานั้น จะเปรียบกับตัวท่านใครจะมีภาษีกว่ากัน ชีซีจึงว่า อันความคิดของข้าพเจ้านี้อุปมาเหมือนหนึ่งหิ่งห้อย อันสติปัญญาขงเบ้งดังหนึ่งรัศมีพระจันทร์

แฮหัวตุ้นได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่าแก่โจโฉว่า ชีซีแกล้งยกย่องขงเบ้งหวังจะให้ท่านคิดย่อท้อ อันข้าพเจ้ายกไปครั้งนี้จะจับตัวเล่าปี่ขงเบ้งมาให้จงได้ ถ้ามิได้สมดังปากว่า ท่านจงตัดสีสะข้าพเจ้าแทนเถิด โจโฉจึงว่า ท่านจะยกไปตีเมืองซินเอี๋ย ถ้าได้ทีประการใดจงบอกข้อราชการมาถึงเราเนืองๆ แฮหัวตุ้นรับคำโจโฉแล้ว ก็ลาออกมาจัดแจงทหารทั้งปวงตามกระบวรทัพแล้วก็ยกออกมาจากเมืองฮูโต๋

ฝ่ายเล่าปี่ตั้งแต่ได้ขงเบ้งมาไว้แล้วก็ปฏิบัติดังอาจารย์ทุกเวลามิได้ขาด กวนอูเตียวหุยเห็นดังนั้นก็มีความน้อยใจจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ขงเบ้งนั้นอายุยี่สิบเจ็ดปีอ่อนกว่าท่านอีก แล้วก็ยังมิได้ปรากฎปัญญาแลความคิดก่อน เหตุใดท่านจึงมาคำนับขงเบ้งดังอาจารย์ฉนี้ เล่าปี่จึงตอบว่า ตัวเรานี้อุปมาเหมือนปลาเกลือกอยู่บนดอน ซึ่งได้ขงเบ้งมาไว้นี้เหมือนเราเกลือกลงมาถึงน้ำได้ เจ้าทั้งสองไม่รู้ก็อย่าว่าเลย แม้รู้ถึงขงเบ้งก็จะมีความน้อยใจ พอมีคนเอาขนจามรีมาให้เล่าปี่ถักหมวกเล่น ขงเบ้งเดิรมาเห็นเล่าปี่นั่งถักขนจามรีก็โกรธจึงว่า การซึ่งจะป้องกันรักษาตัวเหตุใดจึงไม่คิด ท่านมานั่งถักขนจามรีเล่นอยู่ฉนี้ไม่ควร

เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงวางหมวกนั้นเสียคำนับขงเบ้งแล้วว่า เราไม่สบายใจ จึงเอาขนจามรีถักหมวกเล่นหวังจะให้คลายความทุกข์ ขงเบ้งจึงว่า ทุกวันนี้ทหารเรามีประมาณหมื่นเศษ แลท่านนิ่งเสียไม่คิดอ่านป้องกันรักษาตัวฉนี้ แม้โจโฉยกมาท่านจะคิดอ่านประการใด เล่าปี่จึงว่า ทุกวันนี้เราก็คิดวิตกอยู่ ถ้าท่านจะให้คิดอ่านป้องกันประการใดก็จงช่วยแนะนำให้เถิด ขงเบ้งจึงว่า บัดนี้ทหารเราก็น้อยนัก ให้ท่านเร่งคิดอ่านเกลี้ยกล่อมทหารให้มากขึ้นอีก แม้กองทัพโจโฉยกมาข้าพเจ้าจะรับจัดแจงสู้รบมิให้เสียที

เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ตั้งเกลี้ยกล่อมได้ทหารสามพัน บัญจบกันกับทหารเก่า แล้วก็สั่งให้ขงเบ้งฝึกสอนมิได้ขาด ขณะนั้นกิตติศัพท์รู้ว่าแฮหัวตุ้นคุมทหารสิบหมื่น ยกจากเมืองฮูโต๋จะมาตีเมืองซินเอี๋ย เตียวหุยจึงว่าแก่กวนอูว่า กองทัพแฮหัวตุ้นยกมาครั้งนี้เราทำเปนนิ่งเสีย ให้ขงเบ้งคิดอ่านออกสู้รบลองฝีมือความคิดดูสักครั้งหนึ่ง จะได้ประจักษ์แก่ตาว่าดีแลชั่ว เล่าปี่จึงหาขงเบ้งมาปรึกษาว่า บัดนี้โจโฉให้ยกทัพมา ท่านจะคิดอ่านป้องกันประการใด ขงเบ้งจึงว่า ซึ่งกองทัพโจโฉยกมานั้นไม่เปนไรนัก พอจะคิดอ่านแก้ไขเอาชัยชนะได้ แต่น้องท่านทั้งสองนั้นน้ำใจดื้อดึง มิได้นับถืออยู่ในถ้อยคำข้าพเจ้า แม้ท่านจะให้ข้าพเจ้าจัดแจงสู้กับกองทัพโจโฉครั้งนี้ ข้าพเจ้าจะขอกระบี่กับตราอาญาสิทธิ์ไว้ จะได้บังคับทหารทั้งปวงให้สิทธิ์ขาด เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็มอบกระบี่แลตราอาญาสิทธิ์ให้ขงเบ้งแล้วสั่งว่า แต่บันดาทหารผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวง ให้อยู่ในบังคับบัญชาขงเบ้งจงสิ้น แม้ผู้ใดขัดขืนไม่ทำตามถ้อยคำขงเบ้งก็จะให้ตัดสีสะเสีย เตียวหุยแจ้งว่าเล่าปี่สั่งดังนั้นจึงว่าแก่กวนอูว่า บัดนี้พี่เราให้อาญาสิทธิ์แก่ขงเบ้งแล้ว แม้ขงเบ้งจะบังคับบัญชากิจการก็อย่าเพ่อขัดขืน จงทำตามลองดูสักครั้งหนึ่งก่อน จะได้เห็นความคิดขงเบ้ง

ฝ่ายขงเบ้งจึงว่าแก่ทหารทั้งปวงว่า ตำบลทุ่งพกบ๋องนอกเมืองซินเอี๋ยนี้เปนที่ชอบกล มีเขาอีสันอยู่ข้างขวา ป่าอันหลิมอยู่ข้างซ้าย เห็นเราจะซุ่มทหารไว้ได้ ขงเบ้งจึงให้มีหนังสือไปหาตัวจู่ล่งมาแต่เมืองห้วนเสีย แล้วจึงแต่งให้กวนอูเตียวหุยคุมทหารคนละพัน ให้กวนอูยกไปตั้งซุ่มอยู่ณเขาอีสัน ให้เตียวหุยไปตั้งซุ่มอยู่ณป่าอันหลิม จึงสั่งว่า ถ้าเห็นกองทัพแฮหัวตุ้นยกมาแล้ว ท่านจงสงบทหารไว้อย่าเพ่อยกออกตีก่อน ปล่อยให้กองทัพล่วงเข้ามา ถ้าเห็นแสงเพลิงข้างทิศใต้เมื่อใด จึงให้ยกทหารออกตีกระหนาบตัดท้ายเผาสเบียงเสียให้จงได้ แล้จึงแต่งให้กวนเป๋งกับเล่าฮองสองนายคุมทหารห้าร้อย มีคบเพลิงทุกตัวคน ให้ยกไปซุ่มอยู่ณชายทุ่งพกบ๋องแล้วกำหนดว่า ถ้าเห็นแฮหัวตุ้นยกทหารมาถึงที่นั่นแล้ว เวลายามหนึ่งให้จุดเพลิงขึ้น จึงแต่งให้จูล่งคุมทหารยกไปเปนกองหน้า แล้วสั่งว่าท่านจะรบกับแฮหัวตุ้นครั้งนี้อย่าเห็นแก่ชัยชนะเลย จงทำแพ้ถอยเสียทีให้ไล่เลยเข้ามาเถิด แล้วขงเบ้งจึงกำชับว่า ซึ่งคำเราสั่งไปครั้งนี้ท่านทั้งปวงอย่าได้ละเมิด จงกระทำตามถ้อยคำเราทุกประการ แล้วให้เล่าปี่นั้นคุมทหารยกเปนกองหนุนจูล่ง

กวนอูจึงว่าแก่ขงเบ้งว่า ท่านจัดแจงเราทั้งปวงให้ยกไปทำการทั้งนี้ก็เห็นชอบอยู่ แลตัวท่านนั้นจะทำเปนประการใดเล่า ขงเบ้งจึงบอกแก่กวนอูว่า ท่านทั้งปวงยกไปแล้วเราก็จะอยู่รักษาเมือง เตียวหุยจึงตบมือหัวเราะแล้วว่า ซึ่งท่านว่ากล่าวทั้งนี้ก็เห็นว่าท่านมีสติปัญญาจริง คิดเอาความสบายแต่ตัว อันเราทั้งปวงนี้จะออกไปสู้ความตาย ท่านจะอยู่รักษาเมืองจงแต่งโต๊ะกินเล่นให้สบายใจเถิด

ขงเบ้งจึงว่า บัดนี้เล่าปี่ก็ให้กระบี่อาญาสิทธิ์อยู่กับมือเรา แลท่านมาบิดพลิ้วขัดขวางอยู่ฉนี้เห็นไม่ชอบ แม้เราไม่ทำตามอาญาสิทธิ์ นานไปเบื้องหน้าที่ไหนจะบังคับทหารสืบไปได้ ก็จะเสียการไป

เล่าปี่จึงว่าแก่กวนอูเตียวหุยว่า ท่านทั้งสองไม่รู้หรือว่าท่านผู้มีสติปัญญานั้น ถึงมาทว่าจะนั่งนอนหลับตาอยู่ในเรือน มิได้เห็นกิจการทั้งปวงเลยก็ดี ก็อาจสามารถจะคิดเอาชัยชนะแก่ข้าศึกร้อยพันได้ น้องเราทั้งสองอย่าได้ขัดขวางขงเบ้งเลย กวนอูได้ยินดังนั้นจึงพูดแก่เตียวหุยว่า แม้เราจะขัดขวางไว้ทั้งนี้ก็จะเคืองใจพี่เรา จำจะทำตามถ้อยคำขงเบ้งก่อน เมื่อมิสมเหมือนปัญญาแลความคิดภายหลังจึงค่อยว่า กวนอูเตียวหุยก็ลาออกมายังที่อยู่

ขงเบ้งจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า เวลาพรุ่งนี้กองทัพแฮหัวตุ้นจะยกมาถึง ขอท่านยกทหารรีบออกไปตั้งอยู่เปนกองหนุนจูล่งณเชิงเขาอีสันเถิด ข้าพเจ้ากับบิต๊กบิฮองจะคุมทหารอยู่รักษาเมือง แล้วจะแต่งโต๊ะให้ซุนเขียนกับกันหยงคุมออกไปรับท่านณกลางทาง ให้ทหารกินเลี้ยงเล่นให้สบายใจ เล่าปี่ได้ฟังขงเบ้งว่าดังนั้นก็ยกกองทัพไป แต่ว่ายังสงสัยมิได้เชื่อลงเปนแท้

ฝ่ายกองทัพแฮหัวตุ้นยกมาใกล้จะถึงทุ่งพกบ๋องแล้ว ก็จัดแจงทหารทั้งปวงยกมาเปนลำลอง ให้พลสเบียงนั้นยกตามมาภายหลัง พอถึงเวลาพลบค่ำก็ถึงตำบลทุ่งพกบ๋อง แลไปข้างหน้าเห็นผลคลีฟุ้งตลบเปนควันอยู่ จึงให้หยุดทหารทั้งปวงสงบไว้แล้วให้อิกิ๋มคุมทหารอยู่ แฮหัวตุ้นก็ขับม้ารีบขึ้นไปข้างหน้า พอเห็นกองทัพจูล่งยกมาก็หัวเราะ ทหารทั้งปวงจึงถามว่า เหตุใดท่านจึงหัวเราะ แฮหัวตุ้นจึงบอกว่า เราคิดถึงถ้อยคำชีซีก็กลั้นหัวเราะมิได้ แลชีซีนั้นสรรเสริญสติปัญญาขงเบ้งแก่มหาอุปราชต่อหน้าเราวันนั้น ดังหนึ่งจะหยั่งรู้ตลอดไปในแผ่นดินแลอากาศ บัดนี้เราเห็นขงเบ้งแต่งกองทัพยกมาดังหนึ่งทารกหาปัญญามิได้ ประดุจหนึ่งไล่ฝูงเนื้อเข้ามาสู่ปากเสือ ซึ่งถ้อยคำเราว่าไว้แก่มหาอุปราชว่า จะจับตัวขงเบ้งให้ได้นั้น เห็นจะสมคำของเราในครั้งนี้เปนมั่นคง แล้วแฮหัวตุ้นก็คุมทหารรีบยกขึ้นไป

ฝ่ายจูล่งเห็นดังนั้นก็ขับม้าขึ้นมาหน้าทหารทั้งปวง แฮหัวตุ้นจึงร้องด่าว่ามึงนี้โฉดเขลาหาปัญญามิได้ มาอยู่เปนทหารเล่าปี่ดังหนึ่งผีท้องเลวเที่ยวตามกินเครื่องเส้นหานิยมมิได้ จูล่งได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงขับม้าขึ้นไปสู้กับแฮหัวตุ้นได้ประมาณห้าเพลง แล้วก็ชักม้ากลับหลังพาทหารทั้งปวงทำถอยหนีมา แฮหัวตุ้นเห็นได้ทีดังนั้นก็ขับม้าแลทหารทั้งปวงไล่ติดตามขึ้นไปทางประมาณห้าร้อยเส้น ฮันโฮจึงขับม้ารีบขึ้นไปสกัดหน้าแฮหัวตุ้นไว้แล้วก็ห้ามว่า ขอท่านได้ยับยั้งหยุดอยู่ก่อน อันจูล่งคนนี้มีฝีมือเข้มแขงนัก สู้กับท่านยังไม่ทันเหนื่อยพัก แลชักม้าถอยไปนั้นเห็นผิดอยู่ เกลือกจะทำกลอุบายซุ่มทหารไว้คอยรบกระหนาบเอาชัยชนะแก่ท่าน แฮหัวตุ้นจึงว่า ถึงมาทว่าจูล่งจะทำกลซุ่มทหารไว้สักสิบตำบลก็ดี เราก็ไม่ย่อท้อ แล้วแฮหัวตุ้นก็ขับม้าพาทหารรีบตามไปทางประมาณอีกห้าสิบเส้น

ฝ่ายเล่าปี่เห็นแฮหัวตุ้นยกทหารติดตามจูล่งมาดังนั้น จึงให้จุดประทัดสัญญาขึ้น แล้วก็ยกหนุนจูล่งขึ้นไป ขณะนั้นแฮหัวตุ้นเห็นกองทัพเล่าปี่ยกหนุนออกมาดังนั้นก็หัวเราะ แล้วก็บอกแก่ฮันโฮว่า ขงเบ้งแต่งกองทัพซุ่มไว้ฉนี้ ท่านเห็นแล้วหรือ น่ากลัวนักหนา เวลาวันนี้เราจะรีบยกไปเหยียบเมืองซินเอี๋ยเสียให้ได้ ถ้ามิได้เราไม่ขอกลับไปให้มหาอุปราชเห็นหน้าเลย แล้วแฮหัวตุ้นก็ขับทหารรีบรุกตามขึ้นไป เล่าปี่กับจูล่งก็มิได้ต่อสู้ ทำถอยหนีมา พอถึงเวลาประมาณยามเศษเกิดพายุมืดฟ้ามัวฝนขึ้น

ฝ่ายอิกิ๋ม ลิเตียนคุมสเบียงยกตามแฮหัวตุ้นมาภายหลังนั้น ลิเตียนจึงปรึกษากันว่า บัดนี้กองทัพนายเรายกล่วงเข้าไปในแดนเมืองซินเอี๋ยเปนเวลาค่ำ หนทางเดิรมิสดวก ต้องบุกป่าฝ่าแขมมาดังนี้ ถ้าข้าศึกลอบมาจุดเพลิงขึ้นข้างหลังเราจะมิพากันตายเสียสิ้นหรือ อิกิ๋มจึงว่าแก่ลิเตียนว่า ท่านว่าทั้งนี้ชอบนัก ถ้าฉนั้นท่านจงคุมลูกหาบหยุดอยู่ที่นี่ ตัวเราจะรีบขึ้นไปตามห้ามแฮหัวตุ้นไว้ ลิเตียนเห็นชอบด้วย จึงห้ามทหารลูกหาบทั้งปวงให้หยุดอยู่ อิกิ๋มก็ขับม้ารีบตามขึ้นไปทันแฮหัวตุ้นเข้าจึงห้ามว่า ท่านยกพลทหารรีบล่วงเมืองซินเอี๋ยเข้ามานี้เปนเวลากลางคืน หนทางก็เดิรยาก ข้างหนึ่งเปนเขา ข้างหนึ่งเปนป่าแขม แม้ข้าศึกมาซุ่มอยู่ลอบจุดเพลิงขึ้นก็จะเสียท่วงที ขอท่านหยุดกองทัพไว้ก่อน

แฮหัวตุ้นได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ได้สติเห็นชอบด้วย จึงให้หยุดทหารไว้ ขณะนั้นเล่าฮองกวนเป๋ง ซึ่งคุมทหารคนละห้าร้อยซุ่มอยู่สองข้างทางนั้น ก็จุดเพลิงขึ้นพร้อมกัน กวนอูซึ่งคุมทหารลงไปโอบหลังอยู่นั้น แลเห็นแสงเพลิงสว่างขึ้นทั้งสี่ทิศด้วยกำลังลมพายุดังนั้น ก็โห่ร้องยกทหารตีรุกเข้ามา ฝ่ายทหารแฮหัวตุ้นก็ตกใจ วิ่งแตกตื่นเหยียบกันตายเปนอลหม่าน บ้างหนีไฟมิพ้นก็ตายในเพลิงเปนอันมาก จูล่งเห็นได้ทีดังนั้นก็ยกทหารกลับเข้าตีกระทบลงมา แฮหัวตุ้นเสียทีรับมิทันก็ขับม้าฝ่าเพลิงหนีออกไป อิกิ๋มเห็นแฮหัวตุ้นทิ้งทหารเสียดังนั้น อยู่มิได้ก็ขับม้าตามไป ลิเตียนซึ่งคุมสเบียงอยู่กองหลัง ครั้นเห็นกวนอูตีขนาบหลังเข้ามา ได้สู้รบกันเปนสามารถ เห็นเหลือกำลังก็ขับม้าหนี

ฝ่ายแฮหัวอันแลฮันโฮซึ่งอยู่ในกองหน้านั้น ขับม้ารีบกลับลงมาหวังจะช่วยป้องกันรักษาสเบียงให้พ้นจากเพลิง พอพบเตียวหุยยกออกมาจากป่าอันหลิมก็เข้าสู้รบกัน เตียวหุยเอาทวนแทงแฮหัวอันตกม้าตาย ฮันโฮเห็นจะต้านทานมิได้ก็ขับม้าหนี แลพลทหารฝ่ายเล่าปี่ก็ไล่ฆ่าฟันทหารแฮหัวตุ้นในเวลากลางคืนนั้นโลหิตไหลแดงไปทั้งป่า ศพดาษไปดังขอนไม้ ครั้นเวลารุ่งเช้าแฮหัวตุ้นได้ทหารซึ่งเหลือตายแตกมานั้นยกกลับไปเมืองฮูโต๋ ฝ่ายกวนอูเตียวหุยจูล่ง ครั้นมีชัยชนะแก่แฮหัวตุ้นดังนั้นก็ชวนกันสรรเสริญว่า ปัญญาแลความคิดขงเบ้งนั้นเห็นปรากฎจริงในครั้งนี้แล้ว

ฝ่ายขงเบ้งครั้นเวลาเช้าก็ขึ้นเกวียนพาทหารคุมโต๊ะออกมาตามเล่าปี่ ครั้นเล่าปี่กวนอูเตียวหุยจูล่งยกกลับมาพบขงเบ้งที่กลางทาง ก็มีความยินดีต่างคนก็เข้าไปคำนับขงเบ้ง ๆ จึงให้ทหารทั้งปวงกินโต๊ะ เลี้ยงดูกันสนุกสบาย แล้วก็ยกกลับเข้ามาเมืองซินเอี๋ย



[๑] ในเรื่องเลียดก๊ก

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ