ตอนที่ ๗๐

ฝ่ายพระเจ้าโจผีซึ่งอยู่ณเมืองฮูโต๋ แต่ยังไม่ได้ราชสมบัติ เกิดบุตรกับนางเอียนซีคนหนึ่งชื่อโจยอย นางเอียนซีคนนี้เดิมเปนภรรยาของบุตรอ้วนเสียวก่อน เมื่อครั้งไปตีเมืองเงียบกุ๋นจึงได้นางมาเปนภรรยา ครั้นพระเจ้าโจผีได้ราชสมบัติจึงยกนางเอียนซีขึ้นเปนมเหษีเอก แล้วเอานางกุยฮุยบุตรีกุยเฮงมาเปนมเหษีซ้าย นางนั้นรูปงามพระเจ้าโจผีก็รักนัก กุยเฮงบิดานางกุยฮุยคิดจะใคร่ให้บุตรีของตัวเปนใหญ่แต่ผู้เดียว จึงเข้าไปปรึกษากับเตียวโถขันที

เตียวโถจึงว่า ท่านอย่าวิตกเลย บัดนี้พระเจ้าโจผีก็ประชวรอยู่ ขอให้ท่านคิดกลอุบายทำรูปพระเจ้าโจผี เขียนปีเดือนวันเวลาใส่ในรูปแล้วไปฝังไว้ใต้ที่อยู่นางเอียนซี ข้าพเจ้าจึงจะไปจับขุดเอารูปนั้นมาถวายพระเจ้าโจผี ๆ ก็จะโกรธฆ่านางเอียนซีเสีย บุตรีท่านก็จะได้เปนใหญ่แต่ผู้เดียว กุยเฮงได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงทำรูปไปฝังไว้ตามคำเตียวโถว่า เตียวโถก็ไปจับเอารูปนั้นมาถวายพระเจ้าโจผี ๆ มิได้แจ้งในกลก็โกรธให้ฆ่านางเอียนซีเสีย ตั้งนายกุยฮุยเปนใหญ่ นางนั้นไม่มีบุตรเห็นโจยอยบุตรนางเอียนซีมีสติปัญญาหลักแหลม ก็เอามาเลี้ยงเปนบุตรจนอายุได้สิบห้าขวบ โจยอยรู้ศิลปศาสตร์ชำนาญเกาทัณฑ์แลอาวุธทั้งปวง

ครั้นพระเจ้าโจผีเสวยราชย์ได้เจ็ดปี (พ.ศ. ๘๖๙) ถึงเดือนสี่ระดูร้อน จึงชวนโจยอยผู้บุตรออกไปประพาสป่าไล่เนื้อหวังจะหาวิชา ทหารทั้งปวงจึงต้อนเนื้อแม่ลูกออกมาจากป่า พระเจ้าโจผีก็เอาเกาทัณฑ์ยิงถูกแม่เนื้อนั้นตาย ลูกเนื้อก็ตกใจวิ่งผ่านหน้าโจยอยมา โจยอยคิดสงสารก็นิ่งอยู่

พระเจ้าโจผีจึงถามว่าเหตุใดเจ้าจึงไม่ยิงเกาทัณฑ์ โจยอยจึงทูลว่า เนื้อสองตัวแม่ลูกพระองค์ยิงแม่นั้นตายแล้ว ข้าพเจ้าเห็นลูกเนื้อเปนกำพร้า คิดสงสารจึงมิได้ทำอันตราย พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นก็คิดสลดพระทัยนักทิ้งเกาทัณฑ์เสีย คิดว่าบุตรเรานี้มีเมตตาแก่สัตว์ ควรจะครองสมบัติได้แล้วก็เสด็จกลับเข้าเมือง พระเจ้าโจผีจึงตั้งโจยอยเปนเพงงวนอ๋อง แปลเปนภาษาไทยว่าราชบุตรต่างกรม

ครั้นถึงเดือนแปดพระเจ้าโจผีประชวรไข้จับ หมอพยาบาลเท่าใดก็ไม่คลาย จึงให้หาโจจิ๋นหนึ่ง ตันกุ๋นหนึ่ง สุมาอี้หนึ่ง ซึ่งเปนขุนนางผู้ใหญ่กับโจยอยเข้ามา พระเจ้าโจผีจึงตรัสว่าบัดนี้ตัวเราป่วยหนักเห็นจะไม่รอดแล้ว เราคิดวิตกด้วยโจยอยยังหนุ่มแก่ความรักอยู่ ถ้าเราหาบุญไม่แล้ว ท่านทั้งสามเคยทำราชการกับเราฉันใด จงช่วยเอาใจใส่ราชการบ้านเมืองทำนุบำรุงบุตรเราเหมือนฉนั้นเถิด

ขุนนางทั้งสามได้ฟังดังนั้นจึงทูลว่า พระองค์อย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าทั้งสามนี้จะตั้งใจทำการสนองคุณพระองค์ไปตราบเท่าสิ้นชีวิต พระเจ้าโจผีจึงตรัสว่า เราคิดประหลาทใจนัก ด้วยประตูเมืองใหญ่เรานี้หาเหตุผลไม่ก็ทำลายหักลงเอง เห็นเราจะสิ้นบุญเสียครั้งนี้เปนมั่นคง

ขณะนั้นพอขันทีเข้ามาทูลว่า โจฮิวซึ่งเปนขุนนางสำหรับกำจัดศัตรูตะวันออกจะเข้ามาเฝ้า พระเจ้าโจผีก็ให้หาเข้ามา แล้วทรงพระกันแสงตรัสแก่โจฮิวว่า ท่านเปนขุนนางผู้ใหญ่ช่วยปราบปรามข้าศึกมาแต่เมืองฮูโต๋ยังไม่ตั้งมั่นได้ จนใหญ่หลวงเปนสุขขึ้นถึงเพียงนี้ บัดนี้เรายังไม่แก่ชรานัก อายุได้สี่สิบปีพึ่งครองราชสมบัติได้เจ็ดปี โรคภัยก็เบียดเบียฬนักเห็นจะสิ้นอายุเสียมั่นคงแล้ว ท่านอยู่ภายหลังจงช่วยทำนุบำรุงบุตรเราโดยสุจริตให้เราสิ้นวิตกด้วยเถิด พอขาดคำพระเจ้าโจผีก็สวรรคต

โจจิ๋นหนึ่ง ตันกุ๋นหนึ่ง สุมาอี้หนึ่ง โจฮิวหนึ่ง แลขุนนางทั้งปวงก็เชิญโจยอยขึ้นเสวยราชสมบัติ ชื่อพระเจ้าไต้งุยฮ่องเต้ (พ.ศ. ๗๗๐) ครั้นพระเจ้าโจยอยได้เสวยราชสมบัติ ก็สั่งให้ปล่อยคนโทษซึ่งต้องจำจองอยู่ในนั้นให้พ้นโทษ แล้วจัดแจงแต่งการศพพระเจ้าโจผีตามสมควร แล้วตั้งขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยเปนอันมาก พระเจ้าโจยอยจึงตรัสกับสุมาอี้ว่า เมืองเสเหลียงนี้ใกล้เมืองเสฉวนเปนเมืองหน้าศึก ต่อผู้มีสติปัญญากล้าหาญจึงจะรักษาได้ สุมาอี้ได้ฟังดังนั้นจึงแต่งเรื่องราวขึ้นกราบทูลจะขอรับอาสาไปรักษาเมืองเสเหลียง สุมาอี้ก็ถวายบังคมลาไป

ฝ่ายทหารสืบข่าวรู้ว่าโจผีตายแล้ว โจยอยได้ราชสมบัติ ตั้งให้สุมาอี้มาอยู่รักษาเมืองเสเหลียง ก็รีบเอาเนื้อความมาบอกขงเบ้ง ขงเบ้งแจ้งดังนั้นก็ตกใจจึงว่า สุมาอี้เปนคนมีสติปัญญาหลักแหลมนัก มาตั้งอยู่เมืองเสเหลียง แม้ซ่องสุมทหารได้มากแล้ว เห็นจะยกมาทำอันตรายเมืองเราเปนมั่นคง จำเราจะยกทหารไปตีเมืองฮูโต๋ตัดศึกเสียก่อนจะควร สุมาอี้สิ้นกำลังลงมิได้มีที่อาศรัยก็จะหันมาพึ่งเรา

ม้าเจ๊กจึงว่าแก่ขงเบ้งว่า มหาอุปราชยกกองทัพไปรบกับเบ้งเฮ็กพึ่งกลับมา ทหารทั้งปวงยังอิดโรยอยู่ ซึ่งจะยกไปตีเมืองฮูโต๋เปนทางไกลนั้น เห็นทหารทั้งปวงจะได้รับความลำบากนัก ขอให้งดอยู่ก่อนเถิด ข้าพเจ้าจะคิดกลอุบายให้โจยอยฆ่าสุมาอี้เสียจงได้ ขงเบ้งว่าจึงถามว่าท่านจะทำกลอุบายประการใด

ม้าเจ๊กจึงว่า ซึ่งโจยอยให้สุมาอี้มาอยู่รักษาเมืองเสเหลียงนั้น โจยอยก็แคลงอยู่หาไว้ใจสุมาอี้ไม่ ข้าพเจ้าคิดกลอุบายจะเขียนหนังสือให้ทหารลอบไปปิดไว้ณประตูเมืองลกเอี๋ยงแลหัวเมืองทั้งปวง ว่าสุมาอี้คิดขบถ โจยอยรู้ก็จะฆ่าสุมาอี้เสีย

ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงเขียนหนังสือเปนใจความว่า ตัวเราผู้ชื่อสุมาอี้ซึ่งเปนขุนนางผู้ใหญ่ บอกมาให้ท่านทั้งปวงแจ้ง เดิมพระเจ้าวุยอ๋องคิดจะมอบสมบัติให้โจสิด มีผู้ยุยงว่ากล่าวพระเจ้าโจผีจึงได้สมบัติ บัดนี้พระเจ้าโจผีมอบสมบัติให้โจยอยผู้บุตร โจยอยหนุ่มแก่ความ จะทำการสิ่งใดก็ไม่ปรานีราษฎร เห็นจะรักษาสมบัติไม่ได้ เราเปนผู้ใหญ่จะนิ่งอยู่ให้แผ่นดินจลาจลก็ไม่ควร เราจึงซ่องสุมทหารไว้เปนอันมากจะคิดอ่านกำจัดโจยอยเสีย จะยกโจสิดขึ้นครองสมบัติตามดำริห์พระเจ้าวุยอ๋อง แม้ท่านทั้งปวงยอมสมัคทำการด้วยเรา ก็ให้เร่งชักชวนพร้อมกันคอยถ้าเราอยู่ ถ้าผู้ใดเห็นหนังสือนี้แล้วไม่ทำตามเรา เมื่อสำเร็จราชการแล้วเราจะตัดสีสะเสียให้สิ้นทั้งโคตร ขงเบ้งก็ให้ทหารลอบเอาหนังสือนั้นไปปิดไว้ณประตูเมืองลกเอี๋ยงแลหัวเมืองทั้งปวง

ครั้นเวลาเช้านายประตูเห็นดังนั้น ก็เอาหนังสือส่งเข้าไปถวายพระเจ้าโจยอย ๆ แจ้งในหนังสือก็ตกใจ จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า บัดนี้สุมาอี้เปนขบถ ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด ฮัวหิมจึงทูลว่า เมื่อพระเจ้าวุยอ๋องยังมีพระชนม์อยู่ก็มิได้วางพระทัยสุมาอี้ ตรัสอยู่เนือง ๆ ว่า สุมาอี้คนนี้ถ้าชุบเลี้ยงให้คุมทหารเปนใหญ่ขึ้นเมื่อใด จะเปนขบถคิดร้ายต่อแผ่นดิน ซึ่งสุมาอี้คิดอุบายทำเรื่องราวเข้ากราบทูลพระองค์ ขอไปอยู่รักษาเมืองเสเหลียงนั้น หวังจะซ่องสุมทหารขึ้นเปนกำลังได้แล้ว ก็จะคิดขบถเปนมั่นคง

อองลองได้ฟังดังนั้นจึงทูลว่า สุมาอี้เปนคนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด แล้วก็ชำนาญในการสงครามเคยได้รบพุ่งเปนอันมาก แม้สุมาอี้ตั้งตัวได้แล้วเห็นเราจะทำการขัดสน ขอพระองค์เร่งคิดอ่านยกทหารไปกำจัดเสียแต่กำลังยังอ่อนอยู่ฉนี้จึงจะชอบ

พระเจ้าโจยอยได้ฟังก็เห็นชอบด้วย จึงสั่งให้จัดแจงทหารให้ยกกองทัพไป โจจิ๋นจึงทูลว่า เมื่อพระเจ้าโจผีจะสิ้นพระชนม์นั้น ก็ได้ฝากราชการแผ่นดินแก่สุมาอี้ เห็นสุมาอี้จะไม่อาจคิดขบถต่อพระองค์ ซึ่งเขียนหนังสือปิดไว้ฉนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าจะเปนกลของขงเบ้งแลซุนกวนแกล้งทำมา หวังจะให้เราเจ้าข้าคิดแคลงกัน ซึ่งพระองค์จะยกไปนั้นให้ดำริห์ดูจงควรก่อน

พระเจ้าโจยอยจึงตรัสว่า ซึ่งท่านจะห้ามเรามิให้ยกไปจับสุมาอี้นั้น แม้สุมาอี้มีกำลังมากขึ้นเปนขบถจริง ท่านจะคิดอ่านประการใด โจจิ๋นจึงทูลว่า พระองค์ตรัสนี้ก็ควรอยู่ แต่จะยกกองทัพไปบัดนี้ แม้สุมาอี้รู้ตัวเห็นเราจะทำการยาก ขอพระองค์คิดกลอุบายว่าจะไปจัดแจงเมืองเสเหลียงให้สุมาอี้ ๆ สำคัญว่าจริงก็จะออกมาเฝ้าถึงนอกเมือง จะจับเอาตัวก็จะได้โดยง่าย

พระเจ้าโจยอยก็เห็นด้วย จึงสั่งให้โจจิ๋นจัดแจงทหารสิบหมื่น ตั้งกระบวรแห่เสด็จออกจากเมืองฮูโต๋ ว่าจะไปจัดแจงเมืองเสเหลียงให้สุมาอี้ ฝ่ายสุมาอี้แจ้งว่าพระเจ้าโจยอยเสด็จมาถึงแดนเมืองเสเหลียงก็มีความยินดี พาทหารห้าหมื่นออกมารับเสด็จ ขุนนางทั้งปวงจึงกราบทูลพระเจ้าโจยอยว่า เห็นสุมาอี้เปนขบถแน่แล้วจึงยกทหารออกมาเปนอันมากฉนี้ พระเจ้าโจยอยได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งแคลงพระทัย จึงให้โจหิวคุมทหารเปนกองหน้ายกไปก่อน

ฝ่ายสุมาอี้เห็นโจหิวยกมา สำคัญว่าพระเจ้าโจยอยก็ตรงเข้าไปหวังจะรับเสด็จ โจหิวจึงร้องว่าแก่สุมาอี้ว่า ท่านเปนขุนนางสัตย์ซื่อมาแต่ก่อน พระเจ้าโจผีก็ได้ฝากราชการแผ่นดินแก่ท่าน เหตุไฉนท่านจึงคิดขบถต่อพระเจ้าโจยอย สุมาอี้ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจจึงว่า ข้าพเจ้าตั้งใจทำราชการสนองพระคุณเจ้าโดยสุจริตเหตุใดท่านจึงว่าฉนี้ โจหิวก็เล่าเนื้อความซึ่งราษฎรเอาหนังสือเข้ากราบทูลพระเจ้าโจยอยนั้นให้ฟังทุกประการ

สุมาอี้จึงว่า ถ้ากระนั้นข้าพเจ้าจะไปเฝ้าพระเจ้าโจยอยให้เห็นความจริงจงได้ สุมาอี้ก็ให้ทหารซึ่งมาด้วยอยู่แต่ไกล แล้วลงจากม้าเดิรเข้าไปถึงหน้ารถพระเจ้าโจยอย สุมาอี้ถวายบังคมแล้วร้องไห้ทูลว่า เมื่อพระเจ้าโจผียังมีพระชนม์อยู่ ก็เห็นว่าข้าพเจ้าเปนคนสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน จึงฝากราชการทั้งปวง ข้าพเจ้าก็ตั้งใจทำราชการทำนุบำรุงพระองค์มิได้คิดประทุษฐร้ายสิ่งใด ซึ่งเปนเหตุทั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าเปนกลอุบายของขงเบ้งกับซุนกวน ข้าพเจ้าจะขออาสาไปตีเอาเมืองเสฉวนแลเมืองกังตั๋งถวายให้เห็นความสัตย์จงได้

ฮัวหิมได้ฟังดังนั้นจึงทูลว่า ซึ่งสุมาอี้ทูลอาสาฉนี้หวังจะตั้งตัวให้มีกำลังมากขึ้น ขอพระองค์อย่าไว้พระทัย ให้คืนเอาเครื่องสำหรับยศแลตราตั้งถอดสุมาอี้เสียจากที่ขุนนาง พระเจ้าโจยอยก็เห็นด้วย จึงถอดสุมาอี้เสียเปนไพร่ให้ไปทำมาหากินอยู่ณบ้านเก่า แล้วตั้งให้โจหิวคุมทหารอยู่รักษาเมืองเสเหลียง พระเจ้าโจยอยก็ยกทหารกลับไปเมืองฮูโต๋

ฝ่ายขงเบ้งครั้นแจ้งดังนั้นก็มีความยินดีนัก จึงว่าบัดนี้โจยอยแพ้กลเราแล้ว เราจะไปตีเอาเมืองลกเอี๋ยงให้จงได้ ครั้นเวลาเช้าขุนนางเฝ้าพร้อมกัน ขงเบ้งจึงทำเรื่องราวกราบทูลพระเจ้าเล่าเสี้ยนเปนใจความว่า ข้าพเจ้าขงเบ้งขอทูลให้ทราบ ด้วยพระเจ้าเล่าปี่ทำการปราบแผ่นดินยังไม่ราบคาบยังเปนสามก๊กอยู่ก็สวรรคตเสียแล้ว อันเมืองเสฉวนนี้ก็เปนเมืองน้อย จะตั้งมั่นเปนเมืองหลวงนั้นไม่ได้ ขอพระองค์เร่งดำริห์อย่านอนพระทัย บัดนี้ขุนนางทั้งปวงซึ่งมีสติปัญญา แลทหารซึ่งมีฝีมือก็ตั้งใจสนองพระคุณโดยสุจริตอยู่สิ้น กุยฮิวจี๋หนึ่ง บิฮุยหนึ่ง ตันอุ๋นหนึ่ง สามคนนี้เปนขุนนางผู้ใหญ่ เอียทงหนึ่ง ตันจิ๋นหนึ่ง เจียวอ้วนหนึ่ง สามคนนี้เปนนายทหารเอก มีฝีมือเข้มแขงรู้การสงครามเคยทำศึกได้ชัยชนะมาเปนอันมาก คนเหล่านี้พระเจ้าเล่าปี่ก็ไว้พระทัยนับถือมาแต่ก่อน ควรที่พระองค์จะปรึกษาหารือกิจราชการด้วย ตัวข้าพเจ้านี้ก็เปนคนเข็ญใจอยู่ณเมืองลำเอี๋ยงก่อน พระเจ้าเล่าปี่มีความอุตส่าห์เสด็จออกไปหาถึงสามครั้ง รับข้าพเจ้ามาช่วยทำราชการ ถึงจะผิดชอบประการใดพระเจ้าเล่าปี่ก็เมตตามิได้เอาโทษ บัดนี้ข้าพเจ้าคิดถึงคุณพระเจ้าเล่าปี่ซึ่งสั่งไว้ ว่าให้ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินให้เปนสุข ข้าพเจ้าจะขออาสาไปตีเมืองลกเอี๋ยง เชิญพระองค์ขึ้นครองราชสมบัติให้เปนใหญ่แต่ผู้เดียว พระองค์อยู่ภายหลังจะมีราชการสิ่งใดก็ให้ปรึกษากับขุนนางทั้งปวงซึ่งมีสติปัญญา ตามเยี่ยงอย่างพระเจ้าเล่าปี่นั้นเถิด

พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ฟังดังนั้นจึงตรัสแก่ขงเบ้งว่า ท่านไปทำศึกกับเบ้งเฮ็กพึ่งกลับมายังไม่ทันหายเหนื่อย ให้ท่านหยุดพักบำรุงทแกล้วทหารให้บริบูรณ์ก่อนเถิด ขงเบ้งจึงทูลว่า อันเมืองลกเอี๋ยงนี้ข้าพเจ้าจะยกไปตีนานอยู่แล้ว แต่เบ้งเฮ็กเปนศัตรูกระหนาบหลังจึงมิได้ยกไป บัดนี้เบ้งเฮ็กก็อ่อนน้อมอยู่ในอำนาจเราแล้ว จำเราจะยกไปตีเอาเมืองฮูโต๋ให้ได้จึงจะควร

เจาจิ๋วขุนนางผู้ใหญ่ได้ฟังดังนั้นจึงว่าแก่ขงเบ้งว่า เพลาคืนนี้ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูฤกษ์บน เห็นดาวประจำเมืองฝ่ายเหนือมีรัศมีบริบูรณ์อยู่ มหาอุปราชก็มีสติปัญญาหลักแหลมรู้การทั้งปวง ซึ่งจะยกไปตีเมืองฮูโต๋นั้นเกลือกจะป่วยการเสียเปล่า

ขงเบ้งจึงว่า อันจะถือเอาฤกษ์บนเปนประมาณนั้นไม่ได้ พิเคราะห์เอาการในเมืองลกเอี๋ยงนั้นเปนประมาณ ถึงมาทว่าดาวประจำเมืองจะเปนอันตรายก็ดี ถ้าไม่มีข้าศึกทำอันตรายแล้วเมืองนั้นก็บริบูรณ์อยู่ บัดนี้เราจะยกกองทัพไปตั้งอยู่ณเมืองฮันต๋งฟังข่าวราชการเมืองลกเอี๋ยง เห็นได้ทีแล้วเราจะยกเข้าตีเอาให้จงได้

เจาจิ๋วก็ห้ามปรามเปนหลายครั้ง ขงเบ้งก็มิได้ฟัง จึงสั่งให้ กุยฮิวจี๋ บิฮุย ตันอุ๋น เฮียงทง ตันจีน เจียวอ้วน เตียวฮี เตาเขง โตบี เอียวฮอง เบงก๋อง ไลบิน อินเบด ลิจวน ฮุยสี เจาจิ๋ว กับขุนนางผู้ใหญ่ร้อยเศษ คุมทหารอยู่รักษาเมืองเสฉวน แล้วขงเบ้งก็ถวายบังคมลามาที่อยู่ จึงจัดแจงนายทหารสามสิบคน อุยเอี๋ยน เตียวเอ๊ก อองเป๋ง ลิอิ๋น ลิหงี ม้าต้าย เลียวฮัว ม้าตง เตียวหงี เล่าตำ เปงจี๋ ม้าเจ๊ก อ้วนหลิม งออี้ โกเสียง งอปัน เอียวหงี เล่าเป๋า เคาอิ้น เตงหำ เล่าปิ้น กัวหยง ออจี้ เงี้ยมอ้าน เหียนสิบ ตอหงี ตอกี๋ เซงฮู ฮวนกี๋ อวนเกี๋ยน ตังควด กวนหิน เตียวเปา จะยกไปตีเมืองฮูโต๋ แล้วให้ลิเหยียมอยู่รักษาค่ายปากด่านเมืองกังตั๋ง ขณะเมื่อขงเบ้งจัดแจงจะยกไปนั้นเปนเทศกาลเดือนห้า พระเจ้าเล่าเสี้ยนเสวยราชย์ได้ห้าปี (พ.ศ. ๗๗๐)

ฝ่ายจูล่งครั้นรู้ว่าขงเบ้งจะยกไปตีเมืองฮูโต๋ จึงมาหาขงเบ้งแล้วว่า ตัวข้าพเจ้านี้แก่ก็แต่อายุแลความคิด อันกำลังฝีมือจะรบพุ่งยังกล้าหาญอยู่

ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงว่า เราไปปราบเบ้งเฮ็กครั้งนี้ ม้าเฉียวตายเราคิดเสียดายนักเหมือนแขนหักข้างหนึ่ง ตัวท่านก็สูงอายุอยู่แล้วเกลือกจะไปพลาดพลั้งในขณะรบจะเสียเกียรติยศในเมืองเสฉวนไป

จูล่งจึงว่า ข้าพเจ้าทำศึกแต่หนุ่มจนอายุเพียงนี้ ก็ยังไม่เพลี่ยงพลํ้าเสียทีให้ข้าศึกดูหมิ่นได้ เกิดมาเปนชาติทหารแล้วถึงจะตายก็ไม่เสียดายแก่ชีวิต จะให้ปรากฎชื่อไปภายหน้า ขอคุมทหารเปนทัพหน้าไปด้วยท่าน ขงเบ้งก็ห้ามถึงสามครั้ง จูล่งก็มิฟังจะขอไปด้วยให้จงได้ ขงเบ้งจึงว่า ท่านจะไปด้วยก็ตามเถิด เราจะให้เตงจี๋ไปด้วยจะได้ปรึกษาหารือกัน แล้วขงเบ้งก็มอบทหารเอกสิบคน ทหารเลวห้าพัน ให้จูล่ง ๆ ก็มีความยินดีลาขงเบ้งคุมทหารเปนกองหน้ายกล่วงไปก่อน

ขงเบ้งก็เข้ามาทูลลาพระเจ้าเล่าเสี้ยน ยกทหารออกจากเมือง ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งปวงก็ตามออกไปส่งถึงนอกเมืองทางไกลถึงห้าสิบเส้น ขงเบ้งก็ให้ทหารยกธงทิวตั้งแห่เปนกระบวรทัพไปถึงเมืองฮันต๋ง นายด่านเมืองฮูโต๋แจ้งดังนั้น ก็รีบเอาเนื้อความขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าโจยอย ว่าขงเบ้งยกทหารประมาณสามสิบหมื่นมาตั้งอยู่เมืองฮันต๋ง บัดนี้ให้จูล่งกับเตงจี๋คุมทหารเปนกองหน้ายกล่วงแดนเข้ามาแล้ว

พระเจ้าโจยอยได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ท่านจะเห็นผู้ใดที่จะออกทำการสู้รบกับทหารเมืองเสฉวนได้ แฮหัวหลิมบุตรแฮหันตุ้นได้ฟังดังนั้นคิดแค้นซึ่งฮองตงลวงฆ่าแฮหัวเอี๋ยนผู้อาว์เสีย จึงกัดฟันแล้วทูลว่า อาว์ข้าพเจ้าตายยังมิได้แก้แค้นอ้ายพวกเสฉวน ข้าพเจ้าจะขออาสาคุมทหารเมืองเสเหลียงซึ่งมีฝีมือ ยกออกไปรบกับทหารเมืองเสฉวนเอาชัยชนะให้ได้

แฮหัวหลิมคนนี้สติปัญญาน้อย แต่โจโฉโจยอยนับถือว่าเปนเชื้อสายซื่อสัตย์อยู่ ครั้นแฮหัวหลิมรับอาสาก็มีความยินดี จึงเกณฑ์ทหารเมืองเสเหลียงซึ่งมีฝีมือยี่สิบหมื่นให้ออกไปทำศึกกับขงเบ้ง อองลองจึงทูลว่า ซึ่งจะให้แฮหัวหลิมเปนแม่ทัพไปนั้นข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย แฮหัวหลิมเปนคนโมโหมาก แล้วยังไม่เคยทำการศึก ขงเบ้งก็มีสติปัญญาหลักแหลม จะทำการสิ่งใดประกอบด้วยกลอุบายต่าง ๆ เห็นแฮหัวหลิมจะสู้ขงเบ้งมิได้

แฮหัวหลิมได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ตวาดเอาอองลองว่า เหตุใดท่านจึงมาเจรจาดูหมิ่นเราฉนี้ ซึ่งท่านนับถือว่าขงเบ้งมีสติปัญญาก็จริงอยู่ อันฝีมือจะรบพุ่งหารู้ถึงเราไม่ เราจะออกไปสู้กับขงเบ้งเอาชัยชนะให้จงได้ แม้ไม่สมคำเราว่าเราไม่กลับมาเฝ้าพระเจ้าโจยอยให้เห็นหน้าสืบไปเลย แฮหัวหลิมก็ลาพระเจ้าโจยอยยกทหารยี่สิบหมื่นไปตั้งอยู่เมืองเตียงอั๋น

ฝ่ายขงเบ้งยกออกจากเมืองฮันต๋ง มาถึงเมืองไกเอี๋ยงที่ฝังศพม้าเฉียว ขงเบ้งม้าต้ายก็แต่งเครื่องเส้นเข้าไปคำนับศพตามธรรมเนียม พอทหารเข้ามาบอกว่า บัดนี้โจยอยให้แฮหัวหลิมคุมทหารมาตั้งคอยรับกองทัพท่านอยู่ณเมืองเตียงอั๋น อุยเอี๋ยนได้ฟังดังนั้นจึงว่าแก่ขงเบ้งว่า แฮหัวหลิมมีฝีมือกล้าหาญก็จริง แต่อ่อนความคิดหาเคยทำการใหญ่ไม่ ข้าพเจ้าจะคิดกลอุบายขอทหารห้าพัน ยกโอบไปตั้งอยู่ณตำบลคอนจูงฝ่ายทิศตวันออก สกัดทางเมืองเตียงอั๋นจะไปเมืองลกเอี๋ยง แฮหัวหลิมรู้ก็จะยกทหารออกรบกับข้าพเจ้า ท่านจึงยกทหารกระหนาบหลังเข้าตีเอาเมืองเตียงอั๋น แฮหัวหลิมเหลือกำลังก็จะทิ้งเมืองเสียหนีไปเมืองลกเอี๋ยง เราจึงยกติดตามเข้าไปตีเอาเมืองลกเอี๋ยงก็จะได้โดยง่าย

ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงหัวเราะแล้วว่า ความคิดท่านนี้จะหมายเอาชัยฝ่ายเดียวนั้นไม่ได้ ท่านอย่าเพ่อดูหมิ่นทหารเมืองลกเอี๋ยงก่อน ซึ่งท่านจะยกทหารห้าพันเข้าไปตั้งอยู่หว่างกลางนั้น เกลือกทหารเมืองลกเอี๋ยงรู้ยกมาตีกระหนาบล้อมท่านเข้าไว้จะมิเสียทีเสียหรือ เราจะทำการใหญ่เอาฤกษ์อยู่ ซึ่งให้เสียทีแก่ข้าศึกนั้นไม่ชอบ

อุยเอี๋ยนจึงว่า แม้มหาอุปราชไม่ฟังข้าพเจ้าจะยกทหารตีประจันหน้าเข้าไป แฮหัวหลิมก็จะออกรบต้านทานเปนสามารถ ถึงเราจะได้เมืองลกเอี๋ยงก็เห็นจะช้า ทแกล้วทหารทั้งปวงก็จะได้ความลำบากนัก ขงเบ้งจึงว่า ข้อนั้นท่านอย่าวิตกเลย เราจะยกทหารประชันหน้าเข้าไปเอาชัยชนะให้จงได้ อุยเอี๋ยนก็ขัดใจนิ่งอยู่ ขงเบ้งจึงยกทหารไปบอกจูล่งให้เร่งยกเข้าตีเมืองเตียงอั๋น

ฝ่ายแฮหัวหลิมตั้งอยู่ในเมืองรู้ว่าจูล่งยกใกล้เข้ามาถึงเขาฮองเบงสัน ก็จัดทหารออกรบกับจูล่ง ฮันเต๊กนายทหารเมืองเสเหลียง กับบุตรสี่คนชื่อฮันเอ๋งฮันเอี๋ยวฮันเขงฮันกี๋จึงว่าแก่แฮหัวหลิมว่า ข้าพเจ้ากับบุตรสี่คนจะขออาสาคุมทหารแปดหมื่นเปนทัพหน้าออกรบกับจูล่ง แฮหัวหลิมได้ฟังดังนั้น เห็นว่าฮันเต๊กมีกำลังกล้าหาญก็มีความยินดีให้บำเหน็จรางวัลเปนอันมาก แล้วเกณฑ์ทหารแปดหมื่นให้ฮันเต๊ก ๆ ก็แต่งตัวขี่ม้าถือขวานใหญ่ด้ำยาว พาบุตรยกทหารออกจากเมืองมาถึงเขาฮองเบงสัน พอทัพจูล่งยกมา ฮันเต๊กกับบุตรสี่คนก็ควบม้ารำขวานออกหน้าทหาร แล้วร้องด่าจูล่งว่า อ้ายพวกโจรขบถต่อแผ่นดิน เหตุไฉนมึงไม่รักชีวิต บังอาจล่วงเข้ามาในแดนกู

จูล่งได้ฟังดังนั้นก็โกรธควบม้ารำทวนเข้ารบกับฮันเต๊ก ฮันเอ๋งเห็นดังนั้นก็ควบม้าเข้ารบกับจูล่งแทนบิดาได้สามเพลง จูล่งก็เอาทวนแทงถูกฮันเอ๋งตกม้าตาย ฮันเอี๋ยวเห็นพี่ตายก็โกรธ ควบม้ารำดาบเข้ารบกับจูล่งเปนสามารถ

ฮันเขงเห็นพี่ชายกำลังน้อยกลัวจะเสียทีแก่จูล่ง ก็ชวนฮันกี๋ควบม้ารำดาบเข้าช่วยรบล้อมจูล่งเข้าไว้เปนสามด้าน จูล่งก็เอาทวนแทงถูกฮันกี๋พลัดตกม้า ทหารวิ่งเข้าช่วยประคองเข้าไปในเมืองได้ จูล่งก็ควบม้าไล่ตาม ฮันเขงเอาเกาทัณฑ์ยิงจูล่งถึงสามลูก จูล่งเอาทวนปัดเสียได้ ฮันเขงโกรธก็ควบม้าเข้าไล่ฟันจูล่ง ๆ เอาเกาทัณฑ์ยิงถูกหน้าผากฮันเขงตกม้าตาย

ฮันเอี๋ยวเห็นดังนั้นก็โกรธ ควบม้าตรงเข้าไปเงื้อดาบขึ้นจะฟันจูล่ง ๆ ชิงดาบรวบจับตัวฮันเอี๋ยวได้ส่งให้ทหาร แล้วจูล่งก็ควบม้าเข้าในกองทัพฮันเต๊ก ๆ เห็นดังนั้นก็ตกใจควบม้าหนีเข้าในหมู่ทหารแล้วว่า จูล่งคนนี้เขาลือว่ามีฝีมือเข้มแขงนักก็สมทุกประการ แล้วฮันเต๊กก็ควบม้าพาทหารกลับเข้าเมือง

จูล่งเห็นดังนั้นก็ไล่ไปแต่ผู้เดียว เตงจี๋เห็นได้ทีก็ขับทหารตามจูล่งเข้าไปไล่ฟันทหารฮันเต๊กล้มตายเปนอันมาก ฮันเต๊กเห็นจูล่งไล่มาจะใกล้ทันก็ตกใจ ถอดเกราะทิ้งเสียโดดลงจากม้าวิ่งหนีเข้าเมือง จูล่งเตงจี๋ก็พาทหารกลับมาค่ายเขาฮองเบงสัน เตงจี๋จึงว่าแก่จูล่งว่า ไม่เสียทีท่านเปนชาติทหาร อายุถึงเจ็ดสิบแล้วยังมีฝีมือเข้มแขงหาผู้เสมอมิได้

จูล่งจึงว่า มหาอุปราชดูหมิ่นว่าเราแก่กลัวจะได้ความอัปยศแก่ข้าศึก ตัวเราถึงมาทว่าแก่ฉะนี้แล้ว แม้จะให้สู้กับทหารหนุ่มที่มีวิชาแลฝีมือเราก็ไม่กลัว แล้วจูล่งก็เขียนหนังสือฉบับหนึ่ง ให้ทหารมัดเอาตัวฮันเอี๋ยวไปให้ขงเบ้ง

ฝ่ายฮันเต๊กเข้าไปถึงแฮหัวหลิมก็ร้องไห้ เล่าเนื้อความให้ฟังทุกประการ แฮหัวหลิมได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จัดแจงทหารออกจากเมืองถึงเขาฮองเบงสันก็ให้หยุดกองทัพอยู่ จูล่งเห็นดังนั้นก็ขับม้าถือทวนพาทหารพันหนึ่งยกออกจากค่าย

แฮหัวหลิมแต่งตัวใส่หมวกทองถือดาบยาว ออกยืนม้าอยู่หน้าทหาร ครั้นจูล่งยกมาถึง แฮหัวหลิมก็ชักม้าจะออกรบ ฮันเต๊กจึงว่า จูล่งฆ่าบุตรข้าพเจ้าเสีย ข้าพเจ้าจะแก้แค้นก่อน ฮันเต๊กก็ควบม้าออกรบกับจูล่งได้สามเพลง จูล่งเอาทวนแทงถูกฮันเต๊กตกม้าตาย แฮหัวหลิมก็ถอยทหารไปตั้งค่ายอยู่ไกลแปดสิบเส้น จูล่งกับเตงจี๋ก็พาทหารไล่ตามไปฆ่าฟันทหารแฮหัวหลิมล้มตายเปนอันมาก

แฮหัวหลิมครั้นตั้งค่ายมั่นได้แล้ว จึงปรึกษาทหารทั้งปวงว่า จูล่งคนนี้เราได้ยินลือชื่ออยู่ก็นานแล้วแต่ยังไม่รู้จักหน้า บัดนี้เห็นฝีมือเข้มแข็งนักไม่มีผู้ใดจะอาสาต่อสู้ เราจะคิดประการใดจึงจะเอาชัยชนะได้ เทียบูบุตรเทียหยกจึงว่า จูล่งก็ดีแต่ฝีมือหามีความคิดไม่ เวลาพรุ่งนี้ขอให้ท่านเกณฑ์ทหารออกไปซุ่มไว้สองข้างทาง จึงยกทหารออกไปรบกับจูล่งแล้วทำเปนหนีล่อให้ไล่ เราจึงให้ทหารล้อมเข้าจับตัวจูล่งให้ได้

แฮหัวหลิมเห็นด้วยจึงให้ตังฮีกับชีเจ๊ก คุมทหารคนละสามหมื่นยกไปซุ่มอยู่สองข้างทาง ครั้นเวลาเช้าแฮหัวหลิมก็ให้ทหารตีม้าฬ่อโห่ร้องยกไปค่ายจูล่ง ๆ กับเตงจี๋เห็นดังนั้นก็ขึ้นม้ายกทหารออกจากค่าย เตงจี๋เห็นทหารแฮหัวหลิมทำองค์อาจก็คิดสงสัยจึงว่าแก่จูล่งว่า เวลาวานนี้ทหารแฮหัวหลิมเสียทีแก่เราก็ล้มตายเปนอันมาก ยังไม่เกรงฝีมือยกมารบกับเราอีกเล่า เกลือกแฮหัวหลิมจะทำกลอุบายลวงเรา ให้ท่านดำริห์ดูจงควรก่อน

จูล่งจึงว่า แฮหัวหลิมเปนเด็กหนุ่มปากยังไม่หายกลิ่นน้ำนม อันจะคิดเปนกลอุบายเหมือนท่านคิดนั้นไม่เห็นด้วย เวลาวันนี้เราจะเอาชัยชนะจับตัวแฮหัวหลิมให้จงได้ แล้วจูล่งก็ควบม้าเข้ารบแฮหัวหลิม ล่อซุยเห็นดังนั้นก็ควบม้าเข้ารบกับจูล่งได้สามเพลง ล่อซุยทำเปนแพ้ชักม้าหนี จูล่งกับเตงจี๋ก็ควบม้าไล่ตามไป นายทหารเอกแฮหัวหลิมแปดคนเห็นดังนั้น ก็ปล่อยให้แฮหัวหลิมหนีไปก่อน แล้วก็รุมกันเข้าล้อมรบจูล่งกับเตงจี๋ นายทหารแปดคนนั้นชักม้าหนี จูล่งกับเตงจี๋ก็ควบม้าไล่เกินเข้าไป พอได้ยินเสียงทหารตีม้าฬ่อขึ้นทั้งสี่ทิศ เตงจี๋ก็ตกใจกลับหน้าม้าจะหนี

ชีเจ๊กเห็นดังนั้นก็คุมทหารฟันสกัดออกมาทางข้างขวา ตั้งฮีสกัดออกมาทางข้างซ้าย ล้อมจูล่งกับเตงจี๋เข้าไว้เปนสามารถ แล้วกันเอาจูล่งเข้าไปข้างเชิงเขาฝ่ายทิศเหนือ จูล่งเห็นทหารฝ่ายทิศเหนือนั้นเบาบางก็ฟันฝ่าออกไป ทหารก็ล้อมกันขึ้นไปกลางเขา แฮหัวหลิมคุมทหารอยู่บนยอดเขา ก็เอาก้อนศิลาแลท่อนไม้ทิ้งลงมาเปนอันมาก จูล่งไล่ฟันทหารแฮหัวหลิมแต่เช้าจนคํ่าก็ไม่ออกจากที่ล้อมได้ จูล่งเหนื่อยสิ้นกำลังก็ลงจากม้า เข้านั่งหยุดพักแอบเงื้อมศิลาอยู่

ครั้นเห็นเดือนขึ้น ทหารซึ่งล้อมอยู่นั้นก็จุดเพลิงสว่างขึ้นสี่ด้าน เอาเกาทัณฑ์ระดมยิงเข้าไปดังห่าฝนแล้วร้องว่า ให้จูล่งเร่งออกมาหาเรา ๆ จะไว้ชีวิต จูล่งได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จับทวนขึ้นม้าออกไล่รบทหารซึ่งล้อมอยู่นั้นทั้งสี่ทิศ ทหารทั้งปวงก็ล้อมกระชั้นเข้าไป จูล่งสิ้นความคิดแหงนขึ้นดูอากาศแล้วถอนใจใหญ่ว่า เราทำศึกมาแต่หนุ่มจนแก่ถึงเพียงนี้ก็ไม่เคยเสียทีแก่ผู้ใด ครั้งนี้เห็นเราจะเปนอันตรายเสียมั่นคง

ขณะนั้นพอขงเบ้งให้เตียวเปาคุมทหารห้าพันยกตามจูล่งมา เตียวเปาเห็นทหารแฮหัวหลิมล้อมจูล่งเข้าไว้ แล้วชีเจ๊กออกสกัดทางอยู่ เตียวเปาขี่ม้าถือทวนยาวสามวาสองศอกของบิดา เข้ารบแทงชีเจ๊กตกม้าตาย แล้วตัดเอาสีสะผูกฅอม้าฟันฝ่าเข้าไปหาจูล่งในที่ล้อมได้ จูล่งเห็นดังนั้นก็มีความยินดี เตียวเปาจึงบอกจูล่งว่า มหาอุปราชเห็นว่าท่านชรากลัวจะเสียทีแก่ข้าศึก จึงให้ข้าพเจ้าคุมทหารห้าพันยกตามท่านมา จูล่งกับเตียวเปาก็คุมทหารพันหนึ่งลงมาจากที่ล้อมทางด้านตวันตก พอเห็นกวนหินควบม้ามือหนึ่งหิ้วสีสะคนฟันฝ่าเข้ามาถึง กวนหินจึงบอกจูล่งว่า มหาอุปราชให้ข้าพเจ้าคุมทหารห้าพันยกมาตามท่าน พบตั้งฮีทหารแฮหัวหลิมสกัดทางอยู่ ข้าพเจ้าจึงตัดเอาสีสะมาบัดนี้ มหาอุปราชก็ยกตามมา

จูล่งได้ฟังดังนั้นจึงว่า ซึ่งหลานทั้งสองมาช่วยนี้ก็ดีแล้ว แม้เราคิดอ่านช่วยกันจับตัวแฮหัวหลิมให้ได้ ก็จะมีความชอบเปนอันมาก เตียวเปากับกวนหินได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย รีบยกทหารขึ้นไปบนเขาจะจับแฮหัวหลิม จูล่งก็ควบม้าจะมาหาทหาร พอพบเตงจี๋ออกจากที่ล้อมได้คุมทหารตามมา

จูล่งจึงว่าแกเตงจี๋ว่า ตัวเราทำศึกมาแต่ครั้งพระเจ้าเล่าปี่ก็ไม่เคยอัปยศแก่ผู้ใด ควรหรือมาเสียทีแพ้รู้อ้ายแฮหัวหลิมลูกเล็กได้ หากว่าเตียวเปากับกวนหินหลานเรายกมาช่วย เราจึงรอดจากความตาย บัดนี้เตียวเปากับกวนหินเขาก็ยกตามแฮหัวหลิมขึ้นไปแล้ว ตัวเราคนแก่นี้จะลากกายตามไปแก้แค้นให้จงได้ แล้วจูล่งกับเตงจี๋ก็รีบยกทหารตามขึ้นไปในเวลากลางคืนบัญจบทหารเตียวเปากวนหิน แยกกันขึ้นไปเปนสามทางฆ่าฟันทหารแฮหัวหลิมล้มตายเปนอันมาก

แฮหัวหลิมเห็นดังนั้นก็ตกใจ ไม่รู้ที่จะแก้ไขประการใด ก็พาทหารคนสนิธร้อยเศษลงทางหลังเขาหนีไปเมืองลำอั๋น ทหารแฮหัวหลิมก็แตกกระจัดกระจายกันไป ต่างคนต่างหนีเอาตัวรอด กวนหินกับเตียวเปาก็รีบยกทหารตามแฮหัวหลิมไป แฮหัวหลิมเข้าเมืองได้ก็ให้ทหารปิดประตูเมืองขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคง

เตียวเปากับกวนหินก็ยกทหารเข้าล้อมเมืองไว้เปนสองด้าน ครั้นจูล่งกับเตงจี๋ยกมาถึงก็ให้ทหารล้อมเมืองไว้โดยรอบถึงสิบวัน ก็มิเห็นแฮหัวหลิมยกทหารออกมาสู้รบ พอทหารเข้ามาบอกว่า มหาอุปราชเกณฑ์ให้ทหารอยู่รักษาเมืองไก้เอี๋ยง เมืองเอี้ยงเป๋ง เมืองจือเสีย ตัวมหาอุปราชนั้นยกกองทัพมาจะถึงเมืองนี้อยู่แล้ว จูล่งเตงจี๋กวนหินเตียวเปาทั้งสี่คนก็ชวนกันออกมารับขงเบ้งคำนับแล้วจึงบอกว่า ข้าพเจ้ามาตั้งล้อมเมืองนี้ไว้ก็หลายวันแล้ว ครั้นจะยกทหารเข้าโจมตีก็ยังไม่ได้ทีก่อน

ขงเบ้งได้ฟังดังนั้น จึงขึ้นเกวียนน้อยเข้าไปดูเห็นภูมิเมืองนั้นมั่นคง แล้วเห็นทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินเปนสามารถอยู่ จึงว่าแก่ทหารทั้งปวงว่า เมืองลำอั๋นนี้มั่นคงนักเราจะทำประการใดดี ถ้าจะนิ่งไว้ช้าวันเกลือกโจยอยรู้จะยกทหารอ้อมไปตีเอาเมืองฮันต๋ง เราจะมิเสียการไปหรือ

เตงจี๋จึงว่า แฮหัวหลิมเปนเชื้อสายอยู่กับโจยอย แม้เราจับตัวแฮหัวหลิมกับทหารร้อยหนึ่งได้ โจยอยก็จะสิ้นความคิดท้อน้ำใจลง เห็นการเราจะสำเร็จโดยง่าย ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงคิดกลอุบายกระซิบสั่งทหารสนิธทั้งสองคน ให้ปลอมเปนทหารแฮหัวหลิมถือหนังสือไปถึงม้าจุ้นเจ้าเมืองเทียนซุย กับซุยเหลียงเจ้าเมืองฮันเต๋ง เปนใจความว่าแฮหัวหลิมให้ยกทหารมาช่วย ทหารทั้งสองก็ลาขงเบ้งไป แล้วขงเบ้งจึงเรียกอุยเอี๋ยนกับกวนหินเตียวเปามากระซิบสั่งเปนความลับ ให้ยกทหารตามไป ขงเบ้งอยู่ภายหลัง จึงให้ทหารขนฟืนแลเชื้อเพลิงไปกองไว้ริมกำแพงเมืองเปนอันมาก แล้วเอาเพลิงจุดขึ้นทหารชาวเมืองเห็นดังนั้นก็หัวเราะว่า ขงเบ้งเจ้ากลอุบายสิ้นความคิดแล้ว จึงเอาเพลิงมาย่างกำแพงเมืองเรา

ฝ่ายซุยเหลียงเจ้าเมืองฮันต๋งรู้เนื้อความว่า ขงเบ้งยกกองทัพล้อมแฮหัวหลิมไว้ณะเมืองลำอั๋น จึงปรึกษาทหารทั้งปวงว่า แฮหัวหลิมเปนเชื้อวงศ์พระเจ้าโจยอย เราจะนิ่งอยู่ฉนี้ไม่ชอบ จำจะยกทหารไปช่วยป้องกันเมืองลำอั๋นรับตัวแฮหัวหลิมส่งขึ้นไปเมืองหลวงจึงจะพ้นความผิด พอทหารเข้ามาบอกว่า แฮหัวหลิมให้คนถือหนังสือมาถึงท่าน ซุยเหลียงก็ให้หาเข้ามาทหารคนนั้นส่งหนังสือให้แล้วบอกว่า บัดนี้ขงเบ้งยกกองทัพมาล้อมเมืองลำอั๋นไว้เปนสามารถ แฮหัวหลิมเห็นเหลือกำลังจะสู้รบ จึงให้จุดเพลิงขึ้นในเมืองเปนสำคัญหวังจะให้ท่านรู้เปนหลายวันแล้ว ก็ไม่เห็นท่านยกไปช่วย จึงให้ข้าพเจ้าฟันฝ่าออกมาจากที่ล้อม รีบมาหาท่านกับเจ้าเมืองเทียนซุยให้ยกทหารไปช่วยกระหนาบทัพขงเบ้ง แฮหัวหลิมจะตีต้านหน้าออกมา

ซุยเหลียงได้ฟังดังนั้นสำคัญว่าจริง ก็ให้ทหารนั้นเอาหนังสือรีบไปหาเจ้าเมืองเทียนซุย พอทหารขงเบ้งมาถึงอีกคนหนึ่ง ก็เข้าไปหาซุยเหลียงบอกว่า บัดนี้ม้าจุ้นเจ้าเมืองเทียนซุยยกไปช่วยเมืองลำอั๋นแล้ว ให้ท่านรีบยกไปตามเถิด ซุยเหลียงได้ฟังดังนั้นจึงเกณฑ์ทหารเลวสี่พันให้อยู่รักษาเมือง แล้วจัดแจงทหารซึ่งมีฝีมือยกออกมาจากเมือง แลเห็นแสงเพลิงก็รีบยกทหารไปยังทางสามร้อยเส้นจะถึงเมืองลำอั๋น กวนหินซึ่งขงเบ้งให้ไปสกัดอยู่นั้น ก็ควบม้าขับทหารออกรบเปนสามารถ ซุยเหลียงตกใจจะควบม้าหนี พอเตียวเปายกทหารตีกระหนาบหลังเข้ามา ฆ่าฟันทหารซุยเหลียงแตกกระจัดกระจายล้มตายเปนอันมาก ซุยเหลียงกับทหารคนสนิธร้อยเศษพากันลัดหนีไปเมืองตามทางน้อย

ฝ่ายอุยเอี๋ยนซึ่งขงเบ้งให้ปลอมไปนั้น ยกทหารเข้าตั้งอยู่ในเมืองฮันต๋ง ครั้นเห็นซุยเหลียงแตกมาถึงหน้าเมือง ก็ให้ทหารเอาเกาทัณฑ์ระดมยิงแล้วร้องบอกว่า เราชื่ออุยเอี๋ยนเข้าเมืองได้แล้ว ให้เร่งเข้ามาอ่อนน้อมคำนับเราจะไว้ชีวิต

ซุยเหลียงเห็นดังนั้นก็ตกใจ ควบม้าหนีจะไปเมืองเทียนซุย ก็พบขงเบ้งขึ้นเกวียนน้อยถือพัดขนนกใหญ่ยกทหารสกัดทางออกมา ซุยเหลียงตกใจควบม้าหนี กวนหินเตียวเปาก็คุมทหารออกล้อมรบเปนสามารถ ซุยเหลียงเห็นเหลือกำลังสิ้นความคิด ก็ควบม้ากลับมาทิ้งอาวุธเสียเข้าไปคำนับขงเบ้ง ๆ ก็พาเอาตัวซุยเหลียงมาค่าย แล้วถามว่าเมืองลำอั๋นนี้แต่แฮหัวหลิมยังไม่ยกมาผู้ใดเปนเจ้าเมืองอยู่ก่อน

ซุยเหลียงจึงบอกว่า เจ้าเมืองคนนี้ชื่อเอียวเหลง เปนหลานเอียวฮู กับข้าพเจ้าก็ชอบใจกัน ขงเบ้งจึงว่า เราจะให้ท่านเข้าไปพูดจาคิดอ่านกับเอียวเหลง จับตัวแฮหัวหลิมส่งมาให้เรา เราจะปูนบำเหน็จตั้งให้เปนใหญ่ในเมืองลำอั๋น ซุยเหลียงก็รับคำ ขงเบ้งจึงถอยกองทัพออกไปตั้งค่ายอยู่ไกลเมืองสองร้อยเส้น ซุยเหลียงก็ลาขึ้นม้าเข้าไปร้องเรียกให้เปิดประตูรับ เอียวเหลงเห็นดังนั้นก็มีความยินดีให้ทหารเปิดประตูรับซุยเหลียงเข้ามาคำนับกันแล้ว ซุยเหลียงก็เล่าเนื้อความซึ่งขงเบ้งใช้มานั้นให้เอียวเหลงฟัง

เอียวเหลงจึงว่า พระเจ้าโจยอยมีคุณต่อเราเปนอันมาก ซึ่งจะคิดขบถไปเข้าด้วยข้าศึกนั้นไม่ชอบ เราจะคิดซ้อนกลขงเบ้งเอาชัยชนะให้จงได้ แล้วก็พาซุยเหลียงเข้ามาหาแฮหัวหลิม แจ้งเนื้อความทั้งปวงทุกประการ แฮหัวหลิมจึงว่าถ้ากระนั้นเราจะทำประการใดจึงจะจับตัวขงเบ้งได้ เอียวเหลงจึงว่า ข้าพเจ้าจะให้ทหารเปิดประตูรับ ขงเบ้งสำคัญว่าสมความคิดก็จะยกเข้ามา เราจึงยกทหารออกล้อมรบจับเอาตัวขงเบ้งให้จงได้ แฮหัวหลิมเห็นชอบด้วย ซุยเหลียงก็ลาออกมาหาขงเบ้งณค่ายบอกขงเบ้งว่า ข้าพเจ้าเข้าไปคิดอ่านกับเอียวเหลง ๆ ก็รับว่าจะจับตัวแฮหัวหลิมส่งให้ แต่ทหารน้อยตัวกลัวจะทำการไม่สำเร็จ จึงให้ข้าพเจ้ามาบอกว่า เวลาคํ่าวันนี้จะเปิดประตูเมืองออกรับ ให้ท่านยกทหารเข้าไปเถิดจะช่วยกันจับตัวแฮหัวหลิมให้จงได้

ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงแกล้งว่า การทั้งนี้เห็นจะสำเร็จเพราะท่านแล้ว จึงเรียกกวนหินกับเตียวเปามากระซิบสั่งเปนความลับ แล้วจัดทหารซึ่งเข้าเกลี้ยกล่อมร้อยเศษ เอาทหารขงเบ้งเข้าปนไว้บ้าง มอบให้กวนหินเตียวเปา ครั้นเวลาคํ่าขงเบ้งจึงเรียกซุยเหลียงมาสั่งว่าท่านจงพาทหารเหล่านี้เข้าไปก่อน ให้เอียวเหลงคิดอ่านทำการซุ่มทหารเหล่านี้ไว้ เวลาสองยามเราจึงจะยกตามเข้าไป ท่านจงจุดเพลิงขึ้นเปนสำคัญเปิดประตูเมืองรับเราเถิด

ซุยเหลียงได้ฟังดังนั้น ครั้นจะไม่รับก็กลัวขงเบ้งจะจับพิรุธได้ จึงคิดว่าเมื่อถึงกำหนดแล้วเราจะฆ่าทหารเหล่านี้เสียก่อนจึงจะเปิดประตูรับขงเบ้ง ซุยเหลียงก็คำนับลาขงเบ้งไป ขงเบ้งให้กวนหินเตียวเปาแต่งตัวปลอมเปนทหารเมืองฮันต๋งแล้วก็พากันเข้าไป เอียวเหลงยืนอยู่บนเชิงเทินเห็นซุยเหลียงพาทหารเข้ามาก็คิดสงสัย จึงให้ชักสะพานคูเสียแล้วร้องถามว่า ทหารเหล่านั้นมาแต่ไหน ซุยเหลียงร้องตอบว่า เราพาทหารเมืองฮันต๋งมาช่วยท่าน แล้วเอาหนังสือผูกลูกเกาทัณฑ์ยิงเข้าไป เอียวเหลงเห็นหนังสือนั้นเอามาอ่านดูเปนใจความว่า ขงเบ้งให้ทหารปนกับทหารเข้าเกลี้ยกล่อมร้อยหนึ่งเข้ามาช่วยทำการ ขงเบ้งจะยกตามมาต่อภายหลัง ท่านอย่าได้วิตกแพร่งพรายความเสียเลย ข้าพเจ้าเข้าไปถึงแล้วจึงจะแจ้งความคิดให้ฟัง

เอียวเหลงได้แจ้งดังนั้น จึงเอาหนังสือเข้าไปแจ้งแก่แฮหัวหลิม ๆ ดีใจสำคัญว่าขงเบ้งแพ้ความคิด จึงแต่งทหารคนสนิธร้อยเศษพร้อมด้วยเครื่องศัสตราวุธซุ่มไว้ แล้วสั่งเอียวเหลงว่าท่านจงเปิดประตูรับซุยเหลียงเข้ามาเถิด เราจับทหารเหล่านั้นฆ่าเสียแล้วจึงเปิดประตูรับขงเบ้งเข้ามา เอียวเหลงก็รับคำไปเปิดประตูเมืองออกแล้วร้องว่า ถ้าทหารเมืองฮันต๋งก็ให้ยกเข้ามาเถิด กวนหินได้ฟังดังนั้นก็ควบม้านำหน้าซุยเหลียงเข้าไปก่อน เห็นเอียวเหลงยืนม้าคอยอยู่ริมประตูเมือง กวนหินก็เอาดาบฟันเอียวเหลงตกม้าตาย

ซุยเหลียงเห็นดังนั้นก็ตกใจ ควบม้าหนีกลับออกมาถึงสะพานคู เตียวเปาจึงร้องตวาดว่าอ้ายโจร มึงคิดกลอุบายจะลวงมหาอุปราชแล้วจะหนีไปไหนเล่า แล้วเอาทวนแทงถูกซุยเหลียงตกม้าตาย กวนหินเข้าไปได้ในเมืองก็ไล่ทหารชาวเมืองแตกตื่นกันวุ่นวาย เอาเพลิงจุดขึ้นเปนสำคัญ ขงเบ้งก็ยกทหารเข้าเมืองได้ทั้งสี่ด้าน แฮหัวหลิมตกใจไม่รู้ตัวก็ขึ้นม้าหนีออกจากเมืองทางประตูทิศใต้ พบอองเป๋งคุมทหารสกัดทางอยู่ อองเป๋งก็ควบม้าเข้ารบจับตัวแฮหัวหลิมได้ แล้วไล่ฆ่าฟันทหารแฮหัวหลิมล้มตายเปนอันมาก

ฝ่ายขงเบ้งเข้าเมืองได้ก็ให้ป่าวร้องราษฎรชาวเมืองทั้งปวงว่า อย่าตกใจวุ่นวายไปเลยเราจะเลี้ยงให้เปนสุขสืบไป พอเวลาเช้าอองเป๋งเอาตัวแฮหัวหลิมมัดมาให้ขงเบ้ง ๆ ก็เอาตัวแฮหัวหลิมไปขังไว้ในเกวียน เตงจี๋จึงถามขงเบ้งว่า ซุยเหลียงคิดกลอุบายเปนความลับ เหตุใดมหาอุปราชจึงรู้ ขงเบ้งจึงว่า เราแจ้งอยู่ว่าซุยเหลียงหาเปนใจทำราชการด้วยเราโดยสุจริตไม่ เราจึงแกล้งใช้เข้าไปในเมือง หวังจะให้แฮหัวหลิมคิดซ้อนกลเรา ๆ จึงเอาชัยชนะต่อภายหลัง นายทัพนายกองได้ฟังดังนั้นก็คำนับกราบลงแล้วสั่นสีสะ ว่ามหาอุปราชมีสติปัญญาหาผู้เสมอมิได้

ขงเบ้งจึงว่า บัดนี้การในเมืองลำอั๋นเราก็ทำสำเร็จแล้ว แต่ทหารซึ่งเราใช้ให้ถือหนังสือไปเมืองเทียนซุยนั้นยังไม่กลับมา จะเปนประการใดก็มิได้แจ้ง จำเราจะยกกองทัพไปตีเอาเมืองเทียนซุยให้ได้ แล้วจึงให้เล่าต้ายอยู่รักษาเมือง ให้อุยเอี๋ยนคุมทหารเปนกองหน้ายกล่วงไปก่อน ตัวขงเบ้งก็ยกไปภายหลัง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ