ตอนที่ ๖๑

ฝ่ายกวนอูซึ่งยกกองทัพไปตั้งอยู่กลางทางเมืองเกงจิ๋ว ปรึกษาแก่เตียวลุยว่า บัดนี้ทหารซุนกวนตั้งสกัดทางอยู่ข้างหลัง เหล่าทหารโจโฉก็ตั้งคอยอยู่ เรามาตั้งในหว่างข้าศึก กองทัพซึ่งเราให้ไปขอก็ยังไม่มา เราจะคิดอ่านประการใดดี เตียวลุยจึงว่า เมื่อครั้งลิบองมาตั้งอยู่ที่ลกเค้านั้น ก็ให้หนังสือมาถึงท่านว่า จะให้เล่าปี่กับซุนกวนปรองดองกันจะไปกำจัดโจโฉเสีย บัดนี้ลิบองกลับเข้าด้วยกับโจโฉ ขอท่านแต่งทหารไปต่อว่าลิบอง ๆ จะตอบมาประการใด กวนอูได้ฟังก็เห็นชอบด้วย จึงให้ทหารถือหนังสือไป

ฝ่ายลิบองรู้ว่าทหารกวนอูมาถึงจึงออกไปรับเข้ามา ผู้ถือหนังสือคำนับแล้วก็ส่งหนังสือให้ลิบอง ๆ แจ้งในหนังสือแล้วจึงว่า อันเรากับกวนอูแต่ก่อนชอบอัชฌาสัยรักใคร่กันโดยสุจริต ซึ่งกวนอูมาว่าทั้งนี้เรามิได้เปนใหญ่แก่ตัวเรา ๆ ยังหารู้แห่งจะตอบไปได้ไม่ ท่านจงไปบอกให้คิดดูแต่ชอบเถิด ลิบองว่าดังนั้นแล้วจึงให้แต่งโต๊ะให้ผู้ถือหนังสือกิน แล้วให้ไปอยู่ตึกรับแขกเมือง

ฝ่ายบุตรภรรยาทหารทั้งปวงแลภรรยากวนอู ต่างคนต่างก็มาถามข่าวซึ่งไปทัพนั้น ต่างคนก็ฝากเข้าของไปถึงผัวแล้วสั่งให้ไปบอกว่าเราทั้งปวงอยู่ดีกินดีดอก ลิบองหาให้ผู้ใดทำอันตรายไม่ ฝ่ายทหารซึ่งมานั้นคำนับลาลิบองแล้ว ก็ออกจากเมืองกลับไปแจ้งแก่กวนอูตามคำลิบองว่ามา แล้วจึงบอกว่าบุตรภรรยาของท่านแลทหารทั้งปวง ก็อยู่ดีหามีอันตรายไม่ กวนอูได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า ซึ่งลิบองทำเปนมิตรมาแต่ก่อนนั้นเปนอุบายสิ้นทั้งนั้น ถ้าเราตายเสียแล้วก็แล้วไป ถ้ายังมิตายจะคิดฆ่าลิบองเสียให้ได้ แล้วจึงตวาดขับผู้ถือหนังสือให้ออกไปจากค่าย

ฝ่ายผู้ถือหนังสือนั้นก็ออกมา ทหารทั้งปวงจึงมาถามข่าวผู้ถือหนังสือว่า ครอบครัวแลบุตรภรรยาเราซึ่งอยู่ณเมืองเกงจิ๋วนั้น เขาทำประการใดบ้าง ผู้ถือหนังสือจึงบอกว่า เปนสุขอยู่สิ้นหาอันตรายมิได้ ทหารทั้งปวงรู้ดังนั้นก็มีความยินดีพร้อมกัน คิดถึงคุณลิบองนัก

ขณะนั้นกวนอูยกเข้ามาจะรบเอาเมืองเกงจิ๋วคืน ทหารทั้งปวงไม่เต็มใจต่างคนต่างก็หนีเข้าหาครอบครัวในเมืองเกงจิ๋วเปนอันมาก กวนอูเห็นทหารหนีเข้าไปในเมืองดังนั้นก็โกรธ จึงพาทหารที่ยังเหลือยกมาจะตีเอาเมืองเกงจิ๋วให้ได้ ครั้นยกมาจากที่นั่นแล้ว พอได้ยินเสียงโห่ร้องอื้ออึง มีทหารซุนกวนพวกหนึ่งชื่อจิวขิม คุมทหารหมวดหนึ่งมาตั้งสกัดอยู่กลางทาง เห็นกวนอูมาจึงขี่ม้ารำทวนเข้ามา แล้วจึงร้องว่าแก่กวนอูว่า เหตุใดท่านจึงไม่เร่งมาเข้าด้วยเรา ท่านจะคิดประการใด

กวนอูได้ยินดังนั้นจึงว่า เราเปนทหารพระเจ้าเล่าปี่ เราจะไปยอมเข้าด้วยราชศัตรูไม่ควร ว่าดังนั้นแล้วก็เร่งควบม้าเข้ารบกับจิวขิมไม่ทันถึงสามเพลง จิวขิมทำเปนแพ้ชักม้าหนี กวนอูก็ขับม้าไล่ติดตามไปได้สองร้อยเส้น มีทหารซุนกวนสองนายชื่อฮันต๋งจิวท่าย ตั้งสกัดอยู่ที่ริมทางทั้งสองข้าง ครั้นเห็นกวนอูควบม้าไล่จิวขิมมาตามทางดังนั้นก็โห่ร้องพร้อมกันออกตีกระหนาบกวนอู

ฝ่ายจิวขิมควบม้าหนีกวนอูไป ครั้นเห็นพวกกันซึ่งอยู่ในซอกเขาออกมาช่วยดังนั้นก็มีน้ำใจ ชักม้ากลับมารบกับกวนอู ๆ ก็ตกใจกลับม้าหนีมาเชิงเขาทิศใต้ จึงแลเห็นคนอยู่บนเนินเขามีธงขาวปักอยู่ เขียนเปนอักษรสี่ตัวว่าชาวเมืองเกงจิ๋ว

ฝ่ายทหารซึ่งอยู่บนเนินเขานั้นแลเห็นกวนอูมาจึงร้องว่า แม้ใครเปนชาวเมืองเกงจิ๋วก็ให้เร่งขึ้นมาสมัคอยู่ด้วยเรา กวนอูครั้นได้ยินทหารร้องว่ามาดังนั้นก็โกรธ เร่งขับม้าจะขึ้นไปฆ่าคนทั้งปวงเสีย ฝ่ายซิเซ่งเตงฮองซึ่งคุมทหารอยู่ที่ซอกเขาสองข้างทาง ครั้นเห็นกวนอูจะขึ้นไปไล่คนบนเนินเขาดังนั้น ก็พาทหารออกสกัดหน้าไว้มิให้ไปได้ พอจิวขิมฮันต๋งจิวท่ายไล่ติดตามกวนอูมา ครั้นเห็นซิเซ่งกับเตงฮองสกัดหน้าไว้ ก็รีบหนุนหุ้มหลังล้อมกวนอูไว้ กวนอูครั้นเห็นข้าศึกเข้าล้อมดังนั้น ก็ให้ทหารเร่งรบพุ่งมิได้หยุดหย่อน

ฝ่ายทหารทั้งปวงครั้นคํ่าแล้ว คิดถึงบุตรภรรยาก็ชวนกันหนีเล็ดลอดเปลืองไปเปนอันมาก กวนอูห้ามไว้ได้สามร้อยเศษรบต้านทานไปถึงเวลาเที่ยงคืน พอกวนเป๋งกับเลียวฮัวซึ่งเปนกองหลังยกตามมาทัน เห็นกวนอูเข้าอยู่ในที่ล้อม ก็ขับทหารโห่ร้องรบเข้าช่วยแก้กวนอูออกจากที่ล้อมได้แล้ว กวนเป๋งจึงว่าแก่กวนอูว่า ทหารเราบัดนี้ก็อิดโรยบอบชํ้าอยู่แล้ว ควรเราจะไปตั้งอยู่ณเมืองเป๊กเสีย ซึ่งเปนเมืองน้อยแต่มีคูและกำแพงมั่นคงพอจะป้องกันอันตรายได้ กว่ากองทัพเมืองเสฉวนจะมาทัน

กวนอูได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงพาทหารล่าทัพมาถึงเมืองเป๊กเสีย แล้วให้รักษาเมืองไว้มั่นคง แล้วจึงปรึกษาทหารทั้งปวงว่า การศึกครั้งนี้ถึงอับจนแล้วผู้ใดจะคิดประการใดบ้าง เตียวลุยจึงว่า ข้าพเจ้าคิดว่าถ้าเราจะตั้งอยู่ที่นี้ ควรเราจะใช้ทหารไปขอกองทัพให้เร่งยกมาช่วยจึงจะอยู่เมืองเป๊กเสียได้ ขณะเมื่อพูดกันอยู่นั้นพอทหารซุนกวนยกตามมาทันล้อมเมืองเข้าไว้ทั้งสี่ด้าน กวนอูครั้นรู้ดังนั้นจึงปรึกษาแก่ทหารทั้งปวงว่า บัดนี้ข้าศึกมาล้อมไว้ดังนี้ ทหารผู้ใดจะอาสารบออกไปขอกองทัพเมืองซงหยงได้

เลียวฮัวจึงว่า ข้าพเจ้าจะขออาสาออกไปให้ได้ กวนเป๋งจึงว่า ซึ่งเลียวฮัวจะอาสารบออกไปนั้น ข้าพเจ้าจะขออาสาป้องกันออกไปส่งมิให้มีอันตราย กวนอูได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงเขียนหนังสือให้เลียวฮัวเปนใจความว่า บัดนี้ซุนกวนยกทหารมารบกับเราประชิดกันอยู่ ให้เล่าฮองเบ้งตัดเร่งยกมาช่วยเปนการเร็ว กวนเป๋งกับเลียวฮัวลากวนอูแล้ว ก็เปิดประตูพากันออกไปพบเตงฮองซึ่งมาตั้งล้อมอยู่นั้น มาสกัดกวนเป๋งกับเลียวฮัวไว้ก็เข้ารบพุ่งกันกับเตงฮอง ๆ สู้มิได้ก็ถอยหนี เลียวฮัวนั้นก็ออกไปได้ กวนเป๋งนั้นก็กลับคืนเข้าเมือง

ฝ่ายเล่าฮองเบ้งตัดมาตีเมืองซงหยง ซินตำเจ้าเมืองไม่ต่อสู้ พาทหารออกมายอมเข้าด้วย เมื่อได้เมืองแล้วพระเจ้าเล่าปี่จึงตั้งให้อยู่รักษาเมืองซงหยงด้วยกันทั้งสองคน ครั้นรู้ว่ากวนอูพ่ายแพ้แก่ข้าศึกมา เล่าฮองเบ้งตัดนั้นวิตกนัก จึงปรึกษากันว่าเราจะคิดประการใด ครั้นพูดกันดังนั้นแล้ว พอเห็นเลียวฮัวเข้ามาคำนับจึงถามว่าท่านมานี้มีเหตุประการใด เลียวฮัวจึงเล่าความแต่หลังให้ฟัง

เล่าฮองได้ฟังดังนั้นจึงว่าแก่เลียวฮัวว่า เราจะขอยับยั้งปรึกษากันก่อน ว่าดังนั้นแล้วจึงให้เลียวฮัวไปอยู่ตึกแขกเมือง เล่าฮองจึงปรึกษากับเบ้งตัดว่า กวนอูผู้เปนอาว์ของเราบัดนี้ยกมาอยู่เมืองเป๊กเสีย ซุนกวนให้ทหารยกทัพมาล้อมไว้เปนที่อับจนอยู่แล้ว ใช้ให้เลียวฮัวมาขอกองทัพไปช่วย ท่านจะเห็นประการใด

เบ้งตัดจึงว่า ทหารกังตั๋งนั้นมีกำลังนัก ในแว่นแคว้นเมืองเกงจิ๋วทั้งเก้าหัวเมืองเสียแก่ข้าศึกสิ้นแล้ว สาอะไรกับเมืองเป๊กเสียนิดหนึ่งเท่านี้ อนึ่งได้ยินว่าโจโฉยกกองทัพมาสี่สิบห้าสิบหมื่นตั้งอยู่ที่ทุ่งคอโผ อันเราจะยกไปนั้นเห็นจะต้านทานมิได้ เล่าฮองจึงว่าเราก็คิดเห็นดังนั้นอยู่ แต่อันกวนอูเปนอาว์ของเรา ครั้นจะนิ่งอยู่มิยกไปช่วยก็เห็นหาบังควรไม่ เบ้งตัดจึงหัวเราะแล้วว่าท่านคิดถึงกวนอูว่าเปนอาว์ กลัวแต่ว่ากวนอูจะหาคิดว่าท่านเปนหลานไม่ ครั้งก่อนข้าพเจ้าแจ้งอยู่ว่า พระเจ้าเล่าปี่เอาท่านมาไว้เปนบุตรเลี้ยง กวนอูมีความริษยาหาสบายใจไม่ เมื่อเล่าปี่ได้เปนเจ้าเมืองฮันต๋งขึ้นแล้ว จึงปรึกษาขงเบ้งว่า เราจะตั้งเล่าฮองบุตรเลี้ยงของเราให้เปนเจ้าต่างกรมท่านจะเห็นประการใด

ขงเบ้งจึงทูลว่า อันการนี้ข้าพเจ้าหารู้ที่จะว่าด้วยไม่ ขอพระองค์จงปรึกษากวนอูกับเตียวหุย ซึ่งเปนพระญาติพระวงศ์เถิด พระเจ้าเล่าปี่จึงให้หากวนอูมาว่า เราจะให้เล่าฮองเปนเจ้าต่างกรมท่านจะเห็นประการใด กวนอูได้ฟังดังนั้นมีความริษยาทูลว่า เล่าฮองนี้เปนคนโง่เง่าหาชาติตระกูลมิได้ อันจะให้เปนเจ้าต่างกรมนั้นไม่สมควร แม้ถึงจะทำราชการอยู่ในเมืองเล่าก็หาไว้ใจได้ไม่ พระองค์จงให้ออกไปอยู่เมืองซงหยง แลเนื้อความอันนี้ก็ยังแจ้งอยู่กับคนทั้งปวงสิ้น บัดนี้ท่านจะมารักกวนอูนั้นท่านลืมไปแล้วหรือ

เล่าฮองจึงว่า ซึ่งท่านว่านั้นก็เปนความจริงอยู่สิ้น แลซึ่งกวนอูใช้ทหารมานี้เราจะคิดอ่านบิดพลิ้วประการใด เบ้งตัดจึงว่า ท่านจงให้เลียวฮัวกลับไปบอกกวนอูว่า บัดนี้บ้านเมืองก็พึ่งตั้งใหม่ทหารทั้งปวงก็ยังหาบริบูรณ์พรักพร้อมไม่ แลซึ่งจะยกกองทัพไปช่วยท่านเปนการเร็วนั้นยังขัดสนอยู่

เล่าฮองได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย ครั้นเช้าขึ้นจึงให้หาเลียวฮัวเข้ามาแล้วจึงว่า ท่านจงกลับไปบอกแก่กวนอูเถิด ว่าเราพึ่งมารักษาเมืองใหม่ทหารยังร่วงโรยหาพรักพร้อมกันไม่ ซึ่งจะยกไปช่วยนั้นยังขัดสนอยู่ท่านอย่าน้อยใจเราเลย เลียวฮัวได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงเอาสีสะกระทบลงกับที่นั้นจนโลหิตไหลจึงว่า ซึ่งท่านมาตัดรอนไม่ยกไปช่วยครั้งนี้ กวนอูจะมิเปนอันตรายเสียหรือ

ฝ่ายเบ้งตัดจึงตอบว่า อันข้าศึกซึ่งจะเข้ามาทำการณเมืองเกงจิ๋วครั้งนี้ อุปมาเหมือนกองไฟอันใหญ่ แลซึ่งจะให้เรายกไปช่วยนั้น เหมือนหนึ่งจะเอานํ้าในจอกอันน้อยไปดับไฟกองใหญ่นั้นจะดับหรือ ท่านจงเร่งกลับไปคอยท่ากองทัพเมืองเสฉวนเถิด เลียวฮัวได้ฟังเบ้งตัดแลเล่าฮองว่าดังนั้นก็น้อยใจ จึงร้องไห้วิงวอนด้วยถ้อยคำต่าง ๆ เล่าฮองเบ้งตัดได้ฟังดังนั้นมิได้ตอบประการใด ลุกขึ้นสบัดเสื้อเดิรเข้าไปข้างใน เลียวฮัวเห็นดังนั้นก็น้อยใจ ลุกออกมาด่าด้วยคำหยาบช้า แล้วก็ขึ้นม้าตรงไปหาพระเจ้าเล่าปี่ซึ่งอยู่ณเมืองเสฉวนนั้น

ฝ่ายกวนอูอยู่เมืองเป๊กเสียกับทหารห้าร้อยหกร้อย แต่ตั้งใจคอยกองทัพซึ่งให้เลียวฮัวไปขอกองทัพเล่าฮองณเมืองซงหยงนั้นก็ยังมิได้เห็นมา ทั้งสเบียงก็ขัดสน ทหารทั้งปวงก็บอบชํ้าเจ็บป่วยเปนอันมาก ขณะนั้นพอได้ยินเสียงจูกัดกิ๋นร้องเข้ามาแต่นอกกำแพงว่า อย่ายิงเรา ๆ จะเอาเนื้อความเข้ามาแจ้งแก่ท่าน กวนอูได้ยินดังนั้นก็ห้ามทหารมิให้ยิงเกาทัณฑ์ จูกัดกิ๋นเข้าไปคำนับกวนอูแล้วจึงว่า บัดนี้ซุนกวนใช้ให้ข้าพเจ้ามาเที่ยวเกลี้ยกล่อม ข้าพเจ้าจะขอว่าแก่ท่านสักข้อหนึ่ง โบราณท่านย่อมว่า อันเกิดมาเปนคนให้รู้จักที่ได้ที่เสีย คิดอ่านรักษาตัวอย่าให้มีอันตรายได้ อันตัวท่านนี้แต่ก่อนเปนใหญ่ในเมืองเกงจิ๋ว บัดนี้เมืองเกงจิ๋วแลหัวเมืองทั้งเก้าซึ่งขึ้นแก่เมืองเกงจิ๋วนั้นก็เสียแก่ข้าศึกสิ้นแล้ว ท่านมาอยู่ในเมืองเป๊กเสียนี้ทหารก็น้อยทั้งสเบียงก็ขัดสน แลกองทัพซึ่งจะยกมาช่วยนั้นก็ไม่มี ท่านจงสมัคไปอยู่กับซุนกวนเถิด เห็นว่าท่านจะได้ไปอยู่เมืองเกงจิ๋วกับบุตรภรรยาญาติของท่านเปนปรกติเหมือนแต่ก่อน ข้าพเจ้าว่าทั้งนี้ขอท่านจงคิดดูให้ควรเถิด

กวนอูได้ฟังจูกัดกิ๋นว่าดังนั้น ก็มิได้หวาดหวั่นไหวน้ำใจเปนปรกติอยู่ จึงตอบว่า เราเปนชายชาติทหารชาวเมืองไก่เหลียง อันพระเจ้าเล่าปี่ก็ได้ให้ความสัตย์ปฏิญาเปนพี่น้องกัน จะสู้เสียชีวิตด้วยกัน อันเราจะกลับไปเข้าด้วยศัตรูนั้นหามิได้ ถึงเราจะแพ้ก็จะขอตายด้วยความสัตย์ ขึ้นชื่อว่าชาติแก้วแล้วถึงจะแตกจะทำลายก็ไม่หายชื่อ อนึ่งชาติไม้ก็คงเปนไม้หากลายเปนอื่นไม่ ถึงตัวเราจะตายก็ให้ปรากฎชื่อไปภายหน้า ท่านอย่าพักว่าไปเลยจงกลับไปบอกซุนกวนเถิด เราจะขอทำสงครามด้วยท่านกว่าจะสิ้นชีวิต

จูกัดกิ๋นจึงว่า อันน้ำใจของซุนกวนคิดจะใคร่ได้เปนไมตรีกับท่านโดยสุจริต จะได้ช่วยกันทำการกำจัดโจโฉ เปนไรท่านจึงมาถือสัตย์อยู่ฉนี้ กวนเป๋งได้ยินดังนั้นก็ชักกระบี่ออกจะฆ่าจูกัดกิ๋น กวนอูยึดเอากระบี่ไว้แล้วจึงห้ามว่า ซึ่งจะฆ่าจูกัดกิ๋นเสียนี้มิได้ ด้วยขงเบ้งผู้น้องชายทำราชการอยู่ในพระเจ้าเล่าปี่ ถ้ารู้ไปเขาจะขัดใจผูกพยาบาทว่าเราฆ่าพี่เขาเสีย ครั้นว่าดังนั้นแล้วก็ให้ทหารเอาตัวจูกัดกิ๋นนั้นออกไปเสีย

ฝ่ายจูกัดกิ๋นได้ความอัปยศแก่ทหารทั้งปวง ก็กลับไปหาซุนกวนจึงบอกว่า อันกวนอูนี้ดีจริง เปนคนใจหนักแน่นมีกตัญญูตั้งอยู่ในความสัตย์ ซุนกวนจึงว่า เขามีความสัตย์อยู่ฉะนี้เราจะคิดประการใดดี ลิห้อมจึงว่า ข้าพเจ้าจะขอจับยามดู ถ้ากวนอูทำศึกแก่ท่านจะแพ้แลชนะประการใดก็จะรู้ ซุนกวนก็ให้จับยามดู ลิห้อมจึงทายว่า ในเศษยามนี้ว่าข้าศึกจะหนีไปทางไกล ซุนกวนได้ฟังดังนั้นจึงปรึกษากับลิห้อมว่า ในยามว่าข้าศึกจะหนีไปทางไกล เราจะคิดอุบายประการใดจึงจะจับข้าศึกได้

ลิบองหัวเราะแล้วจึงว่า ในยามทายว่าข้าศึกจะหนีก็ชอบด้วยอุบายของข้าพเจ้า อันกวนอูอุปมาเหมือนดังนกขังอยู่ในกรง ซึ่งจะพ้นมือไปหามิได้ ทั้งทหารก็น้อยแล้วอิดโรยอยู่ อันจะหนีไปทางใหญ่เห็นจะไม่ไป ฝ่ายทิศอุดรเมืองเป๊กเสียมีหนทางน้อยแห่งหนึ่งเปนทางลัด แต่ก่อนกันดารด้วยมีซอกห้วยเหวเขามาก เปนทางเดิรยากก็จริง แต่ข้าพเจ้าเห็นว่ากวนอูจะไปทางนั้น ขอท่านให้จูเหียนคุมทหารห้าพันไปอยู่ทางนั้น ถ้ากวนอูหนีออกไปอย่าให้สกัดไว้ ด้วยกวนอูมีกำลังมากอยู่ ถ้ากวนอูล่วงไปหน่อยหนึ่งแล้วจึงให้ทหารโห่ร้องไล่ฆ่าฟันติดตามไป อนึ่งให้พัวเจี้ยงคุมทหารห้าร้อยให้คอยอยู่เชิงเขาเจาสันอันเปนปลายทางนั้น ให้คิดอ่านหาอุบายที่จะจับกวนอูให้จงได้ เห็นว่ากวนอูจะอ่อนกำลังลงแล้ว ในเวลาคํ่าวันนี้ท่านจงเร่งทหารให้เข้าหักทำลายประตูเมืองเปนสามารถ เห็นว่ากวนอูแลทหารทั้งปวงจะหนีไปมั่นคง

ซุนกวนได้ฟังลิบองว่าดังนั้นก็มีความยินดีนัก จึงให้ลิห้อมจับยามดูตามตำรา ลิห้อมจึงทายว่าเวลาวันนี้ศัตรูจะหนีออกจากเมืองไปโดยทิศอุดร เวลากลางคืนวันนี้จะจับได้เปนมั่นคง ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีนัก จึงสั่งให้จูเหียนพัวเจี้ยงคุมทหารไปตามคำลิบองว่า จูเหียนก็คุมทหารห้าพันยกไปซุ่มอยู่ริมหนทางนั้น ฝ่ายพัวเจี้ยงนั้นคุมทหารห้าร้อยยกไปถึงเขาเจาสันเห็นซอกเขาแคบแห่งหนึ่ง สองข้างทางนั้นรกชัฏ พัวเจี้ยงจึงให้ขุดหลุมใหญ่สกัดทางไว้ แล้วปิดด้วยใบไม้ จึงขัดแร้วเท้าม้าไว้ริมซุ้มข้างต้นทางที่จะไปนั้น ครั้นเวลาคํ่าซุนกวนก็จัดแจงทหารซึ่งมีฝีมือเปนอันมากเข้าหักทำลายประตูเมืองเปนสามารถ

ฝ่ายกวนอูเห็นข้าศึกหักโหมมีกำลังกว่าทุกที จึงจัดแจงทหารป้องกันประตู เห็นทหารก็น้อยมีแต่สามร้อยเศษ ขณะนั้นพอได้ยินทหารซุนกวนร้องเรียกชื่อทหารซึ่งเปนพี่น้องกันแลมิตรสหายให้ออกมาจากเมือง ทหารทั้งปวงก็ปีนกำแพงเมืองหนีออกไปเปนอันมาก ทหารเกณฑ์รบนั้นก็เบาบาง กองทัพหนุนซึ่งมีหนังสือให้ไปขอมาช่วยนั้นก็ยังมิมาถึง จะคิดอ่านกลศึกแก้ไขตัวประการใดก็ไม่เห็นอุบาย จึงว่าแก่ฮองฮูว่า เรารำลึกถึงคำท่านว่าแก่เราแต่ก่อนเรามิได้ฟังถ้อยคำ บัดนี้เสียทีแก่ข้าศึกแล้ว เราจะคิดอ่านประการใดจึงจะมีชัยแก่ข้าศึก

ฮองฮูได้ยินกวนอูว่าดังนั้นก็ร้องไห้แล้วว่า ข้าศึกมีกำลังหนักถึงเพียงนี้แล้ว การทุกวันนี้ถึงมาทว่าเลือเสียงซึ่งเปนคนดีมีสติปัญญาชำนาญในการสงครามนั้น[๑] ยังมีชีวิตอยู่ก็ดี อันจะแก้ไขให้มีชัยแก่ข้าศึกกู้เอาเมืองไว้ก็เห็นไม่ได้ เตียวลุยได้ยินฮองฮูว่าดังนั้นจึงว่า เรามีหนังสือไปขอกองทัพเล่าฮองเบ้งตัดกองทัพฝ่ายเหนือ ให้ลงมาช่วยก็หายไปไม่เห็นมา ข้าพเจ้าคิดว่าจะลาดทัพหนีออกจากเมืองเป๊กเสีย ไปถึงเมืองเสฉวนแล้วจะได้จัดแจงกองทัพกับทหารซึ่งมีฝีมือเปนอันมาก กลับมาตีเอาเมืองเกงจิ๋วคืนให้จงได้

กวนอูเห็นชอบด้วย กวนอูฮองฮูเตียวลุยจึงพากันขึ้นไปบนเชิงเทิน เที่ยวไปดูรอบเห็นข้าศึกซึ่งล้อมฝ่ายทิศเหนือนั้นเบาบาง จึงให้หาราษฎรชาวเมืองมาปรึกษาว่า เราจะไปเมืองเสฉวนตามทิศอุดรนี้จะได้หรือมิได้ ชาวเมืองจึงบอกว่า ถ้าจะไปเมืองเสฉวนทางทิศอุดรนี้ก็ได้ ทางลัดนี้ตรงไปประมาณสามสิบวันก็จะถึง แต่ทว่าทางนี้ก็กันดาร ด้วยเหวธารเขามีมากนัก กวนอูจึงสั่งทหารว่า เวลาคํ่าวันนี้เราจะยกไปเมืองเสฉวนโดยทางทิศอุดร ฮองฮูจึงห้ามว่า ข้าพเจ้าเห็นว่าจะไปตามทางน้อยนี้มิได้ เกรงว่าข้าศึกจะมาซุ่มกองทัพสกัดไว้ ถ้าจะไปทางใหญ่ช้า แต่เห็นว่าเดิรสดวก

กวนอูจึงว่า ถึงมาทว่ามีกองทัพซุ่มอยู่เราก็หากลัวไม่ จะหักไปให้จงได้ ว่าแล้วสั่งให้จัดแจงม้าแลทหารกับสเบียงอาหารให้พร้อม แล้วจะยกออกจากเมืองเป๊กเสีย ฮองฮูได้ยินกวนอูว่าดังนั้นก็ร้องไห้ จึงว่าถ้าท่านไปตามทางน้อยนั้นอย่าวางใจเร่งระมัดระวังตัวให้จงหนัก ตัวข้าพเจ้ากับทหารร้อยเศษจะขอสู้ตายในเมืองเป๊กเสีย ถึงมาทว่าเมืองจะเสียข้าพเจ้าหายอมเปนข้าซุนกวนไม่ จะหลบหลีกยับยั้งคอยท่ากองทัพท่านยกมาแล้ว จึงจะเข้าหาท่านทำการสืบไป

กวนอูได้ยินฮองฮูว่าดังนั้นก็ร้องไห้ แล้วกระทำคำนับลาฮองฮู จึงให้จิวฉองกับทหารประมาณร้อยเศษกับฮองฮูอยู่รักษาเมืองเป๊กเสีย กวนอูกับกวนเป๋งเตียวลุยคุมทหารประมาณสองร้อยเศษออกจากเมืองฝ่ายทิศอุดรไปทางน้อย กวนอูถือง้าวไปหน้า ทหารซึ่งล้อมเมืองอยู่นั้นกลัวกวนอูก็แหวกทางให้ กวนอูก็พาทหารไปตามทางน้อย ครั้นเวลายามหนึ่งไปได้ประมาณร้อยเส้น จึงเห็นจูเหียนนายทหารใหญ่ขี่ม้าถือทวนยืนอยู่ จูเหียนจึงร้องเรียกกวนอูว่า ท่านอย่าหนีเลย เร่งลงจากม้าเข้าเกลี้ยกล่อมเราเถิด เราจะไว้ชีวิตท่าน กวนอูได้ยินดังนั้นก็โกรธนัก ควบม้ารำง้าวเข้าไปรบกับจูเหียน ๆ ทำเปนกลัวชักม้าหนีไป กวนอูได้ทีก็ไล่ตาม ทหารซึ่งจูเหียนซุ่มไว้นั้นเห็นกวนอูไล่เข้าไป ก็ตีม้าฬ่อตีกลองโห่ร้องรุกไล่ออกมา กวนอูเห็นเหลือกำลังก็ชักม้าพาทหารหนีเลียบไปทางเขาเจาสัน จูเหียนก็พาทหารรุกไล่กระโจมฆ่าฟันทหารกวนอูล้มตายเปนอันมาก แต่ประจันแทงฟันกันที่นั้นช้านาน กวนอูป้องกันรักษาทหารของตัวในเวลานั้นแทบประหนึ่งจะสิ้นกำลัง ด้วยทหารจูเหียนถึงห้าพันรุมตีเข้ามาถึงสามด้านเหลือกำลังที่จะระวังทหาร

ฝ่ายกวนอูก็พาทหารซึ่งเหลือตายหนีจูเหียนไปจากที่นั้นประมาณห้าสิบเส้น จึงแลเห็นกองไฟทัพพัวเจี้ยง แล้วก็ได้ยินเสียงผู้คนเปนอันมาก แลไปเห็นพัวเจี้ยงขี่ม้าถือง้าวออกมา กวนอูโกรธ จึงควบม้ารำง้าวเข้าสู้กับพัวเจี้ยงได้สามเพลง พัวเจี้ยงทำชักม้าหนีไปที่ข้างกองเพลิง กวนอูก็มิอาจที่จะตามไป ก็ชักม้าไปตามทางช่องแคบเชิงเขาเจาสัน กวนเป๋งจึงเดิรขึ้นไปบอกแก่บิดาว่า เตียวลุยตายเมื่อขณะรบพุ่งวุ่นวายนั้นแล้ว กวนอูได้ยินดังนั้นก็กลั้นนํ้าตาไว้กลัวทหารจะเสียนํ้าใจ จึงสั่งกวนเป๋งลงมารั้งหลังกวนอูไปหน้า มีทหารเหลือตายตามไปสิบห้าคนเข้าไปในช่องแคบ

ฝ่ายพัวเจี้ยงก็คุมทหารโห่ร้องติดตามไป กวนอูได้ยินทหารโห่ร้องสนั่นตามมา ก็เร่งรีบพาทหารหนีไปจะให้พ้นช่องแคบ ขณะนั้นพอเวลาประมาณยามเศษก็ถึงแร้วซึ่งเขาขัดไว้ริมหลุมนั้น ม้ากวนอูก็ติดแร้วตกใจโผนไป ฝ่ายกวนอูก็ตกจากหลังม้าอาวุธก็พลัดจากมือ กวนอูกับม้าพลัดตกลงในหลุม สีข้างกวนอูก็กระทบกับก้อนศิลา ม้าก็เหยียบขากวนอูลงด้วย กวนอูก็เจ็บขัดอยู่ลุกขึ้นมิได้ ม้าต๋งทหารพัวเจี้ยงซึ่งซุ่มอยู่ เห็นกวนอูตกจากหลังม้าในหลุมลุกมิได้ ก็จับก้อนศิลาใหญ่ ๆ ทุ่มทิ้งลงไปถูกกวนอู เห็นกวนอูอ่อนสิ้นกำลังอยู่แล้วลุกมิได้ ก็เข้าจับเอาเชือกมัดมือไพล่หลัง ทหารทั้งปวงก็เข้ากลุ้มรุมจับม้า กวนเป๋งเห็นเขาจับบิดาได้จะวิ่งเข้าไปช่วย พัวเจี้ยงจูเหียนคุมทหารมาทันเข้าก็ล้อมจับกวนเป๋งได้ ก็คุมเอาตัวกวนเป๋งเข้ามาให้ซุนกวน ๆ มีความยินดีนัก จึงให้หาขุนนางทั้งปวงแลที่ปรึกษามาพร้อมกัน

ซุนกวนจึงว่าแก่กวนอูว่า แต่ก่อนเราได้ยินข่าวว่าท่านเปนคนกล้าหาญเข้มแขงน้ำใจสัตย์ซื่อนัก เราก็มีใจรักจะใคร่ได้ท่านมาไว้เปนเพื่อนตัว ท่านทำราชการอยู่กับนายท่านเราก็หาได้ท่านไม่ บัดนี้ท่านแพ้แก่เราทหารเราจับได้ ท่านจงอยู่กับเราเถิดเราจะไว้ชีวิต จะเลี้ยงท่านให้ถึงขนาด

กวนอูได้ฟังซุนกวนว่าดังนั้นก็โกรธนัก จึงด่าว่าอ้ายเด็กน้อย ตัวกูหายอมเปนบ่าวมึงไม่ อนึ่งก็ได้ถือน้ำพิพัฒน์สัจจาไว้ต่อเล่าปี่ จะช่วยเอาราชสมบัติให้เล่าปี่อันเปนเชื้อพระวงศ์ ซึ่งกูจะอยู่ด้วยมึงอันเปนศัตรูราชสมบัตินั้นไม่อยู่แล้ว ครั้งนี้กูแพ้ความคิดมึง มึงจับตัวกูได้ อย่าพักพูดเกลี้ยกล่อมเลยให้ป่วยการปาก กูเปนชาติทหารจะกินเข้าแดงเปนสองเจ้านั้นหามิได้จะสู้ตาย

ซุนกวนได้ฟังกวนอูว่าดังนั้นเหลียวหน้ามาปรึกษาทหารทั้งปวงว่า อันกวนอูเปนคนสัตย์ซื่อน้ำใจเดียว เราคิดจะใคร่เลี้ยงไว้ ทหารทั้งปวงจะเห็นประการใด โจหอมสมุห์บาญชีจึงว่า ซึ่งจะเลี้ยงกวนอูไว้ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย ครั้งหนึ่งโจโฉจับกวนอูได้ตั้งให้เปนขุนนางผู้ใหญ่ ให้เครื่องอุปโภคเปนอันมาก สามวันเลี้ยงโต๊ะทีหนึ่ง ห้าวันเลี้ยงโต๊ะทีหนึ่ง บำรุงเลี้ยงถึงเพียงนี้จะเอาตัวกวนอูไว้ กวนอูก็มิได้อยู่ ยังหนีไปหาเล่าปี่ผู้พี่ ฆ่านายด่านเสียถึงห้าตำบล แลซึ่งท่านจะเลี้ยงไว้ นานไปข้าพเจ้าเห็นว่าจะเปนอันตรายเหมือนดังนั้น ซุนกวนได้ฟังดังนั้นนิ่งตรึกตรองอยู่เปนครู่แล้วว่า ท่านว่านี้เราเห็นชอบด้วย จึงสั่งทหารให้เอาตัวกวนอูกวนเป๋งพ่อลูกไปฆ่าเสีย เมื่อกวนอูตายนั้นเดือนสิบสอง อายุพอครบห้าสิบแปดปี พระเจ้าเหี้ยนเต้มาอยู่เมืองฮูโต๋ได้ยี่สิบสี่ปี (พ.ศ. ๗๖๒) ม้าต๋งจึงเอาม้าของกวนอูไปให้ซุนกวน ๆ จึงให้ม้าต๋งเลี้ยงดูไว้ ม้านั้นไม่กินหญ้าเปนหลายวันก็ตาย

ฝ่ายฮองฮูซึ่งอยู่ในเมืองเป๊กเสีย ในเวลากลางคืนนั้นให้เดือดร้อนในใจนัก หลับไปฝันเห็นประหลาท จึงไปเล่าให้จิวฉองฟังว่า ข้าพเจ้าฝันเห็นกวนอูมายืนอยู่ตรงหน้ามีโลหิตติดทั่วตัวตกใจตื่นขึ้น กวนอูจะเปนเหตุประการใดมิได้รู้ ฮองฮูพูดกับจิวฉองยังมิทันขาดคำ พอมีคนเข้ามาบอกฮองฮูจิวฉองว่า บัดนี้ทหารซุนกวนถือสีสะกวนอูกวนเป๋งมาร้องเกลี้ยกล่อมคนอยู่ริมกำแพง ฮองฮูจิวฉองได้ยินดังนั้นก็ตกใจ ชวนกันขึ้นไปดูบนเชิงกำแพง แลลงไปเห็นสีสะกวนอูกวนเป๋งก็เสียน้ำใจนัก ฮองฮูจิวฉองจึงว่ากันว่า เราหาที่พึ่งไม่แล้วจะอยู่ใยให้ตายในเนื้อมือข้าศึกอิกเล่า ฮองฮูก็โจนกำแพงลงไปตาย จิวฉองก็เอาดาบเชือดคอตาย เมืองเป๊กเสียก็ขึ้นแก่เมืองกังตั๋งตั้งแต่นั้นมา

ฝ่ายกวนอูตายไปเปนอสุรกายอยู่ในภูเขาจวนหยกสัน แดนเมืองตองเอี๋ยง บนยอดเขานั้นมีหลวงจีนองค์หนึ่งชื่อเภาเจ๋ง หลวงจีนเภาเจ๋งองค์นี้ เดิมเปนสมภารอยู่ณวัดตีนก๊กชือ แดนเมืองกีซุน ไปเที่ยวบนเขาจวนหยกสันเห็นน้ำท่าที่อาศรัยสนุกสบาย จึงปลูกกุฏิบนเขาจวนหยกสันเปนที่ระโหฐานจำเริญเมตตาภาวนา มีเณรองค์หนึ่งอยู่ปฏิบัติ กลางคืนวันหนึ่งเดือนหงายเวลาสองยามเศษหลวงจีนเภาเจ๋งภาวนาอยู่ในกุฏิได้ยินเสียงร้องว่าเอาสีสะมาคืนให้เรา หลวงจีนเภาเจ๋งจึงแลออกไปเห็นคนหน้าแดงขี่ม้าถือง้าว มีคนแต่งตัวเปนทหารยืนเคียงม้าข้างละคน ข้างขวาหน้าขาวข้างซ้ายหน้าดำมีคางเครา ลงมาจากอากาศยืนอยู่ริมกุฏิ หลวงจีนเภาเจ๋งแลดูรู้จักว่ากวนอู จึงร้องเรียกแล้วกวักมือว่ามานี่กวนอู

ฝ่ายกวนอูซึ่งเปนอสุรกายก็ลงจากม้าเข้ามาคำนับ แล้วถามว่าสมภารเจ้าชื่อใดเล่า สมภารจึงบอกว่าเราชื่อเภาเจ๋ง เดิมเราอยู่วัดตีนก๊กชือ รู้จักกับท่านมาแต่ก่อน ท่านแปลกเราแล้วหรือ กวนอูซึ่งเปนอสุรกายกระทำคำนับแล้วว่า ท่านจงสวดมนตร์ภาวนาแผ่กุศลแลส่วนบุญให้ข้าพเจ้าบ้างเถิด ข้าพเจ้าแพ้ข้าศึกถึงแก่ความตาย หลวงจีนเภาเจ๋งจึงว่า กงเกวียนกำเกวียนตัวฆ่าเขา ๆ ฆ่าตัว เมื่อท่านฆ่างันเหลียงบุนทิวแลนายด่านห้าตำบลเสีย ใครมาทวงสีสะแก่ท่านบ้าง ครั้งนี้ท่านเสียทีแก่ข้าศึกถึงแก่ความตายแล้ว ท่านมาร้องทวงสีสะแก่ใครเล่า หลวงจีนเภาเจ๋งว่าดังนั้นแล้วก็สวดมนตร์แผ่ส่วนบุญให้ กวนอูอสุรกายรับส่วนบุญแล้ว ก็ลาไปอาศรัยอยู่ในยอดเขาจวนหยกสัน หลวงจีนเภาเจ๋งจึงเอาเนื้อความอันนี้แจ้งคนทั้งปวงว่า กวนอูตายแล้วมาสิงอยู่ในภูเขาอันนี้ คนทั้งปวงก็นับถือ จึงปลูกศาลให้กวนอูอสุรกายอยู่บนยอดเขานั้น ก็เปนที่เทพารักษ์ศักดิ์สิทธิ์แต่นั้นมา

ฝ่ายซุนกวนได้เมืองเกงจิ๋วแล้ว ก็ให้รางวัลแก่ทหารซึ่งมีความชอบตามสมควร จึงให้ลิบองนั่งที่สูงกว่าทหารทั้งปวง แล้วจึงว่าแก่ขุนนางว่า เราคิดว่าจะได้เมืองเกงจิ๋วโดยยาก อาศรัยลิบองก็ได้ง่ายดาย ไม่ทันจะพลิกมืออีก เพราะความคิดของลิบอง ความชอบอันนี้ใหญ่หลวงนัก ลิบองได้ยินดังนั้นลุกขึ้นคำนับซุนกวนแล้วจึงว่า เพราะบุญท่านจึงได้เมืองเกงจิ๋วโดยง่าย ซุนกวนจึงว่า แต่ก่อนเรามีจิวยี่มีสติปัญญากล้าหาญชำนาญในการกลศึก โจโฉยกทัพบกทัพเรือมามาก ทหารถึงแปดสิบสามหมื่น มารบกันตำบลเซ็กเพ็ก อาศรัยความคิดจิวยี่มีชัยชนะโจโฉโดยง่าย จิวยี่แพ้ความคิดขงเบ้งก็ตายเสียแล้ว ยังอยู่แต่โลซก ครั้งหนึ่งจิวยี่ยังมิตาย โจโฉมีหนังสือมาเกลี้ยกล่อมเรา ที่ปรึกษาทั้งปวงยอมจะให้เราไปขึ้นแก่โจโฉ แลโลซกผู้เดียวมิยอม จึงให้หาจิวยี่เข้ามาปรึกษาจะทำสงครามกับโจโฉ อันนี้เปนความชอบของโลซก ครั้งหนึ่งเล่าปี่ให้มาขอยืมเมืองเกงจิ๋วว่าจะอาศรัยอยู่ เราปรึกษาโลซก ๆ ยอมให้จึงวุ่นวายทั้งนี้ อันนี้เปนความผิดของโลซก บัดนี้เราอาศรัยความคิดของลิบองจึงได้เมืองเกงจิ๋วโดยสดวก ความคิดลิบองชนะความคิดจิวยี่โลซก ซุนกวนว่าแล้วจับจอกสุรารินยื่นสองมือโดยคำนับให้ลิบอง

ฝ่ายอสุรกายกวนอูมีความพยาบาทลิบองนัก ก็มาเข้าสิงอยู่ในตัวลิบอง พอลิบองจับจอกสุราจะกินเข้าไป ก็ให้ทิ้งจอกเหล้าลง แล้วชี้หน้าซุนกวนตวาดด้วยเสียงอันดัง จึงด่าว่าอ้ายเด็กน้อยตาแดง มึงรู้จักกูหรือไม่ ที่ปรึกษาทั้งปวงก็ตกใจ ลิบองจึงขึ้นไปผลักซุนกวนลงเสีย จึงขึ้นนั่งอยู่ที่ซุนกวน แล้วก็เหลือกตากลอกไปมา ตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เมื่อโจรโพกผ้าเหลืองไล่ยํ่ายีราษฎรได้ความเดือดร้อน กูพี่น้องสามคนไล่ปราบปรามโจร ๆ จึงราบคาบมาประมาณสามสิบปีแล้ว บัดนี้กูแพ้ในกลศึกของมึง กูถึงแก่ความตาย กูเปนคนไม่ได้กินเนื้อมึง กูตายแล้วจะหักฅอมึงไปให้จงได้ มึงไม่รู้จักกูหรือ กูชื่อว่ากวนอู

ซุนกวนได้ยินดังนั้นก็ตกใจลงกราบไหว้อยู่กลางดิน ครั้นสงบเสียงลง ซุนกวนแลทหารทั้งปวงเงยหน้าขึ้นไป แลเห็นลิบองฅอพับลง โลหิตไหลออกมาทางปากแลจมูก ลิบองก็ถึงแก่ความตาย ซุนกวนแลขุนนางทั้งปวงก็ตกใจ จึงเอาศพลิบองไปฝังไว้ตามธรรมเนียม จึงตั้งลิปาผู้บุตรขึ้นแทนที่ลิบอง มีทหารเข้ามาบอกแก่ซุนกวนว่า เตียวเจียวจะเข้ามาหาท่าน ซุนกวนจึงให้เชิญเตียวเจียวเข้ามา

ฝ่ายเตียวเจียวเข้ามาคำนับซุนกวนแล้วว่า ได้ยินว่าท่านจับกวนอูกวนเป๋งพ่อลูกได้ท่านฆ่าเสียแล้วหรือ ถ้าจริงดังนั้น มิช้ามินานอันตรายจะมาถึงกังตั๋งเปนมั่นคง เพราะกวนอูคนนี้ได้สบถสาบาลเปนพี่น้องกับเล่าปี่ สัญญากันไว้ว่าตายก็จะตายด้วยกัน เล่าปี่ก็ได้เปนใหญ่ในเมืองตังฉวนเสฉวน มีทหารเปนอันมาก เข้าปลาอาหารก็บริบูรณ์ อนึ่งความคิดในกลศึกใครจะเสมอขงเบ้งหามิได้ จะว่าด้วยฝีมือทหารจะหาเปรียบด้วยฝีมือเตียวหุยฮองตงม้าเฉียวจูล่งก็หายากนัก ถ้าเล่าปี่รู้ไปว่ากวนอูกวนเป๋งพ่อลูกตายแล้ว ก็คงจะยกทัพมาสิ้นทั้งเมือง จะมารบเอาเมืองกังตั๋งแก้แค้น ข้าพเจ้าเห็นว่าจะรับรองต้านทานมิได้

ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ตกใจกระทืบเท้าลงว่า อันตรายซึ่งจะมีมาแก่เมืองกังตั๋งดังนี้แล้ว ท่านจะคิดอ่านแก้ไขประการใดเล่า เตียวเจียวจึงว่า ถ้าท่านไว้ธุระแก่ข้าพเจ้าดังนั้นแล้ว ขอท่านอย่าได้วิตกเลย ข้าพเจ้ามีอุบายอันหนึ่งไม่ให้เล่าปี่ทำร้ายเมืองกังตั๋งได้ จะรักษาเมืองกังตั๋งให้มั่นคงดุจพื้นปถพี

ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงถามว่าท่านจะทำประการใด เตียวเจียวจึงว่า บัดนี้โจโฉมีทหารถึงร้อยหมื่น นายทหารที่มีความคิดดีทั้งฝีมือกล้าหาญก็มีเปนอันมาก ถ้าเล่าปี่ยกกองทัพมาแก้แค้น แลจะบอกไปถึงโจโฉให้ยกเปนทัพกระหนาบมา เมืองกังตั๋งก็จะขัดสนหาที่พึ่งมิได้ ข้าพเจ้าคิดอุบายจะคุมเอาสีสะกวนอูไปให้โจโฉ ฝ่ายเล่าปี่รู้จะเข้าใจว่าโจโฉแสร้งใช้ให้เราทำ เห็นจะมีความแค้นแก่โจโฉนัก ก็จะไม่ยกทัพมาตีเมืองกังตั๋ง จะยกไปตีโจโฉ เราก็จะมีความสบาย จะดูเล่นใครแพ้แลชนะก็ชั่ง

ซุนกวนได้ยินเตียวเจียวว่าดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงสั่งให้ทหารต่อหีบใส่สีสะกวนอู แต่งทหารให้รีบไปทั้งกลางวันกลางคืน เอาสีสะกวนอูไปถวายโจโฉ ครั้งนั้นโจโฉมาจากเมืองคอโผ มาอยู่เมืองลกเอี๋ยง มีคนเข้ามาบอกโจโฉว่า ซุนกวนใช้ให้ทหารคุมเอาสีสะกวนอูเข้ามาถวาย โจโฉมีความยินดีนัก จึงว่าแก่ขุนนางทั้งปวงว่า บัดนี้กวนอูตายแล้วเรานอนตาหลับ

สุมาอี้รู้ถึงกลความคิดซุนกวนซึ่งทำมานั้นจึงว่า ซุนกวนทำทั้งนี้ประสงค์จะเอาความร้ายมาป้ายให้เรา โจโฉจึงถามว่า ท่านเห็นกะไรจึงว่าฉนี้ สุมาอี้จึงว่า แต่ก่อนเล่าปี่กวนอูเตียวหุยสามคนนี้สบถต่อกันไว้ว่าจะเปนด้วยกันตายด้วยกัน บัดนี้ซุนกวนฆ่ากวนอูเสียแล้ว กลัวเล่าปี่จะยกทัพกลับมาแก้แค้น จึงสั่งให้เอาสีสะกวนอูมาถวายทั้งนี้ หวังจะให้เล่าปี่โกรธท่าน เล่าปี่จะไม่ยกทัพไปตีซุนกวน จะยกทัพมาแก้แค้นท่าน ซุนกวนก็จะเปนคนกลางคอยดูเล่น

โจโฉได้ยินสุมาอี้ว่าดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงว่ากลศึกเขาทำมาดังนี้ ท่านจะคิดกลอุบายประการใด สุมาอี้จึงว่า การแต่เพียงนี้ข้าพเจ้าเห็นหาสู้ยากนักไม่ ขอให้ท่านเอาไม้หอมมาต่อเปนหีบใส่สีสะกวนอูไปฝังไว้ตามอย่างขุนนางผู้ใหญ่ ฝ่ายเล่าปี่รู้ไปก็ไม่โกรธท่าน จะโกรธซุนกวน เห็นว่าจะยกทัพกลับไปตีซุนกวนเปนมั่นคง เราจะคอยดูเล่น เมื่อเล่าปี่กับซุนกวนรบพุ่งกันยับเยินไปแล้ว เราจะทำภายหลังเห็นจะได้โดยสดวก

โจโฉได้ฟังเห็นชอบด้วยมีความยินดีนัก จึงให้หาทหารซุนกวนเข้ามา ทหารซุนกวนจึงเอาสีสะกวนอูเข้าไปถวาย โจโฉให้เปิดหีบขึ้น เห็นหน้ากวนอูยังเปนปรกติอยู่เหมือนเมื่อยังเปนอยู่นั้น โจโฉหัวเราะเย้ยแล้วว่า กวนอูยังเปนอยู่ไม่มาหาเรา บัดนี้ยังแต่สีสะเปล่าอุตส่าห์มาหาเรา ว่ายังมิทันจะขาดคำ แลเห็นสีสะกวนอูมีปากอ้าตาเหลือกเกลือกกลอกไปมา โจโฉตกใจล้มลง ขุนนางทั้งปวงตกใจเข้าอุ้มเอาโจโฉให้นั่งขึ้น โจโฉสิ้นสมประดีนิ่งไปสักครู่หนึ่งจึงค่อยได้สติคืนสมประดีมา จึงว่าแก่ขุนนางทั้งปวงว่า กวนอูคนนี้ศักดิ์สิทธิ์นัก เหมือนหนึ่งเทพดาลงมาจากชั้นฟ้า ทหารซุนกวนได้ยินโจโฉว่าดังนั้น จึงเล่าเนื้อความซึ่งกวนอูไปเข้าลิบอง ด่าซุนกวนหักฅอลิบองเสียนั้นให้โจโฉฟังทุกประการ

โจโฉได้ยินดังนั้นก็กลัวยิ่งกว่าแต่ก่อน จึงสั่งให้เอาไม้หอมต่อหีบใส่สีสะกวนอู แล้วให้แต่งเครื่องเส้นตามบันดาศักดิ์ขุนนางผู้ใหญ่ แล้วเชิญสีสะกวนอูไปฝังไว้ริมประตูเมืองลกเอี๋ยงข้างทิศทักษิณ โจโฉแลขุนนางทั้งปวงก็ตามไปส่งสักการศพ โจโฉจึงสั่งให้ตกแต่งฝังตามอย่างผู้นั่งเมืองเกงจิ๋ว แล้วจารึกอักษรลงไว้ว่า ที่ฝังศพเจ้าเมืองเกงจิ๋ว แล้วแต่งขุนนางไว้ให้รักษา แล้วสั่งทหารซุนกวนให้กลับไป



[๑] มีในเรื่องห้องสิน

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ