ตอนที่ ๕๔

ฝ่ายซุนกวนครั้นแจ้งกิตติศัพท์ว่า เล่าปี่ไปได้เมืองเสฉวนแล้ว ให้เล่าเจี้ยงมาอยู่เมืองกองอั๋น จึงปรึกษากับขุนนางทั้งปวงว่า เล่าปี่ยืมเมืองเกงจิ๋วไว้เปนที่อาศรัย เราจะให้ไปทวงคืนไว้ให้ขึ้นแก่เมืองเรา แม้เล่าปี่ขัดขวางอยู่ไม่ให้ เราก็จะยกกองทัพไปตีเอาเมืองไว้ให้จงได้ ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด

เตียวเจียวจึงว่า การศึกเมืองเราพึ่งสงบลง ทแกล้วทหารก็ยังอิดโรยอยู่ ซึ่งจะยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋วนั้นขอให้งดไว้ก่อน ข้าพเจ้าจะคิดอ่านให้เล่าปี่ยกเมืองเกงจิ๋วให้ท่านโดยดี ซุนกวนจึงถามว่า ท่านจะคิดประการใด เตียวเจียวจึงว่า อันเล่าปี่คิดทำการทั้งปวงนั้น ก็เพราะความคิดขงเบ้ง อันขงเบ้งนั้นเปนน้องจูกัดกิ๋น ขอให้ท่านเอาครอบครัวจูกัดกิ๋นใส่คุกไว้ แล้วให้จูกัดกิ๋นไปว่าแก่ขงเบ้งให้เร่งคืนเมืองเกงจิ๋วให้ท่าน เห็นขงเบ้งจะเสียพี่ชายไม่ได้ ก็จะว่าให้เล่าปี่คืนเมืองเกงจิ๋วให้ท่านโดยง่าย

ซุนกวนจึงตอบว่า จูกัดกิ๋นเปนคนสัตย์ซื่อ แล้วก็หาความผิดมิได้ ครั้นเราจะทำเหมือนท่านว่า จูกัดกิ๋นจะน้อยใจ ประการหนึ่งคนทั้งปวงก็จะคระหานินทาเรา เตียวเจียวจึงว่า แม้ท่านจะทำแล้ว จงบอกจูกัดกิ๋นเสียก่อน ซึ่งท่านจะทำโทษครอบครัวนั้นเปนกลอุบายดอกอย่าให้น้อยใจเลย จูกัดกิ๋นเปนคนมีสติปัญญาก็จะทำตามคำท่าน ซุนกวนเห็นชอบด้วย จึงให้หาจูกัดกิ๋นมาบอกเนื้อความทั้งปวงตามคำเตียวเจียวแล้ว แต่งหนังสือส่งให้จูกัดกิ๋น จึงให้เอาครอบครัวจูกัดกิ๋นจำใส่คุกไว้ จูกัดกิ๋นก็รับเอาหนังสือ แล้วก็ลาซุนกวนไปณเมืองเสฉวน จึงบอกเนื้อความทั้งปวงแก่นายทหาร ๆ ก็เข้าไปบอกเล่าปี่ บัดนี้จูกัดกิ๋นจะเข้ามาหาท่าน

เล่าปี่แจ้งดังนั้นจึงถามขงเบ้งว่า จูกัดกิ๋นพี่ท่านจะมาหาเรานี้ด้วยเหตุสิ่งใด ขงเบ้งจึงบอกว่า ซุนกวนใช้ให้พี่ข้าพเจ้ามาทวงเมืองเกงจิ๋ว เล่าปี่จึงถามว่า เมื่อฉนี้ท่านจะให้ตอบประการใด ขงเบ้งจึงค่อยกระซิบบอกเล่าปี่ให้โต้ตอบพี่ชาย แล้วขงเบ้งก็ออกไปคำนับรับจูกัดกิ๋นเข้าไว้ณตึกรับแขก จูกัดกิ๋นทำแกล้งร้องไห้สอื้นไปเปนอันมาก ขงเบ้งจึงแกล้งถามว่า พี่มาเห็นหน้าข้าพเจ้าแล้วเหตุใดจึงร้องไห้ฉนี้เล่า จูกัดกิ๋นจึงว่า บัดนี้ซุนกวนจับบุตรภรรยาพี่ไปจำไว้ เห็นจะถึงแก่ความตายสิ้น ขงเบ้งจึงว่า เปนเหตุทั้งนี้เพราะซุนกวนจะคืนเอาเมืองเกงจิ๋วจึงให้ทำฉนี้ แล้วถามว่าซุนกวนให้มาหรือ ๆ พี่หนีมา จูกัดกิ๋นจึงบอกว่า ซุนกวนใช้พี่ถือหนังสือมาให้เล่าปี่ ขงเบ้งจึงว่าอย่าวิตกเลย เราจะพากันเข้าไปหาเล่าปี่ แล้วข้าพเจ้าจะว่ากล่าวให้เล่าปี่คืนเมืองเกงจิ๋วให้ซุนกวน จูกัดกิ๋นได้ฟังก็มีความยินดี

ขงเบ้งจึงพาจูกัดกิ๋นเข้าไปคำนับเล่าปี่ แล้วจูกัดกิ๋นก็เอาหนังสือนั้นยื่นให้เล่าปี่ ๆ รับเอาหนังสือมาอ่านดูเปนใจความว่า เดิมเล่าปี่ยืมเมืองเกงจิ๋วไว้เปนที่อาศรัย บัดนี้ถึงสัญญาแล้วซุนกวนจะคืนเอาเมืองเกงจิ๋ว เล่าปี่แจ้งในหนังสือแล้วก็โกรธ จึงตอบตามคำขงเบ้งกระซิบบอกไว้ว่า เดิมซุนกวนยกน้องสาวให้เปนภรรยาเรา ๆ ก็ได้พามาไว้ณเมืองเกงจิ๋ว ครั้นเรายกมาเมืองเสฉวน ซุนกวนมิได้เกรงใจเรา ทำกลมาล่อลวงพาภรรยาเราไปไว้ณเมืองกังตั๋ง บัดนี้ยังซ้ำให้มาว่าจะคืนเมืองเกงจิ๋วอีกเล่า แลซุนกวนคิดอ่านทำการทั้งนี้หาสมเปนผู้ใหญ่ไม่ เราคิดอยู่ว่าจะยกกองทัพไปรบเมืองกังตั๋งให้ได้

ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็ทำเปนร้องไห้รํ่าว่าแก่เล่าปี่ว่า บัดนี้ซุนกวนให้จับบุตรภรรยาพรรคพวกพี่ข้าพเจ้าจำไว้ หวังจะคืนเอาเมืองเกงจิ๋ว แม้ไม่ได้ก็จะทำอันตรายแก่พี่ข้าพเจ้าแลบุตรภรรยาให้ถึงสิ้นชีวิต ถ้าพี่ข้าพเจ้าตายแล้วเห็นข้าพเจ้าจะตายด้วย ท่านจงเอ็นดูคืนเมืองเกงจิ๋วให้ซุนกวนเถิด จูกัดกิ๋นกับข้าพเจ้าจะได้มีชีวิตสืบไป เล่าปี่แกล้งทำบิดพลิ้วไว้ไม่ยอม ขงเบ้งก็ทำร้องไห้อ้อนวอนเล่าปี่ไปเปนช้านาน เล่าปี่จึงว่า เมืองเกงจิ๋วนั้นมีเมืองโทขึ้นหกหัวเมือง เราเสียไม่ได้เพราะเห็นแก่หน้าท่าน เราจะคืนแต่เมืองเตียงสา เมืองเลงเหลง เมืองฮุยเอี๋ยงสามตำบลนี้แบ่งให้ซุนกวนกึ่งหนึ่ง

ขงเบ้งก็ทำเปนยินดีจึงว่า ถ้าท่านเอนดูดังนั้นแล้ว จงแต่งหนังสือให้จูกัดกิ๋นถือไปถึงกวนอูให้แจ้ง จะได้แบ่งเมืองสามตำบลให้แก่ซุนกวน เล่าปี่ให้แต่งหนังสือเปนใจความว่า เล่าปี่ให้ยกเมืองเตียงสา เมืองเลงเหลง เมืองฮุยเอี๋ยง ซึ่งขึ้นแก่เมืองเกงจิ๋วนั้นให้แก่ซุนกวน ครั้นแต่งเสร็จแล้วก็ส่งให้จูกัดกิ๋นแล้วว่า เมื่อท่านจะไปหากวนอูนั้น จงนบนอบว่ากล่าวแต่โดยดี ด้วยน้ำใจกวนอูนั้นร้ายวู่วามนัก แต่เราก็คิดเกรงอยู่ จูกัดกิ๋นรับคำแลหนังสือแล้วกลับมาณเมืองเกงจิ๋ว จึงให้ทหารพาเข้าไปคำนับกวนอู บอกเนื้อความทั้งปวงแล้วเอาหนังสือส่งให้

กวนอูแจ้งในหนังสือแล้วจึงว่า เล่าปี่เตียวหุยกับเราคิดร่วมใจกันจะบำรุงแผ่นดินให้เปนสุข อันหัวเมืองทั้งปวงแต่ก่อนมาก็ขึ้นอยู่ในพระเจ้าเหี้ยนเต้ บัดนี้คนทั้งปวงซึ่งมีฝีมือเห็นว่าแผ่นดินเปนจลาจล ต่างคนต่างทำศึกกำเริบแขงเมืองไว้ อันธรรมดาผู้ใดเปนหัวเมืองแล้วก็ตั้งใจทำราชการโดยสุจริต แม้มีข้อรับสั่งมาประการใดก็ให้พึงพิเคราะห์ดู ถ้าเห็นชอบให้ทำตาม แม้ผิดก็ให้บอกชี้แจงไปแก่ผู้ทำนุบำรุงราชการให้แจ้ง บัดนี้เล่าปี่พี่เราจะให้คืนเมืองสามตำบลให้ซุนกวนนั้นเห็นไม่ควร เรามิได้ให้ตามคำเล่าปี่ ท่านจงกลับไปบอกซุนกวนเถิด

จูกัดกิ๋นได้ฟังกวนอูว่าดังนั้น อ้อนวอนว่าท่านจงเอนดูกับข้าพเจ้าเถิด ซุนกวนเห็นว่าข้าพเจ้ากับขงเบ้งเปนพี่น้องกัน จึงให้จับบุตรภรรยาข้าพเจ้าจำไว้ แล้วใช้ตัวข้าพเจ้ามาทวงเมืองเกงจิ๋ว ถ้าไม่ได้เมืองคืนก็จะให้ฆ่าบุตรภรรยาข้าพเจ้าเสีย กวนอูจึงว่า ซึ่งซุนกวนทำทั้งนี้เปนกลอุบาย หวังจะลวงเอาเมืองเกงจิ๋วให้ได้ จูกัดกิ๋นจึงว่า ท่านเจรจาดังนี้เหมือนคนหาความคิดไม่

กวนอูได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ชักกระบี่ออกแล้วว่า ถ้าเราไม่คิดถึงขงเบ้งก็จะตัดสีสะเสีย แต่นี้ไปตัวอย่าว่าหยาบช้าแก่เราเหมือนดังนี้ ถ้าไม่ฟังเราก็หาอดได้ไม่ กวนเป๋งจึงห้ามว่าบิดาอย่าทำวุ่นวายเลย จงเห็นแก่ขงเบ้งเถิด กวนอูจึงตอบว่า จูกัดกิ๋นว่าหยาบช้าแก่เรา หากว่าเราคิดถึงขงเบ้ง หาไม่จะตัดสีสะเสีย จูกัดกิ๋นได้ความอัปยศก็กลับไปเมืองเสฉวน ขณะนั้นพอขงเบ้งคุมทหารออกไปตรวจด่าน จูกัดกิ๋นจึงเข้าไปหาเล่าปี่ แล้วร้องไห้บอกเนื้อความตามซึ่งกวนอูจะฆ่าเสียนั้น ให้เล่าปี่ฟังทุกประการ

เล่าปี่จึงตอบว่า เราได้บอกท่านแล้วว่า นํ้าใจกวนอูวู่วามนัก ท่านจงกลับไปบอกซุนกวนโดยดีก่อนว่า ให้งดอยู่แต่พอเรายกไปตีเมืองฮันต๋งได้แล้ว เราจะให้กวนอูมาอยู่เมืองฮันต๋ง อันเมืองเกงจิ๋วแลหัวเมืองทั้งนั้นเราจะคืนให้ซุนกวนทั้งสิ้น จูกัดกิ๋นมิรู้ที่จะตอบประการใด ก็จำใจกลับไปเมืองกังตั๋ง จึงบอกเนื้อความตามซึ่งเล่าปี่กวนอูว่ากล่าวนั้นให้ซุนกวนฟังทุกประการ

ซุนกวนได้ฟังก็โกรธจึงว่า อันเล่าปี่กวนอูว่ากล่าวมาทั้งนี้ เปนความคิดขงเบ้งน้องท่าน จูกัดกิ๋นจึงบอกว่า ขงเบ้งนั้นก็เปนทุกข์ด้วยข้าพเจ้าได้อ้อนวอนเล่าปี่ ๆ จึงสั่งให้กวนอูคืนเมืองสามตำบลให้ท่าน ครั้นข้าพเจ้าถือหนังสือมาให้กวนอู ๆ โกรธไม่ให้ แล้วจะฆ่าข้าพเจ้าเสีย ซุนกวนจึงว่า เล่าปี่นั้นก็ได้ออกปากคืนเมืองสามตำบลให้แล้ว เราจำจะแต่งทหารซึ่งมีฝีมือไปรักษาเมืองสามตำบลไว้ จะดูท่วงทีกวนอูจะทำประการใด

จูกัดกิ๋นจึงว่า ท่านคิดนี้สมควรนัก ซุนกวนจึงสั่งให้ปล่อยบุตรภรรยาจูกัดกิ๋นเสีย แล้วจัดทหารซึ่งมีฝีมือไปรักษาเมืองทั้งสามตำบล แลนายทหารทั้งสามคนนั้นกลับมาบอกซุนกวนว่า ข้าพเจ้าไปจะใกล้ถึงเมือง กวนอูคุมทหารออกมาไล่รุกราญข้าพเจ้า แล้วท้าทายมิให้อยู่รักษาเมืองทั้งสามตำบล แม้ผู้ใดช้าอยู่ล่วงวันไปก็จะจับฆ่าเสีย

ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงให้หาโลซกเข้ามาแล้วว่า เล่าปี่ยืมเมืองเกงจิ๋วไว้นั้นว่า ต่อได้เมืองเสฉวนแล้วจะคืนเมืองเกงจิ๋วให้ ตัวท่านก็เปนนายประกัน บัดนี้เล่าปี่ก็ได้เมืองเสฉวนแล้ว ให้หนังสือมาให้คืนเมืองสามตำบลให้เรา กวนอูขัดขวางไว้แล้วทำหยาบช้าดังนี้ ตัวท่านเปนนายประกันช่างนิ่งฟังเล่นได้

โลซกจึงว่า ใช่ข้าพเจ้าจะนิ่งเสียหามิได้ ซึ่งกวนอูทำดังนี้ ข้าพเจ้าคิดกลอุบายไว้ข้อหนึ่ง เห็นจะได้เมืองเกงจิ๋วโดยง่าย ซุนกวนจึงถามว่าอุบายประการใด โลซกจึงบอกว่า ข้าพเจ้าจะคิดให้ไปตั้งค่ายอยู่ณปากนํ้าเมืองเราให้ทหารซุ่มอยู่ แล้วจะให้ไปเชิญกวนอูมากินโต๊ะ ข้าพเจ้าจะว่ากล่าวเอาเมืองเกงจิ๋วแต่โดยดี ถ้ากวนอูขัดขวางอยู่ก็จะให้ทหารซึ่งซุ่มอยู่นั้นจับตัวฆ่าเสีย แม้กวนอูไม่มาสมความคิดข้าพเจ้า ท่านจงยกกองทัพไปตีเอาเมืองเกงจิ๋วให้ได้

ซุนกวนเห็นชอบด้วย จึงให้จัดแจงการทั้งปวงตามคำโลซก งำเต๊กจึงว่า ท่านอย่าดูหมิ่น อันกวนอูนั้นฝีมือดังทหารเสือ แม้ไม่สมความคิดก็จะกลับมาทำอันตรายเรา ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงว่าจะให้คอยอยู่เมื่อใดจะได้เมืองเกงจิ๋ว แล้วสั่งโลซกให้เร่งทำการตามซึ่งคิดไว้ โลซกรับคำแล้วก็คำนับลาออกมาจัดแจงเรือ แลทหารทั้งปวงพร้อมแล้ว ก็ไปทอดอยู่ณปากนํ้าลกเค้า ขึ้นไปตั้งค่ายอยู่บนบก จึงให้กำเหลงหนึ่งลิบองหนึ่งคุมทหารซุ่มอยู่ แล้วให้แต่งโต๊ะเตรียมไว้ จึงให้แต่งหนังสือไปเชิญกวนอูมากินโต๊ะ แล้วจัดทหารซึ่งมีถ้อยคำถือไปณเมืองเกงจิ๋ว ทหารนั้นจึงบอกแก่กวนเป๋งตามในหนังสือโลซก

กวนเป๋งจึงพาผู้ถือหนังสือนั้นเข้าไปคำนับกวนอู แล้วจึงเอาหนังสือยื่นให้กวนอู ๆ แจ้งในหนังสือว่า โลซกให้เชิญไปกินโต๊ะณค่ายปากนํ้าลกเค้า แล้วกวนอูจึงสั่งผู้ถือหนังสือว่า ให้เร่งไปบอกแก่โลซกเถิด พรุ่งนี้เราจึงจะไป ทหารนั้นก็คำนับลากวนอูกลับไป กวนเป๋งจึงว่าแก่กวนอูว่า ซึ่งโลซกให้มาเชิญบิดาไปกินโต๊ะนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าจะเปนกลอุบาย เหตุใดบิดารับว่าจะไป

กวนอูได้ฟังดังนั้นจึงหัวเราะแล้วตอบว่า เหตุทั้งนี้เพราะจูกัดกิ๋นไปบอกซุนกวน โลซกจึงคิดกลอุบายให้เราไปกินโต๊ะ แล้วจะได้ทวงเอาเมืองเกงจิ๋วคืนไปไว้เปนกรรมสิทธิ์ซุนกวน ครั้นเราจะไม่ไปชาวเมืองกังตั๋งจะดูหมิ่นเราว่ากลัว พรุ่งนี้เราจะพาทหารแต่ยี่สิบคนลงเรือเร็วไปกินโต๊ะ จะดูท่วงทีโลซกจะเกรงง้าวที่เราถือหรือไม่ กวนเป๋งจึงว่า อันตัวบิดานี้อุปมาเหมือนทองคำ ซึ่งจะล่วงเข้าไปในพวกโจรนั้นไม่ควร ข้าพเจ้าเกรงว่าเมืองเกงจิ๋วนี้จะมีอันตราย เล่าปี่ก็จะติโทษท่าน

กวนอูจึงตอบว่า เจ้าอย่าวิตกเลย อันบิดานี้ก็มีฝีมือเลื่องลืออยู่ แต่ทหารโจโฉเปนอันมากนับตั้งแสน บิดากับม้าตัวเดียวก็ยังไม่ต้องเกาทัณฑ์แลอาวุธทั้งปวง ขับม้ารบพุ่งรวดเร็วเปนหลายกลับ อุปมาเหมือนเข้าดงไม้อ้อแลออกจากพงแขม จะกลัวอะไรแก่ทหารเมืองกังตั๋งเพียงนี้ดังหนูอันหาสง่าไม่ ได้ออกปากว่าจะไปแล้วจะให้เสียวาจาไย ม้าเลี้ยงจึงว่า ท่านจะไปนั้นจงเร่งคิดอ่านระวังตัวเกลือกจะมีอันตราย กวนอูจึงว่า ซึ่งท่านกำชับครั้งนี้ก็ควรอยู่ ตัวเรากับกวนเป๋งจะคุมทหารไปสักห้าร้อย แล้วสั่งกวนเป๋งให้จัดแจงทหารห้าร้อย ลงเรือรบสิบลำให้จอดคอยดูอยู่ แม้เห็นเราโบกธงขึ้นเมื่อใด จึงคุมทหารเข้าไปช่วย กวนเป๋งรับคำแล้วก็ออกมาจัดเรือรบแลทหารพร้อมไว้ตามกวนอูสั่ง

ฝ่ายผู้ถือหนังสือกลับมาถึงค่าย จึงบอกโลซกว่า กวนอูยินดีจะมาพรุ่งนี้ โลซกได้ฟังก็ดีใจ จึงปรึกษากับลิบองว่า อันกวนอูนั้นมีฝีมือจะมาพรุ่งนี้ เราจะคิดอ่านจับประการใด ลิบองจึงว่า กำเหลงกับข้าพเจ้าก็จัดแจงทหารซุ่มอยู่ข้างนอกเปนสองกอง ถ้าเห็นกวนอูไม่มีทหารมา เราจะจัดซุ่มทหารไว้แต่ข้างในสักห้าสิบคน ถ้าได้ทีแล้วจึงจะช่วยกันจับกวนอูฆ่าเสีย แม้กวนอูมีทหารมาด้วย ข้าพเจ้ากับกำเหลงได้ยินเสียงประทัดเมื่อใด ก็จะคุมทหารตีกระหนาบเข้าจับกวนอูฆ่าเสียให้ได้

โลซกเห็นชอบด้วย ครั้นเวลารุ่งเช้าจัดแจงการตามซึ่งคิดไว้ แล้วให้ทหารไปคอยดูกวนอู ว่าจะมีทหารมาด้วยหรือไม่ ทหารนั้นกลับมาบอกโลซกว่า ข้าพเจ้าเห็นกวนอูลงเรือเร็วมาลำหนึ่ง มีพลแจวประมาณยี่สิบคน กับธงแดงสำหรับกวนอู แลกวนอูนั้นแต่งตัวโอ่โถงใส่เสื้อแพรสีม่วง โพกแพรสีเขียวมิได้ใส่เกราะ เห็นจิวฉองนั้นแบกง้าวนั่งเคียงกวนอูอยู่ แลทหารซึ่งมีฝีมือนั้นก็มาด้วยกวนอูสักเจ็ดคนแปดคน โลซกได้ฟังดังนั้นก็ออกไปรับ เห็นกวนอูแต่งตัวมีสง่า แลทหารก็มาด้วยเปนหลายคน โลซกคิดพรั่นอยู่เกลือกจะทำการไม่สำเร็จ ครั้นพากวนอูเข้ามาถึงในค่าย ถ้อยทีถ้อยคำนับกัน แล้วโลซกเชิญกวนอูกินโต๊ะ

ขณะเมื่อเสพย์สุราอยู่นั้น โลซกครั่นคร้ามมิได้เงยหน้าขึ้นดูกวนอู ให้แต่คนใช้รินสุราให้กิน กวนอูเสพย์สุราพลางมิได้คิดย่อท้อ พูดจาถึงการรบพุ่งแล้วหัวเราะเล่น โลซกคอยชำเลืองดู เห็นกวนอูจะใกล้เมาจึงว่า เรามีเนื้อความข้อหนึ่ง จะขอเจรจาด้วยท่าน กวนอูจึงถามว่า ท่านจะว่าสิ่งใด โลซกจึงว่า เดิมซุนกวนให้เราทวงเมืองเกงจิ๋วถึงสองครั้งสามครั้ง เล่าปี่ยังขัดสนอยู่ ว่าจะยืมเมืองเกงจิ๋วไว้เปนที่อาศรัยก่อน ต่อได้เมืองเสฉวนแล้วจะคืนเมืองเกงจิ๋วให้ เนื้อความทั้งนี้เราได้ประกันไว้ต่อซุนกวน บัดนี้เล่าปี่ก็ได้เมืองเสฉวนแล้ว ซึ่งจะหวงเมืองเกงจิ๋วไว้นั้นไม่ควร กวนอูจึงตอบว่า ท่านให้มีหนังสือไปหาเรามาจะกินโต๊ะเล่น บัดนี้เปนหน้าเหล้าหน้าเข้าอยู่ ซึ่งท่านจะเอาการบ้านเมืองมาว่านี้ไม่ควร จงนิ่งเสียก่อนเถิด

โลซกจึงว่า นายเราเปนเจ้าเมืองกังตั๋ง ก็คิดจะแผ่แดนเมืองออกไปให้กว้างขวาง แต่มีน้ำใจเอนดูท่านกับเล่าปี่ซึ่งหนีโจโฉมา จึงให้ยืมเมืองเกงจิ๋วอยู่เปนที่อาศรัย บัดนี้เล่าปี่ก็คิดถึงไมตรีนายเรา จึงให้มีหนังสือมาให้ท่านคืนเมืองสามตำบลให้นายเราก่อน ซึ่งท่านขัดขวางไว้นั้นเห็นไม่สมควร

กวนอูจึงตอบว่า ครั้งโจโฉยกมาจะตีเอาเมืองกังตั๋งนั้น เล่าปี่ก็ได้เกณฑ์ทแกล้วทหารยกไปสกัดรบโจโฉเปนหลายตำบล ทหารทั้งปวงได้สู้เกาทัณฑ์แลอาวุธต่าง ๆ ได้ความลำบากยากแค้นทุกคน แล้วเล่าปี่ได้เสียสเบียงเลี้ยงทหารเปนอันมาก แต่เมืองเกงจิ๋วเพียงนี้หาสมควรเปนบำเหน็จเล่าปี่แลทหารซึ่งได้ทำการศึกไม่ ซึ่งท่านจะมาทวงเอาเมืองเกงจิ๋วนี้ไม่ควร

โลซกจึงว่า ครั้งเล่าปี่กับท่านแตกมาแต่ทุ่งเตียงปันโป๋ นายเราคิดสงสาร จึงให้อยู่เมืองเกงจิ๋วจนกว่าจะตั้งตัวได้ อันเล่าปี่นั้นเปนคนมีความสัตย์ ได้ออกปากสิ่งใดแล้วก็มิได้เสียวาจา แต่ตัวท่านมาว่ากล่าวทั้งนี้ คนทั้งปวงก็จะล่วงติเตียนได้ กวนอูจึงตอบว่า อันการทั้งนี้ใช่จะสิทธิ์ขาดอยู่กับเรานั้นหามิได้ เปนการของเล่าปี่ ตามแต่จะว่ากันเถิด โลซกจึงว่า เรารู้อยู่ว่าท่านกับเล่าปี่ได้สาบาลกันไว้เปนพี่น้องร่วมอุทรกัน แม้จะมีการสิ่งใดมาเปนของเล่าปี่ ก็เหมือนหนึ่งของท่าน ธุระสิ่งใดของท่านก็เหมือนธุระของเล่าปี่ เหตุใดท่านจะมาบิดพลิ้วทั้งนี้ กวนอูยังไม่ได้ตอบประการใด จิวฉองทหารกวนอูจึงร้องว่า หัวเมืองทั้งปวงนี้เปนของพระเจ้าเหี้ยนเต้ เหตุใดโลซกจึงว่าเมืองเกงจิ๋วเปนของซุนกวนเล่า

กวนอูได้ฟังดังนั้นก็ทำโกรธลุกออกมา ให้นัยกับจิวฉองเปนสำคัญ แล้วชิงเอาง้าวมาถือไว้ จึงแกล้งว่า เรากับโลซกว่ากล่าวกันด้วยการบ้านเมือง ตัวเปนแต่ทหารเราให้ถือง้าวมา เหตุใดตัวจึงล่วงเข้ามาเจรจาด้วยดังนี้ไม่ควร ตัวจงเร่งออกไปเสียจากค่าย จิวฉองแจ้งในทีกวนอูดังนั้นก็ออกมา จึงเอาธงแดงโบกขึ้นเปนสำคัญ

ฝ่ายกวนเป๋งเห็นธงสัญญา ก็ขับให้ทหารแจวเรือรบทั้งสิบลำรีบเข้าไปให้ถึงหน้าค่าย กวนอูนั้นทำเปนเมาแกว่งง้าวอยู่มือหนึ่ง มือหนึ่งนั้นยุดเอามือโลซกแล้วว่า ท่านหามากินโต๊ะนี้ก็ขอบใจแล้ว แต่เหตุใดจึงเอาการเมืองเกงจิ๋วมาว่าด้วยเล่า บัดนี้เราก็เมาสุราอยู่ แม้ไม่คิดถึงว่าได้รักกันมาแต่ก่อน ก็จะขัดเคืองกันเสีย เราจึงอุตส่าห์ระงับโทโสไว้ เราจะลาท่านไปก่อน ต่อวันอื่นเราจึงจะเชิญท่านไปกินโต๊ะที่เมืองเกงจิ๋วบ้าง แล้วจึงจูงมือโลซกออกมานอกค่าย

ฝ่ายกำเหลงลิบองซึ่งคุมทหารซุ่มอยู่นั้น ครั้นเห็นกวนอูถือง้าวจูงมือโลซกออกมา ครั้นจะเข้าทำอันตรายตามสัญญา ก็เกรงกวนอูจะฆ่าโลซกเสีย กวนอูครั้นพาโลซกมาถึงริมตลิ่ง จึงว่าเราขอบใจท่านนัก ค่อยอยู่จงดีเถิด ว่าแล้วก็วางมือโลซกเสีย ลงเรือให้ทหารชักใบกลับไปถึงเมืองเกงจิ๋ว โลซกก็กลับมาค่าย จึงให้หากำเหลงลิบองเข้ามาปรึกษาว่า เราคิดอ่านจะทำร้ายกวนอูก็ไม่สมคิด เราจะทำประการใดอีกเล่า ลิบองจึงว่า ท่านจงแต่งหนังสือบอกไปถึงซุนกวนว่า ซึ่งจะทำร้ายกวนอูนั้นก็ไม่สมความคิด ขอให้จัดแจงทหารยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋วใหม่ แลการข้างปากนํ้านี้ท่านจงรักษาไว้ โลซกเห็นชอบด้วย ก็แต่งหนังสือตามคำลิบอง แล้วให้ม้าใช้ถือไปให้ซุนกวน

ซุนกวนแจ้งในหนังสือดังนั้นก็โกรธ จึงจัดแจงเกณฑ์ทหารสิ้นทั้งเมืองกังตั๋งเตรียมไว้ จะยกไปตีเมืองเกงจิ๋ว พอม้าใช้ฝ่ายเหนือมาแจ้งข้อราชการว่า บัดนี้โจโฉเกณฑ์ทหารได้ประมาณสามสิบหมื่น จะยกลงมาตีเอาเมืองกังตั๋ง ซุนกวนแจ้งดังนั้นก็ตกใจ จึงให้แต่งหนังสือบอกข้อราชการฝ่ายเหนือไปถึงโลซกว่า เราจะยกไปตั้งรับโจโฉอยู่ตำบลหับหุย ให้โลซกตั้งรักษาปากน้ำเมืองเราให้มั่นคง แล้วซุนกวนจึงให้ทหารยกไปตั้งขัดทัพอยู่ตำบลยี่สู ซุนกวนนั้นก็ยกกองทัพไปตั้งมั่นอยู่ตำบลหับหุย หวังจะรับกองทัพโจโฉ

ฝ่ายโจโฉตระเตรียมทแกล้วทหารแล้ว จะยกกองทัพออกจากเมืองหลวง พอโปหั้นเอาหนังสือเข้ามาให้ โจโฉรับเอามาอ่านดูในหนังสือนั้นเปนใจความว่า ข้าพเจ้าโปหั้นขอคำนับเตือนท่านวุยก๋งให้แจ้ง ด้วยคำโบราณกล่าวไว้ว่า ฝ่ายทหารผู้จะเปนแม่ทัพแม่กอง แม้จะยกไปทำการสงครามแห่งใดตำบลใด ให้บำรุงทแกล้วทหารแลเครื่องศัสตราวุธให้พร้อมเปนสง่าแล้ว จึงจะยกไปเปนธรรมดา ฝ่ายพลเรือนเล่าก็ให้มีนํ้าใจโอบอ้อมอารีแก่อาณาประชาราษฎรให้อยู่เย็นเปนสุข แล้วทำนุบำรุงบ้านเมืองไว้ให้เปนสง่า แลเนื้อความสองประการนี้ผู้ใดทำได้ จึงจะคิดอ่านตั้งตัวเปนใหญ่ได้ อันหัวเมืองทั้งปวงซึ่งเปนจลาจลอยู่นั้น ท่านก็ปราบปรามได้ถึงเก้าส่วนแล้ว ยังแต่ส่วนเดียวคือเมืองกังตั๋งกับเมืองเสฉวน อันเมืองกังตั๋งนั้นทางกันดาร ด้วยเปนชายทเล เมืองเสฉวนนั้นลำบากด้วยซอกห้วยเนินเขาเปนอันมาก ซึ่งท่านจะยกไปตีเมืองกังตั๋งครั้งนี้ เห็นทแกล้วทหารจะได้ความลำบากนัก ขอให้งดอยู่บำรุงทหารให้มีกำลังแล้วจึงค่อยยกไป ก็จะมีชัยชนะโดยง่าย

โจโฉครั้นแจ้งในหนังสือแล้ว ก็ให้งดกองทัพไว้ แล้วคิดอ่านทำการตามหนังสือโปหั้น ถ้าผู้ใดมีปัญญาแลฝีมือรบพุ่งกล้าหาญ ก็เอาตัวมาทำนุบำรุงเลี้ยงไว้ ในขณะนั้นอองซานโตสิบอุไค้โอจับสี่คนนี้ปรึกษาเห็นพร้อมกัน จึงเข้ามาว่าแก่โจโฉว่า ท่านมีสติปัญญาทำนุบำรุงบ้านเมือง ปราบปรามข้าศึกศัตรูก็ราบคาบแล้ว ควรจะเลื่อนที่เปนเจ้าวุยอ๋อง แปลภาษาไทยว่าเจ้าต่างกรม โจโฉยังไม่ทันตอบประการใด ซุนฮิวได้ยินขุนนางทั้งสี่ว่าดังนั้น จึงคำนับโจโฉแล้วว่า ทุกวันนี้ท่านเปนที่วุยก๋ง ก็เปนใหญ่กว่าขุนนางทั้งปวง ราชการสิ่งใดก็สิทธิ์ขาดอยู่กับท่านสิ้น ซึ่งขุนนางทั้งสี่คนจะให้ท่านเลื่อนที่เปนที่วุยอ๋องนั้นไม่ควร

โจโฉได้ฟังซุนฮิวว่าดังนั้นก็โกรธจึงว่า ท่านมาว่าดังนี้เห็นจะเหมือนซุนฮกเสียกระมัง ซุนฮิวเห็นโจโฉโกรธก็มิได้ว่าสิ่งใดต่อไป จึงลากลับออกมาบ้าน มีความทุกข์แลน้อยใจเปนอันมาก จนตรอมใจตาย โจโฉแจ้งว่าซุนฮิวถึงแก่กรรมก็สงสาร จึงให้ทรัพย์สิ่งของไปแต่งการศพ แล้วให้เอาไปฝังไว้ตามธรรมเนียม อันการซึ่งจะเลื่อนที่เปนเจ้าวุยอ๋องนั้นโจโฉก็นิ่งเสีย

ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง โจโฉถือกระบี่เข้าไปถึงที่ข้างใน พระเจ้าเหี้ยนเต้กับนางฮกเฮาผู้เปนพระมเหษีเห็นดังนั้นก็ตกใจ โจโฉจึงทูลว่า บัดนี้ซุนกวนเจ้าเมืองกังตั๋งกับเล่าปี่ได้เปนเจ้าเมืองเสฉวน สองเมืองนี้กล้าแขงมิได้มาอ่อนน้อมตามประเพณี พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงตรัสตอบว่า การทั้งนี้จะมาบอกเราไยเล่า จะทำสิ่งใดก็สุดแต่วุยก๋งเถิด โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า พระองค์ตรัสดังนี้เหมือนจะให้คนทั้งปวงคระหานินทาข้าพเจ้า พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงตรัสว่า การเมืองทั้งปวงนี้ แม้ท่านจะช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินของเรา ก็สุดแล้วแต่ท่าน ถ้าท่านจะคิดอ่านทำประการใดเราหรือจะขัดได้

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งโกรธ มิได้คำนับลาตามธรรมเนียม ก็กลับไปที่อยู่ ขันทีทั้งปวงครั้นเห็นโจโฉกลับไป จึงชวนกันกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่า ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่า โจโฉนั้นคิดอ่านจะเลื่อนที่เปนเจ้าวุยอ๋อง นานไปข้าพเจ้าเห็นจะเปนขบถชิงเอาราชสมบัติเปนมั่นคง พระเจ้าเหี้ยนเต้กับนางฮกเฮาได้ฟังดังนั้นก็ทรงพระกรรแสง จึงพากันเสด็จเข้าในห้อง นางฮกเฮาจึงกราบทูลว่า ฮกอ้วนบิดาข้าพเจ้าเห็นโจโฉทำการหยาบช้ามีใจเจ็บแค้น คิดอยู่ว่าจะฆ่าโจโฉเสีย ข้าพเจ้าจะให้หนังสือออกไปถึงบิดาข้าพเจ้า ให้เร่งคิดอ่านกำจัดโจโฉเสียให้ได้

พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงตรัสว่า ซึ่งเจ้าจะให้หนังสือไปถึงฮกอ้วนนั้น เราเกรงอยู่จะเหมือนเมื่อครั้งเราเขียนอักษรด้วยโลหิตให้ไปถึงตังสิน ๆ ทำการไม่มิด โจโฉจับได้ก็ฆ่าเสียกับพวกเพื่อนเปนหลายคน ครั้งนี้เจ้าจะทำการเกลือกจะไม่ลับ เรากับเจ้าจะพากันตายเสีย นางฮกเฮาจึงทูลว่า พระองค์กับข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ อุปมาเหมือนหนึ่งอยู่ในหว่างขวากหนาม หาความสบายมิได้ แม้เดชะบุญของพระองค์กับข้าพเจ้าก็จะคิดได้ตลอด ถ้ากรรมแล้วก็ตายเสียดีกว่าอยู่ ข้าพเจ้าเห็นบอกสุ้นขันทีนั้นมีใจสัตย์ซื่อพอจะไว้ใจได้ จะให้ถือหนังสือไปให้บิดาข้าพเจ้า

พระเจ้าเหี้ยนเต้เห็นชอบด้วย จึงให้หาบอกสุ้นขันทีเข้ามา แล้วทรงพระกรรแสงตรัสเล่าเนื้อความให้ฟังว่า โจโฉทำการหยาบช้าจนได้เปนถึงวุยก๋งแล้วยังมีใจกำเริบจะเลื่อนที่เปนเจ้าวุยอ๋อง หวังจะคิดขบถชิงเอาราชสมบัติของเรา ตัวเรากับนางฮกเฮาได้ความทุกข์ร้อนดังนอนอยู่ในระหว่างกองเพลิง มิได้เห็นผู้ใดที่จะช่วยร้อนได้ เห็นแต่ท่านผู้เดียวพอจะไว้ความลับได้ จะให้ถือหนังสือลอบไปให้ฮกอ้วนผู้เปนบิดานางฮกเฮาให้ช่วยคิดกำจัดโจโฉเสีย

บอกสุ้นได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้แล้วกราบทูลว่า ข้าพเจ้าได้อยู่เย็นเปนสุขมาก็เพราะบุญของพระองค์ ข้าพเจ้าจะขอเอาชีวิตเปนแดนแทนพระคุณอาสาถือหนังสือไป เร่งทรงพระอักษรเถิด นางฮกเฮาก็เขียนหนังสือตามเรื่องราวที่มีความทุกข์ แล้วเข้าผนึกส่งให้ บอกสุ้นรับหนังสือมาซ่อนใส่ในมวยผมแล้วถวายบังคมลา ก็ตรงไปบ้านฮกอ้วน ถึงจึงเอาหนังสือส่งให้ แล้วบอกเนื้อความทุกประการ

ฮกอ้วนรับหนังสือมาอ่านดู รู้ว่าลายมือนางฮกเฮาผู้บุตรบอกความทุกข์ทุกประการว่า เห็นแต่บิดาจะช่วยคิดอ่านการลับกำจัดโจโฉเสีย แผ่นดินจึงจะเปนสุขสืบไป ฮกอ้วนแจ้งในหนังสือดังนั้นจึงว่า ทุกวันนี้โจโฉทำการใหญ่หลวง ทั้งหูตาก็จะคอยซับทราบระวังเหตุผลก็มีมาก ซึ่งจะคิดการเบานั้นเห็นจะไม่สำเร็จ แม้ให้หนังสือลับไปถึงเล่าปี่กับซุนกวนให้ยกกองทัพมาทำการข้างนอก โจโฉก็จะยกออกไปต้านทาน แล้วเราจึงจัดผู้มีความคิดสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินนั้น ทำการเปนไส้ศึกอยู่ในเมืองนั่นแหละการจึงจะสำเร็จ บอกสุ้นเห็นชอบด้วย ฮกอ้วนจึงแต่งหนังสือสองฉบับ ซึ่งจะส่งไปให้เล่าปี่แลซุนกวน แล้วเขียนหนังสือบอกเรื่องราวฝากไปถึงนางฮกเฮา ให้ทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ฉบับหนึ่ง แล้วเข้าผนึกส่งให้

บอกสุ้นรับหนังสือมาซ่อนใส่ในมวยผม แล้วลาจะเข้าไปในวัง ขณะนั้นหญิงซึ่งโจโฉแต่งให้เข้าไปไว้คอยฟังเหตุอยู่ในวัง ครั้นรู้ความดังนั้นก็บอกความแก่โจโฉ ๆ แจ้งดังนั้นก็พาทหารรีบไปคอยสกัดบอกสุ้นอยู่ณที่ประตูวัง ครั้นเห็นบอกสุ้นเดิรมา โจโฉจึงถามว่า ไปไหนมา บอกสุ้นจึงบอกว่า นางฮกเฮาป่วยไห้ข้าพเจ้าไปหาหมอ โจโฉจึงว่า ไหนหมอเล่า บอกสุ้นจึงแก้ว่า หมอจะตามมาต่อภายหลัง โจโฉจึงว่าตัวนี้พิรุธอยู่ จึงให้ทหารถอดเสื้อบอกสุ้นดู ก็มิได้เห็นมีสำคัญสิ่งใด จึงให้ปล่อยบอกสุ้นไป บอกสุ้นก็ลาเดิรออกมาประมาณสิบวา พอลมพัดมาหมวกพลัดตกจากสีสะ โจโฉเห็นดังนั้นก็มีความสงสัย จึงเรียกบอกสุ้นกลับมาค้นดู ก็ไม่เห็นสิ่งใด โจโฉก็ให้ปล่อยไป บอกสุ้นตกใจลาโจโฉแล้วเอาหมวกใส่ลง หมวกนั้นเบี้ยวไป ด้วยความประหม่าจะรีบไปให้พ้น โจโฉเห็นดังนั้นก็เห็นผิด คิดว่าบอกสุ้นพิรุธอยู่จึงตกใจประหม่าฉนี้ ก็เรียกกลับมาค้นดู ก็ได้หนังสือในมวยผมบอกสุ้น โจโฉจึงให้ทหารคุมเอาตัวไว้ แล้วเอาหนังสือฉีกผนึกออกอ่านดู เปนใจความว่า ข้าพเจ้าฮกอ้วนซึ่งคิดจะกำจัดโจโฉเสียนั้น จำจะให้หนังสือไปเกลี้ยกล่อมเล่าปี่กับซุนกวนให้ยกกองทัพมาก่อน จึงจะทำได้ตลอด

ครั้นแจ้งในหนังสือดังนั้นก็โกรธ จึงพาทหารกับบอกสุ้นมาณบ้านแล้วให้จำบอกสุ้นไว้ แล้วให้คุมทหารสามพันไปจับฮกอ้วนกับครอบครัวพรรคพวกมาจำไว้ ริบเอาทรัพยสิ่งสินมาสิ้น แลทหารได้หนังสือนางฮกเฮามาให้โจโฉแล้วบอกว่า หนังสือนี้ได้ในตึกฮกอ้วน โจโฉรับมาอ่านดูรู้แจ้งแล้วก็โกรธ จึงให้ทหารไปจับแต่บรรดาญาติพี่น้องนางฮกเฮาจำไว้ ครั้นเวลารุ่งเช้าโจโฉจึงให้เอ๊กลีคุมทหารสามร้อยถืออาวุธครบมือเข้าไปจะเอาตราสำหรับที่นางฮกเฮา ขณะนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้เสด็จออกขุนนาง ทอดพระเนตรเห็นเอ๊กลีคุมทหารเข้ามาดังนั้นจึงตรัสถามว่า ท่านเข้ามานี้ด้วยเหตุสิ่งใด เอ๊กลีจึงทูลว่า วุยก๋งให้ข้าพเจ้ามาเอาตราสำหรับที่นางฮกเฮาพระมะเหษี

พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ทรงพระดำริห์ว่าการที่คิดนั้นรู้ถึงโจโฉแล้วจึงเปนเหตุดังนี้ ยิ่งมีความทุกข์เปนอันมาก มิได้ตรัสประการใด เอ๊กลีก็พาทหารไปถึงที่ข้างใน แล้วร้องประกาศว่า สาวใช้ผู้ใดซึ่งได้รักษาตราสำหรับที่นางฮกเฮานั้น จงเร่งส่งตรามาให้เราตามคำวุยก๋ง สาวใช้ผู้สำหรับรักษาตราได้ฟังก็ตกใจกลัว จึงเอาตราส่งให้เอ๊กลี ๆ ได้ตราก็พามาให้โจโฉ

ขณะนั้นนางฮกเฮาเห็นทหารโจโฉมาเรียกเอาตราสำหรับที่ไปดังนั้นก็ตกใจ จึงคิดว่าเนื้อความซึ่งให้หนังสือไปถึงบิดานั้น โจโฉรู้แล้วจึงเปนเหตุขึ้น อันชีวิตของเราเห็นจะตายเปนมั่นคงครั้งนี้ แล้วนางจึงเข้าไปซ่อนอยู่ในตำหนักแห่งหนึ่ง จึงสั่งให้ใส่กุญแจข้างนอก หวังจะมิให้ผู้ใดเข้าไปทำอันตรายได้

ฝ่ายโจโฉจึงให้ฮัวหิมคุมทหารห้าร้อยเข้าไปจับนางฮกเฮา ฮัวหิมเมื่อเข้าไปถึงข้างในจึงถามสาวใช้ทั้งปวงว่า นางฮกเฮาอยู่ไหน บันดาหญิงข้างในได้ฟังดังนั้นก็ตกใจจึงบอกว่า นางฮกเฮาหนีไปอยู่แห่งใดก็ไม่รู้ ฮัวหิมคุมทหารเที่ยวค้นดูทุกตำบลก็มิได้พบ ครั้นดูไปเห็นตำหนักหลังหนึ่งปิดประตูประหลาทอยู่ ก็ให้ทหารถล่มเข้าไป ฮัวหิมก็เข้าไปจึงเห็นนางฮกเฮาซ่อนอยู่ ก็จับจิกมวยผมลากออกมาจากตำหนัก นางฮกเฮากลัวความตายร้องไห้อ้อนวอนว่า ท่านจงเอ็นดูอย่าให้ถึงแก่ความตายแลย ฮัวหิมจึงว่าเราเปนแต่คนใช้ นางฮกเฮาไปอ้อนวอนวุยก๋งเถิด แล้วก็จิกมวยผมนางฮกเฮาลากออกมาถึงที่ข้างหน้า

พระเจ้าเหี้ยนเต้เห็นดังนั้นก็ตกพระทัย แล้วเสด็จลงไปกอดนางฮกเฮาไว้ ทรงพระกรรแสงรำพรรณไป นางฮกเฮาร้องไห้พลางทูลว่า อันชีวิตข้าพเจ้าครั้งนี้เห็นจะไม่รอดแล้ว พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงตรัสว่า ทั้งนี้ก็เพราะเวรกรรมของเรา อย่าว่าแต่ตัวเจ้าจะถึงซึ่งความตายเลย อันชีวิตของเรานี้ก็ไม่รู้ว่าความตายจะมาถึงเมื่อใด ฮัวหิมเห็นดังนั้นก็ร้องตวาดว่า วุยก๋งให้มาเอาตัวนางฮกเฮาออกไป เหตุใดพระองค์จะทรงพระกันแสงอยู่ให้ช้าดังนี้ โทษจะมิมีอยู่กับคนใช้หรือ แล้วให้ทหารลากเอาตัวนางฮกเฮาออกไป

พระเจ้าเหี้ยนเต้เห็นก็ยังทรงพระกรรแสงไปเปนอันมาก พอเห็นเอ๊กลีที่โจโฉใช้ให้มาเอาตราสำหรับที่นางฮกเฮานั้นกลับเข้ามาเฝ้าอยู่ จึงตรัสว่าเอ๊กลีบ้านเมืองแต่ก่อนมาเกิดเหตุฉนี้ท่านยังพบเห็นบ้างหรือ เอ๊กลีมิได้ทูลประการใด พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ทรงพระกรรแสงจนสลบไป เอ๊กลีเห็นดังนั้นก็ให้ขันทีทั้งปวงเข้าแก้ไข แล้วเชิญเสด็จให้เข้าไปข้างใน

ฝ่ายฮัวหิมก็พานางฮกเฮามาให้โจโฉ ๆ จึงว่า ตัวกูอุตส่าห์คิดอ่านปราบปรามเสี้ยนหนามให้ราบคาบทั้งแผ่นดิน ตัวมึงจึงค่อยมีความสุข มึงมิรู้คุณกลับทรยศคบคิดกับบิดามึงจะทำร้ายกู ครั้นจะเอามึงไว้นานไปมึงก็จะฆ่ากูเสีย จึงให้ทหารเอาตะบองตีนางฮกเฮาถึงแก่ความตาย แล้วให้ทหารเข้าไปจับบุตรนางฮกเฮาทั้งสองคน ซึ่งเกิดด้วยพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นไปฆ่าเสีย ครั้นเวลากลางคืนโจโฉจึงให้เอาตัวฮกอ้วนกับบอกสุ้น แลครอบครัวพรรคพวกฮกอ้วน บรรดาญาติพี่น้องนางฮกเฮามาฆ่าเสียสิ้น

ขณะนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้มาอยู่เมืองฮูโต๋ได้สิบเก้าปี (พ.ศ. ๗๕๗) พระองค์ทรงโศกถึงนางฮกเฮา แลพระเจ้าลูกเธอทั้งสองทุกเวลา มิได้ทรงเสวยเลย โจโฉแจ้งดังนั้นก็เข้าไปเฝ้าแล้วทูลว่า พระองค์อย่าทรงพระวิตกเลย อันตัวข้าพเจ้านี้แต่แรกก็ทูลไว้ว่า จะช่วยทำนุบำรุงแผ่นดิน ซึ่งผู้ผิดนั้นก็ให้ทำตามโทษ ข้าพเจ้ามิได้คิดเปนสองใจ คิดอยู่แต่ว่าจะทำนุบำรุงพระองค์ไปโดยสุจริต ข้าพเจ้ามีบุตรหญิงอยู่คนหนึ่ง เฉลียวฉลาดทั้งนํ้าใจก็ดีสัตย์ซื่อ ข้าพเจ้าจะถวายพระองค์ พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ฟังดังนั้นขัดมิได้ก็รับคำโจโฉ

ขณะนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้มาอยู่เมืองฮูโต๋ได้ยี่สิบปี (พ.ศ. ๗๕๘) เปนเทศกาลเดือนสามตรุษจีน โจโฉจึงจัดแจงแต่งบุตรหญิงเข้าไปถวายพระเจ้าเหี้ยนเต้ แล้วตั้งบุตรนั้นให้เปนที่พระมเหษี ขุนนางทั้งปวงในพระเจ้าเหี้ยนเต้กลัวโจโฉอยู่สิ้น จึงหาได้มีผู้ใดพิททูลทัดทานประการใดไม่ โจโฉก็ยิ่งมีใจกำเริบทำการหยาบช้าต่าง ๆ

ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง โจโฉให้หาที่ปรึกษาแลขุนนางทั้งปวงมาปรึกษาว่า เราบำรุงทแกล้วทหารก็มีกำลังอยู่แล้ว บัดนี้เราจะยกกองทัพไปตีเมืองเสฉวนกับเมืองกังตั๋ง จะเห็นประการใด กาเซี่ยงจึงว่า ขอให้ไปหาตัวโจหยินกับแฮหัวตุ้นกลับมาปรึกษาราชการ แม้เห็นได้ทีแล้วท่านจงยกกองทัพไป โจโฉเห็นชอบด้วย ก็ให้ทหารรีบไปหาตัวโจหยินกับแฮหัวตุ้นณเมืองซงหยง

ฝ่ายโจหยินกับแฮหัวตุ้นรู้ก็รีบเข้าไปเมืองฮูโต๋ แต่โจหยินเข้ามาถึงเมืองหลวงก่อน ขณะนั้นโจโฉเสพย์สุราเมานอนอยู่ข้างใน พอโจหยินจะเข้ามาหาโจโฉ เคาทูนั้นถือทวนรักษาอยู่ที่ข้างหน้า ครั้นเห็นโจหยินเข้ามา เคาทูจึงห้ามว่า ท่านอย่าเพ่อเข้าไป โจหยินได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงว่าตัวกูเปนลูกหลานว่านเครือของมหาอุปราช ตัวเปนแต่ทหาร เหตุใดจึงมาล่วงว่าห้ามกูฉนี้ เคาทูจึงตอบว่า ท่านเปนลูกหลานวุยก๋งก็จริง แต่วุยก๋งให้ท่านไปรักษาเมือง ตัวเราเปนแต่ทหารรักษาวุยก๋งอยู่ข้างใน ท่านมาทางไกลจะละให้เข้าไปนั้นยังไม่ได้ โจหยินเห็นชอบด้วย ก็ถอยออกมาอยู่ภายนอก

ขณะเมื่อโจหยินกับเคาทูเถียงกันนั้น โจโฉยังหาหลับไม่ ได้ยินเคาทูกล่าวนั้นชอบตามขนบธรรมเนียม ก็สรรเสริญเคาทูว่ามีความสัตย์ซื่อ ครั้นแฮหัวตุ้นมาถึง โจหยินกับแฮหัวตุ้นก็พากันเข้าไปคำนับโจโฉ ๆ มีความยินดี จึงปรึกษาด้วยโจหยินแลแฮหัวตุ้นว่า เราคิดจะยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋งกับเมืองเสฉวน ท่านจะเห็นเปนประการใด

แฮหัวตุ้นจึงว่า เมืองกังตั๋งนั้นขอให้งดไว้ก่อน เมืองฮันต๋งนั้นเหมือนหนึ่งต้นทางเมืองเสฉวน ขอให้ท่านยกกองทัพไปตีเอาเมืองฮันต๋งให้ได้แล้ว จึงยกไปตีเมืองเสฉวนก็จะได้โดยง่าย อันการข้างเมืองกังตั๋งนั้นจึงค่อยคิดต่อไป โจโฉเห็นชอบด้วย ก็ให้กะเกณฑ์ทแกล้วทหารเปนอันมาก แล้วให้แฮหัวเอี๋ยนกับเตียวคับเปนกองหน้า โจโฉเปนกองหลวง ให้โจหยินกับแฮหัวตุ้นเปนกองหลังให้คุมสเบียง ครั้นได้ฤกษ์ก็ยกกองทัพออกจากเมืองฮูโต๋ จะยกไปตีเมืองฮันต๋ง

ฝ่ายม้าใช้ครั้นรู้ก็รีบไปบอกแก่เตียวฬ่อ ๆ แจ้งดังนั้นก็ปรึกษากับเตียวโอยว่า โจโฉยกกองทัพมาครั้งนี้ เราจะคิดป้องกันประการใด เตียวโอยจึงว่า อันเมืองฮันต๋งนี้ก็เปนที่คับขันอยู่แต่ด่านเองเปงก๋วน ถ้าเสียด่านนั้นแล้ว เมืองฮันต๋งก็จะเสียด้วย แลหน้าด่านเองเปงก๋วนนั้นมีเนินเขาข้างหนึ่งป่าข้างหนึ่ง ขอให้แต่งทหารเปนสองกองไปตั้งค่ายมั่นไว้คอยต้านทานกองทัพโจโฉจึงจะได้ ตัวท่านจงรักษาเมืองไว้ให้มั่นคง

ฝ่ายเตียวฬ่อเห็นชอบด้วย จึงให้เตียวโอยกับเอียวเหียมเอียวหงงคุมทหารเปนอันมาก ให้ยกกองทัพไปตั้งค่ายรักษาด่านเองเปงก๋วน เตียวโอยเอียวเหียมเอียวหงงคุมทหารยกไปถึงด่าน เตียวโอยก็อยู่รักษาด่าน เอียวเหียมเอียวหงงก็คุมทหารออกไปทางไกลประมาณหกร้อยเส้น ให้ตั้งค่ายรายกันไปสองข้างทางข้างละห้าร้อยค่าย แล้วตรวจตราทแกล้วทหารป้องกันรักษาด่านแลค่ายไว้เปนมั่นคง

ฝ่ายแฮหัวเอี๋ยนกับเตียวคับ ซึ่งเปนกองหน้านั้น ครั้นยกมาใกล้รู้ว่าทหารเตียวฬ่อออกมาตั้งอยู่หน้าด่าน จึงหยุดทหารให้ตั้งค่ายอยู่ทางไกลกันประมาณร้อยห้าสิบเส้น ในเวลาคํ่าวันนั้น ทหารแฮหัวเอี๋ยน เตียวคับเหนื่อยนักพักหยุดประมาทไป มิได้ตรวจตรากัน ครั้นเวลายามเศษเอียวเหียมเอียวหงงรู้ว่าทัพโจโฉยกมาตั้งอยู่ดังนั้น ก็ปรึกษากันว่า ทัพหน้าโจโฉพึ่งมาถึง ทหารทั้งปวงก็จะเมื่อยเหนื่อยพักประมาทนอนหลับไป จำเราจะยกไปปล้นค่ายเห็นจะได้โดยง่าย แล้วก็จัดแจงทหารยกไปลอบจุดเพลิงเผาค่ายแฮหัวเอี๋ยนเตียวคับขึ้น แล้วก็โจมตีตลุมบอนเข้าไปฆ่าฟันทหารล้มตายเปนอันมาก เตียวคับกับแฮหัวเอี๋ยนแลทหารทั้งนั้นไม่ทันรู้ตัวก็เสียทีแตกหนีกลับไปบอกเนื้อความแก่โจโฉทุกประการ

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า ตัวก็ได้ทำศึกมาด้วยเราเปนช้านานย่อมรู้อยู่ว่าพึ่งยกไปถึง ทหารทั้งปวงเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ก็ให้กำชับตรวจตราป้องกัน นี่ตัวลเมิดมิได้ระวังเหตุการณ์ ให้เสียทีแก่ข้าศึกดังนี้โทษใหญ่หลวงนัก แล้วสั่งให้เอาตัวแฮหัวเอี๋ยนกับเตียวคับไปฆ่าเสีย ที่ปรึกษาแลทหารทั้งปวงคำนับขอไว้ โจโฉก็ยกโทษให้ แล้วยกกองทัพรีบไป ทางซึ่งดำเนิรทัพไปนั้นเปนซอกห้วยเนินเขาป่าชัฏ ทแกล้วทหารเดิรขัดสนนัก โจโฉจึงว่า เราไม่รู้เลยว่าทางกันดารดังนี้ แม้รู้ก็หายกกองทัพมาไม่ แล้วก็เกรงข้าศึกจะเอาทหารมาซุ่มไว้ เคาทูซิหลงจึงค่อยกระซิบว่า วุยก๋งอย่าเจรจาดังนี้ ถ้าทหารทั้งปวงรู้จะเสียใจ โจโฉเห็นชอบด้วย ครั้นมาถึงค่ายเก่าที่เตียวคับกับแฮหัวเอี๋ยนตั้งไว้เพลิงไหม้เสียสิ้น โจโฉจึงให้ตั้งค่ายลงใหม่ แล้วกำชับนายทหารเอกโทให้ระวังตรวจตราทหารทั้งปวง ให้นั่งยามตามเพลิงรักษาไว้จงมั่นคง

ครั้นเวลารุ่งเช้า โจโฉจึงขี่ม้าพาเคาทูซิหลงออกจากค่าย ไปถึงเขาแห่งหนึ่งจึงขึ้นดูบนเนินเขา เห็นข้าศึกตั้งอยู่หน้าด่านมั่นคงนัก ซึ่งทางที่จะเข้ารบพุ่งนั้นก็ขัดสนเห็นจะไม่ได้ที ว่ายังมิทันขาดคำลง พอได้ยินเสียงประทัดแลทหารโห่ร้องก้องสนั่นกระหนาบเข้ามาทั้งสองข้างทาง โจโฉตกใจจึงว่าเราจะรบพุ่งประการใด เคาทูจึงว่า ท่านอย่าวิตกเลย แต่ข้าพเจ้าผู้เดียวจะขออาสารบต้านทาน มิให้เปนอันตรายถึงท่าน แล้วว่าแก่ซิหลงให้เร่งพาวุยก๋งกลับไปค่ายเถิด ขณะนั้นเอียวเหียมเอียวหงง ขับม้าพาทหารเข้ามาทั้งสองข้างทาง เคาทูก็ขับม้ารำทวนเข้ารบเปนสามารถ เอียวเหียมเอียวหงงทานกำลังมิได้ ก็ชักม้าพาทหารถอยไป

ฝ่ายเตียวคับกับแฮหัวเอี๋ยนได้ยินเสียงโห่ร้องอื้ออึง จึงพาทหารตามไปหวังจะช่วยโจโฉ ครั้นมาถึงปากทางเห็นซิหลงพาโจโฉข้ามเนินเขามาก็รีบเข้าไปรับด้วยความยินดี แลเคาทูนั้นก็ตามมาทัน โจโฉจึงพาทหารทั้งปวงกลับมายังค่าย ตั้งมั่นอยู่ที่นั้นห้าสิบวัน แล้วโจโฉจึงแกล้งว่า เรายกกองทัพมาครั้งนี้ ทหารได้ความลำบากนัก เห็นจะเอาเมืองฮันต๋งไม่ได้ จำจะยกกลับไปดีกว่า กาเซี่ยงจึงว่า ท่านยกกองทัพมาครั้งนี้ยังหาได้รบพุ่งเคี่ยวขับกับข้าศึกไม่ ได้รบแต่ประปรายกัน ยังมิทันที่จะเห็นฝีมือทหารเมืองฮันต๋ง เหตุใดท่านจะยกกองทัพกลับคืนเมือง

โจโฉจึงค่อยกระซิบบอกว่า เราเห็นทหารเมืองฮันต๋งออกมาตั้งค่ายมั่นคงอยู่มิได้ประมาท เราว่าจะยกกองทัพกลับไปนั้น หวังจะให้กิตติศัพท์ทั้งนี้รู้ไปถึงข้าศึก จะได้คิดประมาทลง เราจึงแต่งทหารให้ยกอ้อมไปตีด่านเองเปงก๋วนก็จะได้โดยง่าย กาเซี่ยงได้ฟังดังนั้นก็สรรเสริญว่าความคิดท่านนี้เสมอเทพดา

โจโฉจึงว่าแก่เตียวคับแฮหัวเอี๋ยนว่า โทษตัวผิดอยู่ครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้เราจะให้ไปทำการแก้ตัว แม้ไม่ได้ราชการก็จะให้ฆ่าเสีย เตียวคับกับแฮหัวเอี๋ยนก็รับว่า ท่านจะใช้สิ่งใดข้าพเจ้าจะขออาสาให้ได้ราชการ โจโฉจึงว่า ท่านทั้งสองจงคุมทหารแยกกันอ้อมทางเข้าไปโจมตีเอาหลังด่านเองเปงก๋วน ตัวเราจะยกเข้าตีหน้าด่าน เตียวคับแฮหัวเอี๋ยนก็รับคำแล้วออกมาจัดแจงทหารพร้อมไว้

ฝ่ายเอียวหงงจึงปรึกษาเอียวเหียมว่า บัดนี้เราได้ยินกิตติศัพท์ว่า โจโฉจะยกกองทัพกลับไป เราจะคุมทหารตามไปโจมตีเอา เห็นจะแตกระส่ำระสายเปนมั่นคง เอียวเหียมจึงตอบว่า ท่านจะคิดกำเริบดังนี้ไม่ได้ ด้วยโจโฉชำนาญในกลศึก มักล่อลวงเท็จเปนจริงๆเปนเท็จ ซึ่งจะฟังเอาเปนแน่นั้นเราไม่เห็นด้วย เอียวหงงไม่ฟังจึงจัดแจงทหารทั้งห้าร้อยค่าย ให้อยู่รักษาค่ายนั้นแต่คนป่วยคนไข้ แล้วก็ยกไปเวลาสามยามเศษ ขณะนั้นหมอกลงหนักมิได้เห็นหนทาง เอียวหงงคิดเกรงก็หยุดทหารตั้งมั่นอยู่กลางทาง

ฝ่ายแฮหัวเอี๋ยนยกอ้อมมาในเวลานั้นหมอกลงนัก ได้ยินเสียงทหารแลม้าก็คิดว่าทหารเมืองฮันต๋งมาซุ่มอยู่ ก็รีบยกล่วงเข้าไปจะให้พ้น แลกองทัพแฮหัวเอี๋ยนนั้นมิได้ไปทางด่าน หลงทางไปพบค่ายเอียวหงงเข้า หมอกนั้นก็คลาย ฝ่ายทหารเอียวหงงซึ่งรักษาค่ายนั้น คิดว่าเอียวหงงกลับมาก็เปิดประตูรับ แฮหัวเอี๋ยนคุมทหารเข้าไปเที่ยวดูทั้งห้าร้อยค่าย เห็นทหารรักษาอยู่นั้นน้อยกว่าคนป่วยไข้ แฮหัวเอี๋ยนจึงจุดเพลิงเผาค่ายขึ้น ทหารซึ่งรักษาหนีไปได้บ้างตายด้วยอาวุธบ้าง แต่คนป่วยไข้นั้นตายด้วยเพลิงสิ้น

ฝ่ายเอียวเหียมเห็นแสงเพลิงไหม้ค่ายเอียวหงงขึ้น ก็คุมทหารยกไปช่วย แฮหัวเอี๋ยนเห็นดังนั้นก็ขับม้าเข้ารบด้วยเอียวเหียมได้ห้าเพลง เอียวเหียมทานกำลังแฮหัวเอี๋ยนไม่ได้ ก็ขับม้าพาทหารถอยเข้าค่าย พอเห็นเตียวคับคุมทหารอยู่ในค่ายเปนอันมาก เอียวเหียมก็พาทหารหนีไปทางเมืองลำเต๋ง

ฝ่ายเอียวหงงเห็นแสงเพลิงหน้าค่ายไหม้ขึ้นดังนั้น ก็คิดว่าดีร้ายทหารโจโฉยกไปเผาค่ายเสีย ครั้นจะถอยกลับมาก็เกรงว่าโจโฉจะติดตามแต่เรรวนอยู่ พอทหารโจโฉตีกระหนาบเข้ามาสามด้าน เอียวหงงจวนตัวก็ทิ้งทหารเสีย ขับม้าลัดทางหนีไปแต่ผู้เดียว พบเตียวคับก็สู้รบกันเปนสามารถ เตียวคับเอาทวนแทงถูกเอียวหงงตกม้าตาย ขณะนั้นทหารเอียวหงงซึ่งแตกหนีมา จึงเอาเนื้อความทั้งปวงบอกแก่เตียวโอยทุกประการ เตียวโอยแจ้งดังนั้นก็ตกใจทิ้งด่านเสีย พาทหารหนีจะกลับไปเมืองฮันต๋ง

ฝ่ายโจโฉยกทัพล่วงเข้าไปในด่านเองเปงก๋วน เตียวโอยเมื่อกลับมานั้นพบเอียวเหียม จึงพากันเข้าไปในเมือง แล้วเตียวโอยบอกเตียวฬ่อว่า เสียค่ายหน้าด่านทั้งซ้ายขวานั้นเพราะเอียวหงงเอียวเหียมประมาท ข้าพเจ้าเห็นศึกเหลือกำลัง จึงละด่านเสียเข้ามาแจ้งเนื้อความแก่ท่าน

เตียวฬ่อได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงสั่งให้เอาตัวเอียวเหียมไปฆ่าเสีย เอียวเหียมจึงว่า โทษข้าพเจ้าผิดก็จริงอยู่แต่ว่าน้อย เดิมเอียวหงงจะยกไปโจมตีโจโฉ ข้าพเจ้าห้ามเอียวหงงก็ไม่ฟัง ขืนยกไปจนข้าศึกล่วงเข้ามาเผาค่ายเสีย ข้าพเจ้าเห็นแสงเพลิงจึงคุมทหารไปช่วย ครั้นถอยมาทหารโจโฉยกเข้าชิงเอาค่ายข้าพเจ้าได้ อันโทษข้าพเจ้าผิดนั้น จะขอชีวิตไว้ทำราชการแก้ตัวก่อน ถ้ายกไปเสียทีกลับมาอีกจึงให้ฆ่าเสีย เตียวฬ่อให้งดโทษไว้ แล้วเกณฑ์ทหารสองหมื่นให้เอียวเหียมยกไปตีกองทัพโจโฉชิงเอาด่านคืน เอียวเหียมคุมทหารสองหมื่นยกไปพ้นเมืองลำเต๋งแล้วก็ตั้งค่ายมั่นอยู่

ฝ่ายโจโฉให้แฮหัวเอี๋ยนคุมทหารสองพันเปนกองหน้า ยกจากด่านล่วงเข้าไปก่อน ขณะนั้นม้าใช้สืบข่าวกลับมาบอกแฮหัวเอี๋ยนว่า บัดนี้เอียวเหียมยกกองทัพมาตั้งค่ายอยู่แดนเมืองลำเต๋ง แฮหัวเอี๋ยนแจ้งดังนั้นก็ให้ตั้งค่ายลง เอียวเหียมรู้ว่าแฮหัวเอี๋ยนยกกองทัพล่วงเข้ามาตั้งค่ายอยู่ดังนั้น ก็ให้เชียงกีคุมทหารออกไปรบแฮหัวเอี๋ยน ๆ เห็นก็คุมทหารออกมาหน้าค่าย แล้วขับม้าเข้ารบกับเชียงกีได้สามเพลง แฮหัวเอี๋ยนเอาง้าวฟันถูกเชียงกีตัวขาดออกสองท่อน

เอียวเหียมเห็นเชียงกีตายก็โกรธ จึงขับม้าออกรบกับแฮหัวเอี๋ยนได้สามสิบเพลง ยังมิได้แพ้ชนะกัน แฮหัวเอี๋ยนทำชักม้าถอยหนี เอียวเหียมมิได้รู้กลศึกก็ขับม้าไล่ตามไป แฮหัวเอี๋ยนชักม้ากลับมาฟันถูกเอียวเหียมตกม้าตาย แลทหารทั้งปวงก็แตกตื่นไปทุกตำบล

ฝ่ายโจโฉครั้นม้าใช้มาบอกว่าแฮหัวเอี๋ยนมีชัยชนะแล้ว มีความยินดี จึงยกทัพหลวงล่วงเข้าไปตั้งค่ายอยู่ใกล้เมืองฮันต๋ง เตียวฬ่อแจ้งดังนั้น จึงปรึกษาทหารทั้งปวงว่า เอียวเหียมก็ถึงแก่ความตายแล้ว บัดนี้โจโฉก็ยกล่วงเข้ามาใกล้เมืองเรา ท่านทั้งปวงจะคิดประการใด เงียมเภาจึงว่า ม้าเฉียวเอาใจออกหากท่านนั้น บังเต๊กป่วยอยู่ไปด้วยไม่ได้ แลบังเต๊กนั้นมีฝีมือกล้าหาญแลน้ำใจก็ซื่อสัตย์ ข้าพเจ้าได้ยินสรรเสริญคุณท่านอยู่ว่า ครั้งม้าเฉียวหนีโจโฉมาพึ่งท่านอยู่นี่ บังเต๊กก็พลอยได้เปนสุขด้วย คิดจะแทนคุณท่านมิได้วายปาก ขอให้ท่านหาตัวบังเต๊กมา ให้ยกกองทัพออกไปเห็นจะต้านทานทหารโจโฉได้

เตียวฬ่อได้ฟังมีความยินดี จึงให้หาตัวบังเต๊กมาปูนบำเหน็จเปนอันมากแล้วว่า เราจะให้ท่านออกไปรบกับทหารโจโฉ จะได้หรือไม่ บังเต๊กจึงว่า ข้าพเจ้าจะขอสนองคุณท่านกว่าจะสิ้นชีวิต เตียวฬ่อก็จัดแจงทหารให้หมื่นหนึ่ง บังเต๊กก็ลาเตียวฬ่อออกไปตั้งค่ายมั่นไว้ บังเต๊กจึงขี่ม้าพาทหารไปถึงหน้าค่ายโจโฉ แล้วร้องท้าทายโจโฉเปนข้อหยาบช้า โจโฉได้ยินดังนั้นก็ถามทหารว่า ทหารเตียวฬ่อคนนี้ชื่อใด ทหารที่รู้จักจึงบอกว่าชื่อบังเต๊ก

โจโฉแจ้งดังนั้นก็รำลึกขึ้นได้ว่า บังเต๊กคนนี้มีฝีมือกล้าแข็ง เปนทหารม้าเฉียวครั้งรบกับเราณตำบลแม่น้ำอุยโห ซึ่งมาอยู่กับเตียวฬ่อนี้ด้วยความจำใจ เพราะม้าเฉียวหนีไปอยู่กับเล่าปี่ณเมืองเสฉวน เราจะคิดอ่านเอาตัวบังเต๊กมาไว้ด้วยให้ได้ แล้วสั่งทหารทั้งปวงว่า บังเต๊กคนนี้มีกำลังแลฝีมือเปนอันมาก แม้ท่านจะออกไปรบ ถึงมาทว่าบังเต๊กจะเสียที ก็อย่าให้ถึงแก่ความตาย จงประหยัดรบพุ่งแต่พอให้บังเต๊กถอยกำลังลง เราจะคิดอุบายเอาตัวบังเต๊กมาให้ได้

เตียวคับรับคำแล้วขับม้าออกไปรบด้วยบังเต๊กได้ห้าเพลง เตียวคับก็ถอยหนีเข้าค่าย แฮหัวเอี๋ยนก็ขับม้าเข้ารบด้วยบังเต๊กได้เจ็ดเพลง แล้วแฮหัวเอี๋ยนก็ถอยคืนเข้ามา ซิหลงขับม้ารำทวนออกต่อสู้กับบังเต๊กถึงสิบเพลง ซิหลงก็ทำถอยเข้าค่าย เคาทูก็ขับม้ารำง้าวออกรบกับบังเต๊กได้ห้าสิบเพลง เคาทูก็ขับม้ากลับมา บังเต๊กได้ชัยชนะแก่ทหารโจโฉทั้งสี่คนแล้ว ก็พาทหารกลับมาค่าย

ฝ่ายนายทหารโจโฉทั้งสี่คน จึงสรรเสริญว่า บังเต๊กนั้นชำนาญในการสงครามนัก โจโฉมีความยินดี จึงปรึกษาหวังจะดูความคิดทหารทั้งปวงว่า ท่านจะคิดอ่านประการใดจึงจะได้ตัวบังเต๊กมาอยู่กับเรา กาเซี่ยงจึงว่า ข้าพเจ้าแจ้งอยู่ว่าเตียวฬ่อนั้นมีที่ปรึกษาคนหนึ่งชื่อเอียวสง อันเอียวสงนั้นเปนคนโลภ เห็นแต่จะได้สิ่งของไว้เปนประโยชน์แก่ตัว ให้ท่านจัดแจงเงินทองสิ่งของให้นำเข้าไปให้แก่เอียวสง ให้เอียวสงคิดยุยงเตียวฬ่อว่า บังเต๊กนั้นไม่เปนใจรบพุ่ง คิดจะเอาใจออกหากเตียวฬ่อ ๆ ก็จะมีความสงสัยบังเต๊ก ท่านจึงคิดอ่านต่อไป ก็จะได้ตัวบังเต๊กโดยง่าย

โจโฉจึงว่า ท่านคิดนี้ก็ชอบอยู่ แต่จะให้ผู้ใดนำสิ่งของเข้าไปให้เอียวสงในเมืองฮันต๋ง กาเซี่ยงจึงว่า เวลาพรุ่งนี้บังเต๊กออกมารบ ท่านจงทำทิ้งค่ายเสียแตกหนีไป บังเต๊กก็จะเข้าอยู่ในค่ายนี้ ท่านจงจัดทหารซึ่งรู้พูดจา จงให้เอาทองคำแลเงินแผ่เปนแผ่น ให้ทหารนั้นซ่อนไว้ในมือเสื้อแล้วสั่งว่า ถ้าทหารบังเต๊กแตกกลับเข้าเมือง ก็ให้ปลอมเข้าไปด้วย จะได้ว่ากล่าวแลเอาสิ่งของนั้นให้แก่เอียวสง ครั้นเวลาคํ่าท่านจึงคุมทหารเข้าไปปล้นค่าย บังเต๊กก็จะแตกหนีเข้าเมือง โจโฉเห็นชอบด้วย จึงจัดทหารซึ่งมีสติปัญญามาทำตามคำกาเซี่ยง แล้วให้ซิหลงกับเคาทูเปนกองล่อ ให้เตียวคับกับแฮหัวเอี๋ยนคุมทหารไปซุ่มอยู่สองข้างทาง นายทหารสี่คนก็ทำตามคำโจโฉสั่ง

ฝ่ายบังเต๊กเห็นเคาทูกับซิหลงยกมา ก็คุมทหารเข้ารบกับเคาทูซิหลงเปนสามารถ ซิหลงเคาทูก็ทำถอยหนีไปมิได้เข้าค่าย บังเต๊กก็คุมทหารโจมตีเข้าไปถึงประตูค่ายโจโฉ ๆ ก็พาทหารถอยหนีออกจากค่าย บังเต๊กพาทหารเข้าไปในค่าย ได้เครื่องศัสตราวุธแลสเบียงอาหารเปนอันมาก บังเต๊กมีใจกำเริบให้แต่งโต๊ะเตรียมไว้ ครั้นเวลากลางคืนก็ชวนทหารทั้งปวงเสพย์สุราอื้ออึงอยู่ในค่าย

ฝ่ายซิหลงเคาทูคุมทหารเข้าข้างทิศเหนือ แฮหัวเอี๋ยนคุมทหารเข้าข้างทิศตวันออก เตียวคับคุมทหารเข้าข้างทิศตวันตก เปนสามด้าน แต่ทิศใต้นั้นเปิดไว้ ด้วยเปนทางจะไปเมืองฮันต๋ง ครั้นได้สำคัญเสียงประทัดก็จุดเพลิงเผาค่ายขึ้นทั้งสามด้าน แล้วขับทหารเข้าโจมตี

ฝ่ายบังเต๊กต้านทานไม่ได้ ก็พาทหารหนีไปข้างทิศใต้ เข้าในเมืองฮันต๋ง แลทหารโจโฉซึ่งแต่งไปคอยอยู่นั้น ก็ปลอมเข้าไปในเมืองฮันต๋งด้วย จึงไปหาเอียวสงเอาเงินทองให้ แล้วบอกเนื้อความว่า บัดนี้โจโฉผู้เปนวุยก๋งรู้ข่าวว่าท่านมีสติปัญญา เปนที่ชอบอัชฌาสัยกับเตียวฬ่อ ให้ท่านช่วยคิดอ่านยุยงให้เตียวฬ่อมีความสงสัยบังเต๊ก แลไมตรีท่านกับวุยก๋งจะได้มีต่อกันสืบไป

เอียวสงเห็นเงินทองก็มีความยินดีด้วยโลภ จึงสั่งทหารผู้นั้นว่า ท่านจงไปบอกโจโฉเถิด การสิ่งนี้อย่าได้วิตกเลย เราจะคิดอ่านว่ากล่าวกับเตียวฬ่อ ทหารก็กลับออกมาบอกโจโฉทุกประการ โจโฉแจ้งดังนั้นก็มีความยินดี

ฝ่ายเอียวสงจึงเข้าไปยุเตียวฬ่อว่า บังเต๊กนั้นออกไปตีได้ค่ายโจโฉได้ทรัพย์สิ่งของเปนอันมาก ครั้นจะอยู่รบพุ่งกับโจโฉต่อไป กลัวท่านจะรู้ว่าได้ทรัพย์สิ่งของไว้ บังเต๊กแกล้งทำทิ้งค่ายเสียแตกหนีมา หวังจะเอาทรัพย์สิ่งสินเปนอาณาประโยชน์ของตัว

ขณะนั้นพอบังเต๊กเข้าไปหาเตียวฬ่อ แล้วบอกเนื้อความตามซึ่งแตกมา เตียวฬ่อได้ฟังแล้วพิเคราะห์ดูเห็นสมกับคำเอียวสง ก็มีความโกรธเปนอันมาก สั่งทหารให้เอาตัวบังเต๊กไปฆ่าเสีย เงียมเภาจึงขอโทษไว้ เตียวฬ่อจึงว่ากับบังเต๊กว่า เราจะยกโทษตัวนี้ให้เงียมเภาไว้ครั้งหนึ่ง แม้พรุ่งนี้ตัวคุมทหารออกไปรบไม่มีชัยชนะแก่ข้าศึกเข้ามา ก็จะให้ตัดสีสะเสีย บังเต๊กมีความน้อยใจ จำเปนรับคำเตียวฬ่อ แล้วก็ลาออกมาจัดทหารเตรียมไว้

ฝ่ายโจโฉครั้นเวลากลางคืน ก็ให้เตียวคับกับแฮหัวเอี๋ยน คุมทหารไปซุ่มอยู่ข้างเนินเขาทั้งสองข้าง แล้วให้ทหารขึ้นไปขุดหลุม เอาดินเกลี่ยปากหลุมไว้บนเนินเขา ครั้นเวลาจะใกล้รุ่งก็จัดแจงทหารให้ยกเข้าทำลายกำแพงเมือง แต่ตัวโจโฉกับทหารประมาณสิบสี่สิบห้าคน ขึ้นไปอยู่บนเนินเขาซึ่งขุดหลุมไว้นั้น

ฝ่ายบังเต๊กก็คุมทหารเปิดประตูเมือง ยกออกโจมตีทหารโจโฉ เคาทูเห็นดังนั้น ก็ขับม้าเข้ารบกับบังเต๊กเปนสามารถ แล้วทำถอยหนีบังเต๊กเห็นได้ทีก็ขับม้าไล่ไปถึงเนินเขา

ฝ่ายโจโฉอยู่บนเขา เห็นบังเต๊กชักม้าไล่เคาทูมา จึงร้องว่าลงไปแก่บังเต๊กว่า อันเมืองฮันต๋งนั้นเหมือนอยู่ในเงื้อมมือเรา เตียวฬ่อนั้นเหมือนลูกไก่ เราจะหักเข้าตีเอาเมือง ตัวบังเต๊กก็จะพลอยตายเสียด้วย จงเร่งคิดอ่านเข้ามานบนอบเราโดยดีจะได้พ้นความตาย

บังเต๊กได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า ถ้าแม้นเราจะจับทหารได้สักร้อยหนึ่งเอาไปให้เตียวฬ่อ ก็ไม่เท่าจับโจโฉได้ เราจะขึ้นไปจับเอาตัวโจโฉเข้าไปให้แก่เตียวฬ่อ ก็จะมีความชอบเปนอันมาก คิดแล้วบังเต๊กมิได้รู้กลอุบาย ก็ขับม้าขึ้นไปบนเนินเขา พอได้ยินเสียงประทัดม้านั้นถลำหลุม บังเต๊กตกม้าลง เหล่าทหารโจโฉก็เข้ากล้มรุมกันจับบังเต๊กมัดมาให้โจโฉ

โจโฉเห็นดังนั้น ก็แกล้งห้ามทหารอย่าให้ทำวุ่นวายไป โจโฉก็ลงจากม้าเข้าไปแก้มัดบังเต๊กเสียแล้วถามว่า ตัวท่านจะยอมอยู่ด้วยเราหรือ เราจะไว้ชีวิต บังเต๊กจึงคิดว่านํ้าใจโจโฉนี้หาพยาบาทมิได้ อันเตียวฬ่อนั้นเปนคนเบาความคิด มิได้พิเคราะห์ตามผิดแลชอบ ควรเราจะอยู่ด้วยโจโฉจึงจะมีความสุขสืบไป แล้วว่าตัวข้าพเจ้าเปนข้าศึก ท่านจับได้ไม่ฆ่าเสียนั้นคุณหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้าขออยู่ทำราชการสนองคุณท่านไปกว่าจะสิ้นชีวิต

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงให้จัดม้ามาให้บังเต๊กขี่ตัวหนึ่งแล้วก็พากันกลับมาณค่าย จึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงบังเต๊กแล้ว ให้เงินทองแก่บังเต๊กเปนอันมาก ครั้นเวลารุ่งเช้า โจโฉจึงให้ทหารเอาบันไดหกแลพะองเข้าไปพาดกำแพงเมือง ทหารบนหน้าที่เชิงเทินก็ยิงเกาทัณฑ์ทิ้งก้อนศิลาลงมาถูกทหารโจโฉป่วยเจ็บตายเปนอันมาก เหล่าทหารโจโฉก็เอาดินประสิวสุพรรณถันห่อล่ามชะนวนฝักแค จุดทิ้งเข้าไปไหม้เรือนอาณาประชาราษฎรขึ้น ชาวเมืองทั้งปวงช่วยกันดับได้

เตียวฬ่อรู้ว่าบังเต๊กไปเข้าด้วยโจโฉ จึงปรึกษากับทหารทั้งปวงว่า บังเต๊กเอาใจออกหากเราไปเข้าด้วยโจโฉแล้ว บัดนี้โจโฉก็ยกกองทัพมาถึงเชิงกำแพงแล้ว ท่านทั้งปวงจะคิดประการใด เตียวโอยจึงว่า อันจะป้องกันไว้นั้นเห็นจะไม่ได้ ขอให้เผาเมืองเสีย อย่าให้โจโฉได้ทรัพย์สิ่งของแลสเบียง ท่านจึงพาครอบครัวแลทหารหนีไปอยู่เมืองปาต๋ง เอียวสงจึงว่า อันจะทำตามคำเตียวโอยนั้นไม่ควร ถึงมาทว่าจะไปอยู่เมืองปาต๋งก็ไม่พ้นโจโฉ ขอท่านออกไปนบนอบโจโฉโดยดีก็จะพ้นภัย

เตียวฬ่อได้ฟังเตียวโอยกับเอียวสงว่า ก็ยังคิดสงสัยอยู่ไม่รู้ที่จะทำตามข้างไหน แล้วว่าเมื่อเดิมเราคิดตั้งตัวนั้น หวังจะบำรุงอาณาประชาราษฎร บัดนี้มีกรรมเปนเหตุมาจวนตัวเข้าดังนี้ ครั้นจะเผาทรัพย์สิ่งของแลสเบียงอาหารสำหรับเมืองเสียก็ไม่ควร เราจำจะพากันหนีไปให้พ้นภัย ครั้นเวลาสองยามเศษ เตียวฬ่อก็พาครอบครัวพรรคพวก หนีออกทางประตูทิศใต้ไปณเมืองปาต๋ง โจโฉรู้ดังนั้นก็มิได้ให้ทหารติดตามเตียวฬ่อ ต่อรุ่งเช้าก็พาทหารทั้งปวงเข้าไปในเมืองฮันต๋ง โจโฉเห็นคลังแลฉางนั้นใส่ประแจอยู่ จึงให้ทหารกะทุ้งประตูเข้าไป เห็นเข้าของทั้งปวงมีอยู่มาก โจโฉมีความสงสาร จึงคิดว่าเตียวฬ่อนั้นเปนคนสัตย์ซื่อ มิได้ทำอันตรายเข้าของในเมืองเสีย หนีไปแต่ตัวนั้นต้องคำโบราณ แล้วโจโฉก็แต่งหนังสือให้ทหารถือไปเกลี้ยกล่อมเตียวฬ่อ ว่าให้มานบนอบเราโดยดีเถิด เรามิทำอันตรายสิ่งใด ทหารนั้นก็รับเอาหนังสือไปถึงเมืองปาต๋ง แล้วเอาหนังสือนั้นให้เตียวฬ่อ

เตียวฬ่อแจ้งในเนื้อความดังนั้น ก็คิดเกรงโจโฉอยู่ว่าจะทำกลอุบาย จึงปรึกษาเตียวโอยผู้น้องตามในหนังสือโจโฉ เตียวโอยจึงว่า อันนํ้าใจโจโฉนั้นประกอบด้วยกลอุบายล่อลวง ซึ่งจะไปนั้นข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย ขอให้รักษาเมืองปาต๋งไว้ให้มั่นคง แม้โจโฉยกตามมาจะได้รบพุ่งต้านทานไว้ เตียวฬ่อก็ฟังคำเตียวโอยผู้น้อง เอียวสงจึงลอบแต่งหนังสือลับให้คนสนิธถือไปให้โจโฉณเมืองฮันต๋ง

โจโฉรับหนังสือมาอ่านเปนใจความว่า ข้าพเจ้าเอียวสงขอคำนับมาถึงท่านวุยก๋ง ด้วยเตียวฬ่อขัดขวางอยู่ไม่มานั้น เพราะเตียวโอยผู้น้อง ขอให้ท่านยกกองทัพมาตีเมืองปาต๋งเถิด ข้าพเจ้าจะเปนไส้ศึกอยู่ในเมือง โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงจัดแจงกองทัพยกไปตั้งอยู่ใกล้เมืองปาต่ง

ฝ่ายเตียวฬ่อครั้นรู้ว่าโจโฉยกมา ก็ปรึกษาด้วยทหารทั้งปวงว่า บัดนี้โจโฉยกตามมา เราจะคิดป้องกันประการใด เตียวโอยจึงว่า ข้าพเจ้าจะขออาสาคุมทหารออกไปรบด้วยโจโฉ แล้วเตียวโอยก็จัดแจงทหารยกออกไป

โจโฉเห็นดังนั้นก็ให้เคาทูเข้ารบด้วยเตียวโอยได้ห้าเพลง เคาทูก็เอาทวนแทงถูกเตียวโอยตกม้าตาย ทหารทั้งปวงก็แตกหนีเข้าไปบอกแก่เตียวฬ่อ ๆ แจ้งดังนั้นก็ตกใจ จึงเกณฑ์ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินเปนมั่นคง เอียวสงเห็นดังนั้นจึงแกล้งเพทุบายว่าแก่เตียวฬ่อว่า อันจะนิ่งอยู่ฉนี้ไม่ควร ด้วยข้าศึกมาตั้งประชิดเมืองอยู่ ข้าพเจ้าจะขอรักษาเมืองไว้ ท่านจงยกกองทัพออกไปทำสงครามด้วยโจโฉ จึงจะสมควรด้วยชาติทหาร ทั้งชื่อเสียงท่านก็จะปรากฎไปภายหน้า

เตียวฬ่อมิได้รู้กลอุบาย ก็จัดแจงทหารยกออกไป แลทหารซึ่งออกไปด้วยเตียวฬ่อนั้น ก็ชวนกันกลับเข้าไปรักษาครอบครัวอยู่ในเมือง เตียวฬ่อเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงขับม้าถอยหนีเข้ามาถึงเชิงกำแพงเมือง โจโฉก็คุมทหารไล่ตามเข้าไป

ฝ่ายเอียวสงอยู่บนเชิงเทิน เห็นเตียวฬ่อหนีกลับมา ก็ให้ทหารปิดประตูเมืองเสีย โจโฉจึงร้องว่ากับเตียวฬ่อว่า ตัวท่านจะถึงแก่ความตายครั้งนี้แล้ว แม้เข้ามานบนอบเราโดยดีเราก็จะไว้ชีวิต เตียวฬ่อได้ฟังดังนั้นก็ลงจากม้าทิ้งอาวุธเข้าไปคำนับโจโฉ ๆ มีใจเอ็นดู จึงพาเตียวฬ่อเข้าไปในเมือง แต่งให้เตียวฬ่อเปนเจ้าเมืองปาต๋ง บันดาทหารของเตียวฬ่อนั้นก็ตั้งตามผู้ใหญ่ผู้น้อย

โจโฉปราบปรามหัวเมือง ซึ่งขึ้นแก่เมืองฮันต๋งราบคาบสิ้น ก็ปูนบำเหน็จทแกล้วทหารเปนอันมาก จึงให้หาเอียวสงมาแล้วว่า ตัวนี้เปนคนโลภหากตัญญูต่อนายมิได้ เห็นแก่ลาภสักการ ควรหรือเอาใจออกหากเตียวฬ่อ แม้เราจะเลี้ยงตัวไว้สืบไป ก็จะเอาใจเผื่อแผ่แก่ข้าศึกศัตรู แล้วก็ให้ทหารเอาตัวเอียวสงไปตะเวนแล้วฆ่าเสีย ตัดเอาสีสะเสียบประจานไว้หวังมิให้ผู้ใดดูเยี่ยง เมื่อโจโฉปราบปรามเมืองฮันต๋งแลหัวเมืองขึ้นนั้น คนทั้งปวงเรียกแว่นแคว้นนี้ว่าตังฉวน แปลภาษาไทยว่า ทางกันดารฝ่ายตวันออก

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ