ตอนที่ ๔๕

ฝ่ายจิวยี่มารักษาตัวอยู่ณเมืองฉสองกุน โรคนั้นคลายแล้วจึงแต่งให้กำเหลงไปอยู่รักษาเมืองปาเหลง ให้เล่งทองไปรักษาเมืองอันเอี๋ยง แล้วสั่งว่าให้จัดแจงทหารแลเรือรบไว้ให้พร้อม แม้มีสงครามมาเมื่อใดจะได้ใช้การโดยเร็ว แล้วให้โลซกกับเทียเภาคุมทหารยกไปช่วยซุนกวนณเมืองหับป๋า

ฝ่ายซุนกวนยกมาตั้งอยู่ณเมืองหับป๋าก็ช้านาน ได้รบพุ่งกับเตียวเลี้ยวกว่าสิบครั้ง ก็ยังไม่แพ้ชนะกัน จึงถอยออกมาตั้งอยู่ไกลกำแพงเมืองทางห้าร้อยเส้น ครั้นรู้ข่าวว่าจิวยี่ให้เทียเภายกทหารมาช่วยก็มีความยินดี ขึ้นม้าออกไปรับอยู่นอกค่าย ทหารเอาเนื้อความไปบอกว่าโลซกมาด้วย ซุนกวนได้ฟังดังนั้น ก็ลงจากม้ายืนคอยรับโลซกอยู่

ฝ่ายโลซกขี่ม้ามาเห็นซุนกวนลงยืนคอยอยู่ ก็ลงจากม้าแต่ไกลเดิรเข้ามาคำนับซุนกวน ๆ ก็ทำเปนอ่อนน้อมคำนับโลซก แล้วเรียกว่าอาจารย์ ทหารทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ยำเกรงโลซกเปนอันมาก ซุนกวนจึงชวนโลซกขึ้นม้าคนละตัวเดิรเคียงกันเข้าไปค่าย ซุนกวนจึงค่อยว่าแก่โลซกว่า เราทำอ่อนน้อมให้เปนสง่าไว้แก่ท่าน ครั้งนี้จะชอบใจท่านแล้วหรือยัง โลซกจึงตอบว่า ข้าพเจ้ายังไม่ชอบใจก่อน ซุนกวนจึงถามว่า ท่านจะให้ทำอย่างไรเล่า โลซกจึงว่า ขอให้ท่านคิดอ่านตั้งตัวเปนใหญ่ให้จงได้ แล้วตั้งอยู่ในสัตย์ทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎรทั้งปวงให้ได้ความสุขจึงจะชอบใจข้าพเจ้า นานไปภายหน้าชื่อข้าพเจ้าก็จะปรากฎว่าเปนทหารสัตย์ซื่อช่วยทำนุบำรุงต่อท่าน ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ตบมือหัวเราะ พาโลซกไปถึงค่ายให้แต่งโต๊ะเลี้ยงทหารทั้งปวง แล้วปรึกษากันที่จะยกเข้าตีเมืองหับป๋า พอคนใช้เข้ามาบอกว่า เตียวเลี้ยวให้ทหารถือหนังสือมาหาท่าน ซุนกวนจึงให้ทหารนั้นเข้ามา แล้วรับหนังสือนั้นมาอ่านดูเปนใจความว่า ซุนกวนได้ทหารเติมมากขึ้นแล้วก็ให้ยกมารบกันเถิด ซุนกวนแจ้งดังนั้นก็โกรธ จึงว่าเตียวเลี้ยวดูหมิ่นเรา เห็นว่าโลซกกับเทียเภามาถึง จึงให้ทหารถือหนังสือมาท้าทาย เวลาพรุ่งนี้เราไม่เอาทหารใหม่ไปเลย แต่กำลังพวกเราจะออกรบกับเตียวเลี้ยวให้สิ้นฝีมือสักครั้งหนึ่ง ผู้ถือหนังสือนั้นก็ลาซุนกวนกลับมาบอกแก่เตียวเลี้ยว

ครั้นเวลาสามยามเศษซุนกวนก็จัดแจงทหารยกออกจากค่าย จะไปรบกับเตียวเลี้ยว ยกไปถึงกลางทางเวลากินอาหารเช้าแล้ว พอกองทัพเตียวเลี้ยวยกมาพบกันเข้า ต่างคนต่างก็หยุดทหารทั้งสองฝ่าย ซุนกวนจึงแต่งตัวห่มเกราะทองใส่หมวกทองขึ้นม้าถือทวน ให้ซงเขียมอยู่ขวา ให้แกหัวอยู่ซ้าย ให้ทหารตีม้าฬ่อฆ้องกลอง แล้วออกยืนอยู่หน้าทหาร เตียวเลี้ยวเห็นดังนั้นก็ขี่ม้า ให้ลิเตียนอยู่ขวางักจิ้นอยู่ซ้าย รำทวนออกมาชวนซุนกวนรบ ซุนกวนก็ขับม้าจะเข้ารบกับเตียวเลี้ยว ไทสูจู้เห็นดังนั้นก็ควบม้าเข้ารบกับเตียวเลี้ยวแทนซุนกวนได้แปดสิบเพลง ยังไม่แพ้ชนะกัน

ซุนกวนยืนม้าดูไทสูจู้กับเตียวเลี้ยวรบกันในเพลงทวนก็พิสวง สิ้นสติไปมิได้ระวังตัว ลิเตียนจึงว่าแก่งักจิ้นว่า ซึ่งห่มเกราะทองขี่ม้าอยู่นั้นชื่อซุนกวนหรือ ถ้าเราจับตัวได้ก็จะแก้แค้นของมหาอุปราชได้ งักจิ้นได้ฟังดังนั้นคิดจะใคร่ได้ความชอบ ก็ถือดาบควบม้าตรงเข้าไปถึงซุนกวนก็เงื้อดาบขึ้นจะฟัน ซงเขียมกับแกหัวเห็นดังนั้นก็เอาทวนขึ้นรับ ทวนสองเล่มนั้นหักยังแต่ด้าม ซงเขียมก็เอาด้ามทวนนั้นตีงักจิ้น ๆ ควบม้าหนี ซงเขียมจึงชิงเอาทวนที่มือทหาร แล้วควบม้าไล่ตามงักจิ้นไป ลิเตียนเห็นซงเขียมไล่งักจิ้นใกล้จะทัน ก็เอาเกาทัณฑ์ยิงถูกอกซงเขียมตกม้าตาย

ไทสูจู้เห็นดังนั้นก็ตกใจละเตียวเลี้ยวเสียควบม้าหนี เตียวเลี้ยวได้ทีก็ขับทหารไล่รบพุ่งติดตามฟันเข้าไปในกองทัพซุนกวน ทหารซุนกวนก็แตกกระจัดกระจายไป เตียวเลี้ยวแลเห็นตัวซุนกวนก็ควบม้าไล่ตามไป ขณะเมื่อซุนกวนยกไปนั้น เทียเภาอยู่ณค่ายไม่ไว้ใจ กลัวซุนกวนจะเปนอันตราย ก็ยกทหารมาซุ่มอยู่กลางทาง เห็นเตียวเลี้ยวไล่ซุนกวนมา เทียเภาก็คุมทหารออกรบกั้นสกัดเตียวเลี้ยวไว้ เตียวเลี้ยวเห็นทหารซุนกวนหนุนกันมาดังนั้น ครั้นจะไล่ติดตามไปก็เกรงอยู่ จึงพาทหารกลับมาเมืองหับป๋า ซุนกวนก็ยกทหารเข้าค่าย แล้วร้องไห้รักซงเขียมเปนอันมาก

เตียวเหียนที่ปรึกษาจึงว่าแก่ซุนกวนว่า ซึ่งเปนเหตุทั้งนี้เพราะท่านทนงตัวดูหมิ่นแก่ข้าศึกมิได้รักษาตัว อันประเพณีการสงครามควรจะให้ทหารซึ่งมีฝีมือออกรบพุ่งให้สามารถก่อน อันแม่ทัพจะยกออกรบก่อนนั้นไม่ควร ตัวท่านเปนใหญ่ไม่พิเคราะห์ดูการว่าควรแลมิควร ออกสู้รบกับเตียวเลี้ยวอันเปนแต่นายทหาร จึงได้ความอัปยศเสียทหารเอกฉนี้ ซุนกวนจึงรับว่าท่านว่านี้ชอบนัก อันเสียการทั้งนี้เพราะเราคิดผิดเอง

ขณะนั้นไทสู้จู้จึงเข้ามาบอกซุนกวนว่า โกเตงบ่าวข้าพเจ้ามีพี่น้องชื่ออาวโจเปนคนเลี้ยงม้าของเตียวเลี้ยว อาวโจหาความผิดไม่ เตียวเลี้ยวเอาตัวไปทำโทษ อาวโจมีความเจ็บแค้น ให้คนมาบอกข้าพเจ้าว่า เวลาคํ่าวันนี้จะคิดอ่านฆ่าเตียวเลี้ยวเสียแล้วจะจุดเพลิงขึ้นเปนสำคัญ ข้าพเจ้าจะขอทหารยกไปทำการกับอาวโจ เห็นจะแก้แค้นซึ่งเสียซงเขียมนั้นได้

ซุนกวนจึงถามว่า บัดนี้โกเตงอยู่ไหนเล่า ไทสูจู้จึงบอกว่าโกเตงปลอมเปนทหารเตียวเลี้ยวเข้าไปในเมืองหับป๋าแล้ว ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงจัดทหารพันหนึ่งให้ไทสูจู้ จูกัดกิ๋นจึงว่ากับไทสูจู้ว่า เตียวเลี้ยวมีสติปัญญาทั้งฝีมือก็เข้มแขง เห็นจะไม่ประมาท ท่านจงคิดอ่านตรึกตรองให้ดี อย่าเพ่อดูหมิ่นเตียวเลี้ยวก่อน ไทสูจู้มิได้ตอบประการใด ก็ลาซุนกวนยกทหารออกจากค่าย

ฝ่ายโกเตงปลอมเปนทหารเข้าไปในเมืองหับป๋าได้แล้ว จึงว่าแก่อาวโจว่า วันนี้เราให้คนไปบอกไทสูจู้ ๆ สั่งมาว่า เวลาคํ่าวันนี้จะยกทหารมาตั้งคอยอยู่นอกเมือง การภายในนี้ท่านจะคิดอ่านทำประการใด อาวโจจึงว่า ที่อยู่เราบัดนี้ใกล้กันกับเตียวเลี้ยว เวลาคํ่าวันนี้เราจะเอาเพลิงจุดกองฟางให้ลุกสว่างขึ้น แล้วท่านจงร้องว่าข้าศึกเข้าเมืองได้แล้ว ชาวเมืองทั้งปวงไม่ทันรู้ก็จะตื่นกันวุ่นวายไป แม้เตียวเลี้ยวจะมาดับเพลิง ข้าพเจ้าจึงจะลอบแทงเตียวเลี้ยวเสีย โกเตงได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย

ฝ่ายเตียวเลี้ยวเมื่อกลับมาเมืองหับป๋า เลี้ยงดูทหารทั้งปวงสำเร็จแล้วจึงสั่งว่า เวลาคํ่าวันนี้ท่านทั้งปวงอย่าได้ประมาท ให้คิดอ่านป้องกันรักษาตัวจงหนัก ใส่เกราะนอนจงทุกคน ทหารทั้งปวงจึงตอบว่าเวลาวันนี้เราได้ชัยชนะซุนกวนแตกหนีไปแล้ว ท่านจะให้ระวังรักษาด้วยเหตุอันใด เตียวเลี้ยวจึงว่า อันธรรมดาผู้เปนนายทัพนายกองจะทำการสงคราม ถ้าแพ้ก็อย่าเพ่อเสียใจ แม้ได้ชัยชนะก็อย่าเพ่อทนง เวลาวันนี้เราได้ชัยชนะแก่ซุนกวนก่อน ครั้นประมาทเกลือกซุนกวนมีใจเจ็บแค้นคิดเห็นว่าเราเลินเล่อจะยกทหารมาโจมตี เราจะมิขัดสนหรือ เราจึงบังคับท่านทั้งปวงด้วยเหตุฉนี้

ขณะเมื่อเตียวเลี้ยวพูดอยู่กับทหารทั้งปวงนั้น เห็นเพลิงสว่างขึ้นหลังค่าย แล้วได้ยินเสียงร้องว่าข้าศึกเข้าเมืองได้แล้ว ชาวเมืองทั้งปวงก็ตื่นกันวุ่นวายขึ้น เตียวเลี้ยวเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงขึ้นม้าพาทหารสี่คนออกยืนขวางทางอยู่ ทหารจึงว่าแก่เตียวเลี้ยวว่าเสียงนี้ใกล้นัก เห็นข้าศึกจะกระชั้นเข้ามาแล้ว เตียวเลี้ยวจึงว่าเห็นเลือกตัวจะเปนดอก มันแกล้งทำทั้งนี้หวังจะให้คนทั้งปวงตกใจ แล้วเตียวเลี้ยวจึงกำชับทหารทั้งปวงว่า ถ้าผู้ใดวุ่นวายไปจะตัดสีสะเสีย ให้ช่วยกันจับตัวต้นเหตุให้จงได้ พอเวลาประมาณทุ่มหนึ่ง ลิเตียนจับตัวโกเตงกับอาวโจมาให้เตียวเลี้ยว ๆ จึงถามแจ้งเนื้อความแล้วก็ให้ทหารเอาตัวโกเตงกับอาวโจไปฆ่าเสีย พอได้ยินเสียงทหารตีม้าฬ่อฆ้องกลองโห่ร้องอื้ออึงอยู่นอกเมือง เตียวเลี้ยวจึงว่าแก่ทหารทั้งปวงว่า กองทัพซุนกวนยกมาคอยทำการตามสัญญาโกเตงแล้ว เราคิดอ่านแก้กลอุบายซุนกวนให้ได้ เตียวเลี้ยวจึงให้ทหารเอาเพลิงจุดขึ้นในเมือง โห่ร้องเปิดประตูออกร้องว่าข้าศึกเข้าเมืองได้แล้ว

ไทสูจู้เห็นดังนั้นสำคัญว่าโกเตงกับอาวโจทำการสำเร็จแล้ว ก็ควบม้านำหน้าทหารเข้าไปในเมือง เตียวเลี้ยวก็ให้ทหารเอาเกาทัณฑ์ระดมยิงสองข้างทาง ถูกไทสูจู้เปนหลายแห่ง ไทสูจู้ตกใจขับม้าหนี เตียวเลี้ยวก็ให้งักจิ้นไล่รบไทสูจู้ไปจนถึงหน้าค่าย ซุนกวนลกซุนกับตังสิดเห็นดังนั้น ก็ยกออกช่วยไทสูจู้ ลิเตียนกับงักจิ้นไล่ฆ่าฟันทหารไทสูจู้ตายเปนอันมาก แล้วเห็นลกซุนตังสิดออกช่วยไทสูจู้ ลิเตียนกับงักจิ้นก็ยกทหารกลับมาเมือง ลกซุนตังสิดก็พาไทสูจู้เข้าไปค่าย ซุนกวนเห็นไทสูจู้ถูกเกาทัณฑ์เจ็บป่วยเปนหลายแห่ง จะไม่รอดก็คิดวิตกนัก

ฝ่ายเตียวเจียวจึงว่าแก่ซุนกวนว่า เรายกมาครั้งนี้ก็เสียทหารเปนอันมาก บัดนี้ไทสูจู้ก็ป่วยหนักอยู่ ขอให้ท่านยกทหารกลับไปเมืองก่อนเถิด จะได้คิดการต่อไป ซุนกวนเห็นชอบด้วย ก็จัดแจงเรือยกทหารกลับมาเมืองลำซี พอมาถึงไทสูจู้ก็ป่วยหนักลง ซุนกวนจึงให้เตียวเจียวไปเยือนไทสูจู้ ๆ จึงว่าแก่เตียวเจียวว่า เกิดมาเปนชายถึงจะตายในท่ามกลางศึกก็อย่าเสียดายชีวิต ชอบจะคิดทำการให้ถึงขนาด เหตุใดจะมาสิ้นอายุเสียแต่หนุ่มฉนี้ ไทสูจู้ว่าเท่านั้นแล้วก็สิ้นใจ เมื่อไทสูจู้ตายนั้นอายุได้สี่สิบเอ็จปี ซุนกวนรู้ว่าไทสูจู้ตายก็คิดสงสารอยู่มิได้ขาด จึงแต่งการศพไปฝังไว้ณเชิงเขาปักกัว แล้วเอาไทสูเอี๋ยงบุตรไทสูจู้มาเลี้ยงไว้แทนบิดา

ฝ่ายเล่าปี่อยู่เมืองเกงจิ๋ว รู้ว่าซุนกวนยกไปตีเมืองหับป๋าเสียทีแก่เตียวเลี้ยวกลับมาเมืองลำซี จึงหาขงเบ้งมาปรึกษา ขงเบ้งจึงว่าเวลาคืนนี้ข้าพเจ้าดูฤกษ์เห็นดาวดวงหนึ่งตกลงมาข้างทิศตวันตกเฉียงเหนือ จะเสียวงศ์ท่านคนหนึ่งเปนมั่นคง พอทหารมาบอกเล่าปี่ว่า เล่ากี๋บุตรเล่าเปียวเปนไข้ตายแล้ว เล่าปี่แจ้งดังนั้นก็ร้องไห้รักเล่ากี๋ ขงเบ้งจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า อันเกิดมาแล้วสุดแต่จะตายทุกคนมิได้เว้น ท่านจะมาเสร้าโศกอยู่ฉนี้โรคก็จะบังเกิด การเราซึ่งจะกระทำสืบไปนั้นยังมากอยู่ ขอจงคิดอ่านแต่งให้ทหารไปอยู่รักษาเมืองซงหยงแทนเล่ากี๋

เล่าปี่ก็ให้กวนอูไปแต่งการศพเล่ากี๋ แล้วให้อยู่รักษาเมืองซงหยง เล่าปี่จึงว่าแก่ขงเบ้งว่า บัดนี้เล่ากี๋ตายแล้ว เห็นซุนกวนจะให้มาทวงเมืองเกงจิ๋วเปนมั่นคง ท่านจะคิดแก้ไขตอบโต้ประการใด ขงเบ้งจึงว่า ท่านอย่าวิตกเลย ตกพนักงานข้าพเจ้าจะรับเปนธุระ อยู่ประมาณสิบห้าวันทหารมาบอกเล่าปี่ว่า ซุนกวนให้โลซกมาถามข่าวเล่ากี๋ ขงเบ้งจึงชวนเล่าปี่ออกไปรับโลซกเข้ามาในเมือง คำนับกันแล้วโลซกจึงว่า ซุนกวนแจ้งว่าเล่ากี๋หาบุญไม่แล้ว จึงให้ข้าพเจ้าเอาธูปเทียนมาถามข่าวท่าน เมื่อข้าพเจ้าจะมานั้นจิวยี่ก็อวยพรมาถึงท่านด้วย เล่าปี่กับขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็ลุกขึ้นคำนับรับเอาธูปเทียน แล้วเชิญให้โลซกกินโต๊ะ ขณะเมื่อเสพย์สุราอยู่นั้น โลซกจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า เดิมท่านว่าข้าพเจ้าว่า ถ้าหาบุญเล่ากี๋ไม่แล้วจะคืนเมืองเกงจิ๋วให้ซุนกวน บัดนี้เล่ากี๋ตายแล้วท่านจะคืนเมืองให้เมื่อไรเล่า จะได้แต่งให้ทหารมาอยู่รักษา เล่าปี่จึงว่าเชิญกินโต๊ะเสพย์สุราให้สบายก่อนเถิด แล้วจึงค่อยปรึกษากัน โลซกขัดเล่าปี่มิได้ก็เสพย์สุราต่อไป โลซกเห็นนานแล้วจึงเตือนเล่าปี่ขึ้น เล่าปี่ยังมิได้ตอบประการใด

ขงเบ้งทำโกรธว่าแก่โลซกว่า ท่านก็มีสติปัญญาแจ้งการทั้งปวงอยู่ แต่จะนิ่งให้เราออกปากก่อนไม่ได้หรือ เมื่อครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจนั้น ก็มีน้ำใจโอบอ้อมกรุณาแก่ราษฎรทั้งปวง จึงได้เสวยราชสมบัติสืบพระวงศ์ต่อกันมาจนถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ทุกวันนี้แผ่นดินก็ไม่ราบคาบ ขุนนางหัวเมืองทั้งปวงที่มีสติปัญญากำลังมาก ก็ไม่ปรองดองช่วยกันบำรุงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ต่างคนต่างแข็งเมืองอยู่สิ้น เล่าปี่นายเราเปนเชื้อพระวงศ์ติดพันมาแต่ครั้งพระเจ้าเฮ้าเก๋งเต้ ได้ยี่สิบสี่ชั่วกษัตริย์จนถึงเล่าปี่ ๆ ก็เปนอาว์พระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่แผ่นดินเมืองเกงจิ๋วเท่านี้จะเอาไว้ไม่ได้หรือ ซุนกวนนายท่านเปนเชื้อผู้คุมเมืองจีต๋อง บัดนี้ก็ได้เปนใหญ่ในเมืองกังตั๋ง มีเมืองโทหกหัวเมือง ๆ ตรีจัตวาแปดสิบเอ็ดหัวเมือง ทั้งไพร่พลทหารก็มั่งคั่งอยู่แล้วยังไม่อิ่มใจหรือ จึงให้มาทวงเมืองเกงจิ๋วอีกเล่า อนึ่งเมื่อโจโฉยกทัพเรือมาตีเมืองกังตั๋งนั้น เล่าปี่ก็ได้ยกทหารไปช่วยรบพุ่งเปนสามารถ เราก็เรียกลมให้ซุนกวนจึงไม่เปนอันตราย แม้เราไม่ไปช่วย ก็อย่าว่าแต่บุตรหญิงนางเกียวก๊กโลเลย ถึงภรรยาแลญาติท่านก็จะเปนของโจโฉสิ้น

โลซกได้ฟังดังนั้นก็มิได้ตอบประการใด นิ่งอยู่ช้านานแล้วจึงว่ากับขงเบ้งว่า อันเมืองเกงจิ๋วนี้เปนธุระปะตัวข้าพเจ้าอยู่ด้วย ซึ่งท่านว่าเปรียบเทียบนี้หาต้องทางความไม่ ขงเบ้งจึงถามโลซกว่า เหตุใดท่านจึงว่าไม่ต้องทางความ โลซกจึงว่า เมื่อครั้งเล่าปี่ได้ความลำบากแตกโจโฉณเมืองซงหยงนั้น ข้าพเจ้าก็ได้พาท่านไปหาซุนกวน ข้อหนึ่งก็ได้ช่วยว่าเมืองเกงจิ๋วให้ ครั้งจิวยี่จะยกทหารมารบคืนเอาเมืองเกงจิ๋วเล่า ข้าพเจ้าก็ช่วยว่ากล่าวห้ามมิให้จิวยี่ยกมา ข้าพเจ้าจึงมาหาท่าน ๆ กับเล่าปี่ก็ได้ว่า ถ้าหาบุญเล่ากี๋ไม่จะคืนเมืองเกงจิ๋วให้ซุนกวน ข้าพเจ้าก็ได้รับไว้ บัดนี้ท่านเจรจาผิดกับคำก่อน จะให้ข้าพเจ้าเอาเนื้อความอันใดไปบอกกับซุนกวน จิวยี่กับซุนกวนก็นับถือว่าท่านกับเล่าปี่มีความสัตย์ แม้ข้าพเจ้าไปบอกตามคำท่านว่า ซุนกวนก็จะไม่เชื่อ จะลงโทษข้าพเจ้า ถึงตัวข้าพเจ้าจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต แต่คิดวิตกอยู่ว่าเล่าปี่กับซุนกวนจะเปนศัตรูกันไป เมื่อเล่าปี่กับซุนกวนจะเปนศึกกันขึ้น ท่านก็จะไม่มีความสุข คนทั้งปวงที่รู้ก็จะหัวเราะว่า ท่านเปนคนมีสติปัญญามาเจรจากลับกลอกจึงเปนเหตุทั้งนี้

ขงเบ้งจึงว่า ท่านอย่าว่าเลย เราจะกลัวอันใดกับจิวยี่ซึ่งเปนลูกเด็กเล็กน้อย ถึงมาทว่าโจโฉจะยกทหารมาสักร้อยหมื่นเราก็ไม่กลัว แต่ว่าเราเห็นแก่ท่านซึ่งกลัวความผิด เราจะคิดอ่านกับเล่าปี่เขียนหนังสือไปถึงซุนกวน ว่าจะยืมเมืองเกงจิ๋วไว้เปนที่อาศรัยก่อน ต่อเล่าปี่ไปรบเมืองอื่นได้เล่าปี่จึงจะคืนเมืองเกงจิ๋วให้ ท่านจะเห็นเปนประการใด

โลซกจึงถามว่า ท่านตีเมืองใดได้แล้วจึงจะคืนเมืองเกงจิ๋วให้ ขงเบ้งจึงตอบว่า เราคิดจะไปตีเมืองฮูโต๋ แต่เห็นว่าเปนเมืองใหญ่จะเอาโดยเร็วนั้นไม่ได้ เมืองเสฉวนนั้นเล่าเจี้ยงเจ้าเมืองเปนคนหาสติปัญญามิได้ เราจะให้เล่าปี่ยกกองทัพไปตี แม้ได้เมืองเสฉวนแล้ว เราจึงจะคืนเมืองเกงจิ๋วให้ โลซกได้ฟังดังนั้นก็เกรงใจขงเบ้ง ก็ยอมตามคำทุกประการ

เล่าปี่จึงเขียนหนังสือตามซึ่งว่ากันนั้น ใส่ชื่อขงเบ้งเปนนายประกัน ขงเบ้งจึงว่าแก่โลซกว่า ตัวข้าพเจ้าเปนพวกเล่าปี่ ลงชื่อเปนนายประกันซุนกวนจะไม่ไว้ใจ จะขอชื่อท่านใส่ลงด้วยซุนกวนจึงจะสิ้นสงสัย โลซกจึงว่า อันข้าพเจ้านี้นับถือเล่าปี่ว่าเปนคนมีเมตตาแลมีความสัตย์ซื่อ ถึงจะใส่ชื่อก็ตามเถิด เล่าปี่จึงเขียนชื่อใส่ลงท้ายหนังสือว่า โลซกรับเปนนายประกันด้วย แล้วส่งหนังสือให้โลซก ๆ รับหนังสือแล้วก็ลาเล่าปี่ขงเบ้งกลับไป เล่าปี่ขงเบ้งก็ตามไปส่งโลซกถึงเรือ เมื่อโลซกจะออกเรือนั้นขงเบ้งจึงแกล้งว่าแก่โลซกว่า ท่านไปถึงซุนกวนแล้ว จงช่วยว่ากล่าวโดยดีให้นายเราทั้งสองปรกติกัน อย่าให้โจโฉมันดูหมิ่นเราได้ แม้ไม่ทำตามเรา ถึงเมืองกังตั๋งกับหัวเมืองทั้งปวงเราก็จะชิงเอาด้วย

โลซกรับคำขงเบ้งแล้วก็ออกเรือไปถึงเมืองฉสองกุ๋น จึงเข้าไปหาจิวยี่ ๆ เห็นโลซกมาก็ดีใจแล้วถามว่า ท่านไปทวงเมืองเกงจิ๋วได้แล้วหรือ โลซกจึงเอาหนังสือให้จิวยี่ดู จิวยี่แจ้งดังนั้นก็โกรธกระทืบเท้าแล้วว่า ท่านนี้แพ้ความคิดขงเบ้งแล้ว ซึ่งว่ามาในหนังสือว่ายืมเมืองเกงจิ๋วนั้นเห็นหามีกำหนดไม่ จะรู้ว่าเล่าปี่จะได้เมืองเสฉวนเมื่อใด แม้ตีเมืองเสฉวนไม่ได้เราก็จะมิได้เมืองเกงจิ๋วคืน หนังสือฉนี้จะเอามาต้องการสิ่งใด แล้วมิหนำซ้ำใส่ชื่อตัวเปนนายประกันด้วยอีกเล่า ถ้าเล่าปี่ไม่คืนเมืองให้ความผิดก็จะไม่พ้นตัวท่าน แม้ซุนกวนจะเอาโทษท่านจะคิดประการใด

โลซกได้ฟังดังนั้นตกตะลึงนิ่งไป แล้วจึงว่าเล่าปี่นี้เห็นจะไม่คิดคดต่อเรา จิวยี่จึงว่าท่านอย่าซื่อนัก อันเล่าปี่นั้นภายนอกโอบอ้อมอารีกระทำดุจมีความสัตย์ น้ำใจนั้นจะทำการใดประกอบด้วยเล่ห์กลล่อลวง ขงเบ้งเล่าก็มีสติปัญญาคิดอ่านกลับกลอกต่าง ๆ เห็นว่าน้ำใจเล่าปี่กับขงเบ้งจะไม่เหมือนใจท่าน โลซกจึงว่าเราจะคิดอ่านประการใดเล่า จิวยี่จึงว่า ข้าพเจ้าคิดถึงท่านซึ่งมีคุณได้ให้อาหารแก่ข้าพเจ้าเมื่อคราวขัดสนนั้น จึงช่วยเตือนสติทั้งนี้ ท่านอย่าคิดวุ่นวายไปเลย เราคอยท่าทหารซึ่งไปสืบข่าวราชการโจโฉกลับมาแล้วจึงจะคิดการสืบไป โลซกก็คิดวิตกนักไม่มีความสบาย

อยู่มาทหารไปสืบราชการณเมืองเกงจิ๋วกลับมาบอกจิวยี่ว่า ในเมืองเกงจิ๋วนั้นเล่าปี่ให้ทหารแลชาวเมืองทั้งปวงนุ่งขาวโพกผ้าขาวทุกคน จิวยี่ตกใจจึงถามว่า เหตุผลทั้งนี้เปนประการใด ทหารนั้นจึงบอกว่า นางกำฮูหยินภรรยาเล่าปี่ตาย จิวยี่จึงว่าแก่โลซกว่า เราคิดกลอุบายได้สิ่งหนึ่ง เล่าปี่อยู่ในเงื้อมมือเราแล้ว โลซกจึงถามว่าท่านจะทำประการใด จิวยี่จึงว่า บัดนี้เล่าปี่หาภรรยาไม่เห็นจะคิดอ่านหาภรรยาใหม่ นางซุนฮูหยินน้องของนายเรายังมิได้มีสามีแล้วก็มีฝีมืออยู่ เราจะจัดข้าหญิงสักร้อยคน ให้ถือเครื่องศัสตราวุธเข้าอยู่ในตึก จัดแจงที่อยู่ให้ชอบกล แล้วจะให้ซุนกวนมีหนังสือไปถึงเล่าปี่ว่า จะยกน้องสาวให้เปนภรรยา ลวงให้เล่าปี่มาทำงานณเมืองลำซี เราคิดอ่านจับตัวเล่าปี่ใส่คุกไว้ แล้วจึงจะให้ทหารไปหาขงเบ้งให้เอาเมืองเกงจิ๋วมาเปลี่ยนเอาตัวเล่าปี่ เมื่อได้เมืองเกงจิ๋วแล้วจึงจะคิดการสืบไป ตัวท่านก็จะพ้นความผิด โลซกได้ฟังก็เห็นชอบด้วย จิวยี่จึงให้เขียนหนังสือตามซึ่งคิดไว้นั้นให้โลซกเอาไปให้ซุนกวน โลซกก็ลาจิวยี่ไปถึงเมืองลำซี จึงเข้าไปหาซุนกวนแจ้งเนื้อความทั้งปวงแล้วเอาหนังสือสัญญาของเล่าปี่ส่งให้ซุนกวน ๆ รับหนังสือนั้นมาอ่านดูแล้วจึงว่า หนังสือนี้ท่านเอามาต้องการอันใด

โลซกจึงว่า หนังสือของจิวยี่ให้มาถึงท่านยังมีอยู่อีกฉบับหนึ่ง แล้วก็เอาหนังสือนั้นส่งให้ซุนกวน ๆ แจ้งในหนังสือดังนั้นก็มีความยินดี พยักหน้ารับเอา แล้วคิดว่าจะได้ผู้ใดที่จะใช้ให้สื่อสาส์นไปมาพูดจาด้วยเล่าปี่ได้ เห็นก็แต่ลิห้อมผู้เดียว ซุนกวนก็ให้ทหารไปหาตัวลิห้อมมาแล้วว่า บัดนี้ภรรยาเล่าปี่ตายแล้ว เราใคร่จะยกนางซุนฮูหยินให้เปนภรรยาเล่าปี่ เรากับเล่าปี่จะได้เปนน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ช่วยกันทำการกำจัดโจโฉ แต่ไม่มีผู้ใดจะไปพูดจาด้วยเล่าปี่ เห็นแต่ท่านผู้เดียวจะช่วยธุระเราไปหาเล่าปี่ณเมืองเกงจิ๋วได้ ลิห้อมก็รับคำซุนกวนแล้วก็ลาลงเรือไป

ฝ่ายเล่าปี่ตั้งแต่นางกำฮูหยินหาบุญไม่แล้วไม่มีความสบาย ด้วยเล่าเซี่ยนผู้บุตรยังเด็กนักอยู่หาผู้จะรักษามิได้ เล่าปี่จึงให้เชิญขงเบ้งมาปรึกษาราชการ หวังจะให้คลายความทุกข์ พอทหารเข้ามาบอกว่า ซุนกวนให้ลิห้อมมาหา ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ ว่าอันลิห้อมมานี้เปนกลของจิวยี่ แม้ลิห้อมจะว่ากล่าวประการใด ท่านอย่าเพ่อรับคำเปนอันขาด ข้าพเจ้าจะแอบฟังอยู่หลังฉาก แม้ผิดชอบประการใดเราจึงจะคิดอ่านต่อภายหลัง เล่าปี่ก็รับคำขงเบ้ง แล้วให้ทหารไปรับลิห้อมเข้ามา คำนับกันแล้วเล่าปี่จึงถามว่า ท่านมานี้ด้วยธุระสิ่งใด ลิห้อมจึงว่าข้าพเจ้าแจ้งว่าภรรยาท่านหาบุญไม่ ก็มีความวิตกถึงท่านมิได้ขาด ข้าพเจ้าเห็นหญิงคนหนึ่งสมควรกันกับท่าน คิดจะใคร่ชักนำให้แต่ไม่แจ้งว่าใจท่านจะคิดประการใด เล่าปี่จึงตอบว่า ตัวข้าพเจ้าก็ยังไม่แก่ชรานัก เปนวิบาก ภรรยาจึงมาสิ้นบุญเสียแต่ท่ามกลางอายุฉนี้ ครั้นจะคิดอ่านหาภรรยาใหม่เล่า อารมณ์ก็ยังอาลัยถึงภรรยาเก่านักอยู่

ลิห้อมได้ฟังดังนั้นจึงว่า อันธรรมดาเกิดมาเปนชาย ครั้นมิได้มีแม่เรือนจะทำการสิ่งใดก็มักจะขัดขวางไม่ใคร่จะสำเร็จ เสมือนเรือนไม่มีพื้น ตัวท่านเปนใหญ่อยู่ จำจะคิดหาแม่เรือนจึงจะควร ซุนกวนนายข้าพเจ้ามีน้องสาวคนหนึ่ง รูปร่างก็งามมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ควรจะปฏิบัติท่านได้ อนึ่งแม้ท่านกับซุนกวนรักใคร่เปนเกี่ยวดองร่วมใจกันแล้ว เห็นโจโฉก็ไม่อาจดูหมิ่นได้ ข้าพเจ้าว่านี้เปนความจริง ท่านอย่าได้คิดรังเกียจเลย แต่นางซุนฮูหยินนั้นนางงอก๊กไถ้ผู้มารดารักใคร่นัก แม้ท่านได้เห็นด้วยข้าพเจ้าแล้ว ขอให้เร่งคิดอ่านไปว่ากล่าวทำการณเมืองตองง่อเถิด

เล่าปี่จึงถามว่า การซึ่งท่านว่าทั้งนี้ซุนกวนรู้หรือไม่ ลิห้อมจึงตอบว่า แม้ซุนกวนไม่รู้ข้าพเจ้าจะอาจมาว่าหรือ เล่าปี่จึงว่าตัวข้าพเจ้านี้อายุก็ถึงห้าสิบปีแล้ว ผมแลหนวดก็หงอกแล้ว น้องสาวซุนกวนยังเด็กอยู่ไม่สมควรกับข้าพเจ้า ลิห้อมจึงว่า อันนางซุนฮูหยินน้องซุนกวนยังเปนเด็กอยู่ก็จริง แต่น้ำใจดีกว่าผู้ใหญ่อีก แม้ผู้ใดไม่มีสติปัญญาแลเชื้อตระกูลแล้ว นางก็ไม่ยอมเปนภรรยา อันจะว่าด้วยอายุนั้นหาต้องการไม่ ตัวท่านนี้ก็ลือชาปรากฎชื่อเสียงแลสติปัญญา ต้องความปราถนานางอยู่แล้ว ซุนกวนก็ปลงใจด้วย ท่านจะบิดพลิ้วอยู่ฉนี้ด้วยเหตุอันใด

เล่าปี่จึงว่า ท่านพึ่งมายังไม่ทันหายเหนื่อย เวลาพรุ่งนี้เราจึงคิดอ่านกัน เล่าปี่ก็เชิญให้ลิห้อมกินโต๊ะ แล้วให้ไปอยู่ในตึกรับแขก ลิห้อมก็ลาเล่าปี่ไป ครั้นเวลาคํ่าเล่าปี่จึงปรึกษาแก่ขงเบ้ง ๆ จึงว่า ซึ่งซุนกวนทำกลแกล้งใช้ให้ลิห้อมมา ข้าพเจ้าก็แจ้งอยู่สิ้นแล้ว วันนี้ข้าพเจ้าเสี่ยงทายดู เห็นว่าท่านจะมีลาภสำเร็จความปราถนา ท่านจงรับคำลิห้อมเถิด เมื่อไปนัดการนั้นจึงให้ซุนเขียนไปหาซุนกวน ให้ซุนกวนรับคำแน่นอนแล้วจึงจะได้ว่ากล่าวกำหนดวันคืนที่จะทำการให้มั่นคง เล่าปี่จึงว่า จิวยี่คิดอ่านจะทำร้ายเรา แลเราดูหมิ่นเข้าไปในเงื้อมมือจิวยี่ เหมือนเอาเนื้อไปให้แก่เสือ ขอท่านดำริห์ดูให้ควรก่อน

ขงเบ้งจึงว่า อันความคิดจิวยี่ทำกลครั้งนี้ เห็นหาเกินความคิดข้าพเจ้าไม่ ข้าพเจ้าจะให้จิวยี่แพ้ความคิดจงได้ ทั้งน้องสาวซุนกวนก็จะให้ได้แก่ท่าน เมื่อท่านกับซุนกวนเกี่ยวดองกันแล้ว เมืองเกงจิ๋วก็จะเปนสิทธิ์แก่เรา เล่าปี่ได้ฟังขงเบ้งว่าก็ไม่วางใจยังคิดสงสัยอยู่ ขงเบ้งจึงสั่งซุนเขียนว่า ท่านจงไปกับลิห้อมนัดการซึ่งซุนกวนจะแต่งงานนางซุนฮูหยินกับเล่าปี่

ครั้นเวลาเช้าลิห้อมเข้ามาหาเล่าปี่ ขงเบ้งจึงว่าแก่ลิห้อมว่า กลับไปบอกซุนกวนเถิด ว่าเล่าปี่มีความยินดีนัก เราจะให้ซุนเขียนไปหาซุนกวนด้วย ลิห้อมก็คำนับลาพาซุนเขียนไปถึงเมืองลำซี จึงเข้าไปหาซุนกวน ๆ จึงว่าแก่ซุนเขียนว่า ท่านจงไปบอกแก่เล่าปี่เถิด ว่าเรารักเล่าปี่โดยสุจริต มิได้คิดรังเกียจสิ่งใดจึงยกน้องสาวเราให้ ให้ขงเบ้งพิเคราะห์ดูวันดีกำหนดจะได้ทำการเมื่อใดแล้วให้บอกมาถึงเราด้วย ซุนเขียนก็คำนับลาซุนกวนกลับมาเมืองเกงจิ๋ว แจ้งเนื้อความทั้งปวงแก่เล่าปี่

เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ยังคิดสงสัยอยู่ ขงเบ้งจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ท่านไปตามคำซุนกวนเถิด ข้าพเจ้าจะแต่งหนังสือสามฉบับให้จูล่งไปกับท่านด้วย ขงเบ้งจึงเขียนหนังสือสามฉบับสลักผนึกแล้วสั่งว่า แม้ขัดสนประการใดก็ให้ฉีกหนังสือฉบับหนึ่งฉบับสองฉบับสามออกดูกว่าจะสำเร็จได้กลับมาเมืองเกงจิ๋ว ขงเบ้งจึงเรียกจูล่งเข้ามากระซิบบอกว่า บัดนี้เล่าปี่นายเราจะไปแต่งงานกับน้องสาวซุนกวน ท่านไปด้วยจงเอาใจใส่อย่าให้เล่าปี่เปนอันตราย ถ้าอับจนประการใดจงทำตามหนังสือที่เราเขียนไปนั้นเถิด แล้วก็เอาหนังสือสามฉบับนั้นส่งให้จูล่ง

ครั้นถึงกำหนดจะได้วันดี ขงเบ้งจึงจัดแจงสิ่งของให้ทหารเอาไปให้ซุนกวน บอกกำหนดวันคืนซึ่งเล่าปี่จะไปทำการ แล้วขงเบ้งจัดเรือรบสิบลำทหารห้าร้อย ให้เล่าปี่จูล่งซุนเขียนยกไปเมืองลำซี ฝ่ายเล่าปี่มีความสงสัยคิดวิตกไม่มีความสบาย ครั้นเรือรบถึงท่าเมืองลำซี จูล่งจึงว่าแก่เล่าปี่ว่าขงเบ้งสั่งมาว่า แม้ขัดสนสิ่งใดให้ฉีกหนังสือออกดู จูล่งก็ฉีกหนังสือฉบับหนึ่งออกอ่านดูเปนใจความว่า ให้ทหารทั้งปวงแต่งตัวจงโอ่โถงไปเที่ยวซื้อของในเมืองลำซี ถ้าชาวเมืองจะถามว่ามาธุระสิ่งใด ก็ให้บอกว่าเล่าปี่จะมาแต่งงานกับน้องสาวซุนกวน ให้ชาวเมืองรู้จงทั่วกัน แล้วให้เล่าปี่แต่งสิ่งของเข้าไปคำนับนางเกียวก๊กโล ซึ่งเปนมารดาภรรยาซุนเซ็กแลจิวยี่

จูล่งแจ้งในหนังสือแล้ว ก็ให้ทหารทั้งปวงเที่ยวซื้อของในเมืองลำซี ให้แกล้งพูดจาตามมีในหนังสือขงเบ้งทุกประการ ราษฎรชาวเมืองทั้งปวงก็เล่าลือต่อกันไปว่า เล่าปี่จะมาแต่งงานกับน้องสาวซุนกวน แล้วเล่าปี่ก็จัดสิ่งของขึ้นไปหานางเกียวก๊กโล คำนับแล้วบอกว่าข้าพเจ้ามาบัดนี้ด้วยธุระจะมาแต่งงานกับน้องสาวซุนกวน

ขณะนั้นซุนกวนรู้ว่าเล่าปี่มาถึงก็มีความยินดี จึงให้ลิห้อมลงไปรับ เชิญให้เล่าปี่ไปอยู่ณตึกรับแขก

ฝ่ายนางเกียวก๊กโลครั้นแจ้งเนื้อความแล้ว จึงไปหานางงอก๊กไถ้แล้วว่า ข้าพเจ้ารู้เนื้อความวันนี้ก็มีความยินดีด้วยท่านนัก นางงอก๊กไถ้จึงถามว่า ท่านรู้เนื้อความสิ่งใดมา นางเกียวก๊กโลจึงว่า ท่านจะยกบุตรหญิงให้เปนภรรยาเล่าปี่ ชาวเมืองทั้งปวงก็รู้ทั่วกัน บัดนี้เล่าปี่มาถึงเมืองแล้ว ท่านยังจะพรางไปถึงไหนเล่า

นางงอก๊กไถ้ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงว่าเนื้อความทั้งนี้ข้าพเจ้าไม่รู้เลย แล้วก็ให้คนใช้ไปสืบเนื้อความดูว่า จะสมคำนางเกียวก๊กโลหรือไม่ คนใช้จึงกลับมาบอกว่า ราษฎรชาวเมืองทั้งปวงเล่าลือกันว่า ซุนกวนจะยกน้องสาวให้เล่าปี่ ลิห้อมเปนผู้ชักนำเดินสื่อสาส์นไปมา ฝ่ายเล่าปี่ให้ซุนเขียนมาสื่อสาร บัดนี้เล่าปี่ก็มาถึงเมืองแล้ว ซุนกวนให้เชิญไปอยู่ณตึกรับแขก

นางงอก๊กไถ้ได้ฟังดังนั้นจึงให้หาซุนกวนมา แล้วนางงอก๊กไถ้ก็ตีอกร้องไห้ ซุนกวนตกใจจึงถามว่า มารดาร้องไห้ด้วยเหตุอันใด นางงอก๊กไถ้จึงว่า ตัวเจ้านี้มิได้เกิดในอุทรเรา ๆ ก็รักเสมอกับบุตรอันเกิดในอุทร เมื่อพี่เราจะตายนั้นก็ได้สั่งเจ้าไว้ จะกระทำสิ่งใดให้ปรึกษาเราก่อน แลเจ้าทำการถึงเพียงนี้ก็มิได้บอกเรา ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ตกใจจึงถามว่า ข้าพเจ้าทำการสิ่งใดให้มารดาขัดเคือง จงว่าให้แจ้งเถิด จะมานั่งร้องไห้อยู่ฉนี้ข้าพเจ้าหามีความสบายไม่ นางงอก๊กไถ้จึงว่า อันธรรมดาเกิดมาเปนคนที่มีบุตรหญิงชาย ครั้นเลี้ยงใหญ่แล้วก็คิดอ่านจะตกแต่งให้มีเหย้าเรือน ตัวเราก็เปนมารดาเลี้ยงของเจ้า ก็เหมือนมารดาตัวเจ้าคิดอ่านจะเอาบุตรหญิงของเราไปให้แก่เล่าปี่ จนนัดงานการกันพาเล่าปี่มาถึงเมืองแล้ว เหตุใดจึงไม่ปรึกษาเรา

ซุนกวนจึงถามว่า ผู้ใดมาบอกมารดา นางงอก๊กไถ้จึงว่า อันการดังนี้แม้มิให้ใครรู้ก็อย่าทำ อันทำแล้วจะปิดให้มิดนั้นไม่ได้ ราษฎรชาวเมืองลำซีนี้ก็รู้ทั่วกันแล้ว เจ้ากลับมาพรางเราอีกเล่า นางเกียวก๊กโลจึงว่า เนื้อความอันนี้ข้าพเจ้ารู้มาหลายวันแล้ว ก็มีความยินดีด้วย จึงมาถามข่าวท่าน ซุนกวนเห็นมารดาขัดเคืองนัก แล้วนางเกียวก๊กโลมายืนคำเปนพยานอยู่ด้วยจึงพูดจาแก้ตัวว่า อันการงานครั้งนี้ข้าพเจ้าจะเปนตัวคิดอ่านทำหามิได้ เปนความคิดกลอุบายของจิวยี่จะคืนเอาเมืองเกงจิ๋ว จึงคิดอ่านลวงให้เล่าปี่มาแล้วจะจับเอาตัวใส่คุกไว้ ให้ขงเบ้งเอาเมืองเกงจิ๋วนั้นเปลี่ยนตัวเล่าปี่ไป แม้ขงเบ้งไม่ทำตามคำก็จะฆ่าเล่าปี่เสีย ใช่จะทำโดยสุจริตนั้นหาไม่ ข้าพเจ้าจึงมิได้ปรึกษากับมารดา

นางงอก๊กไถ้ได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงด่าจิวยี่ว่า มันเปนนายทหารผู้ใหญ่ในเมืองกังตั๋ง มีหัวเมืองเอกถึงหกหัวเมือง เมืองตรีจัตวาแปดสิบเอ็ดหัวเมือง อาญาสิทธิ์ก็อยู่กับมือ แต่จะคิดกลอุบายเอาเมืองเกงจิ๋วเท่านี้ไม่ได้หรือ จำเพาะเอาบุตรีเราไปทำกลจะลวงฆ่าเล่าปี่ ให้คนทั้งปวงเลื่องลือว่าเรายกบุตรหญิงให้เปนภรรยาเล่าปี่ เมื่อเล่าปี่ตายแล้วบุตรเราก็เปนม่ายอยู่ สืบไปเมื่อหน้าผู้ใดจะอาจมาขอเล่า จะทำให้บุตรีเราเสียคนไปฉนี้ ให้มันทำจงดี นางเกียวก๊กโลจึงว่า อันความคิดจิวยี่เหมือนว่าฉนี้ก็จะได้เมืองเกงจิ๋วเปนมั่นคง แต่จะฆ่าเล่าปี่เสียนั้นชาวเมืองทั้งปวงก็จะหัวเราะเยาะว่าท่านเอาลูกสาวไปลวงฆ่าเล่าปี่เสีย ความอัปยศก็จะมี ซุนกวนได้ฟังนางเกียวก๊กโลว่า ด้วยความกลัวมารดาก็ไม่อาจตอบประการใด นางงอก๊กไถ้ยิ่งมีความโกรธ ด่าจิวยี่ไม่ขาดคำ นางเกียวก๊กโลจึงว่าแก่นางงอก๊กไถ้ว่า การก็เปนถึงเพียงนี้จนราษฎรรู้ทั่วกันแล้ว เล่าปี่ก็เปนคนมีสติปัญญา แล้วเปนเชื้อวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ เอาเปนเขยเถิดจะได้พ้นความละอายซึ่งคนทั้งปวงจะคระหานินทา

ซุนกวนได้ฟังดังนั้นจึงว่า เล่าปี่มีสติปัญญาก็จริง แต่เปนคนผู้ใหญ่ อายุจะได้สมกับน้องเราหามิได้ นางเกียวก๊กโลจึงว่าแก่ซุนกวนว่า เล่าปี่เปนคนดี มีนํ้าใจโอบอ้อมอารีกรุณาแก่ราษฎรทั้งปวง รูปร่างก็งาม นานไปก็จะได้เปนใหญ่ แม้ได้ไว้เปนเขยก็จะไม่ขายหน้าน้องสาวท่าน นางงอก๊กไถ้ได้ฟังดังนั้นจึงว่าแก่ซุนกวนว่า อันเล่าปี่นี้เรายังไม่รู้จัก เวลาพรุ่งนี้ให้เชิญเล่าปี่ไปณวัดกำลอ เราจะดูให้รู้จักก่อน แม้ชอบใจเราจึงจะยกให้ ถ้าไม่ชอบใจเราเจ้าจะทำสิ่งใดก็ตามแต่ความคิดเจ้าเถิด

ซุนกวนเปนคนมีกตัญญูรู้จักคุณนางงอก๊กไถ้ซึ่งได้เลี้ยงมา ครั้นได้ฟังดังนั้นก็ไม่อาจจะขัดได้ จึงลามาที่อยู่ แล้วเรียกลิห้อมมาสั่งว่า เวลาพรุ่งนี้ให้เชิญเล่าปี่ไปกินโต๊ะณวัดกำลอ มารดาเราจะดูตัว แม้ไม่ชอบใจก็อนุญาตว่าตามเราจะทำเถิด ลิห้อมจึงว่า ถ้าดังนั้นขอให้ท่านคิดอ่านสั่งแกหัวให้คุมทหารสามร้อยไปซุ่มอยู่สองข้างทางวัดกำลอ ถ้ามารดาท่านไม่ชอบใจแล้ว ก็ให้สำคัญแกหัวกับทหารทั้งนั้นออกจับตัวเล่าปี่ไว้ การซึ่งเราคิดก็จะสำเร็จโดยง่าย ซุนกวนก็เห็นชอบด้วย จึงเรียกแกหัวมาสั่งให้คุมทหารไปซุ่มอยู่ตามคำลิห้อมว่า

ฝ่ายนางเกียวก๊กโลพานางงอก๊กไถ้มาที่อยู่ แล้วให้คนใช้ไปบอกเล่าปี่ว่า เวลาพรุ่งนี้นางงอก๊กไถ้จะใคร่ดูตัวท่าน สั่งให้เชิญท่านไปกินโต๊ะณวัดกำลอ ให้ตระเตรียมตัวไปจงดี เล่าปี่รู้ดังนั้นจึงเรียกจูล่งแลซุนเขียนมาปรึกษา จูล่งจึงว่า นางงอก๊กไถ้ให้เชิญท่านไปนั้นจะไว้ใจซุนกวนไม่ได้ ข้าพเจ้าจะขอคุมทหารห้าร้อยตามไปด้วย จะได้ป้องกันรักษาท่าน ครั้นเวลาเช้านางงอก๊กไถ้กับนางเกียวก๊กโลพากันไปคอยท่าเล่าปี่อยู่ ซุนกวนให้จัดแจงโต๊ะแล้วก็พาที่ปรึกษาทั้งปวงออกไปพร้อมกันณวัดกำลอแล้วให้ลิห้อมมาเชิญเล่าปี่

เล่าปี่จึงแต่งตัวใส่เกราะน้อยชั้นในใส่เสื้อชั้นนอก ทหารซึ่งจะไปด้วยนั้น ก็ให้แต่งตัวเอากระบี่ตะพายแล่งทุกคน เล่าปี่ก็ขึ้นม้าไปกับลิห้อม จูล่งแต่งตัวใส่เกราะเหมือนจะเข้าสงครามคุมทหารตามเล่าปี่ไป ครั้นไปถึงวัดกำลอแล้วเล่าปี่ก็ลงจากม้าเดิรเข้าไป ซุนกวนเห็นเล่าปี่แต่งตัวรูปร่างคมสัน ก็คิดเกรงเล่าปี่แล้วมีความกรุณาจึงคิดว่า แต่เราเปนชายหมายจะทำอันตรายเล่าปี่อยู่ยังมีใจกรุณา แม้มารดาเราเห็นก็จะมีใจรักยิ่งกว่าเราอีก การซึ่งเราคิดไว้เห็นจะไม่สำเร็จ แล้วซุนกวนก็ลุกออกมารับเล่าปี่ คำนับกันแล้วก็พาเข้าไปคำนับนางงอก๊กไถ้

นางงอก๊กไถ้เห็นเล่าปี่มาถึงก็มีความยินดีเชิญให้กินโต๊ะ แล้วจึงว่าแก่นางเกียวก๊กโลว่า เล่าปี่รูปร่างจริตกิริยาก็สมควรเปนเขยเราอยู่แล้ว นางเกียวก๊กโลจึงว่า อันลักษณะเล่าปี่ดีนัก มีนํ้าใจกรุณาแก่ราษฎรทั้งปวงนานไปจะมีบุญทั้งอายุก็จะยืน ควรที่จะเปนบุตรเขยของท่าน ขณะเมื่อพูดจากันอยู่นั้น นางงอก๊กไถ้เห็นจูล่งแต่งตัวเปนทหารเหน็บกระบี่เดิรเข้ามายืนแอบหลังเล่าปี่อยู่ จึงถามเล่าปี่ว่าทหารคนนี้ชื่อใด เล่าปี่บอกว่าชื่อจูล่ง เปนแซ่เตียวชาวเมืองเสียงสาน

นางงอก๊กไถ้จึงถามว่า เมื่อโจโฉยกทหารร้อยหมื่นมารบท่านณเมืองตงเอี๋ยงล้อมครอบครัวท่านไว้นั้น จูล่งคนนี้หรือรบชิงเอาบุตรภรรยาของท่านออกจากที่ล้อมได้ เล่าปี่ก็รับคำว่าคนนี้ นางงอก๊กไถ้ก็สรรเสริญจูล่งว่า รูปร่างจริตกิริยาสมควรเปนนายทหารเอก แล้วก็ให้คนใช้รินสุราให้จูล่งกิน จูล่งกระซิบบอกเล่าปี่ว่า ข้าพเจ้าเดิรเข้ามาเห็นทหารประมาณสามร้อย ถือเครื่องศัสตราวุธซุ่มอยู่ ให้ท่านคิดอ่านแก้ไขตัวจงดี เห็นเขาจะคิดร้ายต่อท่าน นางงอก๊กไถ้จึงถามเล่าปี่ว่า จูล่งบอกเนื้อความอันใด เล่าปี่ร้องไห้พลางคำนับแล้วว่า ท่านจะฆ่าข้าพเจ้าเสียก็ตามเถิด แต่โปรดอย่าให้ข้าพเจ้าได้ความลำบากเลย นางงอก๊กไถ้จึงถามว่าเหตุใดท่านจึงว่าฉนี้ เล่าปี่ก็บอกเนื้อความตามจูล่งว่า นางงอก๊กไถ้ได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่าแก่ซุนกวนว่า เล่าปี่เปนบุตรเขยของเรา เหตุใดตัวจึงแต่งทหารมาซุ่มไว้จะทำร้ายเล่าปี่หรือ

ซุนกวนได้ฟังดังนั้น ด้วยความกลัวมารดาก็ตอบว่า การทั้งนี้ข้าพเจ้าไม่แจ้ง จึงแกล้งเรียกลิห้อมมาถามว่า ผู้ใดมาคิดอ่านทำการทั้งนี้ ลิห้อมเห็นซุนกวนกลัวมารดาอยู่แล้วก็บอกว่า การทั้งนี้ข้าพเจ้าไม่แจ้ง แกหัวคิดอ่านทำต่างหาก นางงอก๊กไถ้ได้ฟังดังนั้นก็ให้เรียกแกหัวมาด่าทอหยาบช้าเปนอันมาก แล้วสั่งทหารจะให้เอาตัวแกหัวไปฆ่าเสีย

เล่าปี่จึงว่าแกนางงอก๊กไถ้ว่า บัดนี้จะทำการมงคล ซึ่งท่านจะฆ่าทหารเอกเสียเพราะข้าพเจ้านั้นไม่ควร อนึ่งข้าพเจ้าจะอยู่พึ่งบุญท่านสืบไปก็จะไม่มีความสุข ท่านจงเมตตาข้าพเจ้าโปรดยกโทษแกหัวไว้ครั้งหนึ่งก่อน นางเกียวก๊กโลก็ช่วยเล่าปี่ขอโทษ นางงอก๊กไถ้ก็ยกโทษแกหัวไว้ แล้วก็ขับเสียให้พ้น ทหารทั้งปวงซึ่งซุ่มอยู่รู้ดังนั้นก็หนีไปสิ้น

แลนางงอก๊กไถ้กับนางเกียวก๊กโลครั้นเลี้ยงดูเล่าปี่สำเร็จแล้วก็ชวนกันกลับมาที่อยู่ เล่าปี่กับซุนกวนก็พากันกลับมาถึงหน้าวัด เห็นศิลาสองก้อนใหญ่วัดโดยรอบได้อ้อมหนึ่ง เล่าปี่จึงชักกระบี่ออกไหว้พระแล้วอธิษฐานว่า แม้ข้าพเจ้าจะได้กลับไปเมืองเกงจิ๋วบำรุงราษฎร ขอให้ข้าพเจ้าฟันศิลานี้ขาดออกเปนสองท่อน ถ้าข้าพเจ้าจะตายอยู่ในเมืองลำซีมิได้กลับไป ขออย่าให้ศิลานี้แตกชํ้าร้าวเลย แล้วเล่าปี่ก็ฟันลงก้อนศิลาขาดออกเปนสองท่อน ซุนกวนเดิรตามหลังเล่าปี่มาเห็นดังนั้นจึงถามว่า ท่านโกรธก้อนศิลานี้ด้วยเหตุสิ่งใด เล่าปี่จึงว่า ตัวข้าพเจ้าอายุถึงห้าสิบปีแล้ว ยังมิได้ทำการทำนุบำรุงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ช่วยกำจัดศัตรูราชสมบัติเสีย บัดนี้เปนบุญของข้าพเจ้า นางงอก๊กไถ้มีใจกรุณายกบุตรหญิงให้ ก็มีความยินดีนัก ข้าพเจ้าจึงอธิษฐานว่า ถ้าข้าพเจ้ากับท่านเปนเกี่ยวดองกันแล้ว จะได้ช่วยกันกำจัดโจโฉบำรุงให้ราษฎรเปนสุขสืบไป ขอให้ฟันศิลาขาดสองท่อนเถิด ข้าพเจ้าจึงฟันก้อนศิลานี้ ซุนกวนได้ฟังจึงคิดว่า เล่าปี่เจรจานี้เห็นหาจริงไม่ แกล้งเอาแต่ความดีมาลวงเรา

ซุนกวนจึงชักกระบี่ออกอธิษฐานว่า แม้ข้าพเจ้าจะเอาเมืองเกงจิ๋วคืนได้ จะได้ทำนุบำรุงให้ราษฎรในเมืองตองง่อเปนสุขสืบไป ขอให้ข้าพเจ้าฟันศิลานี้ขาดเหมือนเล่าปี่เถิด แล้วว่าออกให้เล่าปี่ได้ยินว่า ข้าพเจ้าขออธิษฐานแก่เทพารักษ์ทั้งปวงว่า แม้ข้าพเจ้ากับเล่าปี่จะได้ช่วยกันกำจัดโจโฉศัตรูราชสมบัติได้สมความคิด ขอให้ฟันศิลาขาดเปนสองท่อนเถิด ซุนกวนก็เอากระบี่ฟันลง ศิลาก็ขาดเหมือนเล่าปี่ ซุนกวนกับเล่าปี่ก็มีความยินดี ยุดมือกันหัวเราะกลับเข้าไปกินสุราในวัด

ซุนเขียนเห็นเล่าปี่เสพย์สุราอยู่กับซุนกวนช้านานแล้ว จึงชายตาดูเล่าปี่ ๆ เห็นดังนั้นก็แจ้งความคิดซุนเขียน จึงว่าแก่ซุนกวนว่า ข้าพเจ้าเสพย์สุราไม่สู้ได้จะลาท่านแล้ว ซุนกวนก็วางจอกสุราเสีย จูงมือเล่าปี่ขึ้นไปบนเนินเขาริมวัดกำลอ ชี้ให้ชมถิ่นฐานบ้านเมืองในเมืองตองง่อ เล่าปี่ก็ชมว่าเมืองตองง่อนี้ผู้คนมั่งคั่งสมบัติพัสถานก็บริบูรณ์เปนเอกอยู่แล้ว เล่าปี่แลไปเห็นเรือน้อยแล่นไปหน้าเมืองรวดเร็วนัก จึงว่าแก่ซุนกวนว่า เขาเล่าลือกันว่าชาวเมืองกังตั๋งชำนาญในการเรือ จะแจวแลใช้ใบก็รวดเร็วพร้อมกัน แลว่าชาวเมืองกังป๊กฝ่ายทิศเหนือชำนาญในการขี่ม้า ก็เห็นจริงสมคำคนทั้งปวง

ซุนกวนได้ฟังดังนั้นจึงว่า เล่าปี่เจรจาทั้งนี้เยาะเย้ยเรา เห็นว่าชาวเมืองกังตั๋งชำนาญแต่การเรือท่าเดียว จึงให้ทหารไปเอาม้าซึ่งเคยขี่นั้นมา ซุนกวนขึ้นขี่ม้าควบลงมาจากเนินเขาแล้วกลับควบขึ้นไป ซุนกวนจึงหัวเราะเย้ยเล่าปี่ ว่าชาวเมืองกังตั๋งหารู้ขี่ม้าไม่ เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ให้ทหารไปเอาม้ามาขี่ให้ซุนกวนดู ซุนกวนก็ขี่ม้าควบตามเล่าปี่ลงมาจากเนินเขาจะไปที่อยู่ ราษฎรชาวเมืองทั้งปวงเห็นซุนกวนกับเล่าปี่ควบม้าตามกันมาก็มีความยินดีนัก

ครั้นเล่าปี่มาถึงที่อยู่ ซุนเขียนกับจูล่งจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ให้ท่านคิดอ่านไปหานางเกียวก๊กโลอ้อนวอนให้เร่งแต่งงานเสียจงได้ ครั้นช้าอยู่เกลือกจิวยี่จะคิดอ่านสั่งสอนซุนกวนประการใดการเราจะเสียไป ครั้นเวลาเช้าเล่าปี่ก็ไปหานางเกียวก๊กโล ๆ ก็ออกไปรับคำนับกันแล้วพาเข้ามาที่อยู่ เล่าปี่จึงว่า บัดนี้ข้าพเจ้ามาอาศรัยอยู่ณตึกรับแขกก็เปลี่ยวนัก ด้วยที่นั้นหามิดชิดมั่นคงไม่ ซึ่งนางงอก๊กไถ้กับซุนกวนมีความเมตตานั้นข้าพเจ้าก็แจ้งอยู่ เกลือกว่าทหารแลชาวเมืองทั้งปวงจะคิดร้าย ข้าพเจ้าจะอยู่ช้านักไม่ได้

นางเกียวก๊กโลจึงว่า ท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจะไปว่านางงอก๊กไถ้ให้จัดแจงพิทักษ์รักษาท่าน เล่าปี่ก็คำนับลากลับมาที่อยู่ นางเกียวก๊กโลจึงไปหานางงอก๊กไถ้แล้วบอกว่า เล่าปี่มาว่ากับข้าพเจ้าว่าจะอยู่ช้านักไม่ได้ เกรงทหารแลชาวเมืองทั้งปวงจะคิดอ่านทำร้าย นางงอก๊กไถ้จึงว่า เล่าปี่เปนบุตรเขยเรา ผู้ใดจะอาจทำร้าย แล้วก็จัดแจงรับเล่าปี่เข้าไปอยู่ที่ข้างใน คอยหาวันดีซึ่งจะกำหนดแต่งงาน เล่าปี่จึงว่าแก่นางงอก๊กไถ้ว่า ตัวข้าพเจ้ามาอยู่ในนี้แล้ว จูล่งกับซุนเขียนคุมทหารอยู่ภายนอกมิได้มีผู้ใดว่ากล่าว เกลือกจะไปข่มเหงราษฎรทั้งปวง นางงอก๊กไถ้ก็จัดแจงที่ให้จูล่งซุนเขียนกับทหารทั้งปวงเข้ามาอยู่ข้างใน

ครั้นวันดีได้ฤกษ์แล้ว นางงอก๊กไถ้ก็จัดแจงโต๊ะเลี้ยงขุนนางทั้งปวง แต่งงานเล่าปี่กับนางซุนฮูหยินตามประเพณี ครั้นเวลาคํ่าขุนนางทั้งปวงก็กลับไปที่อยู่ นางงอก๊กไถ้จึงให้จุดเทียนสองข้างทางแต่ที่อยู่เล่าปี่ไปถึงตึกนางซุนฮูหยิน แล้วให้คนนำตัวเล่าปี่ไป ครั้นเล่าปี่ไปถึงตึกนางซุนฮูหยินเดิรเข้าไปในห้อง เห็นหญิงคนใช้ทั้งปวงแต่งตัวเหน็บกระบี่เหมือนทหารจะเข้าสู้สงคราม เห็นเครื่องศัสตราวุธต่าง ๆ แขวนพิงไว้เปนอันมาก เล่าปี่ตกใจยืนตลึงอยู่

หญิงแก่คนหนึ่งจึงว่าแก่เล่าปี่ว่าท่านอย่าตกใจ อันนางซุนฮูหยินนี้ แต่น้อยมารักการสงคราม พอใจดูทหารรำอาวุธสู้รบกัน จึงฝึกสอนหญิงคนใช้ให้รำกระบี่ แลสู้กันด้วยเพลงอาวุธต่าง ๆ ให้ดี เล่าปี่จึงว่า อันการรำอาวุธรบพุ่งกันนี้ หาควรที่นางซุนฮูหยินจะดูไม่ น้ำใจข้าพเจ้านี้คิดครั่นคร้ามนัก ให้เก็บเสียก่อนเถิด หญิงแก่คนใช้นั้นก็เข้าไปบอกนางซุนฮูหยิน นางซุนฮูหยินได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ ว่าทำการสงครามมาถึงอายุปานนี้แล้วเห็นเครื่องอาวุธยังกลัวอยู่อีกเล่า แล้วสั่งหญิงคนใช้ให้เก็บเครื่องอาวุธทั้งปวงเสีย หญิงคนใช้ก็ชวนกันเก็บเครื่องอาวุธเสีย แล้วก็เชิญเล่าปี่เข้ามาอยู่ด้วยนางซุนฮูหยิน ครั้นเล่าปี่ได้อยู่กับนางซุนฮูหยินแล้ว ก็จัดแจงเข้าของเงินทองทั้งปวงให้หญิงคนใช้ทั้งปวงเปนอันมากหวังจะผูกนํ้าใจ แล้วก็ให้ซุนเขียนเอาเนื้อความทั้งปวงไปบอกขงเบ้งณเมืองเกงจิ๋ว

ฝ่ายซุนกวนจึงเขียนหนังสือบอกเหตุทั้งปวงทุกประการ ให้ทหารเอาไปให้จิวยี่ณเมืองฉสองกุ๋น จิวยี่แจ้งในหนังสือดังนั้นก็เสียนํ้าใจวิตกนัก จึงคิดกลอุบายได้อย่างหนึ่งก็เขียนหนังสือลับเปนใจความว่า เดิมข้าพเจ้าทำการทั้งนี้หวังจะทำร้ายเล่าปี่จะได้คืนเอาเมืองเกงจิ๋ว ก็เสียความคิดกลับเปนคุณแก่เล่าปี่อีก จำจะคิดกลอุบายทำการสืบไป แต่เล่าปี่เปนคนมีสติปัญญา ภายนอกก็ทำโอบอ้อมอารีแก่ราษฎรทั้งปวง แล้วก็ได้ขงเบ้งเปนที่ปรึกษาผู้ใหญ่ กวนอูเตียวหุยจูล่งเปนนายทหารเอก เห็นจะไม่เปนน้อยอยู่ในอำนาจผู้ใด ขอให้ท่านประโลมเอาใจเล่าปี่ไว้ให้หลงอยู่ในเมืองตองง่อ จะได้ลืมขงเบ้งกวนอูเตียวหุย เราจึงคิดอ่านไปตีเมืองเกงจิ๋วก็จะสำเร็จโดยง่าย แม้เล่าปี่กลับไปเมืองได้เหมือนหนึ่งปล่อยมังกรลงทเล ก็จะเปนศัตรูไปภายหน้า ให้ท่านพิเคราะห์ดูจงควรเถิด แล้วก็ส่งให้ทหารถือไปให้ซุนกวนณเมืองลำซี

ซุนกวนแจ้งในหนังสือนั้นแล้ว จึงหาเตียวเจียวมาปรึกษา เตียวเจียวจึงว่าแก่ซุนกวนว่า อันความคิดจิวยี่ครั้งนี้ชอบนัก ต้องความคิดข้าพเจ้า ขอให้ท่านก่อตึกให้เล่าปี่อยู่ แล้วขุดสระปลูกบัวสร้างสวนดอกไม้ จัดข้าหญิงที่รูปงามให้ใช้สอย เล่าปี่เปนคนเข็ญใจอยู่ก่อน หาเคยได้ดีไม่ ครั้นเราบำรุงให้เงินทองใช้สอยมิได้อนาทร ก็จะละเลิงนํ้าใจลืมขงเบ้งกวนอูเตียวหุย ขงเบ้งกวนอูเตียวหุยก็จะน้อยใจเล่าปี่ เห็นเราจะได้เมืองเกงจิ๋วโดยง่าย ขอท่านเร่งรัดคิดทำการตามความคิดจิวยี่เถิด

ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงให้ก่อตึกขุดสระสร้างสวนสำเร็จแล้ว เชิญให้เล่าปี่กับนางซุนฮูหยินมาอยู่ ให้ข้าหญิงชายกับเงินทองเปนอันมาก แล้วจัดหญิงรูปงามสิบคนให้ขับรำบำเรอเล่าปี่ทุกวัน นางงอก๊กไถ้เห็นซุนกวนรักใคร่เล่าปี่ดังนั้น มิได้รู้กลอุบายก็มีความยินดีนัก

ขณะนั้นเล่าปี่ได้สมบัติพัสถานเปนอันมากก็ละเลิงหลงไป มิได้คิดที่จะกลับไปเมืองเกงจิ๋ว ฝ่ายจูล่งมิได้มีการสิ่งใดก็พาทหารห้าร้อยออกไปควบม้าหัดยิงเกาทัณฑ์ทุกวันมิได้ขาด ทำเช่นนี้อยู่ช้านานจนย่างเข้าปีใหม่จึงคิดขึ้นได้ถึงคำขงเบ้งซึ่งสั่งมาว่า แม้ถึงเมืองลำซีให้ฉีกหนังสือฉบับหนึ่งออกดู เมื่อจะเข้าปีใหม่ให้ดูหนังสือฉบับสอง หนังสือฉบับสามต่อถึงที่อับจนจึงให้ฉีกออกดู บัดนี้เรามาก็ช้านานจนย่างเข้าปีใหม่แล้ว เล่าปี่ก็หลงไปด้วยภรรยา มิได้พบพูดจากันกับเรา จำจะฉีกหนังสือของขงเบ้งออกดู

จูล่งจึงฉีกหนังสือฉบับสองออกดูเปนใจความว่า แม้เล่าปี่หลงด้วยกลซุนกวน แลมีอาลัยด้วยนางซุนฮูหยิน ไม่คิดอ่านจะกลับเมือง ก็ให้จูล่งลวงเล่าปี่ว่า โจโฉยกทัพมาตีเมืองเกงจิ๋ว ขงเบ้งให้กวนอูเตียวหุยออกรบต้านทานเปนสามารถ กองทัพโจโฉยังหากลับไปไม่ ถ้าเห็นว่าเล่าปี่ยังมีอาลัยด้วยภรรยาอยู่ ก็ให้เล่าปี่บอกเนื้อความซึ่งจิวยี่กับซุนกวนทำกลอุบายให้นางซุนฮูหยินฟัง ถ้านางซุนฮูหยินเปนคนมีน้ำใจสัตย์ซื่อก็จะมาด้วยเล่าปี่เปนมั่นคง จูล่งแจ้งในหนังสือดังนั้นแล้วก็รีบเข้าไปหาเล่าปี่ ครั้นถึงประตูตึกจึงให้หญิงคนใช้เข้าไปบอกเล่าปี่ว่า จูล่งมาหาเปนการร้อน เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ออกมา จูล่งทำเปนตกใจว่าแก่เล่าปี่ว่า ท่านมาอยู่ได้ความสุขลืมเมืองเกงจิ๋วแล้วหรือ เล่าปี่จึงถามว่า เหตุใดท่านจึงตกใจเข้ามา จูล่งจงบอกเนื้อความตามหนังสือขงเบ้ง เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่า เราจะปรึกษากับนางซุนฮูหยินก่อน จูล่งจึงว่า ซึ่งท่านจะปรึกษาเห็นนางซุนฮูหยินจะไม่ให้ไป ท่านอย่าให้นางรู้เลย เวลาคํ่าวันนี้เราพากันรีบหนีไปเถิด จะได้ช่วยขงเบ้งคิดอ่านรบกับโจโฉ

เล่าปี่จึงว่า ท่านกลับไปเถิดเราจะตรึกตรองดูก่อน จูล่งก็คำนับลาเล่าปี่ไปที่อยู่ เล่าปี่จึงกลับเข้ามาแกล้งทำเปนร้องไห้หวังจะให้ภรรยาถาม นางซุนฮูหยินจึงถามว่า ท่านเปนทุกข์สิ่งใดจึงร้องไห้ เล่าปี่จึงแกล้งบอกว่า ข้าคิดวิตกถึงบิดามารดา เมื่อชีวิตยังอยู่ก็ยังมิได้แทนคุณ ครั้นหาบุญไม่แล้วก็มิได้บูชาเหมือนมิได้มีกตัญญู ข้ามาอยู่กับเจ้าก็ช้านานจนเข้าปีใหม่แล้ว คิดวิตกรำลึกถึงคุณบิดามารดาจึงไม่มีความสบาย นางซุนฮูหยินจึงว่า ท่านอย่าลวงข้าพเจ้าเลย เนื้อความจึงจูล่งมาบอกท่านนั้นข้าพเจ้าก็ได้ยินอยู่แล้ว ท่านจะใคร่กลับไปเมืองเกงจิ๋วโดยเร็ว เหตุใดจึงมาบอกข้าพเจ้าดังนี้เล่า

เล่าปี่จึงว่า เนื้อความทั้งนี้เจ้าก็แจ้งอยู่แล้ว แม้ข้าไม่กลับไปเมืองเกงจิ๋วก็จะเปนอันตราย คนทั้งปวงก็จะหัวเราะเยาะว่าหลงด้วยภรรยาจนเสียเมืองแก่โจโฉ ครั้นจะไปบัดนี้เล่าก็มีความอาลัยถึงเจ้านักจึงร้องไห้ นางซุนฮูหยินจึงว่า ตัวข้าพเจ้าเปนภรรยาก็สิทธิ์ขาดอยู่แก่ท่าน แม้ท่านคิดอ่านประการใดข้าพเจ้าก็จะตามทุกประการ เล่าปี่จึงว่าเจ้าว่านี้ก็ชอบ แต่กลัวมารดาเจ้ากับซุนกวนจะไม่ให้ไป แม้เจ้ามีความเมตตามิให้ข้าได้เจ็บอายแก่คนทั้งปวงก็ค่อยอยู่จงดีเถิด ข้าจะรีบกลับไปเมืองเกงจิ๋ว จะได้คิดอ่านสู้รบกับโจโฉ แล้วเล่าปี่ก็ทำเปนร้องไห้

นางซุนฮูหยินจึงปลอบว่า ท่านอย่าทุกข์ร้อนไปเลย ข้าพเจ้าจะไปอ้อนวอนลามารดาก็เห็นจะยอมให้ไปกับท่าน เล่าปี่จึงว่า ถึงมารดาเจ้าจะยอมให้ไปแล้วแม้ซุนกวนไม่ยอมให้ไปเจ้าจะคิดประการใด นางซุนฮูหยินจึงว่า ข้าพเจ้าจะไปลามารดาว่า ถึงปีใหม่วันตรุษท่านจะไปเส้นบิดามารดาณชายทเล ข้าพเจ้าจะลาไปด้วย แม้มารดาอนุญาตแล้ว เราจึงพากันหนีไปอย่าให้ซุนกวนทันรู้

เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีจึงว่าแก่นางซุนฮูหยินว่า ไม่เสียทีที่ข้ารักใคร่มีอาลัยต่อเจ้า แม้เจ้าแก้ไขครั้งนี้ ถึงจะตายข้าก็ไม่ลืมคุณเจ้า แล้วเล่าปี่จึงหาจูล่งมาสั่งว่า ถึงวันตรุษให้คุมทหารทั้งปวงออกไปพร้อมกัน คอยท่าเราณทางหลวงนอกเมือง เรากับนางซุนฮูหยินจะทำกลอุบายพากันหนีไป ท่านจงเตรียมการไว้ให้พร้อม จูล่งรับคำแล้วก็ลาออกไปจัดแจงทำการตามเล่าปี่สั่ง ขณะนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้เสวยราชสมบัติได้สิบหกปี (พ.ศ. ๗๔๔) เปนตรุษวันแรก ซุนกวนก็แต่งโต๊ะเลี้ยงขุนนางแลทหารทั้งปวง

เล่าปี่กับนางซุนฮูหยินจึงพากันเข้าไปหานางงอก๊กไถ้ คำนับแล้วนางซุนฮูหยินจึงว่า เล่าปี่คิดถึงบิดามารดาคณาญาติทั้งปวงอันหาบุญไม่ซึ่งฝังศพไว้ณเมืองตุ้นก้วน จะลาท่านไปเส้นศพที่ชายทเลแต่พอเปนเหตุตามธรรมเนียม ข้าพเจ้าจะลาไปด้วย

นางงอก๊กไถ้จึงว่า ทั้งนี้เปนประเพณีผู้รู้จักคุณบิดามารดา อนึ่งตัวเจ้าก็ยังหาได้คำนับบิดามารดาผัวไม่ จะไปก็ตามเถิด นางซุนฮูหยินมีความยินดีคำนับมารดากลับมาที่อยู่แล้วจัดแจงเงินทองกับสิ่งของที่ดีใส่ในรถ เล่าปี่ก็ขึ้นม้าให้นางซุนฮูหยินขึ้นขี่รถ กับข้าหญิงคนใช้ซึ่งสนิธออกจากเมืองลำซี ไปตามทางซึ่งสัญญาให้จูล่งไปคอยอยู่นั้น ครั้นจูล่งเห็นเล่าปี่กับนางซุนฮูหยินขับรถออกมาก็มีความยินดี คุมทหารทั้งปวงป้องกันรักษาไป

ฝ่ายซุนกวนแลขุนนางทั้งปวงเสพย์สุราอยู่จนเวลาเย็น ทหารทั้งปวงเห็นซุนกวนเมาสุรานักไม่มีสมประดี ก็ชวนกันพยุงซุนกวนเข้าไปในตึก ขุนนางทั้งปวงก็กลับมาที่อยู่ พอทหารรู้เนื้อความว่าเล่าปี่กับนางซุนฮูหยินพากันหนีไปแล้ว ก็รีบเข้าไปจะบอกซุนกวน เห็นซุนกวนเมาสุราไม่รู้สมประดี ต่อเวลารุ่งเช้าซุนกวนส่างเมาตื่นขึ้น ทหารจึงบอกว่าเล่าปี่กับนางซุนฮูหยินหนีไปแต่วานนี้แล้ว ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงหาขุนนางแลทหารทั้งปวงมาปรึกษา

เตียวเจียวจึงว่า เล่าปี่มีปัญญาลึกซึ้ง แม้ไปถึงเมืองได้นานไปจะเปนศัตรูแก่ท่าน ขอให้ท่านเร่งรัดแต่งทหารตามไปจับตัวเล่าปี่คืนมาให้จงได้ ซุนกวนเห็นชอบด้วย จึงเรียกตันบูกับพัวเจี้ยงมาสั่งว่า ท่านจงคุมทหารห้าร้อยตามไปจับตัวเล่าปี่มาให้จงได้ ตันบูกับพัวเจี้ยงก็ลาซุนกวนรีบยกทหารไป ซุนกวนมีความโกรธคิดแค้นเล่าปี่นัก เอาศิลาฝนหมึกทิ้งลงกับพื้นตึกจนศิลานั้นแตกกระจายไป เทียเภาจึงว่า ถึงท่านจะโกรธสักเท่าใดก็หาต้องการไม่ ข้าพเจ้าเห็นว่าตันบูกับพัวเจี้ยงซึ่งท่านให้ยกตามไปนั้นจะมิได้ตัวเล่าปี่มา เพราะนางซุนฮูหยินน้องสาวท่านมีสติปัญญา แล้วมารดาท่านก็รักเสมอชีวิต นางก็พร้อมใจไปด้วยเล่าปี่ เห็นทหารทั้งปวงจะเกรงอยู่ไม่อาจเข้าจับกุมได้

ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงเอากระบี่ส่งให้จิวขิมกับจิวท่ายแล้วสั่งว่า ท่านเร่งยกตามตันบูกับพัวเจี้ยงไป เอากระบี่เล่มนี้ตัดสีสะนางซุนฮูหยินกับเล่าปี่มาให้เราจงได้ แม้ไม่ได้มาเราจะเอาสีสะท่านแทน จิวขิมกับจิวท่ายก็รับคำซุนกวน แล้วคุมทหารพันหนึ่งยกตามไป

ฝ่ายเล่าปี่หนีไปวันนั้น ครั้นเวลาสองยามหยุดพักทหารครู่หนึ่งแล้วก็รีบยกไปถึงแดนเมืองฉสองกุ๋น ได้ยินเสียงทหารโห่ร้องอื้ออึง แลเห็นผงคลีฟุ้งตลบมาข้างหลัง เล่าปี่จึงปรึกษาจูล่งว่า บัดนี้ทหารยกติดตามมาเปนอันมาก เราจะคิดอ่านประการใด จูล่งจึงว่า ท่านรีบพานางซุนฮูหยินไปก่อนเถิด ข้าพเจ้ากับทหารทั้งปวงจะรอป้องกันไปภายหลัง เล่าปี่ก็พานางซุนฮูหยินหนีอ้อมไปตามเชิงเขาหลังเมืองฉสองกุ๋น

ขณะนั้นจิวยี่รู้ว่าเล่าปี่กับนางซุนฮูหยินพากันหนีออกจากเมืองลำซี จึงคิดว่าอันเล่าปี่หนีไปครั้งนี้แม้มาทางบกเห็นจะอ้อมเมืองเรามาตามเชิงเขาเปนมั่นคง จึงให้ชีเซ่งเตงฮองคุมทหารสามพันไปคอยสกัดอยู่ ชีเซ่งกับเตงฮองขึ้นยืนดูบนเนินเขา แลเห็นเล่าปี่แต่ไกลก็ออกสกัดทางไว้ แล้วร้องว่าแก่เล่าปี่ว่า จิวยี่ให้เรามาคอยอยู่นานแล้ว ท่านเร่งลงจากหลังม้า เราจะจับตัวท่านไปให้จิวยี่

เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ แลเห็นทหารสกัดอยู่เปนอันมาก จึงควบม้ามาหาจูล่งแล้วบอกว่า ทหารสกัดหน้าอยู่เปนอันมาก เราจะคิดอ่านประการใด จูล่งจึงว่าท่านอย่าวิตกเลย เมื่อเราจะมานั้นขงเบ้งให้หนังสือมาสามฉบับ ได้ดูสองฉบับแล้วก็ทำการตลอดมาถึงเพียงนี้ ยังหนังสือฉบับที่สามนี้ขงเบ้งสั่งมาว่า แม้ถึงที่อับจนจึงให้ฉีกออกดู บัดนี้ถึงที่อับจนแล้ว จำเราจะดูหนังสือขงเบ้งก่อนจะคิดทำการต่อไป แล้วจูล่งจึงฉีกหนังสือฉบับสามออกให้เล่าปี่ดู

เล่าปี่แจ้งในหนังสือนั้นแล้ว จึงกลับไปบอกนางซุนฮูหยินตามในหนังสือขงเบ้งนั้น ว่าเดิมซุนกวนกับจิวยี่คิดกลอุบายว่าจะยกเจ้าให้เปนภรรยาข้า หวังจะลวงข้าให้มาณเมืองลำซีแล้วจะจับตัวจำไว้ แม้คืนเมืองเกงจิ๋วได้แล้วก็จะฆ่าเราเสีย ใช่จะยกเจ้าให้โดยจริงนั้นหามิได้ เอาชื่อเจ้าเปนเหยื่อไปล่อมา อนึ่งข้ารู้ว่าเจ้าเปนหญิงก็จริง แต่มีสติปัญญาความคิดยิ่งกว่าผู้ชายอีก จึงอุตส่าห์มานี้มิได้คิดถึงตัวกลัวความตาย นี่หากว่ามารดากับนางเกียวก๊กโลมีความเมตตาข้าจึงรอดจากความตาย แลซุนกวนกับจิวยี่ยังคิดกลอุบายต่าง ๆ อยู่หวังจะทำอันตรายข้า ๆ เห็นจะอยู่ในเมืองลำซีไม่ได้ก็คิดอ่านจะกลับไปเมืองเกงจิ๋ว จึงแกล้งบอกเจ้าว่าเมืองเกงจิ๋วเกิดศึกจะรีบไปเปนการเร็ว เจ้าก็มีความสัตย์ติดตามข้ามา คุณเจ้าหาที่สุดไม่ ข้าก็ยังมิได้ตอบแทนคุณ บัดนี้ซุนกวนก็ยกทหารตามมาเปนอันมาก จิวยี่ก็ให้ทหารมาสกัดหน้าอยู่ ทหารทั้งสองฝ่ายนี้อยู่ในอำนาจเจ้า แม้เจ้าไม่ช่วยแก้ไขครั้งนี้ข้าจะตายอยู่ในที่นี้ อันจะได้แทนคุณเจ้าซึ่งสัตย์ซื่อต่อข้านั้นหามิได้แล้ว

นางซุนฮูหยินได้ฟังดังนั้นก็คิดน้อยใจซุนกวนจึงว่า ซึ่งซุนกวนทำทั้งนี้มิได้มีอาลัยที่จะเปนพี่น้องกันสืบไป จะกลับไปหาซุนกวนกะไรได้ การครั้งนี้ข้าพเจ้าจะคิดอ่านแก้ไขให้พ้นอันตรายจงได้ นางซุนฮูหยินจึงให้คนใช้ม้วนมู่ลี่ขึ้นแล้วก็รีบขับรถไป เห็นชีเซ่งเตงฮองสกัดทางอยู่ นางซุนฮูหยินจึงร้องว่า ตัวทำการทั้งนี้จะทำร้ายเราหรือ ชีเซ่งเตงฮองตกใจจึงลงจากม้าวางอาวุธเสีย เข้าไปคำนับนางซุนฮูหยินตรงหน้ารถแล้วว่า ข้าพเจ้าจะคิดอ่านทำอันตรายท่านนั้นหามิได้ จิวยี่ให้ข้าพเจ้าคุมทหารมาคอยจับเล่าปี่

นางซุนฮูหยินได้ฟังดังนั้นก็โกรธด่าจิวยี่ว่าอ้ายผู้ร้ายมิได้มีกตัญญู ตัวมาอยู่เมืองกังตั๋งนี้ กินเข้าแดงแกงร้อนของพี่เรา ๆ ก็ตั้งให้เปนนายทหารแล้วเลี้ยงดูมิให้อนาทร ควรหรือไม่รู้จักผิดแลชอบ เล่าปี่เปนอาว์พระเจ้าเหี้ยนเต้ มารดาเรากับซุนกวนก็ได้ยกให้เปนสามีเรา เมื่อเล่าปี่จะพาเรามานั้นมารดาเรากับซุนกวนก็ได้รู้ยอมให้เรามา แลจิวยี่เห็นว่าเราได้ทรัพย์สิ่งของมามากหรือ จึงให้ตัวทั้งสองคุมทหารปลอมเปนโจรมาคอยตีชิงเรา

ชีเซ่งเตงฮองได้ฟังดังนั้นแล้วกลัวตัวจะมีความผิดจึงว่า อันตัวข้าพเจ้าทั้งสองคนนี้จะได้คิดร้ายต่อท่านหามิได้ เพราะกลัวอาญาจิวยี่จึงมา ท่านจงเมตตายกโทษข้าพเจ้าเถิด นางซุนฮูหยินตวาดเอาแล้วร้องว่า ตัวเห็นว่าจิวยี่มีอาญาสิทธิ์ฆ่าตัวได้ตัวจึงทำตาม แต่เรานี้จะฆ่าตัวไม่ได้ฉนั้นหรือจึงมาบังอาจทำการทั้งนี้ นางซุนฮูหยินก็ด่าจิวยี่เปนอันมากแล้วก็เร่งขับรถไป เล่าปี่แลจูล่งก็คุมทหารตามไป

ฝ่ายชีเซ่งเตงฮองกลัวนางซุนฮูหยิน แลเห็นจูล่งเปนนายทหารมีฝีมือติดตามเล่าปี่มาด้วยก็มิอาจทำประการใด จึงให้ทหารแหวกทางให้ ครั้นเล่าปี่ไปไกลทางประมาณหกสิบเส้น พอตันบูพัวเจี้ยงยกตามเล่าปี่มาถึงที่นั้น ชีเซ่งเตงฮองก็เล่าเนื้อความทั้งปวงให้ตันบูพัวเจี้ยงฟัง ตันบูจึงว่าท่านปล่อยให้เล่าปี่ไปเสียนั้นผิดนัก บัดนี้ซุนกวนให้เรามาจับเล่าปี่กับนางซุนฮูหยินกลับไป ชีเซ่งเตงฮองได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ยกทหารสองกองบัญจบกันเข้าแล้วรีบตามเล่าปี่ไป

ฝ่ายเล่าปี่ได้ยินเสียงทหารโห่ร้องอื้ออึงมาข้างหลัง จึงว่าแก่นางซุนฮูหยินว่า บัดนี้ทหารตามมาอีกเราจะคิดประการใด นางซุนฮูหยินจึงว่าท่านรีบไปก่อนเถิด ข้าพเจ้ากับจูล่งจะอยู่ต้านทานภายหลัง เล่าปี่กับทหารสามร้อยรีบไปตามชายทเล จูล่งจึงให้ทหารยืนกั้นอยู่กลางทาง ตัวจูล่งขี่ม้าถือทวนยืนเคียงรถนางซุนฮูหยินอยู่ พอทหารสี่นายยกตามมาถึง ก็ลงจากม้าเข้ามาคำนับนางซุนฮูหยิน ๆ จึงถามตันบูพัวเจี้ยงว่า ตัวติดตามมานี้ด้วยเหตุสิ่งใด ตันบูพัวเจี้ยงจึงบอกว่า ซุนกวนให้ข้าพเจ้ามาเชิญท่านกับเล่าปี่กลับไป

นางซุนฮูหยินได้ฟังดังนั้นก็ทำเปนโกรธร้องตวาดว่า เพราะคนเหล่านี้จะให้เราพี่น้องผิดใจกัน มารดาเรากับซุนกวนก็แต่งให้เราเปนภรรยาเล่าปี่ เมื่อเรากับเล่าปี่จะมานั้นมารดาก็อนุญาตให้เราไปอยู่เมืองเกงจิ๋วกับสามีเราแล้ว ใช่เราจะหนีมาตามอำเภอใจก็หาไม่ ถึงซุนกวนพี่เราก็เห็นจะว่ากล่าวตามขนบธรรมเนียม คงจะผ่อนเอาใจเราบ้าง แต่ตัวสองคนนี้แอบรับคำสั่งซุนกวนยกทหารมาจะทำอันตรายเราหรือ

นายทหารสี่คนได้ฟังดังนั้นก็คิดว่า นางซุนฮูหยินกับซุนกวนเปนพี่น้องกัน นางงอก๊กไถ้รักใคร่เสมอชีวิต แม้เราจะทำหักหาญบัดนี้เล่า ซุนกวนก็มีกตัญญูรู้จักคุณมารดาอยู่ มิอาจขัดมารดาได้ นานไปภายหน้าเห็นจะไม่พ้นผิด เพราะซุนกวนกลัวมารดาก็จะผลักเสียให้พ้นตัว ความผิดก็จะอยู่แก่ตัวเราทั้งปวง แม้เราจะทำความชอบไว้จะดีกว่า นานไปก็เห็นว่าจะไม่มีความผิด แล้วก็มิได้เห็นเล่าปี่ เห็นแต่จูล่งขี่ม้าถือทวนท่วงทีเข้มขันเหมือนจะเข้าสู่สงคราม นายทหารทั้งสี่คนคิดต้องกันดังนั้น ต่างคนต่างว่ากันแล้วกระทำคำนับแล้วก็ปล่อยให้ไป นางซุนฮูหยินก็เร่งทหารให้ขับรถตามเล่าปี่ไปให้ทัน

ครั้นนางซุนฮูหยินกับทหารทั้งปวงไปพ้นแล้ว ชีเซ่งจึงว่าแก่ทหารทั้งปวงว่า บัดนี้นางซุนฮูหยินก็ไปแล้ว เรากลับเอาเนื้อความทั้งปวงซึ่งนางซุนฮูหยินว่านี้ไปบอกจิวยี่เถิดเปนไรเล่า ปรึกษายังไม่ตกลงกันพอจิวขิมจิวท่ายมาถึง จึงถามนายทหารสี่คนว่า ท่านพบเล่าปี่หรือ นายทหารสี่คนจึงบอกว่า พบแต่เวลาเช้า บัดนี้เล่าปี่ยกพ้นไปแล้ว จิวขิมจึงว่า ท่านพบเล่าปี่แล้วเหตุใดจึงไม่เอาตัวไว้ ตันบูกับพัวเจี้ยงก็เล่าเนื้อความทั้งปวงให้จิวขิมฟัง จิวขิมจึงว่า ท่านทั้งปวงคิดเกรงนางซุนฮูหยิน มิได้จับตัวเล่าปี่ไว้นั้นโทษท่านผิดนัก แม้ซุนกวนคิดรักใคร่นางซุนฮูหยินแลกลัวมารดาอยู่แล้ว ก็จะให้กระบี่อาญาสิทธิ์มาแก่เราหรือ บัดนี้ซุนกวนให้กระบี่อาญาสิทธิ์เรามาแล้วสั่งว่า ถ้าพบเล่าปี่กับนางซุนฮูหยินก็ให้ฆ่านางซุนฮูหยินเสียก่อนจึงฆ่าเล่าปี่ แล้วให้ตัดสีสะไปให้ซุนกวนจงได้ แม้มิได้สีสะนางซุนฮูหยินกับเล่าปี่ไปให้ซุนกวน ๆ ก็จะตัดสีสะเราเสีย

นายทหารทั้งสี่คนได้ฟังดังนั้นก็ตกใจจึงว่า บัดนี้เล่าปี่ยกไปนานแล้ว เราจะคิดประการใดดี จิวขิมจึงว่ากับชีเซ่งเตงฮองว่า เล่าปี่ยกไปบัดนี้ล้วนแต่ทหารเดิรเท้าเห็นจะหนีเราไม่พ้น ให้ท่านทั้งสี่รีบไปบอกจิวยี่ให้จัดแจงทหารเรือเร็วยกไปสกัดชายทเล ตัวเราสี่คนกับทหารจะเร่งยกไปทางบกให้ทัน ถึงเล่าปี่กับนางซุนฮูหยินจะว่ากล่าวประการใดก็ดี เราก็จะตัดเอาสีสะมาให้จงได้ ชีเซ่งเตงฮองเห็นชอบด้วยก็รีบกลับไปหาจิวยี่ณเมืองฉสองกุ๋น จิวขิมจิวท่ายตันบูพัวเจี้ยงก็พาทหารยกตามเล่าปี่ไป

ฝ่ายเล่าปี่กับนางซุนฮูหยินพากันไปพ้นแดนเมืองฉสองกุ๋น ถึงชายทเลแห่งหนึ่งชื่อตำบลเล่าลองไพ่ เล่าปี่จึงพาทหารเดิรเลียบไปตามชายทเลจะหาเรือข้ามฟากไปเมืองเกงจิ๋วก็มิได้เห็นเรือไปมาคิดวิตกนัก จูล่งจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า เรามานี้ก็พ้นเมืองฉสองกุ๋นจะเข้าแดนเมืองเกงจิ๋วอยู่แล้ว เหมือนหนึ่งเสือหนีออกจากจั่นได้ ท่านอย่าคิดวิตกเลย เราทำการสงครามสำเร็จทั้งนี้เพราะความคิดขงเบ้ง บัดนี้เรามาถึงแดนเมืองเราแล้ว เห็นขงเบ้งจะคิดอ่านมาช่วยเราเปนมั่นคง เล่าปี่ได้ฟังจูล่งว่าก็คิดถึงความลำบากซึ่งทรมานมากลางทาง แล้วคิดถึงความสุขซึ่งซุนกวนทำนุบำรุงให้ที่ในเมืองตองง่อก็นั่งลงร้องไห้อยู่ริมชายทเล พอได้ยินเสียงทหารม้ายกตามมาเปนอันมากจึงปรึกษากับจูล่งว่า บัดนี้ทหารม้าติดตามมาเปนอันมาก เห็นเราจะถึงที่ตายในครั้งนี้แล้ว จูล่งยังมิได้ว่าประการใดพอแลเห็นเรือประมาณยี่สิบลำแล่นมาตามชายทเล จูล่งจึงว่าเปนบุญของเรามีเรือแล่นมาแล้ว ให้ท่านเร่งรัดขับทหารลงโดยสารเรือนี้ข้ามไปเถิดจะได้พ้นอันตราย

ครั้นเรือนั้นเข้ามาถึงฝั่ง เล่าปี่พิเคราะห์เห็นเปนเรือลูกค้า แล้วแลเห็นขงเบ้งใส่เสื้อใส่หมวกออกมาจากประทุนเรือก็มีความยินดี จึงพานางซุนฮูหยินกับทหารทั้งปวงรีบลงเรือ ขงเบ้งเห็นเล่าปี่ตกใจจึงหัวเราะว่า แต่ข้าพเจ้าจัดทหารแต่งปลอมเปนเรือลูกค้ามาคอยรับท่านอยู่นานนักหนาแล้ว เล่าปี่ได้ฟังมีความยินดีนักก็เร่งให้ทหารถอยเรือออกจากฝั่ง พอจิวขิมจิวท่ายตันบูพัวเจี้ยงยกทหารมาถึงริมฝั่ง

ขงเบ้งจึงหัวเราะชี้มือร้องขึ้นไปว่า ให้ท่านกลับไปบอกจิวยี่เถิดว่า เราคิดการมาก็นานอยู่แล้วพึ่งสำเร็จครั้งนี้ ซึ่งจิวยี่ให้ท่านตามมาส่งเล่าปี่นั้นเราขอบใจนัก เล่าปี่มิได้มีอันตรายสิ่งใด อย่าให้จิวยี่คิดกลอุบายฉนี้สืบไปเลย ทหารทั้งปวงได้ยินดังนั้นก็เอาเกาทัณฑ์ยิงไปดังห่าฝนก็มิได้ถึงขงเบ้ง ๆ ก็เร่งให้ทหารแจวเรือข้ามฟากไปใกล้จะถึงฝั่ง

ฝ่ายจิวยี่ได้แจ้งเนื้อความซึ่งจิวขิมให้ชีเซ่งเตงฮองมาบอก ก็เร่งจัดทัพเรือให้อุยกายเปนปีกขวา ฮันต๋งเปนปีกซ้าย ตัวจิวยี่เปนทัพหลวงรีบยกตามเล่าปี่ไป จิวยี่เห็นเล่าปี่ข้ามฟากไปก็เร่งให้ทหารแจวเรือรบไล่ไปจะให้ทัน ขงเบ้งเห็นจิวยี่ไล่ขยิกเข้ามาก็ให้ทหารจอดเรือเข้าริมฝั่งฝ่ายเหนือ พาเล่าปี่กับนางซุนฮูหยินขึ้นบกรีบหนีไป จิวยี่ก็ขึ้นขี่ม้าพาอุยกายฮันต๋งชีเซ่งเตงฮองกับทหารทั้งปวงยกตามไป

ฝ่ายขงเบ้งกับเล่าปี่หนีไปถึงเขาแดนตำบลองจิ๋วซึ่งให้กวนอูซุ่มอยู่นั้น ก็พาเล่าปี่กับนางซุนฮูหยินขึ้นอยู่บนยอดเขา ครั้นจิวยี่ยกตามมาถึงเขานั้น กวนอูกับอุยเอี๋ยนฮองตงก็ยกทหารออกสกัดทางไว้ จิวยี่ขับทหารจะรบพุ่งกับกวนอูก็เกรงอยู่ ด้วยทหารจิวยี่ชำนาญแต่การเรือไม่เคยรบบกแล้วก็มิได้มีม้าขี่ จิวยี่จึงถอยทหารกลับมา กวนอูขับทหารไล่รบพุ่งฆ่าฟันทหารจิวยี่ล้มตายเปนอันมาก ฮันต๋งกับอุยกายเข้ารบป้องกันรับจิวยี่กับทหารทั้งปวงลงเรือได้ กวนอูก็คุมทหารไล่ตามไปถึงริมฝั่งแล้วให้ทหารร้องว่าแก่จิวยี่ว่า ท่านคิดกลอุบายจะลวงเรา ครั้นเราลวงบ้างก็แพ้ความคิดเรา แล้วมิหนำยังยกมาตามส่งเล่าปี่ให้เสียทหารอีกเล่า นี่แลจะคิดอ่านปราบปรามแผ่นดินสืบไป

จิวยี่ได้ยินก็แลขึ้นไปเห็นเล่าปี่นางซุนฮูหยินกับหญิงคนใช้อยู่บนยอดเขาแค้นใจนัก จึงสั่งทหารว่าจะยกขึ้นไปรบอีก ฮันต๋งกับอุยกายจึงห้ามว่าทหารเรามิได้มีม้าขี่ ทหารเขามีม้าครบตัวคน เห็นจะสู้กวนอูไม่ได้ จิวยี่เห็นชอบด้วยแล้วคิดในใจว่า เราคิดกลอุบายให้ซุนกวนทำครั้งนี้หมายจะจับตัวเล่าปี่คืนเอาเมืองเกงจิ๋วให้ได้ ก็ซ้ำเสียของหาต้องการไม่ เราจะกลับไปเมืองตองง่อดูหน้าซุนกวนกระไรได้ จิวยี่คิดแค้นนัก พิษยาซึ่งถูกลูกเกาทัณฑ์แต่ก่อนนั้นก็กลุ้มขึ้นสลบไปไม่รู้สมประดี ทหารทั้งปวงช่วยกันแก้จนฟื้นขึ้นได้สติแล้วก็ยกทหารกลับไปเมืองฉสองกุ๋น

ฝ่ายขงเบ้งก็พาเล่าปี่กลับมาเมืองเกงจิ๋ว ปูนบำเหน็จทหารตามสมควร ฝ่ายจิวขิมจิวท่ายตันบูพัวเจี้ยงก็ยกทหารกลับไปเมืองลำซี จึงเข้าไปบอกเนื้อความให้ซุนกวนฟังทุกประการ ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงให้เทียเภาเปนแม่ทัพจะยกไปเมืองเกงจิ๋ว พอจิวยี่ให้หนังสือมาถึง ซุนกวนจึงรับหนังสือมาอ่านดูเปนใจความว่า ซึ่งข้าพเจ้าคิดพลาดครั้งนี้เพราะความคิดขงเบ้งสูงกว่าการนั้นจึงเสียไป โทษข้าพเจ้าก็ผิดอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจะขอทหารยกไปตีเอาเมืองเกงจิ๋วแก้แค้นให้จงได้

ซุนกวนแจ้งดังนั้นก็ให้เกณฑ์ทหารจะยกไปเอง เตียวเจียวจึงห้ามว่า ท่านจะยกกองทัพไปตีเอาเมืองเกงจิ๋วนั้น ให้ยับยั้งพิเคราะห์ดูจงควรก่อน ด้วยโจโฉเสียทีแก่เราแตกหนีไปครั้งนั้น ก็ผูกใจเจ็บคิดจะยกมาแก้แค้นเราอยู่ แต่เห็นว่าท่านกับเล่าปี่เปนนํ้าหนึ่งใจเดียวกันจึงไม่อาจยกทัพมา แม้ท่านยกไปรบเมืองเกงจิ๋ว โจโฉรู้ว่าท่านกับเล่าปี่ผิดใจกันแล้ว ก็จะยกกองทัพมาตีเอาเมืองเรา ภายหลังเห็นเราจะรับรองป้องกันยาก

โกะหยงจึงว่าแก่ซุนกวนว่า เห็นโจโฉจะแต่งทหารมาสอดแนมราชการอยู่มิได้ขาด แม้ว่าท่านกับเล่าปี่ผิดใจกันออกแล้ว ก็จะแต่งทหารไปเกลี้ยกล่อมเล่าปี่ ๆ กลัวท่านจะไปตีก็จะเข้าด้วยโจโฉ เมื่อโจโฉกับเล่าปี่ร่วมคิดเข้าทำการด้วยกันแล้ว เมืองกังตั๋งก็จะไม่มีความสุข ขอให้ท่านแต่งหนังสือขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้ตั้งเล่าปี่เปนเจ้าเมืองเกงจิ๋ว โจโฉเห็นว่าท่านกับเล่าปี่ชอบกันอยู่ก็จะไม่อาจยกทัพมารบเมืองเรา อนึ่งเล่าปี่ก็จะไม่มีความแค้นท่าน แล้วเราจึงคิดกลอุบายให้คนสนิธไปพูดจาล่อลวงให้เล่าปี่กับโจโฉผิดใจรบพุ่งกันขึ้น เราจึงยกทหารไปตีเอาเมืองเกงจิ๋วก็จะได้โดยง่าย ซุนกวนเห็นชอบด้วยจึงถามโกะหยงว่า ท่านจะเห็นผู้ใดซึ่งจะใช้ให้ถือหนังสือไปเมืองฮูโต๋ได้ โกะหยงจึงว่า เห็นแต่ฮัวหิมผู้เดียวมีสติปัญญาหลักแหลม แล้วโจโฉก็นับถือมาแต่ก่อน ซุนก๋วนเห็นชอบด้วยจึงให้เขียนหนังสือตามคำโกะหยงว่า ผนึกส่งให้ฮัวหิม ๆ ก็ลาไปเมืองฮูโต๋ พอโจโฉพาขุนนางทั้งปวงไปเที่ยวเล่นณเมืองเงียบกุ๋น ฮัวหิมก็รีบตามไป

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ