ตอนที่ ๗๙

ขณะนั้นพระเจ้าเล่าเสี้ยนเสวยราชย์ในเมืองเสฉวนได้สิบสามปี พระเจ้าซุนกวนเสวยราชย์ในเมืองกังตั๋งได้สิบปี พระเจ้าโจยอยเสวยราชย์ในเมืองลกเอี๋ยงได้เก้าปี (พ.ศ. ๗๗๘) ทั้งสามเมืองนี้มิได้เปนศึกกันมาช้านาน ราษฎรทั้งปวงค่อยได้ความสุข ขณะเมื่อพระเจ้าโจยอยกลับมาแต่เมืองหับป๋านั้น ตั้งประทับอยู่ณเมืองฮูโต๋ จึงตั้งสุมาอี้เปนที่มหาอุปราช แล้วให้ยกไปตรวจค่ายคูประตูหอรบด่านทางทุกตำบล แล้วสุมาอี้ก็กลับไปเมืองลกเอี๋ยง

พระเจ้าโจยอยก็ให้สร้างปราสาทราชวังในเมืองฮูโต๋ แล้วให้ม้ากิ้นเปนแม่กองคุมนายช่างสามหมื่น ลูกมือสำหรับใช้ทำการสามสิบหมื่นไปสร้างปราสาทแลซ่อมแปลงค่ายคูประตูหอรบณเมืองลกเอี๋ยง แลให้ทำปราสาทนั้นสูงยี่สิบวา ม้ากิ้นก็คุมนายจ้างไปทำการอยู่ณเมืองลกเอี๋ยง ตังสิมขุนนางเห็นคนทั้งปวงได้ความลำบากนักจึงทูลพระเจ้าโจยอยว่า อันจะทำการเมืองเปนช้านานรออยู่ฉนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าช่างทั้งปวงได้ความลำบากนัก ประการหนึ่งเกลือกว่าข้าศึกรู้จะยกจู่มา ฝ่ายเมืองเราจะกะเกณฑ์สู้รบไม่ทันก็จะเสียแก่ข้าศึก ขอให้งดการไว้ บำรุงทหารไพร่บ้านพลเมืองให้พร้อมดีกว่า แม้มีการสงครามมาจะได้กะเกณฑ์สดวก

พระเจ้าโจยอยได้ฟังดังนั้นก็โกรธ แต่มิได้ว่าประการใด ขุนนางซึ่งชังตังสิมนั้นทูลยุยงจะให้ฆ่าตังสิมเสีย พระเจ้าโจยอยจึงตอบว่า ตังสิมเปนคนเก่ามีความชอบอยู่ ซึ่งจะฆ่าเสียนั้นไม่ได้ พระเจ้าโจยอยจึงถอดตังสิมออกจากที่ขุนนางแล้วห้ามว่า สืบไปเมื่อหน้าถ้าผู้ใดขัดขวางมิให้สร้างเมืองลกเอี๋ยงก็จะให้ตัดสีสะเสีย เตียวบ้อเห็นไพร่ได้รับความลำบากนักก็ทูลห้ามพระเจ้าโจยอยว่า อย่าให้สร้างเมืองลกเอี๋ยงเลย พระเจ้าโจยอยจึงให้เอาตัวเตียวบ้อไปฆ่าเสีย แล้วยกไปอยู่เมืองลกเอี๋ยงให้หาตัวม้ากิ้นไปถามว่า เราจะให้สร้างปราสาทให้สูงกว่านี้ หวังจะขอยาเทพดามากินจะได้จำเริญอายุ

ม้ากิ้นจึงทูลว่า ครั้งพระเจ้าฮั่นบู๊เต้นั้นชรา[๑] สร้างปราสาทสูงสามสิบวา แล้วเอาทองแดงมาหล่อรูปคนมีมือชูถาดรองน้ำค้างอยู่ปลายเสาทองแดงทะลุขึ้นไปตามหลังคา จึงสมมุติว่าน้ำสุรามฤตย์ เอามาละลายยาเสวยเปนอัตราหวังจะให้เปนหนุ่มขึ้น แลพระเจ้าฮั่นบู๊เต้จึงมีอายุยืน พระเจ้าโจยอยแจ้งดังนั้นก็มีความยินดี จะใคร่ให้อายุยืนบ้าง จึงให้ม้ากิ้นคุมทหารหมื่นหนึ่งไปยกรูปคนทองแดงณเมืองเตียงอั๋น ม้ากิ้นครั้นมาถึงเมืองเตียงอั๋นจึงให้ทำนั่งร้านขึ้นไป แล้วผูกรูปทองแดงนั้นหย่อนลงมาตามเสารอก ครั้นลงมาถึงพื้นแผ่นดินเห็นรูปคนทองแดงนั้นน้ำตาไหลออกมาทั้งสองข้าง พอบังเกิดมืดฟ้ามัวฝนลมพายุใหญ่พัดหนัก ปราสาทแลเสาทองแดงก็หักลงมาทับทหารซึ่งไปนั้นตายประมาณพันเศษ ม้ากิ้นจึงให้เอาคนทองแดงนั้นใส่เลื่อนลากมาถวายพระเจ้าโจยอย แล้วทูลตามมีอัศจรรย์ทุกประการ พระเจ้าโจยอยจึงถามว่า เสาทองแดงซึ่งหักลงนั้นอยู่ไหนเล่า ม้ากิ้นจึงทูลว่า เสาทองแดงนั้นหนักถึงร้อยหมื่นชั่ง ซึ่งจะลากมานั้นไม่ได้

พระเจ้าโจยอยจึงให้ม้ากิ้นคุมทหารกลับไปยกเสาทองแดงนั้นมาได้สิ้น แล้วให้หล่อรูปคนสองคนเรียกชื่อฮองต๋ง จึงให้เอาไปตั้งไว้ประตูวังอันชื่อสุมา แล้วให้ทำหงส์ตัวหนึ่งมังกรตัวหนึ่งเอาไปตั้งไว้หน้าปราสาท ให้สร้างสวนในวังปลูกต้นไม้มีดอกแลผลเปนอันมาก จึงให้เอานกเนื้อกวางทรายมาเลี้ยงไว้ในสวน แลรูปทองแดงซึ่งเอามาแต่เมืองเตียงอั๋นนั้นก็ทั้งไว้ในสวนสำหรับจะได้ชมเล่น ให้จัดหญิงรูปงามไว้ณะตำหนักในสวนเปนอันมาก แล้วให้ม้ากิ้นตรวจตรากำชับนายช่างให้เร่งทำปราสาทให้แล้วจงเร็ว

ขุนนางทั้งปวงทูลทัดทานมิให้ทำปราสาท พระเจ้าโจยอยก็ไม่ฟัง ม้ากิ้นก็ตรวจตราให้นายช่างทำตามรับสั่ง แลพระเจ้าโจยอยมีพระมะเหษีชื่อนางมอซือ อยู่ด้วยกันมาแต่พระเจ้าโจผียังเสวยราชอยู่ บัดนี้พระเจ้าโจยอยมีพระสนมคนหนึ่ง ชื่อนางโกยฮุยหยิน พระเจ้าโจยอยรักยิ่งกว่านางมอซือ ด้วยการใช้สอยมีอัชฌาสัย ขณะนั้นพระเจ้าโจยอยอยู่กับนางโกยฮุยหยิน มิได้ออกว่าราชการประมาณเดือนเศษ

ครั้นอยู่มาเดือนห้าปีระกานพศก เปนเทศกาลดอกไม้งาม พระเจ้าโจยอยจึงพานางโกยฮุยหยินลงมาชมสวนดอกไม้ แล้วเสพสุราอยู่ด้วยกัน นางโกยฮุยหยินจึงทูลว่า ไฉนพระองค์ไม่ให้เชิญนางมอซือมาเสพย์สุราด้วย พระเจ้าโจยอยจึงตอบว่า เจ้าจะให้นางมอซือมาด้วยนั้นเห็นเราจะเสพย์สุราไม่ลงฅอ แล้วห้ามสาวใช้ทั้งปวงอย่าให้ไปบอกนางมอซือว่าเราพานางโกยฮุยหยินมาชมสวน แล้วก็ให้นางพนักงานขับบำเรอ

ฝ่ายนางมอซือมิได้เห็นพระเจ้าโจยอยเสด็จมาถึงเดือนเศษแล้วก็ไม่สบายใจ วันนั้นมิได้รู้ว่าพระเจ้าโจยอยลงไปชมสวน นางมอซือจึงพานางสาวใช้ประมาณสิบสองคนไปณตำหนักซุยฮัวเหลา หวังจะให้สบายใจ พอได้ยินเสียงคนขับร้องจึงถามนางผู้รักษาตำหนักว่าเสียงขับร้องที่ไหน นางนั้นก็ทูลว่าพระเจ้าโจยอยพานางโกยฮุยหยินมาชมสวนดอกไม้ นางบำเรอจึงขับถวาย นางมอซือได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งมีความวิตกเปนอันมาก จงพาข้าสาวใช้กลับไปตำหนักที่อยู่

ครั้นเวลารุ่งเช้านางมอซือจึงเดิรไปตามถนนที่ข้างในหว่างตำหนักสองข้าง พอพบพระเจ้าโจยอยนางมอซือหัวเราะแล้วทูลว่า เวลาวานนี้พระองค์เสด็จไปประพาสสวนดอกไม้ ข้าพเจ้าเห็นจะมีความสนุกสบายหาที่สุดมิได้ พระเจ้าโจยอยได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงให้ขันทีจับข้าสาวใช้ซึ่งอยู่ในสวนมาแล้วถามว่า เวลาวันวานนี้กูได้กำชับไว้ เหตุใดมึงจึงเอาเนื้อความไปบอกแก่นางมอซือ แล้วสั่งขันทีให้เอาตัวสาวใช้ทั้งนั้นไปส่งแก่บูซูให้ฆ่าเสีย นางมอซือได้ฟังดังนั้นก็ตกใจจึงกลับมาที่อยู่

ฝ่ายพระเจ้าโจยอยโกรธนางมอซือเปนอันมาก จึงส่งกระบี่กับสุรายาพิษแลแพรดำสำหรับรัดคอให้ขันทีแล้วสั่งว่า นางมอซือนั้นโทษผิดใหญ่หลวงนัก จงเอาของสามสิ่งนี้ไปทำโทษนางมอซือตามแต่จะควรด้วยของสิ่งใด ขันทีก็รับเอาของนั้นมาทำโทษแก่นางมอซือจนถึงแก่ความตาย พระเจ้าโจยอยก็ตั้งนางโกยฮุยหยินขึ้นเปนพระมเหษี

ครั้นอยู่มามีหนังสือบูขิวเคียมเจ้าเมืองอิ๋วจิ๋ว บอกมาให้ทูลพระเจ้าโจยอยว่า กองซุนเอี๋ยนบุตรก๋งซุนของเจ้าเมืองเสียวตั๋งคิดขบถ ยกตัวเปนเจ้าเอียนอ๋อง ตั้งแต่งขุนนางขึ้นเปนอันมาก ให้สร้างเวียงวังค่ายคูประตูหอรบไว้เปนมั่นคง แล้วซ่องสุมทแกล้วทหารได้ร้อยหมื่นจะยกมาตีเมืองลกเอี๋ยง พระเจ้าโจยอยแจ้งดังนั้นก็ตกใจ จึงให้หาสุมาอี้แลขุนนางทั้งปวงเข้ามาปรึกษา สุมาอี้จึงทูลว่า ซึ่งกองซุนเอี๋ยนมีใจกำเริบคิดขบถต่อพระองค์นั้น ข้าพเจ้าจะขออาสาคุมทหารสี่หมื่นในสมัคพรรคพวกข้าพเจ้าจะยกไปตีเอาเมืองเสียวตั๋ง จับตัวกองซุนเอี๋ยนให้จงได้

พระเจ้าโจยอยจึงตรัสว่า ซึ่งท่านรับอาสานี้ขอบใจนัก แต่ซึ่งจะไปนั้นเราเห็นว่าทหารก็น้อยทางก็ไกลกันดาร เกลือกจะมิได้ราชการ สุมาอี้จึงทูลว่า อันการสงครามนั้น ใช่มีทหารมากจึงได้ชัยชนะนั้นหามิได้ ซึ่งข้าพเจ้าจะยกไปครั้งนี้ ถึงมาทว่าทหารน้อยก็จะขอทำด้วยความคิดแลเอาบารมีของพระองค์ปกไปเปนที่พึ่ง เห็นจะมีชัยชนะแก่ข้าศึกเปนมั่นคง

พระเจ้าโจยอยจึงถามว่า ท่านคะเนเห็นกองซุนเอี๋ยนจะคิดอ่านรบพุ่งประการใด สุมาอี้จึงทูลว่า แม้กองซุนเอี๋ยนทิ้งเมืองเสียหนีไปซุ่มซ่อนอยู่ในป่า เห็นจะติดตามขัดสนด้วยไม่เจนทาง ข้อนี้เห็นว่ากองซุนเอี๋ยนคิดการศึกเปนเอก ข้อหนึ่งถ้ากองซุนเอี๋ยนยกออกมาตั้งค่ายอยู่หน้าเมืองเสียวตั๋งนั้น เปนความคิดโท ข้อหนึ่งแม้กองซุนเอี๋ยนยกมาตั้งอยู่ณเมืองเซียงเป๋งเปนแดนต่อแดนนั้น เปนความคิดตรี เห็นจะจับกองซุนเอี๋ยนได้เปนมั่นคง

พระเจ้าโจยอยจึงถามว่า ท่านจะยกไปครั้งนี้จะช้าเร็วสักเท่าใด สุมาอี้จึงทูลว่า อันทางจะไปเมืองเสียวตั๋งนั้นไกลกันดารนักข้าพเจ้าคะเนทางจะไปถึงนั้นสักร้อยวัน จะทำการสงครามก็สักร้อยวันจะกลับมาก็สักร้อยวัน จะหยุดพักทั้งไปทั้งมานั้นสักหกสิบวัน ครบปีหนึ่งจึงจะได้กลับมาถึงเมืองหลวง พระเจ้าโจยอยจึงว่า ท่านจะไปช้าถึงปีหนึ่ง แม้กองทัพเมืองเสฉวนหรือเมืองกังตั๋งยกมาทำอันตรายเมืองเราจะทำประการใด สุมาอี้จึงทูลว่าพระองค์อย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าคิดอ่านจัดทหารไว้รักษาเมืองพร้อมอยู่แล้ว พระเจ้าโจยอยมีความยินดีจึงว่าถ้าดังนั้นแล้วท่านจะไปก็ตามเถิด สุมาอี้ก็ถวายบังคมลาออกมาจัดทหารในพรรคพวกได้สี่หมื่น ให้โฮจุ๋นคุมทหารเปนกองหน้า ครั้นได้ฤกษ์สุมาอี้ก็ยกกองทัพออกจากเมืองลกเอี๋ยงหวังจะไปตีเมืองเสียวตั๋ง

ฝ่ายม้าใช้เห็นดังนั้นก็รีบไปบอกกองซุนเอี๋ยนว่า สุมาอี้ยกมาจะทำอันตรายเมืองเรา กองซุนเอี๋ยนได้ฟังดังนั้นก็ให้บีเอี๋ยนกับเอียวจอคุมทหารแปดหมื่นออกไปตั้งรับอยู่ตำบลเลียวซุนพ้นแดนเมืองเซียงเป๋ง ปีเอี๋ยนเอียวจอก็ยกมาถึงจึงให้ตั้งค่ายมั่นกว้างสองร้อยเส้น แล้วให้ขุดคูรอบตรวจตราทหารให้รักษาไว้มั่นคง

ฝ่ายโฮจุ๋นกองหน้าครั้นยกมาถึงเห็นดังนั้น จึงให้ม้าใช้ไปบอกสุมาอี้ ๆ จึงปรึกษากับทหารทั้งปวงว่า ซึ่งกองซุนเอี๋ยนให้ทหารมาตั้งขัดตาทัพอยู่ณตำบลเลียวซุนนั้น หวังจะแกล้งหน่วงไว้ให้ช้าจะให้กองทัพเราขาดสะเบียง อันทหารซึ่งออกมาตั้งอยู่นี้เห็นจะมากกว่าทหารในเมือง เราจำจะยกอ้อมเข้าไปตีเอาเมืองเซียงเป๋งเปนที่แดนต่อแดนให้ได้แล้วจึงจะคิดการต่อไป ผู้ใดจะเห็นประการใด ทหารทั้งปวงเห็นชอบด้วย สุมาอี้จึงให้ยกกองทัพอ้อมทางไปข้างทิศใต้

ฝ่ายปีเอี๋ยนเอียวจอจึงปรึกษากันว่า ครั้งขงเบ้งยกไปตั้งอยู่ณเขากิสาน สุมาอี้แกล้งหน่วงไว้มิได้ออกรบพุ่งจนขงเบ้งตาย อันกองทัพสุมาอี้ยกมาครั้งนี้ทางไกลถึงสิบหมื่นเส้น เราจงตั้งมั่นอยู่อย่าออกรบพุ่งกับสุมาอี้เลย แม้สุมาอี้ขาดสะเบียงก็จะเลิกทัพถอยไป เราจึงคุมทหารออกไล่โจมตีเห็นจะจับสุมาอี้ได้ พอม้าใช้มาบอกว่าสุมาอี้ยกอ้อมเข้าไปจะตีเอาเมืองเซียงเป๋ง ปีเอี๋ยนตกใจจึงปรึกษากับเอียวจอว่า สุมาอี้ยกอ้อมไปนั้นเพราะคิดว่าทหารในเมืองเซียงเป๋งน้อย ซึ่งเราจะตั้งอยู่ที่นี้ไม่ได้ จำจะถอยเข้าไปช่วยจึงจะควร เอียวจอเห็นชอบด้วยก็เลิกทัพกลับเข้าไป

ฝ่ายม้าใช้เห็นดังนั้นก็รีบไปบอกสุมาอี้ว่า บัดนี้ปีเอี๋ยนเอียวจอเลิกทัพถอยเข้ามาหวังจะช่วยเมืองเซียงเป๋ง สุมาอี้แจ้งดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า ซึ่งปีเอี๋ยนเอียวจอถอยเข้ามานี้เห็นจะสมความคิดเรา จึงสั่งแฮหัวป๋ากับแฮหัวฮุย ให้คุมทหารไปซุ่มสกัดอยู่ริมแม่นํ้าเจซุ้ย ถ้าเห็นกองทัพเมืองเสียวตั๋งถอยเข้ามา ก็ให้ขับทหารออกโจมตีกระหนาบเอาชัยชนะให้ได้ แฮหัวป๋าแฮหัวฮุยก็คุมทหารไปซุ่มอยู่ ครั้นเห็นปีเอี๋ยนเอียวจอยกมาก็ให้จุดประทัดสัญญาขึ้น แล้วแฮหัวป๋าแฮหัวฮุยก็คุมทหารตีกระหนาบออกมา ฝ่ายปีเอี๋ยนเอียวจอไม่ทันรู้ตัวเสียที จึงพาทหารรบฝ่าออกไปข้างทิศเหนือ พอพบกองซุนเอี๋ยนคุมทหารยกมาข้างเขาซิวสาน ปีเอี๋ยนเอียวจอจึงบอกเนื้อความทั้งปวงให้ฟัง แล้วพากองซุนเอี๋ยนยกกลับมาถึงริมแม่นํ้าเจซุ้ย ปีเอี๋ยนจึงขับม้าขึ้นไปหน้าทหารแล้วร้องว่า อ้ายเหล่าศัตรูมึงอย่าคิดกลศึกอยู่ให้ช้า จงเร่งออกมารบกับกูให้เห็นฝีมือกันไว้

แฮหัวป๋าได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ขับม้ารำง้าวออกไปรบได้สามเพลง แฮหัวป๋าฟันถูกปีเอี๋ยนตกม้าตาย แล้วไล่ฆ่าฟันทหารล้มตายเปนอันมาก กองซุนเอี๋ยนเห็นจะต้านทานมิได้ก็พาเอียวจอกับทหารทั้งปวงถอยหนีเข้าไปในเมืองเซียงเป๋ง แล้วให้ปิดประตูเมืองเกณฑ์ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้ ม้าใช้จึงเอาเนื้อความไปบอกสุมาอี้ ๆ ได้แจ้งดังนั้นก็รีบยกเข้าไปตั้งค่ายล้อมเมืองเซียงเป๋งไว้

ขณะนั้นเปนเทศกาลวสันตฤดู ฝนตกทั้งกลางวันกลางคืนถึงเดือนเศษ น้ำท่วมแผ่นดินลึกประมาณสองศอกเศษ สะเบียงซึ่งส่งมานั้นมิได้ขาดเปนแต่สะเทินนํ้าสะเทินบก แลทหารกับม้าในกองทัพสุมาอี้นั้นได้ความลำบากด้วยน้ำท่วม ปวยเกงสารวัดขวาจึงว่าแก่สุมาอี้ว่า ฝนตกถึงเดือนเศษแล้วยังไม่สงบ ทหารทั้งปวงได้ความลำบากด้วยน้ำท่วม ขอให้เลิกค่ายขึ้นไปตั้งอยู่บนเนินเขา แม้ฝนตกสงบแล้วเมื่อใดจึงคิดการต่อไป

สุมาอี้ได้ฟังก็โกรธจึงว่า เรามาตั้งล้อมเมืองเซียงเป๋งไว้ เห็นจะจับตัวกองซุนเอี๋ยนได้ในวันพรุ่งนี้แล้ว เหตุใดมาว่าจะให้การเนิ่นช้าไปฉนี้ แล้วประกาศแก่นายหมวดนายกองทั้งปวงว่า แต่นี้สืบไปอย่าให้ผู้ใดมาว่ากล่าวเหมือนปวยเกงเลย ผู้ใดไม่ฟังเราจะให้ตัดสีสะเสียบไว้หน้าค่าย

ครั้นเวลารุ่งเช้าชือเหลียนสาระวัดซ้ายจึงเข้าไปว่าแก่สุมาอี้ว่า ข้าพเจ้าเห็นทหารทั้งปวงได้ความลำบากนัก จะนั่งนอนก็จมน้ำอยู่กึ่งตัวบ้าง จะหุงหาอาหารก็ไม่ใคร่จะได้ ขอให้เลิกไปตั้งอยู่ที่ดอนก่อน ถ้าฝนคลายลงเมื่อใดจึงยกเข้ามาล้อมเมืองไว้ดังเก่า สุมาอี้ได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงว่าตัวเราเปนแม่ทัพถืออาญาสิทธิ์ได้ออกปากห้ามแล้ว เหตุใดตัวจึงไม่ฟัง บังอาจล่วงอาญาจะให้เสียการของเรา จึงให้ทหารเอาตัวชือเหลียนไปฆ่าเสีย แล้วตัดเอาสีสะมาเสียบไว้หน้าค่าย มิให้ทหารทั้งปวงดูเยี่ยงอย่าง บันดานายทหารเห็นดังนั้นก็กลัว มิได้ว่ากล่าวทัดทาน

ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง สุมาอี้จึงให้เลิกค่ายถอยออกไปตั้งอยู่ไกลเมืองประมาณสองร้อยเส้น หวังจะให้ชาวเมืองเซียงเป๋งแลทหารออกมาหากินจะได้เกลี้ยกล่อม ตันก๋นมีความสงสัยจึงถามสุมาอี้ว่า ครั้งเมื่อท่านยกไปรบเบ้งตัดนั้น ท่านแบ่งทหารออกเปนแปดทาง ยกไปแปดวันก็ถึงเมืองซงหยง จึงคิดอ่านรบพุ่งจับเอาตัวเบ้งตัดได้ ท่านก็มีความชอบเปนอันมาก ครั้งนี้ท่านยกกองทัพมาก็มีทหารแต่สีหมื่น ทางก็ไกลถึงสิบหมื่นเส้น เหตุใดท่านจึงมาตั้งนิ่งอยู่มิได้ยกเข้าไปตีเอาเมืองให้ได้ ข้าพเจ้าเห็นว่าจะแกล้งทรมานทหารให้ลำบากด้วยนํ้าแลฝน แล้วเลิกออกไปตั้งค่ายอยู่ไกลเมืองฉนี้ จะให้ชาวเมืองออกมาหากินให้มีกำลังขึ้นหรือ

สุมาอี้ได้ฟังดังนั้นก็ทัวเราะแล้วตอบว่า เมื่อยกไปรบเมืองซงหยงนั้น ทหารเราก็มาก แต่สะเบียงก็น้อยกว่าเขา เราจึงรีบทำการโดยเร็วก็จับตัวเบ้งตัดได้ เรายกมาครั้งนี้ทหารกองซุนเอี๋ยนมีมาก แต่สะเบียงนั้นน้อยกว่าเรา ๆ จึงคิดอ่านหนักหน่วงไว้มิได้รบพุ่ง ซึ่งยกออกมาตั้งอยู่ไกลเมืองนี้ เพราะจะให้ทหารกองซุนเอี๋ยนซึ่งอดหยากเข้าปลาอาหารหนีออกจากเมือง เมื่อเห็นกำลังกองซุนเอี๋ยนน้อยลงแล้ว เราจึงจะให้ยกกองทัพเข้าโจมตีเอาเมือง ก็จะจับตัวกองซุนเอี๋ยนได้โดยง่าย ตันกุ๋นแจ้งดังนั้นก็คำนับแล้วสรรเสริญว่า ความคิดท่านนี้ควรเปนแม่ทัพหลวง

สุมาอี้จึงให้ทหารกองหนึ่งไปขอสะเบียงณเมืองลกเอี๋ยง หวังจะได้เพิ่มเติมไว้มิให้อดหยาก ทหารทั้งปวงนั้นรับคำสุมาอี้แล้ว ก็รีบไปบอกความทั้งปวงแก่ขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองหลวง ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยแจ้งดังนั้นปรึกษากัน แล้วกราบทูลพระเจ้าโจยอยว่า สุมาอี้ยกกองทัพไปตีเมืองเสียวต๋งครั้งนี้เปนเทศกาลฝน ทหารแลม้าได้ความลำบากด้วยนํ้าท่วม บัดนี้ให้มาขอสะเบียง ขอให้มีหนังสือไปให้สุมาอี้เลิกกองทัพมาก่อน ต่อเทศกาลแล้งจึงให้ยกไปตีเอาเมืองเสียวตั๋งก็จะได้โดยง่าย พระเจ้าโจยอยแจ้งดังนั้นจึงตรัสว่า ท่านทั้งปวงอย่าวิตกเลย อันสุมาอี้นั้นมีสติปัญญาทั้งชำนาญในการสงคราม ไม่ช้านักก็จะรู้ข่าวว่าสุมาอี้มีชัยชนะแก่กองซุนเอี๋ยน แล้วก็สั่งให้จ่ายสเบียงให้ทหารสุมาอี้

ฝ่ายสุมาอี้เมื่อให้ทหารไปขอสะเบียงแล้ว อยู่มาสามวันเวลากลางคืนฝนมิได้ตก สุมาอี้ออกไปดูฤกษ์บนเห็นอุกาบาทว์ผ่านมาแต่ทิศตวันออกเฉียงเหนือณเขาซิวสาน ตกลงข้างทิศตวันออกเฉียงใต้ ทหารในกองทัพก็ตกใจกลัว สุมาอี้จึงห้ามว่าอย่าตกใจเลย อันเปนเหตุทั้งนี้เพราะเทพดาสำแดงเหตุจะให้เรามีชัยชนะแก่ข้าศึก พ้นไปจากนี้ห้าวันเมืองเซียงเป๋งก็จะเสียแก่เรา ซึ่งอุกาบาทว์ตกลงแห่งใดเราก็จะได้ฆ่ากองซุนเอี๋ยนในที่นั้น พรุ่งนี้เราจะยกเข้าไปทำการตีเมืองเซียงเป๋ง

ครั้นเวลารุ่งเช้าสุมาอี้ก็ให้ทหารยกเข้าตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ จึงให้ขนมูลดินมาถมเปนเนินขึ้นทั้งสี่ด้าน ให้ทำพะองแลบันไดหกเข้าไปพาดรบพุ่งทุกหน้าที่ ให้ทหารเกาทัณฑ์ระดมยิงเข้าไปในเมืองดังห่าฝน ทหารอยู่บนหน้าที่เชิงเทินก็รบพุ่งป้องกันไว้ทั้งกลางวันกลางคืนเปนสามารถ

ขณะนั้นทหารเมืองเซียงเป๋งขัดสนด้วยสเบียงอาหาร กองซุนเอี๋ยนจึงให้ฆ่าโคแพะแจกให้ทหารกิน บรรดาทหารแลไพร่บ้านพลเมืองได้ความลำบากอดหยากนัก จึงชักชวนกันว่า เราจะนิ่งอยู่ฉนี้ก็จะพลอยตายเสียเปล่า จำจะชวนกันตัดเอาสีสะกองซุนเอี๋ยนออกไปให้สุมาอี้ เราจึงจะพ้นความตาย เมื่อชาวเมืองทั้งปวงชักชวนกันดังนั้นมิได้กลัวกองซุนเอี๋ยน ๆ แจ้งดังนั้นก็ตกใจมิได้คิดที่จะรบพุ่ง จึงให้อองเกี๋ยนกับลิวฮูออกไปว่าแก่สุมาอี้ว่า เราจะขอเข้าเกลี้ยกล่อม อองเกี๋ยนกับลิวฮูรับคำแล้วก็ออกไปกับคนใช้สี่คน แล้วบอกทหารให้พาเข้าไปคำนับสุมาอี้แล้วว่า กองซุนเอี๋ยนให้ข้าพเจ้าออกมาอ่อนน้อมว่าจะขอเข้าเกลี้ยกล่อมทำราชการสืบไป

สุมาอี้แจ้งดังนั้นก็โกรธ จึงว่ากองซุนเอี๋ยนดูหมิ่นมิได้ออกมาคำนับเรา ใช้แต่ทหารออกมานี้เห็นจะคิดร้ายแก่เรา แล้วให้เอาตัวอองเกี๋ยนลิวฮูไปฆ่าเสีย ตัดเอาสีสะให้แก่คนใช้ซึ่งมาด้วยนั้นเอาเข้าไปให้กองซุนเอี๋ยน แล้วบอกเนื้อความให้ฟังทุกประการ กองซุนเอี๋ยนแจ้งดังนั้นก็ตกใจ จึงสั่งให้โอยเอี๋ยนออกไปว่าแก่สุมาอี้ว่า อย่าเพ่อให้ท่านโกรธเลย พรุ่งนี้เราจะให้เอากองซุนสิวผู้บุตรออกไปไว้เปนจำนำก่อน แล้วเรากับขุนนางทั้งปวงจึงจะทำโทษตัวมัดกันออกไปหาสุมาอี้ โอยเอี๋ยนรับคำแล้วก็ออกไปจากเมือง

ขณะนั้นสุมาอี้รู้ข่าวว่ากองซุนเอี๋ยนให้โอยเอี๋ยนออกมา ก็แกล้งให้ทหารถืออาวุธย่นข้างหน้าเปนสองแกว โอยเอี๋ยนครั้นออกมาถึงหน้าค่ายก็คลานเข้าไปคำนับสุมาอี้ด้วยความกลัว แล้วบอกเนื้อความซึ่งกองซุนเอี๋ยนว่าทุกประการ สุมาอี้จึงตอบว่า อันธรรมดาการสงครามนี้มีอยู่ห้าประการ ประการหนึ่งเห็นว่าจะต้านทานได้ก็ให้คิดออกมารบพุ่งจงสามารถ ประการหนึ่งถ้าเห็นสู้มิได้ก็อย่าออกมารบพุ่งให้รักษาเมืองจงมั่นคง ประการหนึ่งถ้ารักษาเมืองไว้ไม่ได้ให้หนีเอาตัวรอด ประการหนึ่งแม้ไม่หนีก็ให้ออกมาอ่อนน้อมโดยดีจะมีชีวิตสืบไป ประการหนึ่งถ้าไม่ออกมาอ่อนน้อมโดยดีก็ควรที่จะตาย เหตุใดกองซุนเอี๋ยนจึงบิดพลิ้วอยู่ให้แต่ทหารออกมาเจรจาว่าจะเอาบุตรมาไว้เปนจำนำก่อนไม่ควร ตัวจงเร่งกลับไปบอกกองซุนเอี๋ยนให้เร่งคิดอ่านโดยดีจึงจะรอดชีวิต ถ้าขัดขวางอยู่เราจับได้ก็จะให้ตัดสีสะเสียบไว้ที่ประตูเมือง โอยเอี๋ยนตกใจตัวสั่น คำนับลาเข้ามาบอกกองซุนเอี๋ยนทุกประการ กองซุนเอี๋ยนได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงลอบบอกกองซุนสิวผู้บุตรให้จัดทหารซึ่งสนิธไว้ เวลากลางคืนวันนี้เราจะหนีออกจากเมือง

ฝ่ายสุมาอี้คิดเกรงว่ากองซุนเอี๋ยนจะลอบหนีออกจากเมืองเซียงเป๋ง จึงยกไปริมเนินเขาข้างตวันออกเฉียงใต้ แล้วให้บุตรทั้งสองกับนายทหารตั้งซุ่มสกัดอยู่เปนหลายกอง ครั้นเวลากลางคืนกองซุนเอี๋ยนกองซุนสิว กับทหารสนิธประมาณพันหนึ่ง ก็เปิดประตูทิศใต้หนีไปข้างทิศอาคเณย์ประมาณร้อยเส้น กองซุนเอี๋ยนจึงว่า ครั้งนี้เห็นจะพ้นจากเงื้อมมือข้าศึกแล้ว ครั้นว่าขาดคำลงพอได้ยินเสียงทหารโห่ขึ้นบนเนินเขาทั้งสองข้างทาง แลเห็นสุมาอี้คุมทหารมาสกัดทางไว้ ข้างขวาสุมาสูฝ่ายซ้ายสุมาเจียวคุมทหารตีกระหนาบออกมา สุมาสูสุมาเจียวร้องว่าอ้ายกองซุนเอี๋ยนเปนขบถแล้วจะหนีไปไหนเล่า กองซุนเอี๋ยนได้ยินดังนั้นก็ยิ่งตกใจ จึงพากองซุนสิวกับทหารรบฝ่าหนีออกมาได้แล้วลัดไปตามทางน้อย พอพบโฮจุ้นคุมทหารสกัดอยู่ ข้างขวาแฮฮัวป๋ากับแฮหัวฮุย ฝ่ายซ้ายเตียวฮอกับงักหลิมตีกระหนาบเข้ามาล้อมกองซุนเอี๋ยนไว้ สุมาอี้ก็ยกตามไป กองซุนเอี๋ยนเห็นจวนตัวเข้า ก็พาบุตรลงจากม้าเข้ามาคำนับสุมาอี้ ว่าข้าพเจ้าจะขอทำราชการด้วยสืบไป สุมาอี้ได้ฟังดังนั้นจึงว่าแก่ทหารทั้งปวงว่า เราเห็นอุกาบาทว์ตกแลได้ทำนายไว้ว่า พ้นกำหนดห้าวันจะจับกองซุนเอี๋ยนได้ แต่วันอุกาบาทว์ตกมาจนวันนี้ ก็นับได้ห้าวันเราจึงได้ตัวกองซุนเอี๋ยน ทหารทั้งปวงได้ฟังก็สรรเสริญว่าทำนายแม่นดังเทพดามาบอกเหตุ สุมาอี้จึงว่ากองซุนเอี๋ยนนี้มีใจกำเริบนัก ซึ่งจะเลี้ยงไว้นั้นไม่ได้ ให้ทหารเอาตัวกองซุนเอี๋ยนกับกองซุนสิวไปฆ่าเสีย แล้วสุมาอี้ก็ยกไปถึงเชิงกำแพงเมืองเสียวตั๋ง พอโฮจุ้นกองหน้ารีบยกมาได้เมืองเสียวตั๋งก่อน สุมาอี้ยกเข้าไปในเมืองให้จับบุตรภรรยาพรรคพวกกองซุนเอี๋ยน กับขุนนางซึ่งเปนใจด้วยนั้นมาฆ่าเสียประมาณเจ็ดสิบเศษ แล้วปราบปรามอาณาประชาราษฎรให้อยู่เย็นเปนสุข ชาวเมืองจึงบอกสุมาอี้ว่า เมื่อกองซุนเอี๋ยนคิดเปนขบถนั้นแก่หวนกับลุนติดได้ห้ามกองซุนเอี๋ยนโกรธให้เอาตัวแก่หวนลุนติดไปฆ่าเสีย สุมาอี้ได้ฟังดังนั้นจึงให้แต่งการศพแก่หวนลุนติดแล้วให้ฝังไว้ตามธรรมเนียม ให้เงินทองแก่บุตรภรรยาแก่หวนลุนติดตามสมควร แลให้เอาเงินทองสิ่งของในคล้งนั้นมาแจกทแกล้วทหารทั้งปวง แล้วยกกองทัพกลับมาถึงกลางทาง จึงให้ม้าใช้รีบเอาเนื้อความมาทูลพระเจ้าโจยอยว่าได้เมืองเสียวตั๋งแล้ว

ฝ่ายพระเจ้าโจยอยไม่สบายยกมาอยู่เมืองฮูโต๋ ครั้นเวลาพลบคํ่าวันหนึ่งพระเจ้าโจยอยเสด็จอยู่บนปราสาท พอลมพัดมาเทียนยามนั้นดับไป จึงเห็นรูปนางมอซือกับสนมเก้าคนสิบคนเดิรเข้ามาแล้วร้องทวงชีวิต พระเจ้าโจยอยตกใจกัประชวรลง จึงให้หาเล่าฮองแลซุนจูซึ่งเปนขุนนางผู้ใหญ่กับโจฮูบุตรพระเจ้าโจผีเข้ามาแล้วว่า เรานี้ป่วยหนักอยู่ จะให้โจฮองบุตรเราครองราชสมบัติสืบไป แต่อายุโจฮองพึ่งได้แปดขวบ ให้โจฮูช่วยว่าราชการไปกว่าโจฮองจะเจริญอายุขึ้น แล้วเล่าฮองซุนจูนั้นให้เปนขุนนางผู้ใหญ่คงที่อยู่ โจฮูได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า ตัวเราสัตย์ซื่อทั้งมีใจกรุณาแก่คนทั้งปวง ซึ่งจะช่วยราชการนั้นไม่ควร แล้วทูลว่าข้าพเจ้านี้สติปัญญาน้อย ซึ่งจะให้ช่วยว่าราชการเมืองนั้นไม่ได้

พระเจ้าโจยอยจึงถามเล่าฮองซุนจูว่า จะเห็นผู้ใดซึ่งเปนพระญาติวงศ์อันมีนํ้าใจสัตย์ซื่อ พอช่วยประคองโจฮองว่าราชการเมืองได้ เล่าฮองซุนหองซุนจูจึงคิดพร้อมกันว่า โจจิ๋นนั้นได้มีคุณแก่เรา บัดนี้โจจิ๋นก็ตายแล้วยังแต่โจซองผู้บุตร เราจะพิททูลให้โจซองช่วยโจฮองว่าราชการเมืองเถิด จะได้แทนคุณโจจิ๋นผู้ตาย แล้วทูลว่าข้าพเจ้าเห็นโจซองบุตรโจจิ๋นนั้นสัตย์ซื่อพอจะช่วยโจฮองว่าราชการแผ่นดินได้ พระเจ้าโจยอยเห็นชอบด้วย จึงตั้งโจซองเปนผู้ช่วยราชการ ให้โจฮูเปนที่เอี๋ยนอ๋องไปอยู่รักษาเมืองเสียวตั๋ง แล้วสั่งว่าถ้าเรามีหนังสือให้หาจึงให้เข้ามา โจฮูกราบถวายบังคมลาแล้วยกไปเมืองเสียวตั๋ง

พระเจ้าโจยอยจึงให้ออกไปรับสุมาอี้เข้ามาแล้วว่า เราป่วยหนักอยู่แล้ว เราเอาใจไว้ถ้าแต่พอได้เห็นหน้าท่านหน่อยหนึ่งเถิด ถึงมาทว่าจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต สุมาอี้จึงทูลว่า ข้าพเจ้ามาถึงกลางทางแจ้งกิตติศัพท์ว่าพระองค์ประชวรหนักก็ไม่มีความสบายเลย แม้มีปีกก็จะรีบบินมาให้ถึงก่อน ซึ่งข้าพเจ้าได้มาทันถวายบังคมเปนบุญของข้าพเจ้านัก พระเจ้าโจยอยจึงให้หาโจฮองผู้บุตรกับโจซองผู้ช่วยราชการแลเล่าฮองซุนจูเข้ามา พระเจ้าโจยอยจึงยุดมือสุมาอี้ไว้แล้วว่า ครั้งเล่าปี่ป่วยหนักอยู่ในเมืองเปกเต้นั้น ให้หาเล่าเสี้ยนขงเบ้งเข้ามาแล้วฝากเล่าเสี้ยนไว้กับขงเบ้ง เล่าปี่ก็ถึงแก่ความตาย ขงเบ้งนั้นตั้งใจทำนุบำรุงเล่าเสี้ยนมาโดยสุจริต จนขงเบ้งถึงแก่ความตายในขณะทำสงคราม เล่าเสี้ยนก็ยังตั้งตัวเปนสุขอยู่ณะเมืองเสฉวน บัดนี้เราจะให้โจฮองครองราชสมบัติ ให้โจซองผู้เปนพระราชวงศ์ ช่วยประคองว่าราชการไปกว่าอายุโจฮองจะจำเริญขึ้น ให้ท่านกับราชวงศ์แลขุนนางทั้งปวงช่วยกันทำนุบำรุงโจฮองสืบไป แล้วว่ากับโจฮองว่าบิดานี้กับสุมาอี้ก็เหมือนกัน แลบัดนี้บิดาก็จะถึงแก่ความตายแล้ว เจ้าจงฝากตัวคำนับสุมาอี้เหมือนบิดาเถิด แล้วให้สุมาอี้อุ้มโจฮองไว้ โจฮองนั้นก็กอดคอสุมาอี้ไว้มั่นคง

พระเจ้าโจยอยจึงรับสั่งกับสุมาอี้ว่า โจฮองนั้นก็มีอาลัยฝากตัวแก่ท่าน ท่านจงเห็นแก่เราอย่าได้ลืมลูกน้อยเสียเลย อันชีวิตเราเห็นจะตายในวันนี้แล้ว ก็ทรงพระกรรแสงรํ่าไปจนเจรจาไม่ออก ยกแต่มือนั้นชี้เข้าที่โจฮองกับสุมาอี้จนสิ้นใจ แลพระเจ้าโจยอยเสวยราชย์ได้สิบสามปี ขณะเมื่อดับสูญนั้นอายุได้สามสิบหกปี สุมาอี้ก็ให้แต่งการศพไปฝังไว้ณตำบลโกเบงเหลง

แลโจฮองนั้นมิได้แจ้งว่าบุตรผู้ใด พระเจ้าโจยอยเอามาเลี้ยงเปนบุตร รักสนิธเหมือนบุตรในอุทร ครั้นอยู่มาณเดือนสามข้างแรม (พ.ศ. ๗๘๓) สุมาอี้กับโจซองแลขุนนางทั้งปวงก็แต่งการตั้งโจฮองให้เสวยราชสมบัติในเมืองหลวง โจซองเปนผู้ช่วยว่าราชการ แลเมื่อโจฮองได้เสวยราชย์นั้น ถ้าจะมีราชการสิ่งใดโจซองก็ปรึกษาหารือสุมาอี้ก่อนจึงตัดสินได้

ขณะเมื่อโจซองยังน้อยอยู่นั้น พระเจ้าโจยอยนับถือว่าเปนเชื้อพระวงศ แล้วเห็นว่ามีสติปัญญา เข้าเฝ้าทุกเวลามิได้ขาด พระเจ้าโจยอยทรงพระเมตตาเปนอันมาก โจซองมีคนใช้สนิธอยู่ห้าคนกับทหารห้าร้อย แลทหารห้าคนนั้นชื่อโฮอั๋นหนึ่ง เตงเหยียงหนึ่ง หลีซินหนึ่ง เตงปิดหนึ่ง บิดห้วนหนึ่ง แม้ห้าคนนี้จะว่าสิ่งใดโจซองก็เชื่อฟัง แลฮวนห้อมขุนนางฝ่ายกรมนานั้น ก็มีสติปัญญาปรากฎอยู่ โจซองก็นับถือฮวนห้อมเปนที่ชอบอัชฌาสัยไปมาหากัน

ครั้นอยู่มาโฮอั๋นจึงว่าแก่โจซองว่า ตัวท่านเปนเชื้อพระวงศ์ พระเจ้าโจยอยก็ให้เปนผู้ช่วยราชการ ข้าพเจ้าเห็นสุมาอี้มีใจกำเริบสูงศักดิ์อยู่ ซึ่งท่านจะไปคำนับสุมาอี้นั้นไม่ควร โจซองจึงตอบว่า สุมาอี้ก็เปนที่อุปราช ตัวเราเปนผู้ช่วยราชการ พระเจ้าโจยอยก็ได้สั่งไว้ให้ประนอมกันทำนุบำรุงบ้านเมืองให้อยู่เย็นเปนสุข สุมาอี้นั้นก็มีอายุแก่กว่าเรา ซึ่งจะมิให้เราคำนับเขานั้นไม่ควร โฮอั๋นจึงว่าโจจิ๋นบิดาท่านครั้งไปรบกับกองทัพเมืองเสฉวนนั้นก็ได้ความแค้นเพราะสุมาอี้ จนบิดาท่านถึงแก่ความตาย แลตัวท่านจะไม่มีความแค้นไปคำนับสุมาอี้นั้นควรอยู่แล้วหรือ

โจซองได้ฟังดังนั้นก็มีความแค้น จึงปรึกษาแก่พรรคพวกว่า เราจำจะคิดอ่านทูลพระเจ้าโจฮองให้เลื่อนที่สุมาอี้ไปเปนอาจารย์ผู้ใหญ่ จะไม่ได้บังคับเรา คนสนิธห้าคนนั้นก็เห็นชอบด้วย โจซองจึงเข้าไปปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า สุมาอี้มีความชอบเปนอันมาก เราจะทูลพระเจ้าโจฮองให้เลื่อนที่ขึ้นไปเปนอาจารย์ผู้ใหญ่ จะได้สั่งสอนโจฮองกับเราท่านทั้งปวง ขุนนางผู้โหญ่ผู้น้อยเห็นชอบด้วย โจซองจึงเข้าไปทูลพระเจ้าโจฮองตามปรึกษากันกับขุนนางทั้งปวงทุกประการ

พระเจ้าโจฮองแจ้งดังนั้นก็ให้สุมาอี้เลื่อนที่เปนอาจารย์ผู้ใหญ่ แลราชการที่อุปราชนั้นให้โจซองว่า โจซองจึงตั้งโจอี้ผู้น้องเปนนายทหารเอก แล้วตั้งโจหุ้นโจง่านน้องน้อยนั้นเปนนายทหารซ้ายขวา แลโจอี้โจหุ้นโจง่านเข้าเฝ้ามีทหารตามแห่คนสามพัน แม้ผู้ใดเดิรผ่านหน้าก็ให้จับเอาตัวไปฆ่าเสีย โจซองจึงตั้งคนสนิธห้าคนเปนขุนนางปรึกษาราชการ แลขุนนางห้าคนนั้นพิทักษ์รักษาโจซองทั้งกลางวันกลางคืน

ในขณะนั้นบ่าวไพร่ขุนนางทั้งปวงชวนกันเข้าอยู่ด้วยโจซองเปนอันมาก ฝ่ายสุมาอี้เห็นดังนั้นก็แกล้งทำป่วยมิได้เข้าเฝ้า สุมาสูสุมาเจียวบุตรสุมาอี้เห็นดังนั้นก็มีความน้อยใจลาออกจากราชการ โจซองกับที่ปรึกษาห้าคนก็ชวนกันเสพย์สุราทุกวันมิได้ขาด โจซองนั้นแต่งตัวเหมือนพระเจ้าโจฮอง ถ้ามีเครื่องบรรณาการหัวเมืองทั้งปวงมาถวาย โจซองก็เลือกเก็บเอาของดีไว้ตามชอบใจ เตียวต๋องขุนนางล้อมวังจึงมายุยงโจซองว่า ให้เข้าไปจัดนางสนมของพระเจ้าโจยอยมาไว้สักเจ็ดคนแปดคน โจซองก็ทำตาม แล้วให้จัดหญิงทั้งเมืองบันดารูปงามมีตระกูลมาไว้สำหรับขับร้องเปนที่ประโลมใจประมาณสี่สิบคน จึงให้จัดช่างมาทำตึกที่อยู่ประมาณห้าร้อยหกร้อย

ครั้นอยู่มาโฮอั๋นจึงให้ไปหาตัวกวนลอหมอดูมาแต่เมืองเพงงวนก้วน พอเตงเหยียงมาอยู่ที่นั้นด้วย โฮอั๋นจึงบอกกวนลอว่า เราฝันเห็นว่าแมลงวันประมาณสิบตัวบินมาจับอยู่ที่ปลายจมูกเรา จะดีร้ายประการใด อนึ่งท่านจงดูว่าตัวเรานี้จะได้เปนที่มหาอุปราชหรือไม่ กวนลอจึงทำนายว่า ซึ่งท่านฝันว่า แมลงวันจับปลายจมูกสิบตัวนั้น ท่านจะมีความสุขอยู่ แมลงวันนั้นเปนของโสโครก อันจมูกนั้นเหมือนต้นไม้สูงมีกลิ่นหอม บัดนี้ท่านมียศฐาศักดิ์อยู่แล้วจงประหยัดอย่าเห็นแก่ของดี ถ้าไม่ฟังจะมีอันตรายเหมือนลมพายุพัดมาต้องไม้สูงหักลง แม้ท่านละโลภเสียได้อุตส่าห์บำรุงตัวโดยสัตย์ซื่อ ก็จะได้มียศฐาศักดิ์จำเริญขึ้นไป

เตงเหยียงได้ฟังกวนลอว่าดังนั้นก็โกรธ จึงว่าทำนายฝันแลดูฉนี้เหมือนมิได้เรียนตามตำรา ฟังเอาแต่คำผู้เฒ่าผู้แก่มาทำนาย กวนลอจึงประชดว่า ตัวเรานี้ไม่ได้เรียนตามตำรา แต่เราได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวไว้ว่า ถ้าผู้ใดไม่ฟังคำโบราณก็มีอันตรายต่าง ๆ มาถึงผู้นั้นหาทันรู้ตัวไม่ แล้วลุกขึ้นสบัดมือเดิรไป โฮอั๋นเตงเหยียงเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่ากวนลอนี้เปนคนเสียจริต

ฝ่ายกวนลอกลับมาถึงเมืองเพงงวนก้วน ก็บอกเนื้อความตามโฮอั๋นกับเตงเหยียงว่านั้นให้น้าชายฟังทุกประการ น้าชายแจ้งดังนั้นก็ตกใจจึงว่าโออั๋นกับเตงเหยียงเปนขุนนางอยู่ในโจซอง เหตุใดเจ้าจึงไปว่ากล่าวดังนี้ กวนลอจึงตอบว่า โฮอั๋นกับเตงเหยียงเปนคนถึงตายอยู่แล้วกลัวอะไร น้าชายจึงถามว่า เหตุใดเจ้าจึงรู้ว่าโฮอั๋นเตงเหยียงจะตาย กวนลอจึงบอกว่า โฮอั๋นเตงเหยียงนั้น รูปแลลักษณะกิริยากับโลหิตนั้นเปนปีศาจอยู่แล้ว ไม่ช้านักภัยจะมาถึง มันจะฆ่าตัวมันเอง น้าชายไม่เชื่อด่ากวนลอว่าอ้ายบ้า

ฝ่ายโจซองกับโฮอั๋นเตงเหยียงหลีซินเตงปิดปิดห้วนนั้น พากันไปเที่ยวยิงเนื้อทุกวันมิได้ขาด โจอี้เห็นดังนั้นก็ห้ามโจซองผู้พี่ว่า ท่านมียศถาศักดิ์ถึงเพียงนี้ ซึ่งจะพากันไปยิงเนื้อในป่านั้นไม่ควร เกลือกศัตรูจะลอบไปทำอันตรายก็จะเสียทีแก่มัน โจซองได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงตวาดเอาร้องว่า ตัวเรามีบุญถึงเพียงนี้ คนทั้งปวงก็อยู่ในเงื้อมมือเรา ผู้ใดจะอาจทำอันตรายได้ ฮวนหวบก็เข้ามาห้ามโจซองเหมือนโจอี้ว่า โจซองก็ไม่ฟัง

ขณะนั้นพระเจ้าโจฮองเสวยราชย์มาได้สิบปี (พ.ศ. ๗๙๒) แลโจซองนั้นเห็นสุมาอี้ป่วยอยู่มิได้เข้ามาเฝ้าก็มีใจกำเริบทำการหยาบช้าต่าง ๆ ขุนนางทั้งปวงก็อยู่ในเงื้อมมือโจซองสิ้น ครั้นอยู่มาโจซองจึงตั้งหลีซินที่ปรึกษาจะให้เปนเจ้าเมืองเซียงจิ๋ว จึงสั่งให้ไปลาสุมาอี้แล้วให้ดูอาการสุมาอี้ด้วย เห็นจะป่วยจริงหรือประการใด หลีซินรับคำแล้วก็ลาโจซองไปถึงบ้านสุมาอี้ จึงบอกแก่คนใช้ว่าเราจะขอไปหาสุมาอี้ คนใช้ก็เข้าไปบอกสุมาอี้ ๆ แจ้งดังนั้น จึงว่าแก่สุมาสูสุมาเจียวผู้บุตรว่า อันหลีซินมานี้โจซองแกล้งใช้ให้มาดูเราว่าป่วยหรือไม่ สุมาอี้จึงสยายผมเอาผ้าห่มนอนห่มไว้ ให้หญิงคนใช้ทั้งสองเข้ามาประคองอยู่ แล้วให้ออกไปรับหลีซินเข้ามา หลีซินคำนับแล้วว่า ข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่าท่านอาจารย์ผู้ใหญ่ป่วยหนักถึงเพียงนี้ บัดนี้พระเจ้าโจฮองให้ข้าพเจ้าไปเปนเจ้าเมืองเซียงจิ๋ว ข้าพเจ้าจึงมาหาหวังจะลาท่านไป

สุมาอี้ได้ฟังดังนั้นก็ทำเปนหูหนักจึงแกล้งว่า ซึ่งรับสั่งให้ท่านไปเปนเจ้าเมืองเปงจิ๋วนั้นก็ดีอยู่แล้ว ด้วยเมืองเปงจิ๋วใกล้กับเมืองหลวง มีราชการจะได้ให้หามาง่าย หลีซินจึงว่า มิใช่เมืองเปงจิ๋วหามิได้ รับสั่งให้ไปเมืองเซียงจิ๋วดอก สุมาอี้หัวเราะแล้วแกล้งถามว่า ท่านมาแต่เมืองเซียงจิ๋วหรือ หลีซินจึงว่า ท่านอาจารย์ป่วยหนักจึงพูดฟั่นเฟือนไป คนใช้จึงบอกว่า ท่านป่วยครั้งนี้จนลมกำเริบขึ้นให้หูหนัก ผู้ใดเจรจาก็ไม่ได้ยินถนัด หลีซินจึงให้เอากระดาษกับพู่กรรณมาเขียนหนังสือลงว่า พระเจ้าโจฮองให้ข้าพเจ้าไปเปนเจ้าเมืองเซียงจิ๋ว ข้าพเจ้าจึงมาคำนับจะลาไป แล้วส่งให้สุมาอี้ดู

สุมาอี้เห็นดังนั้นจึงทำเปนว่าอ้อ บัดนี้โปรดให้ท่านไปเมืองเซียงจิ๋วหรือ ดีแล้วให้อุตส่าห์ทำราชการรักษาตัวอย่าประมาท แล้วเอามือชี้เข้าที่ปาก หญิงคนใช้ก็เอาน้ำอาหารต้มมาให้ สุมาอี้กินเข้าไปแกล้งสะอึกให้นํ้าข้าวนั้นไหลออกมา หวังจะให้หลีซินเห็นว่าป่วยหนัก แล้วว่าตัวเราทุกวันนี้ก็ชราทั้งโรคก็กำเริบป่วยหนัก จะตายวันนี้พรุ่งนี้ก็ไม่รู้เลย อันสุมาสู สุมาเจียวบุตรเราทั้งสองเปนคนโฉดเขลา ท่านจงเอนดูสั่งสอนด้วย จงช่วยบอกโจซองว่า เราขอฝากบุตรทั้งสองด้วยเถิด แล้วเอนตัวนอนลงทำหอบขึ้นมา หลีซินก็ลากลับไปบอกโจซองตามที่สุมาอี้ป่วยแลว่ากล่าวนั้นทุกประการ โจซองแจ้งดังนั้นก็ดีใจด้วยมิได้รู้กลสุมาอี้ แล้วว่าถ้าอ้ายคนนี้ตายแล้วเราก็จะสิ้นความวิตก ถึงจะทำการสิ่งใดก็จะได้สดวก

ฝ่ายสุมาอี้ก็ลุกขึ้นว่าแก่บุตรทั้งสองว่า หลีซินมาเห็นบิดาป่วยอยู่แล้วก็จะกลับไปบอกโจซอง เห็นโจซองจะไม่สงสัยเราแล้ว เราจะคิดอ่านเตรียมการไว้ให้พร้อม ถ้าโจซองออกไปไล่เนื้อเมื่อใดเห็นได้ทีแล้วเราก็จะทำการ บุตรทั้งสองรับคำแล้วก็เตรียมการไว้

ครั้นอยู่มาวันหนึ่งโจซองให้แต่งเครื่องเส้นไว้ แล้วทูลเชิญเสด็จพระเจ้าโจฮองแลขุนนางทั้งปวงออกไป จะเส้นศพพระเจ้าโจยอยตำบลโกเบงเหลง แล้วจะไปไล่เนื้อด้วย ขณะนั้นโจอี้โจหุ้นโจง่านผู้น้องคุมทหารมาตามเสด็จด้วย ครั้นออกไปถึงนอกเมือง ฮวนห้อมจึงเข้ายุดบังเหียนม้าโจซองไว้แล้วว่า ท่านเปนผู้ใหญ่จะพาพี่น้องออกมานอกเมืองนี้ไม่ควร เกลือกจะมีอันตรายขึ้นในเมืองเห็นจะป้องกันไม่ทันที โจซองได้ฟังดังนั้นก็โกรธตวาดเอาแล้วว่า ขุนนางทั้งปวงอยู่ในเงื้อมมือเราสิ้น ผู้ใดจะบังอาจเปนขบถได้ อย่ามาว่ามากมายไปเลย แล้วก็ขับม้าไปตามเสด็จ

ฝ่ายสุมาอี้แจ้งว่าโจซองโจอี้โจหุ้นโจง่านกับนายทหารชื่อโฮอั๋นหนึ่ง เตงเหยียงหนึ่ง เตงปิดหนึ่ง ปิดห้วนหนึ่ง หลีซินหนึ่ง ซึ่งเปนคนสนิธห้าคน แลทหารทั้งปวงตามพระเจ้าโจฮองออกไปเยี่ยมศพพระเจ้าโจยอยแล้วไปเที่ยวเล่นป่า สุมาอี้ดีใจนักก็เข้าไปในเมือง จึงใช้ให้โกหยิวแต่งตัวเปนขุนนางผู้ใหญ่ มีทหารถือศัสตราวุธแห่หน้าหลังเปนอันมาก ให้ล้อมจวนโจซองไว้ ใช้ให้อองก๋วนแต่งตัวเปนเสนาบดีผู้ใหญ่ มีทหารถือศัสตราวุธแห่หน้าหลังไปล้อมจวนโจอี้ไว้ ฝ่ายสุมาอี้พาขุนนางเก่าทั้งปวงเข้าไปเฝ้านางกวยทายเฮามารดาพระเจ้าโจฮองจึงทูลว่า บัดนี้โจซองไม่คิดถึงคำพระเจ้าโจยอยซึ่งฝากฝังพระเจ้าโจฮองไว้เลย จะทำการสิ่งใดก็ทำตามอำเภอใจ ความผิดชอบประการใดก็ไม่ทูล ที่โจซองทำการทั้งนี้เห็นคิดขบถต่อแผ่นดิน โทษอันนี้ใหญ่นักจะนิ่งเสียนั้นไม่ควร นางกวยทายเฮาได้ยินดังนั้นก็ตกใจจึงว่า บัดนี้พระองค์เสด็จไปประพาสป่า เราจะรู้แห่งคิดประการใด สุมาอี้จึงทูลว่า ข้าพเจ้าจะขอทำเรื่องราวถวายพระเจ้าโจฮองว่า ให้กำจัดบันดาคนซึ่งเปนพรรคพวกศัตรูนั้นเสีย การครั้งนี้พระองค์อย่าทรงพระวิตกเลย เปนธุระข้าพเจ้า

ฝ่ายนางกวยทายเฮาก็กลัวสุมาอี้อยู่ จึงพลอยว่าตามแต่ใจท่านเถิด สุมาอี้ออกมาแล้วจึงปรึกษาด้วยเจียวเจ้กับสุมาหูซึ่งเปนคนสนิธของตัว เข้าชื่อด้วยกันทำเรื่องราวใช้ให้ห้องหวุนตามออกไปถวายพระเจ้าโจฮอง ฝ่ายสุมาอี้ก็คุมทหารเข้าไปเปนอันมาก ให้ทหารรักษาโรงแสงทุกโรงซึ่งสำหรับไว้อาวุธทั้งปวง แล้วก็พาทหารเดิรไปตามถนนเฉียดบ้านโจซองไปจะออกนอกเมือง มีทหารคนหนึ่งเข้าไปบอกแก่นางเล่าซีเมียโจซองว่า บัดนี้สุมาอี้กับโกหยิวคุมทหารมาเปนอันมาก ถือศัสตราวุธครบมือมาใกล้จวนท่าน จะทำเปนประการใดมิได้แจ้ง

นางเล่าซีก็ออกไปหน้าจวน จึงเรียกนายทหารซึ่งรักษาจวนนั้นมาถามว่า โจซองสิตามเสด็จออกไปแล้ว สุมาอี้คุมทหารมาเปนอันมากดังนี้จะทำเปนประการใด พัวกี๋ผู้รักษาจวนจึงว่า ท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจะออกไปถามให้ได้เนื้อความ ว่าแล้วก็คุมทหารประมาณห้าสิบคนขึ้นไปบนหอใหญ่หน้าจวน แลลงไปเห็นสุมาอี้คุมทหารเดิรเข้ามาถึงหน้าจวน ก็ให้ทหารยิงเกาทัณฑ์ลงไป สุมาอี้จะเดิรไปก็ไม่ได้

ซุนเหียมทหารสุมาอี้ยืนอยู่ใกล้สุมาอี้ จึงร้องห้ามขึ้นไปว่าอย่ายิงเกาทัณฑ์ลงมา ท่านผู้ใหญ่จะไปเปนข้อราชการบ้านเมือง ถ้าขืนยิงลงมาทหารทั้งปวงจะเปนโทษถึงตาย ซุนเหียมร้องห้ามถึงสองครั้งสามครั้ง พัวกี๋ก็ห้ามทหารมิให้ยิงลงไป สุมาเจียวบุตรสุมาอี้ยกทหารไปก่อนบิดา พอออกจากกำแพงเมืองไปถึงตีนท่าก็ตั้งกองทหารอยู่รักษาสะพาน สุมาอี้สั่งทหารให้ปิดประตูเมืองแล้วให้ทหารรักษาประตูไว้ ตัวก็ไปรักษาเชิงสะพาน ๆ ข้ามแม่น้ำอันนี้หาเสาลงดินมิได้ เปนสะพานแพทุ่นทอดสมอไว้สำหรับคนข้ามไปมา

สุมาเล่าจี๋ทหารโจซองเห็นสุมาอี้ทำการดังนั้น จึงไปปรึกษากันกับซินเปซึ่งได้ตรวจตราทหารโจซองว่า สุมาอี้ทำการทั้งนี้จะคิดอ่านเปนประการใด ซินเปจึงว่าเห็นประหลาทอยู่แล้ว เราอย่าอยู่เลย จงคุมทหารของเรายกไปตามเสด็จเถิด สุมาเล่าจี๋จึงว่า ท่านว่าดังนั้นข้าพเจ้าหาเห็นด้วยไม่ ซินเปจึงว่า ถ้ากระนั้นเราพากันไปที่หลังบ้านข้าพเจ้าเปนที่สงัด จะได้คิดอ่านปรึกษากัน สุมาเล่าจี๋กับซินเปก็พากันไป

นางซินเหียนเอ๋งเปนพี่สาวซินเป แลเห็นซินเปมาจึงถามว่า มีเหตการณ์อันใดหรือจึงตกใจเดิรลนลานเข้ามา ซินเปจึงบอกว่า พระเจ้าโจฮองเสด็จไปประพาสป่า สุมาอี้ปิดประตูเมืองเสียเห็นจะคิดเปนขบถอยู่แล้ว นางซินเหียนเอ๋งจึงว่า สุมาอี้ทำการทั้งนี้ข้าพิเคราะห์ดูเห็นว่าหาเปนขบถไม่ ทำทั้งนี้คิดการจะกำจัดโจซอง ซินเปได้ยินดังนั้นก็ตกใจจึงว่า ถ้าเขาทำร้ายแก่นายข้าพเจ้าดังนั้น ข้าพเจ้าจะทำกระไรดี

นางซินเหียนเอ๋งจึงว่า โจซองนี้หามีปัญญาความคิดเหมือนสุมาอี้ไม่ เห็นจะแพ้แก่สุมาอี้ ซินเปจึงว่า วานซืนนี้สุมาอี้ชักชวนข้าพเจ้าให้ไปเข้าด้วย เราจะไปเข้าด้วยเขาดีหรือ ๆ ว่าอย่าไปดี นางซินเหียนเอ๋งจึงว่า ธรรมดาชาติทหารนี้สัตย์ซื่อ เราเปนบ่าวโจซองมาช้านาน ครั้นเห็นว่าโจซองจะแพ้แก่สุมาอี้เราจะเข้าด้วยสุมาอี้ นานไปสุมาอี้ก็จะหาเลี้ยงเราไม่ ถึงมาทว่าโจซองจะเปนประการใด เราจำจะไปหาโจซองจึงจะควร ซินเปเห็นชอบด้วย จึงพาสุมาเล่าจี๋กับทหารประมาณห้าสิบคนไปฆ่าคนที่รักษาประตูนั้นเสีย ก็หนีไปหาโจซอง ทหารซึ่งรักษาประตูก็เอาเนื้อความไปแจ้งแก่สุมาอี้ ๆ รู้ดังนั้น คิดเกรงว่าฮวนห้อมทหารโจซองจะหนีตามไปด้วย จึงให้ทหารไปหาตัวฮวนห้อม

ฝ่ายฮวนห้อมเห็นสุมาอี้ทำดังนั้น จึงปรึกษาด้วยลูกชายว่าเราจะคิดประการใด ลูกชายจึงว่า โจซองนายเราไปตามเสด็จ ซึ่งเราจะเข้าคบคิดกับสุมาอี้นั้นหาควรไม่ เราจะหนีออกไปทางประตูทิศใต้ไปตามนายเราจึงจะควร ฮวนห้อมเห็นชอบด้วย จึงขี่ม้าออกมาทางประตูทิศใต้ เห็นประตูปิดอยู่ แลไปเห็นสูหวนเปนบ่าวของตัวอยู่ก่อนได้มาเปนนายประตู จึงชูไม้จดหมายรับสั่งให้ดูแล้วจึงว่า นางกวยทายเฮามีรับสั่งใช้ให้เราไปเปนการเร็ว ท่านเร่งเปิดประตูให้เรา

สูหวนจึงว่า ข้าพเจ้าขอดูรับสั่งก่อน ฮวนห้อมจึงว่า เจ้าเปนบ่าวเราอยู่ก่อน ข้อราชการถึงเพียงนี้หาควรที่จะหนักหน่วงเราให้ช้าไม่ สูหวนก็เปิดประตูให้ ฮวนห้อมออกไปนอกประตูแล้วจึงว่า สุมาอี้คิดขบถแล้วเจ้าอย่าอยู่เลยมาไปด้วยเราเถิด สูหวนได้ยินดังนั้นก็ตกใจ เห็นว่าตัวเปิดประตูให้ฮวนห้อมออกไปนั้นผิด วิ่งตามไปจะจับตัวฮวนห้อมก็มิทัน นายประตูจึงไปแจ้งความแก่สุมาอี้ ว่าฮวนห้อมหนีไปแล้ว

สุมาอี้ได้ยินดังนั้นก็ตกใจ จึงปรึกษากับเจียวเจ้ว่า การเราทำทั้งนี้คนข้างนอกจะรู้ก็เพราะฮวนห้อมหนีออกไป เจียวเจ้จึงว่า ถึงคนข้างนอกจะรู้ก็จะกลัวอันใด เราเร่งรักษาเมืองให้มั่นคงเถิด สุมาอี้จึงให้หาเค้าอิ๋นต้านท่ายทหารโจซองสองคนมาสั่งว่า ท่านเร่งไปบอกแก่โจซองว่า เราทำการทั้งนี้หาได้คิดทำร้ายแก่เจ้าแผ่นดินแลโจซองไม่ ท่านอย่าแคลงเลย เราเห็นว่าทหารสมัคพรรคพวกท่านมากนัก ละไว้นานไปเกลือกจะเปนอันตราย เราทำทั้งนี้หวังจะยกทหารสมัคพรรคพวกพี่น้องของท่านมาเปนของหลวง สั่งแล้วให้เค้าอิ๋นต้านท่ายออกไป สุมาอี้เกรงว่าโจซองจะมิฟังคำเค้าอิ๋นต้านท่าย จึงให้หาอินต้ายบกทหารผู้ใหญ่เปนคนสนิธซองโจซองมา จึงใช้ให้เจียวเจ้แต่งหนังสือเรื่องราวเหมือนสั่งแก่เค้าอิ๋น ต้านท่ายนั้นส่งให้อินต้ายบก จึงสั่งซ้ำว่าท่านเร่งไปบอกแก่โจซองว่า เรากับเจียวเจ้ได้ให้สัตย์สาบาลต่อกัน เราคิดอ่านทำการทั้งนี้หาทำอันตรายแก่ครอบครัวบุตรภรรยาของโจซองไม่ ทำแต่พอจะยกเอาทหารของพี่น้องโจซองมาเปนของหลวง อินต้ายบกรับหนังสือแล้วก็ลาออกไป

ฝ่ายโจซองขี่ม้าไล่เนื้อเล่นในกลางป่า มีทหารไปบอกว่า บัดนี้ในเมืองเกิดวุ่นวาย สุมาอี้ใช้ให้คนถือหนังสือเรื่องราวมาถวายพระเจ้าโจฮอง จะว่าเนื้อความประการใดมิได้แจ้ง โจซองได้ยินดังนั้นก็ตกใจ ลงจากหลังม้ามาเฝ้าพระเจ้าโจฮอง แลไปเห็นห้องหวุนถือหนังสือหมอบอยู่หน้าที่นั่ง โจซองจึงรับเอาหนังสือส่งให้คนอื่นอ่านถวาย

ในเรื่องราวนั้นว่า ข้าพเจ้าสุมาอี้ได้ตามเสด็จพระองค์มาแต่เมืองเสียวตั๋ง ทำราชการมาช้านานแล้ว เมื่อพระบิดาของพระองค์จะดับสูญให้หาพระองค์กับข้าพเจ้าแลโจซองเข้าไปเฝ้าในที่บันทมซึ่งประชวรอยู่นั้น จึงยื่นพระหัตถ์มาลูบหลังข้าพเจ้า แล้วฝากพระองค์แลบ้านเมืองแก่ข้าพเจ้าแลโจซอง บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นโจซองหารำลึกถึงพระบิดาพระองค์ซึ่งฝากฝังนั้นไม่ ทำการทั้งนี้เห็นจะคิดขบถต่อแผ่นดิน จึงตั้งให้เตียวต๋องคนสนิธเปนที่เต้าก๋ำเข้าเฝ้าข้างในได้ ให้คอยฟังความลับทั้งปวง แล้วให้รักษาพระแสงแลตราหยกสำหรับกษัตริย์ ครั้งก่อนโจซองทูลยุยงให้ขับมเหษีซ้ายขวาพระบิดาของพระองค์ผิดแผกกันจนตายเสียองค์หนึ่ง ก็ได้ความแค้นเคิองถึงพระญาติวงศ์ บัดนี้การแผ่นดินทั้งปวงก็มิได้พิททูลพระองค์เลย แม้จะให้ล้างคนโทษถึงตายก็มิได้ทูล ก็สั่งให้ฆ่าเสียตามอำเภอใจ

อนึ่งพี่น้องแลทหารพรรคพวกโจซองคุมเหงขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยแลราษฎรทั้งปวงได้ความเดือดร้อนเปนอันมาก โจซองทำทั้งนี้หาคิดถึงคำพระบิดาของพระองค์ซึ่งฝากไว้ไม่เลย อันตัวข้าพเจ้าหาลืมคำสั่งพระบิดาของพระองค์ไม่ ข้าพเจ้ากับเจียวเจ้สุมาหูรำลึกถึงคุณพระบิดาของพระองค์ซึ่งชุบเลี้ยงมาแต่ก่อน จึงปรึกษาพร้อมกันจัดแจงให้ทหารไปรักษาจวนโจซองแลจวนพี่น้องโจซอง ข้าพเจ้าจึงเข้าไปทูลเนื้อความทั้งนี้แก่พระมารดาของพระองค์ ๆ ก็เห็นชอบด้วย จึงให้ข้าพเจ้าทำเรื่องราวทั้งนี้มาทูลแก่พระองค์ ข้าพเจ้าจึงให้ห้องหวุนเอาเรื่องราวมาถวาย ขอให้พระองค์ถอดโจซองโจอี้โจหุ้นออกจากที่ แล้วให้ยกเอาทหารทั้งปวงไปเปนหลวง แต่ข้าพเจ้าคอยหาช่องมาพึ่งมาได้ทีครั้งนี้ ข้าพเจ้าจึงคิดอ่านทำการทำนุบำรุงพระองค์ ข้าพเจ้าก็ยกกองทหารมารักษาอยู่ณะเชิงสะพานแพตำบลลกโหคอยดูผิดแลชอบ

พระเจ้าโจฮองได้ฟังดังนั้นจึงตรัสแก่โจซองว่า ท่านจะคิดประการใด โจซองแจ้งดังนั้นตกใจนัก หน้าเผือดไม่มีเลือด อ่อนระทวยไปทั้งตัว จึงเหลียวหน้ามาปรึกษาแก่โจอี้ว่า ความทุกข์มีมาถึงเราครั้งนี้ เราจะคิดอ่านแก้ไขประการใด โจอี้จึงว่า ข้าพเจ้าได้ห้ามท่านแต่ก่อนท่านก็ขืนทำตามอำเภอใจ ได้ผิดแล้วข้าพเจ้าจะรู้ที่จะคิดประการใด สุมาอี้คนนี้มีสติปัญญาความคิดมากนัก จนถึงขงเบ้งซึ่งเปนคนดีหลักแหลมนักก็หามีชัยชนะแก่สุมาอี้ไม่ เราพี่น้องเท่านี้จะรู้ที่คิดอ่านแก้ไขประการใด ควรที่จะมัดตัวเข้าไปหาเขายอมให้ทำโทษเห็นจะรอดชีวิต ว่ายังมิทันจะสิ้นคำ พอซินเปสุมาเล่าจี๋ไปถึง โจซองจึงถามถึงการในเมือง ทหารสองคนก็เล่าการในเมืองให้ฟังแล้วจึงว่า เขารักษาเมืองครั้งนี้มั่นคงนัก เหมือนหนึ่งตีปลอกเหล็กรัดถัง ฝ่ายตัวสุมาอี้ก็คุมทหารเปนอันมากมารักษาอยู่เชิงสะพาน ท่านอย่าเพ่อเข้าไปเลย เร่งคิดกลอุบายแก้ไขตัวเถิด

พอฮวนห้อมควบม้าไปถึงเข้า โจซองถามถึงการเมือง ฮวนห้อมจึงว่า สุมาอี้คิดขบถแล้ว ท่านเร่งเชิญเสด็จไปเมืองฮูโต๋เถิด จะได้เกลี้ยกล่อมทหารจัดแจงศัสตราวุธได้พร้อมแล้วจะได้ยกมาทำการแก่สุมาอี้ โจซองจึงว่า ขุนนางมาทั้งนี้ครอบครัวบุตรภรรยาอยู่ในเมืองสิ้นทุกคน อันจะคิดทำดังนั้นหาได้ไม่ ฮวนห้อมจึงว่า ท่านกลัวบุตรภรรยาจะเปนอันตรายจึงไม่คิดการสงคราม จะ ยอมเข้าไปหาข้าศึก คิดอ่านทั้งนี้หารักชีวิตไม่เลย รักบุตรภรรยายิ่งกว่าชีวิตอีกเล่า ข้าพเจ้าหาเห็นด้วยไม่ เปนธรรมดาชาติทหารหารักชีวิตผู้อื่นไม่ คิดแต่จะรักษาชีวิตตัวไว้ให้ได้ โจซองก็ไม่ฟังคำฮวนห้อม คิดถึงตัวร้องไห้นํ้าตาไหลลงอาบหน้า

ฮวนห้อมจึงว่า แต่นี่ไปเมืองฮูโต๋มิสู้ไกลนัก ไปประมาณสักสองยามก็จะถึง ที่นั้นเข้าปลาอาหารก็มาก จะเลี้ยงทหารได้สักสองเดือนกว่า จะเตรียมการพร้อมจะได้อยู่ ท่านเร่งคิดเถิดอย่าช้าเลยจะเสียการ โจซองจึงว่า การครั้งนี้เปนการใหญ่ เร่งรีบนักจะเสียการ เราจะขอตรึกตรองให้ลเอียดก่อน อยู่สักครู่หนึ่งเค้าอิ๋นต้านท่ายมาถึงจึงว่าแก่โจซองว่า สุมาอี้กระทำครั้งนี้หาทำอันตรายแก่ท่านไม่ ทำแต่พอจะยกเอาทหารของท่านแลทหารของพี่น้องท่านไปเปนหลวง โจซองหาเห็นด้วยไม่ก็นิ่งอยู่ แล้วอินต้ายบกทหารคนสนิธของโจซองไปถึงจึงแจ้งเนื้อความว่า สุมาอี้กับเจียวเจ้ตั้งสัตย์สาบาลกันคิดอ่านกระทำการครั้งนี้ มิได้ทำอันตรายแก่ท่าน แล้วเจียวเจ้มีหนังสือมาถึงท่านให้มอบทหารทั้งปวงให้แก่สุมาอี้ ฝ่ายตัวท่านอย่าวิตกเลยหาเปนไรไม่ ให้เร่งเข้าไปหาบุตรภรรยาเถิด โจซองเห็นด้วยก็ค่อยคลายใจ

ฮวนห้อมก็เตือนว่า การร้อนถึงเพียงนี้แล้วยังจะฟังคำคนอื่นอีกเล่า ไม่คิดอ่านแก้ตัวจะบ่ายหน้าเข้าไปหาความตายอีกเล่า ฝ่ายโจซองเวลากลางคืนวันนั้นให้เสร้าโศกนัก คิดอ่านหาอุบายซึ่งจะแก้ตัวก็ไม่เห็นช่องเลย ชักกระบี่ออกถือไว้เปนทุกข์ทอดใจใหญ่น้ำตาไหลลงอาบหน้า คิด ๆ ไปแต่เวลาคํ่าจนสว่างก็ไม่เห็นอุบายเลย ฮวนห้อมจึงเตือนว่า คิดมาแต่หัวคํ่าจนรุ่งแล้ว เห็นอุบายที่จะแก้ไขประการใดจงเล่าให้ข้าพเจ้าฟังจะได้คลายใจ โจซองได้ยินดังนั้นทิ้งกระบี่ลงเสียแล้วจึงว่า เราไม่ยกทัพไปให้ลำบากทหารแล้ว จะถอดเราเสียจากที่ก็ตามเถิด เราจะได้นั่งนอนกินให้สบาย

ฮวนห้อมได้ยินดังนั้นก็ร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง แล้วเดิรออกมาจากที่นั้นจึงว่า โจจิ๋นพ่อโจซองอวดตัวว่าเปนคนมีสติปัญญา มีบุตรสามคนก็ไม่สั่งสอนให้มีความรู้วิชาการเลย เหมือนหมูแลกระบือ ว่าแล้วก็ร้องไห้ เค้าอิ๋นต้านท่ายจึงเข้าไปว่าแก่โจซองว่า ถ้าท่านยอมแล้วจงเร่งให้คนถือตราสำหรับที่เข้าไปมอบให้สุมาอี้ให้สิ้นสงสัย โจซองได้ยินดังนั้นจึงส่งตราให้เค้าอิ๋นต้านท่าย มีสมุห์บาญชีคนหนึ่งชื่อเอียวจ๋งเห็นดังนั้นก็ร้องไห้เข้าฉุดตราไว้แล้วว่า ท่านทิ้งทหารทั้งปวงเสียจะมัดตัวเข้าไปรับอาญาเขา ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่พ้นที่ตายกลางตลาดเลย โจซองจึงว่า สุมาอี้เปนคนดีเห็นจะไม่เสียวาจาสัตย์ ว่าแล้วก็ยื่นตราให้แก่เค้าอิ๋นต้านท่ายแล้วสั่งว่า ท่านจงเอาไปส่งให้สุมาอี้อย่าให้มีความแคลงเรา เค้าอิ๋นต้านท่ายก็กลับเข้าไปเมือง ฝ่ายโจซองจึงค่อยตามไป

ครั้งนั้นทหารทั้งปวงเห็นโจซองไม่มีตราสำหรับที่แล้ว ก็หนีกระจัดกระจายไป ยังเหลือแต่พี่น้องสามคนกับขุนนางซึ่งเปนคนสนิธพากันกลับเข้าไปในเมือง ครั้นถึงเชิงสะพานแพก็เข้าไปหาสุมาอี้ ๆ จึงว่า เชิญท่านพี่น้องสามคนไปเรือนเถิด แต่ขุนนางซึ่งเปนพรรคพวกมานั้นสุมาอี้ก็สั่งให้เอาไปจำไว้ณคุก โจซองพี่น้องสามคนเดิรไปหามีผู้ใดติดตามไม่เลย ครั้นฮวนห้อมไปถึงเชิงสะพาน สุมาอี้นั่งอยู่บนหลังม้าแลเห็นฮวนห้อมเข้ามาก็ชี้มือแล้วร้องว่า ท่านฮวนห้อมทำไมจึงมาทำข้าอย่างนี้ ฮวนห้อมมิรู้ที่จะตอบก็ก้มหน้าไปบ้าน ฝ่ายสุมาอี้ก็คอยรับเสด็จอยู่ที่นั้น ครั้นพระเจ้าโจฮองมาถึง สุมาอี้เชิญเสด็จเข้าไปในวัง บ้านโจซองพี่น้องสามคนนั้นอยู่เรียงกันมามีกำแพงล้อมเปนอันเดียวกัน สุมาอี้จึงใช้ให้ทหารปิดประตูลั่นกุญแจเสียทุกประตู จึงสั่งชาวบ้านซึ่งอยู่นอกกำแพงบ้านโจซองนั้นเปนแปดร้อยเศษ ว่าท่านทั้งปวงรักษาให้มั่นคง ถ้าโจซองแลน้องโจซองหนีไปได้ ชาวบ้านจะเปนโทษถึงตาย โจอี้เห็นโจซองเปนทุกข์นักจึงว่า เข้าสเบียงในเรือนเราก็สิ้นแล้ว ท่านจงให้มีหนังสือไปถึงสุมาอี้ขอยืมเข้ากิน ถ้าสุมาอี้ให้เข้าแก่เราก็เห็นว่าสุมาอี้จะไม่ทำอันตรายแก่เรา โจซองเห็นชอบด้วย จึงทำหนังสือส่งให้ชาวบ้านซึ่งรักษาถือไปให้แก่สุมาอี้ ๆ ก็ให้ทหารคุมเข้าสารร้อยถังมาส่งให้ณบ้านโจซอง ๆ ก็คลายใจจึงว่าแก่น้องทั้งสองว่า สุมาอี้หาทำอันตรายแก่เราไม่ จริงแล้ว

ฝ่ายสุมาอี้จึงสั่งให้ทหารจับตัวเตียวต๋อง ซึ่งโจซองตั้งให้เปนเต้าก๋ำกรมวังนั้นไปเฆี่ยนถามเอาเนื้อความว่า ได้คบคิดกับโจซองจะทำการขบถต่อแผ่นดินหรือไม่ ครั้นเฆี่ยนถามเต้าก๋ำรับเปนสัตย์ว่า ข้าพเจ้าได้คบคิดทำการขบถกับโจซองจริง ฝ่ายทหารซักถามว่าคิดการขบถแต่สองคนนี้ดอกหรือ เรายังหาเห็นจริงไม่ เต้าก๋ำซัดว่าเมื่อคิดกันนั้นโฮอั๋นคนหนึ่ง เตงเหยียงคนหนึ่ง หลีซินคนหนึ่ง เตงปิดคนหนึ่ง ปิดห้วนคนหนึ่ง ขุนนางห้าคนนี้ได้คิดการด้วยข้าพเจ้ากับโจซอง สุมาอี้ให้ทหารไปจับตัวมาถามทั้งห้าคนก็รับเปนสัตย์ แล้วจึงให้การว่า ได้สัญญากันว่าอีกสามเดือนจึงจะทำการ สุมาอี้สังให้จำคาตรึงตะปูให้มั่นทั้งห้าคน

สุหวนนายประตูว่าแก่สุมาอี้ว่า ฮวนห้อมลวงข้าพเจ้าให้เปิดประตูว่ามีรับสั่งใช้ ออกไปได้แล้วกล่าวโทษว่าท่านเปนขบถ สุมาอี้จึงว่ามันเปนขบถเองซิกลับมากล่าวโทษว่าเราเปนขบถอีกเล่า ว่าแล้วสั่งให้ทหารให้จับฮวนห้อมกับพรรคพวกแลโจซองพี่น้องไป สั่งให้ทหารจำไว้ในคุก สุมาอี้จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า อ้ายคิดมิชอบเหล่านี้รับเปนสัตย์แล้วจะเอาไว้มิได้ ขุนนางทั้งปวงเห็นชอบด้วย สุมาอี้ก็สั่งให้เอาคนโทษทั้งปวงประมาณพันหนึ่ง ไปฆ่าเสียทั้งโคตรที่กลางตลาด แล้วก็สั่งให้ขนทรัพย์สิ่งของเข้าพระคลังหลวง

มีนางคนหนึ่งเปนบุตรแฮฮัวเหลง เปนเมียโจวุนซกน้องโจซอง โจวุนซกตายนานแล้ว นางนั้นเปนหม้ายมีบุตรชายคนหนึ่ง ครั้งหนึ่งบิดาจะให้มีผัวใหม่ นางมิยอมสบถสาบาลว่าไม่มีผัวอีก แล้วก็เชือดใบหูเสียหน่อยหนึ่ง ครั้นโจซองเปนโทษ บดากลัวจะพลอยเปนโทษด้วย จึงจะให้ลูกสาวมีผัวนางกีมํยอม จึงเอามีดเช้อดปลายจมูกเสียหน่อยหนึ่งประสงค์จะให้เสียโฉม คนในเรอนเห็น ดังนั้นก็ตกใจจึงว่า เปนธรรมดาคนทั้งปวงจะแต่งรูปโฉมให้งาม ทำไมเจ้าจง มาทำให้เวทนาดังนี้ นางจึงว่า เราทำทั้งนี้ประสงค์จะไม่มีผัวแล้ว

คนทั้งปวงจึงว่า โจซองเปนโทษบิดากลัวว่าจะพลอยเปนโทษด้วย จึงจะให้เจ้ามีผัวหวังจะให้พ้นจากเกี่ยวข้องกับโจซอง นางจึงตอบว่า ประเพณีลูกผู้หญิงเมื่อยังหาสามีมิได้ก็ตั้งอยู่ในบังคับบัญชาของบิดา ถ้ามีสามีแล้วก็ตั้งอยู่ในบังคับสามี ถ้าสามีได้ยศศักดิ์เปนสุขก็ได้เปนสุขด้วยสามี ถ้าสามีประกอบไปด้วยทุกข์ก็ให้สู้ทุกข์สู้ยากด้วยสามี เมื่อยังมีชีวิตอยู่รักใคร่ร่วมสุขร่วมทุกข์ฉันใด สามีตายแล้วให้รักใคร่ร่วมสุขร่วมทุกข์ดังนั้น โจซองมีบุญซิพึ่งบุญเขามา ครั้นเขาเปนโทษจะเอาตัวหนีออกหากดังนี้เห็นเปนคนอกตัญญูหารู้คุณเขาไม่ เหมือนสัตว์เดียรัจฉาน ความอันนี้ก็แจ้งไปถึงสุมาอี้ ๆ คิดว่าใจคนสัตย์ซื่ออย่างนี้หายากนัก ถึงว่าบิดาชั่วมารดาดีควรเราจะขอเอาบุตรมาเลี้ยงไว้ จะให้ต่อแซ่โจสืบไป สุมาอี้ก็ขอบุตรชายนางนั้นมาเปนบุตรเลี้ยง

เจียวเจ้จึงเข้าไปว่าแก่สุมาอี้ว่า พรรคพวกโจซองยังหาสิ้นไม่ สุมาเล่าจี๋กับซินแปสองคนนี้ฆ่านายประตูเสียแล้วหนีไปหาโจซอง ยังเอียวจ๋งคนหนึ่ง ครั้งเมื่อโจซองส่งตราให้เอามามอบท่าน เอียวจ๋งฉุดไว้ สามคนนี้ควรจะเอาโทษ สุมาอี้ตอบว่า สามคนนี้ดีสัตย์ซื่อต่อนาย อย่าทำอันตรายแก่เขาเลย ควรจะให้เปนขุนนางคงที่ เราได้ชุบเลี้ยงเขาก็มีกตัญญูรู้คุณเรา สุมาอี้ก็ให้เอาสามคนนั้นมาตั้งเปนขุนนางคงที่เก่า สามคนก็ทำคำนับแล้วก็ลาออกไป ซินเปคิดถึงความหลังแล้วทอดใจใหญ่ จึงว่าแก่สุมาเล่าจี๋เอียวจ๋งว่า ถ้าเรามิฟังคำพี่เราที่ไหนเราจะรอดชีวิต ว่าแล้วต่างคนต่างไปเรือน

ฝ่ายสุมาอี้จึงเขียนหนังสือเกลี้ยกล่อมแขวนไว้ทุกประตูเมือง ในหนังสือนั้นว่า แต่บันดาพรรคพวกโจซองซึ่งหนีอยู่บ้านใดตำบลใด ให้คืนเข้ามาอยู่ที่เย่าเรือนให้หมดเราไม่เอาโทษแล้ว ถ้าเปนขุนนางแลทหารให้เข้ามาคงที่ รับราชการตามตำแหน่ง ถ้าเปนราษฎรให้กลับมาอยู่บ้านเรือน ทำมาหากันตามภูมิ์ลำเนา



[๑] มีในเรื่องไซ่ฮั่น

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ