ตอนที่ ๕๑

ฝ่ายเล่าเจี้ยงแจ้งว่าเล่าปี่ยกทหารเข้าตีเอาด่านโปยสิก๋วน แลฆ่าเอียวหวยโกภายเสียก็ตกใจ จึงให้ขุนนางทั้งปวงเข้ามาปรึกษาราชการว่า บัดนี้เล่าปี่ยกมาทำร้ายเราตีเอาด่านโปยสิก๋วนได้แล้ว เราจะคิดอ่านป้องกันรักษาเมืองประการใดจึงจะกำจัดเล่าปี่เสียได้ อุยก๋วนจึงว่า ซึ่งเล่าปี่ยกมาบัดนี้ แลจะคิดอ่านป้องกันเมืองไว้นั้น ขอให้ท่านแต่งกองทหารยกไปตั้งขัดไว้ณเมืองลกเสีย ด้วยเปนปากทางจะเข้ามาคับขันนัก ถึงมาทว่าทหารเล่าปี่จะมีฝีมือเข้มแขงก็เห็นจะหักเข้ามามิได้ เล่าเจี้ยงก็เห็นชอบด้วย จึงแต่งให้เหลงเปาเล่ากุ๋ยเตียวหยิมเตงเหียนคุมทหารห้าหมื่นยกรีบไปทั้งกลางวันกลางคืนจะไปตั้งณเมืองลกเสีย

แลขณะเมื่อทหารสี่นายยกมากลางทางนั้น เล่ากุ๋ยจึงว่าแก่เหลงเปาเตียวหยิมเตงเหียนว่า เราได้ยินเขาเลื่องลืออยู่แต่ก่อนว่า ในตำบลเขากิมปินสานนี้มีอาจารย์คนหนึ่งชื่อว่าจีโฮโต้หยิน มีสติปัญญากอปด้วยวิชาการชำนิชำนาญ รู้จักลักษณผู้เคราะห์ร้ายแลเคราะห์ดี เปนแลตายทุกประการ แลบัดนี้เราจำจะแวะเข้าไปสนทนาด้วย ให้พิเคราะห์ดูเราให้รู้ว่าร้ายแลดี เตียวหยิมจึงว่า อันเกิดมาเปนมนุษย์นี้ก็ย่อมกอปไปด้วยความตาย ใครจะพ้นจากอันตรายก็หาไม่ ตัวเราเปนชายชาติทหารจะไปต่อด้วยสงคราม แลจะมาคิดวิตกว่าร้ายแลดีอยู่มิได้เอาใจตัวเปนประมาณ จะไปสืบถามคนบ้านนอกชาวป่าให้เปนลางแก่ตัวหาต้องการไม่

เล่ากุยจึงว่า ท่านว่าฉะนี้มิได้นับถือคติโบราณก็ผิดประเพณี อันธรรมดาผู้มีสติปัญญา ก็เปนที่ไต่ถามแก่คนทั้งปวง ควรเราจะไปคำนับอยู่ เหลงเปาเตงเหียนเตียวหยิมได้ฟังเล่ากุ๋ยว่าก็เห็นด้วย จึงพากันแวะเข้าไปณเขากิมปินสานเห็นจีโฮโต้หยินนั่งอยู่บนเตียง ก็ชวนกันเข้าไปคำนับแล้วจึงว่า ข้าพเจ้าพากันมาคำนับทั้งนี้ หวังจะขอเอาสติปัญญาของท่านช่วยทำนุบำรุง ด้วยเล่าเจี้ยงผู้เปนนายใช้ให้ข้าพเจ้าทั้งสี่นี้ยกกองทัพไปป้องกันขัดทัพเล่าปี่ณเมืองลกเสีย แลจะไปครั้งนี้ดีแลร้ายประการใด ขอท่านได้บอกให้ข้าพเจ้าแจ้งด้วย

จีโฮโต้หยินจึงบอกว่า ตัวเราเปนคนชาวบ้านนอกมีปัญญาน้อย ซึ่งท่านมาถามเรา จะให้บอกร้ายแลดีไปเบื้องหน้านั้นเรามิรู้ เล่ากุ๋ยก็อ้อนวอนไปเปนหลายครั้ง จีโฮโต้หยินเสียมิได้ จึงเอาพู่กรรณมาเขียนอักษรเปนใจความว่า มังกรกับหงส์จะเข้ามาในเมืองเสฉวน ส่วนหงส์มีปีกบินได้มิอาจไปโดยอากาศ ตกอยู่ในพื้นแผ่นดิน ฝ่ายมังกรบินมิได้กลับขึ้นไปสำแดงอานุภาพอยู่ในอากาศ ถ้าผู้ใดรู้จักลักษณะดังนี้แล้ว ก็จงเร่งผ่อนพักรักษาตัวก็จะพ้นจากอันตราย

เล่ากุ๋ยจึงตอบว่า ข้าพเจ้าถามทั้งนี้ประสงค์จะใคร่แจ้งเหตุผลในตัวข้าพเจ้าทั้งสี่ว่าดีแลร้ายดอก อันท่านว่าทั้งนี้หามีประโยชน์ดังนั้นไม่ จีโฮโต้หยินจึงว่า อันบุญแลกรรมที่ท่านถามเรานั้นก็หาต้องการไม่ ร้ายแลดีก็ย่อมมีสำหรับกันอยู่เอง ใครจะบอกได้ ว่าแล้วก็หลับตานั่งนิ่งเสีย เตียวหยิมเห็นดังนั้นจึงว่า เรามาเจรจาด้วยคนเสียจริตนี้หาต้องการไม่ มาไปเถิด แล้วพากันกลับมาขึ้นม้าคุมทหารรีบไปถึงเมืองลกเสีย เล่ากุ๋ยจึงว่า เมืองลกเสียนี้เปนที่สำคัญนัก ถ้าแลเสียที่ตำบลนี้แล้วก็เหมือนเสียเมืองเสฉวน จำจะให้ตั้งค่ายกระหนาบไว้ณเขาช่องแคบหน้าเมือง อย่าให้กองทัพเล่าปี่ล่วงเข้ามาได้ เหลงเปาเตงเหียนเห็นด้วย ก็คุมทหารสองหมื่น ยกออกไปตั้งค่ายสกัดทางกระหนาบอยู่ณเขาช่องแคบ เล่ากุ๋ยกับเตียวหยิมก็ตั้งอยู่รักษาเมืองลกเสีย

ฝ่ายเล่าปี่จึงปรึกษาด้วยบังทองว่า จะยกจากด่านโปยสิก๋วนไปตีเมืองเสฉวน พอทหารเข้ามาบอกว่า บัดนี้เล่าเจี้ยงให้ยกทหารมารักษาเมืองลกเสียไว้ แล้วให้เหลงเปาเตียวเหียนสองนายคุมทหารสองหมื่นมาตั้งค่ายอยู่ช่องแคบทางประมาณหกร้อยเส้น เล่าปี่จึงถามทหารทั้งปวงว่า ครั้งนี้ใครจะอาสาไปตีค่ายช่องแคบได้ ฮองตงก็รับอาสาว่าข้าพเจ้าจะขอไปตีให้จงได้ เล่าปี่จึงว่า ท่านจะรับไปทำการครั้งนี้ก็ดีแล้ว ฮองตงมีความยินดีคำนับลาจะออกมาจัดแจงทหาร พออุยเอี๋ยนเข้ามาว่าแก่เล่าปี่ว่า ซึ่งฮองตงจะอาสาไปทำการก็ควรอยู่ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าฮองตงเปนคนชรานัก ขอให้อยู่เถิด ข้าพเจ้าจะอาสาไปเอง ฮองตงได้ฟังอุยเอี๋ยนว่าก็โกรธ จึงว่าท่านนี้ดูหมิ่นเราหนักหนา อุยเอี๋ยนจึงว่า ข้าพเจ้ามิได้ดูหมิ่นท่าน ตัวท่านมีฝีมือก็จริง แต่ว่าแก่แล้วกำลังก็น้อย อันเหลงเปาเตงเหียนสองคนนี้เปนทหารเอกในเมืองเสฉวนมีฝีมือ แล้วก็หนุ่มกว่าท่านมีกำลังมาก เกลือกว่าท่านเปนคนแก่จะเสียการไป ข้าพเจ้าจึงจะไปแทนท่านมิให้ลำบาก เมื่อว่าโดยดีฉนี้เหตุใดท่านจึงโกรธ ฮองตงจึงว่า ท่านสำคัญว่าคนแก่หากำลังมิได้ ตัวท่านหนุ่มจงมาลองฝีมือกับเรา อุยเอี๋ยนก็โกรธจึงว่า ท่านกับเราจะสู้กันดูฝีมือก็มาเถิด ฮองตงคับอุยเอี๋ยนวิวาททุ่มเถียงอื้ออึงกันขึ้น ฮองตงจึงเรียกให้บ่าวไปเอาง้าวมาจะสู้กับอุยเอี๋ยน

เล่าปี่เห็นดังนั้นจึงห้ามว่า มาทำการทั้งนี้ก็พึ่งกำลังท่านทั้งสอง เมื่อแลเสือต่อเสือจะมาเกิดจลาจลขึ้นฉนี้ การของเราจะมิเสียไปหรือ เราขอเสียเถิด บังทองจึงว่า ท่านอย่าวิวาทกันเลย ทั้งสองก็มีฝีมืออยู่ด้วยกัน แม้จะให้ไปแต่ผู้เดียวก็จะมีความน้อยใจ จงไปด้วยกันทั้งสองนายตีเอาค่ายให้ได้คนละลูก แม้ผู้ใดตีได้ก่อนก็จะมีความชอบมาก แล้วแบ่งทหารให้ฮองตงไปตีค่ายเหลงเปา ให้อุยเอี๋ยนคุมทหารไปตีค่ายเตงเหียน ทั้งสองคำนับเล่าปี่แล้วก็ลามาจัดทหารอยู่ ภายหลังบังทองจึงว่า อันทหารสองนายซึ่งจะยกไปบัดนี้เห็นจะไม่เปนปรกติ เกลือกว่าจะไปวิวาทกันกลางทางด้วยพยาบาทกันอยู่ ขอท่านยกทหารเปนกองหนุนไป จะได้ดูผิดแลชอบด้วย เล่าปี่ก็เห็นชอบ จึงเกณฑ์ให้บังทองอยู่รักษาค่าย แล้วให้จัดแจงทหารเตรียมพร้อมไว้ซึ่งจะยกเปนกองหนุนไป

ฝ่ายฮองตงจึงสั่งทหารให้หุงเข้ากินเสียแต่เช้าแล้วจะยกไปตามเชิงเขาข้างขวามือ แลขณะเมื่อฮองตงสั่งทหารให้หุงเข้ากินเสียก่อนจึงจะยกไปนั้น อุยเอี๋ยนรู้กิตติศัพท์ก็ดีใจ จึงสั่งให้ทหารหุงเข้ากินเสียประมาณยามหนึ่งก็รีบยกไปก่อนแต่ในเวลากลางคืน หมายว่าพอรุ่งจะให้ถึง มากลางทางจึงคิดว่า แม้เราจะตีเอาแต่ค่ายเตงเหียนบัดนี้ความชอบก็จะเปนประมาณ อนึ่งชื่อเสียงก็จะมิได้ปรากฎไปภายหน้า จำจะยกไปตีเอาค่ายเหลงเปาซึ่งเปนส่วนของฮองตงเสียก่อน แล้วจึงจะกลับเข้าตีเอาค่ายเตงเหียน คิดดังนั้นแล้วจึงให้ทหารยกแยกไปทางขวามือหวังจะชิงฮองตง ครั้นมาจะใกล้ถึงค่ายก็ให้ทหารทั้งปวงหยุดอยู่เตรียมตัวจะเข้ารบ

ม้าใช้จึงเอาเนื้อความไปแจ้งแก่เหลงเปา ๆ รู้ดังนั้นก็จัดแจงทหารตระเตรียมไว้ แล้วสั่งทหารกองหนึ่งให้วกไปตีโอบหลัง ครั้นได้เวลาเหลงเปาก็ให้จุดประทัดสัญญายกทหารออกมา อุยเอี๋ยนก็ขับม้าเข้ารบได้สามสิบเพลง พอทหารเหลงเปาเข้าตีหลังได้ ทหารอุยเอี๋ยนเดิรรีบมายังรุ่งอิดโรยอยู่ สู้ทหารเหลงเปามิได้ก็พ่ายถอยแตกลงไป อุยเอี๋ยนเห็นทหารทั้งปวงแตกก็ขับม้าหนี เหลงเปาได้ทีก็ขับม้าไล่ไปทางประมาณห้าสิบเส้น

ขณะเมื่ออุยเอี๋ยนยกมาเตงเหียนรู้ จึงยกทหารมาคอยสกัดอยู่บนเนินเขา พออุยเอี๋ยนแตกหนีมา ก็ขับม้าแลทหารลงมาจากเนินเขาไล่ตามไป อุยเอี๋ยนขับม้ารบหนีด้วยกำลัง ม้าเหยียบศิลาแพลงขะมำล้ม อุยเอี๋ยนก็ตกจากม้าลง เตงเหียนได้ทีก็ขับม้าสอึกมาจะแทงด้วยทวน พอฮองตงยกทหารมาประจวบเข้า เห็นเตงเหียนไล่อุยเอี๋ยนก็ยิงเกาทัณฑ์มาช่วยทันที ถูกอกเตงเหียนตกม้าลง เหลงเปามาข้างหลัง เห็นเตงเหียนถูกเกาทัณฑ์ตกม้าลง ก็ขับม้าเข้ามาจะช่วยเตงเหียน ฮองตงก็ร้องด้วยเสียงอันดังว่า กูชื่อฮองตงทหารเอกอยู่นี่ ใครดีก็เข้ามา เหลงเปาก็ขับม้าเข้าสู้ด้วยฮองตงได้ห้าเพลง ต้านทานมิได้ก็ชักม้าหนี ฮองตงได้ทีก็ขับม้าแลทหารทั้งปวงไล่ไป ทหารเหลงเปาก็แตกกระจายไปสิ้น เหลงเปาจะเข้าค่ายมิทัน เห็นฮองตงไล่กระชั้นมาก็ชักม้าเข้าสู้ได้สิบเพลง เห็นทหารฮองตงติดตามโห่ร้องหนุนมาเปนอันมาก ก็ชักม้าหนีจะไปเข้าค่ายเตงเหียน พอเล่าปี่ยกหนุนมาเปนกองหลังเข้าชิงเอาค่ายเตงเหียนไว้ได้ก่อน เหลงเปาแลไปเห็นเล่าปี่ใส่เกราะทองยืนอยู่ กวนเป๋งอยู่เบื้องซ้าย เล่าฮองอยู่ข้างขวาร้องมาว่า บัดนี้กูชิงเอาค่ายได้แล้วมึงจะหนีไปข้างไหน เหลงเปาจนใจเข้าค่ายมิได้ ก็ชักม้าหนีไปตามทางซอกเขา จะลัดไปทางเมืองลกเสีย

ฝ่ายอุยเอี๋ยนเสียทีมาหวังจะทำการแก้ตัว ก็คุมทหารไปสกัดอยู่ เห็นเหลงเปาแตกมาทางนั้น ก็ให้ทหารเอาเชือกขึงพานท้าวม้าล้มลงจับตัวได้มัดเอามา แลขณะเมื่อเล่าปี่ได้ค่ายเตงเหียนแล้ว จึงให้จารึกอักษรใส่ธงเปนใจความว่า มิให้ผู้ใดทำอันตรายชีวิตข้าศึก ซึ่งเข้ามานบนอบเปนอันขาดทีเดียว ถ้าผู้ใดไม่ฟังจะเอาตัวเปนโทษให้ตายตกไปตามกัน ครั้นจารึกแล้วก็เอาธงขึ้นไปปักไว้ณค่าย แล้วก็ว่าแก่ทหารเตงเหียนแลเหลงเปาซึ่งจับมาได้นั้นว่า ท่านทั้งปวงบันดาเปนชะเลยเรานี้ แม้มีน้ำใจรักจะสมัคอยู่ด้วยเราก็อยู่ ถ้าผู้ใดคิดถึงบิดามารดาแลญาติพี่น้องจะกลับคืนไปบ้านเมืองก็ตามใจเถิด คนทั้งปวงได้โอกาศดังนั้น ที่คิดถึงญาติพี่น้องก็คำนับลาไป แลคนทั้งปวงที่มีใจรักใคร่ก็สรรเสริญเล่าปี่เอิกเกริกไปทั้งเมือง

ฝ่ายฮองตงได้ชัยชนะแล้วก็กลับมาหาเล่าปี่แล้วว่า บัดนี้อุยเอี๋ยนทำผิดให้เสียทีแก่ข้าศึกแตกหนีมาทั้งนี้ ครั้นจะมิเอาโทษ ไปเบื้องหน้าการสงครามยังจะมีสืบไป ทหารทั้งปวงก็จะเอาเยี่ยงอย่าง ขอท่านประหารชีวิตเสียจึงจะชอบ เล่าปี่ก็สั่งให้ทหารหาตัวอุยเอี๋ยน พออุยเอี๋ยนมัดเหลงเปามาถึงเข้าไปคำนับเล่าปี่ ๆ จึงว่า ตัวท่านมีโทษใหญ่หลวงนัก แต่ครั้งนี้หากว่าท่านทำการแก้ตัวจับเหลงเปาได้ เราจะยกโทษเสีย แต่วันนี้สืบไปวันหน้าจะทำการสิ่งใดจงอย่าได้แก่งแย่งทำการเอาหน้า ยกตัวว่าดีดุจหนึ่งครั้งนี้ แลซึ่งท่านรอดจากความตายเพราะฮองตงนั้น ก็จงคำนับฮองตงตามประเพณี อุยเอี๋ยนก็คำนับฮองตงขะมาโทษ เล่าปี่ก็ปูนบำเหน็จรางวัลแก่ฮองตงเปนอันมาก แล้วก็ให้ทหารเอาตัวเหลงเปาเข้ามา แล้วก็ลงไปแก้มัดเหลงเปาเสียเอง จึงให้แต่ง่โต๊ะเลี้ยงแล้วถามว่า ตัวท่านนี้จะมีนํ้าใจภักดีต่อเราหรือจะคิดประการใด

เหลงเปาจึงว่า ชีวิตข้าพเจ้าถึงตายแล้ว ท่านกรุณามิได้ฆ่าเสียทั้งนี้ บุญคุณหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้าจะขอทำการสนองคุณท่าน ที่จะคิดเอาใจออกหากนั้นหามิได้ บัดนี้เล่ากุ๋ยเตียวหยิมซึ่งมาตั้งอยู่ในเมืองลกเสียนั้น กับข้าพเจ้าเปนคนน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ถ้าท่านกรุณาปล่อยข้าพเจ้าให้กลับไป ข้าพเจ้าก็จะว่ากล่าวคนทั้งสองให้มาสามิภักดิ์ต่อท่าน จะคิดอ่านเอาเมืองลกเสียให้จงได้ เล่าปี่มีความยินดีจึงให้เสื้อผ้าเปนรางวัลแล้วจึงว่า ท่านเจรจาไว้ไปเบื้องหน้าอย่าได้กลับกลาย ท่านจะกลับเข้าไปเมืองลกเสียก็ตามใจเถิด

อุยเอี๋ยนจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ซึ่งจะให้เหลงเปากลับไปบัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าไปแล้วจะไม่กลับมา เล่าปี่จึงว่า ตัวเรามีความเอ็นดูเขามิได้คิดทำร้าย เมื่อเขามิคิดแล้วก็ตามแต่บุญ จะหน่วงเหนี่ยวไว้ใยให้เขาไปเถิด เหลงเปาคำนับเล่าปี่แล้วก็กลับไปเมืองลกเสีย จึงบอกแก่เล่ากุ๋ยว่า ได้รบพุ่งกับเล่าปี่เปนสามารถฆ่าทหารเอกเล่าปี่ตายถึงสิบคน ข้าศึกมีกำลังมากนักจะต้านทานมิได้ ชิงได้ม้าตัวหนึ่งก็หนีมา เล่ากุ๋ยสำคัญว่าจริงก็ตกใจ จึงแต่งให้คนถือหนังสือรีบไปถึงเล่าเจี้ยง ขอกองทัพอุดหนุนมา

เล่าเจี้ยงแจ้งในหนังสือว่าเตงเหียนถึงแก่ความตาย ค่ายช่องแคบก็เสียแก่ข้าศึกแล้วก็ตกใจ จึงให้หาขุนนางเข้ามาปรึกษาราชการ เล่าชุนผู้บุตรจึงว่า ข้าพเจ้าจะขอยกทหารไปรักษาป้องกันเมืองลกเสียนั้นไว้ให้จงได้ เล่าเจี้ยงจึงถามว่า ตัวเจ้าจะยกไปบัดนี้ก็ดีหนักหนา แต่ว่าจะได้ผู้ใดไปด้วยเปนที่ปรึกษา งออี้น้องภรรยาเล่าเจี้ยงจึงรับอาสาไปด้วย เล่าเจี้ยงก็ยินดีจึงว่า ถ้าฉนั้นท่านจงจัดทหารรองสองนายออกไปด้วย งออี้ก็จัดลุยต๋องงอหลันสองคนเปนทหารรอง กับทหารเลวสองหมื่นให้แก่เล่าชุนเสร็จแล้ว ก็ยกมาถึงเมืองลกเสีย

เล่ากุ๋ยเตียวหยิมรู้ว่าเล่าชุนยกมา ก็ออกมาต้อนรับเข้าในเมืองแล้วจึงเล่าเนื้อความซึ่งเตงเหียนเสียทีแก่เล่าปี่นั้นให้ฟังทุกประการ งออี้จึงว่า บัดนี้ข้าศึกยกล่วงเข้ามาจะใกล้ถึงเชิงกำแพงอยู่แล้ว เห็นเล่าปี่มีใจกำเริบเปนกำลังนัก อันจะต่อสู้ด้วยฝีมือนั้นเห็นจะมิได้ ใครจะคิดเปนกลอุบายประการใด จึงจะกำจัดศึกเล่าปี่เสียได้

เหลงเปาจึงว่า ซึ่งจะคิดกำจัดข้าศึกครั้งนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองลกเสียนั้นตั้งอยู่ในที่สูงกว่าตีนเขาซึ่งข้าศึกตั้งอยู่นั้นมาก แลแม่นํ้าริมเมืองสายน้ำก็เชี่ยว ข้าพเจ้าคิดว่าจะคุมทหารไปขุดคลองแทงไปตรงค่ายข้าศึก ไขน้ำให้ไหลบ่าหักลงไปเอาค่ายข้าศึก ให้ท่วมทหารทั้งปวงเสีย แล้วเราก็จะได้ชัยชนะโดยง่าย งออี้เห็นชอบด้วยก็ให้เหลงเปาคุมทหารไปทำการดังว่า แล้วก็ให้งอหลันลุยต๋องคุมทหารสองกองยกไปป้องกันคนทำการ

ฝ่ายเล่าปี่จึงแต่งให้อุยเอี๋ยนฮองตงอยู่รักษาค่ายช่องแคบซึ่งตีได้นั้น แล้วก็ยกกลับมาตั้งอยู่ด่านโปยสิก๋วน จึงหารือกับบังทองซึ่งจะคิดทำการต่อไป พอม้าใช้มาถึงบอกว่า บัดนี้ซุนกวนให้มีหนังสือมาถึงเตียวฬ่อ ให้ยกทหารมาตีเอาด่านแฮบังก๋วน เล่าปี่แจ้งเนื้อความก็ตกใจจึงปรึกษาบังทองว่า ถ้าเตียวฬ่อยกมาตีเอาด่านแฮบังก๋วนแล้วก็จะปิดทางเราเสีย จะไปนั้นก็มิรอดจะถอยไปก็มิได้ จะคิดประการใดดี บังทองจึงว่าแก่เบ้งตัดว่า ท่านเปนชาวเมืองเสฉวน รู้ทางที่จะหนีจะไล่ชำนาญอยู่ ด้วยเปนบ้านของท่าน ท่านจงไปรักษาตำบลแฮบังก๋วนจึงจะชอบ เบ้งตัดก็รับคำแล้วจึงว่า ข้าพเจ้าขอเอาฮักจุ้นนั้นไปด้วย อนึ่งฮักจุ้นคนนี้มีฝีมือ แต่ก่อนก็เปนทหารของเล่าเปียว เล่าปี่ก็ให้อนุญาต จึงแต่งเบ้งตัดให้คุมทหารยกไปรักษาด่านแฮบังก๋วน

ฝ่ายบังทองลาเล่าปี่กลับมาที่อยู่ ทหารคนหนึ่งเอาเนื้อความมาบอกว่า มีผู้หนึ่งมาหาท่านยืนอยู่ที่ประตู บังทองก็เดิรออกมารับ เห็นผู้หนึ่งรูปร่างใหญ่สูงห้าศอกหน้าตาเข้มขัน จึงถามว่า อาจารย์ชื่อไรมาแต่ไหน ผู้นั้นก็มิได้พูดจาประการใด จึงเดิรเข้าไปนอนลงบนเตียงข้างใน บังทองก็เข้าไปไต่ถาม ผู้นั้นจึงว่านิ่งก่อนเถิด ให้ข้าพเจ้าหายเหนื่อยแล้วจึงจะบอกกิจการบ้านเมืองที่ใหญ่หลวงให้ บังทองก็มีความสงสัยนัก จึงสั่งให้คนใช้ไปแต่งโต๊ะเข้ามา ครั้นคนใช้ยกโต๊ะเข้ามาตั้ง ยังมิทันเชิญให้กินผู้นั้นก็ลุกขึ้นจากเตียงเข้านั่งกินเอง ครั้นกินอิ่มแล้วก็กลับขึ้นไปนอนนิ่งเสียบนเตียง บังทองยิ่งมีความสงสัย จึงให้คนไปบอกหวดเจ้ง

ครั้นหวดเจ้งมาถึงประตู บังทองจึงออกไปรับแล้วเล่าเนื้อความให้ฟัง หวดเจ้งจึงว่า ถ้าทำการฉนี้น่าจะเปนแพเอี้ยวอยู่ แล้วก็พากันเข้าไปข้างใน แพเอี้ยวแลเห็นหวดเจ้งมาถึงก็ดีใจ ลุกขึ้นตบมือหัวเราะร้องทักว่าหวดเจ้งท่านมาหรือ ทุกวันนี้มีความสุขประการใดบ้าง หวดเจ้งก็ทักไปตามประเพณี บังทองจึงถามว่า ท่านผู้นี้ชื่อไร หวดเจ้งจึงบอกว่า คนนี้ชื่อว่าแพเอี้ยวชาวเมืองก๋งฮาน เปนคนมีสติปัญญามาก ตั้งอยู่ในที่ปรึกษาเล่าเจี้ยง ประกอบด้วยความซื่อตรงนัก จะว่ากล่าวสิ่งใดก็มิได้โลเลเหมือนคนทั้งปวง เล่าเจี้ยงไม่ชอบใจคึ่งโกรธว่าพูดจาหยาบช้า จึงตัดผมเสียทำประจานให้ได้อาย แล้วขับเสียมิให้อยู่ในเมือง บังทองก็มีความยินดีจึงถามว่า ท่านมานี้จะประสงค์สิ่งใด

แพเอี้ยวจึงว่า เรามาบัดนี้หวังจะช่วยชีวิตทหารท่าน แต่ว่าเราจะบอกยังไม่ได้ ให้เล่าปี่มาหาเราจึงจะบอกให้ หวดเจ้งจึงให้คนไปเชิญเล่าปี่มา เล่าปี่จึงถามว่า ท่านจะบอกสิ่งใดให้ ก็ได้เอ็นดูจงแจ้งให้เข้าใจหน่อยหนึ่งเถิด แพเอี้ยวจึงถามว่า ทหารท่านซึ่งตั้งอยู่ที่ค่ายช่องแคบนั้นเท่าใด เล่าปี่จึงบอกว่า มีทหารเอกอยู่แต่ฮองตงกับอุยเอี๋ยนสองนาย คุมทหารเลวประมาณหมื่นหนึ่ง

แพเอี้ยวจึงว่า ท่านก็เคยทำสงครามมา ปรากฎว่ามีสติปัญญา เหตุใดตัวเปนแม่ทัพจึงมิได้รู้จักแผนที่ก่อน แลทำการทั้งนี้ดูเบาแก่ข้าศึกนัก สำคัญว่าตั้งอยู่ที่นั้นดีแล้วหรือ แลแม่นํ้าปวยกั๋งก็อยู่ใกล้ ที่ตั้งค่ายนั้นเปนที่ลุ่ม แม้ข้าศึกจะไขนํ้าให้บ่าหักมาท่วมค่ายเสียแล้ว จะยกทหารมาล้อมหน้าหลังไว้ระดมรบ ทหารท่านจะมิตายเสียสิ้นหรือ

เล่าปี่ได้ฟังแพเอี้ยวดังนั้นก็ตกใจได้สติเห็นชอบด้วย แพเอี้ยวจึงว่า บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นดาวสำหรับผู้มีบุญขึ้นข้างฝ่ายทิศปราจีน มีรัศมีสุกใสนัก แต่ว่ามีดาวดวงหนึ่งสีขาวเคียงอยู่เห็นร้าย จะมีอันตรายมาถึงท่านเปนมั่นคง ให้เร่งระมัดรักษาตัวจงได้ เล่าปี่ก็คำนับแพเอี้ยวดังที่ปรึกษาผู้ใหญ่ แล้วก็ให้คนรีบไปบอกแก่ฮองตงอุยเอี๋ยน ให้เร่งกำชับตรวจตรารักษาค่ายอย่าให้ข้าศึกไขนํ้ามาท่วมได้ ฮองตงอุยเอี๋ยนได้แจ้งแล้ว ก็ช่วยกันออกตะเวนตรวจตรารักษาค่ายเปนกวดขัน

พอเวลากลางคืนวันนั้นฝนตกห่าใหญ่ เหลงเปาคุมทหารห้าพันรีบมาถึงที่จะขุดคลองแบ่งน้ำ กะเกณฑ์ปันเปนหน้าที่เตรียมจะขุดอยู่ พออุยเอี๋ยนคุมทหารออกมาเที่ยวสอดแนมเห็นก็ร้องโห่ขึ้น เหลงเปาได้ยินดังนั้นก็ตกใจ พอทหารทั้งปวงแตกตื่นเปนอลหม่านเหยียบกันล้มตายเปนอันมาก เหลงเปาขับม้ามาพบอุยเอี๋ยนสกัดอยู่ ก็ขับม้าเข้าสู้กันได้ห้าเพลง อุยเอี๋ยนก็จับตัวเหลงเปาได้ งอหลันลุยต๋องคุมทหารเปนกองป้องกันมาข้างหลัง ได้ยินเสียงอื้ออึงขึ้น ก็ขับม้าแลทหารจะรีบมาช่วยเหลงเปา พอพบฮองตงสกัดอยู่ก็ขับม้าเข้าสู้ด้วยฮองตงได้สองเพลง ต้านทานมิได้ก็ถอยไป อุยเอี๋ยนก็มัดเอาเหลงเปามาให้แก่เล่าปี่ณด่านโปยสิก๋วน เล่าปี่เห็นเหลงเปาจึงด่าว่าอ้ายหาความสัตย์มิได้ ก็สั่งให้ทหารเอาตัวไปฆ่าเสีย แล้วก็ปูนบำเหน็จแก่อุยเอี๋ยนเปนอันมาก

ขณะนั้นพอม้าเลี้ยงเข้ามาหาเล่าปี่ คำนับแล้วบอกว่า เมืองเกงจิ๋วนั้นอยู่เย็นเปนสุขอยู่หาอันตรายมิได้ แลบัดนี้ขงเบ้งใช้ให้ข้าพเจ้าถือหนังสือมาถึงท่าน แล้วก็เอาหนังสือให้แก่เล่าปี่ ๆ จึงฉีกผนึกออกอ่านดูเปนใจความว่า ในปีกุญนี้ข้าพเจ้าเห็นดาวดวงหนึ่งปรากฎตรงเมืองลกเสียอยู่ฝ่ายปราจีนทิศนั้นร้ายนัก เห็นจะเสียแม่ทัพนายกองซึ่งยกมาครั้งนี้เปนมั่นคง ขอให้ท่านเร่งระมัดรักษาตัวอย่าประมาท เล่าปี่แจ้งในหนังสือแล้วจึงว่าแก่ม้าเลี้ยงว่า ซึ่งขงเบ้งให้หนังสือมาทั้งนี้ก็แจ้งแล้ว เราก็ระมัดตัวอยู่มิได้ประมาท ให้ท่านรีบกลับไปบอกแก่ขงเบ้งเถิด ม้าเลี้ยงก็คำนับลาเล่าปี่กลับไปเมืองเกงจิ๋ว

เล่าปี่จึงปรึกษากับบังทองว่า ขงเบ้งให้มีหนังสือมาว่าอันตรายจะมีแก่นายทัพนายกองนั้น ครั้นเราจะแข็งอยู่ทำการสืบไปเล่า เกลือกอันตรายจะมีจริงขงเบ้งก็จะติโทษได้ จำเราจะยกกลับไปเมืองเกงจิ๋วก่อน จะได้ปรึกษาหารือด้วยขงเบ้งเปนผู้ใหญ่ บังทองจึงคิดว่าขงเบ้งให้หนังสือมาทั้งนี้ด้วยใจริษยา เห็นว่าเรามาทำการจะได้เมืองเสฉวนนี้มีความชอบเปนอันมาก เขาจึงแกล้งให้หนังสือมาขัดขวางไว้หวังจะมิให้ทำการ จึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ทุกวันนี้ข้าพเจ้าก็รู้อยู่ ดูในอากาศเห็นดาวดวงหนึ่งร้ายจริง แต่ว่าเหตุนั้นได้แก่เหลงเปาต่างหาก ซึ่งดาวดวงนี้ปรากฎอยู่ทุกวันนี้ จะได้แก่ตัวท่านซึ่งจะได้เปนใหญ่ในเมืองเสฉวนอีก เหตุไฉนท่านมาสงสัยว่าจะมีอันตราย จะยกกลับไปเมืองเล่า ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย ขอให้ท่านเร่งยกทหารรีบทำการเข้าไปตีเอาเมืองเสฉวนเถิด เล่าปี่ได้ฟังบังทองว่ากล่าวก็เชื่อ จึงให้ยกทหารกลับเข้าไปใกล้ค่ายช่องแคบ ซึ่งฮองตงอุยเอี๋ยนรักษาอยู่นั้น

บังทองจึงถามหวดเจ้งว่า ทางซึ่งเราจะเข้าไปเมืองลกเสียนั้น เปนทางเดียวหรือมีทางแยกอยู่ หวดเจ้งให้เอาแผนที่ซึ่งเตียวสงให้ไว้นั้นออกดู บังทองจึงพิเคราะห์ดูแผนที่เห็นมีทางเปนสองทาง แลทางน้อยซึ่งจะลัดไปตามซอกเขาเปนทางเร็ว ทางใหญ่อ้อม จึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ซึ่งจะยกเข้าไปเมืองลกเสียครั้งนี้ ข้าพเจ้าจะขอคุมทหารไปทางน้อย ขอให้ท่านยกไปทางใหญ่ เล่าปี่จึงว่า อันทางน้อยเปนที่แคบคับขันนัก เกลือกข้าศึกจะแต่งทหารมาสกัดอยู่ ตัวท่านมิชำนาญที่จะยิงเกาทัณฑ์ก็จะขัดสนเห็นจะเสียทีแก่ข้าศึก ชอบให้ท่านคุมทหารไปทางใหญ่ เข้าข้างประตูทิศตวันออก ตัวข้าพเจ้าชำนาญเกาทัณฑ์จะยกไปทางน้อย ถึงมาทว่าจะพบข้าศึกก็จะสู้รบโดยสดวก

บังทองจึงว่า อันทางใหญ่นั้นข้าพเจ้าเห็นว่า ข้าศึกจะยกทหารมาสกัดอยู่เปนอันมาก ซึ่งข้าพเจ้าจะยกไปนั้นจะต่อด้วยกำลังข้าศึกมิได้ จึงจะขอไปทางน้อยด้วยเห็นว่าข้าศึกจะเบาบางพอกำลังข้าพเจ้าจะสู้ได้ อันทางใหญ่นั้นผู้อื่นจะยกไปเห็นจะเสียที ควรท่านยกไปเองจึงจะชอบ เล่าปี่จึงว่าท่านจงไปทางใหญ่ตามข้าพเจ้าว่าเถิด อย่าได้ไปทางน้อยเลย ด้วยเวลาคืนนี้ข้าพเจ้าฝันร้ายเห็นหลากใจอยู่ ว่ามีเทวดาองค์หนึ่งเอาไม้ตะบองเหล็กมาตีถูกแขนซ้ายข้าพเจ้าเจ็บปวดเปนกำลัง จนตื่นขึ้นแล้วยังมิหายเจ็บ กริ่งใจอยู่ฉนี้จึงจะให้ท่านไปทางใหญ่ บังทองจึงว่า อันเกิดมาเปนทหารทำการสงคราม แม้มิตายก็จำต้องบาดเจ็บเปนประเพณี เหตุใดท่านจะมาวิตกเดือดร้อนด้วยความฝันฉนี้หาต้องการไม่

เล่าปี่จึงว่า ท่านว่านี้ก็ชอบอยู่แล้ว แต่บัดนี้ข้าพเจ้ามีความวิตกอยู่ ด้วยขงเบ้งให้หนังสือมากลัวจะเปนอันตราย จึงมิไว้ใจเลย คิดจะให้ท่านอยู่รักษาด่านโปยสิก๋วนไว้ แต่ตัวข้าพเจ้าจะยกทหารไปทำการแต่ผู้เดียว ท่านอย่าไปให้เปนกังวลเลย บังทองหัวเราะแล้วจึงว่า ซึ่งขงเบ้งให้หนังสือมานั้นด้วยริษยา เห็นว่าข้าพเจ้ามาทำการด้วยท่านจะได้เมืองเสฉวนเปนความชอบ จึงว่ามาทั้งนี้หวังจะให้ท่านสงสัยใจมิให้ทำการตลอด ข้าพเจ้าก็จะหามีความชอบไม่ ซึ่งท่านนิมิตฝันก็ดีอยู่ดอกอย่ากินใจเลย แลตัวข้าพเจ้ามาทำราชการอยู่ด้วยท่าน ตั้งใจจะอาสาให้ถึงขนาด ปราถนาจะเอาโลหิตทาแผ่นดินไว้ให้ปรากฎไปภายหน้า ถึงจะเปนอันตรายแก่ชีวิตก็มิได้คิด เวลาพรุ่งนี้เช้าขอให้ท่านรีบยกทหารไปเถิด

เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงจัดให้อุยเอี๋ยนเปนกองหน้าบังทอง ให้ฮองตงเปนกองหน้าทัพหลวง แลทหารทั้งปวงพรักพร้อมแล้ว ครั้นเวลาเช้าเล่าปี่กับบังทองขึ้นม้าเคียงกันจะยกออกจากค่าย ม้าบังทองนั้นเผอิญให้เดิรพลาดขาขัดไป บังทองก็พลัดตกลงจากหลังม้า เล่าปี่เห็นก็โจนลงจากม้าเข้าพยุงเอาตัวบังทอง แล้วว่าเปนไฉนม้าท่านมาเปนดังนี้ บังทองจึงว่า ม้าข้าพเจ้าเคยขี่ทำการรบพุ่งมาก็ช้านานมิได้เปนฉนี้เลย ซึ่งม้าเปนทั้งนี้ก็เพราะด้วยความประมาท เล่าปี่จึงว่า เมื่อม้าท่านมักพลาดฉนี้ ถ้าเข้ารบสู้กับข้าศึกจะมิเสียทีหรือ ท่านจงเปลี่ยนเอาม้าของข้าพเจ้าขี่ไปเถิด ข้าพเจ้าจะเอาม้าของท่านมาขี่เอง เล่าปี่กับบังทองก็เปลี่ยนม้ากันขี่ บังทองจึงคำนับเล่าปี่แล้วว่า ครั้งนี้ท่านมีคุณแก่ข้าพเจ้าหาที่สุดมิได้ แล้วบังทองรีบยกทหารไปก่อนเล่าปี่ ๆ ก็ยกตามไปมีความวิตกถึงบังทองไม่สบายเลย

ฝ่ายงออี้เล่ากุ๋ยซึ่งไปรักษาเมืองลกเสียอยู่นั้น รู้ว่าเหลงเปาถึงแก่ความตายแล้วก็ปรึกษากันอยู่ เตียวหยิมจึงเข้ามาว่า บัดนี้เล่าปี่จะยกทหารมาทำอันตรายเรานั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าทางลัดซอกเขาที่จะมาเมืองลกเสียเปนทางคับขันนัก จะขออาสายกทหารไปสกัดอยู่ทางนั้น แม้เล่าปี่ยกมาก็จะได้รบพุ่งต้านทานไว้ ขอให้ท่านทั้งสองอยู่รักษาเมืองเถิด เจรจากันยังมิทันขาดคำพอทหารเข้ามาบอกว่า บัดนี้เล่าปี่ยกกองทัพมาเปนสองทาง เตียวหยิมแจ้งดังนั้นก็รีบยกทหารไปคอยสกัดอยู่ ครั้นเห็นอุยเอี๋ยนเปนกองหน้ายกมา จึงห้ามทหารทั้งปวงให้สงบไว้ แล้วชี้บอกว่าซึ่งยกตามมาข้างหลังขี่ม้าขาวนั้นคือเล่าปี่ เราคอยเขม้นจับเอาตัวให้จงได้ ครั้นบังทองมาถึงทางซอกเขา เห็นทางนั้นแคบคับขันนัก แล้วมีต้นไม้ชัฏทั้งสองข้างรกชิดไป ก็คิดกริ่งใจชักม้าหยุดอยู่จึงถามว่า ตำบลนี้ชื่อใด ทหารชาวเมืองเสฉวนซึ่งเข้าเกลี้ยกล่อมอยู่ด้วยจึงบอกว่า ที่นี้ชื่อลกห้องโห

บังทองได้ฟังจึงคิดว่า ตัวเราอาจารย์แต่งนามไว้ให้ชื่อว่าฮองซู แลทางจะออกจากซอกเขานี้เปนท้องทุ่ง ธรรมดาว่าหงส์นั้นแม้จะตกทุ่งก็มิอาจบินไปได้ ตัวเราก็ได้ชื่อว่านามหงส์จะตกลงท้องทุ่งนี้ก็จะมีอันตราย คิดสดุ้งใจดังนั้นแล้วก็ให้ทหารถอยคืนออกมา พอทหารเตียวหยิมจุดประทัดขึ้นโห่ร้อง ยิงเกาทัณฑ์กระหนาบระดมมาทั้งสองข้างทาง ก็ถูกบังทองตกม้าลงถึงแก่ความตาย ทหารทั้งปวงต่างคนก็ตื่นแตกเปนอลหม่านไปสิ้น แลขณะเมื่อบังทองถึงแก่ความตายนั้นอายุได้สามสิบหกปี ทหารทั้งปวงที่แตกตามขึ้นไปถึงอุยเอี๋ยนนั้นจึงบอกว่า บัดนี้ข้าศึกยกมาตั้งสกัดอยู่ ฆ่าบังทองถึงแก่ความตายแล้ว อุยเอี๋ยนแจ้งก็ตกใจ จะยกทหารกลับลงมา พอทหารเตียวหยิมยกเข้าตีด้านหน้าไว้ ก็รบพุ่งอลหม่านกันอยู่จะกลับมิได้ ครั้นจะถอยหลังคืนมาเตียวหยิมก็รบรุกขึ้นมา เมื่ออุยเอี๋ยนต้องรบทั้งข้างหน้าข้างหลังอยู่ดังนั้น ทหารก็ล้มตายเปนอันมาก อุยเอี๋ยนจนใจขัดสนนัก มิรู้ที่จะผ่อนผันไปทางใด

ทหารชาวเมืองเสฉวนซึ่งมาด้วยจึงว่า ท่านจะต้านทานอยู่ฉนี้มิได้ ด้วยทหารข้าศึกตีกระหนาบหน้าหลังเปนสามารถ ขอให้ตีบากทางไปข้างซ้ายมือ ลัดไปเอาทางใหญ่ เข้าบัญจบด้วยกองทัพเล่าปี่เถิด อุยเอี๋ยนเห็นชอบด้วย ก็พาทหารตีบากทางออกมาประมาณสามสิบเส้น พอพบลุยต๋องงอหลันคุมทหารยกมาปะทะเข้าต้านหน้าไว้ เตียวหยิมก็ขับทหารติดตามกระชั้นมาข้างหลัง อุยเอี๋ยนเข้าอยู่ในท่ามกลางจะหักไปแลจะถอยก็มิได้ ก็ขับม้าเข้าสู้รบตีตลบหน้าหลังอุตลุดอยู่ พอฮองตงยกเปนกองหน้าเล่าปี่มาทางใหญ่ ถึงปากทางลัดซึ่งงอหลันลุยต๋องยกไปนั้น แลเห็นทหารเบื้องหลังงอหลันโห่ร้องเร่งกันไป ก็คิดว่าชรอยอุยเอี๋ยนยกมา ข้าศึกสกัดรบพุ่งอยู่ ก็ขับทหารตีกระทบหลังเข้าไป จึงร้องว่า อุยเอี๋ยนอย่ากลัวเลยเรามาช่วยแล้ว อุยเอี๋ยนกับฮองตงก็ช่วยกันตีกระหนาบหน้าหลัง งอหลันลุยต๋องต้านทานมิได้ก็แตกหนี ทหารทั้งปวงล้มตายเปนอันมาก

ฮองตงกับอุยเอี๋ยนได้ที ก็คุมทหารไล่ติดตามไปถึงเชิงกำแพงบัญจบกันกับกองทัพเล่าปี่ เล่ากุ๋ยซึ่งอยู่รักษาเมืองนั้น ก็ให้ทหารเอาเกาทัณฑ์ยิงรบพุ่งต้านทานไว้ เล่าปี่จะตีหักเข้าเอาเมืองลกเสียมิได้ ก็คุมทหารยกกลับหลังมาจะเข้าค่ายช่องแคบ งอหลันกับเล่ากุ๋ยเห็นดังนั้นก็ขับทหารรบพุ่งติดตามมา พอเตียวหยิมยกตลบหลังมาตามทางซอกเขาทันเล่าปี่ ก็บัญจบกันกับงอหลันเล่ากุ๋ย ช่วยกันรบพุ่งไล่กระชั้นตามไป เล่าปี่จวนตัวจะเข้าค่ายช่องแคบมิได้ ก็หนีร่นลงไปตามทางด่านโปยสิก๋วน

ขณะนั้นม้าซึ่งเล่าปี่ขี่กับทหารทั้งปวงกำลังก็ถอยอ่อนลง จะเข้าต่อสู้ด้วยทหารเตียวหยิมงอหลันเล่ากุ๋ยมิได้ ก็ถอยรับรอไปถึงด่านโปยสิก๋วน กวนเป๋งกับเล่าฮองซึ่งเล่าปี่ให้อยู่รักษาด่านนั้นรู้ ก็คุมทหารสามหมื่นยกมาช่วย เข้าตีทัพงอหลันเล่ากุ๋ยเตียวหยิมแตก ไล่ติดตามฆ่าฟันทหารล้มตาย เก็บได้เครื่องศัสตราวุธเปนอันมาก แล้วก็เชิญเล่าปี่เข้าไปในด่านโปยสิก๋วน เล่าปี่จึงถามทหารทั้งปวงว่า ผู้ใดยังรู้ว่าบังทองนั้นเปนประการใดบ้าง ทหารในกองทัพบังทองซึ่งแตกมาถึงนั้นจึงบอกว่า บัดนี้บังทองถูกเกาทัณฑ์ถึงแก่ความตายแล้ว เล่าปี่แจ้งดังนั้นก็ร้องไห้รักบังทองจนสลบไป ทหารทั้งปวงนั้นก็พากันร้องไห้รักบังทองสิ้นทุกคน แล้วเล่าปี่จึงให้แต่งเครื่องเส้นวักบังทองตามประเพณี

ฮองตงจึงว่า อาจารย์เราก็ถึงแก่ความตายแล้ว เตียวหยิมก็จะมีใจกำเริบยกมาตีเราเปนมั่นคง หาผู้ใดเปนผู้ใหญ่ช่วยคิดอ่านมิได้ ขอให้ท่านไปเชิญขงเบ้งมา จะได้ช่วยคิดอ่านทำการเอาเมืองเสฉวน พอว่ายังมิทันขาดคำม้าใช้มาบอกว่า บัดนี้เตียวหยิมยกทหารมาถึงเชิงกำแพงด่านแล้ว ฮองตงอุยเอี๋ยนจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ข้าพเจ้าจะอาสายกทหารไปต่อสู้กับเตียวหยิมเอง เล่าปี่จึงห้ามว่า ซึ่งท่านทั้งสองจะยกทหารออกไปสู้กับเตียวหยิมนั้นยังมิได้ ด้วยครั้งนี้ข้าศึกมีกำลังนัก เราจะรักษามั่นไว้ จะแต่งคนให้ไปเชิญขงเบ้งมาช่วยกันคิดอ่านก่อน

แล้วเล่าปี่แต่งหนังสือให้กวนเป๋งรีบถือมาเชิญขงเบ้งณเมืองเกงจิ๋ว กวนเป๋งคำนับเล่าปี่รีบไปทั้งกลางวันกลางคืน ฝ่ายเล่าปี่ก็ให้เร่งรัดแจงรักษาด่านโปยสิก๋วนมั่นไว้เปนสามารถ มิได้ยกออกรบพุ่งด้วยเตียวหยิม

แลเมื่อวันบังทองตายนั้นเปนเดือนเก้าขึ้นเก้าคํ่า ถึงเทศกาลอาณาประชาราษฎรทั้งปวงแต่งโต๊ะเลี้ยงดูกันเล่นสนุกตามประเพณี ขงเบ้งนั่งกินโต๊ะกับขุนนางทั้งปวงอยู่ที่กลางแจ้งเปนเวลากลางคืน เห็นดาวดวงหนึ่งใหญ่ประมาณสี่กำ ตกลงจากอากาศฝ่ายทิศปราจิน ขงเบ้งก็ตกใจร้องว่าเสียดายนัก แล้วก็ทิ้งจอกสุราลงเสีย จงเอามือปิดตาเข้าร้องไห้ ทหารทั้งปวงจึงถามว่า ท่านร้องไห้ด้วยเหตุอันใด ขงเบ้งจึงบอกว่า เดิมเราเห็นดาวดวงหนึ่งร้าย ปรากฎอยู่ตรงเมืองลกเสียนั้น ก็เข้าใจว่าซึ่งนายเรายกกองทัพไปครั้งนี้ จะเสียนายทัพนายกองแลที่ปรึกษาเปนมั่นคง เราได้ให้มีหนังสือไปแจ้งแก่เล่าปี่ให้ระมัดระวังรักษาตัว ควรหรือมิได้คิดอ่านป้องกันภัยอันตรายเลย ปล่อยให้มีเหตุถึงเพียงนี้ได้ แลบัดนี้เราเห็นดาวดวงใหญ่ตกลง ชรอยบังทองถึงแก่ความตายเปนมั่นคง เล่าปี่นายเราแขนหักเสียข้างหนึ่งแล้ว ทหารทั้งปวงได้ฟังขงเบ้งว่าดังนั้นก็แคลงใจอยู่มิเชื่อ ขงเบ้งเห็นคนทั้งปวงมีความสงสัย จึงว่าท่านทั้งปวงจงคอยฟังเถิด อีกสองสามวันก็คงรู้ข่าวดอก ขุนนางทั้งนั้นต่างคนต่างคำนับขงเบ้งแล้วก็ลาไป

ครั้นอยู่มาห้าหกวัน ขงเบ้งกับกวนอูนั่งพูดกันอยู่ พอกวนเป๋งเข้ามาคำนับ แล้วเอาหนังสือยื่นให้ขงเบ้ง ๆ รับเอาหนังสือแล้วอ่านดูก็รู้ว่าบังทองถึงแก่ความตาย ขงเบ้งร้องไห้รักบังทอง ทหารทั้งปวงก็ร้องไห้รักด้วยกันสิ้น ขงเบ้งจึงว่า บัดนี้เล่าปี่นายเรามาตั้งอยู่ตำบลโปยสิก๋วน แลข้าศึกก็ยกมาประชิดติดพันอยู่ ครั้นจะตีหักเข้าไปก็มิได้ จะถอยหลังออกมาก็มิสดวก เปนที่ขัดสนคับขันนัก แม้เราจะมิยกไปช่วยนายเราบัดนี้ก็จะเสียทีแก่ข้าศึก

กวนอูจึงว่า ซึ่งท่านจะยกไปนั้นก็ชอบอยู่ แต่ทว่าเมืองเกงจิ๋วนี้เปนที่สำคัญนัก ไม่มีผู้ใดเปนผู้ใหญ่ที่จะป้องกันรักษา ท่านจะคิดประการใด ขงเบ้งจึงว่า ซึ่งเล่าปี่ให้มีหนังสือมาจะให้เราไปทั้งนี้ เราก็รู้อยู่ว่าเล่าปี่เห็นแต่ท่านผู้เดียวจะอยู่รักษาเมืองได้ แลตัวท่านได้สาบาลกับเล่าปี่เปนพี่น้องกันโดยสุจริต ก็อย่าได้คิดรังเกียจสิ่งใดเลย อันเมืองเกงจิ๋วนี้ซึ่งท่านจะอยู่รักษาแต่ผู้เดียวนั้น เห็นว่าพว้าพวังลำบากจริงอยู่ แต่ท่านจงเอาความภักดีต่อเล่าปี่นั้นเปนประธาน อย่าได้บิดพลิ้วเลย กวนอูได้ฟังขงเบ้งว่าดังนั้นก็รับคำ ครั้นเวลาเช้าขงเบ้งจึงแต่งโต๊ะเลี้ยงดูกันแล้ว จึงเอาตราสำหรับว่าราชการเมืองนั้นมาจะมอบให้กวนอูตามประเพณี กวนอูคำนับแล้วยกมือขึ้นจะรับเอาตรา ขงเบ้งก็ยั้งไว้มิส่งให้จึงว่า ถ้าท่านรับเอาตรานี้แล้วกิจการสิ่งใด ๆ ในเมืองเกงจิ๋วก็จะตกเปนธุระของท่านทั้งสิ้น

กวนอูจึงว่า ตัวข้าพเจ้าเปนชายชาติทหาร ถึงมาทว่าตัวจะตายก็มิได้คืนคำเสีย ขงเบ้งได้ยินกวนอูเจรจาออกมาว่าความตายดังนี้ จึงคิดในใจว่า แต่แรกเราจะมอบตราว่าราชการเมืองให้เปนมงคล แลมาเจรจาเปนลางฉนี้มิบังควรหนักหนา ขงเบ้งจึงแสร้งถามว่า ตัวท่านจะอยู่รักษาเมืองเอากิจการทั้งปวงเปนภารธุระนั้น ถ้าโจโฉยกมาตีเอาเมืองเกงจิ๋วท่านจะคิดประการใด กวนอูจึงว่า ตัวข้าพเจ้าเปนทหารมิได้กลัวแก่ข้าศึก แม้ว่าโจโฉยกมาข้าพเจ้าก็จะสู้รบโดยเต็มกำลังกว่าจะแพ้แลชนะมิให้อัปยศ

ขงเบ้งจึงถามว่า แม้ซุนกวนกับโจโฉจะบัญจบเข้าด้วยกัน แล้วจะยกมาทำร้ายแก่ท่าน ท่านจะคิดประการใดเล่า กวนอูจึงว่า ถ้าฉนั้นข้าพเจ้าก็จะแยกทหารออกเปนสองกองรบทั้งสองด้าน เมื่อใดตัวข้าพเจ้าตายแล้วซุนกวนกับโจโฉจึงจะได้เมืองเกงจิ๋ว แม้มิตายท่านอย่าสงสัยเลยว่าเมืองเกงจิ๋วจะได้แก่ผู้อื่น ขงเบ้งจึงว่า แม้การศึกมีมาท่านมิได้คิดอ่านทำการด้วยกลอุบาย จะเอาแต่กำลังห้าวหาญเข้าหักเอาข้าศึกนั้น เราเห็นว่าเมืองเกงจิ๋วจะเสียเปนมั่นคง ซึ่งท่านจะอยู่รักษาเมืองเกงจิ๋วนี้จงจำเอาถ้อยคำของเราไว้ ถ้าท่านจะประพฤติตามแล้ว เมืองเกงจิ๋วก็จะมิได้มีอันตราย กวนอูจึงถามว่า ท่านจะให้ทำประการใด

ขงเบ้งจึงบอกว่า ท่านจะอยู่ภายหลังนั้น จงจัดแจงระมัดระวังตัวข้างฝ่ายเหนือคอยสู้โจโฉให้ได้ ฝ่ายใต้นั้นท่านจงทำใจดีประนอมด้วยซุนกวนโดยปรกติ เมืองเกงจิ๋วจึงจะมีความสุข กวนอูก็มีความยินดีจึงว่า คำของอาจารย์นี้ข้าพเจ้าแหวกอกสรวมใส่ไว้ในใจไม่ลืมเลย ขงเบ้งสั่งสอนกวนอูดังนั้นแล้ว จึงเอาตราสำหรับว่าราชการเมืองมอบให้ แล้วจึงเกณฑ์อิเจี้ยม้าเลี้ยงเอี่ยงลองบิต๊กฝ่ายพลเรือนสี่นาย กับบิฮองเล่าฮองกวนเป๋งจิวฉองฝ่ายทหารสี่นายนั้น อยู่รักษาเมืองด้วยกวนอูเสร็จแล้ว จึงเกณฑ์ให้เตียวหุยคุมทหารหมื่นหนึ่งเปนทัพบก กำหนดให้ยกไปคอยรับทัพหลวงณประตูด้านตวันตกเมืองลกเสีย เกณฑ์จูล่งคุมทหารหมื่นหนึ่งเปนกองหน้าทัพเรือ ขงเบ้งคุมทหารหมื่นห้าพันเปนกองหลวง ครั้นได้กำหนดฤกษ์ก็ให้ยกทัพบกทัพเรือไปพร้อมกัน ฝ่ายเตียวหุยยกมาถึงแดนเมืองปากุ๋นแล้ว ก็กำชับทหารมิให้ทำอันตรายแก่ผู้ใดตามคำขงเบ้งสั่งทุกประการ

ขณะนั้นม้าใช้จึงเอาเนื้อความเข้าไปแจ้งแก่เงียมหงัน ผู้เปนเจ้าเมืองปากุ๋นว่า บัดนี้เตียวหุยยกกองทัพล่วงเข้ามาในแดนแล้ว เงียมหงันแจ้งดังนั้นก็ให้จัดแจงทหารรักษาเมืองไว้เปนกวดขัน ด้วยแต่แรกนั้นรู้ว่าเล่าปี่ยกทหารมาตีเอาด่านโปยสิก๋วนได้ก็มีใจโกรธอยู่ จึงให้กะเกณฑ์กองทัพจะยกไปตีเล่าปี่อีก แต่ทว่าคิดระวังหลังอยู่ กลัวกองทัพจะยกอุดหนุนมาทางเมืองปากุ๋น จึงงดทัพไว้มิได้ยกไปตีเล่าปี่ ครั้นเตียวหุยยกมาถึงจึงกะเกณฑ์ทหารรักษามั่นไว้มิได้ออกไปอ่อนน้อม ด้วยเงียมหงันเปนคนมีฝีมือเข้มแข็ง ถึงมาทว่าตัวสูงอายุชราแล้วก็จริง แต่ว่ายังมีกำลังมากอาจสามารถจะสู้ทหารหมื่นหนึ่งด้วยง้าวใหญ่ของตัวได้

ฝ่ายเตียวหุยแจ้งว่าเงียมหงันจะต่อสู้ดังนั้น ก็ให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้ จึงใช้ให้ทหารเข้าไปร้องด่าตรงประตูเมืองว่า อ้ายเฒ่าชราจงเร่งออกมาคำนับกูโดยดี แม้จะขัดแขงอยู่กูจะยกทหารเข้าไปเหยียบเมืองเสีย แต่ทารกอยู่ในอู่ก็มิเว้นจะฆ่าเสียให้สิ้น เงียมหงันแจ้งดังนั้นก็โกรธ ให้จัดแจงทหารยกออกไปรบ เฮกอวดทหารรองจึงห้ามว่า ท่านอย่าเพ่อยกออกรบก่อน ข้าพเจ้าแจ้งว่าเตียวหุยคนนี้มีฝีมือเข้มแขงนัก จงตั้งมั่นรักษาเมืองไว้ดีกว่า ทหารซึ่งมานั้นเปนทางไกลก็จะขัดสนสเบียงอาหารลง อนึ่งเตียวหุยก็เปนคนใจเร็ว ถ้าเราป้องกันมั่นไว้จะหักเอามิได้โดยสดวกก็จะทะยานใจโกรธ จะทำโทษตีโบยทหารทั้งปวงให้ได้ความเดือดร้อน ทหารนั้นก็จะเบื่อหน่ายเอาใจออกหาก เราจึงจะคิดทำการเอาชัยชนะได้โดยง่าย เงียมหงันเห็นชอบด้วย ก็ให้ทหารรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้

ขณะนั้นเตียวหุยซ้ำให้ทหารคนหนึ่งไปเรียกให้เปิดประตู เงียมหงันก็สั่งให้ทหารเปิดประตูรับเอาตัวเข้าไป ทหารจึงว่าบัดนี้เตียวหุยใช้ให้ข้าพเจ้ามาบอกท่านให้เปิดประตูรับโดยดี ถ้าจะขัดขืนไว้ฉนี้ แม้ทหารตีหักเข้ามาได้ก็จะฆ่าเสียให้สิ้นทั้งเมือง เงียมหงันก็โกรธจึงว่า อ้ายหาชาติไม่ มาหยาบช้าต่อกูฉนี้คิดว่ากูจะกลัวมึงหรือ ตัวกูเปนผู้เฒ่าหรือจะแบกหน้าออกไปคำนับนายมึง กูขอยืมปากมึงออกไปบอกแก่นายมึงเถิด ว่ากูจะสู้ตายมิออกไปคำนับ แล้วก็ให้ตัดปากแลจมูกทหารเตียวหุยนั้นเสียก็ปล่อยกลับออกไป ครั้นทหารมาถึงก็ร้องไห้บอกแก่เตียวหุยตามถ้อยคำเงียมหงันทุกประการ

เตียวหุยโกรธเปนกำลัง ก็คุมทหารประมาณสองร้อย ขึ้นม้าขับเข้ามาถึงเชิงกำแพง ทหารเงียมหงันซึ่งอยู่บนหน้าที่ก็มิได้ออกมาต่อสู้ แต่ร้องด่าเตียวหุยออกมาด้วยคำหยาบช้าเปนอันมาก เตียวหุยยิ่งโกรธดังเพลิงเผาในหัวใจ จะขับม้ารุกเข้าไปก็ติดคูเมืองอยู่เข้าไปมิได้ ได้แต่คำรามอยู่ในฅอจนเวลาเย็นแล้วก็กลับมาค่าย ครั้นรุ่งเช้าก็คุมทหารกลับเข้ามาร้องด่าอีก เงียมหงันก็เอาเกาทัณฑ์ยิงออกมาถูกหมวกเตียวหุย ๆ โกรธจึงชี้มือด่าว่า อ้ายเฒ่า แม้กูได้ตัวมึงจะฉีกเนื้อเคี้ยวเสียให้สาใจ ร้องด่าอยู่จนเวลาเย็นแล้วก็กลับมา

ครั้นรุ่งขึ้นเปนวันคำรบสาม เตียวหุยคุมทหารกลับเข้าไปให้ร้องด่ารอบเมืองทุกด้าน เห็นเงียมหงันมิได้ยกทหารออกรบพุ่งก็พาทหารขี่ม้าขึ้นไปบนเนินเขา แลลงมาดูในเมืองเห็นทหารทั้งปวงแต่งตัวใส่เกราะถืออาวุธตระเตรียมพร้อมอยู่ เตียวหุยจึงให้ทหารกลับลงมาเสีย แล้วทำนอนอยู่หวังจะให้เงียมหงันเห็นว่าอิดโรยจะยกมารบ ก็มิได้เห็นเงียมหงันออกมา จนเวลาเย็นก็กลับมาค่าย จึงคิดว่าเงียมหงันนี้อดกลั้นโทโษได้มิออกมารบ ครั้นรุ่งเช้าให้ทหารเข้าไปร้องด่าดังนั้นอีกสามวัน เงียมหงันก็มิได้ออกมารบ เตียวหุยจึงแกล้งทำกลให้ทหารเที่ยวเรี่ยรายกันไปเก็บฟืนบ้าง ให้เสาะหาหนทางซึ่งจะยกแยกเข้าไปในเมืองนั้นบ้าง

ฝ่ายเงียมหงันเห็นทหารเตียวหุยเรี่ยรายไปดังนั้น ก็มิได้รู้ว่าจะคิดอ่านทำประการใด จึงแต่งทหารปลอมออกมาสืบเอากิจการทั้งปวง ครั้นเวลาเย็นทหารซึ่งไปเสาะทางมาบอกเตียวหุยว่า พบทางซึ่งจะเข้าไปในเมืองปากุ๋นเปนทางน้อยอยู่ริมซอกเขา เตียวหุยก็มีความยินดี จึงสั่งทหารทั้งปวงให้หุงเข้ากินแต่ดึก กำหนดจะลอบยกมิให้ทันรู้ตัว ให้เอาขลุมใส่ปากม้าผูกไว้อย่าให้ร้องได้ แลตัวเราจะไปหน้า ทหารทั้งปวงที่จะตามไปข้างหลังนั้น ให้เร่งระมัดระวังตัวอย่าได้ประมาท เตียวหุยสั่งกำชับเปนกวดขัน บอกทหารให้รู้ทุกค่ายว่าเวลาสามยามจะยกไป

ฝ่ายทหารเงียมหงันซึ่งแต่งปลอมออกมานั้นรู้เนื้อความ จึงกลับเข้าไปบอกแก่เงียมหงัน ๆ ก็มีความยินดีจึงว่า ซึ่งเตียวหุยจะยกเข้ามาทางน้อยนั้น เราก็จะยกทหารออกไปคอยตีตัดสเบียงเสียให้ได้ แล้วจะตีล้อมเข้ามาจับเอาตัวเตียวหุย เงียมหงันกะเกณฑ์ทหารพร้อมแล้วก็ลอบยกออกจากเมืองแต่เวลากลางคืนไปตั้งซุ่มคอยสกัดอยู่

ครั้นเวลาสามยาม เตียวหุยจึงให้ทหารคนหนึ่งแต่งตัวห่มเกราะ ใส่เสื้อเหมือนตัว แล้วก็ให้ขี่ม้าเดิรไปก่อน ตัวเตียวหุยนั้นยกทหารตามมาต่อภายหลัง เงียมหงันซุ่มทหารคอยอยู่เห็นก็สำคัญว่าผู้ที่ขี่ม้าไปก่อนนั้นเปนเตียวหุย ก็สงบทหารไว้ ครั้นเห็นล่วงไปไกลแล้ว พอกองสเบียงทั้งปวงยกมาถึงที่ มิทันรู้ว่าเตียวหุยปลอมมาด้วย ก็จุดประทัดตีม้าฬ่อสัญญายกทหารทั้งสองข้างออกตีตัดท้ายวุ่นวายขึ้น

ขณะนั้นเตียวหุยชักม้าเลี้ยวมาข้างหลังเงียมหงัน ร้องตวาดขึ้นว่า อ้ายศัตรูเฒ่า ทีนี้จะหนีกูที่ไหนจะพ้น เงียมหงันได้ยินเสียงเหลียวหลังมาดูเห็นเตียวหุยก็ตกใจ จึงขับม้าเข้าสู้ด้วยเตียวหุยได้สิบเพลง เงียมหงันได้ทีเอาง้าวฟัน เตียวหุยหลบได้ทันที ก็ชักม้าตลบเคียงม้าเงียมหงันเข้าไปฉวยได้ตัวก็พลัดตกม้าลง ทหารทั้งปวงก็กลุ้มกันเข้าจับตัวเงียมหงันมัดไว้ ทหารเงียมหงันก็แตกตื่นไป บ้างกลับมาเข้านบนอบเตียวหุยเปนอันมาก เตียวหุยก็รีบยกทหารเข้าไปเอาเมืองปากุ๋นได้ จึงกำชับทหารทั้งปวงมิให้ทำอันตรายแก่ไพร่บ้านพลเมือง

ขณะนั้นทหารก็พาเอาตัวเงียมหงันเข้ามาให้เตียวหุย ๆ เห็นเงียมหงันมิได้คำนับตามประเพณีก็โกรธ ขบฟันแล้วร้องว่า ตัวกูเปนทหารเอกยกออกมาถึงนี่เหตุใดจึงมิได้ออกไปคำนับ กลับต่อสู้กูอีกเล่า เงียมหงันจึงร้องตอบว่า ตัวมึงเปนคนหยาบช้าหาความสัตย์มิได้ ยกทหารมาทำอันตราย ให้อาณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อน กูจะคำนับนั้นหาต้องการไม่ ถึงมาทว่ามึงจับกูได้ก็ดีกูมิได้กลัวตาย แม้สีสะจะขาดออกก็มิขอคำนับเลย เตียวหุยก็โกรธนักสั่งให้ทหารเอาตัวไปฆ่าเสีย เงียมหงันจึงว่ามึงจะฆ่ากูก็ฆ่าเถิด จะโกรธวุ่นวายไปต้องการอันใด

เตียวหุยเห็นเงียมหงันมีใจยั่งยืนมั่นคง มิได้ย่อท้อต่อความตาย ก็สงบความโกรธเสียจึงลงมาแก้มัดเงียมหงันออกแล้ว ก็พยุงเอาตัวขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้จึงคำนับว่า ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่า ท่านผู้เฒ่าเปนคนดีมีอัชฌาสัยประกอบด้วยสติปัญญามาแต่ก่อน แลตัวข้าพเจ้าเปนผู้น้อยมิได้คารวะแก่ผู้ใหญ่ มากล่าวถ้อยคำหยาบช้าประมาททั้งนี้มิควรแก่ตัวเลยผิดนักหนา ขอท่านได้อดโทษแก่ข้าพเจ้าเถิด

เงียมหงันได้ฟังดังนั้นก็คิดถึงคุณเตียวหุยเปนอันมาก จึงว่าแต่ก่อนเราได้ยินเขาเลื่องลือว่า ท่านนี้มีใจหยาบช้าสามานย์นัก มิได้รู้จักเด็กแลผู้ใหญ่ บัดนี้เห็นท่านเปนคนสุภาพรู้จักที่ผิดแลชอบขอบใจหนักหนา ถึงท่านเปนเด็กก็จริงก็ควรเราจะคำนับ เงียมหงันก็คำนับเตียวหุยโดยปรกติด้วยนับถือว่าได้มีคุณแก่ตัว

เตียวหุยจึงถามว่า บัดนี้ข้าพเจ้าจะยกเข้าไปเมืองลกเสียนั้นจะไปทางใด เงียมหงันจึงว่า อันเมืองลกเสียนี้มีด่านทางหลายตำบลนัก ซึ่งจะไปโดยสดวกนั้นขัดสน แต่ทว่าบัดนี้ตัวท่านมีคุณแก่ข้าพเจ้าให้ทานชีวิตไว้ก็จะสนองคุณท่านให้ถึงขนาด ซึ่งจะไปเมืองลกเสียนั้น ตัวข้าพเจ้าจะขอยกทหารไปเปนกองหน้า อันด่านทางทั้งปวงนั้นก็อยู่ในบังคับบัญชาข้าพเจ้าสิ้นทุกตำบล เตียวหุยก็มีความยินดีคำนับแล้วจึงให้เงียมหงันยกไปเปนกองหน้า ตัวเองคุมทหารยกตามไปภายหลัง ครั้นเงียมหงันยกไปถึงตำบลใด ขุนนางนายด่านทั้งปวงก็ออกมาคำนับยอมเข้าด้วย มิได้ขัดขวางทุกตำบล เตียวหุยยกไปครั้งนั้นโดยสดวกนัก แต่กระบี่ก็มิได้ถอดออกจากฝัก เกาทัณฑ์ก็มิได้ขึ้นสาย เพราะเงียมหงันเปนทัพหน้าไป

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ