ตอนที่ ๘๖

ฝ่ายม้าเชียวเจ้าเมืองอิวตั๋งตั้งแต่แจ้งว่าเมืองฮันต๋งเสียแก่ข้าศึกแล้ว ก็ตระเตรียมทหารซักซ้อมอยู่มิได้ขาด ครั้นอยู่มาวันหนึ่งเวลาเย็นฝึกทหารแล้วกลับเข้ามาเสพย์สุรากับภรรยา ๆ บอกว่าทหารเมืองวุยก๊กยกมาตีเอาเมืองฮันต๋งได้แล้ว ตัวท่านเปนเจ้าเมืองเหตุใดมิคิดอ่านที่จะป้องกันบ้านเมืองเลย จึงมาประมาทเสพย์สุราเล่นตามสบายใจฉนี้ ม้าเชียวจึงว่า ตัวเราเปนแต่เจ้าเมืองเล็กน้อยจะปรารมภ์ไปไย อันกองทัพเมืองวุยก๊กนั้นจะไม่มาทางนี้ ด้วยเปนทางน้อยมีซอกเขาคับขันนัก ถ้าจะยกมาจริงก็จะมาทางใหญ่ อันทางใหญ่นั้นเล่า เกียงอุยก็ยกทหารไปรักษาอยู่ที่ไหนจะมาได้ แลบัดนี้พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็โลเลเชื่อถือถ้อยคำฮุยโฮ มิได้เอาใจใส่กิจราชการบ้านเมืองแล้ว ก็ต้องการอันใดเราจะขวนขวายทำราชการให้เหนื่อยตัว แม้ทหารเมืองวุยก๊กตีเข้ามาได้เราก็จะเข้านอบน้อมเสียเอาความสุข จะเปนข้าผู้ใดก็กินเข้าเหมือนกัน

ภรรยาม้าเชียวได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ถ่มเขฬะลงตรงหน้าแล้วด่าว่า มึงนี้เสียแรงเกิดมาหาความกตัญญูต่อเจ้าไม่ กินเบี้ยหวัดผ้าปีเสียเปล่ามิได้รักษาเจ้า ประสงค์จะเอาแต่ความสุขใส่ตัว ใครจะนับว่าดี ม้าเชียวได้ฟังภรรยาว่าก็อดสูแก่ใจก้มหน้านิ่งอยู่ พอทหารเข้ามาบอกว่า บัดนี้เตงงายคุมทหารสองพันตีเข้ามาถึงกลางเมืองแล้ว ม้าเชียวได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จะจัดแจงทหารออกสู้รบไม่ทันที่ ก็ออกไปนบนอบเตงงายแล้วร้องไห้ว่า ข้าพเจ้าคอยหาท่านอยู่ช้านานแล้ว ได้ยินข่าวว่าจะมาแล้วก็หายไป บัดนี้ท่านมาถึงแล้ว ข้าพเจ้าก็จะพาทหารทั้งปวงเข้ามาอยู่ด้วยท่าน เตงงายก็มีความยินดีจึงรับคำนับม้าเชียวตามประเพณ อยู่สักครู่หนึ่งทหารจึงมาบอกแก่ม้าเชียวว่า ภรรยานั้นผูกฅอตายเสียแล้ว เตงงายจึงถามม้าเชียวว่าเหตุประการใดจึงผูกคอตาย ม้าเชียวก็บอกเนื้อความแก่เตงงายตามจริงทุกประการ

เตงงายแจ้งดังนั้นก็ว่า หญิงคนนี้สัตย์ซื่อหาผู้ใดเสมอมิได้ จึงให้เงินทองไปแต่งการศพตามสมควร ครั้นรุ่งขึ้นเตงงายก็ตั้งให้ม้าเชียวคุมทหารเปนกองหน้านำทางยกเข้ามาเมืองปวยเสีย ขุนนางทั้งปวงก็ชวนกันออกคำนับเตงงายสิ้น เตงงายได้กำลังมากก็ตั้งอยู่ปราบปรามอาณาประชาราษฎรในเมืองปวยเสีย

ฝ่ายทหารแตกหนีได้นั้นก็เข้าไปแจ้งแก่พระเจ้าเล่าเสี้ยนณเมืองเสฉวน พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็ตกใจจึงปรึกษาด้วยฮุยโฮ ฮุยโฮจึงทูลว่า ข่าวราชการนี้หาจริงไม่ เปนแต่กิตติศัพท์ลือกันก็เอาพิททูลดอก ถ้าพระองค์จะให้รู้ตระหนักว่าจริงแลเท็จ ข้าพเจ้าจะไปหายายท้าวมาลงผีให้พิเคราะห์ดู พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็เชื่อ ฮุยโฮจึงให้คนไปหายายท้าว คนใช้กลับมาแจ้งว่ายายท้าวหนีไปแล้ว ขณะนั้นพระเจ้าเล่าเสี้ยนก็ยิ่งมีความวิตกนัก เสด็จออกว่าราชการเห็นขุนนางทั้งปวงหน้าตาเสร้าหมองอยู่ทุกคน อนึ่งหนังสือบอกก็เนื่องมาแต่ทิศเหนือทิศใต้ทุกวันมิได้ขาด พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็หารือด้วยขุนนางทั้งปวง ๆ มิรู้ที่จะคิดประการใด

ขับเจ้งจึงทูลว่า ข่าวราชการก็จวนตัวฉนี้แล้ว พระองค์จะนิ่งอยู่มิได้ ขอให้หาจูกัดเจี๋ยมเข้ามาปรึกษาด้วยเถิด เห็นจะคิดอ่านป้องกันราชศัตรูได้ พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็เห็นชอบด้วยจึงให้ขับเจ้งออกไปหาตัวจูกัดเจี๋ยม แลจูกัดเจี๋ยมคนนี้เปนบุตรของขงเบ้งเกิดด้วยนางอุ๋ยซี ๆ นี้รูปชั่วตัวดำหน้าออกฝี มีลักษณวิปริต ทั้งกายจะหางามสักสิ่งหนึ่งก็มิได้ แต่ทว่ามีปัญญาพาทีหลักแหลม รู้วิชาการในแผ่นดินแลอากาศ ขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงเลี้ยงเปนภรรยาได้บอกศิลปศาสตร์ทั้งปวงให้นางนั้นเปนอันมาก ครั้นขงเบ้งถึงแก่ความตายก็เปนหม้ายอยู่

พระเจ้าเล่าเสี้ยนนั้นมีความเอ็นดูจูกัดเจี๋ยมมาแต่น้อย เห็นว่ามีสติปัญญาเหมือนขงเบ้งผู้บิดาจึงยกพระราชบุตรีให้ จูกัดเจี๋ยมได้เปนที่มหาอุปราชแทนขงเบ้ง ครั้นพระเจ้าเล่าเสี้ยนเชื่อฟังถ้อยคำฮุยโฮว่าราชการฟั่นเฟือนไปก็มีความน้อยใจแกล้งบอกป่วยเสีย มิได้เข้ามาเฝ้าพระเจ้าเล่าเสี้ยนเปนช้านาน พอขับเจ้งรับสั่งออกมาหาตัวจึงเข้ามาเฝ้า พระเจ้าเล่าเสี้ยนเห็นจูกัดเจี๋ยมเข้ามาก็ทรงพระกรรแสงบอกว่า บัดนี้เตงงายคุมทหารยกมาตีเอาเมืองปวยเสียได้แล้ว เห็นจะยกเข้ามาทำอันตรายแก่เราเปนมั่นคง ขอท่านได้เอ็นดูออกมาช่วยทำการคิดอ่านกำจัดศัตรูเสียช่วยเอาชีวิตไว้ครั้งนี้เถด

จูกัดเจี๋ยมได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้ จึงทูลว่าเมื่อพระราชบิดาของพระองค์ยังมีพระชนม์อยู่ก็มีพระคุณอยู่แก่บิดาข้าพเจ้า เมื่อบิดาข้าพเจ้าจะถึงแก่ความตายก็ได้สั่งไว้ให้ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินสืบไป ข้าพเจ้าก็คิดอยู่ที่จะสนองพระคุณพระองค์ อันราชการครั้งนี้พระองค์อย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจะขออาสาไปกำจัดข้าศึกเสียให้ได้ พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ฟังจูกัดเจี๋ยมก็มีความยินดี จึงให้กะเกณฑ์ทหารให้แก่จูกัดเจี๋ยมเจ็ดหมื่น จูกัดเจี๋ยมก็คำนับลาออกมาจัดแจงทหารทั้งปวง จึงตั้งให้จูกัดสงผู้บุตรอายุได้สิบเก้าปี มีฝีมือเข้มแข็งเปนกองหน้า ครั้นได้ฤกษ์แล้วก็ยกกองทัพออกจากเมืองเสฉวน

ฝ่ายเตงงายครั้นได้เมืองปวยเสียแล้ว ก็ให้คนรีบไปเร่งทหารซึ่งตั้งค่ายรายทางอยู่มาพร้อมกัน จึงให้ม้าเชียวทำแผนที่เมืองเสฉวนให้ดู ครั้นเห็นแผนที่ก็ตกใจ จึงว่าทางจะเข้าไปแต่เมืองปวยเสียนี้กว่าจะถึงเมืองเสฉวนถึงพันหกร้อยเส้น แล้วเปนซอกห้วยธารเขามาก ถ้าทหารเมืองเสฉวนยกออกมาต้านทานปิดปากทางไว้ เกียงอุยยกมาตีกระหนาบหลังเข้าเราจะมิเสียท่วงทีหรือ คิดฉนั้นแล้วจึงแต่งให้สุม่อเตงจ๋งคุมทหารกองหนึ่งยกรีบเข้าไปตีเมืองกิมก๊ก แล้วกำชับว่าถ้าทหารเมืองเสฉวนจะยกมาช่วยก็ดี ท่านทั้งสองอย่าให้เสียราชการ เราจะยกทหารหนุนไปช่วย

ครั้นสุม่อเตงจ๋งยกมาใกล้ถึงเมืองกิมก๊ก พบกองทัพจูกัดเจี๋ยมยกสวนออกมา มีธงขาวปักอยู่บนเกวียนจารึกอักษรว่าขงเบ้งมหาอุปราช แล้วเห็นรูปขงเบ้งอยู่บนเกวียนถือพัดขนนกป้องหน้าทำกิริยาเปนทีอาจารย์ก็ตกใจ สำคัญว่าเปนขงเบ้งจริง จึงว่าแก่ทหารทั้งปวงว่า ขงเบ้งยังอยู่ยกออกมาฉนี้ ที่ไหนเราจะสู้ได้ จะพากันมาตายเสียสิ้นแล้ว ว่าเท่านั้นก็พาทหารกลับถอยหลังมา จูกัดเจี๋ยมเห็นได้ทีก็ขับทหารไล่ติดตามฆ่าฟันไป ทหารสุม่อแลเตงจ๋งล้มตายเปนอันมาก ตื่นแตกร่นไปเปนอลหม่าน พอเตงงายยกหนุนมาทันเข้ารบพุ่งต้านทานไว้ ทหารทั้งสองฝ่ายก็รอกันอยู่

เตงงายจึงถามสุม่อกับเตงจ๋งว่า ท่านทั้งสองมิทันที่จะได้รบพุ่ง เหตุใดจึงพาทหารพ่ายลงมา สุม่อกับเตงจ๋งบอกว่า ข้าพเจ้ายกไปเห็นขงเบ้งขี่เกวียนยกออกมาก็ตกใจ จึงกลับหลังมาจะแจ้งแก่ท่าน เตงงายจึงว่าถึงขงเบ้งยังมิตาย ก็จะกลัวอันใดแก่ฝีมือขงเบ้ง ท่านพากันมาทำให้ข้าศึกได้ทีเสียทหารเปนอันมากฉนี้มิชอบ ก็สั่งทหารให้เอาตัวไปฆ่าเสีย ทหารทั้งปวงก็ช่วยกันอ้อนวอนขอโทษไว้

เตงงายจึงสั่งให้คนไปสืบดู คนไปสืบดูกลับลงมาบอกว่า ซึ่งยกกองทัพมาบัดนี้คือจูกัดเจี๋ยมเปนบุตรของขงเบ้ง อันขี่เกวียนมานั้นมิใช่ตัวขงเบ้ง เปนรูปหุ่นทำให้เหมือนดอก เตงงายแจ้งดังนั้นก็ตกใจจึงปรึกษาแก่ทหารทั้งปวงว่า ในเมืองเสฉวนนี้จูกัดเจี๋ยมบุตรขงเบ้งยังมีอยู่ ปัญญาพาทีหลักแหลมแต่งกลล่อลวงฆ่าทหารเราตายเสียเปนอันมาก แม้จะมิคิดทำการกำจัดเสียบัดนี้ที่ไหนเราจะทำการได้ตลอด

คูปุนที่ปรึกษาจึงว่า ซึ่งท่านจะทำการรบพุ่งกับจูกัดเจี๋ยม ๆ ก็เปนบุตรของขงเบ้งมีปัญญาหลักแหลม ทั้งฝีมือก็เข้มแข็ง เห็นจะลำบากแก่ทหารนัก ขอให้ท่านมีหนังสือไปปลอบโยนเกลี้ยกล่อมจูกัดเจี๋ยมเสียเถิด เห็นจะได้เมืองเสฉวนโดยสดวก เตงงายก็เห็นด้วย จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งใช้ให้คนถือไปถึงจูกัดเจี๋ยม จูกัดเจี๋ยมฉีกผนึกออกอ่านดูเปนใจความว่า เราผู้ชื่อว่าเตงงายเปนที่เจงไสจงกุ๋นให้มาถึงท่าน ด้วยเราทำราชการมาแต่ก่อนตราบเท่าบัดนี้ จะเห็นผู้ใดมีปัญญากว้างขวางหลักแหลมเหมือนหนึ่งมหาอุปราชบิดาของท่านหามิได้ แลเมื่ออยู่ในเขาโงลังกั๋งนั้นได้ทำนายไว้ว่า ในประเทศเมืองจีนนี้จะมีเจ้าแผ่นดินเปนสามก๊ก ภายหลังจึงมีความอุตส่าห์กระทำราชการได้เมืองเกงจิ๋ว แล้วมาตั้งภูมิฐานเปนใหญ่อยู่ในเมืองเสฉวนนี้เล่า ก็ต้องด้วยคำของบิดาท่านทำนายไว้ทุกประการ บัดนี้บิดาท่านก็หาบุญไม่แล้ว ถึงกำหนดแผ่นดินจะเกิดจลาจลสาปสูญไปทุกวัน พระเจ้าโจฮวนทราบพระทัยจึงให้เรายกกองทัพมากำจัดราชศัตรูเสีย เมืองเสฉวนก็เห็นจะได้แก่เรามั่นคงเหมือนอยู่ในเงื้อมมือ เหตุไฉนตัวท่านมิได้เอาปัญญาพิจารณาดูเลย จะขืนมานะขัดแข็งแผ่นดินไว้ฉนี้ก็หาต้องการไม่ ถ้าท่านคิดอ่านมานบนอบเสียแก่เรา ๆ ก็จะช่วยทำนุบำรุงกราบทูลพระเจ้าโจฮวนให้ตั้งท่านเปนหลงเสอ้องจะมิดีกว่าหรือ

ครั้นจูกัดเจี๋ยมแจ้งดังนั้นก็โกรธฉีกหนังสือทิ้งเสียในทันใด แล้วสั่งให้ทหารตัดสีสะผู้ถือหนังสือนั้นเสีย จึงให้บ่าวซึ่งตามมานั้นเอาสีสะคืนไปให้แก่เตงงาย ๆ เห็นดังนั้นก็โกรธ จึงให้อองกิ๋มกับตันหองสองนายคุมทหารเปนกองหลังก็ยกทหารรีบขึ้นไปจะรบกับจูกัดเจี๋ยม ครั้นจูกัดเจี๋ยมแจ้งว่าเตงงายคุมทหารมาร้องท้าทายถึงหน้าค่าย ก็ยกทหารออกรบกับเตงงายได้ประมาณสิบเพลง เตงงายทำเสียทีหนีมา จูกัดเจี๋ยมได้ทีก็ขับทหารไล่ตามไปทางประมาณร้อยเส้น ทหารเตงงายซึ่งตั้งซุ่มอยู่นั้นก็ยกกระหนาบตีออกมาข้างทาง จูกัดเจี๋ยมเหลือกำลังทานมิได้ก็พาทหารแตกกลับมาเข้าตั้งมั่นอยู่ในเมืองกิมก๊ก เตงงายก็ยกทหารเข้าล้อมเมืองไว้เปนสามารถ จูกัดเจี๋ยมเห็นเสียทีจึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งให้แพโทลอบถือไปถึงพระเจ้าซุนฮิวณเมืองกังตั๋งขอกองทัพมาช่วย

พระเจ้าซุนฮิวแจ้งในหนังสือแล้ว จึงปรึกษาด้วยขุนนางทั้งปวงว่า ถ้าเมืองเสฉวนเปนอันตรายเมืองกังตั๋งจะตั้งอยู่ไม่ได้ เห็นจะได้ความเดือดร้อน จำจะยกกองทัพไปช่วยเมืองเสฉวนจึงจะชอบ ครั้นปรึกษาเสร็จแล้วพระเจ้าซุนฮิวก็ให้เกณฑ์กองทัพเปนห้าหมื่น ตั้งให้ซุนฮีเปนทัพหน้าให้เตงฮองเปนทัพหลวงคุมทหารไปช่วยเมืองเสฉวน แยกกันเดิรเปนสองทาง

ฝ่ายจูกัดเจี๋ยมตั้งมั่นรับทัพเตงงาย คอยทหารเมืองกังตั๋งอยู่เปนหลายวันเห็นยังมิมาถึง จึงปรึกษาด้วยนายทัพนายกองทั้งปวงว่า ซึ่งเราตั้งมั่นอยู่มิได้ออกรบพุ่งทหารเตงงายก็จะมีใจกำเริบนัก จำจะยกทหารออกรบฟังกำลังดูอีกครั้งหนึ่งก่อน ครั้นปรึกษาเสร็จแล้วก็ตั้งให้จูกัดสงกับเตียวจุ๋นอยู่รักษาเมือง จูกัดเจี๋ยมก็คุมทหารสามพันให้เปิดประตูเมืองทั้งสามด้านยกออกมารบด้วยเตงงาย ๆ เห็นดังนั้นก็แกล้งถอยทัพทำเสียทีออกมา จูกัดเจี๋ยมก็ขับทหารไล่โจมฟันติดตามไป

ฝ่ายกองทัพเตงงายซึ่งตั้งซุ่มอยู่ เห็นจูกัดเจี๋ยมไล่ล่วงขึ้นไป ได้ทีก็จุดประทัดสัญญาขึ้น ทหารทั้งปวงก็ยกเข้าล้อมกองทัพจูกัดเจี๋ยมโดยรอบ ยิงเกาทัณฑ์ระดมมาถูกทหารจูกัดเจี๋ยมล้มตายเปนอันมาก จูกัดเจี๋ยมก็ขี่ม้าไล่ฝ่าฟันทหารเตงงายหักจะออกมา เตงงายก็ขับทหารเข้าตลุมบอนยิงเกาทัณฑ์มาถูกม้าจูกัดเจี๋ยมล้มลง จูกัดเจี๋ยมตกลงจากม้าจึงร้องว่า ตัวเราเปนชายชาติทหาร ถึงมาทว่าสิ้นกำลังลงฉนี้แล้วก็ดีมิย่อท้อคำนับต่อข้าศึก สู้ตายจะเอาชีวิตสนองคุณเจ้าให้ปรากฎไปภายหน้า ว่ายังมิทันขาดคำพอทหารเตงงายวิ่งกรูเข้ามาจะจับเอาตัว จูกัดเจี๋ยมก็ชักกระบี่ออกเชือดฅอตายเสียในทันใด ฝ่ายจูกัดสงผู้บุตรขึ้นรักษาหน้าที่อยู่บนกำแพงเมือง แลเห็นบิดาถึงแก่ความตายฉนั้นก็โกรธ ใส่เกราะจับทวนขึ้นม้าจะออกมา ทหารทั้งปวงช่วยกันห้ามปรามก็มิฟัง จูกัดสงก็ขี่ม้าฝ่าฟันทหารเตงงายออกมาด้วยสามารถความโกรธ ทหารทั้งปวงเห็นจูกัดสงฝ่าทหารออกมาดังนั้น ก็ขับทหารหนุนออกไปช่วยเปนหลายนาย ทหารเตงงายก็ช่วยกันห้อมล้อมเข้าไว้ได้พันหนึ่ง จูกัดสงแลทหารซึ่งตามออกไปนั้นตกม้าลงถึงแก่ความตายสิ้น เตงงายได้ทีก็ยกทหารกรูเข้าไปในเมืองกิมก๊ก ทหารทั้งปวงซึ่งเหลืออยู่นั้นก็เข้านบนอบด้วยเตงงาย ๆ ก็ปูนบำเหน็จรางวัลทหารตามความชอบ แล้วคิดถึงจูกัดเจี๋ยมพ่อลูกว่ามีความสัตย์ซื่อ จึงให้เอาศพไปฝังไว้ในที่อันสมควร

ฝ่ายพระเจ้าเล่าเสี้ยนแจ้งว่าจูกัดเจี๋ยมพ่อลูกตาย เมืองกิมก๊กนั้นก็เสียแล้ว จึงให้หาขุนนางเข้ามาปรึกษา ขุนนางทั้งปวงจึงทูลว่า บัดนี้อาณาประชาราษฎรไพร่บ้านพลเมืองก็แตกตื่นทุกตำบล ต่างคนขนครอบครัวพาอพยพหนีไปจากภูมิลำเนาของตัวสิ้น พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ฟังดังนั้นก็ตกใจพระองค์สั่นตลึงไป พอม้าใช้เข้ามาแจ้งว่า บัดนี้เตงงายยกทหารล่วงเข้ามาใกล้จะถึงเมืองอยู่แล้ว พระเจ้าเล่าเสี้ยนจึงหารือขุนนางทั้งปวงว่า ข้าศึกยกล่วงเข้ามาฉนี้จะคิดประการใด

ขุนนางทั้งปวงจึงทูลว่า บัดนี้ทแกล้วทหารเราก็ระส่ำระสายอิดโรยนักแล้ว ซึ่งจะต่อสู้ด้วยทหารเตงงายนั้นเห็นมิได้ ขอพระองค์ยกหนีไปข้างทิศใต้เถิด มีหัวเมืองอยู่หกหัวเมือง เราจะไปยับยั้งอาศรัยอยู่ซ่องสุมทหารพร้อมกันแล้ว จึงจะไปคำนับเมืองกังตั๋งขอกำลังมาช่วยจะได้คิดทำการต่อไป เจียวจิ๋วจึงทูลขัดว่า อันธรรมเนียมโบราณซึ่งจะตั้งตัวเปนเจ้าแผ่นดินนั้น จะได้อาศรัยกำลังผู้อื่นหามิได้ ย่อมเพียรพยายามได้เปนดีด้วยปัญญาความคิดแลกำลังของตัว เมื่อแลต่อด้วยข้าศึกมิได้เข้าไปนบนอบเมืองกังตั๋งนั้น ใช่ว่าเมืองกังตั๋งจะตั้งมั่นเปนเอกโทอยู่ก็หาไม่ ก็จะเสียแก่วุยก๊กเปนมั่นคง นานไปก็ต้องกลับไปคำนับเขา ก็จะมิได้อัปยศเปนสองซ้ำไปหรือจะต้องการอันใด ถ้าเข้าคำนับแก่พระเจ้าวุยก๊กเสียครั้งนี้เห็นจะได้อายแต่ครั้งเดียว ขอให้พระองค์ดำริห์ดูเถิด พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็เห็นชอบด้วย จึงให้จัดแจงสิ่งของเครื่องบรรณาการซึ่งจะออกไปคำนับ

แลขณะนั้นเมื่อพระเจ้าเล่าเสี้ยนจะให้ไปอ่อนน้อมแก่ข้าศึก ฝ่ายเล่ายอยเล่าเอียวเล่าจ้องเล่าจ้านเล่าสุนเล่ากี๋ ผู้บุตรเล่าเสี้ยนทั้งหกคนนี้จะได้ทัดทานประการใดหามิได้ แต่เล่าขำผู้บุตรที่ห้าจึงว่าแก่เจียวจิ๋วว่า มึงนี้เปนคนมิดีหากตัญญูมิได้ การศึกมีมามิได้คิดอ่านรักษาเจ้า ธรรมเนียมมีหรือเปนกษัตริย์จะไปคำนับแก่ผู้อื่น ถึงมาทว่าจะตายก็ควรจะสู้เสียชีวิต จะนบนอบแก่ข้าศึกหาควรไม่

พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ยินเล่าขำว่าหยาบช้าแก่เจียวจิ๋วดังนั้นจึงว่า บันดาขุนนางทั้งปวงปรึกษาว่าจะไปคำนับเห็นชอบด้วยกันสิ้น เปนไฉนตัวเจ้าก็เปนเด็กถือทิฎฐิมานะว่าฝีมือกล้าแข็งรู้กว่าผู้ใหญ่ จะให้อาณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อนนั้นมิชอบ เล่าขำจึงทูลว่า ทหารในเมืองเสฉวนยังมีอยู่เปนหลายหมื่น พอจะจัดแจงกองทัพออกไปต่อสู้ด้วยข้าศึกได้อยู่ อนึ่งเกียงอุยก็ตั้งรักษาด่านอยู่ภายนอก ถ้าจะมีหนังสือออกไปให้ตีกระหนาบหลังข้าศึกเข้ามากระทบเข้าเปนสองทัพ ศัตรูก็จะแตกกลับไปไม่พอที่จะอัปยศแก่ทหารเมืองวุยก๊กเลย

พระเจ้าเล่าเสี้ยนจึงว่า มึงนี้เปนเด็กมิได้รู้ลักษณดีแลร้าย จะมาขืนขัดผู้ใหญ่นั้นเรามิเชื่อฟัง เล่าขำได้ฟังพระราชบิดาว่าก็น้อยใจ เอาหน้ากระทบลงกับศิลาแล้วจึงว่า พระอัยกาทรงอุตส่าห์กระทำความเพียรมาก็ได้ความลำบากพระองค์เปนสาหัส จึงได้มาตั้งเปนภูมิฐานอยู่ณเมืองเสฉวนจนได้สมบัติสืบวงศ์มา ควรหรือมิได้คิดถึงความยากของพระอัยกาเลย ยังมิทันไรจะเอาสมบัติไปยกให้ผู้อื่นเสียฉนี้มิควรนัก มาทว่าการมาจวนตัวเข้าก็ดี พระองค์กับข้าพเจ้าผู้บุตรทั้งเจ็ดคน แลเสนาบดีทั้งปวงก็ควรจะช่วยกันไปต่อด้วยข้าศึกให้ตายเสียในกลางสงครามประเสริฐกว่าอัปยศแก่คน ถึงว่าตายไปพบพระอัยกาในเมืองผีก็หาความติโทษมิได้ พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็มิฟังตวาดเอาแล้วก็ขับให้ออกไปเสีย เล่าขำกลัวบิดาจะอยู่มิได้ก็เดิรร้องไห้ออกมา

ฝ่ายพระเจ้าเล่าเสี้ยนก็แต่งเจียวจิ๋วเตียวเจี๋ยวเตงเลียงสามนายให้คุมเครื่องบรรณาการ แลตราหยกสำหรับว่าราชการเมือง ออกไปคำนับเตงงายณเมืองปวยเสีย เตงงายเห็นทหารสามนายเข้ามานบนอบก็มีความยินดีรับเอาตราหยกไว้ แล้วก็ให้ทหารสามคนกลับไปแจ้งแก่พระเจ้าเล่าเสี้ยนว่า ให้พระเจ้าเล่าเสี้ยนอยู่ปกป้องอาณาประชาราษฎรไพร่บ้านพลเมืองให้เปนสุขเถิด เรามิได้ทำอันตรายแก่ท่านแล้ว

ครั้นพระเจ้าเล่าเสี้ยนแจ้งดังนั้น จึงแต่งหนังสือไปถึงเกียงอุยให้เร่งเข้าคำนับนบนอบแก่เตงงายเถิด แล้วให้ลิเฮาออกไปแจ้งแก่เตงงายว่าเดือนยี่ขึ้นคํ่าหนึ่งจะออกมาคำนับ จึงให้เอาบาญชีพลเมืองแลสิ่งของในท้องพระคลังนั้นออกไปแจ้งด้วย ครั้นลิเฮามาถึงเมืองปวยเสียก็เข้าไปคำนับแก่เตงงายแจ้งเนื้อความทั้งปวงแล้วเอาบาญชีนั้นส่งให้ เตงงายดูบาญชีเมืองเสฉวนนั้นมีครัวสิบแปดหมื่นครัว หญิงชายใหญ่น้อยเก้าสิบสี่หมื่น ทหารกินเบี้ยหวัดสิบหมื่นสองพัน มีเข้าในฉางสี่สิบหมื่นเศษ ทองสองพันชั่งเงินสองพันชั่ง แพรดีสีอย่าง ๆ ละสิบหมื่นพับ แลสิ่งของทั้งปวงเปนอันมาก เตงงายมีความยินดีก็ให้แต่งโต๊ะ เลี้ยงลิเฮาตามอย่างธรรมเนียม

ฝ่ายเล่าขำครั้นแจ้งว่าพระราชบิดาให้ออกไปคำนับแก่เตงงายแล้ว ก็ถอดกระบี่เดิรเข้าไปหานางซุยฮูหยินภรรยา นางซุยฮูหยินจึงถามว่าเปนไฉนวันนี้พระพักตร์จึงตึงอยู่ทรงพระโกรธสิ่งใดหรือ เล่าขำจึงบอกว่า บัดนี้ทหารเมืองวุยก๊กยกเข้ามายํ่ายีถึงขอบขันธเสมา พระราชบิดาเราก็มิได้คิดอ่านจะต่อสู้ ให้ออกไปนบนอบข้าศึกแล้ว ตัวเราเกิดมาในวงศ์ของพระเจ้าเล่าปี่มิเคยได้อ่อนน้อมแก่ผู้ใด ครั้งนี้จะพลอยคำนับข้าศึกนั้นก็เสียดายชาติตระกูลของเรา ผิดก็จะเชือดคอตายเสียดีกว่าอย่าให้เสียศักดิ์

นางซุยฮูหยินจึงว่า ถ้าพระองค์มิรักชีวิตจะเชือดคอตายเสียแล้ว ตัวข้าพเจ้าเปนภรรยาของพระองค์ ก็จะไปให้อัปยศแก่ศัตรูหาประโยชน์มิได้ ข้าพเจ้าจะขอตายไปกับพระองค์ดูประเสริฐกว่า ว่าเท่านั้นแล้วนางซุยฮูหยินก็เอาสีสะฟัดลงกับสิลาถึงแก่ความตายในทันใด เล่าขำเห็นภรรยาตายแล้ว ก็ฆ่าบุตรทั้งสามคนเสีย ตัดเอาสีสะบุตรทั้งสามคนกับสีสะนางซุยฮูหยินไปบูชาไว้ที่หน้าตึกฝังศพพระเจ้าเล่าปี่ แล้วร้องไห้ว่าตัวข้าพเจ้าเปนหลานของพระองค์ ตั้งใจจะรักษาแผ่นดินมิให้เสียเกียรติยศของพระองค์ไป บัดนี้ข้าพเจ้าจะรักษาจารีตประเพณีของพระองค์ไว้มิได้ ข้าพเจ้ามีแต่ชีวิตจะขอบูชาสนองคุณพระองค์ ซึ่งทรงอุตส่าห์ตั้งภูมิฐานไว้ให้เปนที่พำนักแก่ข้าพเจ้าผู้เปนหลาน ว่าเท่านั้นแล้วก็เอากระบี่เชือดฅอเสียถึงแก่ความตาย

ฝ่ายเตงงายครั้นถึงกำหนดเดือนอ้ายขึ้นคํ่าหนึ่งแล้ว ก็ยกทหารมาแต่เมืองปวยเสียจะเข้าไปเมืองเสฉวน พระเจ้าเล่าเสี้ยนแจ้งว่าเตงงายยกมา ก็พาบุตรทั้งหกคนกับขุนนางประมาณหกสิบรีบออกไปรับเตงงายถึงประตูเมือง แล้วอาณาประชาราษฎรทั้งปวงก็จุดธูปเทียนคำนับบูชาตามสองข้างทาง พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็อันเชิญเตงงายเข้าไปในเมือง ครั้นเตงงายเข้าตั้งอยู่ในเมืองเสฉวนแล้ว ก็ตั้งให้พระเจ้าเล่าเสี้ยนเปนที่แพ้วกี๋จงกุ๋น จึงให้ทหารตรวจตราเอาทรัพย์สิ่งของทั้งปวงในท้องพระคลังตามบาญชีครบทุกประการแล้ว ก็บอกหนังสือไปแจ้งแก่พระเจ้าโจฮวนณเมืองวุยก๊กตามซึ่งได้ทำนั้นทุกประการ

ครั้นอยู่มาภายหลังเตงงายรู้ว่าฮุยโฮนั้นเปนคนสอพลอ ทำให้กิจการแผ่นดินเมืองฟั่นเฟือนไป ก็สั่งให้ทหารเอาตัวไปฆ่าเสีย ฮุยโฮรู้ก็เอาเงินทองไปติดสินบนแก่คนสนิธให้ช่วยปิดงำป้องกันเสีย ฮุยโฮก็ซ่อนตัวอยู่มิได้ออกหน้าให้ปรากฎจึงมิถึงแก่ความตาย

ฝ่ายเจียวเอี๋ยนถือหนังสือรับสั่งมาถึงด่านเกียมโก๊ะ แลให้เอาหนังสือข้อรับสั่งนั้นให้เกียงอุย ๆ แจ้งเนื้อความในข้อรับสั่งก็ตกใจนิ่งตลึงไปทั้งตัว ทหารทั้งปวงรู้ดังนั้นก็ชวนกันร้องไห้อึงคนึงขึ้นว่า เราทั้งหลายอุตส่าห์ออกมาทรมานอยู่ปราถนาจะกำจัดศัตรูเสีย เหตุใดพระเจ้าเล่าเสี้ยนจึงมายกเมืองให้เตงงายโดยง่ายฉนี้มิควรเลย เกียงอุยเห็นทหารทั้งปวงสัตย์ซื่อเจ็บร้อนด้วยฉนั้น จึงปลอบว่าท่านอย่าทุกข์โศกไปเลย เราจะคิดอ่านเอาเมืองเสฉวนคืนให้จงได้ จงอุตส่าห์ช่วยกันทำการอย่าได้ย่อหย่อน ก็เห็นจะสำเร็จด้วยความเพียรของท่านทั้งปวง ทหารทั้งนั้นก็คำนับรับว่า ท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าทั้งนี้จะขออาสากว่าจะตาย

เกียงอุยจึงแต่งคนให้ไปบอกแก่จงโฮยว่า บัดนี้เกียงอุยจะสู้รบด้วยท่านมิได้แล้ว จะขอมานบนอบตามประเพณี จงโฮยแจ้งดังนั้นก็ให้คนใช้กลับมาบอกแก่เกียงอุยว่า ให้เชิญท่านมาหาเราเถิด เกียงอุยก็ไปหาจงโฮยถึงค่าย จงโฮยออกต้อนรับเข้าไป ให้นั่งที่สมควรคำนับตามประเพณี แล้วจึงถามว่า เหตุใดท่านจึงมาคำนับเราต่อปานนี้

เกียงอุยจึงบอกว่า ตัวข้าพเจ้านี้พระเจ้าเล่าเสี้ยนตั้งให้เปนผู้ใหญ่รับมอบราชการบ้านเมืองทั้งปวง ข้าพเจ้าเปนคนมีธุระมาก ถึงมาทว่ามาคำนับท่านบัดนี้ก็เร็วอยู่อีก จะช้านักก็หามิได้ ด้วยข้าพเจ้าแจ้งวาตัวท่านมีสติปัญญามาก ยกมาทั้งนี้ทแกล้วทหารทั้งปวงก็เข้มแข็ง ข้าพเจ้าประมาณการดูเห็นจะสู้มิได้จึงเข้ามาคำนับ แม้ว่าเตงงายยกมาทางนี้ที่ไหนข้าพเจ้าจะออกหา ก็จะสู้รบกว่าจะสิ้นชีวิตลงด้วยกัน อนึ่งข้าพเจ้าก็แจ้งอยู่แต่ก่อนมาว่า พระเจ้าโจฮวนได้ตั้งตัวเปนใหญ่ทั้งนี้ ก็เพราะปัญญาความคิดของท่านช่วยทำนุบำรุงให้ ปากผู้คำคนก็เลื่องลือสรรเสริญท่านเปนอันมาก

จงโฮยได้ฟังเกียงอุยยกย่องก็ยินดีนัก จึงจับลูกเกาทัณฑ์มาหักเสียในทันใด แล้วสาบาลว่าแต่นี้ไปเรามิได้ทำร้ายแก่กัน ท่านกับข้าพเจ้าจงเปนพี่น้องร่วมชีวิตกันสืบไปเถิด ก็ให้เกียงอุยตั้งอยู่ตามฐานาศักดิ์กลับคืนมาควบคุมทหารดังเก่า เกียงอุยคำนับลามาณด่านเกียมโก๊ะ จึงให้เจียวเอี๋ยนผู้ถือหนังสือมากลับคืนไปเมืองเสฉวน

ฝ่ายเตงงายครั้นปราบปรามอาณาประชาราษฎรให้เปนปรกติแล้ว จึงตั้งให้สุม่อเปนที่ขุนนางผู้ใหญ่ว่าราชการเมือง แล้วให้องกิ๋นเทียนหองสองนายออกไปตั้งปราบปรามหัวเมืองทั้งปวง ครั้นจัดแจงเสร็จแล้วเตงงายก็ยกทหารออกมาตั้งอยู่ณเมืองกิมโก๊ะ จึงให้หาขุนนางเมืองเสฉวนเข้ามากินโต๊ะพร้อมกัน แลขณะเมื่อเสพย์สุราอยู่นั้น เตงงายจึงว่าแก่ขุนนางทั้งปวงว่า บุญท่านทั้งนี้มากนัก หากว่าเราเปนแม่ทัพมาจึงได้ตั้งตัวอยู่เปนสุขโดยปรกติ ถ้าผู้อื่นเปนนายทัพมาที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้มานั่งเสพย์สุราอยู่ น่าที่ก็จะเปนอันตรายต่าง ๆ

ขุนนางทั้งปวงได้ยินเตงงายว่าก็ชวนกันคำนับสิ้นทุกคน พอเจียวเอี๋ยนมาถึงเข้าไปแจ้งว่า บัดนี้เกียงอุยเข้าคำนับด้วยจงโฮยแล้ว เตงงายแจ้งดังนั้นก็มีใจโกรธจงโฮยดังหนึ่งเพลิงสุมอยู่ในอก จึงแต่งหนังสือใช้ให้ทหารถือไปให้แก่สุมาเจียวณเมืองวุยก๊ก สุมาเจียวอ่านดูแจ้งในใจความว่า ข้าพเจ้าเตงงายขอคำนับมาถึงจินก๋งมหาอุปราช ด้วยข้าพเจ้ายกทหารมาตีเมืองเสฉวนนั้นก็ได้สำเร็จแล้ว ครั้นจะยกทัพกลับมาโดยเร็วทแกล้วทหารทั้งปวงก็บอบช้ำอิดโรยนัก จะขอพักทหารยับยั้งอยู่ณเมืองเสฉวนให้ทแกล้วทหารมีความผาสุกก่อน แลตัวเล่าเสี้ยนนั้น ข้าพเจ้าตั้งให้เปนที่แพ้วกี๋จงกุ๋น แลทรัพย์สิ่งของทั้งปวงนั้นครั้นข้าพเจ้าจะส่งมาก่อนก็เปนทางไกลเกลือกจะเกิดอันตรายในกลางทาง ตัวข้าพเจ้ามิพ้นความผิด บัดนี้ข้าพเจ้าเก็บรวบรวมกันไว้เปนปรกติอยู่ อนึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองกังตั๋งก็ยังมิอ่อนน้อมกระด้างกระเดื่องนัก ถ้าแลทแกล้วทหารทั้งปวงหายอิดโรยจะให้ตบแต่งเรือรบยกไปตีเมืองกังตั๋งทีเดียว ฝ่ายพระเจ้าซุนฮิวรู้ว่าเมืองเสฉวนเสียแก่เรา ก็เห็นจะไม่แข็งอยู่ได้ ดีร้ายจะเข้ามาอ่อนน้อมต่อเรา อันเมืองกังตั๋งนั้นก็จะได้โดยง่ายเปนมั่นคง ถ้าสำเร็จการทั้งนี้แล้วข้าพเจ้าก็จะยกทหารกลับมาคำนับท่าน

ครั้นสุมาเจียวได้แจ้งในหนังสือดังนั้น ก็สงสัยคิดว่าเตงงายไปตีได้เมืองเสฉวน มีนํ้าใจกำเริบหวังจะตั้งตัวอยู่เปนใหญ่มิได้กลับมา คิดขบถจะทำร้ายแก่เรา จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งเปนข้อรับสั่งว่า เตงงายมีใจสัตย์ซื่อภักดีต่อเจ้า อุตส่าห์ทำการมิได้คิดแก่ชีวิต ยกพลทหารมาตีได้เมืองเสฉวนครั้งนี้มีความชอบนัก ตั้งให้เตงงายเปนที่ทายอุ้ยมีศักดินาหมื่นหนึ่ง แล้วแต่งเปนหนังสือของสุมาเจียวฉบับหนึ่งไปให้แก่อุยก๋วน เข้าผนึกแล้วส่งให้ผู้ถือหนังสือกลับไปแจ้งแก่เตงงายณเมืองเสฉวน

เตงงายครั้นแจ้งในหนังสือข้อรับสั่งก็คำนับตามประเพณี ฝ่ายอุยก๋วนครั้นแจ้งในหนังสือสุมาเจียวให้มาถึงนั้นก็เอามาให้แก่เตงงาย ๆ ฉีกผนึกออกอ่านดูแจ้งในใจความว่า ซึ่งจะทำการสงครามไปภายหน้านั้นจงบอกกล่าวพิททูลให้ทราบก่อน อย่าดูเบาแต่อำเภอใจให้ผิดด้วยขนบธรรมเนียม เตงงายเห็นหนังสือก็มีความน้อยใจจึงว่า เราก็ถือรับสั่งมาทำการถึงเพียงนี้ ถ้าได้ท่วงทีที่จะทำต่อไป จำเพาะแต่จะให้บอกกล่าวพิททูลก่อนเล่า เมื่อแลหนทางก็ไกลกว่าจะมีหนังสือรับสั่งตอบมาถึงนั้นก็จะช้าอยู่ มิทันท่วงทีราชการมิเสียไปหรือ เตงงายเห็นมิชอบจึงให้คนถือหนังสือตอบไปว่า ซึ่งข้าพเจ้ามาทำการครั้งนี้เปน ทางไกล แม้เห็นได้ท่วงทีแล้วจะงดไว้บอกมาให้ทูลก่อน จึงค่อยทำการต่อภายหลังจะมิเสียการไปหรือ สุดแต่ข้าพเจ้าได้ท่วงทีแล้วเมื่อใด จะรีบทำการสนองคุณเจ้าให้สำเร็จจงได้ ซึ่งมิได้บอกมาให้แจ้งก่อนประการใด แม้ท่านจะเอาโทษแก่ข้าพเจ้าก็ตามเถิด แต่ข้าพเจ้าจะเอาข้อราชการของพระเจ้าหมื่นปีให้จงได้

ครั้นสุมาเจียวแจ้งดังนั้นก็ยิ่งมีความสงสัย จึงปรึกษาด้วยกาอุ้นว่า เตงงายมีหนังสือมาว่าจะทำการตามอำเภอใจตัวฉนี้ ก็เพราะมีใจกำเริบคิดประทุษฐร้ายต่อเราเปนมั่นคง ท่านจะคิดประการใดดี กาอุ้นจึงว่า ถ้าฉนั้นขอให้มีหนังสือรับสั่งไปตั้งให้จงโฮยเปนที่ชูเต๋า ใหญ่ขึ้นกว่าที่เจงไสจงกุ๋นก็จะมีใจกำเริบขึ้น ถึงมาทว่าเตงงายจะตั้งตัวเปนใหญ่ก็เห็นว่าจงโฮยจะมีความมานะ มิยอมเปนน้อยถ้อยทีจะแขงกันอยู่ ดีร้ายก็จะเกิดวิวาทกันขึ้นเอง จงตั้งอุยก๋วนให้เปนผู้กำกับทหารทั้งสองกอง สุมาเจียวเห็นชอบ จึงแต่งหนังสือให้คนถือไปถึงจงโฮยแลอุยก๋วน

ครั้นจงโฮยแจ้งหนังสือว่า ตัวท่านยกพลทหารมาทำการครั้งนี้ก็มีชัยชนะแก่ข้าศึกไว้เกียรติยศของพระเจ้าโจฮวนให้ปรากฎ มีความชอบมาก ให้ท่านเปนที่ชูเต๋ามีศักดินาหมื่นหนึ่งเถิด จงโฮยแจ้งดังนั้นก็คำนับตามประเพณี แล้วจึงให้หาเกียงอุยมาปรึกษาว่า บัดนี้เตงงายตีได้เมืองเสฉวนมีความชอบมาก สุมาเจียวตั้งให้เปนที่ท้ายอุ้ย แล้วมีตรารับสั่งมาตั้งเราภายหลังผู้มีความชอบน้อยนี้ให้เปนที่ชูเต๋าเล่า ชรอยจะมีความสงสัยเตงงายอยู่ จึงกลับมาตั้งแต่งเรามาทั้งนี้ปราถนาจะเอานํ้าใจ แม้ว่าเตงงายเปนขบถก็จะให้เราขัดแขงไว้ ประการหนึ่งตั้งให้อุยก๋วนเปนผู้กำกับทัพเล่า ทำทั้งนี้เพื่อจะให้ระวังเตงงายเปนมั่นคง หาตั้งแต่งโดยสุจริตไม่ ท่านจะเห็นประการใด

เกียงอุยจึงว่า ข้าพเจ้าก็รู้อยู่แต่ก่อนมาว่าเตงงายคนนี้เปนบุตรชาวนาตระกูลตํ่าช้าอยู่ดอก ครั้งนี้วาสนาเทพดาช่วยบอกให้ ๆ ยกไปทางอิมเป๋งจึงได้เมืองเสฉวน ถึงมาทว่ากระนั้นก็ดีแม้ข้าพเจ้ามิมารบพุ่งติดพันอยู่กับท่านที่นี่ ก็ที่ไหนเตงงายจะได้เมืองเสฉวนง่าย ๆ ความชอบจะกลับได้แก่ท่านเปนมั่นคงอีก บัดนี้เตงงายสำคัญว่าทำการด้วยปัญญาความคิดของตัว จึงมีใจกำเริบบังอาจตั้งแต่งเล่าเสี้ยนให้เปนที่แพ้วกี๋จงกุ๋นตามอำเภอใจเอง มิยำเกรงมหาอุปราชทั้งนี้ ปราถนาจะเอาใจอาณาประชาราษฎรให้มีความสรรเสริญรักใคร่ตัว หวังว่าจะเปนใหญ่ ซึ่งสุมาเจียวมหาอุปราชมีความสงสัยนั้นก็ชอบอยู่

จงโฮยได้ฟังเกียงอุยเจรจาโดยสุภาพดังนั้น ก็เชื่อถือมีความยินดีมิได้รังเกียจประการใดเลย เกียงอุยจึงว่า ข้าพเจ้าจะเจรจาความลับด้วยท่านสิ่งหนึ่งก็ยังมิชอบกล ด้วยทหารทั้งปวงละเล้าละลุมอยู่ เกลือกจะว่าแพร่งพรายไปจะเสียการ จงโฮยก็ขับทหารออกไปเสียข้างนอก เกียงอุยจึงเอาแผนที่เมืองเสฉวนออกให้แก่จงโฮยแล้วบอกว่า แผนที่อันนี้ขงเบ้งมหาอุปราชให้แก่เล่าปี่แต่แรกมาอยู่ด้วย เล่าปี่ได้แผนที่นี้จึงคิดอ่านทำการได้เมืองเสฉวน ถึงกระนั้นก็ได้ความยากลำบากนักมิใช่จะได้ด้วยง่าย เพราะหนทางเปนซอกห้วยธารเขาคับขันนัก นี่แลหรือเตงงายได้เมืองเสฉวนแล้วจะมิคิดกำเริบ เพราะเห็นว่าผู้ใดจะไปกำจัดนั้นยาก จงโฮยจึงว่า เราจะคิดประการใดดีจึงจะกำจัดเตงงายนี้เสียได้

เกียงอุยจึงว่า ถ้าท่านจะคิดกำจัดเตงงายเสียก็ง่ายดอก แต่ทว่าจะทำตามอำเภอใจบัดนี้ก็เห็นเบาความนักไม่ชอบกล ขอให้ท่านมีหนังสือไปถึงสุมาเจียวมหาอุปราชว่าเตงงายคิดขบถให้แจ้งก่อน เมื่อใดสุมาเจียวตอบหนังสือมาให้เราคิดทำการกำจัดเสียมั่นคงแล้ว จึงจะคิดอ่านกลอุบายเมื่อภายหลัง จงโฮยก็เห็นชอบด้วยจึงใช้ให้ทหารถือหนังสือไปแจ้งแก่สุมาเจียวตามถ้อยคำเกียงอุยทุกประการ

ครั้นสุมาเจียวได้แจ้งในหนังสือดังนั้น จึงปรึกษาแก่ขุนนางทั้งปวงว่า เตงงายคิดการขบถกำเริบฉนี้จะนิ่งไว้มิได้ นานไปก็จะยกมาทำร้ายเรา ครั้นปรึกษาแล้วเอาเนื้อความขึ้นกราบทูลพระเจ้าโจฮวน ๆ แจ้งดังนั้นก็ทรงพระโกรธ จึงให้มีหนังสือตอบไปถึงจงโฮย ให้คิดอ่านทำการกำจัดเตงงายเสียให้จงได้ แล้วเกณฑ์ให้กาอุ้นถือพลสามหมื่นเปนกองหน้าจะให้ยกไปทางเกียมโกะ

ขณะนั้นกาอุ้นจึงว่ากับสุมาเจียวว่า เตงงายกับจงโฮยนั้นข้าพเจ้าเห็นว่าถ้อยทีว่าตัวดีอยู่ด้วยกันทั้งสองข้าง ซึ่งจงโฮยบอกกล่าวโทษเตงงายมาทั้งนี้ข้าพเจ้ามีสงสัยอยู่ สุมาเจียวจึงว่าท่านอย่าวิตกเลย เมื่อไปถึงเมืองเตียงอั๋นแล้วข้าพเจ้าจึงจะบอกให้ท่านเข้าใจ สุมาเจียวก็เร่งให้กาอุ้นยกกองทัพไป แล้วก็เชิญเสด็จพระเจ้าโจฮวนยกทัพหลวงออกจากเมืองวุยก๊ก

ขณะนั้นม้าใช้จึงมาบอกแก่จงโฮยว่า บัดนี้กองทัพสุมาเจียวยกมาถึงเมืองเตียงอั๋นแล้ว จึงให้หาเกียงอุยเข้ามาปรึกษาว่า เราจะคิดอ่านทำการกำจัดเตงงายเสียนั้นจะทำประการใดดี เกียงอุยจึงว่า ถ้าฉนั้นขอให้หาอุยก๋วนมาปรึกษาด้วย ท่านจงให้อุยก๋วนยกทหารไปทำการกำจัดเตงงายเสีย เตงงายรู้ว่าอุยก๋วนยกไปก็มีความโกรธ ดีร้ายจะยกทหารออกมาต่อสู้กับอุยก๋วน ๆ ฝีมืออ่อนเห็นจะสู้เตงงายมิได้ เตงงายก็จะฆ่าอุยก๋วนเสีย ภายหลงท่านจึงยกทหารเข้าไปทำการกำจัดเตงงายก็จะหาความครหานินทาไม่

จงโฮยก็เห็นชอบด้วย จึงให้หาอุยก๋วนเข้ามาปรึกษาจะให้ยกกองทัพไป อุยก๋วนรับคำลามาจัดแจงทหารจะยกไปกำจัดเตงงาย ทหารคนหนึ่งจึงว่าแก่อุยก๋วนว่า ซึ่งจงโฮยจะให้ท่านยกทหารไปกำจัดเตงงายบัดนี้ หวังจะให้เตงงายฆ่าท่านเสีย ปราถนาจะเอาผิดเตงงายดอก แกล้งทำอุบายทั้งนี้ข้าพเจ้าแจ้งอยู่ ขอท่านดำริห์ดูให้เห็นก่อน อย่าเพ่อยกทหารล่วงไป

อุยก๋วนจึงว่าท่านอย่าปรารมภ์เลย เราคิดอุบายได้ตลอดอยู่แล้ว อุยก๋วนก็แต่งหนังสือสามฉบับเปนใจความว่า บัดนี้เตงงายคิดมิชอบ พระเจ้าโจฮวนมีรับสั่งมาให้เรายกมากำจัดเสีย แต่ทหารทั้งปวงซึ่งหามีความผิดไม่ก็หาให้ทำอันตรายไม่ ถ้าผู้ใดเข้านอบนบต่อเราโดยปรกติก็จะทำนุบำรุงผู้นั้นตามความชอบ แม้ผู้ใดมิมาคำนับกลับไปเปนพวกเตงงาย ก็จะจับตัวมาประหารชีวิตเสีย ครั้นแต่งหนังสือเสร็จแล้วก็ให้ทหารรีบถือเข้าไปเมืองกิมก๊กแต่ในเวลากลางคืน อุยก๋วนก็ยกกองทัพตามเข้าไป

ฝ่ายทหารทั้งปวงในเมืองกิมก๊กได้แจ้งหนังสือดังนั้น ครั้นเวลารุ่งเช้าก็รู้ว่าอุยก๋วนมาถึงแล้วก็ชวนกันเข้าคำนับสิ้น ฝ่ายเตงงายนอนหลับอยู่มิได้รู้ตัว อุยก๋วนก็คุมทหารประมาณเจ็ดสิบคนรีบเข้าไปที่อยู่ จึงร้องว่าบัดนี้เราถือรับสั่งมาให้กำจัดเตงงายพ่อลูกเสีย เตงงายได้ยินตกใจตื่นขึ้นลุกออกมาจากที่นอน จะถามดูให้รู้ร้ายแลดีประการใด ก็มิทันจะได้ถาม อุยก๋วนก็สั่งทหารให้จับเอาตัวมัดใส่เกวียนจำเสีย เตงต๋งผู้บุตรรู้ก็ตกใจวิ่งออกมาจะถามเหตุผลทั้งปวง ทหารก็ตรูกันเข้าจับมัดใส่เกวียนจำเสียด้วยกัน

ขณะนั้นคนสนิธของเตงงายรู้ก็ตกใจ ชวนกันจับเครื่องศัสตราวุธวิ่งออกมาจะเข้ารบชิงเอาเตงงายพ่อลูก พอเห็นกองทัพจงโฮยยกทหารหนุนมาถึงทันเข้าก็กลัวพากันแตกตื่นกระจัดกระจายไป จงโฮยเห็นเตงงายพ่อลูกถูกมัดอยู่ในเกวียนจำนั้น ก็เอาคันทวนตีลงที่สีสะด่าว่าลูกอ้ายชาวนามึงมาทำโอหังตั้งตัวเปนใหญ่ มิได้ยำเกรงถึงเพียงนี้ควรแล้วหรือ เกียงอุยเห็นดังนั้นก็พลอยเยาะว่า วันนี้ท่านถึงที่แล้วหรือจึงมาอยู่ในเกวียนจำ เหตุใดมิทำแก้ตัวไปเล่า เตงงายก็มีความโกรธเปนกำลัง ก็ด่าว่าเกียงอุยเปนข้อหยาบช้าหลายประการ

ฝ่ายจงโฮยก็สั่งให้ทหารคุมเอาเตงงายพ่อลูกส่งไปให้แก่สุมาเจียว แล้วพาอุยก๋วนกับเกียงอุยเข้าไปในเมืองเสฉวน จึงให้ริบเอาทรัพย์สิ่งของทั้งปวงของเตงงายซึ่งได้ไว้นั้น แลทหารทั้งปวงเข้ามานบนอบอยู่ด้วยจงโฮยสิ้น

ขณะนั้นจงโฮยมีใจกำเริบ จึงว่าแก่เกียงอุยว่า วาสนาเราลูกผู้ชายตัวมิตายก็ได้สำเร็จความปราถนาทุกประการ เกียงอุยจึงว่า อันวาสนาของท่านข้าพเจ้าเห็นประจักษ์ปรากฎอยู่แล้ว ตัวท่านทำความชอบครั้งนี้ก็หนักหนา บุตรของท่านก็สองคนก็ยังหาความชอบมิได้ ซึ่งท่านจะทำการเอาความชอบสืบไปนั้น ขอยกไว้ให้บุตรท่านทำการเอาความชอบเถิด ท่านอุตส่าห์ทำการมาทั้งนี้ก็ปราถนาออกตัวอยู่ให้เปนสุข ก็ได้สำเร็จประโยชน์แล้วจะทำการสืบไปใยเล่า จงโฮยจึงว่าตัวเราอายุยังมิถึงสี่สิบ ปราถนาจะคิดการให้ใหญ่หลวงต่อไปอีกให้ปรากฎชื่อไว้ อันจะละความเพียรเสียนั้นมิได้

เกียงอุยจึงว่า ถ้าท่านมีความปราถนาดังนั้น ข้าพเจ้าก็เห็นวาสนาท่านมากอยู่สมควรแล้ว บัดนี้ทหารทั้งปวงก็พรักพร้อม ถึงท่านจะคิดสิ่งใดก็จะสำเร็จ ขอให้เร่งคิดทำการตามแผนที่ซึ่งข้าพเจ้าให้แก่ท่านนั้นเถิด จงโฮยได้ฟังเกียงอุยว่าต้องน้ำใจก็ตบมือหัวเราะ จึงว่าท่านนี้เจรจาสิ่งใดก็รู้อัชฌาสัยต้องใจเราทุกประการ แต่นั้นไปจงโฮยก็ปรึกษาหารือกับเกียงอุยที่จะทำการนั้นทั้งกลางวันกลางคืนมิได้ขาด เกียงอุยก็ลอบให้หนังสือไปถึงพระเจ้าเล่าเสี้ยนว่า พระองค์อุตส่าห์กลั้นพระทัยทรมานอยู่ก่อนเถิด ข้าพเจ้าจะคิดแก้ไขเอาราชสมบัติคืนให้พระองค์ให้จงได้

ฝ่ายสุมาเจียวจึงให้คนถือหนังสือไปถึงจงโฮยว่า บัดนี้เรามีความวิตกถึงท่านกลัวว่าจะยกไปกำจัดเตงงายนั้นจะมิได้สดวก จึงยกกองทัพมาตั้งรออยู่ณเมืองเตี้ยงอั๋น ถ้าราชการขัดเคืองประการใดก็ให้บอกไปจะยกทหารรีบมาช่วย จงโฮยได้แจ้งดังนั้นจึงปรึกษาด้วยเกียงอุยว่า มหาอุปราชก็รู้อยู่ว่าเรายกมาครั้งนี้ ทแกล้วทหารก็มากกว่าเตงงายถึงสองสามเท่าอีก เหตุไฉนจึงยกทหารหนุนมาตั้งประทับหลังอยู่เล่า ชรอยมหาอุปราชมีความสงสัยมิไว้ใจเรา จึงยกทหารออกมาสกัดไว้ ทั้งนี้เราประหลาทใจนัก ท่านจะเห็นประการใด

เกียงอุยจึงว่าท่านกริ่งใจทั้งนี้ก็ชอบอยู่ ข้าพเจ้ามาคิดเห็นว่า อันธรรมดานายมีความสงสัยบ่าวฉนี้แล้ว ก็ย่อมมีอันตรายมาถึงเปนมั่นคง เหมือนหนึ่งเตงงายนั้นก็ถึงแก่ความตาย ขอท่านเร่งรำพึงดูเถิด จงโฮยจึงว่าท่านว่านี้ชอบนักเราก็วิตกอยู่ ถ้าฉนั้นแล้วจะนิ่งตายต้องการอันใด เราก็จะคิดทำการต่อไปตั้งตัวให้ได้ แม้เดชะวาสนาก็จะได้ราชสมบัติ ถ้ามิสำเร็จเหมือนคิดก็จะกลับเข้าตั้งอยู่ในเมืองเสฉวนอย่างเล่าปี่จะไม่ได้เจียวหรือ

เกียงอุยจึงว่าถ้าท่านคิดดังนี้แล้ว ขอให้แต่งเปนหนังสือนางกวยทายเฮาผู้เปนอัครมเหษีของพระเจ้าโจยอยให้มาถึงทหารทั้งปวงว่า สุมาเจียวหาความกตัญญูไม่ จับเอาพระเจ้าโจมอฆ่าเสียชิงเอาราชสมบัติให้แก่ผู้อื่น จึงได้ความเดือดร้อนทั้งนี้ ขอให้ทหารทั้งปวงมีความกตัญญูสนองคุณเจ้า ช่วยกันคิดอ่านกำจัดสุมาเจียวเสีย ถึงมาทว่าทหารทั้งปวงไม่เห็นด้วยก็แล้วไป แต่ว่าให้ประกาศไว้ให้เปนที อันกำลังปัญญาความคิดของท่านผู้เดียว แม้จะคิดเอาเมืองวุยก๊กก็เห็นจะได้ไม่ยากนักดอก จงโฮยจึงว่าถ้าฉนั้นท่านจงยกทหารไปเปนกองหน้าเถิด แม้สำเร็จการดังความปราถนาเราแล้ว ก็จะแบ่งปันกันอยู่เปนสุขตามวาสนาของเรา

เกียงอุยจึงว่า อันตัวข้าพเจ้านี้ตั้งใจจะทำการอาสาสนองคุณของท่านให้ได้ แต่ทว่าวิตกอยู่ด้วยทแกล้วทหารของท่านมิเต็มใจให้ข้าพเจ้าบังคับบัญชาว่ากล่าวในกิจการทั้งปวง จงโฮยจึงว่าท่านอย่าปรารมภ์เลย รุ่งขึ้นพรุ่งนี้ก็จะเปนวันตรุษแล้ว จะหาทหารทั้งปวงมาเสพย์สุราให้พร้อมกัน เราจะว่ากล่าวเสียให้อยู่ในบังคับท่านให้ขาด ถ้าผู้ใดขัดแขงอยู่จะฆ่าเสีย เกียงอุยได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี ครั้นเวลารุ่งเช้าจงโฮยก็ให้หาขุนนางทั้งปวงเข้ามาเสพย์สุรา แลขณะเมื่อขุนนางทั้งปวงนั่งเสพย์สุราอยู่พร้อมกันนั้น จงโฮยจึงชูจอกสุราขึ้นแล้วก็ร้องไห้ ทหารทั้งปวงเห็นดังนั้นก็สงสัยจึงถามว่า ท่านร้องไห้ด้วยอันใด

จงโฮยจึงบอกว่า บัดนี้นางกวยทายเฮามีหนังสือมาถึงเราให้บอกทหารทั้งปวงว่า สุมาเจียวนี้มีใจกำเริบคิดการใหญ่หลวง ฆ่าพระเจ้าโจมอเสียปราถนาจะชิงเอาราชสมบัติตั้งตัวเปนใหญ่ ขอให้ทหารทั้งปวงมีความกตัญญูต่อเจ้า ช่วยกันกำจัดสุมาเจียวเสีย เหตุฉนี้เราจึงร้องไห้เพราะมีใจเจ็บร้อนด้วยแผ่นดิน ท่านทั้งปวงเปนข้าของพระเจ้าโจมอมาก่อนจะมีความเจ็บร้อนด้วยเจ้ากระทำตามรับสั่งหรือจะมิทำประการใด ทหารทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ชวนกันนิ่งก้มหน้าเสียสิ้น

จงโฮยจึงชักกระบี่ชูขึ้นร้องประกาศแก่ขุนนางทั้งปวงว่า ผู้ใดขัดแขงมิทำตามเราจะตัดสีสะเสีย ทหารทั้งปวงกลัวจงโฮย ก็ซังตายรับคำจงโฮย ๆ จึงสั่งให้เอาตัวขุนนางทั้งปวงขังไว้สิ้นมิให้ออกมา แล้วให้ทหารคนสนิธของตัวคุมรักษาอยู่ เกียงอุยจึงว่าแก่จงโฮยว่า ซึ่งขุนนางทั้งปวงรับคำท่านฉนี้แล้วก็ดี ข้าพเจ้าก็เห็นยังหาสุจริตไม่ เสียมิได้กลัวอาญาท่านก็ซังตายรับคำดอก ขอให้ท่านไล่เลียงดูให้แน่นอนก่อน ถ้าผู้ใดขัดแขงมิเปนใจด้วยนั้น ขอให้ท่านขุดหลุมเอาตัวฝังเสียจึงจะชอบ จงโฮยจึงว่าการทั้งนี้เราก็ตระเตรียมไว้พร้อมอยู่แล้ว ถ้าผู้ใดมิลงใจด้วยก็จะให้เอาตะบองทุบต้นคอฝังเสีย

ขณะนั้นคูเกี๋ยนซึ่งเปนทหารของเฮาเหลกนั้นมาอยู่ด้วยจงโฮย ๆ ใช้สอยเปนคนสนิธ ได้ยินดังนั้นจึงเอาเนื้อความไปบอกแก่เฮาเหลกทุกประการ เฮาเหลกก็ร้องไห้จึงว่า ตัวข้ามิได้รู้ว่าจงโฮยคิดการขบถถึงเพียงนี้เลย สงสารแต่เฮาเกียนบุตรของเราอยู่ภายนอกมิได้รู้เหตุผลประการใด แม้ท่านคิดถึงคุณแต่หนหลังจงช่วยบอกแก่บุตรเราด้วยเถิด ถึงมาทว่าตัวเราจะตายก็ตามบุญ คูเกี๋ยนจึงว่าท่านอย่าปรารมภ์เลย ข้าพเจ้าจะคิดกำจัดศัตรูเสียให้ได้ แล้วคูเกี๋ยนก็กลับมาจึงว่าแก่จงโฮยว่า ซึ่งท่านให้เอาขุนนางทั้งปวงมาขังไว้ในวังนี้ผู้ใดจะส่งเข้าปลาอาหารก็หาไม่ ข้าพเจ้าเห็นจะอดเข้าตายเสียสิ้น ขอให้ท่านแต่งผู้ใดผู้หนึ่งไปกำกับอยู่ด้วย รับเข้าปลาอาหารให้แก่ขุนนางทั้งปวงจึงจะชอบ จงโฮยก็เห็นชอบด้วย จึงว่าถ้าดังนั้นท่านจงไปอยู่ตรวจตรากำกับขุนนางทั้งปวงเถิด คูเกี๋ยนได้ท่วงทีดังนั้นก็คำนับแล้วมาอยู่กำกับขุนนางทั้งปวงตามจงโฮยสั่ง

ฝ่ายเฮาเหลกจึงตัดนิ้วมือสูบเอาโลหิตเขียนเปนหนังสือลับซ่อนให้แก่คูเกี๋ยน ๆ ก็ใช้ให้คนสนิธถือหนังสือออกไปแจ้งแก่เฮาเกียน ๆ แจ้งหนังสือลับว่า จงโฮยคิดการกำเริบขบถต่อแผ่นดิน จึงให้หานายทัพนายกองมาปรึกษา นายทัพนายกองทั้งปวงก็โกรธ จึงว่าตัวเราก็ชาติทหารได้ทำการสงครามมาก็หลายครั้ง มาทว่าตัวจะตายด้วยความสัตย์ซื่อก็ดูประเสริฐกว่าเปนข้าของจงโฮยต้องการอันใด เราทั้งปวงจะกระทำตามอำนาจของจงโฮยก็จะพลอยเปนขบถปรากฎชื่อชั่วตัวไปด้วย เราจะช่วยกันคิดตัดการเสียให้จงได้ ทหารทั้งปวงก็ชวนกันโกรธเปนอันมาก

ขณะนั้นอุยก๋วนซึ่งได้กำกับกองทัพทั้งสองฝ่าย จึงว่าท่านทั้งปวงปรึกษาก็ชอบทุกประการ ตัวเราก็จะรับทำการด้วยส่วนหนึ่ง เฮาเกียนจึงว่า ถ้าดังนั้นท่านทั้งปวงจงตระเตรียมทหารให้พร้อมทุกหมวดทุกกองเถิด เราจะรับยกเข้าไปทำการให้ทันท่วงทีอย่าให้รู้ตัว แล้วก็เร่งคนถือหนังสือกลับเข้าไปบอกแก่เฮาเหลกผู้บิดาแลขุนนางทั้งปวงซึ่งยังอยู่นั้น ว่าบัดนี้เราตระเตรียมกองทัพไว้พร้อมอยู่แล้ว จะยกเข้ามาทำการช่วยชีวิตท่านทั้งปวง แม้เรายกทหารเข้ามาถึงแล้วเมื่อใด ก็ให้จุดเพลิงขึ้นในเมืองเปนสำคัญ

ฝ่ายจงโฮยครั้นรุ่งเช้าขึ้นจึงให้หาเกียงอุยเข้ามาแก้ฝันว่า เวลาคืนนี้เราฝันเห็นว่ามีอสรพิษมาขบเอาเรารอบทั้งกาย นิมิตรนี้จะร้ายดีประการใดเชิญท่านทำนายแก่เราให้แจ้ง เกียงอุยจึงทำนายว่า ซึ่งท่านนิมิตรว่าอสรพิษแลมังกรสองประการนี้ จะทำประการใดก็เห็นจะสำเร็จความปราถนา เปนชัยมงคลแก่ท่านอีก จะได้มีอันตรายสิ่งใดหามิได้ จงโฮยได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงว่าความปราถนาเราจะสำเร็จจริงเหมือนท่านทำนายเปนมั่นคง เกียงอุยจึงว่า ซึ่งท่านให้เอาขุนนางทั้งปวงมาขังไว้ในวังปราถนาจะให้ลงใจด้วยกัน ข้าพเจ้าเห็นว่าหาสุจริตไม่ จะเอาไว้ให้เปนเสี้ยนหนามอยู่หาต้องการไม่ เท็จจริงประการใดท่านก็มีปัญญาพิเคราะห์เห็นอยู่สิ้นทุกประการแล้ว ถ้าฆ่าเสียสิ้นทีเดียวจะมิพ้นราคีแก่ตัวหรือ

จงโฮยได้ฟังเกียงอุยก็เห็นชอบด้วย จึงว่าถ้าฉนั้นท่านจงคุมเอาทหารเอกของเราไปจับเอาตัวขุนนางทั้งปวงฆ่าเสียให้สิ้นเถิด เกียงอุยรับคำแล้วก็ขึ้นม้าจะพาทหารทั้งปวงออกมา พอจุกอกขึ้นเปนกำลังทนมิได้ก็ซบลงอยู่กับหลังม้า ทหารทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ตกใจ ช่วยกันเข้าพยุงเกียงอุยออกมานวดฟั้นแก้ไขค่อยคลายขึ้น ในทันใดพอได้ยินเสียงทหารเฮาเกียนแลอุยก๋วนโห่ร้องอื้ออึงเอิกเกริกตีล้อมเมืองเข้ามาทั้งสี่ด้าน

เกียงอุยจึงว่าแก่จงโฮยว่า ซึ่งทหารโห่ร้องตีเข้ามาทั้งนี้มิใช่ผู้อื่น เปนพรรคพวกของขุนนางเหล่านี้มั่นคง จำจะฆ่าคนเหล่านี้เสียให้สิ้นก่อนจะเอาไว้มิได้ ว่ายังมิทันขาดคำพอเห็นแสงเพลิงติดขึ้นทั้งสี่ด้าน ทหารวิ่งตรูเข้ามาถึงข้างใน จงโฮยเห็นทหารตรูกันเข้ามาก็ตกใจ จึงปิดประตูที่อยู่เสียแล้วก็วิ่งหนีขึ้นไปอยู่ชั้นบน ทหารเฮาเกียนกับอุยก๋วนก็จุดเพลิงล้อมเข้าไป

จงโฮยจึงคิดว่าตัวกูเปนชาติทหาร การจวนตัวแล้วจะคิดกลัวความตายอยู่ก็หาควรไม่ คิดฉนี้แล้วก็ถอดกระบี่ไล่ฆ่าฟันลงมา ทหารเฮาเกียนล้มตายลงประมาณเก้าคนสิบคน ทหารทั้งปวงก็ช่วยกันล้อมจงโฮยเข้าไว้ ยิงเกาทัณฑ์ระดมมาถูกจงโฮยล้มลงตายกับที่ ทหารเฮาเกียนก็เข้าตัดเอาสีสะไป

ฝ่ายเกียงอุยเห็นเพลิงไหม้ล้อมเข้ามาดังนั้นก็โกรธ ชักกระบี่ออกจะไล่ฟันทหารซึ่งล้อมเข้ามา พอขยับตัวจะออกไปก็จุกอกขึ้นซุดนั่งลง จึงว่าอุบายของเราคิดไว้ตลอดแล้ว เทพดามิได้โปรดให้สำเร็จแกล้งผลาญชีวิตเราในครั้งนี้ เมื่อวาสนาหาไม่จะอยู่ไปใย ว่าดังนั้นแล้วก็เชือดฅอตายเสียในทันใด

บันดาขุนนางทั้งปวงซึ่งจงโฮยกักขังไว้นั้นมีความโกรธเกียงอุยนักว่ายุยงจงโฮย ก็ไปหาเกียงอุยพอไปพบศพเข้า ต่างคนต่างโกรธก็เอากระบี่ผ่าอกออกเห็นตับคับหัวอกอยู่ ดีนั้นใหญ่เท่าไข่ห่าน จึงคิดว่า เกียงอุยมีดีใหญ่ฉะนี้หรือจะมิกล้าหาญเข้มแขงเปนทหารเอก แล้วก็ตัดเอาสีสะไป แลเมื่อขณะเกียงอุยถึงแก่ความตายนั้น อายุได้ห้าสิบเก้าปี

ฝ่ายทหารเตงงายเห็นวุ่นวายขึ้นดังนั้น ก็คุมกันติดตามไปจะชิงเอาตัวเตงงาย อุยก๋วนรู้จึงปรึกษากับเตนซกซึ่งเปนคนสนิธ ว่าเตงงายนี้เราคิดกลอุบายจับกุมเอง ถ้าแลทหารทั้งปวงติดตามไปชิงเอาตัวเตงงายมาได้ก็จะทำอันตรายแก่เราด้วยมีความพยาบาทเปนมั่นคง ท่านจะคิดประการใด

ฝ่ายเตนซกเปนอริกับเตงงายมาแต่ก่อนมีความพยาบาทอยู่ ได้ทีดังนั้นจึงรับสั่งว่า ข้าพเจ้าจะขออาสาท่านคุมทหารตามไปฆ่าเตงงายเสียเองมิให้มีราคีแก่ท่านสืบไป อุยก๋วนดีใจก็ให้เตนซกคุมทหารห้าร้อยรีบตามไปฆ่าเสียในทันใด

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ