ตอนที่ ๒๗

ฝ่ายตันจิ๋นครั้นกลับมาถึงเมืองกิจิ๋ว จึงเอาหนังสือนั้นให้แก่อ้วนเสี้ยว แล้วแจ้งเนื้อความว่า บัดนี้ซุนเซ็กตายแล้ว ซุนกวนได้เปนเจ้าเมือง ฝ่ายโจโฉก็คิดอ่านเกลี้ยกล่อมเอาใจ แล้วให้ส่งตราสำหรับที่เจ้าเมืองมาให้ซุนกวน บัดนี้ซุนกวนก็เปนใจเข้าด้วยโจโฉ อ้วนเสี้ยวเห็นหนังสือแลได้ฟังตันจิ๋นบอกดังนั้นก็โกรธ จึงเกณฑ์ทหารในเมืองกิจิ๋ว เมืองอิวจิ๋ว เมืองเซียงจิ๋ว เมืองเป๊งจิ๋ว ได้ทหารทั้งสี่หัวเมืองเจ็ดสิบหมื่นเศษ คอยได้ฤกษ์เมื่อใดก็จะยกไปตีเมืองฮูโต๋

ฝ่ายแฮหัวตุ้นซึ่งโจโฉให้ตั้งขัดทัพอยู่ตำบลกัวต๋อ รู้กิตติศัพท์ดังนั้น ก็แต่งหนังสือบอกให้ม้าใช้ถือหนังสือขึ้นไปแจ้งแก่โจโฉ ๆ เห็นหนังสือดังนั้น จึงให้ซุนฮกอยู่รักษาเมือง แล้วเกณฑ์ทหารได้เจ็ดหมื่นห้าพัน ยกไปบัญจบกับแฮหัวตุ้น แล้วไปตั้งคอยทัพอ้วนเสี้ยวอยู่ตำบลแม่น้ำฮองโห

ฝ่ายเตียนฮองซึ่งต้องจำอยู่ในคุกนั้น ครั้นรู้ว่าอ้วนเสี้ยวจะยกไปตีเมืองฮูโต๋ จึงแต่งหนังสือให้ไปห้ามอ้วนเสี้ยวใจความว่า ธรรมดายังหาภัยไม่ก็อย่าให้คิดเอาภัยมาใส่ตัว ซึ่งท่านจะยกไปนั้นเห็นไม่ควร ขอให้งดตั้งมั่นป้องกันอยู่กับเมืองก่อน โจโฉก็คงไม่อาจยกล่วงมาทำอันตรายท่านได้ ประการหนึ่งคอยฟังดูท่วงที ถ้ารู้ว่าโจโฉทำศึกเพลี่ยงพล้ำแก่ผู้ใด จึงค่อยยกกองทัพไปตีเอาเมืองฮูโต๋ก็จะได้โดยง่าย ถ้าท่านไม่ฟังคำข้าพเจ้า จะขืนยกกองทัพไป เห็นจะปราชัยแก่โจโฉเปนมั่นคง

อ้วนเสี้ยวแจ้งในหนังสือแล้ว ยังมิได้ว่าประการใด ฮองกี๋แจ้งเนื้อความดังนั้น จึงว่าแก่อ้วนเสี้ยวว่า ท่านจะเอาฤกษ์ยกกองทัพไป ซึ่งเตียนฮองว่ากล่าวมานี้เปนการปราชัย อ้วนเสี้ยวได้ฟังฮองกี๋ว่าก็โกรธ จะให้เอาตัวเตียนฮองมาฆ่าเสีย ที่ปรึกษาแลทหารทั้งปวงก็ห้ามอ้วนเสี้ยวว่า ท่านจะยกกองทัพไปทำการสงคราม จะมาฆ่าฟันผู้คนเสียนั้นไม่ควร อ้วนเสี้ยวได้ฟังดังนั้นจึงว่า ให้จำเตียนฮองไว้จงมั่นคง ถ้าเราไปได้ตัวโจโฉมาจึงจะฆ่าเสียให้พร้อมกัน ครั้นได้ฤกษ์อ้วนเสี้ยวก็ยกกองทัพไปถึงตำบลบู๊เอี๋ยง แล้วก็ให้หยุดทหารตั้งค่ายมั่นไว้

จอสิวจึงว่าแก่อ้วนเสี้ยวว่า ทหารเรามากก็จริง แต่ไม่กล้าหาญชำนาญในการสงครามเหมือนทหารโจโฉ อันสเบียงในกองทัพโจโฉนั้นน้อยกว่าเรา ท่านอย่าด่วนทำการโดยเร็ว จงคิดอ่านทำการหนักหน่วงไว้ให้ช้า แม้สเบียงในกองทัพโจโฉสิ้นแล้ว เห็นทหารระส่ำระสายเมื่อใด จึงยกกองทัพเข้าตีโจโฉก็จะแตกโดยง่าย อ้วนเสี้ยวได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า เมื่อเราจะยกทัพมานี้ เตียนฮองเปนคนโทษบังอาจว่ากล่าวขัดขวาง บัดนี้ตัวซ้ำว่ากล่าวให้คิดหนักหน่วงไว้ให้ช้านั้นไม่ต้องด้วยขบวรศึก จึงให้เอาตัวจอสิวจำไว้ ถ้าสำเร็จการสงครามเมื่อใดจะให้ฆ่าเสียกับเตียนฮอง แล้วให้ทหารตั้งค่ายรายเรียงกันไปทางไกลประมาณเก้าร้อยเส้น

ฝ่ายม้าใช้เห็นดังนั้นก็เอาเนื้อความมาบอกแก่โจโฉ ๆ ได้ฟังก็คิดว่าทหารอ้วนเสี้ยวยกมาครั้งนี้ มากกว่าทหารเราประมาณเก้าส่วนสิบส่วน โจโฉจึงปรึกษากับนายทหารทั้งปวงว่า อ้วนเสี้ยวคุมทหารมาเปนอันมาก ท่านจะคิดอ่านรบพุ่งประการใด ซุนฮิวจึงว่าจะกลัวอันใดกับอ้วนเสี้ยว ถึงทหารมากก็จริงแต่รบพุ่งไม่กล้าแขง ทหารเราน้อยแต่ว่าชำนาญในการสงคราม ถึงมาทว่าทหารเราน้อยกว่าอ้วนเสี้ยวสักสิบส่วน แต่ได้รบกันโดยเร็วแล้วก็จะไม่เปนไร ข้าพเจ้ามาคิดเกรงอยู่แต่อ้วนเสี้ยวจะหน่วงไว้ให้ช้า สเบียงอาหารเราก็น้อยนานไปจะขัดสน โจโฉจึงว่าท่านว่านี้ชอบนัก ต้องกับความคิดเรา แล้วโจโฉก็เกณฑ์ทหารยกออกมาจากค่ายจะรบกับอ้วนเสี้ยว

ฝ่ายสิมโพยแจ้งว่ากองทัพโจโฉยกมา จึงเกณฑ์ทหารเกาทัณฑ์หมื่นหนึ่ง ให้ออกซุ่มอยู่นอกค่ายสองข้างทางแล้วจึงว่า ถ้าได้ยินเสียงประทัดสัญญาเราจุดขึ้นเมื่อใด ก็ให้เร่งตีกระหนาบกองทัพโจโฉเข้ามา อ้วนเสี้ยวเห็นสิมโพยจัดทหารดังนั้นก็มีความยินดี จึงเกณฑ์ทหารยกออกไปตั้งอยู่นอกค่าย ครั้นแลเห็นกองทัพโจโฉยกมา อ้วนเสี้ยวจึงแต่งตัวใส่เกราะทอง กั้นสัปทนทอง พาเอาเตียวคับโกลำฮันเบ๋งอิเขง ออกยืนม้าอยู่หน้าทหารทั้งปวงทำเปนทีกล้า

ฝ่ายโจโฉเห็นอ้วนเสี้ยวออกยืนอยู่หน้าทหาร ก็พาเอาเคาทูเตียวเลี้ยวซิหลงลิเตียน ขับม้าขึ้นไปหน้าทหาร จึงเอาแซ่ม้าชี้เอาอ้วนเสี้ยวแล้วว่า เดิมเราได้กราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้ตั้งท่านเปนขุนนาง พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็โปรดให้ เหตุใดท่านจึงคิดขบถ ยกกองทัพมาทำอันตรายเมืองฮูโต๋ให้เคืองถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้ เปนคนหามีกตัญญูไม่ อ้วนเสี้ยวจึงตอบว่า ตัวเปนมหาอุปราชมิได้สัตย์ซื่อ คิดการใหญ่ล้ำลึก เปนศัตรูราชสมบัติยิ่งกว่าครั้งอองมังกับตั๋งโต๊ะอีก ซึ่งเรายกกองทัพมานี้ จะได้เปนขบถต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นหามิได้ เรามานี้หวังจะกำจัดตัวซึ่งเปนศัตรูแผ่นดินเสีย

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงให้เตียวเลี้ยวคุมทหารออกไปจะรบด้วยอ้วนเสี้ยว ๆ เห็นดังนั้นก็ให้เตียวคับคุมทหารออกไปต่อสู้ด้วยเตียวเลี้ยวได้ห้าสิบเพลง ยังไม่แพ้ชนะกัน โจโฉเห็นเตียวคับกล้าหาญ ก็สรรเสริญว่า เตียวคับมีฝีมือชำนาญในการสงคราม แล้วให้เคาทูออกมาช่วยเตียวเลี้ยว อ้วนเสี้ยวเห็นดังนั้น ก็ให้โกลำออกไปช่วยเตียวคับ แลนายทหารทั้งสี่คน รบพุ่งรับรองกันรวดเร็วดังโคมเวียน โจโฉจึงให้แฮหัวตุ้นกับโจหอง คุมทหารคนละสามพัน ยกไปโจมตีกระหนาบกองทัพอ้วนเสี้ยวอย่าให้ทันรู้ตัว สิมโพยเห็นทหารโจโฉลอบมาตีกระหนาบก็ให้จุดประทัดขึ้น ฝ่ายทหารซึ่งซุ่มอยู่สองกองนั้นก็ตีกระหนาบเข้ามา แฮหัวตุ้นกับโจหองต้านทานมิได้ ก็พาทหารทั้งปวงถอยหลังกลับมา อ้วนเสี้ยวเห็นได้ทีดังนั้น ก็ขับทหารไล่ฆ่าฟันทหารโจโฉแตกไป โจโฉเห็นเหลือกำลัง ก็พาทหารทั้งปวงถอยไปตั้งค่ายมั่นอยู่เนินเขากัวต๋อ

ฝ่ายอ้วนเสี้ยวก็คุมทหารตามไปตั้งประชิดค่ายโจโฉ สิมโพยจึงว่าแก่อ้วนเสี้ยวว่า ตำบลกัวต๋อนี้เปนที่คับขันมั่นคง ถ้าคิดอ่านรบพุ่งได้ค่ายกัวต๋อแล้ว เมืองฮูโต๋ก็จะได้โดยง่าย ขอให้ท่านจัดทหารไว้รักษาค่ายแต่สิบหมื่น เหลือนั้นให้ไปขนมูลดินมากองเปนเนินขึ้นให้สูงกว่าค่ายโจโฉจงรอบ แล้วให้ทหารยิงเกาทัณฑ์รดมเข้าไปในค่าย เห็นโจโฉกับทหารทั้งปวงจะป้องกันไม่ได้ก็จะแตกไป เมื่อได้ตำบลกัวต๋อแล้วก็เหมือนกับได้เมืองฮูโต๋ อ้วนเสี้ยวเห็นชอบด้วยก็ให้ทำตามคำสิมโพยว่า แลทหารอ้วนเสี้ยวตั้งกองขุดมูลดินห้าสิบกองขนมาถมวุ่นวายอยู่

ฝ่ายโจโฉเห็นดังนั้น ก็รู้ว่าอ้วนเสี้ยวจะให้ถมมูลดินขึ้น แล้วจะให้ยิงเกาทัณฑ์รดมเข้ามาในค่าย โจโฉจึงสั่งทหารให้ยกออกไปตีทหารอ้วนเสี้ยว อย่าให้ขุดดินขนดินมาถมขึ้นได้ ทหารโจโฉกะเกณฑ์กันจะยกออกไปทำตามสั่ง ฝ่ายสิมโพยคิดเกรงโจโฉจะให้ทหารออกทำอันตรายแก่คนไปทำการ จึงแบ่งทหารซึ่งรักษาค่ายนั้นห้าหมื่น ล้วนถือเกาทัณฑ์ยกไปคอยรบ มิให้ทหารโจโฉออกมาจากค่ายได้ แลทหารอ้วนเสี้ยวทำการถมมูลดินถึงสิบวัน ถมเปนเนินสูงขึ้นรอบค่ายโจโฉได้ห้าสิบเนิน ใกล้ค่ายประมาณห้าวา อ้วนเสี้ยวจึงเกณฑ์ทหารเกาทัณฑ์ให้ขึ้นอยู่เปนอันมากทุกเนินแล้วสั่งว่า ถ้าได้ยินเสียงประทัดก็ให้พร้อมกันรดมยิงเกาทัณฑ์เข้าไปในค่ายโจโฉ ทหารทั้งปวงก็ทำตามคำอ้วนเสี้ยวสั่ง

ฝ่ายทหารโจโฉซึ่งอยู่ในค่ายนั้น เห็นทหารอ้วนเสี้ยวรดมยิงเกาทัณฑ์เข้ามารอบค่าย จึงเอาพนังม้าแลโล่ปิดป้องกายบ้าง หลบหลีกซ่อนเร้นแอบค่ายขุดหลุมลงอยู่บ้าง ทหารอ้วนเสี้ยวเห็นดังนั้นก็ชวนกันตบมือหัวเราะแล้วร้องเยาะเย้ย โจโฉเห็นทหารทั้งปวงนั้นระส่ำระสาย จึงปรึกษาแก่นายทหารทั้งปวงว่า อ้วนเสี้ยวทำการทั้งนี้ ผู้ใดจะคิดแก้ไขประการใดได้บ้าง เล่าหัวจึงว่าบัดนี้ทหารอ้วนเสี้ยวอยู่ที่สูง ครั้นจะยกเข้าโจมตีทหารเราก็น้อย ขอให้ทำจักรยนตร์ใส่เกวียนบันทุกก้อนศิลา รุนออกไปแต่พอพ้นค่ายตรงกองดินทั้งสี่ด้าน จึงชักสายยนตร์ให้จักรพัดก้อนศิลานั้นขึ้นไป ถูกทหารอ้วนเสี้ยวก็จะกระจัดกระจายลงไปจากเนินดิน โจโฉเห็นชอบด้วย จึงให้เล่าหัวทำจักรยนตร์ แล้วเอาเกวียนสเบียงสองร้อยเล่มมาบันทุกศิลาให้เต็ม เอาจักรนั้นใส่ลงกลางเกวียนเตรียมไว้ให้พร้อมแต่ในเวลากลางคืน ครั้นรุ่งเช้าเห็นทหารอ้วนเสี้ยวขึ้นยิงเกาทัณฑ์อยู่บนเนินดิน โจโฉจึงให้ทหารรุนเกวียนซึ่งบันทุกศิลาไว้ด้านละห้าสิบเล่มนั้น ออกไปพ้นค่ายใกล้เนินดินประมาณสามวาเศษแล้วให้ชักสายยนตร์พร้อมกัน จักรยนตร์ก็พัดก้อนศิลาขึ้นไปบนเนินดินถูกทหารอ้วนเสี้ยวเจ็บปวดล้มตายเปนอันมาก ซึ่งเหลือนั้นไม่อาจอยู่ได้ก็ถอยหนีลงไปจากเนินดินสิ้น

อ้วนเสี้ยวเห็นดังนั้น จึงถามสิมโพยว่า ทหารเราซึ่งขึ้นอยู่บนเนินดินนั้น ก็ทำอันตรายโจโฉไม่ได้ กลับหนีลงมาสิ้นแล้ว ท่านจะคิดประการใด สิมโพยจึงว่า กลอุบายของข้าพเจ้ายังมีอีกอย่างหนึ่ง ขอให้ท่านเกณฑ์ทหารขุดอุโมงค์เข้าไปริมค่ายโจโฉ ครั้นสำเร็จแล้ว เวลากลางคืนจึงให้ทหารลอบเข้าไปตามอุโมงค์ ทลุขึ้นในค่ายโจโฉ ไล่ฆ่าฟันผู้คนให้วุ่นวาย ทหารโจโฉไม่รู้ตัวก็จะแตกกระจัดกระจายไป อ้วนเสี้ยวเห็นชอบด้วย จึงเกณฑ์ทหารให้ไปขุดอุโมงค์นอกค่ายหลังกองดิน ทหารโจโฉเห็นดังนั้น จึงบอกแก่โจโฉว่า บัดนี้อ้วนเสี้ยวให้ทหารมาขุดหลุมอยู่หลังเนินดินเปนอันมาก จะทำประการใดมิได้แจ้ง โจโฉได้ฟังดังนั้นก็คิดสงสัย จึงถามเล่าหัวว่า ซึ่งอ้วนเสี้ยวทำดังนี้ท่านจะเห็นประการใด เล่าหัวจึงว่าอ้วนเสี้ยวจะคิดทำการเอาชัยชนะเราซึ่งหน้านั้นมิได้ จึงทำกลอุบายให้ทหารมาขุดดิน ประสงค์จะเดิรทางอุโมงค์เข้ามาทำร้ายเราในค่าย ขอให้ท่านเกณฑ์ทหารขุดหลุมให้กว้างลึกสกัดไว้ริมนอกค่าย เห็นทหารอ้วนเสี้ยวจะทำการเข้ามาไม่ตลอด โจโฉเห็นชอบด้วย ครั้นเวลากลางคืนก็เกณฑ์ทหารให้ขุดหลุมตามคำเล่าหัวว่า

ฝ่ายทหารอ้วนเสี้ยว ขุดอุโมงค์มาถึงหลุมซึ่งโจโฉให้ขุดสกัดไว้นั้น ก็ไม่รู้ที่จะทำประการใด ด้วยหลุมนั้นกว้างลึก จะข้ามเข้าไปก็ขัดสน จึงชวนกันกลับมาบอกเนื้อความแก่อ้วนเสี้ยว ๆ ได้ฟังดังนั้น ไม่รู้ที่จะคิดประการใดสืบไป จึงถอยทัพมาตั้งมั่นอยู่ไกลตำบลกัวต๋อ ห่างประมาณสามร้อยเส้น

ฝ่ายโจโฉตั้งรออ้วนเสี้ยวอยู่ตั้งแต่เดือนสิบจนถึงเดือนสิบเอ็ด ก็ไม่เห็นอ้วนเสี้ยวยกมาสู้รบ คิดจะถอยทัพกลับไปเมืองฮูโต๋ พอซิหลงกองตะเวนจับทหารอ้วนเสี้ยวได้คนหนึ่ง จึงเอาตัวมาให้โจโฉ ๆ จึงถามทหารนั้นว่า อ้วนเสี้ยวให้เองไปไหนมาจงบอกแต่โดยจริง แม้อำพรางไว้เราจะให้ตัดสีสะเสีย ทหารนั้นกลัวจึงบอกความตามจริงว่า ข้าพเจ้าเปนบ่าวฮันเบ๋ง อ้วนเสี้ยวให้ฮันเบ๋งไปขนสเบียงมาส่งกองทัพจะใกล้ถึงอยู่แล้ว ฮันเบ๋งใช้ให้ข้าพเจ้ามาสืบทางก่อน

ซุนฮิวได้ฟังดังนั้นจึงว่าแก่โจโฉว่า ฮันเบ๋งคนนี้เปนคนมีฝีมือกล้าหาญก็จริง แต่หาสติปัญญาไม่ แม้ท่านแต่งให้ทหารเอกคุมทหารเลวสักสามพัน ยกไปคอยสกัดชิงสเบียงอ้วนเสี้ยว เห็นจะได้โดยง่าย อ้วนเสี้ยวก็จะระส่ำระสายขัดสเบียงอาหารลง โจโฉจึงว่าเราจะให้ทหารผู้ใดไปจึงจะทำการได้ ซุนฮิวจึงว่า แต่มีฝีมือซิหลงก็พอจะสู้ฮันเบ๋งได้ โจโฉเห็นชอบด้วย จึงเกณฑ์ทหารสามพันให้ซิหลงกับสูฮวนยกไปตั้งสกัดอยู่ระหว่างเขาต้นทางซึ่งฮันเบ๋งจะคุมสเบียงมานั้น แล้วให้เตียวเลี้ยวกับเคาทูคุมทหารห้าพันยกหนุนไปภายหลัง ทหารทั้งนั้นก็ยกไปตามโจโฉสั่ง ครั้นเวลากลางคืน ฮันเบ๋งคุมเกวียนสเบียงสองพันมาถึงหว่างเขา เห็นซิหลงยืนสกัดทางอยู่ ฮันเบ๋งก็ขับม้าเข้ารบกับซิหลงเปนสามารถ ยังไม่แพ้ชนะกัน สูฮวนเห็นดังนั้น ก็คุมทหารตีกระหนาบลุกหลังเข้ามา ฆ่าทหารฮันเบ๋งล้มตายเปนอันมาก แล้วให้ทหารเอาเพลิงเผาเกวียนสเบียงนั้นเสีย ฮันเบ๋งเห็นสูฮวนไล่ฆ่าฟันทหารเข้ามา เห็นเหลือกำลังก็ควบม้าหนี แลทหารทั้งปวงก็แตกกระจายกันไป

ฝ่ายอ้วนเสี้ยวอยู่ในค่าย เห็นแสงเพลิงสว่างขึ้นข้างทิศตวันตกก็คิดสงสัยอยู่ พอทหารซึ่งแตกนั้นมาถึง จึงบอกเนื้อความแก่อ้วนเสี้ยว อ้วนเสี้ยวแจ้งดังนั้นก็ตกใจ จึงให้เตียวคับกับโกลำคุมทหารรีบยกไปสกัดตีทหารโจโฉซึ่งเผาเกวียนสเบียงเสีย เตียวคับกับโกลำก็ลาอ้วนเสี้ยวคุมทหารไปคอยสกัดทางอยู่

ฝ่ายซิหลงกับสูฮวน ครั้นเผาเกวียนสเบียงเสียแล้ว ก็ยกกลับมาถึงกลางทาง เตียวคับกับโกลำเห็นซิหลงยกมา ก็คุมทหารเข้าโจมตีรบพุ่งกันเปนสามารถ พอเตียวเลี้ยวกับเคาทูยกมาก็ขับทหารเข้ารบกระหนาบ โกลำกับเตียวคับต้านทานมิได้ก็แตกกระจายไป ซิหลงเคาทูสูฮวนก็ไล่ฆ่าฟันทหารอ้วนเสี้ยวล้มตายเปนอันมาก แล้วก็ยกกลับมาตำบลกัวต๋อ แจ้งเนื้อความทั้งปวงแก่โจโฉ ๆ ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี ให้บำเหน็จรางวัลแก่ซิหลงแลทหารทั้งปวงเปนอันมาก

ฝ่ายฮันเบ๋งหนีไปถึงค่าย จึงแจ้งเนื้อความทั้งปวงแก่อ้วนเสี้ยว ๆ ก็โกรธ จึงสั่งให้เอาตัวฮันเบ๋งไปฆ่าเสีย ที่ปรึกษาแลทหารทั้งปวงช่วยกันขอโทษไว้ สิมโพยจึงว่าแก่อ้วนเสี้ยวว่า อันการสงครามนี้ก็อาศรัยสเบียงอาหารเปนกำลัง บัดนี้สเบียงเราซ่องสุมไว้ตำบลอัวเจ๋า เกลือกโจโฉรู้จะยกไปชิงเอาได้ เราก็จะขัดสนด้วยสเบียง เห็นจะทำการศึกไม่ตลอด ขอให้แต่งทหารที่มีฝีมือไปรักษาตำบลอัวเจ๋าไว้ให้มั่นคง เราจะได้อาศรัยสเบียงเปนกำลังสืบไป อ้วนเสี้ยวจึงว่าท่านอย่าวิตกเลย ตำบลอัวเจ๋านั้นเราจัดแจงไว้มั่นคงอยู่แล้ว ให้ท่านรีบไปเมืองเงียบกุ๋นซึ่งเปนเมืองขึ้นของเรา ให้เร่งส่งสเบียงอาหารมาให้ทันทีอย่าให้ขาดได้ สิมโพยก็ลาอ้วนเสี้ยวไปยังเมืองเงียบกุ๋น ครั้นสิมโพยไปแล้ว อ้วนเสี้ยวจึงให้อิเขงเปนนายกองทัพใหญ่ กับกุ๋ยง้วน จิ๋นฮัน กี๋จู๋ ลิอุยหอง เตียวโยยคุมทหารสองหมื่นไปอยู่รักษาตำบลอัวเจ๋า ขณะเมื่ออิเขงไปอยู่ตำบลอัวเจ๋านั้น มิได้เอาใจใส่กิจการสิ่งใด ชวนแต่พวกเพื่อนเสพย์สุรามิได้ขาด แม้ผู้ใดทัดทานก็กลับโกรธเอา แล้วว่ากล่าวอยาบช้าเปนอันมาก ทหารทั้งปวงก็กลัวอิเขง ไม่อาจห้ามปรามได้

ฝ่ายโจโฉตั้งอยู่ตำบลกัวต๋อนั้น สเบียงอาหารก็เบาบางลง โจโฉจึงให้ทหารถือหนังสือไปให้ซุนฮกณเมืองฮูโต๋ ในหนังสือนั้นเปนไจความว่า ในกองทัพเรานี้ขัดสนด้วยสเบียงอาหาร ให้ซุนฮกเร่งส่งสเบียงมาอย่าให้ขัดสนได้ ทหารรับเอาหนังสือนั้นแล้วก็ลาโจโฉไปจากค่ายทางประมาณสามร้อยเส้น ทหารกองตะเวนอ้วนเสี้ยวจับได้คุมเอาตัวไปให้เขาฮิวซึ่งเปนที่ปรึกษาผู้ใหญ่

เขาฮิวคนนี้เมื่อยังหนุ่มอยู่นั้น เปนเพื่อนรักกันกับโจโฉอยู่ก่อน ครั้นโจโฉไปทำราชการอยู่เมืองฮูโต๋ เขาฮิวจึงมาอยู่กับอ้วนเสี้ยว ครั้นนายกองตะเวนจับเอาทหารโจโฉมาให้ เขาฮิวให้คนค้นได้หนังสือซึ่งโจโฉให้ไปถึงซุนฮกนั้น เขาฮิวจึงเอาเนื้อความทั้งปวงนั้นเข้าไปแจ้งแก่อ้วนเสี้ยว แล้วว่าโจโฉตั้งรอกันอยู่กับเราก็ช้านาน จนสเบียงอาหารก็ขัดสนลงแล้ว เมืองฮูโต๋ก็ว่างเปล่าอยู่ ขอให้ท่านแบ่งทหารวกไปตีเมืองฮูโต๋ แม้ได้เมืองฮูโต๋แล้ว โจโฉก็จะอยู่ในเงื้อมมือเราเปนมั่นคง อ้วนเสี้ยวจึงว่าโจโฉเปนคนมีสติปัญญาอยู่ ท่านอย่าเพ่อดูหมิ่น ซึ่งโจโฉแต่งหนังสือให้ทหารถือไปดังนี้ เปนกลอุบายจะให้เราแบ่งทหารให้ไปตีเมืองฮูโต๋ โจโฉจะได้ยกเข้าตีเมืองเราโดยง่าย เขาฮิวจึงว่าเมื่อสงครามได้ทีฉนี้แล้ว ท่านจะไม่ทำตามข้าพเจ้าว่า นานไปอันตรายจะถึงตัวท่าน ขณะเมื่อพูดกันอยู่นั้น พอทหารเอาหนังสือบอกของสิมโพยซึ่งไปเร่งสเบียงเมืองเงียบกุ๋นมาให้ อ้วนเสี้ยวรับเอาหนังสือมาดู ในหนังสือนั้นเปนใจความว่า ข้าพเจ้าจัดแจงสเบียงในเมืองเงียบกุ๋นนั้นก็เสร็จแล้ว บัดนี้มีผู้เอาเนื้อความมาฟ้องแก่ข้าพเจ้าว่า เขาฮิวเมื่ออยู่ณเมืองกิจิ๋วนั้น ทำการหยาบช้าให้คนทั้งปวงได้ความเดือดร้อน แล้วแต่งลูกหลานไปเที่ยวฉ้อเรียกเอาส่วยแก่ราษฎรชาวเมืองเจียงกุ๋น ข้าพเจ้าเอาตัวลูกหลานเขาฮิวนั้นมาถามก็รับเปนสัตย์สมคำผู้ฟ้อง บัดนี้ข้าพเจ้าให้จำไว้ณคุก

อ้วนเสี้ยวเห็นหนังสือดังนั้นก็โกรธ จึงว่าแก่เขาฮิวว่า ตัวมึงโกหกหยาบช้า ยังจะแบกหน้าเข้ามาปรึกษาการสงครามนั้นไม่ได้ ตัวกูแจ้งว่ามึงเปนเพื่อนกันกับโจโฉมาแต่ก่อน บัดนี้โจโฉให้สิบบลมามึงจึงคิดอ่านให้ลูกหลานมึงทำการฉนี้ หวังจะให้ไพร่บ้านพลเมืองแตกตื่นไป อันสีสะมึงนั้นกูฝากไว้กับกายมึงก่อน แต่นี้ไปมึงอย่าเข้ามาให้กูเห็นหน้าเลย เขาฮิวได้ฟังดังนั้นก็เดิรทอดใจใหญ่ออกมาที่อยู่ แล้วว่าตัวเรามีความสัตย์ซื่อเปนอันมาก จะว่ากล่าวสิ่งใดอ้วนเสี้ยวก็มิได้เชื่อถือ ฟังแต่คำคนพูดเท็จ บัดนี้สิมโพยแกล้งผูกพันเอาความชั่วมาใส่เราจนลูกหลานเราก็พลอยได้ความทุกข์ทรมาน ซึ่งเราจะแบกหน้ากลับไปเมืองกิจิ๋วนั้น ก็จะได้ความอัปยศแก่คนทั้งปวง แล้วเขาฮิวชักกระบี่ออกจะเชือดคอตาย

ฝ่ายทหารซึ่งสนิธของเขาฮิวเห็นดังนั้นจึงเข้ายุดกระบี่ไว้ แล้วค่อยพูดจาปลอบโยนห้ามปรามว่า ตัวท่านมีสติปัญญาเปนอันมาก แต่ความเพียงนี้จะมาด่วนฆ่าตัวตายเสียนั้นไม่ควร เมื่ออ้วนเสี้ยวมิฟังคำท่านแล้วจงคิดผ่อนผันเอาตัวรอด อุปมาเหมือนอยู่ที่มืด อุตส่าห์ทำความเพียรไปหาที่สว่าง ประการหนึ่งโจโฉกับท่านก็เปนเพื่อนรักกันมาแต่ก่อน แม้ท่านคิดอ่านผ่อนผันไปหา เห็นโจโฉจะเลี้ยงท่านถึงขนาด มิดีกว่าอยู่กับอ้วนเสี้ยวหรือ

เขาฮิวได้ฟังดังนั้นก็ได้สติขึ้น ครั้นเวลาค่ำจึงพาพรรคพวกซึ่งสนิธนั้นลอบไปณค่ายโจโฉ แลทหารโจโฉซึ่งเปนกองตะเวนนั้นเห็นเขาฮิวพาพวกเพื่อนมา ก็ชวนกันจับเอาตัวไว้แล้วถามว่า ซึ่งชวนกันมาทั้งนี้จะประสงค์สิ่งใด เขาฮิวจึงบอกว่า ตัวเรานี้รู้จักกันมากับมหาอุปราช เราจึงมาหาด้วยความขัดสน ท่านจงส่งตัวเราเข้าไปให้ถึงมหาอุปราช ทหารกองตะเวนจึงไปบอกแก่โจโฉว่า บัดนี้เขาฮิวชาวเมืองลำหยงมาหาท่าน

ขณะนั้นโจโฉนอนคิดการสงครามอยู่ ครั้นได้ฟังทหารแจ้งเนื้อความดังนั้นก็มีความยินดี มิทันได้แต่งตัวใส่เสื้อก็ลุกออกไปถึงประตูค่ายเห็นเขาฮิว โจโฉก็ตบมือดีใจยอบตัวลงคำนับ เขาฮิวเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงยุดมือโจโฉไว้แล้วว่า ตัวท่านเปนถึงมหาอุปราช ไม่ควรที่จะคำนับข้าพเจ้า โจโฉจึงตอบว่า ตัวท่านกับเราเปนเพื่อนรักกันมา ถึงเรามีวาสนาก็จริง แต่ใจเรานี้เสมออยู่เหมือนแต่ก่อน แล้วโจโฉก็พาเขาฮิวเข้าไปในค่าย เขาฮิวจึงว่าตัวข้าพเจ้าพลัดไปอยู่กับอ้วนเสี้ยวนั้น เพราะคิดว่าจะฝากตัวให้มีความสุข จึงทำการโดยสุจริต อ้วนเสี้ยวมิได้เชื่อฟังแล้วว่าหยาบช้าต่อข้าพเจ้าให้ได้ความระกำใจ บัดนี้ข้าพเจ้าหาที่พึ่งมิได้จึงบ่ายหน้ามาหาท่าน หวังจะทำราชการให้ท่านใช้สอยสืบไปกว่าจะสิ้นชีวิต โจโฉจึงตอบว่า ซึ่งท่านจะมาอยู่ด้วย เรามีความยินดีนัก การทั้งปวงของเราก็จะสำเร็จเพราะท่าน ๆ จงช่วยตักเตือนสั่งสอน เราจะได้ทำตามคำท่าน แล้วจะได้กำจัดอ้วนเสี้ยวเสีย เขาฮิวจึงว่า การทั้งนี้ข้าพเจ้าจะตั้งใจคิดอ่านสนองคุณท่านไปตามสติปัญญาแลฝีมือ ข้าพเจ้าอยู่ด้วยอ้วนเสี้ยวนั้นข้าพเจ้าได้ว่า บัดนี้ตัวท่านยกทัพมาตั้งรบอยู่กับอ้วนเสี้ยว หาผู้ใดที่จะกล้าหาญอยู่รักษาเมืองไม่ ขอให้แบ่งทหารยกตลบหลังไปตีเอาเมืองฮูโต๋เห็นจะได้โดยง่าย โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ตกใจจึงว่า แม้อ้วนเสี้ยวทำตามคำท่านเราก็เสียที

เขาฮิวจึงถามโจโฉว่า เข้าสเบียงในกองทัพท่านนี้ยังมีอยู่สักเท่าใด โจโฉเห็นว่าเขาฮิวนั้นถามหลักแหลม จึงแกล้งบอกว่า อันสเบียงของเรานั้นไม่สู้ขัดสนนัก พอจะเลี้ยงทหารได้สักปีหนึ่ง เขาฮิวจึงหัวเราะแล้วว่า ท่านเจรจาเกินนักเห็นจะไม่สม โจโฉจึงว่าเราจะบอกโดยจริง อันสเบียงของเรานี้พอจะกินได้กึ่งปี เขาฮิวเห็นโจโฉพูดจาอำพรางดังนั้นก็โกรธ จึงลุกขึ้นแล้วว่า ข้าพเจ้ามาอยู่ด้วยมหาอุปราช คิดว่าจะทำราชการสนองคุณท่านโดยสุจริต บัดนี้ท่านแคลงอยู่ไม่ไว้ใจแล้ว ข้าพเจ้าก็จะลาท่านเที่ยวไปหาที่พึ่งกว่าจะได้ความสุข

โจโฉเห็นดังนั้นจึงยึดชายเสื้อเขาฮิวไว้แล้วว่า ท่านอย่าเพ่อโกรธ เราจะบอกความสัตย์ สเบียงเราน้อยลงแล้ว จะเลี้ยงกันได้สักสามเดือน เขาฮิวจึงหัวเราะแล้วว่า กิตติศัพท์เขาเลื่องลือกันว่า มหาอุปราชจะพูดจาสิ่งใด มักเปนเล่ห์กลจะเชื่อฟังไม่ได้ บัดนี้ก็เห็นสมกับคำเขาว่า โจโฉได้ฟังเขาฮิวว่าดังนั้นก็มิได้โกรธ จึงหัวเราะแล้วว่า ท่านไม่รู้หรือ อันการสงครามจำอาศรัยเล่ห์กลจึงจะได้ชัยชนะแก่ข้าศึก แล้วทำกระซิบบอกเขาฮิวว่า สเบียงเรายังอีกเดือนหนึ่งก็จะหมดแล้ว เขาฮิวโกรธร้องตวาดเอาโจโฉว่า จะลวงเราไปถึงไหน เราก็แจ้งอยู่ว่าสเบียงในกองทัพท่านนั้นหมดสิ้นแล้ว โจโฉตกใจจึงถามเขาฮิวว่า เหตุใดท่านจึงรู้ดังนี้

เขาฮิวจึงเอาหนังสือซึ่งโจโฉให้ไปถึงซุนฮกนั้นออกให้ดู โจโฉเห็นหนังสือนั้นแล้วจึงถามว่า ผู้ใดเอาหนังสือนี้ไปให้ท่าน เขาฮิวจึงบอกเนื้อความซึ่งจับผู้ถือหนังสือนั้นให้ฟังทุกประการ โจโฉเห็นเขาฮิวแจ้งเนื้อความทั้งปวงแล้ว กลัวจะแพร่งพรายไปจึงกำชับว่า ท่านอย่าได้บอกเนื้อความทั้งนี้แก่ผู้ใด จงช่วยกันกำจัดอ้วนเสี้ยว เขาฮิวก็รับคำแล้วจึงว่า ท่านทำศึกแก่อ้วนเสี้ยว บัดนี้ทหารอ้วนเสี้ยวมากกว่า ขอให้ท่านเร่งรัดกระทำการจึงจะได้ชัยชนะ ซึ่งจะตั้งรออยู่ฉนี้ก็จะเสียทีแก่อ้วนเสี้ยวเปนมั่นคง โจโฉจึงว่าท่านว่านี้ก็ชอบอยู่ ความคิดของท่านจะทำประการใดได้บ้าง อ้วนเสี้ยวจึงจะแตกไปโดยเร็ว เขาฮิวจึงว่ากลอุบายของข้าพเจ้าคิดไว้อย่างหนึ่ง แม้ท่านทำตามข้าพเจ้าจะให้อ้วนเสี้ยวกับทหารทั้งปวงแตกไปแต่ในสามวัน โจโฉจึงถามว่า ความคิดท่านจะทำประการใด เขาฮิวจึงว่าอ้วนเสี้ยวมาทำการทั้งนี้ ได้ซ่องสุมสเบียงอาหารไว้ตำบลอัวเจ๋า ให้อิเขงอยู่รักษา อิเขงก็มิได้เอาใจใส่ เสพย์แต่สุรามิได้ขาด ทหารทั้งปวงก็ระส่ำระสายอยู่แล้ว ขอให้ท่านแต่งทหารปลอมเปนทหารอ้วนเสี้ยว ยกอ้อมค่ายอ้วนเสี้ยวไปตำบลอัวเจ๋า ถ้าผู้ใดทักทายให้บอกว่าเปนทหารเจียวกี๋ จึงลอบเข้าโจมตีเผาสเบียงอาหารอ้วนเสี้ยวเสีย อ้วนเสี้ยวเสียสเบียงแล้วก็จะแตกไปเปนมั่นคง

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงแต่งโต๊ะเลี้ยงเขาฮิวแล้วเชิญให้อยู่ในค่าย ครั้นเวลาเช้าโจโฉจึงให้จัดทหารม้าพันหนึ่ง จะยกไปตำบลอัวเจ๋า เตียวเลี้ยวจึงลอบว่าแก่โจโฉว่า อ้วนเสี้ยวก็มีความคิดอยู่ แม้เอาสเบียงไปไว้ตำบลอัวเจ๋าจริง ก็จะแต่งทหารไว้รักษาเปนมั่นคง ซึ่งท่านเบาความมาเชื่อฟังเขาฮิวนั้นข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยเกลือกจะเปนกลของอ้วนเสี้ยว ให้ท่านดำริห์ดูจงควรก่อน โจโฉจึงว่าท่านอย่าสงสัยเลย ซึ่งเขาฮิวจะลวงเรานั้นไม่เห็นสม แม้เขาฮิวเปนใส้ศึกจริง ก็เห็นไม่อาจเข้ามาอยู่ด้วยเรา บัดนี้อ้วนเสี้ยวก็สิ้นวาสนา จะถึงที่ตายอยู่แล้ว จึงบันดาลให้ทำผิด จนเราแจ้งเนื้อความทั้งนี้ เราก็ได้ทีอยู่แล้ว แม้จะนิ่งไว้ไม่ทำตามคำเขาฮิวว่า สเบียงอาหารเราก็ขัดสน นานไปจะเสียทีแก่อ้วนเสี้ยว เตียวเลี้ยวจึงว่า ซึ่งมหาอุปราชคิดนี้ก็ควรอยู่ แต่ข้าพเจ้าเกรงว่า แม้อ้วนเสี้ยวรู้ว่าท่านยกไปตำบลอัวเจ๋า จะยกทหารมาตีเอาค่าย ขอท่านคิดอ่านให้มั่นคงก่อน โจโฉจึงว่าท่านอย่าวิตกเลย ซึ่งจะให้รักษาค่ายนั้นเราคิดไว้พร้อมแล้ว

โจโฉจึงให้ซุนฮิวกับกาเซี่ยงโจหองเขาฮิวสี่นายอยู่รักษาค่าย ให้แฮหัวตุ้นกับแฮหัวเอี๋ยนคุมทหารเปนกองซุ่มอยู่นอกค่ายฝ่ายซ้าย ให้ลิเตียนกับโจหยินคุมทหารเปนกองซุ่มอยู่นอกค่ายฝ่ายขวา จึงกำชับว่าแม้อ้วนเสี้ยวจะยกมาตีเอาค่าย ก็ให้ช่วยกันป้องกันรักษาไว้อย่าให้เปนอันตรายได้ แล้วโจโฉจึงสั่งเคาทูเตียวเลี้ยวซิหลงอิกิ๋ม ให้จัดทหารม้าห้าพัน แต่งตัวปลอมเปนทหารอ้วนเสี้ยว แล้วเอาธงซึ่งมีสีเหมือนธงอ้วนเสี้ยวปักไป ให้เอามัดฟืนฟางซึ่งจะเผาตำบลอัวเจ๋านั้นบันทุกไปด้วย เกลือกข้างหน้าจะหาไม่ได้ทันที แล้วสั่งว่าเมื่อจะยกไปนั้น อย่าให้ผู้ใดพูดจากันอื้ออึงเปนอันขาด ครั้นเวลาค่ำโจโฉก็ยกออกจากค่าย จะไปตีตำบลอัวเจ๋า

ฝ่ายจอสิวซึ่งอ้วนเสี้ยวจำไว้ อยู่มาเวลาค่ำวันนั้น เห็นท้องฟ้าสว่างก็คิดกริ่งใจ จึงให้ผู้คุมคลายเครื่องจำเสียแล้วลุกออกไปนอกกองทัพ แหงนหน้าขึ้นดูท้องฟ้า เห็นดาววิปริตก็ตกใจ จึงคิดว่าอันตรายจะมีมาถึงนายเรา ครั้นจะนิ่งเสียบัดนี้ก็ไม่ชอบ จอสิวจึงให้ผู้คุมพาตัวเข้าไปหาอ้วนเสี้ยว ขณะนั้นอ้วนเสี้ยวเสพย์สุราเมานอนหลับอยู่ พอทหารเข้าไปบอกว่า จอสิวเข้ามาแจ้งราชการ อ้วนเสี้ยวจึงให้จอสิวเข้ามาแล้วถามว่า ตัวเข้ามาหาเราด้วยธุระสิ่งใด จอสิวจึงว่า เวลาค่ำวันนี้ดาววิปริต ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูเห็นว่าท่านจะได้ความเดือดร้อน จะมีผู้ลอบไปตีเอาสเบียงตำบลอัวเจ๋า ขอให้ท่านแต่งทหารไปคอยสกัดต้นทางไว้ อย่าให้ข้าศึกยกไปได้

อ้วนเสี้ยวได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ด่าจอสิวว่ามึงเปนคนโทษ เหตุใดบังอาจมาเจรจาอวดรู้ดังนี้ แล้วว่าแก่ผู้คุมว่า จอสิวเปนคนโทษ เราให้เอาตัวไปจำไว้ เหตุใดตัวจึงบังอาจปล่อยให้เข้ามา อ้วนเสี้ยวจึงสั่งให้เอาตัวผู้คุมไปฆ่าเสีย แล้วก็จัดทหารให้คุมเอาตัวจอสิวไปจำไว้ดังเก่า จอสิวจึงทอดใจใหญ่แล้วว่า ท่านทั้งปวงจะตายในวันนี้พรุ่งนี้เปนมั่นคง จะเอาซากศพไว้ตำบลใดก็มิได้แจ้ง ว่าแล้วจอสิวก็ร้องไห้

ฝ่ายโจโฉยกผ่านค่ายอ้วนเสี้ยวไป ทหารกองตะเวนอ้วนเสี้ยวเห็นดังนั้นก็ร้องถามว่า กองทัพผู้ใดจะยกไปไหน ทหารโจโฉจึงบอกว่า อ้วนเสี้ยวใช้เจียวกี๋คุมทหารยกไปเอาสเบียงตำบลอัวเจ๋าเปนการเร็ว ทหารกองตะเวนได้ฟังดังนั้น แลเห็นธงสำหรับทัพอ้วนเสี้ยวก็คิดว่าจริง ขณะเมื่อโจโฉยกไปเวลากลางคืนวันนั้น พบทหารอ้วนเสี้ยวไต่ถามเปนหลายแห่ง ทหารโจโฉก็บอกเหมือนก่อน ทหารอ้วนเสี้ยวมิได้มีสงสัย ครั้นเวลาสองยามเศษโจโฉก็ยกมาถึงตำบลอัวเจ๋า จึงให้ทหารทั้งปวงมัดฟืนแลฟางจุดเพลิงรดมเผาฉางเข้าขึ้นให้ไหม้ แล้วให้ทหารโห่ร้องเข้าโจมตีชุมรุมอิเขง

ฝ่ายอิเขงเสพย์สุราเมานอนหลับอยู่แต่พลบค่ำ ครั้นได้ยินเสียงอื้ออึงก็ตกใจตื่นขึ้น วิ่งออกมาจะดูให้รู้ว่าเหตุการสิ่งใด ทหารโจโฉก็กลุ้มรุมกันจับตัวอิเขงได้ ฝ่ายกุยอ้วนจิ๋นกับเตียวโยย ซึ่งอิเขงให้คุมสเบียงไปส่งกองทัพอ้วนเสี้ยวนั้น กลับมาจะใกล้ถึงตำบลอัวเจ๋า พอเห็นแสงเพลิงตรงชุมรุมสว่างขึ้น ก็คุมทหารรีบมาช่วย

ฝ่ายทหารโจโฉเห็นกองทัพตามมาภายหลังเปนอันมาก โจโฉจึงว่าอย่าตกใจเลย ให้ตั้งหน้าทำการไปเถิด ซึ่งกองทัพยกตามมานั้น ไว้เปนพนักงานเราจะคิดอ่านแก้ไข ทหารทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็เร่งจุดเพลิงต่อกันเข้าไป แล้วไล่ฆ่าฟันทหารอิเขงล้มตายเปนอันมาก ครั้นกุยอ้วนจิ๋นกับเตียวโยยยกตีกระหนาบหลังเข้ามา โจโฉเห็นดังนั้นก็ขับทหารซึ่งรักษาตัวให้กลับหน้ามารบพุ่งกันเปนสามารถ ทหารโจโฉเอาทวนแทงถูกกุยอ้วนจิ๋นกับเตียวโยยตกม้าตาย

ฝ่ายทหารอ้วนเสี้ยวในเวลากลางคืนวันนั้นเห็นแสงเพลิงสว่างขึ้นข้างทิศเหนือ จึงเอาเนื้อความเข้าไปบอกแก่อ้วนเสี้ยว ขณะนั้นอ้วนเสี้ยวนอนหลับอยู่ ตกใจตื่นขึ้นจึงลุกออกไปดู เห็นเพลิงไหม้ขึ้นข้างทิศเหนือก็แจ้งว่าโจโฉยกไปเผาสเบียงตำบลอัวเจ๋าเสีย จึงให้หาทหารทั้งปวงเข้ามาปรึกษา ว่าจะยกกองทัพไปช่วย เตียวคับจึงว่า ข้าพเจ้ากับโกลำจะขออาสายกทหารรีบไปช่วยป้องกันสเบียงไว้ กัวเต๋าจึงว่า ซึ่งเตียวคับกับโกลำจะยกไปนั้นไม่ได้ ด้วยโจโฉยกมาทำการเอง ขอให้ท่านเร่งคุมทหารไปตีเอาค่ายโจโฉ ถ้าโจโฉรู้ก็จะรีบยกกลับมาชิงเอาค่ายไว้ การซึ่งเราทำก็จะได้ทั้งสองฝ่าย เตียวคับจึงตอบว่า อันความคิดโจโฉนั้นลึกซึ้ง แลชำนาญในการสงคราม ถึงมาทว่าโจโฉยกไปทำการข้างโน้น เห็นจะแต่งทหารซึ่งมีฝีมือเตรียมไว้ป้องกันรักษาค่ายมิให้มีอันตราย ซึ่งจะให้ยกไปตีค่ายโจโฉนั้นเห็นจะเสียทีเปนมั่นคง ประการหนึ่งซึ่งจะยกไปช่วยอิเขงนั้น ดีร้ายโจโฉจะจับอิเขงได้ การซึ่งท่านคิดครั้งนี้เห็นจะเสียทีทั้งสองฝ่าย กัวเต๋าจึงอ้อนวอนอ้วนเสี้ยวว่า อันโจโฉยกไปนั้น เห็นจะมีแต่ทหารเลวอยู่รักษาค่ายขอให้ยกไปตามคำข้าพเจ้าเถิด อ้วนเสี้ยวเห็นชอบด้วยจึงให้เตียวคับกับโกลำคุมทหารห้าพันยกไปตีเอาค่ายโจโฉ แล้วให้เจียวกี๋คุมทหารหมื่นหนึ่งไปช่วยอิเขงณตำบลอัวเจ๋า นายทหารทั้งสองกองก็ยกไปตามคำอ้วนเสี้ยวสั่งในเวลากลางคืน

ฝ่ายทหารโจโฉครั้นตีได้ตำบลอัวเจ๋าแล้ว เก็บได้เกราะแลอาวุธกับธงของอิเขงเปนอันมาก แลทหารซึ่งจับอิเขงได้ก็เอาตัวแลของทั้งปวงเข้ามาให้โจโฉ ๆ จึงให้ตัดนิ้วมือแลปากจมูกหูอิเขงเสีย แล้วให้มัดประจานปล่อยไป โจโฉจึงให้ทหารทั้งปวงเอาเกราะแลธงซึ่งได้ไว้นั้นใส่แต่งปลอมเปนทหารอิเขง ให้เคาทูกับเตียวเลี้ยวคุมไปหน้าแล้วสั่งว่าถ้าพบทหารอ้วนเสี้ยวแล้ว ให้ทำอาการบอกว่าเปนทหารอิเขงแตกโจโฉมา ครั้นจัดแจงสำเร็จแล้วก็ยกกลับมาถึงซอกเขาแห่งหนึ่ง พอพบกองทัพเจียวกี๋ ๆ จึงถามว่าทัพผู้ใดจะยกไปไหน เตียวเลี้ยวกับเคาทูจึงสอนให้ทหารตอบว่า เราเปนทหารอิเขง บัดนี้แตกหนีมา เจียวกี๋ได้ฟังดังนั้นหามีความสงสัยไม่ ก็เร่งทหารของตัวให้รีบขึ้นไป เตียวเลี้ยวกับเคาทูเห็นม้าเจียวกี๋ขึ้นมาใกล้ ก็ร้องตวาดว่ามึงจะคุมทหารไปแห่งใด เจียวกี๋เข้าอยู่ในระหว่างทหารโจโฉ ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จะต้านทานรบพุ่งก็ไม่ทันที เตียวเลี้ยวจึงเอาทวนแทงถูกเจียวกี๋ตกม้าตาย แล้วไล่ฆ่าฟันทหารทั้งปวงล้มตายเปนอันมาก แล้วเตียวเลี้ยวจึงให้ทหารซึ่งแต่งตัวปลอมเปนทหารอ้วนเสี้ยวนั้นรีบขึ้นไปข้างหน้าร้องประกาศแก่อ้วนเสี้ยวว่า บัดนี้เจียวกี๋ยกไปฆ่าฟันทหารโจโฉเสียเปนอันมาก แลกิตติศัพท์ทั้งนี้แจ้งไปถึงอ้วนเสี้ยว ๆ มิได้รู้กลอุบายก็มีความยินดี จึงมิได้เกณฑ์ทหารหนุนไปช่วยเจียวกี๋ อ้วนเสี้ยวจึงจัดทหารให้หนุนไปช่วยเตียวคับโกลำ ซึ่งไปปล้นค่ายโจโฉนั้น

ฝ่ายเตียวคับโกลำครั้นมาถึง ก็คุมทหารเข้าปล้นค่ายโจโฉ โจหองซึ่งอยู่รักษาค่ายนั้นก็คุมทหารออกรบพุ่งป้องกันเปนสามารถ แลแฮหัวตุ้นแฮหัวเอี๋ยนโจหยินลิเตียน ซึ่งเปนกองซุ่มซ้ายขวา ก็คุมทหารตีกระหนาบเข้ามา ฆ่าฟันทหารอ้วนเสี้ยวล้มตายเปนอันมาก เตียวคับกับโกลำต้านทานมิได้ก็พาทหารถอยมา พบทหารซึ่งอ้วนเสี้ยวให้หนุนมา แลโจหองกับกองซุ่มทั้งสี่นายนั้น ก็คุมทหารตีกระหนาบเตียวคับโกลำไปเปนสามด้าน

ฝ่ายโจโฉยกกองทัพมาเห็นดังนั้น ก็ขับทหารเข้าตีกระหนาบหลังทหารอ้วนเสี้ยวไว้เปนสี่ด้าน เตียวคับกับโกลำต้านทานมิได้ ก็พาทหารรบฝ่าหนีออกไปได้ ฝ่ายอิเขงซึ่งโจโฉทำโทษแล้วมัดปล่อยมา พอทหารซึ่งแตกตื่นมาก็พากันขึ้นไปหาอ้วนเสี้ยวณค่าย อ้วนเสี้ยวเห็นอิเขงเจ็บปวดเปนสาหัสจึงถามว่า เหตุใดจึงเสียทีมาฉนี้ ทหารซึ่งแตกมาด้วยนั้นบอกแก่อ้วนเสี้ยวว่า เมื่ออิเขงไปอยู่ณตำบลอัวเจ๋านั้น มิได้เปนใจตรวจตรารักษาสเบียงอาหาร ตั้งแต่เสพย์สุราทุกเวลามิได้ขาด ครั้นโจโฉยกไปตีจับอิเขงได้ ให้ตัดนิ้วมือแลปากจมูกหูแล้วมัดปล่อยมา อ้วนเสี้ยวได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงชักกระบี่ออกฟันอิเขงตัวขาดตาย

ขณะนั้นกัวเต๋าครั้นรู้ข่าวว่า เตียวคับโกลำเสียทีแก่ทหารโจโฉดังนั้นก็คิดเกรงว่า ซึ่งอ้วนเสี้ยวให้เตียวคับกับโกลำไปทำการทั้งนี้ก็เพราะความคิดของเรา บัดนี้เตียวคับโกลำเสียทีแล้ว แลอ้วนเสี้ยวก็จะติโทษเราเปนอันมาก จำจะคิดอ่านเข้าไปว่ากล่าวให้อ้วนเสี้ยวโกรธเตียวคับโกลำ ตัวเราจึงจะพ้นโทษ แล้วก็เข้าไปบอกแก่อ้วนเสี้ยวว่า บัดนี้เตียวคับโกลำซึ่งไปปล้นค่ายโจโฉนั้น รู้กิตติศัพท์ว่าท่านเสียสเบียงอาหารก็มีความยินดี อ้วนเสี้ยวจึงถามว่า เหตุใดท่านจึงว่าเตียวคับกับโกลำมีความยินดี กัวเต๋าจึงบอกว่าข้าพเจ้าแจ้งอยู่ว่าอันเตียวคับโกลำนั้น คิดอ่านเอาใจออกหากท่านช้านานมาแล้วแต่ยังมิได้ที ครั้นท่านให้ยกกองทัพไปครั้งนี้ก็ไม่เปนใจทำการแกล้งให้เสียทีแก่โจโฉ อ้วนเสี้ยวได้ฟังดังนั้นเชื่อถือว่าจริง มีใจโกรธอยู่เปนอันมาก จึงให้ทหารตามไปหาตัวเตียวคับโกลำกลับมาหวังจะทำโทษ ทหารรับคำอ้วนเสี้ยวแล้วก็ลาไป

กัวเต๋าเห็นอ้วนเสี้ยวเชื่อฟังแล้วก็กลับมา แล้วก็สั่งคนสนิธให้รีบไปบอกกับเตียวคับโกลำก่อนว่า บัดนี้อ้วนเสี้ยวโกรธว่าไปทำการให้เสียที จะให้หาตัวมาฆ่าเสีย คนใช้กัวเต๋าก็รีบออกไปบอกเนื้อความแก่เตียวคับโกลำทุกประการ เตียวคับโกลำรู้ดังนั้นยังคิดอ่านกันอยู่ พอทหารอ้วนเสี้ยวมาบอกว่า อ้วนเสี้ยวให้หากลับไป เตียวคับโกลำจึงถามว่าซึ่งอ้วนเสี้ยวให้มาหาเราให้เร่งกลับไปนั้น ด้วยเหตุประการใด ตัวยังรู้บ้างหรือไม่ ทหารจึงบอกว่าไม่แจ้ง โกลำก็โกรธชักกระบี่ออกฟันทหารนั้นตาย

เตียวคับเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงถามโกลำว่าเหตุใดท่านจึงฆ่าทหารอ้วนเสี้ยวเสียฉนี้ โกลำจึงว่า อันน้ำใจอ้วนเสี้ยวนั้นมิได้เลี้ยงคนสัตย์ซื่อโดยปรกติ มักเชื่อฟังคำคนชั่วยุยง ซึ่งให้มาหาเราทั้งสองไปบัดนี้ ก็จะฆ่าเสียเหมือนคำคนใช้กัวเต๋ามาบอก ถึงมาทว่าครั้งนี้จะรอดชีวิตอยู่ นานไปก็จะตายด้วยฝีมือทหารแลความคิดโจโฉ บัดนี้เราจะชวนกันไปอยู่ค่ายโจโฉ ทำราชการอาสาจึงจะมีความสุขสืบไป เตียวคับเห็นชอบด้วย จึงพาทหารทั้งปวงไปณค่ายโจโฉ แล้วบอกแก่ทหารโจโฉว่า เราทั้งสองชื่อว่าเตียวคับโกลำ สมัคเข้ามาจะทำราชการด้วยมหาอุปราช ทหารจึงเอาเนื้อความเข้าไปบอกแก่โจโฉ

แฮหัวตุ้นได้ฟังดังนั้นจึงว่าแก่โจโฉว่า อันเตียวคับกับโกลำนั้นเปนทหารเอกของอ้วนเสี้ยว บัดนี้ท่านกับอ้วนเสี้ยวทำสงครามขับเคี่ยวกันอยู่ ซึ่งเตียวคับกับโกลำจะสมัคเข้ามาทำราชการอยู่ด้วยท่านนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าจะเปนกลอุบาย ท่านอย่าเพ่อไว้ใจก่อน โจโฉจึงตอบว่า ท่านว่าทั้งนี้ก็ชอบอยู่ ซึ่งโกลำกับเตียวคับจะทำเปนกลศึกมาประการใดเราก็พอจะรู้ถึง จะกลัวอะไรแก่ความคิดเพียงนี้ ถ้าอยู่ด้วยเราโดยสุจริต เราก็จะเลี้ยงตามปรกติ แล้วให้ทหารออกไปหาตัวเตียวคับโกลำเข้ามา เตียวคับโกลำคำนับโจโฉแล้ว จึงเล่าเนื้อความแต่หลังซึ่งอยู่ด้วยอ้วนเสี้ยวนั้นให้ฟังทุกประการ บัดนี้ข้าพเจ้าอยู่ด้วยไม่ได้จึงพากันหนีมา จะขออยู่เปนทหารท่าน

โจโฉได้ฟังดังนั้น จึงแกล้งยกย่องเตียวคับโกลำว่า อ้วนเสี้ยวนั้นก็มีทหารเปนอันมาก ถ้าฟังคำท่านทั้งสองก็จะไม่เสียสเบียงอาหาร แลการทั้งปวงก็จะสำเร็จโดยง่าย หากบุญเรามากจึงพเอิญให้อ้วนเสี้ยวไม่เชื่อฟังท่าน ซึ่งเราได้ท่านทั้งสองมาไว้ จะทำการศึกกับอ้วนเสี้ยวสืบไป ก็จะสำเร็จเพราะสติปัญญาแลฝีมือท่านทั้งสอง แล้วโจโฉก็ตั้งให้เตียวคับโกลำเปนนายทหาร เตียวคับโกลำเห็นโจโฉเลี้ยงดูเปนปรกติก็มีความยินดีเปนอันมาก แล้วว่าแก่โจโฉว่า ท่านจะยกทัพไปรบกับอ้วนเสี้ยวเมื่อใด ข้าพเจ้าจะขออาสาเปนทัพหน้าไปทุกครั้ง ขณะนั้นทหารในกองทัพอ้วนเสี้ยวรู้ว่า เขาฮิวเตียวคับโกลำไปอยู่ด้วยโจโฉ ทั้งสเบียงอาหารตำบลอัวเจ๋านั้นเพลิงก็ไหม้เสียสิ้น ก็ชวนกันเสียน้ำใจ คิดอิดโรยย่อท้ออยู่ทุกคน

ฝ่ายเขาฮิวจึงว่าแก่โจโฉว่า บัดนี้ศึกได้ทีอยู่แล้ว ขอให้ท่านยกกองทัพไปรบอ้วนเสี้ยว โจโฉเห็นชอบด้วย ก็กะเกณฑ์ทหารให้เตียวคับโกลำยกไปปล้นค่ายอ้วนเสี้ยว ครั้นเวลาประมาณสองยามเศษ เตียวคับโกลำก็คุมทหารยกไปปล้นค่ายอ้วนเสี้ยว ๆ ก็ให้ทหารออกรบพุ่งป้องกันไว้เปนสามารถ เตียวคับโกลำฆ่าฟันทหารอ้วนเสี้ยวล้มตายเปนอันมาก ครั้นเวลารุ่งเช้าเตียวคับโกลำก็พาทหารกลับมาแจ้งเนื้อความแก่โจโฉตามซึ่งรบพุ่งกันนั้นทุกประการ โจโฉก็มีความยินดี

ซุนฮกจึงว่าแก่โจโฉว่า อันทหารในกองทัพอ้วนเสี้ยวนั้น เห็นจะอิดโรยระส่ำระสายอยู่แล้ว ขอให้แต่งทหารไปพูดจาเปนคำเล่าลือว่า บัดนี้ท่านให้ยกกองทัพไปตีเมืองเงียบกุ๋น ซึ่งส่งสเบียงอ้วนเสี้ยวกองหนึ่งไปตั้งสกัดตำบลลิหยง ต้นทางจะไปเมืองกิจิ๋วนั้นกองหนึ่ง ถ้ากิตติศัพท์รู้ถึงอ้วนเสี้ยวดังนี้ อ้วนเสี้ยวก็จะแบ่งทหารไปช่วยเมืองเงียบกุ๋นกองหนึ่ง ไปตีทัพซึ่งตั้งสกัดทางอยู่นั้นกองหนึ่ง ทหารอ้วนเสี้ยวก็จะเบาบางลง ท่านจึงคุมทหารเข้าโจมตีเอาค่ายอ้วนเสี้ยวเห็นจะแตกไปเปนมั่นคง โจโฉเห็นชอบด้วย จึงจัดทหารให้ไปเที่ยวพูดจาแก่ชาวบ้านนอกทุกแห่งทุกตำบลตามคำซุนฮกว่า

ฝ่ายทหารอ้วนเสี้ยวรู้กิตติศัพท์เลื่องลือดังนั้น ก็เอาเนื้อความไปบอกแก่อ้วนเสี้ยว ๆ แจ้งดังนั้นก็ตกใจ จึงให้อ้วนซงผู้บุตรคุมทหารห้าหมื่นรีบไปช่วยรักษาเมืองเงียบกุ๋น อย่าให้เสียสเบียงอาหารได้ แล้วให้ซินเบ้งคุมทหารห้าหมื่น ยกไปตีกองทัพซึ่งไปตั้งสกัดอยู่ตำบลลิหยง อ้วนซงกับซินเบ้งก็คุมทหารคนละห้าหมื่นยกแยกกันไป

ฝ่ายโจโฉรู้กิตติศัพท์ดังนั้น ก็จัดแจงทหารยกแยกเปนแปดกองเข้าตีค่ายอ้วนเสี้ยว แลเหล่าทหารอ้วนเสี้ยวนั้นย่อท้อไม่เปนใจที่จะรบพุ่ง ด้วยกลัวอำนาจโจโฉนั้นเปนอันมาก อ้วนเสี้ยวเห็นดังนั้นก็ตกใจไม่ทันใส่เกราะจึงพาอ้วนถำผู้บุตรแลทหารประมาณแปดร้อยเศษ ทิ้งค่ายแลตราสำหรับที่กับทรัพย์สิ่งของเสีย รีบฝ่าหนีออกข้ามแม่น้าฮองโหไป

ในขณะนั้นทหารโจโฉฆ่าฟันทหารอ้วนเสี้ยวล้มตายเปนอันมาก แต่เตียวเลี้ยวเคาทูกับอิกิ๋มซิหลง ขับม้าคุมทหารไล่อ้วนเสี้ยวไปถึงริมฝั่ง ครั้นเห็นอ้วนเสี้ยวข้ามแม่น้ำไปแล้วก็พากันกลับมา จึงเข้าไปเก็บเอาทรัพย์สิ่งสินของอ้วนเสี้ยวนั้นมาให้แก่โจโฉ ๆ จึงเอาเงินทองเสื้อผ้านั้นแจกทหารทั้งปวงตามสมควร แลนายทหารสิบคน ก็เอาหนังสือซึ่งได้มาแต่ค่ายอ้วนเสี้ยวนั้นให้แก่โจโฉ ๆ รับเอาหนังสือนั้นมาอ่านดูเปนใจความว่า ข้าพเจ้านายทหารเปนหลายคน ซึ่งมาในกองทัพโจโฉนี้ขอคำนับมาถึงอ้วนเสี้ยว ถ้าโจโฉเสียทีแก่ท่าน ข้าพเจ้าทั้งนี้จะขอชีวิตไว้ ที่ปรึกษาแลทหารทั้งปวงแจ้งในหนังสือดังนั้นจึงว่าแก่โจโฉว่า ขอให้ท่านพิจารณาเอาตัวผู้ผิด ซึ่งลอบให้หนังสือไปแก่อ้วนเสี้ยวให้จงได้

โจโฉแจ้งดังนั้นก็นึกแต่ในใจว่า ถ้าพิจารณาตามหนังสือนี้ก็จะได้ตัวอยู่ แต่บันดาผู้ผิดนั้น ก็จะแกล้งซัดผู้ซึ่งมิได้รู้เห็น ทหารทั้งปวงก็จะพลอยช้ำชอกวุ่นวายไป แล้วว่าซึ่งเราจะพิจารณานั้นไม่ควร ด้วยนายทหารทั้งนี้จะได้คิดร้ายต่อเรานั้นหามิได้ หากเกรงว่าอ้วนเสี้ยวนั้นมีทหารมากกว่า เกลือกเราจะเพลี่ยงพล้ำ จึงว่ากล่าวไปแก่อ้วนเสี้ยวหวังจะฝากตัวไว้ มาทว่าจะพิจารณาได้ตัวแล้ว ซึ่งจะลงโทษเขานั้นไม่ได้ ถ้าตัวเราเมื่ออยู่หว่างศึกนั้น ก็ปิ้มจะรักษาตัวไม่รอด แล้วโจโฉก็เอาหนังสือเผาไฟเสีย

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ