ตอนที่ ๓๘

ฝ่ายโจโฉครั้นพบกวนอูในกลางทางนั้น สำคัญว่ากลของขงเบ้ง มิอาจตามเล่าปี่ไป ถอยกลับมา จึงคิดว่าเล่าปี่หนีไปได้ฉนี้ น่าที่จะรุกไปตีเอาเมืองกังเหลงเปนมั่นคง ถ้าเล่าปี่ได้เมืองกังเหลงแล้วก็จะตั้งมั่นอยู่เห็นจะทำการยาก ก็รีบยกทหารคืนหลังมาจะไปตีเอาเมืองกังเหลง

ขณะนั้นตงยีซึ่งได้รักษาเมืองเกงจิ๋ว แจ้งว่าเมืองซงหยงนั้นขึ้นแก่โจโฉแล้ว ครั้นรู้ว่าโจโฉยกมาถึงแดนเมืองเกงจิ๋วก็กลัว เห็นว่าจะสู้มิได้ก็พาอาณาประชาราษฎรทั้งปวงออกมาคำนับโจโฉ แล้วให้เชิญโจโฉเข้าไปในเมือง โจโฉจัดแจงอาณาประชาราษฎรทั้งปวงเปนปรกติแล้ว จึงว่าแก่ที่ปรึกษาทั้งปวงว่า บัดนี้เล่าปี่ไปตั้งอยู่ณเมืองกังแฮแล้ว นานไปข้างหน้าเห็นว่าจะเปนน้ำหนึ่งใจเดียวกันเข้ากับเมืองตองง่อจำจะรีบกำจัดเสีย เหมือนหญ้าแพรกถ้ามิรีบชำระเสียก็จะงอกมากออกเปนพืชน์ติดผูกพันกันไป แต่จะคิดประการใดจึงจะกำจัดเล่าปี่ได้

ซุนฮิวจึงว่า ซึ่งมหาอุปราชยกมาครั้งนี้ก็ใหญ่หลวงนัก ปรากฎไปทุกตำบล ขอให้ท่านมีหนังสือไปถึงซุนกวนชวนมาเที่ยวเล่นป่าณเมืองกังแฮ แล้วจงคิดอ่านชวนกันจับเล่าปี่ให้ได้ ถ้าได้ตัวเล่าปี่แล้วจะแบ่งเมืองเกงจิ๋วให้กึ่งหนึ่ง แล้วจะสาบาลต่อกันเปนพี่น้องมิได้ทำร้ายแก่กันสืบไป ถ้าซุนกวนเห็นหนังสือก็จะมีความยำเกรงบุญแลปัญญามหาอุปราช ดีร้ายก็จะมา โจโฉเห็นด้วยจึงแต่งหนังสือใช้ให้คนถือไปเมืองกังตั๋ง แล้วจึงให้ตระเตรียมทัพบกทัพเรือไว้ แสร้งให้กิตติศัพท์ปรากฎเลื่องลือไปว่า ทหารมหาอุปราชยกมาครั้งนี้พลร้อยหมื่น แลเรือรบซึ่งทอดอยู่ชายทเลนั้นดังหนึ่งจะเต็มไปทั้งมหาสมุทร ข้างทัพบกนั้นก็ให้ทำค่ายรายต่อกันออกไประยะทางถึงสามพันเส้น

ฝ่ายซุนกวนครั้นแจ้งว่าโจโฉยกทัพหลวงมาถึงเมืองซงหยง เล่าจ๋องออกไปคำนับยกเมืองซงหยงให้โจโฉแล้ว บัดนี้จะยกไปรบเอาเมืองกังเหลง ซุนกวนคิดเกรงโจโฉจะมาถึงเมือง จึงปรึกษากับที่ปรึกษาทั้งปวงว่า โจโฉยกทหารมาจะรบเอาเมืองกังเหลง เห็นจะมิหยุดแต่เท่านั้น จะลามมาถึงเรา จะคิดอ่านป้องกันไว้ประการใด โลซกจึงว่า อันจะป้องกันมิให้ข้าศึกลามมาถึงเมืองนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองเกงจิ๋วนี้เปนเมืองใหญ่ ผู้คนทั้งปวงก็พรักพร้อมสารพัดจะบริบูรณ์ ถ้าเรายกทหารไปตีเอาเมืองเกงจิ๋วตั้งมั่นอยู่ได้แล้ว จะปรารมภ์อะไรกับทัพโจโฉ ยิ่งกว่านี้ก็จะป้องกันไว้ได้มิให้ข้าศึกถึงเมือง อนึ่งถ้าได้เมืองเกงจิ๋วแล้ว เห็นจะตั้งตัวเปนใหญ่ได้ บัดนี้เล่าเปียวก็ตายแล้ว เล่าปี่เล่าก็ระส่ำระสายตั้งตัวยังมิได้ แตกไปอยู่กับเล่ากี๋ณเมืองกังแฮ ข้าพเจ้าจะขออุบายแต่งเครื่องเส้นทำเปนไปคำนับศพเล่าเปียว แล้วจะพูดจาเกลี้ยกล่อมผู้คนทหารชาวเมืองเกงจิ๋วแลเล่าปี่ให้ลงใจพร้อมกันแล้ว ก็เห็นว่าจะทำการกำจัดโจโฉเสียได้โดยง่าย ซุนกวนเห็นด้วยจึงจัดแจงสิ่งของให้แก่โลซกไปเมืองกังแฮ

ฝ่ายเล่าปี่จึงปรึกษาด้วยขงเบ้งว่า โจโฉยกทัพมาครั้งนี้ใหญ่หลวงนักเกลือกจะยกติดตามมาอีก เราจะคิดอ่านประการใดดี ขงเบ้งจึงว่า อันจะอยู่เมืองกังแฮนี้เห็นขัดสนนัก ถ้าโจโฉยกมาก็จะเสียทีอีก ขอให้ท่านยกไปอยู่เมืองกังตั๋งอาศรัยซุนกวนเถิด ถ้าแลโจโฉรู้ว่าท่านไปอยู่กับซุนกวนก็จะตามไป ดีร้ายโจโฉกับซุนกวนก็จะผิดกันขึ้น เราก็จะอยู่หว่างกลาง ถ้าใครเพลี่ยงพล้ำลงเห็นได้ทีเราก็จะซ้ำเอาเมื่อปลายมือ เห็นจะได้ชัยชนะโดยง่าย เล่าปี่จึงว่า ซึ่งท่านคิดทั้งนี้ก็ชอบอยู่ แต่ซุนกวนนั้นมีผู้กอบไปด้วยสติปัญญาทำนุบำรุงเปนอันมาก เกลือกจะมิยอมให้เราอยู่ก็จะอัปยศแก่เขา ขงเบ้งหัวเราะแล้วจึงตอบว่า โจโฉยกกองทัพมาครั้งนี้เอิกเกริกดังแผ่นดินจะถล่ม เห็นว่าซุนกวนจะสดุ้งตกใจอยู่ ดีร้ายจะใช้คนสอดแนมมาถึงเรา ถ้าแลผู้ใดมาถึงท่านแล้ว ข้าพเจ้าจะขออาสาเอาแต่เรือลำหนึ่งไปกับลิ้นข้าพเจ้าสามนิ้วเท่านี้ ไปยุให้ซุนกวนผิดกับโจโฉจงได้ ถ้าโจโฉแพ้ก็จะเข้าช่วยซุนกวน เห็นได้ท่วงทีแล้วเราก็จะเข้าชิงเอาเมืองเกงจิ๋วเปนกำไรเปล่า แม้ซุนกวนแพ้เราก็จะคิดแก้ไขชิงเอาเมืองกังตั๋งไว้ได้

เล่าปี่จึงว่า อันความคิดทั้งนี้เราก็เห็นด้วยอยู่ แต่ทว่าผู้ใดซึ่งจะมาหาเรานั้นยังไม่เห็นเลย พอเล่าปี่ว่าแก่ขงเบ้งยังมิทันขาดคำ ทหารวิ่งเข้ามาบอกว่า บัดนี้ซุนกวนใช้ให้โลซกเอาเครื่องเส้นมาแต่เมืองกังตั๋งจะมาคำนับศพเล่าเปียว ขงเบ้งได้ยินดังนั้นก็ตบมือหัวเราะ จึงถามเล่ากี๋ว่า ขณะเมื่อซุนเกี๋ยนบิดาซุนกวนถึงแก่ความตายนั้น ท่านได้แต่งไปคำนับศพหรือ เล่ากี๋จึงว่า เมืองกังตั๋งกับเมืองเกงจิ๋วเปนอริกัน อยู่มาบิดาข้าพเจ้าฆ่าบิดาเขาถึงแก่ความตายแล้ว จะกลับไปคำนับศพกะไรได้ ขงเบ้งจึงว่า ถ้าดังนั้นโลซกมาครั้งนี้เห็นจะมิมาคำนับศพโดยสุจริต จะมาสืบเอากิจการบ้านเมืองเปนมั่นคง จึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ถ้าโลซกมาหาท่านจะพูดจาไต่ถามถึงโจโฉประการใด ท่านจงบอกปฏิเสธเสียว่าหารู้ไม่ แม้จะซักไซ้ไต่ถามสืบไปก็จงบอกว่าให้ไปถามขงเบ้งดูเถิด เล่าปี่เล่ากี๋จึงให้คนไปรับโลซกขึ้นมา แล้วจึงแต่งโต๊ะเลี้ยงตามประเพณี

ขณะเมื่อโลซกกินโต๊ะอยู่จึงถามเล่าปี่ว่า ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์เขาเล่าลือว่าท่านมีสติปัญญา ทั้งน้ำใจก็โอบอ้อมอารีนัก เปนที่สรรเสริญแก่คนทั้งปวง ข้าพเจ้านี้เปนคนบุญน้อยมิได้พบเห็นเลย มาได้พบท่านในวันนี้ก็เปนวาสนานัก บัดนี้ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่า ท่านกับโจโฉได้รบพุ่งกันเปนสามารถยังจะจริงหรือ โจโฉนั้นจะมีทหารมากน้อยสักเพียงไร

เล่าปี่จึงว่า อันคนทั้งปวงนับถือสรรเสริญว่าเรามีใจโอบอ้อมอารีนั้นก็จริงอยู่ แต่ว่าเรามีความคิดแลปัญญานั้นก็เปนประมาณดอก ทั้งทหารเล่าก็น้อยนัก ซึ่งจะต่อด้วยโจโฉนั้นก็มิได้ แม้รู้ว่าโจโฉยกมาแล้ว เราก็เล็ดลอดหนีเอาตัวรอดมิอาจอยู่ให้ใกล้ ยากที่จะรู้เห็นว่าทหารโจโฉมากแลน้อย ท่านถามฉนี้ก็จนใจอยู่มิรู้ที่จะบอกได้ โลซกจึงว่า ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่าท่านได้รบพุ่งกับโจโฉ ขงเบ้งได้คิดกลอุบายลวงเผาทหารเสียถึงสองครั้ง จนโจโฉสดุ้งตกใจกลัว เหตุไฉนท่านจึงว่าไม่รู้เล่า เล่าปี่จึงว่า ถ้าท่านจะใคร่รู้ให้ถนัดก็ไปถามขงเบ้งเถิด อันจะถามเรานี้ก็เหมือนถามเสียเปล่า โลซกจึงว่า บัดนี้ขงเบ้งอยู่ที่ไหนเล่า ขอให้ข้าพเจ้าได้เห็นหน้าสนทนาด้วยสักหน่อยหนึ่ง

เล่าปี่จึงเรียกขงเบ้งออกมาหาโลซก ต่างคนต่างคำนับกันแล้ว โลซกจึงว่าแก่ขงเบ้งว่า ข้าพเจ้าได้ยินคำสรรเสริญปัญญาท่านนี้เอิกเกริกนักหนา ซึ่งได้มาพบท่านวันนี้เปนวาสนาหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้าจะขอถามท่านหน่อยหนึ่ง ซึ่งท่านได้ทำการรบพุ่งกับโจโฉครั้งนี้ ได้คิดอ่านกลอุบายเปนประการใดบ้าง ขงเบ้งจึงว่า อันโจโฉนั้นประกอบด้วยปัญญาความคิดมาก เราหรือจะอาจทำการขับเคี่ยวด้วยโจโฉได้ เพราะกำลังทหารก็น้อยกว่าน้อย จึงอุตส่าห์หลบหลีกหนีมาเสียเอาตัวรอด โลซกจึงว่า อันตัวท่านกับเล่าปี่จะต่อด้วยโจโฉมิได้ พากันหลบหลีกหนีมาจะหยุดอยู่เพียงนี้หรือ ๆ จะคิดต่อไปประการใดอีก

ขงเบ้งจึงบอกว่า อาวสิ้วเจ้าเมืองซังงาว เปนคนชอบกันกับเล่าปี่นายเรา บัดนี้เล่าปี่ก็คิดว่าจะผ่อนผันไปอาศรัยอยู่ด้วย โลซกจึงว่า อันเมืองซังงาวนั้นผู้คนเข้าปลาอาหารก็น้อย แต่ตัวอาวสิ้วเองก็ยังรักษามิใคร่ได้ เหตุใดจึงจะอาจรักษาผู้อื่นได้เล่าเรามิเห็นด้วย ขงเบ้งจึงว่า ซึ่งท่านว่าทั้งนี้ก็ชอบอยู่ แต่ว่าบัดนี้จนใจอยู่แล้วด้วยหาที่จะอาศรัยมิได้ จำเปนจะไปพึ่งอยู่ก่อนพอได้ยั้งตัว ก็จะได้คิดทำการต่อไป โลซกจึงว่า ท่านจะไปอาศรัยอยู่เมืองกังตั๋งจะมิดีหรือ อันซุนกวนนายเราก็มีน้ำใจอารี ทั้งอาณาประชาราษฎรก็รักใคร่เปนอันมาก แล้วเข้าปลาอาหารก็บริบูรณ์ ขอท่านให้คนไปหาซุนกวน พูดจาเกลี้ยกล่อมให้เปนน้ำหนึ่งใจเดียว ช่วยกันคิดอ่านกำจัดโจโฉเสีย เห็นจะสำเร็จดังความคิดของท่าน

ขงเบ้งจึงว่า ท่านว่านี้บุณคุณนักหนา แต่ว่าเล่าปี่กับซุนกวนก็ไม่คุ้นเคยกันมาแต่ก่อน ถึงจะให้ไปว่ากล่าวก็เห็นซุนกวนจะไม่ผ่อนผันกรุณาจะป่วยการเสียเปล่า อนึ่งคนที่จะใช้ไปเจรจาต่างตาต่างใจนั้นก็ขัดสน โลซกจึงว่า บัดนี้จูกัดกิ๋นพี่ท่านก็ไปอยู่เมืองกังตั๋ง เปนที่ปรึกษาผู้ใหญ่ของซุนกวน ก็บ่นหาอยู่จะใคร่พบท่าน ธุระอันนี้ข้าพเจ้าขอรับเอา จะพาท่านไปให้ถึงซุนกวนให้เจรจาด้วยจงได้ เล่าปี่ได้ฟังโลซกว่าดังนั้นจึงว่า อันขงเบ้งนี้เปนอาจารย์ของข้าพเจ้าเปรียบเหมือนดวงใจ แต่จะคลาดข้าพเจ้าสักครู่หนึ่งยังมิได้ หรือจะไปถึงเมืองกังตั๋งนั้นเรามิให้ไป โลซกก็อ้อนวอนว่า ขอให้ขงเบ้งไปพบกันกับนายข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด เล่าปี่ก็ทำเปนบิดพลิ้วมิยอม ขงเบ้งจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า อันการครั้งนี้จวนตัวเราอยู่แล้ว จะนิ่งอยู่ฉนี้ก็มิได้ ท่านจงให้ข้าพเจ้าไปเถิด จะได้รู้จักหนักแลเบาที่จะคิดอ่านผ่อนผันรักษาตัวไปข้างหน้า เล่าปี่จึงว่า ถ้าฉนั้นท่านจะไปก็ตาม โลซกได้ฟังดังนั้นก็ยินดี จึงคำนับลาเล่าปี่แล้วก็พาขงเบ้งมาลงเรือ จึงว่าท่านไปพบกับซุนกวนแล้วจงอย่าบอกว่าโจโฉมีทหารมาก บอกพรางเสียว่ามีทหารน้อย ขงเบ้งจึงว่า ข้อนั้นท่านอย่าวิตกเลย ไว้เปนพนักงานของเรา

ครั้นโลซกมาถึงเมืองกังตั๋ง จัดแจงที่อยู่ให้แก่ขงเบ้งโดยสมควรแล้วก็เข้าไปหาซุนกวน ๆ จึงถามว่า ท่านไปสืบกิจการณเมืองกังแฮนั้นยังเปนประการใดบ้าง โลซกจึงว่า ข้าพเจ้าไปสืบกิจการนั้นก็ได้แจ้งมาอยู่ แต่ทว่าจะบอกแก่ท่านบัดนี้ยังมิชอบกลก่อน ซุนกวนได้ฟังดังนั้นจึงเอาหนังสือซึ่งโจโฉให้มานั้นยื่นให้โลซกดูทั้งผนึก โลซกก็รับเอาหนังสือแล้วจึงว่า โจโฉให้มีหนังสือมาทั้งนี้ปราถนาจะเกลี้ยกล่อมให้เปนใจเดียวกันด้วยหวังจะคิดทำการไปข้างหน้า เห็นจะไม่สุจริตต่อเปนมั่นคง แล้วฉีกผนึกออกอ่านให้ซุนกวนฟังเปนใจความว่า พระเจ้าเหี้ยนเต้ให้เราคุมทหารห้าสิบหมื่นมากำจัดเล่าจ๋องเสีย บัดนี้ยกมาก็ได้เมืองซงหยงหัวเมืองเกงจิ๋วแล้ว อาณาประชาราษฎรทั้งปวงก็มีความยินดีเปนอันมาก แลเราก็ซ่องสุมทหารได้ถึงร้อยหมื่น นายทหารพันหนึ่ง แต่มีน้ำใจคิดถึงท่านจะใคร่พบกันสักครั้งหนึ่ง ขอให้ท่านออกมาเที่ยวเล่นป่าณแดนเมืองกังแฮ จะได้ช่วยกันคิดอ่านกำจัดเล่าปี่ผู้เปนศัตรูแผ่นดินเสีย ถ้าสำเร็จแล้วเราจะแบ่งเมืองเกงจิ๋วให้แก่ท่านกึ่งหนึ่ง แล้วเราจะร่วมสาบาลไว้เปนน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ถ้าท่านจะเห็นประการใดก็ให้มีหนังสือตอบมาให้แจ้ง

โลซกอ่านหนังสือแล้วจึงถามซุนกวนว่า ใจของท่านจะคิดประการใดเล่า ซุนกวนจึงว่า เรายังมิรู้ที่จะคิดเลย เตียวเจียวจึงว่า บัดนี้โจโฉได้คุมทหารถึงร้อยหมื่น เอารับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้มาว่าทั้งนี้ ปราถนาจะเที่ยวกำจัดให้อยู่ในอำนาจของตัว ซึ่งท่านจะคิดอ่านต่อสู้โจโฉนั้นก็ยาก จะอาศรัยได้ก็แต่ทะเลกั้นอยู่ บัดนี้เล่าโจโฉก็ได้เมืองเกงจิ๋วแล้ว ทหารในเมืองเกงจิ๋วก็สันทัดในทางทะเลเหมือนกันกับเมืองเรา แม้โจโฉยกมาก็จะเสียที ขอให้คิดอ่านออกไปอ่อนน้อมโจโฉเถิด อาณาประชาราษฎรทั้งปวงก็จะมีความสุขสืบไป บันดาที่ปรึกษาทั้งปวงได้ฟังเตียวเจียวว่าดังนั้นจึงว่า เตียวเจียวว่าดังนี้ชอบด้วยประเพณีดีนักหนา ซุนกวนก็นิ่งอยู่มิได้ว่าประการใด เตียวเจียวจึงซ้ำว่าอีก ท่านอย่าวิตกอยู่เลย จงเร่งคิดอ่านออกไปคำนับโจโฉเห็นจะมีความสุข ซุนกวนสั่นสีสะแล้วก็นิ่งเสีย สักครู่หนึ่งจึงลุกขึ้นจากที่เดิรเข้าไปข้างใน โลซกก็เดิรตามเข้าไป ซุนกวนจับข้อมือโลซกเข้าแล้วก็ถามว่า ที่ปรึกษาทั้งปวงเห็นด้วยถ้อยคำเตียวเจียวสิ้นฉนี้ ท่านจะคิดประการใด

โลซกจึงว่า อันคนทั้งปวงเห็นพร้อมกันจะให้ท่านไปคำนับโจโฉเพราะเห็นแต่จะมีความสุขนั้น เหมือนจะให้มีความทุกข์ไปอีก ข้าพเจ้าผู้เดียวไม่เห็นด้วย ขอท่านอย่าได้ออกไปคำนับโจโฉเลย ซุนกวนจึงว่า ซึ่งมิเต็มใจให้เราออกไปก็ชอบอยู่ แต่ความคิดท่านเห็นประการใด โลซกจึงว่า ข้าพเจ้าเห็นว่าโจโฉหรือจะเลี้ยงท่านเปนใหญ่ ถึงจะทำนุบำรุงก็แต่เปนประมาณ แม้จะมีบ่าวตามหลังอย่างมากก็เพียงสี่คน ถึงจะมีม้าขี่ก็แต่ตัวเดียว จะเหมือนท่านเปนโสดแก่ตัวอยู่ในเมืองกังตั๋งหรือ อันคนทั้งปวงว่านั้นประโยชน์จะรักษาตัวให้เปนสุข หาเจ็บร้อนด้วยท่านไม่ ซึ่งท่านจะคิดอ่านทำการกับโจโฉนั้น อย่าได้เชื่อฟังถ้อยคำคนเหล่านี้สืบต่อไป จงเร่งตระเตรียมการป้องกันรักษาตัวเถิด

ซุนกวนทอดใจใหญ่แล้วว่าตัวข้าพเจ้านี้อาภัพ เสียแรงปลูกเลี้ยงคนทั้งปวงไว้หวังจะได้เปนเพื่อนเจ็บร้อนก็เสียเปล่า แต่โลซกผู้เดียวกตัญญูสัตย์ซื่อรักเราจริงๆ แลบัดนี้โจโฉก็ได้ทหารอ้วนเสี้ยวไว้เปนชเลยมากกว่ามากมีใจกำเริบนัก ซึ่งเราจะคิดทำการต่อสู้ด้วยโจโฉนั้นจะผ่อนผันประการใดดี โลซกจึงว่า บัดนี้ข้าพเจ้าไปสืบกิจการณเมืองกังแฮนั้น ข้าพเจ้าได้พาเอาตัวขงเบ้งน้องชายจูกัดกิ๋นมา ถ้าท่านจะใคร่รู้ตื้นลึกหนักเบาในใจโจโฉประการใด ขอให้หาขงเบ้งเข้ามาไต่ถามดูก็จะแจ้ง ซุนกวนจึงว่าอาจารย์ฮกหลงมาอยู่ที่นี่หรือ โลซกจึงว่าข้าพเจ้าพามาจัดแจงให้อาศรัยอยู่นอกเมือง ซุนกวนได้แจ้งดังนั้นก็ยินดี จึงว่าเวลาวันนี้ก็จวนค่ำแล้ว ต่อพรุ่งนี้เช้าท่านจึงพาขงเบ้งเข้ามา ซุนกวนก็สั่งให้ตกแต่งที่ออกขุนนางให้เปนสง่าหวังจะอวดขงเบ้ง กำหนดขุนนางทั้งปวงให้เข้ามาพร้อมกันในเวลาเช้าให้สิ้น

ครั้นเวลาเช้าโลซกจึงไปหาขงเบ้ง บอกว่าซุนกวนให้เรามาพาท่านเข้าไป แลซึ่งเราเจรจาแก่ท่านกลางทางนั้นอย่าลืมเสีย ขงเบ้งหัวเราะแล้วจึงตอบว่า ท่านอย่าวิตกเลย โลซกก็พาขงเบ้งมาหาซุนกวน ครั้นมาถึงที่ชั้นนอก ขงเบ้งเห็นขุนนางซึ่งเปนที่ปรึกษาแต่งตัวนั่งเปนแถวพร้อมกันอยู่ จึงเข้าไปคำนับตามประเพณี แล้วต่างคนต่างสนทนาด้วยกัน เตียวเจียวเห็นขงเบ้งรูปร่างสคราญแต่งตัวหลักแหลม เปนคนช่างพูดช่างเจรจาเฉลียวฉลาด จึงคิดว่าขงเบ้งมานี้ชรอยจะมาพูดเกลี้ยกล่อมดูแยบคายเปนมั่นคง จำจะเจรจาด้วยฟังกำลังปัญญาแลความคิดจะว่าประการใด เตียวเจียวจึงว่า แต่ก่อนข้าพเจ้าแจ้งว่าอาจารย์ฮกหลงอยู่ตำบลเขาโงลังกั๋ง เขาเลื่องลือว่ากอบด้วยสติปัญญามาก เหมือนอาจารย์ขวันต๋งงักเยยังจะจริงกระนั้นหรือ[๑]

ขงเบ้งจึงว่า อันเขาสรรเสริญข้าพเจ้านั้นเปนแต่ปัญญาภายนอก ซึ่งได้ทำการมาทั้งนั้นก็เหมือนความคิดคนทั้งปวงไม่ยากนัก ถึงผู้ใดจะทำก็ได้ อันปัญญาภายในนั้นใครยังหาล่วงรู้เห็นปรากฎไม่ เตียวเจียวจึงว่า ข้าพเจ้าได้ยินเขาลือว่าเล่าปี่อุตส่าห์ทำความเพียรไปเชิญท่านถึงสามครั้งจึงได้ตัวท่านมา เล่าปี่มีความยินดีดังปลาได้น้ำ มีใจกำเริบคิดการใหญ่หลวงหมายจะทำการเอาเมืองเกงจิ๋ว เห็นจะได้เปนมั่นคง ดังอยู่ในกำมือเหมือนจะเอาเสื่อมาปูลงนั่งโดยง่าย เปนไฉนเมืองเกงจิ๋วจึงกลับไปได้แก่โจโฉเล่า ท่านคิดอ่านประการใด

ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า เตียวเจียวคนนี้เปนที่ปรึกษาผู้ใหญ่ของซุนกวน มีปัญญาหลักแหลมนัก แม้กูจะมิตอบให้จนแก่ถ้อยคำบัดนี้ ที่ไหนจะเจรจาด้วยซุนกวนสืบไปได้ แล้วจึงตอบว่า ซึ่งเราจะคิดทำการเอาแผ่นดินเมืองเกงจิ๋วนั้นง่ายนัก เหมือนหนึ่งกลับฝ่ามือคว่ำแลหงาย จะทำเมื่อใดก็จะสำเร็จเมื่อนั้น ซึ่งเหตุทั้งนี้ก็เพราะนายเราเปนคนซื่อถือความสัตย์ มิได้ปราถนาที่จะชิงเอาสมบัติของแซ่เดียวกัน ไม่กระทำตามคำเราจึงได้ความเดือดร้อน มาน้อยใจด้วยเล่าจ๋องลูกอมมือเชื่อถือถ้อยคำคนสอพลอ เอาเมืองซงหยงไปลอบยกให้โจโฉ ๆ จึงได้กำเริบทำการใหญ่หลวงมาถึงเพียงนี้ แลเล่าปี่นายเรามาตั้งอยู่ณเมืองกังแฮนั้น ก็หวังจะทำการใหญ่หลวงต่อไปอยู่ ซึ่งผู้มีสติปัญญาเปนประมาณเหมือนท่านฉนี้ ถึงจะบอกให้ที่ไหนจะรู้ ดังเอาแก้วไปทิ้งลงไว้ในตมก็ลับรัศมีเสียเปล่า

เตียวเจียวจึงว่า ท่านว่าฉนี้เรากลัวจะไม่แน่นอนเหมือนปาก ส่วนปากก็ว่าจะไปทางนี้ เท้าจะเดิรไปทางอื่นจะผิดกันไป อันขวันต๋งงักเยนั้นเปนถึงอุปราชกอปด้วยสติปัญญา ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินพระเจ้าจีห้วนก๋งปราบปรามศัตรูให้ราบคาบ บ้านเมืองอยู่เย็นเปนสุข ก็ควรที่คนจะยกยอสรรเสริญว่ามีสติปัญญาจริง แลตัวท่านเมื่อยังอยู่ในเขาโงลังกั๋งนั้น เขาเลื่องลือว่ามีปัญญาแลความคิดปรากฎ ดังหนึ่งจะหยั่งรู้ตลอดไปในแผ่นดิน เมื่อเล่าปี่ยังมิได้ท่านมาไว้เปนที่อุปถัมภ์นั้น จะคิดทำการสิ่งใดก็สำเร็จ แล้วก็ได้มีบ้านเมืองอยู่เปนสุขตามวาสนาของตัว บัดนี้ได้ตัวท่านมาไว้เปนที่ทำนุบำรุงแล้ว เห็นว่าการใหญ่หลวงก็สำเร็จโดยง่ายด้วยกำลังความคิดของท่าน เหตุไฉนเล่าปี่จึงได้ความเดือดร้อนยิ่งกว่าแต่ก่อนอีกเล่า เที่ยวหนีโจโฉซุกซ่อนอยู่เหมือนหนูหนีจั่น แต่แผ่นดินสักเท่าใบพุทราก็ไม่มีที่จะอยู่ นี่แลหรือเล่าปี่ได้อาศรัยความคิดของท่านทำนุบำรุงช่วยอุปถัมภ์ แลคนทั้งปวงมาสรรเสริญว่าท่านมีปัญญาเหมือนขวันต๋งงักเยนั้นหาสมไม่ ซึ่งเราว่าทั้งนี้ตามความจริงท่านอย่าน้อยใจเลย

ขงเบ้งได้ฟังดังนั้น จึงเอามือปิดปากหัวเราะแล้วตอบว่า ธรรมดาผู้มีปัญญาอันพิสดาร แม้จะคิดการสิ่งใดก็ลึกซึ้ง ผู้มีปัญญาน้อยหาหยั่งรู้ถึงตลอดไม่ อุปมาเหมือนพระยาครุฑ แม้จะไปทิศใดก็ย่อมบินโดยอากาศอันสูงสุดสายเมฆ มิได้บินต่ำเหมือนสกุณชาติซึ่งมีกำลังน้อย อันผู้มีสติปัญญาน้อยนั้น ก็เหมือนนกทั้งปวงที่มีกำลังอันน้อย มิอาจบินสูงเสมอพระยาครุฑได้ อนึ่งซึ่งคิดทำการใหญ่หลวง แลจะรีบรัดให้สำเร็จโดยเร็วนั้นจะได้หรือ อุปมาเหมือนคนไข้หนัก หมอผู้พยาบาลก็แจ้งอยู่ว่า โรคนั้นจะบันเทาด้วยยาทุเลา ครั้นจะประกอบยาให้กล้า กำลังคนไข้น้อย จะสู้กำลังยามิได้ จำจะค่อยวางยาทุเลาให้ผ่อนไปแต่วันละเวลา พยายามไปกว่าคนไข้จะถืออาหารได้มากมีกำลังแล้ว หมอก็จะประกอบยาให้มีภาษีขึ้นไปกว่าเก่า โรคนั้นก็จะหาย แลเมื่อครั้งเล่าปี่นายเราเสียทีแก่โจโฉออกจากเมืองยีหลำมาอยู่ณเมืองซินเอี๋ยพึ่งเล่าเปียวนั้นเล่า ก็มีทหารเอกแต่กวนอูเตียวหุยจูล่งสามคนนี้ มีทหารเลวก็ไม่ถึงพัน เหมือนหนึ่งคนไข้หนัก อันมาอยู่เมืองซินเอี๋ยนั้น ใช่จะปราถนาตั้งตัวเปนใหญ่อยู่ที่นั้นก็หาไม่ เปนจำใจอยู่เพราะหาที่อาศรัยมิได้ อนึ่งก็เปนเมืองบ้านนอก ผู้คนก็เบาบาง เข้าปลาอาหารก็น้อย แล้วก็มิได้ตั้งใจจัดแจงบ้านเมือง ถึงมาทว่ากระนั้นก็ดี เราก็ได้เผาทหารโจโฉเสียที่ทุ่งพกบ๋องก็ครั้งหนึ่ง ที่แม่น้ำแปะโหเราก็ได้ไขน้ำให้ท่วมทหารโจโฉตายเปนอันมาก ซึ่งท่านว่าขวันต๋งงักเยดีนั้นก็ยังหาปรากฎว่าได้ทำกลอุบายในการสงครามเหมือนเราไม่ ถึงว่าโจโฉได้เมืองซงหยงบัดนี้ก็เพราะเล่าจ๋องเอาไปลอบยกให้ ฝ่ายเล่าปี่นายเราก็มิรู้เห็น ขณะนั้นแม้นายเรามิรักความสัตย์ จะคิดอ่านชิงเอาเมืองเกงจิ๋วก็จะได้ ที่ไหนจะได้ความเดือดร้อนถึงเพียงนี้ เพราะมีน้ำใจซื่อตรงมิได้คิดเบียดเบียฬแก่แซ่เดียวกัน จึงได้ความระหกระเหิน แล้วเปนห่วงอาณาประชาราษฎรทั้งสองเมืองติดตามมา จะทิ้งเสียหนีเอาตัวรอดก็มิได้ โจโฉจึงตามมาทันเข้าจึงได้ความลำบากมาอยู่เมืองกังแฮ อันซึ่งน้อยสู้มากมิได้นั้น ก็เปนประเวณีการแพ้แลชนะในสงคราม ใช่จะมีแต่นายเราก็หาไม่ เมื่อครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจทำศึก ก็ยังแพ้แก่พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเปนหลายครั้ง มาภายหลังเอาชัยชนะได้ พระเจ้าฮั่นโกโจก็ได้เปนกษัตริย์อันประเสริฐ เนื้อความทั้งนี้ท่านก็ย่อมจะรู้อยู่ แลท่านนี้ดีแต่จะพูดลบหลู่ผู้อื่น ยกยอตัวว่าดี แม้การมาถึงตัวกลัวจะทำไม่ได้เหมือนปากว่า การร้อยสิ่งจะให้ทำแต่สักสิ่งเดียวก็จะไม่ได้อีก นานไปเบื้องหน้าจะได้ความอัปยศแก่คนทั้งปวงอยู่ เตียวเจียวได้ฟังขงเบ้งว่าดังนั้นก็นิ่งมิได้ว่าประการใด

ขณะนั้นยีหวนเห็นเตียวเจียวนิ่งอยู่จึงว่าแก่ขงเบ้งว่า บัดนี้โจโฉยกทหารมาร้อยหมื่น ดุจหนึ่งจะมาเหยียบเมืองกังแฮให้จมเสียในมหาสมุทร ท่านจะคิดอ่านป้องกันประการใดเล่า ขงเบ้งจึงว่าแก่ยีหวนว่า โจโฉยกมาครั้งนี้ท่านกลัวหรือ เราหาวิตกไม่ ถึงมาทว่าโจโฉมีทหารร้อยหมื่นก็จริง แต่ว่าเปนทหารอ้วนเสี้ยวชาวบ้านนอกได้ชเลยมาไว้ ถึงทหารเล่าเปียวเล่า โจโฉได้ก็เปนคนสำส่อน จะปรารมภ์อะไร ยีหวนหัวเราะแล้วว่า เจรจาอย่างนี้เหมือนจะยกตัว ซึ่งท่านแตกหนีมาทั้งนี้มิเพราะทหารสำส่อนหรือ จึงตกมาอยู่เมืองกังแฮ เที่ยวอ้อนวอนให้เขาช่วย ยังเจรจาว่ามิกลัวอีกเล่าใครจะเชื่อ

ขงเบ้งจึงว่า ซึ่งเราแตกมาทั้งนี้ก็เพราะเล่าปี่นายเรามีทหารแต่สามพันน้อยกว่าน้อยนัก จึงผ่อนผันหนีมาหลบอยู่เมืองกังแฮ ใช่จะกลัวฝีมือโจโฉทีเดียวก็หาไม่ ยังจะคิดทำการสืบไปอยู่ อันเมืองกังตั๋งนี้ผู้คนก็มาก ทหารก็พรักพร้อม เข้าปลาอาหารก็บริบูรณ์ แล้วทะเลก็คั่นอยู่คับขันมั่นคงกว่าเมืองซินเอี๋ยอีก เหตุใดจึงคิดอ่านกันแต่จะให้นายของตัวไปอ่อนน้อมโจโฉเล่า หามีความละอายไม่ ที่ว่านายเรากลัวโจโฉนั้น เมื่อพิเคราะห์ดูก็เห็นประหนึ่งจะกลัวน้อยกว่าท่านอีก ยีหวนก็จนใจมิได้ตอบประการใด

โปเจ๋าเห็นยีหวนนิ่งอยู่จึงว่าแก่ขงเบ้งว่า ท่านนี้ได้เรียนพูดมาแต่สำนักโซจิ๋นเตียวยี่หรือ[๒] ท่านมาว่ากล่าวทั้งนี้หวังจะเกลี้ยกล่อมชาวเมืองกังตั๋งให้ปลงใจหรือ ขงเบ้งจึงว่า ท่านรู้แต่ว่าโซจิ๋นเตียวยี่เปนคนช่างพูด อันสติปัญญาความคิดของโซจิ๋นเตียวยี่นั้น จะคิดอ่านกว้างขวางประการใดท่านหารู้ไม่ ท่านเจรจาดังนี้เหมือนคนครึ่งคน เพราะว่ารู้ไม่ตลอด ด้วยโซจิ๋นนี้ได้เปนอุปราชถึงแปดเมือง เตียวยี่เล่าก็ได้เปนอุปราชถึงสองแผ่นดิน คนทั้งสองนี้มีปัญญาอันสามารถ ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินให้ราบคาบด้วย อนึ่งก็แกล้วกล้าในการสงคราม แลท่านมานินทาว่าเปนคนช่างพูดนั้นหาควรไม่ อันตัวท่านได้ยินแต่ข่าวโจโฉเท่านี้ยังกลัวตัวสั่นอยู่ ปลอบให้นายออกไปหาข้าศึกไม่วายปาก รื้อยังจะมาติเตียนท่านผู้อื่นเล่า โปเจ๋าได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอยู่

ซีหองจึงลุกขึ้นถามขงเบ้งว่า โจโฉนั้นเปนผู้ใดท่านแจ้งหรือไม่ ขงเบ้งจึงว่า โจโฉนั้นเปนศัตรูพระเจ้าเหี้ยนเต้ ใครๆ ก็แจ้งอยู่สิ้น เหตุใดท่านจึงมาถามดังนี้ ซีหองจึงว่า ตั้งแต่พระเจ้าฮั่นโกโจได้เสวยราชสมบัติแผ่นดินเปนสุขมาช้านาน บัดนี้ถึงกำหนดแผ่นดินเปนจลาจลโจโฉก็ปราบปรามขอบขัณฑเสมาให้อยู่ในอำนาจของตัวได้ถึงสองส่วนแล้ว เล่าปี่นายท่านมิได้รู้จักลักษณการ ควรหรือจะคิดต่อสู้โจโฉนั้น เหมือนเอาไข่ไปกระทบหินก็จะเปนอันตรายไปเอง ขงเบ้งจึงว่าท่านว่าฉนี้มิชอบ อันเล่าปี่นายเราคิดอ่านทำการทั้งนี้ เพราะมีความกตัญญูต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ เห็นว่าโจโฉเปนศัตรูแผ่นดิน จึงเจ็บร้อนเพื่อจะสนองคุณเจ้า แลตัวท่านก็เปนข้าแผ่นดินอยู่ในพระเจ้าเหี้ยนเต้ ไม่มีความภักดีต่อเจ้า กลับเห็นชอบด้วยศัตรูแผ่นดินหามีกตัญญูไม่ จะมาถือเอาว่าการแผ่นดินจะสาบสูญนั้นจะได้หรือ คำข้อนี้ท่านอย่าเจรจาต่อไปเลยเราไม่ขอได้ยิน ซีหองได้ฟังดังนั้นก็อดสูใจอ้าปากมิออก

ลกเจ๊กจึงลุกขึ้นถามขงเบ้งว่า อันโจโฉนี้มาทว่าทำหยาบช้า แอบรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้เที่ยวปราบปรามบ้านเมืองทั้งปวงให้แผ่นดินเดือนร้อนก็จริง แต่ว่าโจโฉนี้เปนเชื้อสายของโจฉำผู้เปนอุปราชมาแต่แผ่นดินก่อน อันเล่าปี่นี้ว่าเปนเชื้อกษัตริย์กระเสนกระสายพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นเราไม่รู้ แจ้งแต่ว่าตระกูลของเล่าปี่นั้นเปนคนอนาถา ตัวเล่าปี่เล่าก็เปนแต่คนทอเสื่อขาย ควรหรือจะมาองค์อาจไม่คิดเจียมตัว แลจะต่อสู้โจโฉนั้นเราไม่เห็นด้วย

ขงเบ้งจึงว่า ท่านนี้หรือชื่อว่าลกเจ๊ก เมื่อยังเปนเด็กอยู่นั้นลักส้มเขาเอาไปให้แก่มารดา นั่งลงเถิดเราจะเจรจาด้วย ซึ่งท่านนับถือโจโฉว่าเปนเชื้อสายของโจฉำก็จริง แต่โจฉำนั้นเปนคนกตัญญูสัตย์ซื่อต่อเจ้าปรากฎมาแต่ก่อน อันโจโฉนี้เปนคนเสียชาติเสียตระกูล มิได้ประพฤติตามประเพณีปู่ย่าตายาย ทำให้ผิดจากตระกูลของตัว ซึ่งจะนับถือว่าดีนั้นก็แต่คนพาลเหมือนหนึ่งท่าน อันเล่าปี่นายเรานั้น ก็เปนเชื้อสายพระเจ้าเหี้ยนเต้ ๆ ก็ทำนุบำรุงให้ยศฐานาศักดิ์ คนทั้งปวงก็รู้อยู่ เหตุไฉนท่านจึงว่าเปนคนอนาถา ถึงมาทว่าเปนคนทอเสื่อขายเกือกก็ดี อันนี้ประเพณีเปนที่ทำมาหากินจะอับอายเปนกะไรนักหนา ฝ่ายพระเจ้าฮั่นโกโจนั้นเล่าก็มิใช่เปนเชื้อพระวงศ์มา แต่ก่อนก็เปนแต่พันนายบ้าน แต่กอปไปด้วยความเพียรก็ได้เปนกษัตริย์อันใหญ่ จึงได้สืบพระราชวงศ์เสวยราชสมบัติมาตราบเท่าทุกวันนี้ ท่านจะมาประมาทเล่าปี่นายเรานั้นหาควรไม่ ตัวท่านเปนเด็กยังมิสิ้นกลิ่นน้ำนม จะมาอวดรู้กว่าผู้ใหญ่นั้นอย่าเจรจาสืบไปเลย ลกเจ๊กฟังขงเบ้งว่าดังนั้นก็นิ่งอยู่

เหยียมจุ้นได้ยินขงเบ้งว่าดังนั้นจึงว่า ขงเบ้งเจรจาเปนโวหารอันจะพูดจาด้วยฉนี้มิได้ จำจะเอาถ้อยคำซึ่งมีไว้ในกฎหมายมาเจรจาด้วยจึงจะได้ ขงเบ้งจึงว่า ซึ่งท่านจะให้ค้นเอาถ้อยคำอันคนโบราณตกแต่งไว้ไพเราะอยู่แล้วมาเจรจานั้นหามีใครนับถือไม่ ด้วยเปนคนลอกกากตำรา ถ้าท่านดีมีปัญญาก็จะผ่อนผันด้วยความคิดของตัว ถึงจะทำการณรงค์สงครามก็อาศรัยปัญญาเปนปัจจุบัน จึงจะแก้ไขเอาชัยชนะได้ ซึ่งท่านผู้มีสติปัญญาแต่ก่อนได้ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินนั้น ใช่จะเอาตำรามากางดูก็หาไม่ อันตัวท่านเหล่านี้ก็ดีแต่มีกระดาษกับพู่กรรณตกแต่งถ้อยคำพูดเล่นตามสบาย

เทียตกจึงร้องเข้ามาว่า ขงเบ้งนี้พูดใหญ่หลวงนัก เรากลัวแต่จะไม่เหมือนปากว่า นานไปเบื้องหน้าจะกลับให้เราที่เปนคนเอาการมิได้นี้หัวเราะเย้ยเล่นอีก ขงเบ้งจึงว่า อันลักษณะคนเอาการมิได้นั้นมีสองประการ อันคนเอาการมิได้ที่ดีนั้น ก็ย่อมประกอบด้วยความอุตส่าห์กระทำการสนองคุณเจ้าโดยสุจริตตามสติปัญญา แล้วก็มัธยัสถ์เจียมตัวมิได้ลบหลู่ผู้อื่น ซึ่งเอาการมิได้ที่ชั่วนั้น ก็เจรจาโจกเจกเล่น การสักสิ่งหนึ่งก็ทำมิเปน คนจำพวกนี้ก็ได้ชื่อว่าชั่วนัก ซึ่งท่านจะเก็บเอาคำคนโบราณมาเจรจาด้วยเรานั้นจะโยชน์อันใด เราหาต้องการไม่ ที่ปรึกษาทั้งปวงเห็นขงเบ้งตอบถ้อยคำมิได้เพลี่ยงพล้ำแก่ผู้ใด ต่างคนต่างก็แลดูตากันแล้วก็นิ่งอยู่

อุยกายจึงร้องเข้าไปว่า คนทั้งปวงนี้หาอัชฌาสัยไม่ จะมาทุ่งเถียงกับขงเบ้งผู้มีสติปัญญาจะประสงค์อันใด โจโฉยกกองทัพมาจะทำร้ายแก่บ้านเมือง ไม่ช่วยกันคิดอ่านป้องกันภัยเล่า มาชวนกันรุมว่าแก่ขงเบ้งผู้เปนแขกเมืองมานี้ควรแล้วหรือ แล้วจึงว่าแก่ขงเบ้งว่า ข้าพเจ้าก็รู้อยู่ว่าท่านมีสติปัญญา เหตุใดท่านมิเอาถ้อยคำของท่านไปเจรจาด้วยนายข้าพเจ้า จะมาเจรจาด้วยคนทั้งปวงนี้จะต้องการอะไร ขงเบ้งจึงว่า คนทั้งปวงมิได้รู้จักลักษณะดีแลชั่ว ชวนกันมารุมถามเนื้อความจะให้เราจน ครั้นจะนิ่งเสียเล่าก็มิได้ จึงว่าตอบไปทั้งนี้

ขณะนั้นอุยกายกับโลซกจึงพาขงเบ้งเดิรเข้าไปจากที่ข้างนอก จะเข้าไปหาซุนกวนถึงประตูชั้นกลาง พอพบจูกัดกิ๋น ขงเบ้งก็คำนับตามประเพณี จูกัดกิ๋นจึงถามว่า น้องเรามาถึงเมืองกังตั๋งนี้แล้ว เหตุใดจึงมิไปหาพี่ ขงเบ้งจึงว่า บัดนี้ข้าพเจ้าไปอยู่ด้วยเล่าปี่ มาทั้งนี้เพราะจะเอาข้อราชการมาแจ้ง ครั้นจะไปหาพี่ก่อนเล่าก็จะเสียการไป ขอท่านอย่าได้ถือโทษข้าพเจ้าเลย จูกัดกิ๋นจึงว่า ถ้าดังนั้นจงเข้าไปหาซุนกวนเถิด แล้วจูกัดกิ๋นก็เดินออกมา โลซกจึงว่าแก่ขงเบ้งว่า ที่ข้าพเจ้าว่าไว้แก่ท่านอย่าลืม ขงเบ้งพยักเอาแล้วก็เข้าไปข้างใน

ซุนกวนแลเห็นโลซกอุยกายพาขงเบ้งเข้ามาดังนั้น ก็ลุกออกมารับขงเบ้งเข้าไป ให้นั่งที่ใกล้ในหว่างขุนนางทั้งปวง ขงเบ้งคำนับตามประเพณีแล้วจึงคิดว่า ซุนกวนนี้มีลักษณเข้มขัน จักษุก็แดงหนวดแดงเปนคนมีบุญ แต่ว่าน้ำใจจะดื้อดึง อันจะเจรจาสุภาพเห็นมิได้ ชอบแต่เจรจายุ แม้จะไต่ถามถึงเนื้อความโจโฉก็ว่าให้โกรธขึ้นจึงจะได้ ซุนกวนจึงว่าแก่ขงเบ้งว่า เราได้ยินโลซกมาเจรจาสรรเสริญท่านว่ามีปัญญาความคิดปรากฎ วันนี้เราเห็นหน้าท่านมาก็เปนบุญ ท่านจงอนุเคราะห์ช่วยสั่งสอนสิ่งใดที่ชอบให้เราบ้าง

ขงเบ้งจึงว่า ข้าพเจ้าก็มีสติปัญญาเปนประมาณ ซึ่งจะองค์อาจสั่งสอนท่านประการใดนั้นก็มิควร ซุนกวนจึงว่า เมื่อท่านอยู่กับเล่าปี่ณเมืองซินเอี๋ยนั้น ก็ได้ทำการรบพุ่งกับโจโฉเปนหลายครั้ง กิจการสิ่งใดในกองทัพโจโฉนั้นท่านย่อมแจ้งอยู่ ขงเบ้งจึงว่า ข้าพเจ้าอยู่กับเล่าปี่ณเมืองซินเอี๋ยก็จริง แต่ว่าเมืองซินเอี๋ยเปนเมืองเล็ก ผู้คนก็น้อย ทั้งเข้าปลาอาหารก็เบาบาง อันจะสู้โจโฉนั้นก็ขัดสนอยู่ คนน้อยหรือจะสู้คนมากได้

ซุนกวนจึงถามว่า ทหารโจโฉนั้นจะมีมากน้อยสักเพียงใด ขงเบ้งจึงบอกว่า ทหารโจโฉยกมาครั้งนี้ทั้งทัพบกทัพเรือประมาณร้อยหมื่นเศษ ซุนกวนจึงว่า ซึ่งท่านบอกฉนี้ยังจะจริงหรือ ขงเบ้งจึงว่า ข้าพเจ้าบอกแก่ท่านทั้งนี้จะได้เท็จหามิได้ แลเมื่อโจโฉแรกได้เมืองซุ่นจิ๋วหุนจิ๋วนั้นได้ทหารไว้ยี่สิบหมื่น ครั้นมารบอ้วนเสี้ยวได้เมืองกิจิ๋ว ก็ได้ทหารเชลยอีกหกสิบหมื่น กลับมาอยู่เมืองฮูโต๋ยังเกลี้ยกล่อมได้ทหารอีกสี่สิบหมื่น แล้วยกมาตีเมืองเกงจิ๋วได้ทหารอีกสามสิบหมื่น เข้ากันเปนทหารร้อยห้าสิบหมื่น แลข้าพเจ้าบอกแต่ร้อยหมื่นเศษนี้ เพื่อจะเอาน้ำใจชาวเมืองกังตั๋ง ครั้นจะว่ามากนักกลัวทหารทั้งปวงจะเสียน้ำใจ โลซกยืนอยู่ใกล้ได้ยินขงเบ้งบอกดังนั้นก็แลดูตา ขงเบ้งก็แกล้งเมินเสียทำเปนไม่เห็น ซุนกวนจึงถามว่า ทหารโจโฉที่มีฝีมือเปนเอกนั้นจะมากสักเท่าใด ขงเบ้งจึงบอกว่ามีอยู่ประมาณสองพัน

ซุนกวนจึงว่า บัดนี้โจโฉเที่ยวปราบปรามมาจนได้เมืองเกงจิ๋วแล้วยังจะคิดกำเริบทำการต่อไปอีกหรือ ขงเบ้งจึงบอกว่า อันโจโฉนี้ที่จะไม่คิดอ่านทำการต่อไปนั้นท่านอย่าสงสัยเลย บัดนี้ข้าพเจ้ารู้ว่าโจโฉให้ตระเตรียมทัพบกทัพเรือไว้ได้พร้อมแล้ว เห็นจะยกมาตีเมืองกังตั๋งเปนมั่นคง ซุนกวนจึงว่า ถ้าโจโฉยกทัพมาดังนั้นเราจะรบดีหรือว่าอย่ารบดี ขอปัญญาท่านช่วยผ่อนปรนให้ข้าพเจ้าแจ้งหน่อยหนึ่ง ขงเบ้งจึงว่า อันถามทั้งนี้ก็ขอบใจว่านับถือข้าพเจ้าอยู่แล้ว ครั้นจะบอกท่านโดยปัญญาคิดเห็นนั้น กลัวท่านจะมิเชื่อถือกระทำตามข้าพเจ้า

ซุนกวนจึงว่า ท่านอย่าแคลงใจเลย แม้ท่านบอกมาประการใด ถ้าเราเห็นด้วยก็จะทำตาม ขงเบ้งจึงว่า อันโจโฉแลเล่าปี่กับบิดาของท่านก็ได้ควบคุมทหารคิดอ่านจะทำการตั้งตัวเปนใหญ่พร้อมกันมา แลบัดนี้โจโฉมีความเพียรเขม้นทำการปราบปรามบ้านเมือง ทั้งได้ทหารไว้เปนอันมากถึงเพียงนี้แล้ว ท่านจงประมาณใจดู ถ้าเห็นพอจะสู้โจโฉได้ก็ให้เร่งจัดแจงบ้านเมืองซ่องสุมทหารให้พร้อมมูลไว้ ถ้าเห็นสู้มิได้ก็จงผ่อนผันกระทำตามคนทั้งปวงปรึกษา ซึ่งจะให้ถอดเกราะทิ้งทวนเสียเข้าไปคำนับโจโฉนั้นก็ตามเถิด ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอยู่

ขงเบ้งจึงว่า อันการภายนอกท่านปรึกษาคิดว่าจะไปนบนอบโจโฉตามประเพณี ฝ่ายการภายในท่านมีความรังเกียจอยู่ว่า จะเอาบ้านเมืองไปยกให้อ่อนน้อมแก่โจโฉนั้นจะได้ความอัปยศไปภายหน้า เนื้อความทั้งสองประการนี้ขัดข้องอยู่ในอารมณ์ท่าน ยังหาตกลงข้างไหนไม่ แม้ท่านจะมิตรึกตรองคิดอ่านให้ตกลงข้างไหน แต่จะรวนเรอยู่ฉนี้ ดีร้ายนานไปข้างหน้าภัยก็จะมาถึงตัวหาทันรู้ไม่

ซุนกวนจึงว่า ท่านว่านี้ก็ชอบอยู่ แต่เล่าปี่นายของท่านต่อสู้โจโฉมิได้เหตุใดมิไปคำนับโจโฉเล่า ขงเบ้งจึงว่า นายข้าพเจ้าก็เปนเชื้อสายพระเจ้าเหี้ยนเต้ แลคนทั้งปวงก็ยกย่องว่ามีสติปัญญาอยู่ ถึงมาทว่าจะสู้โจมิได้ก็ดี ซึ่งจะไปอ่อนน้อมนั้นอย่าพึงนึกเลยกลัวจะเปนที่ติเตียนไปภายหน้า อดสูแก่คนทั้งปวง สำมะหาแต่เตียนหองซึ่งเปนทหารเลวของพระเจ้าเจฮวนก๋ง[๓] ยังมีความมานะมิได้ย่อท้อต่อข้าศึกสู้ตายในสงคราม อันเล่าปี่นายข้าพเจ้าเปนถึงเพียงนี้หรือจะไม่มีความอาย ซึ่งจะอ่อนน้อมแก่โจโฉนั้นหามิได้แล้ว ผิดก็จะสู้ตายให้ปรากฎไว้

ซุนกวนได้ยินขงเบ้งว่าดังนั้น ก็เจ็บใจโกรธลุกขึ้นเดิรเข้าไปเสียข้างใน ที่ปรึกษาทั้งปวงเห็นซุนกวนโกรธลุกขึ้นไปดังนั้น ก็ชวนกันหัวเราะเยาะขงเบ้ง โลซกจึงว่าแก่ขงเบ้งว่า ท่านเจรจาหยาบช้าฉนี้หาควรไม่ นี่หากว่านายเรามีน้ำใจมั่นคงจึงมิได้เอาโทษแก่ท่าน ขงเบ้งหัวเราะแล้วจึงว่า ซึ่งเราว่ากล่าวทั้งนี้ ปราถนาจะใคร่แจ้งว่านายท่านจะรู้จักคนดีแลชั่วหรือไม่ เมื่อมิได้พิเคราะห์ให้ตระหนักก่อนมาด่วนโกรธฉนี้ก็จนใจ อันอุบายซึ่งจะกำจัดโจโฉเสียนั้นเราก็คิดได้อยู่ แต่ว่ามิได้ไต่ถามก็มิรู้ที่จะเจรจาต่อไป โลซกจึงว่า ถ้าท่านว่ามั่นคงดังนั้น เราก็จะเข้าไปแจ้งแก่นายเราให้กลับออกมาเจรจาด้วยท่าน

ขงเบ้งจึงว่า อันทหารโจโฉนั้นถึงมากก็เหมือนมด ถ้าจะบีบเสียด้วยอุบายก็จะได้โดยง่าย โลซกได้ฟังดังนั้นก็เข้าไปหาซุนกวนข้างใน ซุนกวนโกรธขงเบ้งเปนกำลังอยู่มิสงบ พอเห็นโลซกเข้าไปจึงว่า ขงเบ้งนี้เจรจาหยาบช้าต่อเรานักหนา ไม่มีความเกรงใจเลย โลซกจึงว่า ซึ่งขงเบ้งเจรจาผิดนั้น เมื่อท่านกลับเข้ามาแล้ว อยู่ภายหลังข้าพเจ้าก็ได้ต่อว่า ขงเบ้งกลับหัวเราะเยาะข้าพเจ้าเสียอีก ว่านายท่านหารู้จักคนดีแลชั่วไม่ อันการซึ่งจะคิดกำจัดโจโฉนั้นง่ายเหมือนหนึ่งพลิกมือ เราก็คิดได้อยู่ ขงเบ้งว่าฉนี้ขอให้ท่านกลับออกไปเจรจาด้วย ฟังแยบคายดูอีกครั้งหนึ่งก่อน

ซุนกวนได้แจ้งดังนั้นก็หายโกรธจึงว่า ขงเบ้งว่ากล่าวทั้งนี้หวังจะสั่งสอน แต่หากว่าใจเราหุนหันโกรธจะให้เสียการเสียเอง แล้วซุนกวนกลับออกมาจึงว่าแก่ขงเบ้งว่า เมื่อกี้เรามิทันคิด มาถือโกรธท่านกลับเข้าไปนั้นเราขออภัยเถิด ขงเบ้งจึงว่า ซึ่งข้าพเจ้าได้ประมาทเจรจาพลั้งไปให้ท่านเคืองนั้น โทษข้าพเจ้าก็ผิดอยู่อย่าถือเลย ซุนกวนจึงพาขงเบ้งเข้าไปข้างในให้พ้นขุนนางทั้งปวง ให้แต่งโต๊ะเชิญขงเบ้งกินจึงถามว่า โจโฉนี้มีความเดียดฉันคิดร้ายลิโป้เล่าเปียวอ้วนเสี้ยวอ้วนสุดแลเล่าปี่กับเรา แต่คนทั้งปวงนั้นโจโฉก็กำจัดเสียได้สิ้นแล้ว ยังแต่เล่าปี่กับเรา แลนายท่านก็พึ่งตั้งตัวใหม่ ทหารก็น้อยจึงเสียทีแก่โจโฉ ฝ่ายเราก็คิดจะรักษาเมืองกังตั๋งไว้มิให้ตกไปอยู่ในบังคับโจโฉ แต่บัดนี้มิรู้ที่จะป้องกันประการใดเลยจนใจอยู่

ขงเบ้งจึงว่า ท่านจะคิดป้องกันโจโฉแต่ลำพังนั้นก็ได้ดอกแต่มิสู้ดี ข้าพเจ้านี้คิดว่าเล่าปี่นายข้าพเจ้าแตกโจโฉมาก็จริง แต่ยังมีทหารให้กวนอูคุมอยู่นั้นหมื่นหนึ่ง ฝ่ายเล่ากี๋ผู้หลานก็มีทหารที่มีฝีมือเข้มแขงหมื่นหนึ่ง ขอให้ท่านกับเล่าปี่เปนน้ำหนึ่งใจเดียวกัน รวมทหารทั้งสองฝ่ายเข้าช่วยกันคิดอ่านทำการกำจัดโจโฉเห็นจะได้ ด้วยทหารโจโฉเปนชาวดอน ถึงชาวเมืองเกงจิ๋วซึ่งชำนาญเรือนั้นเล่าก็เปนคนจำใจ จะทำการก็มิเต็มมือ เห็นจะสู้กันได้ก็ครั้งนี้ ให้ท่านเร่งตรึกตรองดูเถิด ถ้าเราชนะก็จะได้เมืองเกงจิ๋วไว้เปนกำลัง ซุนกวนมีความยินดีจึงว่า ท่านว่าทั้งนี้ก็เห็นว่าเมตตาเราจริง ดุจจูงมือเราออกมาจากที่มืดมาสู่ที่สว่าง อันอุบายของท่านบอกให้ประการใดนั้นเราก็จะทำตามทุกประการ เรากับเล่าปี่ก็จะเปนน้ำหนึ่งใจเดียวกันกำจัดโจโฉเสียให้ได้ แล้วจึงให้โลซกไปบอกแก่ที่ปรึกษาทั้งปวงว่า บัดนี้เราจะจัดแจงกองทัพไว้ให้พร้อม ถ้าโจโฉยกมาก็จะต่อสู้แล้วก็ให้โลซกเชิญของเบ้งออกไปอยู่ที่สำนัก

ฝ่ายเตียวเจียวแจ้งว่าซุนกวนจะให้ตระเตรียมทหารทั้งปวงคิดทำการต่อสู้ด้วยโจโฉดังนั้น จึงปรึกษากับที่ปรึกษาทั้งปวงว่านายเราบัดนี้เห็นจะหลงด้วยถ้อยคำขงเบ้งเปนมั่นคงอยู่แล้ว จึงพากันเข้าไปหาซุนกวนแล้วว่า ข้าพเจ้าทั้งปวงทราบว่าท่านจะคิดอ่านทำการต่อสู้ด้วยโจโฉครั้งนี้ก็มีความวิตกนัก ขอให้ท่านตรึกตรองดูก่อน อันตัวท่านกับอ้วนเสี้ยวนั้นยังจะเปรียบกันได้หรือ ด้วยเมื่อครั้งก่อนโจโฉยังมีทหารน้อย ยังอาจสามารถกำจัดอ้วนเสี้ยวเอาชัยชนะได้ ครั้งนี้โจโฉมีทหารถึงร้อยหมื่น ยกมาประดุจหนึ่งแผ่นดินจะถล่ม ควรแล้วหรือจะองค์อาจต่อสู้ด้วยโจโฉ ดุจแมลงหวี่อันจะต่อสู้ด้วยช้างสาร เหมือนแบกเอาฟางไปทุ่มเข้าที่กองเพลิง ก็จะเปนอันตรายเพราะท่านเชื่อฟังคำขงเบ้ง

ขณะนั้นโกะหยงจึงว่า เล่าปี่สู้โจโฉมิได้หนีมาจะคิดเกลี้ยกล่อมขอยืมทหารในเมืองกังตั๋งไปต่อสู้ด้วยโจโฉ เหตุไฉนจึงมาเชื่อถ้อยฟังคำขงเบ้งฉนี้ ท่านจงตรึกตรองดูตามถ้อยคำเตียวเจียวก่อน

ซุนกวนได้ยินที่ปรึกษาทั้งปวงว่าดังนั้น ก็มิรู้แห่งที่จะว่าประการใด นิ่งอ้ำอึ้งอยู่ เตียวเจียวกับที่ปรึกษาทั้งปวงเห็นซุนกวนนิ่งอยู่ ก็อำลาพากันออกมา โลซกจึงเข้าไปหาซุนกวนว่า เมื่อกี้ที่ปรึกษาทั้งปวงกับเตียวเจียวเข้ามาทัดทานห้ามท่านมิให้คิดอ่านต่อสู้ หวังจะให้ท่านไปอ่อนน้อมแก่โจโฉนั้น ปราถนาเพื่อจะรักษาครอบครัวของตัวเอาความสุขหาเจ็บร้อนด้วยท่านไม่ ดีแต่จะเรียกลมให้เรือเสีย ขอท่านอย่าได้เชื่อถือถ้อยคำคนทั้งปวงเลย ซุนกวนได้ฟังโลซกว่าก็นิ่งอยู่ โลซกจึงว่า ซึ่งท่านจะเชื่อถือคนทั้งปวงนั้น นานไปจะได้ความเดือดร้อนเปนอันมาก

ขณะนั้นขุนนางทั้งปวงซึ่งเปนฝ่ายทหารนั้นก็เห็นด้วยโลซก มิยอมจะให้ไปคำนับ บ้างก็ว่าแก่ซุนกวนจะให้ต่อสู้ ซึ่งเปนพลเรือนนั้นจะให้ไปคำนับโจโฉ แต่ขืนกันอยู่ฉนี้ก็หาตกลงข้างไหนไม่ ซุนกวนจึงว่าแก่โลซกแลคนทั้งปวงว่า ท่านจงกลับออกไปก่อนเถิด เราจะตรึกตรองดูก่อน แล้วซุนกวนก็ลุกเข้าไปข้างใน ขุนนางทั้งปวงก็กลับออกมา



[๑] อาจารย์ขวันต๋งงักเยอยู่ในเรื่องเลียดก๊ก

[๒] อยู่ในเรื่องเลียดก๊ก

[๓] อยู่ในเรื่องเลียดก๊ก

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ