ตอนที่ ๒๖

ฝ่ายซุนเซ็กเจ้าเมืองกังตั๋งนั้น เมื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้เสด็จไปอยู่เมืองฮูโต๋ได้สี่ปีนั้น ซุนเซ็กยกกองทัพไปตีเมืองโลกั๋ง เมืองอิเจี๋ยง ได้แล้ว กวาดผู้คนได้ไว้เปนอันมาก ซุนเซ็กมีใจกำเริบ จึงแต่งหนังสือให้เตียวเหียนถือขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ หวังจะให้มีชื่อเสียงยศฐาศักดิ์เปนเรื่องราวว่า ซุนเซ็กได้เปนใหญ่ในเมืองกังตั๋ง ปราบปรามหัวเมืองได้หลายตำบล เตียวเหียนก็เอาหนังสือมาให้แก่โจโฉ ๆ เห็นหนังสือดังนั้น จึงทอดใจใหญ่แล้วคิดว่า ธรรมดาชาติลูกเสือแล้วย่อมร้ายกาจ ซึ่งผู้ใดจะหมายทำอันตรายแก่ลูกเสือนั้นก็ไม่ได้ จำจะยกบุตรหญิงน้องโจหยินให้เปนภรรยาซุนของผู้น้องซุนเซ็ก จึงจะได้เปนเกี่ยวดองกันกับซุนเซ็ก แล้วโจโฉก็เอาตัวเตียวเหียนไว้ทำราชการอยู่ในเมืองฮูโต๋

ฝ่ายซุนเซ็กครั้นรู้ข่าวว่าโจโฉมิได้เอาหนังสือขึ้นกราบทูล แล้วเอาตัวเตียวเหียนไว้ทำราชการ ซุนเซ็กมีความแค้นคิดจะยกกองทัพไปทำร้ายอยู่เนืองๆ

ฝ่ายเค้าก๋องเจ้าเมืองง่อกุ๋น ซึ่งขึ้นแก่เมืองกังตั๋ง รู้ว่าซุนเซ็กทำการหยาบช้ากำเริบต่างๆ ก็แต่งหนังสือบอกขึ้นไปถึงโจโฉเปนใจความว่า ซุนเซ็กทำการหยาบช้าแก่หัวเมืองทั้งปวง ให้ได้ความยากแค้นเดือดร้อนนัก ขอให้มหาอุปราชคิดอ่านให้มีรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้หาตัวซุนเซ็กขึ้นไปไว้ทำราชการณเมืองหลวง ถ้าละไว้ช้าเห็นซุนเซ็กจะเปนขบถต่อแผ่นดิน ครั้นแต่งแล้วให้ทหารถือข้ามอ่าวทเลไป

ฝ่ายทหารกองตะเวนเมืองกังตั๋งเห็นประหลาดก็จับเอาตัวไว้ ค้นได้หนังสือ จึงเอาตัวส่งเข้ามาให้ซุนเซ็ก ๆ เห็นหนังสือดังนั้นก็โกรธ จึงให้เอาตัวผู้ถือหนังสือนั้นไปฆ่าเสีย แล้วซุนเซ็กจึงแต่งกลอุบายให้ทหารไปเชิญเค้าก๋องเจ้าเมืองง่อกุ๋นมากินโต๊ะ เค้าก๋องมิได้มีความสงสัยก็มาหาซุนเซ็ก ๆ จึงเอาหนังสือนั้นให้เค้าก๋องดูแล้วร้องตวาดว่า เหตุใดมึงจึงแกล้งแต่งหนังสือว่ากูเปนขบถต่อแผ่นดิน ให้โจโฉคิดอ่านหาตัวกูขึ้นไปณเมืองหลวง เค้าก๋องมิได้ตอบประการใด ซุนเซ็กก็ให้มัดเอาไปฆ่าเสีย แลครอบครัวบ่าวไพร่เค้าก๋องรู้ข่าวดังนั้น ก็พากันแตกตื่นหนีไปจากเมืองง่อกุ๋น แต่ทหารเค้าก๋องสามคนนั้นมีใจพยาบาทซุนเซ็กคิดจะแก้แค้นให้จงได้ จึงชวนกันไปเที่ยวอยู่ในป่าใกล้เมืองกังตั๋ง หวังจะลอบทำร้ายซุนเซ็ก

ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง ซุนเซ็กพาทหารออกไปไล่เนื้อในป่า เห็นกวางตัวหนึ่ง ซุนเซ็กถือเกาทัณฑ์ควบม้าตามไปแต่ผู้เดียว พอเห็นทหารสามคนนั้นถือเกาทัณฑ์แลทวนยืนแอบต้นไม้อยู่ ซุนเซ็กจึงถามว่าตัวเปนบ่าวใครมาแต่ไหน ทหารสามคนจึงอุบายบอกว่า ข้าพเจ้าเปนบ่าวฮันต๋งซึ่งเปนทหารของท่าน ชวนกันออกเที่ยวยิงเนื้อในป่า ซุนเซ็กได้ฟังดังนั้นก็หาความสงสัยมิได้ ขับม้าจะไปจากที่ แลทหารสามคนนั้นเห็นได้ที คนหนึ่งเอาทวนแทงถูกเท้าซ้ายซุนเซ็ก คนหนึ่งเอาเกาทัณฑ์ยิงถูกหน้าผากซุนเซ็ก ๆ ตกใจชักเอาลูกเกาทัณฑ์ออกมา แล้วยิงไปถูกทหารนั้นตายคนหนึ่ง ทหารทั้งสองคนนั้นก็เอาทวนเข้ารุมแทงซุนเซ็ก แล้วร้องว่ากูเปนทหารเค้าก๋อง ซึ่งพากันมาทำการทั้งนี้หวังจะแก้แค้นแทนนายกู ซุนเซ็กมิได้มีอาวุธสิ่งใด เอาแต่คันเกาทัณฑ์ป้องปัดทวนเปนสามารถ กายนั้นถูกทวนเปนหลายแห่ง

พอเห็นเทียเภาขี่ม้าคุมทหารประมาณเก้าคนสิบคนเดิรเข้ามาใกล้ ซุนเซ็กจึงร้องเรียกให้ช่วย เทียเภากับทหารเห็นดังนั้น ก็ขับม้าเข้าไล่ฟันทหารทั้งสองคนนั้นย่อยยับทั้งกายจนขาดใจตาย แล้วกลับมาเห็นหน้าผากซุนเซ็กถูกเกาทัณฑ์แห่งหนึ่ง แลกายนั้นแผลทวนบาดเจ็บเปนหลายแห่ง เทียเภาจึงเอากระบี่ตัดเอาชายเสื้อออกพันแผลทวนให้ซุนเซ็ก แล้วพากันกลับมาเข้าเมือง ซุนเซ็กจึงให้คนไปหาตัวฮัวโต๋หมอมาจะให้รักษาบาดแผล

ขณะนั้นฮัวโต๋ขึ้นไปเที่ยวรักษาอยู่ณเมืองหลวง ได้แต่ศิศย์ฮัวโต๋มา หมอนั้นดูแล้วจึงบอกซุนเซ็กว่า อันแผลทวนนี้ข้าพเจ้าจะรักษาให้หายได้อยู่ แต่แผลเกาทัณฑ์นั้นเข้าถึงกระดูก แล้วใส่ยาพิษด้วย ถ้าจะรักษานั้นให้เชิญท่านไปอยู่ที่สงัดอย่าให้ผู้คนลุมเล้า ท่านจงดับความโกรธเสียด้วย ต่อถึงกำหนดร้อยวันแผลจึงจะหาย แม้รงับความโกรธไม่ได้พิษยาก็จะกำเริบมากไป ซุนเซ็กก็ทำตาม แลหมอรักษาได้ประมาณยี่สิบวัน ซุนเซ็กนั้นเปนคนใจเร็วจะใคร่หายทันใจ

พอคนใช้เตียวเหียนซึ่งขึ้นไปอยู่เมืองฮูโต๋นั้น ให้มาบอกเนื้อความ ครั้นซุนเซ็กรู้ก็ให้หาคนใช้เข้าไปแล้วถามว่า เตียวเหียนใช้มาด้วยเหตุอันใด คนใช้จึงบอกว่า เตียวเหียนให้ข้าพเจ้ามาแจ้งความแก่ท่านว่า เตียวเหียนขึ้นไปอยู่ณเมืองหลวงนั้น เห็นโจโฉกับที่ปรึกษาแลทหารทั้งปวงนั้น จะพูดจากันสิ่งใดก็ยำเกรงฝีมือท่านอยู่เปนอันมาก แต่กุยแกนั้นจะว่ากล่าวสิ่งใดก็ไม่คิดเกรงขามท่าน ซุนเซ็กจึงถามว่า ซึ่งกุยแกดูหมิ่นแก่เรานั้นว่ากล่าวประการใดบ้าง คนใช้นั้นนิ่งอยู่มิได้ตอบประการใด ซุนเซ็กเห็นคนใช้นิ่งอยู่ก็โกรธจึงว่า เตียวเหียนใช้ตัวมาให้บอกเนื้อความเรา ครั้นถามเหตุใดตัวจึงนิ่งเสีย คนใช้เห็นซุนเซ็กโกรธก็กลัว จึงบอกว่ากุยแกนั้นได้บอกแก่โจโฉว่า เหตุใดจะมาเกรงซุนเซ็ก อันซุนเซ็กหาปัญญามิได้ เปนคนใจเร็ว จะคิดสิ่งใดก็โอหัง กำเริบตั้งตัวว่าเปนใหญ่ นานไปจะตายด้วยฝีมือทหารเลว

ซุนเซ็กได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งมีความโกรธเปนอันมาก จึงว่ากุยแกนั้นมีสติปัญญาประการใด จึงบังอาจว่ากล่าวหยาบช้าแก่เรานัก จำจะยกไปตีเอาเมืองฮูโต๋ให้จงได้ จะจับเอาตัวกุยแกฆ่าเสีย แล้วจะสับให้ลเอียดมิให้กากลืนแค้น จึงให้หาที่ปรึกษาทั้งปวงมาสั่งว่า กุยแกว่ากล่าวหยาบช้าแก่เรา เร่งเกณฑ์ทหารให้พร้อม เราจะยกกองทัพไปตีเมืองฮูโต๋จับกุยแกฆ่าเสียให้ทันแค้น เตียวเจียวจึงว่าเดิมหมอมารักษาแผลเกาทัณฑ์นั้น ก็ได้ห้ามท่านอย่าให้มีความโกรธถึงร้อยวัน บัดนี้ได้ยี่สิบวันเศษแลท่านจะมาบำรุงโทโส จะยกกองทัพไปด้วยคำกุยแกนั้นไม่ควร

ขณะนั้นพอคนใช้เข้ามาบอกซุนเซ็กว่า บัดนี้ตันจิ๋นทหารอ้วนเสี้ยวจะเข้ามาหาท่าน ซุนเซ็กก็ให้รับเข้ามา ตันจิ๋นคำนับแล้วก็เอาหนังสือส่งให้ ซุนเซ็กรับเอาหนังสืออ้วนเสี้ยวมาอ่านดูเปนใจความว่า โจโฉนั้นเปนศัตรูราชสมบัติ ให้ซุนเซ็กเปนใจเดียวกับเรา ยกกองทัพตีกระหนาบเมืองฮูโต๋เข้ามาทางทิศใต้ เราจะยกตีลงไปทางฝ่ายเหนือจะได้กำจัดโจโฉเสีย ซุนเซ็กแจ้งในหนังสือนั้นก็มีความยินดี จึงให้แต่งโต๊ะแล้วเชิญตันจิ๋นแลทหารทั้งปวงขึ้นไปกินโต๊ะบนหอรบ

ขณะเมื่อเสพย์สุราอยู่นั้น ซุนเซ็กเห็นทหารทั้งปวงซึ่งกินโต๊ะพูดจาซุบซิบกัน แล้วจูงมือพากันลงไปจากหอรบ ซุนเซ็กมีความสงสัยจึงถามคนใช้ว่า เหตุใดขุนนางแลทหารพูดซุบซิบกันแล้วลงไปจากหอรบ คนใช้จึงบอกว่า อิเกียดซึ่งคนทั้งปวงนับถือว่ามีความรู้ศักดิ์สิทธิ์นั้น บัดนี้เดิรมาทางใต้ถุนหอรบ ทหารทั้งปวงเห็นมีความยินดีจึงชวนกันลงไปคำนับ ซุนเซ็กได้ฟังดังนั้นจึงเยี่ยมออกไปดูตามหน้าต่างหอรบ เห็นอิเกียดแต่งตัวใส่เสื้องามเหมือนเทวดา มือถือไม้เท้าเดิรไปตามทาง ชาวเมืองทั้งปวงถือดอกไม้ธูปเทียนมาคำนับอิเกียด ซุนเซ็กโกรธด่าอิเกียดว่ามันทำทั้งนี้เปนการโกหก แล้วให้ทหารเลวทั้งปวงเร่งไปจับเอาตัวอิเกียดมาฆ่าเสีย

ทหารทั้งปวงจึงว่า อิเกียดนี้อยู่นอกเมืองฝ่ายตวันออก เคยเอาน้ำมนตร์เข้ามาให้ชาวเมืองซึ่งป่วยไข้รดก็หายเนืองๆ อยู่ แล้วชาวเมืองทั้งปวงก็นับถืออยู่ว่า อิเกียดเปนคนใจบุญ เอนดูแก่ราษฎร ซึ่งท่านจะให้ไปจับมาฆ่าเสียนั้นไม่ควร ซุนเซ็กได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งมีความโกรธเปนอันมาก จึงว่าแก่ทหารทั้งปวงให้เร่งไปจับเอาตัวมาให้จงได้ ถ้าผู้ใดขัดขวางไว้ กูจะให้ตัดสีสะเสีย ทหารทั้งปวงก็ตกใจกลัวขัดมิได้ จึงพากันไปจับเอาตัวอิเกียดขึ้นไปให้ซุนเซ็กบนหอรบ ซุนเซ็กจึงร้องตวาดแล้วถามว่าตัวมาแต่ไหน เหตุใดจึงทำการโกหกให้คนทั้งปวงลุ่มหลงดังนั้น

อิเกียดจึงตอบว่า ข้าพเจ้าอยู่บ้านลงเสีย ครั้งพระเจ้าซุนเต้เสวยราชย์นั้น ข้าพเจ้าไปเที่ยวเก็บยาตำบลเขาขยกหยง ได้ตำราในถ้ำประมาณร้อยฉบับสำหรับทำการเษกน้ำรักษาไข้ต่างๆ ข้าพเจ้าได้ตำรานั้นมาก็เที่ยวรักษาไข้คนทั้งปวงมิได้เอาทรัพย์สิ่งสิน ข้าพเจ้าคิดเอาแต่บุญ ซึ่งจะได้ทำความรู้ฬ่อลวงให้คนทั้งลุ่มหลงนั้นหามิได้ ซุนเซ็กจึงถามว่าตัวมิได้เอาสินจ้างของผู้ใด เหตุไฉนตัวจึงได้อาหารเลี้ยงชีวิตแลเครื่องนุ่งห่มแต่งตัวดังนี้ ตัวมึงนี้ก็พวกเดียวกันกับเตียวก๊ก แม้ไม่ฆ่ามึงเสียมึงจะมีใจกำเริบคิดร้ายต่อกู แล้วสั่งทหารให้เอาตัวอิเกียดไปฆ่าเสีย

เตียวเจียวจึงห้ามว่า ตั้งแต่อิเกียดมาอยู่ในแดนเมืองกังตั๋งช้านานกว่าสามปีแล้ว ยังไม่ปรากฎว่าอิเกียดทำการฬ่อลวงผู้ใด ซึ่งท่านจะให้ฆ่าเสียนั้นไม่ควร ซุนเซ็กจึงว่าแก่เตียวเจียวว่า ท่านจะนับถือว่าอิเกียดเปนคนใจบุญนั้นผิดไป อิเกียดเปนคนโกหก เหมือนหนึ่งสัตว์เดียรัจฉาน ทหารทั้งปวงจงพาเอาอิเกียดไปฆ่าเสีย ฝ่ายขุนนางกับตันจิ๋นเข้าห้าม แล้วขอชีวิตอิเกียดไว้ ซุนเซ็กจึงเอาอิเกียดไปจำไว้ณคุกแล้วก็กลับมาที่อยู่ แลคนใช้ซุนเซ็กจึงเอาเนื้อความซึ่งซุนเซ็กทำโทษอิเกียดนั้นไปบอกแก่นางงอฮูหยิน ผู้เปนมารดาซุนเซ็กทุกประการ

นางงอฮูหยินได้ฟังดังนั้น ก็ให้หาซุนเซ็กเข้ามาแล้วว่า อิเกียดนั้นเปนคนใจบุญเอนดูแก่ราษฎร ถ้าคนทั้งปวงป่วยไข้ อิเกียดเอาน้ำมนตร์มาให้รดโรคนั้นก็บันดาลหาย เหตุใดเจ้าจึงให้ทำโทษอิเกียดดังนี้ ซุนเซ็กจึงว่าอิเกียดนั้นเปนคนโกหก แล้วจะมีใจกำเริบใหญ่หลวงขึ้น ภายหน้าไปภัยก็จะมีแก่ข้าพเจ้า มารดาอย่าเชื่อคำคนซึ่งมาบอกเล่าแลนับถืออิเกียดสืบไปเลย แล้วซุนเซ็กก็ลามารดาออกมา

ฝ่ายเตียวเจียวกับขุนนางสิบเอ็ดสิบสองคนคิดเข้าชื่อกัน ทำเรื่องราวมายื่นซุนเซ็กเปนใจความว่า ขอให้ปล่อยอิเกียดเสียเถิด ถ้าสืบไปภายหน้าอิเกียดมีใจกำเริบคิดร้ายต่อท่าน ก็ให้ตัดเอาสีสะข้าพเจ้าทั้งนี้เสีย ซุนเซ็กแจ้งในหนังสือดังนั้น จึงว่าท่านทั้งปวงไม่รู้หรือ เมื่อครั้งเตียวก๊กกับพวกเพื่อนเปนโจรอยู่นั้น ฝ่ายเตียวจิ๋นเจ้าเมืองเกาจิ๋ว นับถือออท้าวลงผีศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเตียวจิ๋นจะยกกองทัพไปแห่งใด ก็เอาแพรแดงให้ออท้าวลงเลขยันต์ แล้วให้ทหารทั้งปวงโพกสีสะ ทำการสงครามก็กันอาวุธไม่ได้ เตียวจิ๋นกับทหารทั้งปวงทำสงครามก็เปนอันตรายในที่รบ แลท่านจะมานับถืออิเกียด ซึ่งเปนคนโกหกนับถือผีนั้นไม่ควร เราจึงจะให้ฆ่าอิเกียดเสีย เมืองเราจะได้มีสุขสืบไป

ลีฮวยโหรจึงว่าแก่ซุนเซ็กว่า ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่า อิเกียดมีความรู้เรียกลมแลฝนก็ได้ บัดนี้เมืองเราฝนแล้ง ราษฎรทำนาขัดสน ท่านจะให้อิเกียดเรียกฝนให้ตกลงมาได้แล้ว ท่านจงปล่อยอิเกียดเสีย ซุนเซ็กเห็นชอบด้วย ก็ให้ทหารปลูกโรงพิธีขอฝนสูงประมาณสิบวา จึงให้ไปเอาตัวอิเกียดออกมาแล้วว่า ตัวมีความรู้ทั้งมีใจเมตตาคนทั้งปวง บัดนี้ฝนแล้งอยู่ ราษฎรมิได้ทำนา ตัวจงเรียกฝนให้ตกลงมาได้ เราจะปล่อยตัวเสีย

อิเกียดก็รับคำซุนเซ็ก แล้วชำระกายให้หมดมลทิน ครั้นเวลาเช้าแดดกล้า อิเกียดจึงขึ้นไปบนโรงพิธี เอาเชือกมัดตัวเข้า หมอบตากแดดบริกรรมขอฝนอยู่ ชาวเมืองทั้งปวงก็พากันมาดูเปนอันมาก อิเกียดจึงร้องบอกแก่ชาวเมืองทั้งปวงว่า เราจะขอฝนให้ตงลงมาห่าใหญ่ ให้น้ำท่วมแผ่นดินประมาณสองศอกเศษ ราษฎรทั้งปวงจะได้ทำนาให้บริบูรณ์ ถึงมาทว่าจะทำได้ดังปราถนาก็ดี อันชีวิตเราครั้งนี้เห็นจะไม่รอดจากความตาย ชาวเมืองทั้งปวงจึงว่า แม้นเรียกฝนตกลงมาได้ซุนเซ็กก็จะไม่เอาโทษท่าน อิเกียดจึงว่าอายุเราก็ถึงที่ตายในวันนี้แล้ว มาทว่าจะมีผู้ใดช่วยก็ไม่รอดชีวิต

ขณะนั้นซุนเซ็กจึงให้ทหารทั้งปวง ขนเอาฟืนแลฟางมาลำดับไว้ใต้โรงพิธี ถ้าพ้นเที่ยงแล้วฝนไม่ตกก็ให้จุดเพลิงเผาอิเกียดเสียให้ถึงแก่ความตาย ครั้นเวลาเที่ยงก็เกิดลมพายุใหญ่มืดมัวไปทั้งอากาศ ซุนเซ็กเห็นฝนไม่ตก จึงว่าอิเกียดเปนคนโกหก รับว่าจะทำได้ บัดนี้ฝนไม่ตก จึงให้ทหารขึ้นไปเอาตัวอิเกียดลงมามัดไว้บนกองฟืน แล้วให้จุดเพลิงเผาอิเกียดขึ้น พอเพลิงชุมขึ้นเสียงฟ้าร้องสนั่น ฝนตกห่าใหญ่น้ำท่วมแผ่นดินประมาณสองศอกเศษ เพลิงนั้นก็ดับไปสิ้น อิเกียดจึงร้องว่าให้ฝนหยุดเถิด ฝนนั้นก็หายทันที ขุนนางแลราษฎรทั้งปวงเห็นว่าอิเกียดนั้นทำการศักดิ์สิทธิ์ จึงพากันฟูมน้ำเข้าไปมิได้รังเกียจด้วยโคลนแลตม แก้มัดอิเกียดออกแล้วอุ้มเอาตัวออกมา ต่างคนต่างคำนับอิเกียด

ซุนเซ็กเห็นดังนั้นก็มีใจอิจฉาว่า ขุนนางแลชาวเมืองรักอิเกียดเปนอันมาก ซุนเซ็กจึงร้องว่า ซึ่งฝนตกลงมานั้นเพราะอำนาจเทวดา อิเกียดเปนคนโกหก พลอยผสมว่าเรียกฝนได้ เหตุใดคนทั้งปวงจึงนับถือว่าอิเกียดมีความรู้ศักดิ์สิทธิ์ แล้วซุนเซ็กก็ชักกระบี่ส่งให้ทหารเร่งให้เอาไปฆ่าเสีย ขุนนางทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงพากันเข้าไปขอแก่ซุนเซ็ก ๆ ได้ฟังดังนั้นก็โกรธแล้วว่า คนทั้งปวงนับถือจะขอชีวิตอิเกียดไว้นั้น หวังจะคบคิดกันทำร้ายแก่เราหรือ ขุนนางทั้งปวงมิได้ตอบประการใด ฝ่ายทหารซุนเซ็กก็เข้าจับเอาตัวอิเกียดไปฆ่าเสีย ซุนเซ็กจึงให้เอาศพอิเกียดไปประจานไว้ที่หนทางสามแพร่ง อย่าให้ผู้ใดดูเยี่ยงอย่างสืบไป

ครั้นเวลากลางคืนฝนตกห่าใหญ่ ศพอิเกียดนั้นหายไป ทหารซึ่งรักษานั้นก็เข้าไปบอกแก่ซุนเซ็ก ๆ ได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จะฆ่าทหารนั้นเสีย พอเห็นรูปอิเกียดเดิรกรายแขนเข้ามาตรงหน้า ซุนเซ็กยิ่งมีความโกรธ ชักกระบี่ออกฟันรูปอิเกียดไป ซุนเซ็กก็ล้มสลบอยู่กับที่ ทหารทั้งปวงเห็นก็ตกใจ จึงชวนกันอุ้มซุนเซ็กเข้าไปถึงที่ข้างใน แล้วชวนกันเข้าแก้ไขฟื้นขึ้น นางงอฮูหยินผู้เปนมารดารู้ข่าวก็ออกมาว่ากล่าวแก่ซุนเซ็กว่า เพราะเจ้าทำอันตรายแก่อิเกียดจึงเปนเหตุทั้งนี้

ซุนเซ็กได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่าข้าพเจ้าไปทัพกับบิดา ก็ได้ฆ่าฟันผู้คนเสียเปนอันมาก อุปมาเหมือนเมล็ดงาพ้นที่จะนับได้ ข้าพเจ้าก็ไม่มีอันตราย ซึ่งข้าพเจ้าให้ฆ่าอิเกียดอันเปนคนโกหกกลางเมืองเสียนั้น หวังจะบำรุงน้ำใจคนให้ตั้งอยู่ในความสัตย์ อย่าให้นับถือคนอันเปนอสัตย์สืบไป เปนไฉนมารดาจึงมาว่าข้าพเจ้าว่าเปนเหตุเพราะฆ่าอิเกียดเสีย นางงอฮูหยินจึงตอบว่า ซึ่งเปนทั้งนี้เพราะเจ้ามิได้นับถืออิเกียด เจ้าจงเร่งทำบุญส่งไปให้อิเกียดจึงจะบันเทาอันตราย ซุนเซ็กจึงว่า ซึ่งข้าพเจ้าเปนทั้งนี้เทพดาให้โทษ เหตุใดมารดาจะให้ข้าพเจ้านับถือคนโกหกนั้นไม่ควร

นางงอฮูหยินเห็นว่าซุนเซ็กไม่ฟังคำก็กลับไปบ้าน จึงคิดอ่านจะทำบุญส่งไปให้อิเกียด ครั้นเวลากลางคืนซุนเซ็กนั้นป่วยนอนอยู่บนเตียง พอลมพัดมาเทียนดับไป บัดเดี๋ยวหนึ่งเพลิงก็กลับติดขึ้นดังเก่า แล้วแลเห็นรูปอิเกียดมายืนอยู่ตรงหน้า ซุนเซ็กจึงลุกขึ้นร้องตวาด แล้วว่าน้ำใจกูนี้ชังคนโกหกถือผีจึงฆ่ามึงเสีย บัดนี้มึงก็ตายแล้ว เหตุใดยังเปนอสุรกายมาใกล้กู แล้วก็ชักเอากระบี่ขว้างออกไป รูปอิเกียดนั้นก็หายไป นางงอฮูหยินได้ยินเสียงซุนเซ็กว่าแก่อิเกียดดังนั้น ก็ยิ่งมีความทุกข์เปนอันมาก ซุนเซ็กก็รู้ว่ามารดาไม่สบายจึงไปหา แล้วว่ามารดาอย่าทุกข์ร้อนถึงข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าหาเปนอันตรายไม่

นางงอฮูหยินจึงว่า อิเกียดนั้นหาความผิดมิได้ เจ้าฆ่าเขาเสียเขามีความแค้นจึงเปนรูปอสุรกายมาจะทำร้ายแก่เจ้า บัดนี้แม่ให้คนออกไปแต่งการทำบุญอยู่ณวัดยกเซียงก๋วน เจ้าจงเร่งออกไปคำนับบูชาอิเกียดด้วยจึงจะไม่มีอันตราย ซุนเซ็กขัดมารดามิได้ก็กลับมา ครั้นเวลารุ่งเช้าซุนเซ็กจึงออกไปณวัดยกเซียงก๋วน แลหลวงจีนในวัดนั้นก็ว่าแก่ซุนเซ็กว่า ของทั้งปวงแต่งแล้ว ท่านจงจุดธูปเทียนบูชาเถิด ซุนเซ็กจึงจุดธูปเทียนขึ้น แต่มิได้คำนับบูชา แล้วเห็นรูปอิเกียดนั่งลอยอยู่บนควันธูป ซุนเซ็กโกรธด่าว่าอิเกียดเปนข้อหยาบช้า แล้วเดิรกลับออกมาถึงประตูเก๋ง เห็นรูปอิเกียดยืนถลึงตาอยู่ ซุนเซ็กโกรธเปนอันมาก จึงชักกระบี่ขว้างไปถูกทหารซึ่งฆ่าอิเกียดนั้นล้มลง เลือดจมูกแลปากปะทุออกมาตาย ซุนเซ็กมีความสงสาร ให้แต่งการศพแล้วเอาไปฝังไว้ ซุนเซ็กก็เดิรออกมาจากประตู เห็นเปนรูปอิเกียดนั้นเดิรผ่านหน้าไปมา

ซุนเซ็กจึงสั่งทหารว่า วัดนี้ปีศาจมาสิงอยู่แล้วหลอนร้ายกาจนัก จะเอาไว้มิได้ให้เร่งรื้อวัดเสีย ทหารทั้งปวงก็ทำตาม แลรูปอิเกียดนั้นอยู่บนหลังคาเก๋ง เอากระเบื้องทิ้งขว้างลงมาถูกทหารเจ็บปวดเปนหลายคน ทหารทั้งปวงไม่อาจะเข้ารื้อได้ ซุนเซ็กจึงสั่งให้หลวงจีนออกมาเสียจากวัดให้สิ้น แล้วให้ทหารจุดเพลิงเผาวัดขึ้น เห็นรูปอิเกียดนั้นอยู่ในเปลวเพลิง ซุนเซ็กมีความโกรธจึงกลับมาที่อยู่ เห็นรูปอิเกียดยืนขวางประตูตึกไว้ ซุนเซ็กจึงพาทหารออกไปตั้งค่ายอยู่นอกเมือง แล้วให้หาที่ปรึกษามาคิดอ่านกัน จะยกกองทัพไปช่วยอ้วนเสี้ยวกำจัดโจโฉ

ที่ปรึกษาทั้งปวงจึงห้ามว่า ท่านป่วยก็ยังไม่คลาย จะด่วนยกกองทัพไปนั้น แผลเกาทัณฑ์จะกำเริบขึ้น ขอให้งดไว้ ต่อคลายแล้วจึงยกไป ซุนเซ็กก็ฟัง แล้วให้หมอมารักษาตัวอยู่ ครั้นเวลาค่ำวันหนึ่ง ซุนเซ็กเห็นรูปอิเกียดยืนสยายผมอยู่ริมเตียงนอน ซุนเซ็กโกรธลุกขึ้นร้องตวาดเปนหลายครั้งจนเวลารุ่งเช้า นางงอฮูหยินจึงให้หาตัวซุนเซ็กเข้ามา เห็นรูปซุนเซ็กนั้นผิดประหลาทไปก็ตกใจร้องไห้ แล้วว่าหน้าตาเจ้าเสร้าหมองซูบผอมไป ซุนเซ็กได้ฟังมารดาว่าดังนั้นก็เอากระจกส่องดู เห็นรูปนั้นเหมือนดังคำมารดาว่าก็ตกใจ จึงว่ารูปร่างข้าพเจ้าเสียไปถึงเพียงนี้ แล้วแลเห็นรูปอิเกียดอยู่ในกระจก ซุนเซ็กโกรธทิ้งกระจกเสีย แล้วร้องด้วยเสียงอันดัง แผลเกาทัณฑ์นั้นก็กำเริบขึ้น โลหิตไหลออกมาล้มลงกับที่ ภรรยาซุนเซ็กกับหญิงทั้งปวงก็ชวนกันเข้าอุ้มไว้แล้วแก้ไขฟื้นขึ้น ซุนเซ็กทอดใจใหญ่ แล้วว่าชีวิตของเราครั้งนี้เห็นจะไม่รอดจากความตาย จึงให้หาซุนก๋วนผู้น้องกับเตียวเจียว แลที่ปรึกษาเข้ามาถึงที่ข้างในแล้วว่า อันตัวเรานี้เห็นจะไม่รอดจากความตาย แผ่นดินก็เปนจลาจลต่างๆ อันเมืองกังตั๋งนี้เปนเมืองใหญ่อยู่ เตียวเจียวจงช่วยคิดอ่านทำนุบำรุงซุนก๋วน ให้รักษาเมืองโดยขนบประเวณีสืบไป จึงเอาตราสำหรับที่นั้นมอบให้ซุนก๋วนแล้วสั่งสอนว่า ตัวเจ้าจะเปนใหญ่ในเมืองกังตั๋งนี้ จงคิดตรึกตรองการสงครามให้ชำนาญในทางบกทางเรือเหมือนพี่ แต่ซึ่งการโอบอ้อมอารีเลี้ยงทหารนั้น เจ้ามีสติหนักหน่วงดีกว่าพี่ พี่นี้หากใจเร็วนัก อนึ่งเจ้าจะคิดอ่านการสิ่งใด ซึ่งบิดากับพี่ซ่องสุมจัดแจงไว้ได้นั้น ด้วยความลำบากจึงมีบริบูรณ์เพียงนี้ เจ้าจงหมั่นบำรุงรักษาอย่าให้เข้าของเปนอันตรายได้ ซุนก๋วนรับตราแล้วคำนับรับคำพี่ชายแล้วร้องไห้

ซุนเซ็กจึงว่าแก่มารดาว่า ตัวข้าพเจ้าจะถึงแก่ความตาย อันตราสำหรับที่นั้น ข้าพเจ้าได้มอบให้กับซุนก๋วนแล้ว มารดาจงช่วยสั่งสอนอย่าให้ทำหยาบช้าแก่ทหารของบิดา นางงอฮูหยินได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้แล้วว่าซุนก๋วนนั้นเปนใจเด็ก เห็นจะรักษาเมืองกังตั๋งไม่ได้ ซุนเซ็กจึงตอบว่า อันซุนก๋วนนี้ถึงเปนเด็กก็จริง แต่สติปัญญามากกว่าข้าพเจ้าสิบส่วนอีก เห็นจะว่าการเมืองนี้ได้อยู่ อันการข้างในนั้นถ้าเหลือความคิดก็ให้ปรึกษากับเตียวเจียว ซึ่งการสงครามนั้นขัดสนประการใดก็ให้คิดอ่านกับจิวยี่เถิด แต่น้อยใจด้วยจิวยี่ไม่อยู่ มิได้สั่งความไว้ต่อปาก

แล้วซุนเซ็กให้หาน้องสองคนนั้นออกมาสั่งว่า เจ้าจงมีใจเจ็บร้อนด้วยซุนก๋วนผู้พี่ ถ้าผู้ใดซึ่งเปนพรรคพวกแซ่เดียวของเราคิดร้ายต่อซุนก๋วน จงช่วยกันคิดอ่านปราบปรามเสียให้ราบคาบ อย่าให้ผู้อื่นล่วงนินทาได้ ซุนก๋วนกับน้องทั้งสองรับคำแล้วก็ร้องไห้ ซุนเซ็กจึงว่าแก่นางเกียวฮูหยินผู้เปนภรรยาว่า ตัวพี่หาบุญไม่แล้ว จะตายจากเจ้าไป เจ้าจะอยู่ภายหลังจงช่วยปรนิบัติรักษามารดาของพี่ด้วย เจ้าจงว่าแก่น้องสาวเจ้าซึ่งเปนภรรยาจิวยี่ ให้ว่ากล่าวเอาใจจิวยี่ไว้ให้ช่วยทำนุบำรุงซุนก๋วน อนึ่งให้จิวยี่มีใจคิดถึงไมตรีของเรา ครั้นสั่งเนื้อความเสร็จแล้วซุนเซ็กก็สิ้นใจ

เมื่อซุนเซ็กตายนั้นอายุได้ยี่สิบหกปี มารดากับภรรยาแลญาติพี่น้องก็ร้องไห้รักกัน แต่ซุนก๋วนนั้นร้องไห้จนสลบไป หมอแก้ฟื้นขึ้น เตียวเจียวจึงว่าหัวเมืองทั้งปวงยังมิได้ปรกติ แลท่านจะมาเสร้าโศกอยู่ดังนี้ไม่ควร ขอให้แต่งการศพซุนเซ็ก แล้วจะได้คิดอ่านป้องกันรักษาเมือง ซุนก๋วนเห็นชอบด้วย จึงสั่งซุนแจ้งผู้อาว์ให้จัดแจงแต่งการศพให้สำเร็จ แล้วซุนก๋วนออกว่าราชการ ขุนนางแลทหารทั้งปวงเข้ามาคำนับพร้อมกัน แลซุนก๋วนนั้นรูปงามหน้าผากใหญ่ปากกว้าง จักษุแดง

ขณะเมื่อซุนเกี๋ยนผู้เปนบิดายังอยู่นั้น เล่าอวนขุนนางผู้ใหญ่ในพระเจ้าเหี้ยนเต้ ลงมาว่าราชการเมืองกังตั๋ง เห็นบุตรซุนเกี๋ยนทั้งสี่คนรูปงามประกอบด้วยลักษณมีบุญ แต่ซุนก๋วนนั้นจะมีบุญมากกว่าพี่น้องทั้งปวง อายุก็จะยืน นานไปซุนก๋วนจะได้เปนใหญ่ แลครั้งนี้ก็เหมือนคำเล่าอวนทายไว้

ฝ่ายจิวยี่ซึ่งซุนเซ็กให้คุมทหารไปรักษาด่านปากิ๋วนั้น ครั้นรู้ข่าวว่าซุนเซ็กถูกเกาทัณฑ์ป่วยอยู่ จึงพาทหารรีบกลับมาถึงเมืองกังตั๋ง รู้ว่าซุนเซ็กตายก็ตกใจ จึงเข้ามากอดศพซุนเซ็กร้องไห้ร่ำไรต่างๆ นางงอฮูหยินกับซุนก๋วน จึงออกมาบอกจิวยี่ตามคำซุนเซ็กสั่งไว้ทุกประการ จิวยี่จึงว่าซุนเซ็กก็ได้มีคุณแก่ข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าจะช่วยทำนุบำรุงซุนก๋วนไปตามสติปัญญาโดยสุจริตกว่าจะสิ้นชีวิต ซุนก๋วนจึงว่าตัวเรานี้ก็ยังหนุ่มแก่ความอยู่ ซุนเซ็กผู้พี่มอบตราสำหรับเมืองแลการทั้งปวงไว้แก่เรา แลตัวท่านผู้ทำนุบำรุงจะให้เรารักษาบ้านเมืองประการใดจึงจะมีความสุขสืบไป จิวยี่จึงว่า คำโบราณกล่าวไว้แต่ก่อนว่า ถ้าผู้ใดจะเปนเจ้าบ้านผ่านเมือง ให้เกลี้ยกล่อมซ่องสุมผู้คนซึ่งมีสติปัญญาแลทหารที่มีฝีมือไว้จงมาก บ้านเมืองจึงจะปรกติสืบไป ถ้าผู้ใดทิ้งคำโบราณดังนี้เสีย เมืองนั้นก็จะเกิดอันตราย ซึ่งท่านได้เปนเจ้าเมืองครั้งนี้ จงคิดอ่านทำตามคำโบราณ บ้านเมืองจึงจะอยู่เปนสุข ซุนก๋วนจึงว่าพี่เราได้สั่งไว้ว่า การข้างในฝ่ายพลเรือนนั้นให้ปรึกษากับเตียวเจียว แลการฝ่ายทหารนั้นให้คิดอ่านด้วยท่าน

จิวยี่จึงแกล้งถ่อมตัวว่า เตียวเจียวนั้นมีสติปัญญามาก ควรตรึกตรองการพลเรือน ซึ่งซุนเซ็กสั่งให้ข้าพเจ้าช่วยทำนุบำรุงการฝ่ายทหารนั้น ข้าพเจ้าก็จะตั้งใจทำสนองคุณไปตามรู้ตามเห็น แต่เกรงอยู่ว่าซึ่งสติปัญญาข้าพเจ้าคิดไปไม่ถึง การทั้งปวงก็จะบกพร่องไป ข้าพเจ้าเห็นว่าโลซกชาวเมืองตังฉวนนั้นมีสติปัญญาเปนอันมาก ทรัพย์สิ่งสินก็บริบูรณทั้งมีกตัญญู เมื่อบิดาโลซกตายนั้น โลซกปรนนิบัติรักษามารดาบิดา แล้วเอาทรัพย์ให้ทานแก่คนยากไร้เนืองๆ แลเมื่อข้าพเจ้าคุมพรรคพวกประมาณสามร้อยอยู่ตำบลเจาเตี๋ยงนั้นพอเข้าแพง ข้าพเจ้ารู้ว่าโลซกมีเข้าอยู่สองยุ้ง ๆ ละสามพันถัง ข้าพเจ้าจึงพากันไปขออาหารโลซก ๆ ก็มีความยินดี ให้อาหารข้าพเจ้ายุ้งหนึ่ง ครั้นอยู่มาโลซกพามารดาแลครอบครัวไปอยู่ตำบลขยกโอ๋มารดาโลซกถึงแก่ความตาย โลซกนั้นมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อเล่าจูเจี๋ยง บัดนี้เล่าจูเจี๋ยงชักชวนโลซกจะไปอยู่ด้วยเตงโป้เจ้าเมืองเจาอ๋อ โลซกนั้นยังไม่ไป ขอให้ท่านแต่งผู้มีสติปัญญาไปเกลี้ยกล่อม เชิญโลซกมาไว้จะได้ช่วยคิดการต่อไป

ซุนก๋วนได้ฟังดังนั้นมีความยินดี จึงว่าแก่จิวยี่ ซึ่งจะหาผู้ใดไปนั้นจะไม่เหมือนท่าน แล้วซุนก๋วนก็จัดแจงสิ่งของให้จิวยี่เอาไปให้โลซกเปนอันมาก จิวยี่ก็รับเอาของทั้งนั้น แล้วพาบ่าวไพร่ไปยังขยกโอ๋ จึงเอาของทั้งปวงให้โลซกแล้วว่า ซุนก๋วนรู้ว่าท่านมีสติปัญญา ทั้งน้ำใจก็โอบอ้อมอารี จึงให้เรามาเชิญท่านไป หวังจะให้ช่วยคิดการบำรุงบ้านเมืองให้อยู่เย็นเปนสุข โลซกจึงตอบว่า เราได้รับคำเล่าจูเจี๋ยงไว้ ว่าจะไปอยู่ด้วยเตงโป้เมืองเจาอ๋อ

จิวยี่จึงว่า เมื่อครั้งอองมังเปนขบถได้ราชสมบัตินั้น บ้านเมืองก็เปนจลาจลอยู่ ม้าอ้วนทหารนั้นจึงว่าแก่ฮั่นกองบู๊ว่า อันบ้านเมืองเปนจลาจลอยู่ฉนี้ ผู้ใดซึ่งมีฝีมือแลสติปัญญานั้นไม่ควรจะนิ่งอยู่ให้ท่านผู้ใหญ่มาหา ให้พิเคราะห์ตรึกตรองดูว่า ท่านผู้ใดซึ่งมีน้ำใจกว้างขวางโอบอ้อมอารีควรจะเปนเจ้านายได้ ก็ให้เร่งคิดอ่านเข้าอยู่ด้วย จะได้เปนที่พึ่งสืบไป บัดนี้ท่านแจ้งอยู่ว่าซุนก๋วนนายของเรานี้ มีน้ำใจกว้างขวางอารีรักทหารซึ่งมีฝีมือ ทั้งผู้มีสติปัญญาเปนอันมาก ประการหนึ่งถ้าผู้มีสติปัญญาจะว่ากล่าวทัดทานสิ่งใดซุนก๋วนก็เห็นด้วย แลน้ำใจเรานี้เห็นอยู่ว่า ท่านอยู่กับซุนก๋วนนั้นดีกว่าอยู่ที่อื่น ซึ่งเราว่าทั้งนี้ท่านดำริห์ดูจงควร

โลซกได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงรับว่าเราจะไป จิวยี่ก็พาโลซกมาณเมืองกังตั๋ง ซุนก๋วนเห็นโลซกมาก็มีความยินดี ออกมารับเข้าไปพูดจาปราไสย์ไต่ถามการสงครามแต่เช้าจนเที่ยง โลซกก็ว่ากล่าวบรรยายออกไปให้แจ้งได้ ซุนก๋วนมีความยินดีเปนอันมาก แล้วให้แต่งโต๊ะเลี้ยงดูโลซก ครั้นเวลาค่ำซุนก๋วนก็นอนพูดจากับโลซกเตียวเดียวกัน ซุนก๋วนมีความรักจึงเอาขาก่ายโลซกแล้วว่า ทุกวันนี้พระเจ้าเหี้ยนเต้เสวยราชสมบัติ แผ่นดินก็เปนจลาจลต่างๆ เราเห็นว่าบ้านเมืองจะร่วงโรยสาบสูญอยู่แล้ว ซึ่งเราได้รักษาเมืองแทนซุนเซ็กผู้พี่ เราคิดจะใคร่ทำการให้กว้างขวางใหญ่หลวงออกไป ให้เหมือนครั้งพระเจ้าจิ๋นบุนก๋งเสวยราชสมบัติ แลหัวเมืองทั้งปวงกล้าแขงทำการหยาบช้าต่างๆ ฝ่ายจิ๋นบุนก๋งกับเจ๋ฮวนก๋งเปนมหาอุปราช คิดอ่านปราบปรามหัวเมืองราบคาบอ่อนน้อมอยู่ในอำนาจสิ้น บ้านเมืองจึงเปนสุขสืบมา ซึ่งเราคิดทั้งนี้ท่านจะเห็นประการใด

โลซกจึงตอบว่า ท่านคิดทั้งนี้ก็ชอบอยู่ แต่จะด่วนทำการใหญ่หลวงกว้างขวางให้เหมือนจิ๋นบุนก๋งกับเจ๋ฮวนก๋งนั้นยังไม่ได้ ซึ่งแผ่นดินทุกวันนี้เปนจลาจลอยู่ เห็นพระเจ้าเหี้ยนเต้จะไม่ครองราชสมบัติไปได้โดยปรกตินั้นก็จริง แต่บัดนี้โจโฉได้เปนมหาอุปราช มีสติปัญญาอยู่ ทั้งทหารก็มีฝีมือเปนอันมาก แลท่านจะคิดหักหาญเอาโดยเร็วนั้นไม่ได้ แลอ้วนเสี้ยวก็ทำศึกขับเคี่ยวกันอยู่กับโจโฉ อันเล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋วกับอุยจอเจ้าเมืองกังแฮนั้น เปนเสี้ยนหนามอยู่ใกล้เมืองเรา ขอให้ท่านคิดอ่านกำจัดเล่าเปียวกับอุยจอเสียก่อน แล้วจึงค่อยคิดการใหญ่ต่อไป ซุนก๋วนได้ฟังดังนั้นก็ลุกขึ้นคำนับโลซกโดยความยินดี ครั้นเวลารุ่งเช้าซุนก๋วนก็จัดแจงเงินทองเสื้อผ้าอย่างดีให้โลซกเปนอันมาก แล้วก็จัดแจงที่อยู่ให้โลซก ๆ รับสิ่งของทั้งปวงแล้วลาซุนก๋วนมาที่อยู่

ฝ่ายจูกัดกิ๋นซึ่งเปนพี่ชายขงเบ้งนั้น อยู่ณแดนเมืองเกงจิ๋ว มีสติปัญญาเปนเพื่อนรักกันกับโลซก ครั้นรู้ข่าวว่าโลซกไปอยู่เมืองกังตั๋ง จูกัดกิ๋นก็ไปเยือนโลซก ๆ มีความยินดีจึงชักชวนจูกัดกิ๋นให้เข้าอยู่ด้วยซุนก๋วน จูกัดกิ๋นก็ยอม โลซกจึงพาเข้าไปหาซุนก๋วน แล้วบอกว่าจูกัดกิ๋นนี้เปนเพื่อนของข้าพเจ้ามาแต่ก่อน บัดนี้ยอมเข้ามาทำราชการอยู่ด้วยท่าน ซุนก๋วนได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงเอาจูกัดกิ๋นไว้เปนที่ปรึกษา แล้วซุนก๋วนจึงหาฦๅกับที่ปรึกษาทั้งปวงว่า อ้วนเสี้ยวให้หนังสือมาถึงพี่เรา ให้ยกกองทัพไปช่วยกำจัดโจโฉเสียนั้น บัดนี้พี่เราก็ตาย ท่านทั้งปวงจะให้เราเข้าด้วยอ้วนเสี้ยวดีหรือ ๆ จะให้เราเข้าด้วยโจโฉดี จูกัดกิ๋นจึงว่า ซึ่งจะเข้าด้วยอ้วนเสี้ยวนั้นไม่ควร ขอให้เข้าด้วยโจโฉ ถ้าเห็นได้ท่วงทีแล้วจะได้คิดการใหญ่ต่อไป ซุนก๋วนเห็นชอบด้วย จึงแต่งหนังสือตัดทางไมตรี ให้ตันจิ๋นถือกลับเอาไปให้อ้วนเสี้ยว

ฝ่ายโจโฉครั้นรู้กิตติศัพท์ว่าซุนเซ็กตายแล้ว จึงปรึกษาด้วยทหารทั้งปวงว่า ซุนเซ็กตายแล้ว บัดนี้ซุนก๋วนผู้น้องได้เปนใหญ่อยู่รักษาเมืองแทนพี่ เราจะยกกองทัพไปตีเอาเมืองกังตั๋ง ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด เตียวเหียนจึงแกล้งอุบายว่า ซุนเซ็กตายแล้ว ซุนก๋วนกับญาติพี่น้องทั้งปวงก็ยังแต่งการศพซุนเซ็กอยู่ ซึ่งท่านจะยกกองทัพไปรบเอาเมืองกังตั๋งในขณะนี้ คนทั้งปวงก็จะคระหานินทาได้ ประการหนึ่งถ้าท่านไปทำสงครามเสียท่วงที ก็จะอัปยศเปนอันมาก ท่านจงคิดอ่านเอาใจซุนก๋วนไว้ดีกว่า โจโฉเห็นชอบด้วย จึงเข้าไปกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้ตั้งซุนก๋วนเปนเจ้าเมืองกังตั๋ง เตียวเหียนนั้นเปนปลัด พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ยอม แล้วโจโฉแต่งตราตั้งให้เตียวเหียนถือกลับไปให้ซุนก๋วน ซุนก๋วนแจ้งดังนั้นก็มีความยินดี ทั้งได้เตียวเหียนกลับมา แล้วให้เตียวเจียวกับเตียวเหียนเปนขุนนางผู้ใหญ่สำหรับจัดแจงบ้านเมือง ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง เตียวเหียนพาโกะหยงเข้าไปหาซุนก๋วนแล้วบอกว่า โกะหยงนี้เปนคนมีสติปัญญาสัตย์ซื่อยั่งยืน ไม่รู้เสพย์สุรายาเมา สมัคจะมาอยู่ด้วยท่าน ซุนก๋วนมีความยินดี จึงตั้งโกะหยงเปนขุนนางสำหรับตัดสินเนื้อความอาณาประชาราษฎร แลซุนก๋วนนั้นบำรุงทหารเลี้ยงดูไพร่บ้านพลเมืองโดยขนบธรรมเนียมให้อยู่เย็นเปนสุข บรรดาราษฎรทั้งปวงแลเมืองขึ้นนั้นก็มีใจยินดีต่อซุนก๋วนเปนอันมาก

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ