ตอนที่ ๓๑

ฝ่ายเล่าปี่ซึ่งอยู่ในเมืองเกงจิ๋วนั้น เล่าเปียวก็ทำนุบำรุงถึงขนาด ขณะนั้นพอม้าใช้เอาเนื้อความมาบอกแก่เล่าเปียวว่า เตียวบูกับตันสูนซึ่งท่านให้คุมทหารไปลาดตะเวนทางด่านเมืองกังแฮต่อแดนเมืองกังตั๋งนั้น บัดนี้เตียวบูกับตันสูนนั้น คุมทหารเที่ยวตีชิงเอาทรัพย์สิ่งสินของอาณาประชาราษฎร แล้วมีใจกำเริบตั้งแขงอยู่ณเมืองกังแฮ เล่าเปียวแจ้งดังนั้นก็ตกใจ จึงปรึกษาแก่ทหารทั้งปวงว่า เราจะคิดอ่านประการใด เล่าปี่จึงว่า ซึ่งเตียวบูกับตันสูนคิดร้ายต่อท่านนั้น ข้าพเจ้าจะขออาสาไปกำจัดเสียให้จงได้ เล่าเปียวได้ฟังดังนั้นจึงเกณฑ์ทหารให้สามหมื่น เล่าปี่จึงพากวนอูเตียวหุยจูล่งคุมทหารยกไปถึงแดนเมืองกังแฮ แล้วก็ให้ตั้งค่ายมั่นไว้

ฝ่ายเตียวบูตันสูนรู้ดังนั้น ก็คุมทหารออกมาจะรบด้วยเล่าปี่ ๆ จึงคุมทหารออกจากค่าย แล้วพากวนอูเตียวหุยจูล่ง ขับม้าขึ้นไปหน้าทหารทั้งปวง เล่าเห็นม้าซึ่งเตียวบูขี่นั้นมีลักษณฝีเท้ารวดเร็วนัก แล้วว่าแก่กวนอูเตียวหุยจูล่งว่า ม้าซึ่งเตียวบูขี่นั้นดี ทำประการใดเราจะได้มาไว้ จูล่งจึงว่า ท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจะอาสาออกไปจับม้านั้นมาให้จงได้ แล้วก็ขับม้ารำทวนออกไปรบด้วยเตียวบูได้สามเพลง จูล่งเอาทวนแทงเตียวบูตาย แล้วจับม้านั้นจะเอามาให้เล่าปี่ ตันสูนเห็นดังนั้นก็โกรธ ขับม้ารำง้าวออกมาจะรบชิงเอาม้าคืน พอเตียวหุยเหลือบเห็นก็ขับม้าออกไปสกัดหน้าไว้ แล้วเอาทวนแทงถูกตันสูนตกม้าตาย ทหารเตียวบูตันสูนแตกไปบ้าง พากันเข้าด้วยเล่าปี่บ้าง

ขณะนั้นเล่าปี่ปราบปรามราษฎรชาวเมืองกังแฮให้อยู่เปนปรกติแล้วก็ยกกลับมา ฝ่ายเล่าเปียวรู้ข่าวก็ออกไปรับเล่าปี่ถึงประตูเมือง แล้วพาเล่าปี่เข้ามา เล่าปี่จึงเล่าเนื้อความให้เล่าเปียวฟังทุกประการ เล่าเปียวมีความยินดี ให้แต่งโต๊ะเลี้ยงเล่าปี่ ขณะเมื่อเล่าปี่เสพย์สุราอยู่นั้น เล่าเปียวจึงสรรเสริญเล่าปี่ว่า เจ้าเปนน้องเรามีสติปัญญาแลฝีมือเปนอันมาก แต่พี่มีความวิตกอยู่ว่าเมืองเรานี้เปนเมืองหน้าด่าน เกรงซุนกวนเจ้าเมืองกังตั๋งหนึ่ง เตียวฬ่อเจ้าเมืองตังฉวนหนึ่ง กับเมืองลำอวดซึ่งอยู่นอกแดนเมืองจีนหนึ่ง เกลือกจะยกมาทำอันตรายเมืองเรา เล่าปี่จึงตอบว่า ทหารข้าพเจ้ามีสามคนล้วนมีฝีมือกล้าหาญ ถ้าท่านเห็นว่าด่านทางตำบลใดเปนที่สำคัญ ก็ให้ไปตั้งป้องกันรักษาอยู่เถิด

เล่าเปียวแจ้งดังนั้นก็มีความยินดี จึงให้นำทหารนั้นมาดู แล้วให้เตียวหุยคุมทหารไปรักษาด่านต่อแดนเมืองลำอวด ให้กวนอูคุมทหารไปตั้งรักษาด่านข้างแดนเมืองตังฉวน จูล่งนั้นให้คุมทหารไปตั้งรักษาด่านเอาเมืองเกงจิ๋ว ต่อแดนเมืองกังตั๋ง ขณะนั้นเล่าเปียวไว้ใจ มิได้คิดเกรงว่าศึกเมืองใดจะยกมาทำอันตราย

ครั้นอยู่มาวันหนึ่งชัวมอจึงเข้ามาบอกแก่นางชัวฮูหยินผู้พี่ ซึ่งเปนภรรยาเล่าเปียว ว่าบัดนี้เล่าเปียวเชื่อถือเล่าปี่ ให้ทหารเล่าปี่ทั้งสามคนนั้นคุมทหารออกไปตั้งอยู่ปลายแดนทั้งสามตำบล ตัวเล่าปี่นั้นอยู่ในเมือง นานไปข้าพเจ้าเห็นจะมีภัยถึงเล่าเปียวเปนมั่นคง แล้วชัวมอก็ลาออกไป ครั้นเวลาค่ำนางชัวฮูหยินจึงแกล้งแต่งกลมารยาบอกแก่เล่าเปียวว่า ทุกวันนี้ข้าพเจ้ารู้ข่าวว่าชาวเมืองเกงจิ๋วไปมาหาสู่เล่าปี่เปนอันมาก ขอท่านเร่งระวังตัวจงหนัก หาไม่จงคิดอ่านให้เล่าปี่ไปอยู่รักษาเมืองอื่นซึ่งขึ้นแก่เมืองเราดีกว่า ถ้าท่านมิฟังข้าพเจ้าเห็นภัยจะมาถึงตัวท่าน เล่าเปียวจึงตอบว่า อันเล่าปี่นั้นเปนคนสัตย์ซื่อมิได้คิดร้ายต่อเรา นางชัวฮูหยินจึงตอบว่า ซึ่งท่านจะประมาณใจเล่าปี่ว่าซื่อนั้น เกลือกเขาจะไม่ซื่อเหมือนใจท่าน เล่าเปียวก็มิได้ตอบประการใด

ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง เล่าเปียวขี่ม้าพาทหารออกไปเที่ยวนอกเมือง เล่าปี่ก็ขี่ม้าตามไป เล่าเปียวเห็นม้าเล่าปี่งามจึงถามว่า ม้านี้ท่านได้มาแต่ไหน เล่าปี่ก็บอกว่าม้านี้ของเตียวบู ครั้นเจ้าของตายแล้วข้าพเจ้าจึงได้มาไว้ เล่าเปียวแจ้งดังนั้นก็พิศดูม้าแล้วชมว่างามเปนหลายคำ เล่าปี่เห็นเล่าเปียวมีใจรักม้านั้น จึงลงเสียจากม้าแล้วว่า ม้านี้ท่านพอใจหรือ ข้าพเจ้าให้แล้วจงเอาไว้ขี่เล่นเถิด เล่าเปียวมีความยินดี ก็ขึ้นม้านั้นกลับเข้ามาเมือง เกงอวดจึงถามเล่าเปียวว่า ม้านี้ท่านได้มาแต่ไหน เล่าเปียวจึงบอกว่า ม้านี้ของเตียวบูเล่าปี่ไปรบได้เอามาให้เรา เกงอวดจึงพิเคราะห์ดูม้า เห็นลักษณร้ายแล้วจึงว่า เกงเหลียงผู้พี่ข้าพเจ้านั้นรู้ดูลักษณะม้าว่าดีแลร้าย ครั้นเกงเหลียงจะใกล้ตาย จึงบอกตำราให้ข้าพเจ้าเรียนไว้ แลข้าพเจ้าเห็นม้าตัวนี้มีฝีเท้ารวดเร็วอยู่ก็จริง แต่ลักษณะร้าย ที่ริมจักษุทั้งสองข้างล่างนั้นเปนร่องน้ำตา ที่ขวันนั้นมีขนร้ายแซมอยู่ เตียวบูขี่รบศึกจึงถึงแก่ความตาย ซึ่งท่านจะเอาม้านี้ขี่นั้นไม่ควร ด้วยลักษณะม้านี้ให้โทษแก่เจ้าของ

เล่าเปียวแจ้งดังนั้นก็เชื่อคำเกงอวด ครั้นเวลารุ่งเช้าจึงให้หาตัวเล่าปี่มากินโต๊ะแล้วว่า ซึ่งเจ้าให้ม้าเรานั้นขอบใจนัก แต่ตัวเราไม่ได้ไปทำสงคราม เจ้าจงเอาม้านี้ไว้ขี่สำหรับทำการศึกเถิด เล่าปี่มิได้รู้เหตุก็มีความยินดี จึงคำนับเล่าเปียวแล้วให้คนรับเอาม้านั้นไป เล่าเปียวจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า สเบียงอาหารในเมืองซินเอี๋ยก็บริบูรณ์ เจ้าจงยกครอบครัวแลทหารออกไปอยู่รักษาเมืองซินเอี๋ยเถิด เล่าปี่ก็รับคำ ครั้นเวลารุ่งเช้าจึงจัดแจงทหารแล้วพาครอบครัวไป เล่าปี่ขี่ม้าตัวนั้นออกจากเมืองเกงจิ๋ว พอพบอีเจี้ยซึ่งอยู่ด้วยเล่าเปียว เล่าปี่จึงลงจากม้าคำนับอีเจี้ย

ฝ่ายอีเจี้ยจึงบอกเล่าปี่ว่า เวลาวานนี้ข้าพเจ้าได้ยินเกงอวดบอกแก่เล่าเปียวว่า ม้าตัวนี้ชื่อเต๊กเลา ลักษณร้ายให้โทษแก่เจ้าของ เล่าเปียวเกรงอยู่จึงคืนให้ท่าน ๆ ไม่รู้หรือจึงเอามาขี่ เล่าปี่แจ้งดังนั้นจึงว่าซึ่งท่านบอกเรานี้ก็ขอบใจ ข้อซึ่งดีแลร้ายนั้นก็ตามแต่บุญแลกรรมเรามิได้ถือ แล้วเล่าปี่ก็ลาอีเจี้ยไปถึงเมืองซินเอี๋ย ทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎรโดยสุจริต ชาวเมืองทั้งปวงมีใจรักเล่าปี่เปนอันมาก ฝ่ายอีเจี้ยไปมาหาสู่มิได้ขาด

ขณะนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้เสด็จมาอยู่ในเมืองฮูโต๋ได้สิบสองปี ฝ่ายนางกำฮูหยินซึ่งเปนภรรยาใหญ่เล่าปี่มีครรภ์แก่อยู่แล้ว ครั้นเดือนสามข้างขึ้นเวลากลางคืนนั้น นางกำฮูหยินได้ยินเสียงนกวายุภักษ์ร้องอยู่ตรงหลังคาประมาณสี่สิบคำ แล้วได้ยินร้องไปสู่ทิศตวันตก แลมีกลิ่นเครื่องหอมนั้นบันดาลฟุ้งตลบไปในตึกที่อยู่ แล้วนางกำฮูหยินก็คลอดบุตรออกมาเปนชาย แลเมื่อนางกำฮูหยินแรกมีครรภ์นั้น นิมิตฝันว่าได้กลืนดาวจรเข้เข้าไว้ในครรภ์ เล่าปี่จึงให้ชื่อบุตรว่าอาเต๊า เพราะเหตุว่าอาเต๊านั้นภาษาจีนว่าดาวจรเข้ พอเล่าปี่รู้ข่าวว่าโจโฉยกไปหัวเมืองฝ่ายเหนืออีก เล่าปี่จึงเข้าไปเมืองเกงจิ๋ว แล้วบอกเล่าเปียวว่า บัดนี้โจโฉยกกองทัพไปหัวเมืองฝ่ายเหนือ ข้าพเจ้าคิดจะให้ท่านเกณฑ์ทหารในเมืองเกงจิ๋วแลเมืองขึ้นให้สิ้นเชิง ยกไปตีเมืองฮูโต๋เห็นจะได้โดยง่าย เล่าเปียวจึงตอบว่า ตัวเรามีเมืองขึ้นถึงเก้าหัวเมืองก็พอจะเปนสุขอยู่ ซึ่งจะคิดอ่านล่วงไปทำอันตรายเขาก่อนนั้นไม่ควร ถ้าเขายกมาทำร้ายเราจึงค่อยคิดป้องกันรักษาเมืองไว้ดีกว่า เล่าปี่มิได้ตอบประการใด เล่าเปียวจึงพาเล่าปี่ไปกินโต๊ะอยู่ที่ข้างใน

ขณะเมื่อกินโต๊ะอยู่นั้น เล่าเปียวทอดใจใหญ่ เล่าปี่จึงถามว่า ท่านทอดใจใหญ่ด้วยเหตุสิ่งใด เล่าเปียวจึงว่า เรามีความทุกข์ในใจสุดที่จะ หยิบออกปรับทุกข์ได้ เล่าปี่จึงอ้อนวอนว่าความทุกข์ของท่านข้อใดจงบอกให้รู้ด้วย พอเล่าเปียวเห็นนางชัวฮูหยินซึ่งเปนภรรยานั้นเยี่ยมหน้าออกมา เล่าเปียวก็สั่นสีสะให้เล่าปี่ ครั้นกินโต๊ะแล้วเล่าปี่ก็ลาเล่าเปียวกลับไปเมืองซินเอี๋ย พอรู้ข่าวโจโฉยกกองทัพกลับมาเมืองฮูโต๋แล้ว เล่าปี่จึงทอดใจใหญ่คิดเสียดายการ ด้วยเล่าเปียวไม่ทำตาม แม้จะยกกองทัพไปก็จะได้เมืองฮูโต๋โดยง่าย

ขณะนั้นม้าใช้มาบอกเล่าปี่ว่า เล่าเปียวให้เชิญเข้าไปเมืองเกงจิ๋ว เล่าปี่ก็ไปคำนับเล่าเปียวแล้วว่า ท่านให้หาข้าพเจ้ามาด้วยเหตุสิ่งใด เล่าเปียวจึงบอกว่า เมื่อเจ้าจะให้เกณฑ์ทหารไปตีเมืองฮูโต๋เราไม่ยอมนั้นเพราะเราคิดผิด บัดนี้เราได้ยินข่าวว่าโจโฉยกกลับมาถึงเมืองฮูโต๋แล้วจะคิดอ่านยกกองทัพมาตีเมืองเรา เล่าปี่จึงตอบว่า ท่านจะด่วนเสียใจนั้นไม่ควร ทุกวันนี้แผ่นดินก็เปนจลาจลอยู่ ถ้าโจโฉยกไปทำการศึกแห่งใดเห็นได้ทีแล้ว จงยกกองทัพไปโจมตีเอาเมืองฮูโต๋ก็จะได้อยู่ เล่าเปียวเห็นชอบด้วยจึงว่า ซึ่งเจ้าคิดทั้งนี้ควรนัก แล้วก็ชวนเล่าปี่กินโต๊ะ ขณะเมื่อเสพย์สุราอยู่นั้น เล่าเปียวคิดถึงความทุกข์ขึ้นมาก็ร้องไห้ เล่าปี่เห็นดังนั้นจึงถามว่า เหตุสิ่งใดท่านจึงโศกเสร้า เล่าเปียวจึงตอบว่า ความทุกข์ในอกเรานี้ใหญ่หลวงนัก ครั้งหนึ่งเจ้าถามครั้นจะบอกเนื้อความก็ไม่ทันที เล่าปี่จึงว่า ความทุกข์ท่านสิ่งใดจงบอกให้ข้าพเจ้าแจ้งเถิด ถึงมาทว่าท่านจะใช้สอยไปก็ดี ข้าพเจ้าจะคิดอ่านอาสาไปกว่าจะสิ้นชีวิต

เล่าเปียวจึงบอกว่า นางต้านซีภรรยาของเราซึ่งตายนั้น มีบุตรอยู่คนหนึ่งชื่อเล่ากี๋ ปัญญานั้นฉลาดเฉลียวอยู่ แต่เปนคนใจเย็น เห็นจะคิดการสิ่งใดไม่ตลอด แลเล่าจ๋องบุตรนางชัวฮูหยินซึ่งเปนภรรยาเราทุกวันนี้ มีสติปัญญาฉลาด จะคิดสิ่งไรก็หนักแน่น ดีกว่าเล่ากี๋ผู้พี่ บัดนี้เราคิดว่าจะให้เล่าจ๋องเปนเจ้าเมืองแทนเรา แต่เกรงอยู่ว่าผิดธรรมเนียมโบราณ คนทั้งปวงก็จะคระหานินทาได้ ครั้นจะตั้งเล่ากี๋ผู้พี่ให้เปนเจ้าเมืองตามประเพณีเล่า ก็เกรงอยู่ว่าญาติพี่น้องนางชัวฮูหยิน ซึ่งเปนขุนนางอยู่ในเมืองนี้ก็หลายคน แล้วได้คุมทหารอยู่เปนอันมาก เกลือกเราถึงแก่ความตายแล้ว คนทั้งนี้จะคิดทำร้ายเล่ากี๋เสีย เหตุดังนี้เราจึงว่ามีทุกข์ใหญ่หลวง เล่าปี่จึงตอบว่า อันท่านจะให้บุตรผู้น้อยเปนเจ้าเมืองก่อนบุตรผู้ใหญ่นั้นไม่ควร ซึ่งเกรงว่าญาติพี่น้องนางชัวฮูหยินจะทำร้ายเล่ากี๋นั้น ท่านจงค่อยคิดอ่านผ่อนกำลังคนเหล่านี้เสียให้เบาบาง แล้วจึงตั้งเล่ากี๋เปนเจ้าเมืองแทนก็จะไม่มีอันตราย เล่าเปียวได้ฟังดังนั้นก็พยักเอาแล้วก็ร้องไห้

ฝ่ายนางชัวฮูหยินมีใจสงสัยอยู่ เมื่อขณะเล่าปี่กินโต๊ะอยู่กับเล่าเปียวนั้น นางชัวฮูหยินแอบฟังอยู่ที่ข้างใน ครั้นได้ยินเล่าเปียวกับเล่าปี่พูดกันดังนั้น ก็มีความแค้นเล่าปี่เปนอันมาก ฝ่ายเล่าปี่ครั้นว่ากับเล่าเปียวออกไปดังนั้นแล้วกลับได้คิด เกรงว่านางชัวฮูหยินจะมาแอบฟังอยู่ จึงแกล้งลุกขึ้นคำนับเล่าเปียวแล้วว่า ข้าพเจ้าจะลาออกไปข้างนอกบัดเดี๋ยวหนึ่ง เล่าปี่ทำเปนร้องไห้แล้วกลับมา เล่าเปียวเห็นดังนั้นจึงถามเล่าปี่ว่าเหตุใดท่านจึงร้องไห้ เล่าปี่จึงแกล้งบอกว่า ข้าพเจ้าขี่ม้าครั้งใด ที่นั่งก็แตกเปนโลหิตไหลออกทุกทีได้รักษาก็หายไป บัดนี้ข้าพเจ้าขี่ม้าชอกช้ำมาช้านานที่นั่งก็แตกเปื่อยออกไปอีก ข้าพเจ้าเห็นว่าอายุจะสั้นเสียแล้ว จะไม่ได้อยู่ทำนุบำรุงแผ่นดินสืบไป ข้าพเจ้าจึงร้องไห้เพราะเหตุฉนี้ เล่าเปียวจึงว่าเมื่อครั้งเจ้าไปอยู่เมืองฮูโต๋นั้นเรารู้กิตติศัพท์มาว่า วันหนึ่งโจโฉกับเจ้าเสพย์สุรากับผลมะเฟืองด้วยกัน โจโฉนั้นถามว่าเจ้าบ้านผ่านเมืองใดมีสติปัญญาเข้มแขง เจ้าจึงบรรยายบอกแก่โจโฉว่า มีอยู่หลายเมือง โจโฉไม่เห็นด้วยแล้วว่า ในเมืองหลวงแลหัวเมืองทั้งปวงนั้น หามีผู้ใดที่จะมีสติปัญญาลึกซึ้งเสมอโจโฉกับเจ้าไม่ แลโจโฉนั้นมีความคิดใหญ่หลวง ทั้งทหารก็มีฝีมือเปนอันมาก ยังไม่อาจยกตัวว่าดียิ่งกว่าเจ้า เหตุใดเจ้าจะมาคิดย่อท้อกลัวจะไม่ได้ทำนุบำรุงแผ่นดิน

ขณะนั้นเล่าปี่เสพย์สุราเมาอยู่ ครั้นได้ยินเล่าเปียวว่าดังนั้น ก็มีใจกำเริบด้วยกำลังเมาจึงตอบว่า ข้าพเจ้าตั้งภูมิฐานเปนที่มั่นลงได้ก็จะกลัวอะไรแก่หัวเมืองทั้งปวง อุปมาดังลูกไก่อยู่ในเงื้อมมือข้าพเจ้า เล่าเปียวได้ฟังดังนั้นก็มิได้ตอบประการใด เล่าปี่ขุกคิดได้ว่าเจรจานั้นเกินไปก็ทำเปนเมาหนัก แล้วก็ลาเล่าเปียวมาอยู่ที่อาศรัยในเมืองเกงจิ๋ว

ขณะเมื่อเล่าปี่ไปแล้ว เล่าเปียวคิดแคลงเล่าปี่อยู่ แล้วเข้าไปที่ข้างใน นางชัวฮูหยินจึงแกล้งยุเล่าเปียวว่า เมื่อกี้นั้นเล่าปี่พูดจาหยาบช้า ดูหมิ่นหัวเมืองทั้งปวง แลตัวท่านก็เปนเจ้าเมืองใหญ่อยู่ตำบลหนึ่ง ซึ่งเล่าปี่ว่ากล่าวทั้งนี้ท่านเห็นประจักษ์แล้วหรือ นานไปเห็นเล่าปี่จะคิดเอาเมืองเกงจิ๋ว อันตรายจะมีมาถึงท่าน ขอให้เร่งคิดกำจัดเล่าปี่เสียท่านจึงจะพ้นภัย เล่าเปียวได้ฟังดังนั้นก็สั่นสีสะมิได้ตอบประการใด นางชัวฮูหยินเข้าไปยังที่อยู่ จึงให้หญิงคนใช้รีบออกไปหาตัวชัวมอเข้ามา แล้วเอาเนื้อความซึ่งเล่าปี่พูดจาทั้งปวงนั้นเล่าให้ชัวมอฟังทุกประการ ชัวมอจึงว่าท่านอย่าวิตกเลย บัดนี้เล่าปี่ก็เมาสุราอยู่ ข้าพเจ้าจะรีบออกไปฆ่าเสีย แล้วจะกลับเข้ามาแจ้งเนื้อความแก่เล่าเปียว นางชัวฮูหยินเห็นชอบด้วย จึงว่าการทั้งนี้ให้เร่งทำไปเถิด ชัวมอก็ลากลับออกไป ครั้นเวลาพลบค่ำจึงจัดแจงทหารให้พร้อมกัน

ฝ่ายเล่าปี่จุดเทียนนั่งดูหนังสืออยู่จนเวลาประมาณยามเศษ ขณะนั้นอีเจี้ยรู้จึงเข้ามาหาเล่าปี่ แล้วบอกเนื้อความว่า ชัวมอตระเตรียมทหารไว้จะทำร้ายท่านในเวลาคืนวันนี้ ท่านจงคิดอ่านหนีเอาตัวรอดเถิด เล่าปี่จึงตอบว่า เมื่อเรายังไม่ได้ลาเล่าเปียว จะให้เราหนีไปกระไรได้ อีเจี้ยจึงว่าท่านมัวเปนกังวลอยู่ด้วยเล่าเปียวชัวมอจะมิฆ่าท่านเสียหรือ เล่าปี่เห็นชอบด้วยก็ลาอีเจี้ย แล้วพาทหารซึ่งตามมาด้วยนั้นหนีไปถึงเมืองซินเอี๋ย

ครั้นเวลาประมาณสองยามเศษ ชัวมอก็คุมทหารมาถึงที่อยู่เล่าปี่ มีผู้บอกว่าเล่าปี่หนีไปแล้ว ชัวมอแจ้งดังนั้นก็มีความแค้นเปนอันมาก จึงแกล้งเข้าไปเขียนโคลงสี่บทลงไว้ที่ฝาผนังตึกริมที่นอนเล่าปี่เปนประหนึ่งว่าเล่าปี่เขียน แล้วชัวมอก็พาทหารกลับมา ครั้นเวลารุ่งเช้าจึงเข้าไปบอกแก่เล่าเปียวว่า ข้าพเจ้าเห็นว่าเล่าปี่จะคิดร้ายท่าน เมื่อจะไปนั้นมิได้ลาแล้วเขียนโคลงลงไว้ริมที่นอนนั้นสี่บท ถ้าท่านไม่เชื่อข้าพเจ้าจงเชิญไปดูให้ประจักษ์ เล่าเปียวก็ไปดูถึงที่อยู่เล่าปี่ เห็นโคลงซึ่งเขียนไว้นั้นก็อ่านดู เปนใจความบทหนึ่งว่า สู้จำใจทุกข์ทรมานเปนหลายปีแล้ว บทสองว่าตั้งใจคิดการจะเอาราชสมบัติ บทสามว่าธรรมชาติมังกร ซึ่งจะอยู่ในสระแลห้วยหนองนั้นไม่ได้ บทสี่ว่าอันมังกรนั้นถ้าได้ทีแล้วก็จะขึ้นสำแดงฤทธิบนอากาศ

เล่าเปียวแจ้งในโคลงสี่บทนั้นก็โกรธชักกระบี่ออกแกว่ง ว่ากูจะฆ่าเล่าปี่อันเปนคนทรยศเสียให้ได้ แล้วเดิรออกไปนอกตึกหวังจะสั่งทหารก็พอคิดได้ว่า อันเล่าปี่มาอยู่ด้วยเราช้านาน ยังไม่ปรากฎว่าเล่าปี่จะทำโคลง เกลือกผู้ใดจะมีใจเจ็บแค้นเล่าปี่อยู่จึงแกล้งมาทำโคลงดังนี้ไว้ หวังจะให้เรามีความสงสัยเล่าปี่ แล้วเล่าเปียวก็กลับเข้าไป เอาปลายกระบี่แซะอักษรโคลงนั้นเสีย แล้วก็กลับเข้ามาที่อยู่ ชัวมอจึงว่าแก่เล่าเปียวว่าทหารพร้อมอยู่แล้ว ขอให้ท่านเร่งยกไปจับเล่าปี่มาฆ่าเสียจึงจะไม่มีภัยมาถึงท่าน เล่าเปียวจึงตอบว่า เล่าปี่จะไปไหนพ้นเรา ค่อยคิดอ่านอย่าให้มีความคระหานินทาแก่เราได้ ชัวมอเห็นเล่าเปียวลังเลอยู่ ยังไม่เชื่อลงถนัดดังนั้น ก็ลอบเข้าไปบอกนางชัวฮูหยินตามการซึ่งได้ทำทั้งปวง แล้วว่ายังอีกสามวันจะถึงกำหนดเข้าปีใหม่ หัวเมืองทั้งปวงจะมาประชุมพร้อมกันณเมืองซงหยง ข้าพเจ้าจะคิดอ่านฆ่าเล่าปี่เสียให้ได้ นางชัวหูหยินจึงว่าเจ้าเร่งทำการให้สำเร็จเถิด ชัวมอก็รับคำแล้วลาออกมา ครั้นเวลารุ่งเช้าชัวมอจึงเข้าไปว่าแก่เล่าเปียวว่า ยังอีกสามวันจะถึงกำหนดซึ่งหัวเมืองทั้งปวงจะมาประชุมกันณเมืองซงหยง ท่านจงจัดแจงการจะได้ไปสั่งสอนขุนนางแลหัวเมืองทั้งปวง เล่าเปียวจึงว่า เราป่วยอยู่เห็นจะไปไม่ได้ จะให้แต่เล่ากี๋เล่าจ๋องผู้บุตรเราทั้งสองไปแทน ชัวมอจึงว่า บุตรท่านทั้งสองยังอ่อนแก่ความคิดนัก ซึ่งจะให้ไปรับคำนับขุนนางแลหัวเมืองทั้งปวงนั้นไม่ควร การประเพณีเมืองจะเสียไป เล่าเปียวจึงว่า กระนั้นก็ให้เชิญเล่าปี่มารับคำนับแทนเราเถิด ชัวมอได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีจึงคิดว่า ครั้งนี้เล่าปี่จะไม่พ้นมือเรา แล้วก็ลาออกมา จึงแต่งคนให้ไปบอกเล่าปี่ว่า บัดนี้เล่าเปียวป่วยอยู่ สั่งว่าอีกสองวันให้เชิญเล่าปี่มารับคำนับขุนนางแลหัวเมืองทั้งปวงแทนเล่าเปียวณเมืองซงหยง คนใช้ก็ลาชัวมอไปบอกเล่าปี่

ฝ่ายกวนอูเตียวหุยจูล่งรู้ข่าว ว่าเล่าปี่มาอยู่ณเมืองซินเอี๋ยแล้วต่างคนต่างก็คุมทหารมาหาเล่าปี่ ในขณะนั้นซุนเขียนจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า เวลาวานนี้ท่านกลับมาแต่เมืองเกงจิ๋ว ข้าพเจ้าเห็นกิริยาไม่สู้สบาย ท่านมีความสงสัยสิ่งใดอยู่ ซึ่งเล่าเปียวให้เชิญท่านไปรับคำนับขุนนางแทนนั้นก็อย่าไปเลย เล่าปี่จึงบอกเนื้อความซึ่งพูดจากับเล่าเปียวนั้นให้ฟังทุกประการ แล้วว่าอีเจี้ยมาบอกว่า ชัวมอคิดจะทำร้ายเรา ๆ จึงหนีมา กวนอูจึงตอบว่า อันเมืองซงหยงนั้นทางก็ใกล้กับเมืองนี้ ถึงมาทว่าผู้ใดจะคิดทำร้ายท่านจริง ก็พอจะแก้ไขได้ทันท่วงที ซึ่งท่านจะด่วนเชื่อฟังคำคนบอกเล่านั้นไม่ควร เพราะว่าไม่ได้เห็นแก่ตามิได้ยินแก่หู ถ้าท่านไม่เข้าไปเล่าเปียวก็จะสงสัย สมร้ายกับคำซึ่งพูดจาไว้นั้น

เล่าปี่เห็นชอบด้วยจึงว่า ซึ่งเจ้าคิดนี้ควรนัก เตียวหุยจึงว่า ท่านมีความสงสัยอยู่แล้วก็อย่าไปเลย จูล่งว่าท่านไปนั้นดี ข้าพเจ้าจะคุมทหารสามร้อยไปด้วย จะได้ป้องกันรักษาท่านมิให้เปนอันตราย เล่าปี่ก็รับคำ ครั้นเวลารุ่งเช้าเล่าปี่ก็ขี่ม้าเต๊กเลา พาจูล่งคุมทหารสามร้อยไปณเมืองซงหยง ฝ่ายชัวมอรู้ว่าเล่าปี่มาก็ทำเปนยินดี ออกมารับถึงประตูเมืองแล้วพาเข้าไป เล่ากี๋เล่าจ๋องก็คำนับเล่าปี่ เล่าปี่เห็นเล่ากี๋เล่าจ๋องอยู่นั่นด้วยก็สิ้นความสงสัย เล่าปี่ก็เข้าไปนั่งอยู่ที่ข้างใน จูล่งกับทหารสามร้อยก็นั่งล้อมวงเล่าปี่อยู่ เล่ากี๋จึงว่าแก่เล่าปี่ว่า บิดาข้าพเจ้าป่วยอยู่ จึงให้เชิญท่านมารับคำนับขุนนางแลหัวเมืองทั้งปวงแทน เล่าปี่จึงตอบว่า ตัวเรานี้ไม่ควรจะรับคำนับขุนนาง แต่จำมาด้วยขัดเล่าเปียวไม่ได้

ครั้นเวลารุ่งเช้าเจ้าเมืองโททั้งเก้าหัวเมือง เจ้าเมืองตรีจัตวาสี่สิบสองหัวเมือง ซึ่งขึ้นแก่เมืองเกงจิ๋ว ก็มาพร้อมกันในที่ชุมนุมขุนนาง ในขณะนั้นชัวมอจึงลอบปรึกษากับเกงอวดว่า เล่าปี่นั้นเปนคนหยาบช้าหากตัญญูไม่ แม้จะละไว้ให้อยู่ในเมืองเกงจิ๋วนี้สืบไป อันตรายก็จะมีแก่เราท่านทั้งปวงเปนมั่นคง วันนี้ได้ทีแล้วเราจะจับเล่าปี่ฆ่าเสียเมืองเราจึงจะไม่มีภัย เกงอวดจึงตอบว่า คนทั้งปวงย่อมเลื่องลือว่า เล่าปี่เปนคนมีความสัตย์ซื่อ ซึ่งท่านจะฆ่าเสียนั้น ขุนนางแลราษฎรจะมิคระหานินทาท่านหรือ ชัวมอจึงแกล้งบอกว่า เนื้อความทั้งนี้ใช่เราจะล่วงทำเองก็หาไม่ เล่าเปียวลอบสั่งเราให้ทำ จะเกรงคนทั้งปวงนินทาไย เกงอวดจึงว่า ถ้าเล่าเปียวสั่งดังนั้นไซร้ก็ตามเถิด แต่ซึ่งจะทำการนั้นให้คิดอ่านจัดแจงการจงดี ชัวมอจึงตอบว่า การเราเตรียมไว้พร้อมแล้ว ที่เขาอีสานตรงประตูทิศตวันออกนั้น เราก็ให้ชัวโฮผู้น้องคุมทหารไปคอยสกัดอยู่ อันประตูทิศใต้นั้น เราก็ให้ชัวต๋งคุมทหารไปสกัดไว้ แล้วให้ชัวหุนคุมทหารไปคอยสกัดอยู่ประตูทิศเหนือ แต่ประตูทิศตวันตกนั้นเห็นเล่าปี่จะข้ามแม่น้ำตันเขไม่ได้ เกงอวดจึงว่า ซึ่งท่านจัดแจงไว้นี้ก็ดีอยู่แล้ว แต่เราเกรงอยู่ด้วยจูล่งทหารเล่าปี่นั้นมีฝีมือกล้าหาญ แล้วก็ตามอยู่มิได้ไกลตัวเล่าปี่ ซึ่งจะทำการนั้นเกลือกจะไม่ตลอด ชัวมอจึงว่าท่านอย่าวิตกเลย เราก็เกณฑ์ทหารห้าร้อยคอยซุ่มอยู่ภายนอกกองหนึ่ง เกงอวดจึงว่า ให้สั่งบุนเพ่งกับอองอุ้ยให้เปนนายกองเลี้ยงทหารแลขุนนางทั้งปวงอยู่ภายนอก แล้วให้หาตัวจูล่งกับทหารเล่าปี่ออกมากินเลี้ยง ข้างในนั้นเราจะได้ทำการจับเล่าปี่ได้ถนัด ชัวมอเห็นชอบด้วย ก็สั่งให้บุนเพ่งกับอองอุ้ยให้ทำตามคำเกงอวด

ครั้นได้เวลาชัวมอจึงให้เชิญเล่าปี่ออกขุนนาง แลขุนนางทั้งปวงก็คำนับเล่าปี่ตามอย่างธรรมเนียม เล่าปี่รับคำนับแล้วสั่งสอนขุนนางแลหัวเมืองทั้งปวง ให้บังคับบัญชาตามลำดับกันลงไป โดยประเพณีการบ้านเมือง ขุนนางแลหัวเมืองทั้งปวงคำนับแล้วก็ชวนกันกินโต๊ะอยู่ จูล่งนั้นถือกระบี่ยืนรักษาเล่าปี่อยู่ข้างหลัง แลบุนเพ่งกับอองอุ้ยจึงเข้ามาว่ากับจูล่ง ให้ออกไปกินโต๊ะภายนอกกับพวกทหารขุนนาง จูล่งบิดพลิ้วอยู่มิได้ออกไป เล่าปี่ได้ยินดังนั้นจึงว่าแก่จูล่งให้ออกไปกินโต๊ะกับเขาเถิด จูล่งขัดเล่าปี่มิได้ก็พาทหารออกไปกินเลี้ยงอยู่ภายนอก ชัวมอเห็นได้ทีดังนั้นจึงออกมาพาทหารห้าร้อยซึ่งซุ่มอยู่นั้น ลอบเรี่ยรายกันเข้าไปคอยดู ถ้าเล่าปี่เสพย์สุราจะใกล้เมาแล้วก็จะชวนกันจับฆ่าเสีย

ขณะนั้นอีเจี้ยรู้ว่าชัวมอจะทำร้ายเล่าปี่ ก็เข้าไปรินสุราคำนับให้เล่าปี่แล้วทำถลึงตาให้ จึงแกล้งกล่าวกลอุบายแก่เล่าปี่ว่าร้อนนัก ท่านจงถอดเสื้อชั้นนอกเสียเถิด เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็รู้ทีจึงแกล้งลุกเข้าไปที่ข้างใน อีเจี้ยก็ตามไปค่อยกระซิบบอกแก่เล่าปี่ว่า ชัวมอคิดจะทำร้ายท่าน บัดนี้เกณฑ์ทหารไปคอยสกัดไว้ ที่ประตูฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ กับทิศตวันออกเปนสามด้าน ว่างอยู่แต่ประตูฝ่ายตวันตก แม้ท่านจะหนีจงไปทางประตูตวันตกนั้นเถิด

เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงลอบออกไปทางข้างหลัง แก้เอาม้าเต๊กเลาแล้วก็ขึ้นควบหนีไปถึงประตูทิศตวันตกแต่ผู้เดียว นายประตูจึงถามเล่าปี่ว่า ท่านจะไปไหนเล่า เล่าปี่มิได้ตอบประการใด รีบขับม้าหนีออกจากประตูเมือง ฝ่ายนายประตูเห็นประหลาทดังนั้น จึงเอาเนื้อความมาแจ้งแก่ชัวมอ ๆ แจ้งดังนั้นก็ขึ้นม้าพาทหารรีบตามเล่าปี่ไป เล่าปี่หนีมาทางประมาณสามสิบเส้น ถึงแม่น้ำตันเข แม่น้ำนั้นกว้างประมาณเก้าวาสิบวาทั้งน้ำก็ลึก เล่าปี่มิรู้ที่จะข้ามแห่งใดได้ จึงชักม้าถอยมาหวังจะหาทางข้าม พอเห็นทหารตามมาเปนอันมาก เล่าปี่ตกใจคิดว่าครั้งนี้เห็นชีวิตจะถึงแก่ความตาย เล่าปี่ก็ร้องไห้แล้วขับม้าโผนลงไปริมแม่น้ำ เท้าหน้าม้านั้นถลำเลนลงไป เสื้อแลกางเกงนั้นก็เปียก เล่าปี่จึงเอาแซ่ม้าตีลงเปนหลายทีแล้วร้องว่า วันนี้เต๊กเลามึงจะผลาญเจ้าของเสียแล้วหรือ พอสิ้นคำลงม้านั้นก็ถีบโผนไปได้ประมาณหกวาเจ็ดวา พอถึงน้ำตื้นเล่าปี่ก็ขับม้าขึ้นตลิ่งได้มีความยินดีเปนอันมาก อุปมาเหมือนฝันว่าได้ขึ้นสวรรค์ พอแลเห็นชัวมอคุมทหารมาถึงริมฝั่งฟากข้างโน้น ชัวมอจึงแกล้งร้องถามเล่าปี่ว่า เหตุใดท่านจึงไม่กินโต๊ะ ขับม้ารีบมาแต่ลำพังนั้นจะไปไหน เล่าปี่จึงบอกว่า กูกับมึงก็มิได้ผิดใจกัน เหตุไฉนมึงจึงคิดจะทำร้ายกู ชัวมอจึงว่าเรามิได้คิดร้ายต่อท่าน เหตุไฉนท่านจึงใจเบาเชื่อฟังคำคนยุยงดังนี้ แล้วชัวมอชักลูกเกาทัณฑ์ออกจะยิงเล่าปี่เสีย เล่าปี่เห็นดังนั้นก็กลัว จึงขับม้ารีบหนีไปทางตวันตก ชัวมอเห็นดังนั้นก็มิได้ข้ามตามไป จึงว่าแก่เตียวอินว่า ซึ่งเล่าปี่หนีข้ามแม่น้ำไปได้ครั้งนี้ชรอยเทพดาช่วย แล้วก็ชักม้าพาทหารกลับมาในเมือง

ฝ่ายจูล่งขณะเมื่อกินเลี้ยงอยู่นั้น ได้ยินขุนนางแลหัวเมืองทั้งปวงอื้ออึงก็วิ่งเข้าไปดู ครั้นไม่เห็นเล่าปี่ก็ตกใจกลับออกมาได้ยินคนทั้งปวงพูดกันว่า เล่าปี่หนีไปทางประตูตวันตกแล้ว ชัวมอก็คุมทหารตามไป จูล่งก็ขึ้นม้าพาทหารสามร้อย รีบตามออกทางประตูตวันตก พอพบชัวมอกลับมาถึงกลางทาง จูล่งจึงถามว่า เล่าปี่นายเราอยู่แห่งใดท่านพบหรือไม่ ชัวมอจึงว่าเล่าปี่ออกมาจากเมืองจะไปแห่งใดเรามิได้พบ จูล่งนั้นเปนคนหนักแน่นมิได้ว่าประการใด จึงขับม้าพาทหารไปถึงแม่น้ำตันเขไม่เห็นทางซึ่งจะข้ามไปได้ จึงรีบกลับมาเรียกชัวมอไว้แล้วถามว่า เดิมเล่าเปียวให้เชิญนายเรามารับขุนนางแทน เหตุใดตัวจึงคุมทหารไล่ทำร้ายนายเราดังนี้ ชัวมอจึงตอบว่า หัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวงเข้ามากินโต๊ะอยู่สิ้น เราจึงคุมทหารมาป้องกัน หวังจะมิให้ทำร้ายแก่เมืองเกงจิ๋ว จูล่งจึงว่าตัวคิดอ่านการทั้งปวงจะทำร้ายแก่เล่าปี่ ครั้นเราถามตัวเอาความอื่นมาแก้หวังจะให้กลบเกลื่อนเสีย ชัวมอจึงตอบว่า เรารู้ว่าเล่าปี่หนีออกจากเมืองนั้นจริง ครั้นเราตามมาก็ไม่พบตัว จูล่งได้ฟังดังนั้นก็ยังไม่สิ้นสงสัย จึงชักม้ากลับมาถึงริมแม่น้ำ แล้วพิจารณาดูแลเห็นรอยเท้าม้าขึ้นไปริมตลิ่งฟากข้างโน้น จูล่งให้คิดแคลงใจว่า แม่น้ำนี้ก็ลึกเล่าปี่จะข้ามได้หรือ ครั้นพิเคราะห์ดูข้างฝั่งฟากข้างนี้ ก็เห็นรอยเท้าม้าเกลื่อนอยู่ไม่รู้ที่สำคัญถนัด จึงชักม้ากลับมา จะถามชัวมอให้ได้เนื้อความ พอชัวมอเข้าไปในเมืองแล้ว จึงให้จับเอาตัวนายประตูตวันตกนั้นมาขู่ถามว่า เห็นเล่าปี่มาทางประตูนี้หรือไม่ ถ้ามิบอกตามจริงกูจะให้ตีจนแทบบันดาตาย นายประตูกลัวจึงบอกว่า เล่าปี่หนีออกมาแต่ผู้เดียวทางประตูนี้ จูล่งได้ฟังดังนั้นก็โกรธชัวมอ ครั้นจะเข้าไปต่อว่าชัวมอถึงในเมืองก็เกรงอยู่ว่าเปนที่คับขัน จึงขับม้าพาทหารรีบกลับไปเมืองซินเอี๋ย

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ