ตอนที่ ๔๗

ฝ่ายขงเบ้งครั้นจิวยี่ยกพ้นไปแล้ว ก็พาเล่าปี่ลงจากเนินเขากลับมาเมืองเกงจิ๋ว ครั้นเวลาคํ่าขงเบ้งพิเคราะห์ดูฤกษ์บน แลเห็นดาวตกลงมาจากอากาศดวงหนึ่ง ขงเบ้งจึงหัวเราะบอกเล่าปี่ว่า จิวยี่ตายวันนี้แล้ว พอทหารซึ่งสืบราชการนั้น กลับมาแจ้งว่าจิวยี่ตายแล้ว เล่าปี่จึงปรึกษาขงเบ้งว่า เราจะคิดทำประการใดเล่า ขงเบ้งจึงว่าจิวยี่ตายแล้ว เห็นแต่โลซกผู้เดียวจะได้ว่าที่แทนจิวยี่ กับอนึ่งข้าพเจ้าดูฤกษ์บน เห็นดาวไปประชุมกันอยู่ทิศตวันออก จำข้าพเจ้าจะไปเยี่ยมศพจิวยี่ณเมืองกังตั๋งจะได้สืบเสาะดูผู้มีสติปัญญา จะได้เกลี้ยกล่อมมาช่วยทำราชการกับท่าน

เล่าปี่จึงตอบขงเบ้งว่า ซึ่งท่านจะไปเมืองกังตั๋งนั้น เกลือกขุนนางแลทหารจะคิดทำอันตรายแก่ท่าน ขงเบ้งจึงว่า แต่ตัวจิวยี่อยู่ข้าพเจ้ายังไปได้ไม่กลัว บัดนี้จิวยี่ตายแล้วจะเกรงผู้ใดเล่า แล้วขงเบ้งสั่งจูล่งให้คุมทหารห้าร้อย จัดแจงเครื่องเส้นไปด้วย ครั้นลงเรือไปถึงกลางทาง ได้ยินข่าวชาวบ้านรายทางบอกว่า ซุนกวนตั้งโลซกเปนขุนนางนายทหารผู้ใหญ่ว่าราชการแทนจิวยี่ แลศพจิวยี่นั้นซุนกวนให้รับไปเมืองฉสองกุ๋น ขงเบ้งแจ้งดังนั้นก็ให้บ่ายเรือไปณเมืองฉสองกุ๋น

ฝ่ายโลซกรู้ข่าวว่าขงเบ้งมาถึงก็ลงไปเชิญขึ้นมา คำนับกันตามอย่างธรรมเนียม ทหารจิวยี่เห็นขงเบ้งมาก็แค้นใจคิดจะฆ่าขงเบ้ง แต่เห็นจูล่งถือกระบี่ติดตามอยู่จึงทำอันตรายไม่ได้ ขงเบ้งครั้นไปถึงศพจิวยี่ก็เส้นวักตามธรรมเนียม แล้วทำโศกเสร้าร้องไห้เปนอันมาก ฝ่ายทหารจิวยี่เห็นดังนั้นจึงเจรจากันว่า คนข้างนอกเล่าลือกันว่า ขงเบ้งกับจิวยี่เปนคนอริมิชอบกัน บัดนี้ขงเบ้งมาเส้นวักร้องไห้รักจิวยี่ฉนี้ก็เห็นว่าขงเบ้งมีใจสัตย์ซื่อต่อจิวยี่อยู่ ไม่สมกับคำลือว่าเปนอริกัน โลซกดูขงเบ้งทำการโศกเสร้าแล้วร้องไห้ ก็พลอยสงสารด้วยขงเบ้ง แล้วคิดว่าขงเบ้งนี้น้ำใจอารีรอบคอบหามีความพยาบาทไม่ แต่ข้างจิวยี่เปนคนริษยาพยาบาทจนตัวตาย คิดดังนั้นแล้วให้แต่งโต๊ะเชิญขงเบ้งกินด้วยกัน แล้วขงเบ้งก็ลาโลซกกลับไป

ฝ่ายบังทองเห็นจึงเดิรมายุดชายเสื้อขงเบ้งหัวเราะแล้วว่า ท่านแกล้งทำกลอุบายให้จิวยี่มีความแค้นจนตาย แล้วมิหนำซ้ำมาแกล้งทำเปนเส้นวักเสร้าโศกร้องไห้รักจิวยี่อีกเล่า ทำการเยาะเย้ยดูถูกทั้งนี้เห็นว่าชาวบ้านกังตั๋งไม่มีผู้รู้เท่าท่านแล้วหรือ

ขงเบ้งตกใจเหลียวมาเห็นบังทองเพื่อนสนิธก็คลายใจ จึงหัวเราะแล้วจูงมือกันลงไปนั่งณเรือ สนทนากันด้วยความทุกข์ยากมาแต่หนหลัง แล้วขงเบ้งจึงเขียนหนังสือปิดตราให้ไว้แก่บังทองฉบับหนึ่ง จึงสั่งนอกหนังสือว่า ถ้าซุนกวนมิได้เอาท่านไว้ทำราชการ ไม่สมความคิดประการใดแล้ว ก็เชิญท่านไปณเมืองเกงจิ๋ว ช่วยกันทำราชการทำนุบำรุงเล่าปี่เถิด เบื้องหน้าไปเล่าปี่ก็จะได้เปนใหญ่ ไม่เสียทีท่านได้เรียนความรู้มาด้วยกัน ถ้าท่านไปข้าพเจ้ามิได้อยู่ก็ให้เอาหนังสือนี้ออกให้เล่าปี่เถิด บังทองก็รับว่าจะไป ขงเบ้งก็ลามาณเมืองเกงจิ๋ว

ฝ่ายโลซกก็ไปส่งศพจิวยี่ถึงตำบลบูอาว ฝ่ายซุนกวนให้จัดแจงสิ่งของไปเส้นศพจิวยี่ ก็ร้องไห้เสร้าโศกถึงจิวยี่เปนอันมาก แล้วจึงสั่งทหารให้แต่งการศพจิวยี่ตามบันดาศักดิ์ ฝังไว้ณที่เกิดจิวยี่ ซุนกวนจึงเอาจิวซุนจิวอิ๋นบุตรจิวยี่ทั้งสองมาเลี้ยงไว้ อยู่มาวันหนึ่งโลซกจึงว่าแก่ซุนกวนว่า ซึ่งตั้งข้าพเจ้าแทนที่จิวยี่นั้นคุณหาที่สุดมิได้ แต่สติปัญญาข้าพเจ้าน้อยนักรู้มิถึงราชการ ข้าพเจ้าจะขอไปเชิญผู้มีสติปัญญามาให้อยู่ด้วยท่านคนหนึ่งชื่อบังทอง กับข้าพเจ้าก็เปนเพื่อนกันมา เปนคนมีสติปัญญามาก เรียนความรู้ครูเดียวกันกับขงเบ้ง รู้ฤกษ์บนแลการแผ่นดิน ถึงขงเบ้งจิวยี่ก็ย่อมนับถืออยู่ เดิมบังทองอยู่เมืองซงหยง บัดนี้เข้ามาอยู่ณเมืองเรา

ซุนกวนได้ยินโลซกว่าก็ดีใจจึงว่า เราได้ยินชื่ออยู่ช้านานแล้ว จงไปเชิญมาเถิด โลซกก็ไปเชิญบังทองเข้าไปหาซุนกวนแล้วคำนับตามธรรมเนียม ซุนกวนจึงพิจารณารูปร่างแลลักษณบังทอง เห็นคิ้วใหญ่จมูกโด่งหน้าดำหนวดสั้น รูปนั้นวิปริตนักน้ำใจจึงไม่ยินดี ซุนกวนจึงถามบังทองว่า ความรู้ซึ่งท่านได้เรียนมานั้น เอาอันใดเปนหลักเปนที่ยึด บังทองจึงบอกว่า ซึ่งจะเปนหลักเปนที่ยึดนั้น สุดแต่การเปนประมาณ เมื่อการสิ่งใดมีมาจึงจะคิดต่อไป

ซุนกวนจึงถามว่า ปัญญาวิชาการท่านเรียนมากับจิวยี่ยังเปนกะไรกัน บังทองจึงตอบว่า ความรู้วิชาการข้าพเจ้าเรียนมาผิดกันกับจิวยี่มากนัก ซุนกวนนั้นยังนับถือจิวยี่อยู่ไม่ชอบน้ำใจจึงว่าแก่บังทองว่า เชิญท่านออกไปก่อนเถิด เมื่อมีราชการข้างหน้าไปจึงเชิญท่านมาคิดอ่าน บังทองได้ยินซุนกวนว่าดังนั้นทอดใจใหญ่แล้วก็ออกมา

โลซกครั้นเห็นบังทองออกไปแล้วจึงถามซุนกวนว่า เปนไรท่านไม่เอาบังทองไว้ทำราชการเล่า ซุนกวนจึงถามว่า เราพิเคราะห์ดูรูปร่างก็ไม่สมที่ว่ามีสติปัญญา แล้วพูดจาพลุ่มพล่าม ถึงเอาไว้ก็ไม่เห็นจะได้ราชการ โลซกจึงว่า เมื่อครั้งโจโฉยกทัพเรือลงมารบเมืองเราครั้งนั้น บังทองได้ช่วยจิวยี่แต่งกลอุบายไปลวงโจโฉ จิวยี่จึงได้เผาเรือแลทหารโจโฉตายเปนอันมาก ข้าพเจ้าเห็นว่าบังทองมีความชอบอยู่ ขอท่านดำริห์จงควร

ซุนกวนจึงว่า โจโฉทำการครั้งนั้น เปนความคิดของโจโฉเอง จะเปนความคิดบังทองนั้นหาไม่ เราไม่ชอบใจไม่เอาไว้แล้ว โลซกจึงไปหาบังทองว่า เราช่วยว่ากล่าวอุดหนุนท่านก็หนักหนา ซุนกวนก็ไม่เอาท่านไว้ ท่านจงค่อยรักษาตัวอยู่พลางเถิด บังทองได้ยินโลซกว่าดังนั้น ก็ก้มหน้านิ่งเสียมิได้ตอบประการใด แต่ทอดใจใหญ่อยู่ โลซกจึงว่า เราเห็นกิริยาอาการท่านต่อจะไม่อยู่ในเมืองกังตั๋งแล้ว ท่านก็มีวิชาการประกอบทั้งปัญญา จงพิเคราะห์ดูเห็นว่าจะไปอยู่ทิศใดตำบลใดจะเปนประโยชน์แก่ท่านก็เชิญบอกเราให้แจ้งเถิด

บังทองได้ยินดังนั้นจึงบอกว่า น้ำใจเราใคร่ไปอยู่ด้วยโจโฉ โลซกจึงว่า ท่านมีสติปัญญาดุจแก้วอันงาม ซึ่งจะไปอยู่ด้วยโจโฉนั้นเหมือนไปอยู่ในที่มืดที่ลับไม่สมควร ขอท่านไปณเมืองเกงจิ๋วอยู่ด้วยเล่าปี่ เห็นจะเปนประโยชน์แก่ท่าน บังทองจึงตอบว่า ความจริงในใจเราคิดเหมือนหนึ่งท่านว่า ที่เราว่าจะไปอยู่ด้วยโจโฉนั้นหากว่าลองใจท่านดู โลซกจึงว่ากะนั้นเราจะมีหนังสือไปถึงเล่าปี่ใบหนึ่ง ฝากท่านไปให้ช่วยทำนุบำรุงเล่าปี่ หวังมิให้เล่าปี่กับซุนกวนนายเราเปนอริแหนงกันได้ทั้งสองฝ่าย จะได้พร้อมใจช่วยกันกำจัดโจโฉเสีย บังทองจึงว่าความคิดท่านเหมือนหนึ่งข้าพเจ้าคิดไว้ เชิญท่านเขียนหนังสือเถิด โถซกเขียนหนังสือให้บังทอง ๆ ก็รับเอาหนังสือแล้วไปเมืองเกงจิ๋วจะเข้าไปหาเล่าปี่

ขณะนั้นขงเบ้งไม่ได้อยู่ ไปชำระทุกข์ราษฎรณหัวเมืองสี่ตำบล นายประตูเข้าไปบอกเล่าปี่ว่า บังทองมาแต่เมืองกังตั๋งจะเข้ามาหา เล่าปี่ได้ฟังจึงว่า ได้ยินเล่าลือชื่อมาช้านานแล้วแต่ยังมิได้พบตัว ก็ให้เชิญบังทองเข้ามา ฝ่ายบังทองมิได้คำนับเล่าปี่โดยปรกติ เล่าปี่ก็พิจารณาดูลักษณเห็นรูปร่างวิปริต นํ้าใจไม่สู้ยินดีต่อ จึงแกล้งว่าแก่บังทองว่า ท่านมาหาเราแต่ทางไกล เราก็มิได้มีธุระสิ่งใด

บังทองเห็นเล่าปี่ไม่สู้นับถือก็คิดน้อยใจ มิได้เอาหนังสือของขงเบ้งโลซกออกให้เล่าปี่ดูแต่ตอบว่า ได้ยินลือว่าอาว์พระเจ้าเหี้ยนเต้เกลี้ยกล่อมผู้มีสติปัญญาแลทหาร ข้าพเจ้าจึงอุตส่าห์มาหาท่าน เล่าปี่จึงว่า เมืองเกงจิ๋วนี้สงบราบคาบอยู่ จะเอาท่านไว้ด้วยก็ไม่ควร ยังแต่เมืองลอยเอี๋ยงอยู่ทิศตวันออกเฉียงเหนือ ทางไกลกับเมืองเกงจิ๋วสามร้อยเส้นยังหามีเจ้าเมืองไม่ เชิญท่านไปว่าที่อยู่ก่อนเถิด ถ้ามีที่อื่นชอบกลจึงจะให้เลื่อนขึ้นไป บังทองคิดแต่ในใจว่าเล่าปี่ดูถูกไม่นับถือ ครั้นจะสนทนาสำแดงให้เห็นสติปัญญาเล่าขงเบ้งก็มิได้อยู่ จำเปนจำใจรับแล้วก็ลาเล่าปี่ไป

ครั้นบังทองไปถึงเมืองลอยเอี๋ยงก็กินแต่เหล้าแล้วนอน ๆ ตื่นขึ้นแล้วกินเหล้ามิได้ว่าราชการ ชาวเมืองมาฟ้องแก่เล่าปี่ว่า บังทองเสพย์สุราทุกวันมิได้ว่ากิจการบ้านเมือง เล่าปี่ก็โกรธว่าบังทองเปนคนไม่ดี จะทำให้เราเสียการ แล้วสั่งเตียวหุยให้ไปณเมืองลอยเอี๋ยงสืบดูบังทอง ถ้าละราชการจริงเหมือนหนึ่งปากราษฎรมาร้องก็ให้เอาตัวมา แล้วกลับมีสติว่าเตียวหุยทำการสิ่งใดมักวู่วามนัก จึงให้ซุนเขียนไปด้วยช่วยดูผิดแลชอบ

เตียวหุยซุนเขียนกับทหารก็พากันไปถึงเมืองลอยเอี๋ยง เห็นแต่ทหารกับราษฎรชวนกันออกมารับนอกเมือง มิได้เห็นบังทองเจ้าเมืองออกมา เตียวหุยจึงถามว่า เจ้าเมืองไปไหนจึงไม่ออกมารับเรา ราษฎรทั้งปวงจึงบอกว่า เจ้าเมืองเสพย์สุราเมานอนอยู่ เตียวหุยได้ยินดังนั้นก็โกรธนัก จึงสั่งทหารจะให้จับตัวบังทองมา ซุนเขียนจึงห้ามเตียวหุยว่า อย่าเพ่อหุนหันดูถูกเขาก่อน เราเข้าไปในเมืองเอาตัวมาไต่ถามดูให้รู้ผิดแลชอบ ถ้าสมจริงเหมือนหนึ่งปากราษฎรแล้วจึงทำโทษ เตียวหุยได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วยจึงพากันเข้าไปศาลากลาง แล้วให้คนเข้าไปหาตัวบังทองออกมา คนใช้จึงเข้าไปเห็นบังทองยังเมาสุราอยู่ก็พยุงออกมานั่ง เตียวหุยเห็นบังทองเมาสุราดังนั้นก็โกรธจึงว่า พี่เราคิดว่าท่านเปนคนดีจึงให้มาเปนเจ้าเมือง เหตุใดมากินสุราแล้วละราชการบ้านเมืองเสีย บังทองจึงหัวเราะแล้วตอบว่า ท่านว่าเราละราชการบ้านเมืองเสียนั้นข้อใด

เตียวหุยจึงว่า ท่านมารักษาเมืองอยู่ถึงร้อยวันเศษ กินแต่สุรามิได้ตัดสินเนื้อความของราษฎร จนราษฎรไปฟ้อง บังทองจึงว่าเราเห็นเมืองก็น้อย ราชการก็น้อย ยากอะไรกับจะตัดสินเนื้อความเพียงนี้ เชิญท่านนั่งอยู่สักครู่หนึ่งเถิด ข้าพเจ้าจะตัดสินเนื้อความของราษฎรให้ฟัง จึงให้คนใช้เอาข้อเนื้อความของราษฎรซึ่งฟ้องกล่าวโทษกันที่ค้างอยู่ ทั้งโจทจำเลยเปนหลายคู่มา บังทองจึงให้อ่านฟ้องแลคำโจทจำเลย ครั้นเสมียนอ่านข้อความไป บังทองก็รับฟ้อง ปากนั้นก็ว่ากล่าวตัดสิน มือจับพู่กรรณ์จดความไว้ด้วยรวดเร็วว่องไว ในครู่หนึ่งก็แล้วเสร็จมิได้ผิดแต่สักข้อหนึ่ง

ฝ่ายอาณาประชาราษฎรทั้งปวงก็สรรเสริญบังทองเปนอันมาก แล้วบังทองจึงว่าแก่เตียวหุยว่า ที่ท่านว่าเราละราชการเสียนั้น คือการอันใดเล่าก็ว่ามาเถิด เตียวหุยจึงว่าเนื้อความก็สิ้นแต่เท่านี้ บังทองจึงว่าความแต่เพียงนี้จะเปนไร ข้าพเจ้าจะว่าให้มิได้หรือ แต่หากว่ายังไม่สบายใจจึงมิได้ตัดสิน ถึงราชการโจโฉกับซุนกวนก็ดี เหมือนเราจับหนังสือชูไว้บนฝ่ามือ ถ้าเปิดพลิกดูเมื่อใดก็จะเห็นแจ้งสิ้น เตียวหุยได้ฟังดังนั้นก็ตกใจแล้วว่าแก่บังทองว่า เล่าปี่กับข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่าท่านมีสติปัญญาถึงเพียงนี้ คิดว่าท่านละราชการเสียจริง จึงใช้ข้าพเจ้ามาฟังดูจะได้ช่วยทำนุบำรุงท่าน ข้าพเจ้าจะเอาเนื้อความทั้งนี้ไปแจ้งให้เล่าปี่ฟัง บังทองจึงเอาหนังสือซึ่งโลซกให้มาแก่เล่าปี่นั้นออกให้ซุนเขียนอ่านให้เตียวหุยฟัง

เตียวหุยแจ้งในหนังสือแล้วจึงถามว่า เมื่อมาพบเล่าปี่นั้นเปนไรมิให้เล่าปี่เล่า บังทองจึงว่า เมื่อแรกพบนั้นเล่าปี่ยังหารู้ว่าข้าพเจ้าดีชั่วไม่ ครั้นจะให้ดูหนังสือนั้น ก็เหมือนข้าพเจ้าแกล้งขอหนังสือมาเปนนายหน้าให้ผู้อื่นช่วยสรรเสริญข้าพเจ้าจึงมิให้ดู เตียวหุยจึงว่ากับซุนเขียนว่า ถ้าท่านมิขัดเราไว้เมื่อกี้ก็จะเสียความ ว่าเท่านั้นแล้วเตียวหุยซุนเขียนก็ลาบังทองไปณเมืองเกงจิ๋ว จึงเล่าเนื้อความให้เล่าปี่ฟังทุกประการ แล้วส่งหนังสือโลซกให้เล่าปี่ดูเปนใจความว่า บังทองคนนี้ได้รํ่าเรียนความรู้วิชาการเปนอันมาก แล้วก็มีสติปัญญาควรจะเปนที่ปรึกษาท่านได้ แม้จะดูแต่ลักษณรูปร่างภายนอกก็เห็นว่าไม่สมที่จะว่ามีความรู้วิชาการดี ข้าพเจ้าเสียดายบังทอง กลัวบังทองไปอยู่ด้วยผู้อื่นเสีย ข้าพเจ้าจึงมีหนังสือให้บังทองมาหาท่าน

ฝ่ายเล่าปี่ครั้นได้แจ้งในหนังสือดังนั้น ก็ยังคิดตรึกตรองแคลงอยู่ พอทหารเข้าไปบอกว่าขงเบ้งกลับมาถึง เล่าปี่ก็ออกไปรับเข้ามา แล้วขงเบ้งจึงถามเล่าปี่ว่า บังทองมาอยู่นั้นเขาได้ความสบายอยู่หรือ เล่าปี่แกล้งบอกว่าบังทองมาหา เราก็ตั้งให้เปนเจ้าเมืองลอยเอี๋ยง แล้วละราชการเสียมิได้ว่ากล่าวกิจทุกข์สุขของราษฎร กินแต่สุราแล้วก็นอนเสีย ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นหัวเราะแล้วว่า บังทองคนนี้ได้เรียนวิชาการมีสติปัญญาเปนอันมาก ความรู้เขานั้นดีกว่าข้าพเจ้าสิบส่วนอีก ข้าพเจ้าได้ให้หนังสือมากับบังทองฉบับหนึ่งท่านได้เห็นแล้วหรือ เล่าปี่จึงบอกว่าวันนี้ได้เห็นแต่หนังสือโลซกให้มา หนังสือของท่านนี้ยังไม่แจ้ง

ขงเบ้งจึงว่า ท่านตั้งให้บังทองเปนเจ้าเมืองลอยเอี๋ยงซึ่งเปนเมืองน้อยนั้น ชรอยบังทองจะเห็นว่าไม่สมควร จึงแกล้งละราชการกินแต่เหล้าแล้วนอนเสีย เล่าปี่จึงว่า ถ้าเตียวหุยน้องเราไม่มาบอกก็จะเสียคนดีไปคนหนึ่ง แล้วก็สั่งเตียวหุยให้ไปเชิญบังทองมา เตียวหุยก็ไปเชิญบังทองมาณเมืองเกงจิ๋ว เล่าปี่ขงเบ้งก็ชวนกันออกไปรับบังทองถึงนอกประตู คำนับรับกันตามธรรมเนียมแล้ว เล่าปี่จึงว่าแก่บังทองว่า ข้าพเจ้าใจเบาไม่รู้เลยว่าท่านมีสติปัญญา ให้ท่านไปอยู่เมืองน้อยนั้นข้าพเจ้าขออภัยแก่ท่านเถิด แล้วพากันไปนั่ง บังทองจึงเอาหนังสือซึ่งขงเบ้งให้ไว้นั้นออกยื่นให้เล่าปี่ ๆ รับเอามาอ่านดูเปนใจความว่า ฮองซูผู้ชื่อว่าบังทองมาถึงวันไรก็ให้เล่าปี่เลี้ยงรักษาไว้จะได้ช่วยราชการ เล่าปี่แจ้งดังนั้นก็มีความยินดีนัก จึงว่าเราลืมไปพึ่งระลึกได้ถึงคำสุมาเต๊กโชอาจารย์ได้ว่าไว้แก่เราว่า ฮกหลงผู้ชื่อว่าขงเบ้ง ฮองซูผู้ชื่อว่าบังทอง สองคนนี้ถ้าได้มาแต่คนหนึ่งจะปราบศัตรูแผ่นดินได้ บัดนี้เราก็ได้มาพร้อมกันทั้งสองคนแล้ว ควรที่จะทำนุบำรุงแผ่นดินพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้รุ่งเรืองสืบไป จึงตั้งบังทองให้เปนที่ปรึกษากับขงเบ้งด้วยกัน ช่วยฝึกสอนทหารให้ชำนาญในการสงคราม แลกิจการบ้านเมืองให้เปนสิทธิ์แก่ขงเบ้งบังทองว่ากล่าวทั้งสิ้น

ฝ่ายคนสอดแนมจึงเอาเนื้อความไปบอกแก่โจโฉณเมืองฮูโต๋ว่า เล่าปี่ได้ขงเบ้งบังทองมาไว้เปนที่ปรึกษา แล้วเกลี้ยกล่อมซ่องสุมทหารแลสเบียงอาหารไว้เปนอันมาก เห็นจะประนอมกันเข้ากับซุนกวนจะยกมาทำอันตรายแก่ท่าน โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงให้หาที่ปรึกษาแลนายทัพนายกองทั้งปวงมาปรึกษาราชการที่จะยกไปทิศใต้

ซุนฮิวจงว่าแก่โจโฉว่า ข้าพเจ้าเห็นจิวยี่พึ่งตาย ยังหามีนายทัพแลที่ปรึกษาไม่ ควรจะยกไปรบเอาเมืองซุนกวนเห็นจะได้โดยสดวก แล้วจึงยกไปตีเล่าปี่ โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงว่า เราจะยกทหารไปทางไกลเกรงเกลือกม้าเท้งรู้จะยกมาตีเอาเมืองฮูโต๋ เหมือนเมื่อคราวที่เรายกทัพเรือทหารแปดสิบสามหมื่นลงไปตีเมืองกังตั๋ง ครั้งนั้นก็ได้ยินเล่าลือมาว่า ม้าเท้งเจ้าเมืองเสเหลียงจะยกมาปล้นเอาเมืองฮูโต๋ เราจะคิดจัดแจงป้องกันเมืองไว้ก่อนจึงจะได้

ซุนฮิวจึงว่า ข้าพเจ้าเห็นว่าถ้าเกรงฉนั้นจำจะมีหนังสือพระเจ้าเหี้ยนเต้ลวงไปว่า ท่านเปนผู้รับสั่งตั้งม้าเท้งให้เลื่อนที่ขึ้นไปเปนนายทหารใหญ่จะให้ปราบปรามหัวเมืองฝ่ายใต้แลรบเอาเมืองซุนกวน แต่ให้หาตัวเข้ามาคิดราชการก่อน ครั้นมาถึงแล้วเราจับตัวฆ่าเสีย จึงยกไปรบเอาเมืองซุนกวนก็จะไม่มีกังวลทางหลัง โจโฉได้ฟังซุนฮิวว่าดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงให้เขียนหนังสือรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้เหมือนคำซุนฮิวว่านั้น ให้ข้าหลวงถือไปให้ม้าเท้ง

ฝ่ายม้าเท้งเห็นหนังสือรับสั่ง ก็ให้ม้าเฉียวม้าฮิวม้าเทียดผู้ลูก ม้าต้ายผู้หลานมาปรึกษาว่า เดิมตังสินได้รับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้มาคิดอ่านกับเล่าปี่จะกำจัดโจโฉเสีย ตังสินทำการไม่ลับ โจโฉจับตังสินฆ่าเสีย เรากับเล่าปี่หนีมาได้ เรามาอยู่เมืองเสเหลียงนี้ก็เปนที่ลับอยู่ อนึ่งก็ได้ยินข่าวว่าเล่าปี่ไปตีเมืองเกงจิ๋ว เราก็คิดจะใคร่ไปหาแลช่วยทำนุบำรุงเล่าปี่ บัดนี้โจโฉให้มีรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้มาหาเรา ๆ จะคิดประการใด

ม้าเฉียวจึงว่า โจโฉถือรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้หา ครั้นมิไปจะว่าขัดรับสั่งจะเอาโทษภายหลัง จำจะไปตามรับสั่ง แต่เมื่อถึงเมืองหลวงแล้วเราดูท่วงทีก่อน ถ้าเห็นจะทำการได้ก็จะทำตามรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้เมื่อครั้งเขียนอักษรด้วยโลหิต ม้าต้ายผู้หลานจึงว่า โจโฉเปนคนมีความคิด กลัวว่าจะให้หาไปถึงแล้วจะทำร้ายแก่ท่าน ม้าเฉียวจึงว่า ข้าพเจ้าขอยกทหารไปเปนทัพหน้ารบเอาเมืองฮูโต๋ ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินพระเจ้าเหี้ยนเต้เหมือนหนึ่งบิดาคิดไว้นั้น

ม้าเท้งจึงว่า เจ้าอย่าเพ่อวุ่นวายไปก่อน เราจะให้เจ้ากับหันซุยสหายเราอยู่รักษาเมืองเสเหลียง เรากับม้าฮิวม้าเทียดผู้บุตรม้าต้ายผู้หลานจะคุมทหารทั้งปวงยกไป ถ้ามีรับสั่งให้หาจริงก็ดีมิจริงก็ดีจะทำร้ายเราประการใด ก็จะคิดเกรงถึงตัวทั้งสองผู้อยู่รักษาเมือง ม้าเท้งจึงให้แบ่งทหารอยู่รักษาเมืองบ้าง แล้วก็คุมทหารห้าพันให้ม้าฮิวม้าเทียดเปนทัพหน้า ม้าต้ายเปนทัพหลังยกไปใกล้เมืองฮูโต๋ประมาณสองร้อยเส้นก็ตั้งทัพอยู่

ฝ่ายโจโฉรู้จึงสั่งอุยกุ๋ยให้ออกไปหาม้าเท้งแล้วบอกว่า ม้าเท้งยกทหารมาด้วยเปนอันมาก จะเข้ามาในเมืองนั้นให้แต่ตัวม้าเท้งกับทหารผู้ใหญ่เข้ามาเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ แลทหารทั้งปวงนั้นมาทางไกลเห็นจะขัดสนด้วยสเบียงอาหาร ให้หยุดอยู่แต่ภายนอกนั้นเถิด พรุ่งนี้จะเอาสเบียงไปส่งให้ อุยกุ๋ยก็รับคำโจโฉแล้วไปหาม้าเท้ง ก็คำนับกันแล้วชวนให้กินโต๊ะแลสุรา อุยกุ๋ยครั้นกินสุราเมาตึงตัวแล้วจึงว่า บิดาเราชื่ออุยอ๋วนตายเสียเมื่อครั้งลิฉุยกุยกียกเข้ามาทำร้ายถึงวังพระเจ้าเหี้ยนเต้ ครั้งนั้นใจข้าพเจ้ายังหาหายแค้นไม่ บัดนี้มาพบอ้ายศัตรูราชสมบัติอีกเล่า

ม้าเท้งจึงถามว่า ผู้ใดเปนศัตรูราชสมบัติ อุยกุ๋ยจึงว่าศัตรูราชสมบัติคือโจโฉนี้แหละ ท่านไม่รู้จักหรือจึงมาถามเรา ม้าเท้งคิดกริ่งใจว่าอุยกุ๋ยเปนพวกโจโฉเกลือกจะใช้มาลวงเอาความ จึงทำเปนตกใจว่าท่านอย่าเจรจา น้ำใจโจโฉหรือจะเปนดังนั้น ถ้ารู้ถึงโจโฉเราจะพากันตายเสีย อุยกุ๋ยจึงตวาดเอาม้าเท้งว่าท่านลืมไปแล้วหรือ เมื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้เขียนพระอักษรออกมาด้วยพระโลหิตครั้งนั้น เราเปนข้าพระเจ้าเหี้ยนเต้มิได้เปนข้าโจโฉ ท่านอย่ากินแหนงเราเลย การสิ่งใดเราจะช่วยท่านคิด ม้าเท้งฟังอุยกุ๋ยเจรจาเหมือนน้ำใจเห็นไม่ล่อลวงแน่แล้ว ก็บอกการซึ่งคิดมาแต่หนหลังนั้นให้อุยกุ๋ยฟังทุกประการ

อุยกุ๋ยได้ฟังดังนั้นจึงบอกว่า อันโจโฉจะให้หาท่านเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นไม่จริง ถ้าเข้าไปแล้วเขาจะจับฆ่าเสีย ท่านเร่งคิดแก้ไขจงดี ม้าเท้งจึงว่า ความคิดโจโฉนั้นจะทำประการใด ท่านอยู่เมืองเดียวกันก็แจ้งอยู่ ขอท่านคิดให้เถิดข้าพเจ้าจะทำตาม อุยกุ๋ยจึงว่า ซึ่งโจโฉจะหาท่านเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้น ท่านจงบอกเข้าไปว่ามาแต่ทางไกลยังเหนื่อยบอบชํ้าอยู่ขอให้งดก่อน พรุ่งนี้โจโฉจะให้เอาสเบียงมาส่ง ดีร้ายตัวจะออกมาดูทหารท่านด้วย ถ้าโจโฉออกมาแล้วให้ท่านเร่งคิดการจับตัวฆ่าเสียให้จงได้

ม้าเท้งได้ฟังดังนั้นก็ดีใจนัก จึงว่าการในเมืองนั้นท่านช่วยคิดแก้ไขเถิด การข้างนอกเมืองไว้ข้าพเจ้าจะคิดเอง ว่ากันแล้วอุยกุ๋ยก็ลาม้าเท้งไปบอกแก่โจโฉว่า ม้าเท้งมาทางไกลเห็นจะเหนื่อยอยู่ ซึ่งจะเข้ามาเฝ้านั้นขอให้งดก่อน บอกแล้วอุยกุ๋ยก็ลาโจโฉไปณเรือน ตรึกตรองซึ่งจะทำร้ายโจโฉนั้นกลัวจะไม่สำเร็จ เปนทุกข์ร้อนรำคาญใจนักอยู่

ฝ่ายเมียหลวงเห็นอุยกุ๋ยไม่สบาย จึงเข้าไปปลอบถามถึงสามครั้ง อุยกุ๋ยก็ไม่บอกประการใด ฝ่ายนางลิซุ่นเอี๋ยงเมียน้อยอุยกุ๋ยนั้น เปนชู้กันกับเบียวเต๊กน้องเมียหลวง เบียวเต๊กนั้นจะใคร่ได้นางลิซุ่นเอี๋ยงเปนเมีย แต่คอยหาความผิดอุยกุ๋ยเปนช้านานยังไม่สมคิด

ฝ่ายนางลิซุ่นเอี๋ยงเมียน้อย เห็นอุยกุ๋ยผู้ผัวกลับมาดูหน้าเห็นประหนึ่งโกรธอยู่ จึงเอาเนื้อความไปบอกแก่เบียวเต๊กผู้ชู้ว่า อุยกุ๋ยไปหาโจโฉปรึกษาราชการ แล้วกลับมาวันนี้เห็นกิริยาโกรธ แล้วทุกข์ร้อนไม่สบายไม่รู้เหตุประการใด เบียวเต๊กจึงว่า ข้าพเจ้าได้ยินว่าอุยกุ๋ยออกไปหาม้าเท้งแล้วกลับมาไม่สบายดังนี้น่าที่จะมีความลับ เจ้าจงอ้อนวอนปลอบถามดูให้ได้เนื้อความเถิด แล้วนางลิซุ่นเอี๋ยงก็ไป

ครั้นเวลาคํ่าอุยกุ๋ยไปหานางลิซุ่นเอี๋ยง ๆ ทำปฏิบัติตามประเพณี แล้วจึงกล่าวอุบายแก่อุยกุ๋ยว่า เล่าปี่เปนเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ ตั้งใจทำราชการทำนุบำรุงแผ่นดินโดยสุจริต ข้างโจโฉเปนคนหยาบช้า ทำการหาตรงต่อแผ่นดินไม่ ตัวท่านก็มีสติปัญญาอยู่ เหตุใดจึงมาอยู่ด้วยโจโฉซึ่งเปนศัตรูราชสมบัติ

อุยกุ๋ยเสพย์สุราเมา ไม่ทันพิเคราะห์หลงด้วยกลแห่งสตรีจึงบอกว่า ตัวเจ้าเปนหญิงยังรู้จักผิดแลชอบ ตัวข้าเปนชายก็รู้อยู่ว่าโจโฉเปนศัตรูราชสมบัติ แต่มาวิตกว่าความคิดซึ่งจะทำร้ายโจโฉนั้นกลัวจะไม่สำเร็จ นางลิซุ่นเอี๋ยงทำเปนอ้อนวอนว่า ความคิดท่านจะทำประการใดจึงจะฆ่าโจโฉได้โปรดบอกให้แจ้งด้วย ข้าพเจ้าเปนหญิงแม้เห็นผิดแลชอบประการใดจะได้ช่วยเตือนสติท่านบ้าง อุยกุ๋ยไม่ทันคิดก็เล่าเนื้อความซึ่งคิดไว้กับม้าเท้งนั้นให้นางลิซุ่นเอี๋ยงฟังทุกประการ ครั้นอุยกุ๋ยนอนหลับแล้ว นางลิซุ่นเอี๋ยงก็มาบอกแก่เบียวเต๊ก ๆ ก็รีบเข้าไปบอกแก่โจโฉในเวลากลางคืน โจโฉก็ให้คุมเบียวเต๊กไว้ แล้วให้ไปจับตัวอุยกุ๋ยกับบุตรภรรยามาจำไว้สิ้น

โจโฉจึงเรียกโจหองเคาทูซิหลงแฮหัวเอี๋ยนมากระซิบบอกเนื้อความซึ่งเบียวเต๊กฟ้องอุยกุ๋ยนั้นให้ฟัง แล้วสั่งว่าพรุ่งนี้เวลาเช้าท่านแต่งตัวให้เหมือนเรา เอาธงแดงสำคัญของเราแห่นำไป แล้วให้เคาทูเปนปีกขวา ให้แฮหัวเอี๋ยนเปนปีกซ้าย โจหองเปนกองหลวง ซิหลงเปนกองหนุน ยกออกไปตั้งท้องสนามนอกเมือง ให้ทำอาการเหมือนเราจะยกไป ม้าเท้งไม่ทันรู้จะสำคัญว่าเรายกออกไปก็จะเข้ามาตามสัญญาอุยกุ๋ย ท่านจึงจุดประทัดสัญญาให้ทหารยิงเกาทัณฑ์ล้อมม้าเท้งไว้จับมาให้ได้ โจหองกับทหารทั้งปวงก็ยกออกไปตั้งอยู่ตามสั่งทุกประการ

ฝ่ายม้าเท้งครั้นเวลาเช้าก็จัดแจงทหารยกออกมาจากค่ายเข้าไปใกล้เมืองฮูโต๋ เห็นทหารออกมามีธงแดงปักอยู่ก็ดีใจ สำคัญว่าโจโฉยกมาเหมือนอุยกุ๋ยว่า ม้าเท้งก็ขับม้ายกทหารตรงเข้าไป ครั้นใกล้ได้ยินเสียงประทัดแล้วเห็นทหารพวกธงแดงเอาเกาทัณฑ์ระดมยิง โจหองก็ควบม้าตรงออกมา ม้าเท้งตกใจชักม้ากลับจะหนี พอเคาทูซิหลงแฮหัวเอี๋ยนยกทหารเข้าล้อมไว้ ม้าเท้งกับม้าฮิวม้าเทียดก็ฟันฝ่าออกมาถูกเกาทัณฑ์ทั้งสามนายตกม้าลง แต่ม้าเทียดนั้นตาย ทหารทั้งปวงก็รุมกันเข้าจับม้าเท้งม้าฮิวมัดเข้าไปให้โจโฉ ๆ จึงเอาตัวอุยกุ๋ยออกมาถามสอบกันกับม้าเท้ง อุยกุ๋ยก็ไม่รับ จึงว่าข้าพเจ้าจะได้คบคิดกับม้าเท้งทำร้ายมหาอุปราชนั้นหามิได้ แล้วว่าแก่ม้าเท้งว่า ท่านอย่าวิตกตัวเรามิได้มีความผิดสิ่งใด โจโฉจึงให้เอาตัวเบียวเต๊กมาถามต่อหน้าอุยกุ๋ย เบียวเต๊กยืนคำอยู่ โจโฉจึงถามอุยกุ๋ยกับม้าเท้งต่อไป อุยกุ๋ยม้าเท้งก็จนอยู่ในคำพูดเบียวเต๊กหมด

ม้าเท้งโกรธด่าอุยกุ๋ยว่า อ้ายคนหลงทำให้เสียการของกูไป ถึงตัวกูจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต แต่มาคิดน้อยใจว่าจะล้างศัตรูราชสมบัติเสีย ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินให้เปนสุขก็ไม่สมความคิด โจโฉก็ให้ทหารเอาตัวม้าเท้งม้าฮิวกับอุยกุ๋ยไปฆ่าเสีย ม้าเท้งก็ด่าโจโฉมิได้ขาดคำจนทหารลงดาบฟันถึงแก่ความตาย โจโฉจึงว่าแก่เบียวเต๊กว่า ท่านมีความชอบต่อเราเปนอันมาก ท่านจะปราถนาสิ่งใดเราจะให้ท่าน เบียวเต๊กจึงว่า ข้าพเจ้าจะได้รักยศฐาศักดิ์นั้นหามิได้ ข้าพเจ้าจะขอแต่นางลิซุ่นเอี๋ยงภรรยาน้อยอุยกุ๋ยมาเปนภรรยา

โจโฉจึงว่า นางลิซุ่นเอี๋ยงเปนคนชั่วไม่รู้จักคุณสามี พี่เขยของท่านก็ตายเพราะปากมัน ซึ่งท่านจะเลี้ยงมันเปนภรรยานั้นไม่ควร เบียวเต๊กได้ฟังดังนั้นกลัวโจโฉจะฆ่านางลิซุ่นเอี๋ยงเสีย จึงเล่าเนื้อความซึ่งเปนชู้กับนางลิซุ่นเอี๋ยงนั้นให้โจโฉฟังทุกประการ

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงว่าตัวเปนน้องภรรยาเขา บังอาจทำชู้กับภรรยาน้อยของพี่เขย แล้วคิดอ่านล้างชีวิตเขาเสียด้วยประสงค์หญิงผู้เดียว ตัวเปนคนมิได้มีสัตย์กตัญญู ถ้าเราจะไม่เอาโทษบัดนี้ คนทั้งปวงก็จะดูเยี่ยงอย่างสืบไป โจโฉก็ให้ทหารเอาตัวเบียวเต๊กแลพรรคพวกพี่น้องเบียวเต๊กไปฆ่าเสียพร้อมกันกับภรรยาแลสมัคพรรคพวกอุยกุ๋ย แล้วโจโฉจึงประกาศเกลี้ยกล่อมทหารม้าเท้งว่า ม้าเท้งกับม้าฮิวกระทำความผิดคิดคดต่อเรา ๆ ฆ่าเสีย ท่านทั้งปวงเปนทหารมิได้รู้เห็นด้วย ถ้าจะสมัคเข้าด้วยเราก็เข้ามาเถิด เราก็จะชุบเลี้ยงตามสมควร แล้วมีหนังสือไปกำชับทางด่านทั้งปวงว่า ม้าเท้งเปนขบถเราฆ่าเสียทั้งพ่อลูกแล้ว ยังแต่ม้าต้ายผู้หลาน ให้นายด่านทั้งปวงคิดอ่านจับตัวมาให้เราจงได้จะได้ปูนบำเหน็จ

ฝ่ายม้าต้ายคุมทหารพันหนึ่งยกหนุนม้าเท้งมาถึงเมืองฮูโต๋ พบทหารม้าเท้งหนีมาได้เล่าเนื้อความทั้งนั้นให้ม้าต้ายฟัง ม้าต้ายแจ้งดังนั้นก็ตกใจ จึงแต่งตัวเปนลูกค้าหนีกลับไปเมือง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ