ตอนที่ ๖๕

ฝ่ายพระเจ้าซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ตกใจนัก ตัวสั่นผิดกิริยามิได้ว่าประการใด กำเจ๊กที่ปรึกษาจึงทูลว่า มีคนดีอยู่ในเมืองเราคนหนึ่ง เปนไรท่านจึงมิเอามาใช้ทำราชการ พระเจ้าซุนกวนจึงถามว่าคนไหนเล่า กำเจ๊กจึงทูลว่า ลกซุนอยู่เมืองเกงจิ๋ว ข้าพเจ้าเห็นความคิดสติปัญญาราวกับจิวยี่ เมื่อครั้งเราไปตีเมืองเกงจิ๋วนั้น ลกซุนคนนี้ได้ช่วยคิดอ่านให้จึงได้เมืองเกงจิ๋ว ให้ท่านเอามาทำราชการเถิด ถ้าไม่ชนะพระเจ้าเล่าปี่ให้เอาข้าพเจ้าเปนโทษ

พระเจ้าซุนกวนได้ยินดังนั้นก็ดีใจนักจึงว่าข้าพเจ้าลืมไป เตียวเจียวที่ปรึกษาจึงทูลว่า ลกซุนคนนี้เปนผู้น้อย เคยทำราชการก็แต่การน้อย ๆ แลจะเอามาทำการที่ใหญ่ถึงรบสู้กับพระเจ้าเล่าปี่นั้นเห็นไม่ได้ โกะหยงนี้ปรึกษาคนหนึ่งจึงทูลว่า ลกซุนเปนคนพลเรือนอายุก็ยังอ่อนอยู่ไม่เคยทำการที่ใหญ่ จะเอามาตั้งเปนนายทัพบังคับบัญชาขุนนางแลทหารทั้งปวงเห็นจะมิฟัง

เปาจิดจึงทูลว่า ลกซุนนี้เคยเปนผู้น้อย ถึงจะดีจริงจะทำได้ก็แต่เพียงกรมการเมืองน้อย จะเอามาเปนนายทัพบังคับทหารนั้นไม่ได้ กำเจ๊กจึงร้องว่า ถ้ามิเอาลกซุนเข้ามาทำราชการครั้งนี้ เห็นเมืองกังตั๋งจะเสียเปนมั่นคง ถ้าท่านทั้งปวงแกล้งว่าลกซุนไม่ดี ตัวข้าพเจ้าแลบุตรภรรยาจะขอรับประกัน ถ้าลกซุนเปนนายทัพออกไปรบแพ้พระเจ้าเล่าปี่เข้ามา ก็ให้เอาข้าพเจ้าแลบุตรภรรยาข้าพเจ้าไปตัดสีสะเสียเถิด

พระเจ้าซุนกวนได้ฟังจึงว่า ท่านทั้งปวงอย่าเถียงกันเลย ลกซุนคนนี้ข้าพเจ้าชอบใจเห็นดีอยู่ด้วยแล้ว ก็สั่งให้ไปรับลกซุนมาแต่ณเมืองเกงจิ๋ว ครั้นมาถึงก็พาเข้าไปเฝ้าพระเจ้าซุนกวน ลกซุนกระทำคำนับแล้วนิ่งอยู่ พระเจ้าซุนกวนจึงปราสัยลกซุนว่า ท่านมีสติปัญญาอยู่แต่เราลืมไป นี่หากว่ากำเจ๊กมาว่าเราจึงรำลึกได้ ให้เชิญท่านมาทั้งนี้หวังจะให้ช่วยทำนุบำรุงบ้านเมือง ด้วยพระเจ้าเล่าปี่ยกทัพมาทำยํ่ายี ขอเชิญท่านเปนนายทัพบังคับทหารทั้งปวง เห็นจะสู้พระเจ้าเล่าปี่ได้

ลกซุนจึงว่า ขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองกังตั๋งก็มีมากแต่ล้วนข้าหลวงเดิม ข้าพเจ้าอายุก็น้อยมีสติปัญญาก็น้อยเห็นจะว่ากล่าวขัดสน พวะเจ้าซุนกวนจึงว่า ถ้าเกรงว่าขุนนางนายทัพนายกองทั้งปวงจะมิฟังบังคับบัญชา เราจะให้กระบี่อาญาสิทธิ์ท่านเล่มหนึ่ง แม้ผู้ใดมิฟังบังคับบัญชาให้ท่านตัดสีสะเสีย ลกซุนจึงว่า ท่านจะโปรดเลี้ยงข้าพเจ้าจริงดังนั้น พรุ่งนี้ขอให้ท่านหาขุนนางมาพร้อม แล้วจึงพระราชทานกระบี่ให้ต่อหน้าขุนนางทั้งปวงเถิด กำเจ๊กจึงว่า ประเพณีจะตั้งนายทัพผู้ใหญ่ให้บังคับบัญชากิจราชการ ย่อมเชิญให้นั่งที่สมควรแล้วให้อาญาสิทธิ์มอบตราสำหรับตัวให้คนทั้งปวงเห็น พระเจ้าซุนกวนได้ฟังก็เห็นชอบด้วย ครั้นเวลาคํ่าจึงสั่งให้จัดแจงที่ทางสำหรับจะตั้งขุนนางเปนนายทัพนายกองแล้ว ครั้นรุ่งเช้าจึงให้ลกซุนแลขุนนางนายทหารแลนายทัพนายกองเข้ามาพร้อมแล้ว พระเจ้าซุนกวนจึงเชิญลกซุนให้นั่งที่นายทัพผู้ใหญ่ แล้วให้อาญาสิทธิ์มอบกระบี่แลตราเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งปวงสำหรับนายทัพผู้ใหญ่ต่อหน้าขุนนางทั้งปวง ให้ลกซุนว่าราชการเมืองทั้งปวง ถ้าผู้ใดขัดขวางมิทำตามให้ฆ่าเสียเถิด

ฝ่ายลกซุนรับอาญาสิทธิ์บังคมแล้วถือกระบี่เดิรออกไป จึงสั่งซิเซ่งเตงฮองทหารใหญ่ซ้ายขวา ให้จัดทหารทั้งทัพบกทัพเรือให้พร้อม เราจะยกไปเวลานี้ ซิเซ่งเตงฮองก็ออกไปจัดแจงทหารพร้อมแล้วเข้ามาบอกลกซุน ๆ ก็ออกไป ฮันต๋งจิวท่ายซึ่งรักษาค่ายอยู่นั้น รู้ว่าพระเจ้าซุนกวนตั้งลกซุนเปนนายทัพใหญ่ยกมา จึงว่าขุนนางในเมืองกังตั๋งสินแล้วหรือ จึงตั้งลกซุนออกมาเปนนายทัพ จะมิเสียราชการไปหรือ เจรจากันมิทันแล้ว พอลกซุนยกมาถึง ฝ่ายลกซุนดูกิริยาอาการฮันต๋งจิวท่ายแลทหารทั้งปวงเห็นไม่สู้ยำเกรง จึงสั่งให้หาฮันต๋งจิวท่ายแลนายทัพนายกองทั้งปวงมาปรึกษาราชการ ลกซุนจึงถือกระบี่ยืนร้องประกาศว่า พระเจ้าซุนกวนให้อาญาสิทธิ์แลกระบี่เรามาบังคับบัญชานายทัพนายกองทหารทั้งปวง ผู้ใดทำดีก็จะให้ความชอบ ผู้ใดทำผิดก็จะทำโทษตามผิด ถ้าเห็นประการใดก็ให้ทักท้วงเถิดเรามิได้ถือ ช่วยตักเตือนกัน ทหารทั้งปวงก็นิ่งอยู่

จิวท่ายจึงว่าแก่ลกซุนว่า ซุนหวนหลานพระเจ้าซุนกวนตั้งอยู่ณเมืองอิเหลง บัดนี้พระเจ้าเล่าปี่ให้ล้อมเมืองไว้ คนในเมืองก็จะอดอาหาร ข้างนอกเมืองก็มิได้มีผู้ใดออกไปช่วย ขอเชิญท่านผู้มีสติปัญญาไปช่วยรบแก้เอาซุนหวนออกมา เห็นจะพ้นธุระเจ้านายเรา ลกซุนจึงว่า ซุนหวนเปนคนนํ้าใจอารีทหารแลพลเมืองก็รักมาก แล้วทหารก็ดี ๆ มาก อาหารซึ่งจะเลี้ยงไพร่พลเมืองก็ยังไม่ขัดสนเห็นเขาจะไม่เปนไร เราตีทัพพระเจ้าเล่าปี่แตกแล้วซุนหวนก็จะมาได้เองไม่พักไปช่วย จิวท่ายแลทหารทั้งปวงฟังลกซุนว่าดังนั้นชวนกันยิ้มอยู่แต่ในใจแล้วก็ลาออกไป

ฮันต๋งจึงพูดกับจิวท่ายว่า พระเจ้าซุนกวนให้ลกซุนมาเปนนายทัพนายกองเห็นจะเสียเมืองกังตั๋งเปนมั่นคง จิวท่ายจึงว่า ข้าพเจ้าฟังดูความคิดที่ลกซุนพูดวันนี้ เห็นจะเสียราชการเหมือนว่าจริง ฝ่ายลกซุนครั้นเวลารุ่งเช้าให้หานายทัพนายกองมาพร้อมแล้วจึงสั่งว่า ถ้าพระเจ้าเล่าปี่ยกมารบอย่าให้ออกรบให้ตั้งมั่นรักษาค่ายนิ่งอยู่ ฝ่ายนายทัพนายกองทหารทั้งปวงได้ฟังลกซุนสั่งดังนั้น ก็ชวนกันหัวเราะทำเมินมิได้เอาใจใส่ แล้วชวนกันลาออกไปหาทำตามสั่งไม่ ฝ่ายลกซุนรู้ว่ามิได้ทำค่ายคูรักษาให้มั่นคงตามสั่ง แลนายทัพนายกองทหารทั้งปวงไม่ยำเกรง ครั้นรุ่งเช้าจึงให้หานายทัพนายกองแลทหารทั้งปวงเข้ามาพร้อมกันแล้วจึงว่า เราสั่งท่านทั้งปวงให้ทำค่ายคูรักษาตัวให้มั่นแล้วอย่าให้ออกรบ เหตุไรจึงละเมินเสียไม่ทำตามเราสั่ง

ฮันต๋งจึงว่า ข้าพเจ้าเปนชาติทหารติดตามพระเจ้าซุนกวนไปรบทุกแห่งทุกตำบลไม่กลัวตาย แลบัดนี้ตั้งท่านออกเปนนายทัพให้รบกับพระเจ้าเล่าปี่ แลท่านมาสั่งให้ตั้งรักษาค่ายมั่นอยู่อย่าให้ออกรบนั้น ท่านจะเอาเทพดามาช่วยหรือ แลทหารทั้งปวงร้องขึ้นพร้อมกันว่าฮันต๋งว่าชอบ เราจะขอออกรบไม่กลัวตาย ลกซุนได้ยินฮันต๋งแลทหารทั้งปวงว่าดังนั้นก็โกรธ ชักกระบี่ออกแล้วยืนร้องว่า ถึงตัวเราเด็กก็ดีพระเจ้าซุนกวนพระราชทานอาญาสิทธิ์ให้เรามาเปนแม่ทัพบังคับคนทั้งปวง ถ้าผู้ใดละเมิดคำสั่งมิฟังเราบังคับเราจะตัดสีสะเสีย ด้วยกระบี่เล่มนี้ ทหารทั้งปวงได้ยินก็โกรธอยู่ในใจ มิรู้ที่จะว่าประการใดก็ชวนกันลาออกไปทำค่ายคูรักษาค่ายมั่นไว้ตามสั่ง

ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่ครั้นเส้นเตียวหุยแล้ว จึงสั่งทหารให้ตั้งค่ายรายลงไปตั้งแต่ตำบลอูเต๋งถึงตำบลฉวนเค้ายาวพันเส้น เปนค่ายสี่สิบค่าย ฝ่ายทหารสอดแนมเข้ามาทูลพระเจ้าเล่าปี่ว่า พระเจ้าซุนกวนตั้งให้ลกซุนมาเปนนายทัพ บังคับให้ทหารรักษาค่ายมั่นอยู่มิให้ออกรบ พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็คิดสงสัย ถามว่าลกซุนนี้อยู่หาไหนเปนคนกะไรอยู่ ฝ่ายม้าเลี้ยงที่ปรึกษาจึงทูลว่า ลกซุนคนนี้อยู่เมืองเกงจิ๋วเปนพลเรือนผู้น้อย อายุเด็กก็จริงแต่เขาได้เรียนวิชาความรู้มาก มีสติปัญญาราวกับจิวยี่ เมืองเกงจิ๋วเสียก็เพราะความคิดอ้ายคนนี้

พระเจ้าเล่าปี่ได้ยินก็โกรธจึงว่า ความคิดอ้ายคนนี้มันฆ่าน้องเราเสียดีแล้ว บุญของเราที่จะได้แก้แค้น เราจะได้ยกทัพเข้าตีเวลาวันนี้ ม้าเลี้ยงจึงว่า ลกซุนคนนี้ข้าพเจ้าเห็นมีสติปัญญากว่าจิวยี่ อย่าเพ่อให้เข้ารบขอดำริห์ดูให้ดีก่อน พระเจ้าเล่าปี่โกรธจึงว่า เรารบศึกมานักหนาแต่หนุ่มจนแก่แล้วจะเกรงอันใดกับลกซุนอ้ายเด็กวานนี้ ว่าแล้วสั่งทหารให้เร่งยกทัพไป ฝ่ายฮันต๋งจิวท่ายซึ่งรักษาค่าย รู้ว่าพระเจ้าเล่าปี่ยกมาแล้วจึงใช้ให้ทหารไปบอกกับลกซุน ๆ ตกใจเกรงว่าทหารทั้งปวงจะมิฟังจะขืนออกรบ จึงขึ้นม้าเดิรออกไปดูพบฮันต๋งยืนอยู่ในค่ายบนเขา

ฝ่ายฮันต๋งดูไปเห็นทหารยกมามาก ชั้นกลางนั้นทหารถือล้วนธงเหลือง จึงชี้บอกให้ลกซุนดู ว่านั้นพระเจ้าเล่าปี่ยกมาเอง เราจะนิ่งอยู่ใยจะขอออกรบจับเอาตัวพระเจ้าเล่าปี่ให้ได้ ลกซุนจึงว่า พระเจ้าเล่าปี่ชำนิชำนาญในการศึก รบชนะมามากแล้วทหารก็มีฝีมือ ท่านจะออกไปรบนั้นมิได้ จงรักษาอยู่แต่ในค่ายให้มั่นเถิด ถ้าทหารฝ่ายเขายกมารบเหนื่อยแล้ว แดดร้อนจะหยุดอยู่ริมเขาแลร่มไม้เมื่อใด เราจึงจะคิดทำการรบเอง ฮันต๋งได้ยินไม่เห็นด้วย แต่จนใจด้วยกลัวก็นิ่งอยู่

ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่เห็นทหารเมืองกังตั๋งไม่ออกรบ จึงขับทหารให้ดากันเข้าไปร้องด่าถึงหน้าค่าย ลกซุนได้ยินจึงสั่งทหารทั้งปวงว่าอุตส่าห์สกดใจเอากระดาษจุกหูเสียเถิด ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่ครั้นให้ทหารไปร้องด่าถึงหน้าค่ายแล้ว ทหารเมืองกังตั๋งก็ไม่ออกมารบ ก็ให้กลุ้มอกขัดใจโกรธนัก ม้าเลี้ยงจึงทูลว่า ลกซุนคนนี้ความคิดมาก จนเราให้คนไปร้องด่าถึงหน้าค่ายแล้วก็มิได้ออกมารบ เกลือกมันจะทำให้เลินเล่อไว้ใจ ขอดำริห์ให้ดีก่อน พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า ความคิดมันจะเปนกะไรมา มันเคยแพ้เราจึงไม่ออกมารบ เห็นว่ากลัวจริง ๆ อยู่

ปองสิบจึงทูลว่า เรายกมาบัดนี้เปนเทศกาลร้อน จะอาศรัยร่มไม้เล่าก็น้อย จะไปหานํ้าเล่าก็ทางไกล เกลือกมีราชการมาจะเอามิทันที พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังเห็นชอบด้วย จึงว่าเราจำจะถอยทัพไปตั้งริมนํ้าที่มีต้นไม้ ทหารจะได้อาศรัย พ้นเทศกาลร้อนแล้วจึงจะยกเข้ามารบ ม้าเลี้ยงจึงทูลว่า ที่จะไปตั้งให้ใกล้นํ้าแลร่มไม้ก็ดีอยู่แล้ว แต่เกลือกว่าลกซุนเห็นว่าเราถอยทัพดังนั้น มันจะยกหนักหักใหญ่ออกมาเราจะทำประการใด พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า ถ้ากระนั้นเราจะให้งอปั้นคุมทหารหนึ่งหมื่น ตั้งอยู่ปากทางที่มันจะออกมา ตัวข้าพเจ้าจะคุมทหารมีฝีมือแปดพันไปซุ่มอยู่ที่ซอกเขา แล้วเราจึงถอยทัพ ถ้าลกซุนเห็นว่าเราถอยทัพจะยกไล่ออกมา ให้งอปั้นรบแล้วทำเปนแพ้ถอยหนี ได้ทีข้าพเจ้าจะออกตัดท้ายจับเอาตัวลกซุนให้จงได้ ขุนนางแลที่ปรึกษาเห็นชอบด้วยแล้วสรรเสริญความคิดพระเจ้าเล่าปี่

ม้าเลี้ยงจึงทูลว่า ขงเบ้งเปนอาจารย์อยู่รักษาเมือง ท่านยกทัพมาข้างนี้จะตั้งค่ายคูดูที่ทางทั้งปวง จะต้องด้วยพิชัยสงครามหรือประการใด ขงเบ้งมิได้มาเห็นด้วย ข้าพเจ้าขอเขียนเปนแผนที่ไปให้ขงเบ้งดูผิดแลชอบ พระเจ้าเล่าปี่เห็นชอบด้วยจึงว่าท่านไปเขียนเอาเถิด ถ้าขงเบ้งเห็นแล้วจะว่าประการใดท่านจงเร่งรีบกลับมาบอกโดยเร็ว ม้าเลี้ยงก็ไปเขียนแผนที่ตามรับสั่ง พระเจ้าเล่าปี่ก็ให้ถอยทัพไปทำตามที่คิดไว้นั้น

ฝ่ายฮันต๋งจิวท่ายรู้ว่าพระเจ้าเล่าปี่ถอยทัพ จึงมาบอกกับลกซุนว่า พระเจ้าเล่าปี่ตั้งค่ายมาถึงสี่สิบค่ายแล้วยกถอยไป ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าเปนเทศกาลร้อน ดีร้ายจะถอยไปตั้งที่ร่มไม้ใกล้น้ำ เราได้ท่วงทีอยู่แล้วจะขอออกไล่รบเอา

ลกซุนได้ยินดังนั้นดีใจนัก จึงขึ้นม้าคุมทหารออกมาดู เห็นทัพตั้งอยู่กองหนึ่ง คนประมาณหมื่นหนึ่ง ทหารแก่บ้างหนุ่มบ้างไม่เสมอกันก็คิดสงสัยนัก ฮันต๋งจิวท่ายจึงว่า เห็นทหารกองนี้ก็เล็ก ๆ แล้วก็แก่มาก ข้าพเจ้าจะขอออกรบตีให้แตกไปเดี๋ยวนี้ ลกซุนจึงห้ามว่าทัพนี้เขาตั้งไว้ลวงเรา จะเอาทหารซุ่มไว้ในซอกเขาโน้นเปนมั่นคง ท่านอย่าออกรบเลย ทหารทั้งปวงได้ยินลกซุนห้ามดังนั้นก็ชวนกันหัวเราะ แล้วต่างคนต่างคิดว่าลกซุนนี้อ่อนความคิดนักกลัวข้าศึกเสียจริง ๆ

ฝ่ายงอปั้นทัพหน้า ครั้นรุ่งเช้าแล้วก็ขับทหารเข้าไปเยาะเย้ยร้องด่าหน้าค่าย ฝ่ายชีเซ่งเตงฮองนายทหารได้ยิน จึงเอาเนื้อความเข้าไปบอกลกซุนว่าจะขอออกรบ ลกซุนจึงว่าท่านเหล่านี้จะทำการสิ่งใดแต่ล้วนจะหักเอาด้วยกำลังแรง ไม่ทำโดยความคิดเลย ทัพเขามาวางไว้กองนี้คือเขาลวงเรา ท่านหากไม่รู้ เมื่อไรพ้นสามวันแล้วจึงจะเห็นความคิดเรา ชีเซ่งจึงว่า เมื่อพ้นสามวันเขาไปตั้งได้แล้วเราจะทำกะไรเอา ลกซุนจึงว่าท่านอย่าวิตกขอแต่ให้ถอยไปเถิดเราจะทำให้ดู ชีเซ่งแลทหารทั้งปวงกลัวมิรู้ที่จะว่าประการใด ต่างคนต่างก้มหน้าหัวเราะแล้วก็ลาไป ครั้นพ้นสามวันแล้วลกซุนขี่ม้าเรียกทหารขึ้นไปยืนในค่ายบนเขา เห็นทัพงอปั้นยกถอยไป ทัพในหว่างเขาล้วนถือธงเหลืองยกออกไป บันดาทหารแลเห็นแล้วก็ตกใจ ลกซุนจึงว่า เราห้ามท่านทั้งปวงมิให้ออกรบนั้นเพราะเหตุฉนี้เห็นแล้วหรือ ให้เขาถอยไปเถิด อีกสิบห้าวันเราจะยกออกไปรบให้แตก

ฝ่ายทหารทั้งปวงจึงว่า เมื่อแรกเขายกมาสิไม่รบ ครั้นเขาถอยทัพไป ได้ตั้งมั่นลงรากแล้วจะยกไปรบเขาให้แตกนั้นข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย ลกซุนจึงว่า คนทั้งปวงไม่รู้ในการศึก พระเจ้าเล่าปี่มีความคิดมาก แล้วกำลังศึกยกหนักหักมา จะเข้ารับหน้าเหมือนหักไฟหัวลมจะได้หรือ บัดนี้เหือดแล้วจึงยกถอยไป ฝ่ายทหารทั้งปวงก็จะเลินเล่อไว้ใจว่ามาครั้งไรมิได้รบ ก็จะเที่ยวซุกซนหลับนอนหาที่สบายกระจัดกระจายกันอยู่ เราคอยดูได้ท่วงทีแล้วจะตีหักตะบึงเข้าไปเห็นจะได้โดยง่าย

นายทัพนายกองแลทหารทั้งปวงเห็นชอบด้วย ตั้งแต่นั้นมาก็เกรงกลัวความคิดลกซุน ๆ จึงจัดแจงทหารเตรียมไว้ แล้วแต่งหนังสือให้คนเร็วถือไป ถวายพระเจ้าซุนกวนเปนใจความว่าเห็นกำลังพระเจ้าเล่าปี่หย่อนลงแล้ว บัดนี้ยกถอยไปตั้งอยู่ร่มไม้ริมแม่น้ำ ในสิบห้าวันนี้ข้าพเจ้าจะขอตีให้แตกไป พระเจ้าซุนกวนเห็นหนังสือดีใจนัก จึงจัดแจงทหารเพิ่มเติมไปให้ลกซุน

ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่จึงสั่งนายทัพเรือ ให้ตั้งค่ายน้ำพอบังเรือ รายลงไปในแดนเมืองกังตั๋ง ห้องกวนจึงทูลว่า อันจะให้ทัพเรือยกเข้าไปนั้นเห็นจะไปง่าย อันจะกลับถอยมายากด้วยขืนนํ้า ข้าพเจ้าจะขอไปตั้งเปนทัพหน้าอยู่จะได้ช่วยทัพเรือง่าย พระองค์เปนทัพหลังอยู่แล้วเห็นจะไม่เสียแก่ข้าศึก พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า ทำไมกะอ้ายชาวเมืองกังตั๋งมันหลบหัวกลัวเราอยู่แล้ว ที่ไหนจะมารบอย่าสงสัยเลย เราเร่งตั้งเข้าไปเถิด ขณะนั้นขุนนางแลที่ปรึกษาได้ว่ากล่าวทัดทานมิให้ไปพระเจ้าเล่าปี่ก็มิฟัง แล้วจัดทัพเปนสองกอง ทัพหนึ่งให้ห้องกวนเปนนายกองไปตั้งอยู่ทิศเหนือ เกลือกโจผียกมาตี ตัวพระเจ้าเล่าปี่นั้นตั้งค่ายรายไปตามริมแม่น้ำใกล้กันกับทัพเรือ

ฝ่ายทหารคนสอดแนมเอาเนื้อความไปบอกโจผีว่า พระเจ้าเล่าปี่ยกมารบเมืองกังตั๋ง ตั้งค่ายรายไปตามริมน้ำสี่สิบค่ายรายไปเจ็ดพันเส้น แล้วให้ห้องกวนคุมทหารยกมาตั้งทิศเหนือทางจะมาเมืองเรา ฝ่ายพระเจ้าซุนกวนนั้นแต่งให้ลกซุนเปนแม่ทัพออกมารบด้วยพระเจ้าเล่าปี่ พระเจ้าโจผีได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วจึงว่า เล่าปี่จะเสียแก่ซุนกวน บันดาขุนนางแลที่ปรึกษาที่นั่งอยู่นั้น จึงทูลถามว่าพระองค์เห็นกะไร โจผีจึงว่า พระเจ้าเล่าปี่ไม่เข้าใจในการทัพจึงตั้งค่ายยาวไปถึงเจ็ดพันเส้น แม้ข้าศึกเข้ารบหัวท้ายจะช่วยกันได้หรือ เห็นจะเสียทีกับลกซุนเปนมั่นคง เราคอยดูเถิด ขุนนางที่ปรึกษาทั้งนั้นยังไม่เชื่อทีเดียวจึงว่า ข้าพเจ้าจะขอจัดแจงตระเตรียมทหารไว้ให้พร้อม

โจผีจึงว่า ลกซุนตีทัพพระเจ้าเล่าปี่แตกแล้ว เห็นจะไล่ติดตามเข้าไปถึงเมืองเสฉวน ข้างเมืองกังตั๋งผู้คนก็จะเบาบางทหารก็จะน้อย เราจึงยกเข้าตีเอาเมืองกังตั๋ง ทำอาการดุจหนึ่งจะไปช่วยให้เขาไว้ใจ เราจะตระเตรียมกองทัพไว้ให้พร้อมจะยกไปเปนสามทาง จึงจัดให้โจหยินเปนนายกองคุมทหารไปทางยูสู โจฮิวคุมทหารไปทางต๋งเค้า โจจิ๋นคุมทหารไปทางลำกุ๋น ทั้งสามทัพนี้จงตั้งซุ่มอยู่ในแดนเราก่อนเราจะคอยฟังคนสอดแนม เมื่อไรได้ท่วงทีแล้วจึงยกให้พร้อมกัน ตัวเราจะเปนทัพหนุนไปเห็นจะได้เมืองกังตั๋งโดยสดวก ที่ปรึกษาแลขุนนางทั้งปวงเห็นชอบด้วย แล้วต่างคนต่างก็ลาออกไปจัดแจงกองทัพไว้ให้พร้อมตามสั่ง

ฝ่ายม้าเลี้ยงซึ่งเขียนแผนที่ไปให้ขงเบ้งดูนั้น ครั้นถึงเมืองตังฉวนก็เข้าไปหาขงเบ้ง เอาแผนที่ซึ่งตั้งค่ายออกให้ขงเบ้งดู ขงเบ้งครั้นเห็นแผนที่ดังนั้นก็ตกใจนัก จึงเอามือตบลงที่โต๊ะแล้วว่า กรรมแล้วเห็นจะเสียแก่ลกซุนเปนมั่นคง ใครช่างคิดอ่านให้พระเจ้าเล่าปี่ตั้งค่ายดังนี้ให้เอาตัวมาฆ่าเสีย ม้าเลี้ยงจึงว่า ผู้ใดจะคิดอ่านให้หามิได้ ความคิดของพระเจ้าเล่าปี่เอง ซึ่งว่าจะเสียแก่ลกซุนนั้นท่านเห็นประการใด ขงเบ้งจึงบอกว่า เพราะตั้งค่ายแต่สี่สิบค่าย ยาวไปถึงพันเส้นนั้น ถ้าข้าศึกเข้ารบแลจุดไฟขึ้นก็ดีจะไปช่วยกันได้หรือ ให้จัดค่ายร่นเข้ามาตั้งเสียใหม่แต่พอช่วยกันได้ ม้าเลี้ยงจึงว่า ข้าพเจ้าจะกลับไปเกลือกจะมิทัน ข้างพระเจ้าเล่าปี่แตกไปก่อนแล้ว มันจะมิไล่ติดตามมาถึงเมืองเสฉวนหรือ

ขงเบ้งจึงว่า ถึงพระเจ้าเล่าปี่แตกแล้วก็ดี เห็นลกซุนจะไม่ตามมาถึงเมืองเสฉวน เพราะระวังหลังกลัวโจผีจะเข้าตีเอาเมืองกังตั๋ง ข้างพระเจ้าเล่าปี่ถ้าแตกแล้วเห็นว่าจะไปอาศรัยเมืองเป๊กเต้ อันเมืองเป๊กเต้นี้เมื่อเรายังไม่เข้ามาเมืองเสฉวนนั้น เราได้จัดแจงทหารไว้ถึงสิบหมื่นตั้งไว้ที่ตำบลอิปักโป้ ปากทางจะเข้าไปเมืองเป๊กเต้นั้นกองหนึ่ง

ม้าเลี้ยงจึงว่า ข้าพเจ้าก็เดินทางมาจากอิปักโป้ ท่านว่ามีทหารอยู่ที่นั่นกองหนึ่ง เปนไรข้าพเจ้าไม่เห็นแต่สักคนหนึ่งเล่า ขงเบ้งจึงว่า ท่านอย่าว่าไปเลย เมื่อไรไปถึงที่นั้นแล้วจึงจะเห็นความคิดที่คิดไว้ ม้าเลี้ยงได้ยินดังนั้นแล้วก็ขอหนังสือขงเบ้งขึ้นม้ารีบกลับไป ขงเบ้งก็เข้าไปณเมืองเสฉวนจัดแจงทหารไว้พร้อม

ฝ่ายลกซุนรู้ว่าพระเจ้าเล่าปี่ตั้งค่ายรายตามริมน้ำสี่สิบค่าย ยาวถึงเจ็ดพันเส้น แล้วเห็นทหารทั้งปวงก็เลินเล่อ ไม่เปนอันที่จะรักษาตัวดีใจนัก จึงให้หานายทัพนายกองเข้ามาพร้อมกันแล้วจึงสั่งว่า บัดนี้ได้ทีเราอยู่แล้ว เราจะให้ยกเข้าไปกลางคืนตีเอาค่ายซึ่งตั้งอยู่กังหนำให้ได้ ผู้ใดจะอาสาเข้าไปตี ฮันต๋งจิวท่ายเล่งทองรับว่า ข้าพเจ้าจะขออาสาไปตีเอาค่ายให้ได้ ลกซุนจึงว่า ท่านสามคนอย่าไป จึงเรียกทหารผู้หนึ่งชื่อตุนอิตั๋น ให้คุมทหารห้าพันเข้าไปตีค่ายเปาเตียวให้ได้ในเวลาคํ่าวันนี้ เราจะยกกองทัพหนุนไป ตุนอิตั๋นก็คุมทหารไปทำตามสั่ง แล้วลกซุนจึงสั่งชีเซ่งเตงฮองนายทหารสองคน จงคุมทหารข้างละสามพันไปตั้งกองซุ่มอยู่ริมทาง ถ้าตุนอิตั๋นเข้าไปรบแพ้ข้าศึกไล่มาให้ออกสกัดรบช่วย ข้าศึกแตกหนีไปแล้วอย่าไล่ไป ชีเซ่งเตงฮองก็คุมทหารไปทำตามสั่ง

ฝ่ายตุนอิตั๋นครั้นคํ่าเวลาดึกสงัดแล้ว ก็คุมทหารโห่ร้องเข้าตีค่าย ฝ่ายเปาเตียวเห็นทหารโห่ร้องเข้าตีค่าย ก็ถือทวนขี่ม้าขับทหารออกรบ ฝ่ายตุนอิตั๋นต่อสู้มิได้ ตัวก็ต้องเกาทัณฑ์ก็ขับม้าถอยหนี เตียวยังแลสะโมโขนายค่ายซึ่งตั้งอยู่หลังเขานั้น ครั้นเห็นทหารกังตั๋งโห่ร้องเข้าตีค่ายเปาเตียวก็คุมทหารออกสกัดทางรบ ตุนอิตั๋นหนีไปพบทัพเตียวยังสะโมโขก็ต่อรบ ครั้นเห็นทหารล้มตายลงมากแล้วก็ขับม้าหนี ฝ่ายเตียวยังสะโมโขเปาเตียวไล่รบติดตามตุนอิตั๋นไป ฝ่ายชีเซ่งเตงฮองซึ่งตั้งซุ่มอยู่นั้นก็ยกออกตี พวกพระเจ้าเล่าปี่ก็แตกหนีกลับคืนไปค่าย ชีเซ่งเตงฮองก็พากันกลับมา ตุนอิตั๋นนั้นถูกอาวุธพาลูกเกาทัณฑ์นั้นเข้าไปหาลกซุน แล้วร้องไห้ขอโทษที่ตัวแตกมานั้น

ลกซุนจึงว่า เราไม่เอาโทษเราแกล้งให้ไปทั้งนี้หวังจะดูกำลังเล่ห์กลพระเจ้าเล่าปี่ก็ได้เห็นแล้ว อย่าวิตกเลยเราจะตีให้แตกไปจงได้ ชีเซ่งเตงฮองจึงว่า ข้าพเจ้าเห็นพระเจ้าเล่าปี่มีทหารเข้มแข็งดีมาก จะตีเข้าไปให้แตกนั้นเห็นยากจะเสียทหารเปนอันมาก

ลกซุนได้ยินจึงหัวเราะแล้วว่า ประเพณีรบศึกหรือจะไม่ตาย แต่ผู้มีความคิดย่อมเสียน้อยได้มาก ประการหนึ่งขงเบ้งผู้มีปัญญา ก็มิได้มาด้วยเล่าปี่ เหมือนเทพดาให้ช่องจะช่วยชูเราให้รุ่งเรืองในพระเจ้าซุนกวน แล้วให้หานายทัพนายกองทั้งปวงมา จึงสั่งให้จูเหียนเปนนายกองคุมทหารไปทัพเรือ ในลำเรือนั้นบันทุกฟางไปให้มากจงทุกลำ ฝ่ายทัพบกนั้นให้ฮันต๋งคุมทหารพวกหนึ่งเข้าตีทัพทางเหนือ จิวท่ายคุมทหารพวกหนึ่งไปตีทางใต้ ให้ทหารมีเข้าตากคาดไถ้ แลเหล็กไฟมัดฟางห่อดินประสิวใส่ในล่ามสายชะนวนออกมาถือไปจงทุกคน พรุ่งนี้เวลาค่ำลมพัดกล้าแล้วให้ทหารทัพบกทัพเรือพร้อมกันตีเข้าไปให้ถึงค่ายทั้งสี่สิบค่ายแล้วจุดเพลิง เว้นค่ายหนึ่งจุดค่ายหนึ่ง ถ้าแม้แตกเมื่อใด ท่านทั้งปวงเร่งติดตามจับเอาตัวพระเจ้าเล่าปี่มาให้ได้ ฝ่ายทหารทั้งปวงก็จัดแจงไปตามสั่ง

ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ว่าราชการจัดแจงทัพที่จะออกไปรบ ยังมิทันแล้ว บังเกิดอัศจรรย์ธงรบซึ่งปักแน่นอยู่นั้นลมมิได้พัดก็ล้มลงต่อหน้าพระที่นั่ง พระเจ้าเล่าปี่ตกใจจึงถามเทียกีที่ปรึกษาว่า เหตุนี้ดีร้ายประการใด เทียกีที่ปรึกษาจึงว่า ข้าพเจ้าเห็นเหตุนี้ร้ายอยู่ เห็นว่าลกซุนจะยกมาตีเราเปนมั่นคง พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า รบครั้งใดเราตีแตกไปทุกครั้ง ทหารมันตายเปนอันมากเห็นกลัวอยู่แล้ว ที่ไหนมันจะยกมาตีเรา พูดกันยังมิทันแล้ว พอทหารค่ายบนเข้ามาบอกว่า เห็นทหารเมืองกังตั๋งยกมามาก แล้วแยกกันเปนสองทาง พวกหนึ่งไปทางเหนือพวกหนึ่งไปทางใต้ พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงสั่งกวนหินเตียวเปาให้ออกไปดูจะเปนประการใด กวนหินเตียวเปาก็ออกไปดูแล้วกลับมาบอกว่า ดูไปทิศเหนือนั้นเห็นแสงไฟเรียงรายกันไปเปนทีหุงเข้า

พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังไม่แจ้งเนื้อความแน่ จึงสั่งให้กวนหินไปทิศเหนือ เตียวเปาไปทิศใต้ คุมทหารข้างละห้าร้อยไปสืบดูให้แน่ ว่ามันยกมาตีเราหรือจะไปทิศไหนให้รีบกลับมาบอก กวนหินเตียวเปาคุมทหารไปตามสั่ง ฝ่ายฮันต๋งจิวท่ายนายทัพบก จูเหียนนายทัพเรือ ทั้งสามนายยกมาคอยตามสัญญา ครั้นเห็นลมพัดกล้าแล้วก็พร้อมกันขับทหารบกเรือพากันโห่ร้อง รบเข้าไปถึงค่ายแล้วจุดเพลิงขึ้นพร้อมกัน

ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่ครั้นได้ยินทหารโห่ร้องรบเข้ามา แล้วจุดไฟติดค่ายลุกขึ้นพร้อมกันดังนั้นก็ตกใจนัก จะยกไปช่วยข้างไหนก็มิได้ไฟก็เกิดนัก ลมก็พัดกล้าแต่ละล้าละล้งอยู่ ทหารอยู่ค่ายเคียงซ้ายเคียงขวาก็แตกกันมา ค่ายพระเจ้าเล่าปี่เหยียบกันตายเปนอันมาก พระเจ้าเล่าปี่ครั้นเห็นเหลือกำลังจะสู้รบแล้ว ก็ขึ้นม้าคุมทหารหนีไปหาปองสิบ เห็นค่ายปองสิบเล่าไฟก็ติดลุกขึ้น

ฝ่ายปองสิบขี่ม้าคุมทหารหนีออกมานอกค่าย พบชีเซ่งนายทหารเมืองกังตั๋งก็รบกันอยู่ พระเจ้าเล่าปี่เห็นปองสิบรบกับทหารเมืองกังตั๋งดังนั้นกลัวก็ควบม้าคุมทหารหนีไปข้างทิศตวันออก ฝ่ายชีเซ่งเห็นพระเจ้าเล่าปี่หนีไปดังนั้น ก็ทิ้งปองสิบเสีย รีบติดตามพระเจ้าเล่าปี่

พระเจ้าเล่าปี่แต่รบพลางหนีพลางไปได้ประมาณร้อยเส้น พบเตงฮองคุมทหารเมืองกังตั๋งสกัดรบอยู่ข้างหน้าตกใจนัก จะหนีไปข้างไหนก็ใช่ที่ แต่รบละล้าละลังอยู่ ฝ่ายเตียวเปาซึ่งพระเจ้าเล่าปี่ใช้ออกไปสอดแนมดู เห็นแสงเพลิงติดมากก็รู้ว่าแตกแล้ว ก็เที่ยวหาพระเจ้าเล่าปี่ ครั้นได้ยินเสียงโห่ร้องรบกันก็รีบฝ่าหักเข้าไปดู ครั้นเห็นเตงฮองแตกถอยไปแล้วก็พบพระเจ้าเล่าปี่ ๆ ก็พากันหนีไปประมาณสามร้อยเส้น พบเปาเตียวคุมทหารเดิรมา ก็ได้บัญจบกับพระเจ้าเล่าปี่พากันหนีไป

ฝ่ายลกซุนคุมทหารไล่ติดตามพระเจ้าเล่าปี่มาข้างหลัง ฝ่ายเปาเตียวเตียวเปาเห็นลกซุนไล่ติดตามเห็นว่าจะหนีไม่พ้นจึงทูลพระเจ้าเล่าปี่ว่า เขาม้าอั๋วนี้ก็ชอบกลเวลาก็จวนค่ำแล้ว ขอเชิญท่านขึ้นอยู่บนเขานี้ก่อนเถิด ข้าพเจ้าจะรบอยู่บนซอกเขานี้ไม่ให้เข้ามาได้ พระเจ้าเล่าปี่ก็ขึ้นไปอยู่บนเขาม้าอั๋ว เตียวเปาเปาเตียวก็คุมทหารคอยรบอยู่ซอกเขา ลกซุนก็คุมทหารไล่ติดตามขึ้นไปจะหักเข้าไปในเขา เตียวเปาเปาเตียวรบไว้หักเข้าไปมิได้ ก็ให้ล้อมวงอยู่รอบเชิงเขา ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่ขึ้นไปยืนอยู่บนยอดเขาดูไปเห็นเพลิงยังติดอยู่ แล้วคิดถึงทหารล้มตายเปนอันมากก็ร้องไห้

ฝ่ายลกซุนครั้นรุ่งเช้า แลดูเห็นหญ้าที่เขานั้นแห้งบ้างสดบ้างพอจะจุดไฟได้ ก็สั่งให้ทหารระดมจุดไฟขึ้นไปให้รอบเขา พวกทหารก็ไปทำตามสั่ง ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่แลทหารทั้งปวง ครั้นเห็นไฟติดขึ้นมาดังนั้นก็ตกใจนัก คิดกันจะรบแหกออกไปก็ยังมิตกลงกันแต่วิ่งวนเวียนกันอยู่

ฝ่ายกวนหินซึ่งพระเจ้าเล่าปี่ใช้ให้ไปสอดแนมนั้น ได้ยินเสียงโห่ร้องนักดูไปเห็นแสงเพลิงติดค่ายมากดังนั้นก็รู้ว่าเสียแก่ข้าศึกแล้ว ก็รีบมาหาพระเจ้าเล่าปี่ พบทหารหนีกระจัดกระจายนั้นบอกว่า พระเจ้าเล่าปี่หนีไปทางทิศตวันตก ก็รีบตามไปพบทหารเมืองกังตั๋งล้อมรอบเชิงเขา แล้วเห็นจุดไฟขึ้นดังนั้นก็เข้าใจว่าพระเจ้าเล่าปี่อยู่นี้แล้ว จึงขี่ม้าขับทหารหักเข้าไปดับไฟขึ้นบนเขา ครั้นพบพระเจ้าเล่าปี่ก็กราบลงแล้วร้องไห้ จึงว่าข้าศึกระดมไฟขึ้นมาจะอยู่ที่นี่มิได้ จะพากันตายเสีย ขอเชิญท่านไปอาศรัยอยู่เมืองเป๊กเต้เถิดเห็นจะพ้นข้าศึก แล้วเราจะได้เกลี้ยกล่อมทหารซึ่งแตกอยู่ในดงในป่า

พระเจ้าเล่าปี่เห็นชอบด้วยจึงว่า เราจะรบหักออกไปนั้นจะจัดใครรบหน้ารบหลังเล่า กวนหินจึงว่า ข้าพเจ้าขอเปนทัพหน้าไป เตียวเปาจึงว่า ข้าพเจ้าขอเปนทัพกลาง เปาเตียวจึงว่า ข้าพเจ้าขอเปนทัพหลังรบรั้งให้พระองค์ไป ครั้นคิดกันจัดแจงแล้วก็รบหักลงไป

ฝ่ายลกซุนแลทหารทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ขับทหารติดตาม พระเจ้าเล่าปี่รีบหนีไปตามซอกเขา ครั้นลกซุนไล่ติดตามจวนแล้ว จึงสั่งทหารให้ถอดเสื้อออกเผาไฟกองไว้ตรงกลางทางที่ข้าศึกจะตามมานั้น ฝ่ายจูเหียนซึ่งลกซุนให้เปนนายทัพเรือนั้น ครั้นเผาค่ายพระเจ้าเล่าปี่แตกหนีแล้ว ก็คุมทหารขึ้นบกรีบติดตามไป ได้ยินเสียงโห่ร้องก็ออกสกัดต้านหน้าไว้ ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่ก็รีบหนีมาเห็นจูเหียนคุมทหารมาสกัดอยู่ข้างหน้า ตกใจหน้าซีดจึงร้องว่าทีนี้เราตายแล้ว กวนหินเตียวเปาก็ขับม้าออกรบจะแหกออกไปก็มิไหว ตัวก็ถูกเกาทัณฑ์นัก ลกซุนก็คุมทหารไล่รบขึ้นมาเปาเตียวก็รบอยู่

ฝ่ายจูล่งซึ่งพระเจ้าเล่าปี่ใช้ให้คุมทหารขนเข้าไว้ในเมืองเสฉวน ครั้นถึงตำบลกังจิวเห็นแสงไฟลุกขึ้นมากทหารวิ่งแตกมาบอกว่า พระเจ้าเล่าปี่แตกแล้ว ก็ขี่ม้าคุมทหารเที่ยวรบหาพระเจ้าเล่าปี่ ได้ยินเสียงโห่เห็นรบล้อมกันอยู่ไม่รู้ประการใด ก็ตีม้าขับทหารหักเข้าไป ฝ่ายจูเหียนเห็นดังนั้นก็กลับหน้าออกรบ จูล่งรบหักเข้าไปครั้นได้ทีก็เอาทวนแทงถูกจูเหียนตกม้าตาย พวก ทหารจูเหียนก็แตกหนีไป จูล่งจึงพบพระเจ้าเล่าปี่ก็พากันหนีไป ข้างเปาเตียวรบรั้งหลังนั้นทหารเมืองกังตั๋งเข้าสลักไว้ต่อรบอยู่มิได้ย่อท้อ

ฝ่ายเตงฮองเห็นเปาเตียวตบึงรบอยู่ จึงลวงร้องไปว่า ทหารท่านตายหนักหนาแล้วหาเห็นไม่หรือ แล้วพระเจ้าเล่าปี่เราก็จะจับตัวได้แล้ว ท่านยังจะหลงรบอยู่ใย เร่งมาหาเราโดยดีเถิดจะได้รอดชีวิต

เปาเตียวจึงร้องตอบว่า เราเปนทหารพระเจ้าเล่าปี่ เราไม่เข้าด้วยพวกมึงอ้ายขบถ ถึงจะตายในที่นี้เราก็ไม่เสียดายชีวิต แล้วก็ขับม้าเร่งทหารจะรบหักออกไปรบก็มิไหวเหลือกำลังแค้นใจนัก จึงร้องบอกทหารทั้งปวงว่า เราจะตายในที่นี้แล้ว กำลังแค้นกำลังเหนื่อยนักเปาเตียวก็รากโลหิตออกมาตายในที่นั้น ทหารทั้งปวงก็แตกเข้าป่าหนีไป ลกซุนก็เร่งทหารติดตามพระเจ้าเล่าปี่ไป

ฝ่ายเทียกีที่ปรึกษาครั้นพลัดจากพระเจ้าเล่าปี่ ก็ขับม้าตรงไปหาทัพเรือจะให้ยกมาช่วยทัพเรือก็แตกไป พบทหารเมืองกังตั๋งล้อมเข้าไว้ เทียกีสู้มิได้ก็เชือดฅอตาย ฝ่ายปองสิบรบอยู่กับชีเซ่ง ครั้นชีเซ่งละไปไล่พระเจ้าเล่าปี่แล้ว ก็คุมทหารรบไปบอกทัพงอปั้นเตียวหลำซึ่งตั้งล้อมซุนหวนอยู่นั้นจะยกมาช่วยพระเจ้าเล่าปี่ ฝ่ายงอปั้นเตียวหลำได้ฟังปองสิบบอกว่า พระเจ้าเล่าปี่แตกก็ตกใจเลิกทัพซึ่งล้อมเมืองนั้น รีบมากับปองสิบเที่ยวหาพระเจ้าเล่าปี่ไปประมาณทางสามร้อยเส้น พบทหารเมืองกังตั๋งก็รบกันอยู่

ฝ่ายซุนหวนซึ่งอยู่ในเมืองอิเหลง เห็นงอปั้นเตียวหลำเลิกทพไปรบกันอยู่กับทหารเมืองกังตั๋ง ก็ขี่ม้าคุมทหารออกจากเมืองเข้ารบกระหนาบหลัง ฝ่ายงอปั้นเตียวหลำปองสิบสามคนเห็นทัพมาตีกระหนาบหลังตกใจนัก จึงจัดแจงกันแบ่งทหารรบ ทหารก็ล้มตายเปนอันมาก เห็นเหลือกำลังแล้วงอปั้นก็คุมทหารแหกออกไปได้แล้วรบพลางหนีพลาง แต่เตียวหลำปองสิบสองคนถูกเกาทัณฑ์ตายในที่รบ

ฝ่ายสะโมโขซึ่งตั้งอยู่ริมเขา ครั้นรู้ว่าพระเจ้าเล่าปี่แตกก็ขี่ม้าคุมทหารออกตามช่วย ไปพบจิวท่ายทหารเมืองกังตั๋งก็ขับม้าเข้ารบกับจิวท่ายสู้กันไปมาไม่ทันถึงสิบเพลง จิวท่ายแทงสะโมโขตกม้าตาย ทหารทั้งนั้นก็แตกหนีเข้าดงป่าไป

ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่แตกหนีไปถึงเมืองเป๊กเต้แล้วจึงว่าแก่ที่ปรึกษาทั้งปวงว่า ทหารเราหายไปเปนอันมากไม่รู้ว่าผู้ใดล้มตายเลย จูล่งจึงว่าขอเชิญท่านอยู่ที่นี่ข้าพเจ้าจะคุมทหารไปสืบหาดู แล้วจูล่งก็เร่งทหารยกไปพบงอปั้น รบกันอยู่กับพวกเมืองกังตั๋ง จูล่งขี่ม้าขับทหารเข้าไล่รบพวกทหารกังตั๋งแตกหนีแล้ว จูล่งก็พางอปั้นไปเมืองเป๊กเต้

ฝ่ายนางซุนฮูหยินอยู่ในเมืองกังตั๋งได้ยินเขาลือว่าพระเจ้าเล่าปี่แตกแล้ว ทหารล้มตายเปนอันมาก ตัวก็ตายอยู่ในที่รบ ก็สงสารร้องไห้รักพระเจ้าเล่าปี่ผู้ผัว แล้วคิดว่าเกิดมาเปนผู้หญิงจะให้มีชายต้องถึงสองคนก็ไม่ควรนัก บัดนี้ผัวเราก็ตายแล้ว จะอยู่ไปก็เครื่องเปนราคีอายแกคนทั้งปวง คิดแล้วก็ขึ้นรถขับไปริมฝั่งแม่น้ำโจนลงแม่น้ำตาย คนทั้งปวงก็สรรเสริญนางซุนฮูหยินเปนอันมาก

ฝ่ายทหารชาวเมืองกังตั๋งครั้นตีทัพพระเจ้าเล่าปี่แตกฆ่าฟันทหารทั้งปวงล้มตายเปนอันมาก ก็เที่ยวเก็บได้เสื้อผ้าอาวุธสเบียงเกลี้ยกล่อมได้ทหารไว้เปนอันมาก

ฝ่ายลกซุนไล่ติดตามพระเจ้าเล่าปี่ไปใกล้ตำบลอิปักโป้ ดูไปเห็นข้างหน้าเปนรูปคนยืนสะพรั่งถืออาวุธอยู่มากมายนักก็คิดสงสัย จึงให้หยุดทัพอยู่ใช้ทหารไปสอดแนมดูว่าจะเปนประการใด ทหารทั้งปวงกลับมาบอกว่า จะได้เห็นคนมีหามิได้เห็นแต่ศิลากองไว้ประมาณแปดสิบเก้าสิบกอง ลกซุนได้ยินก็คิดสงสัยนัก จึงสั่งทหารให้จับเอาชาวบ้านป่ามาถามดู ทหารไปเที่ยวจับคนป่าได้ตัวมาแล้ว ลกซุนจึงถามคนป่าว่า ที่นี่ผู้ใดมาทำไว้เหตุผลเปนประการใด ศิลาเปนกอง ๆ อยู่ดูเปนรูปคนถืออาวุธดังนี้ คนป่าจึงบอกว่า ตำบลนี้ชื่ออิปักโป้เมื่อขงเบ้งยังไม่เข้าไปเมืองเสฉวนนั้น ได้คุมทหารมาให้ขนศิลากอง ๆ ทำไว้ ทุกวันนี้ศักดิ์สิทธิ์นักเหมือนท่านว่า ลกซุนได้ยินดังนั้นจึงพาเอาทหารไปด้วยสามสิบคน จะดูให้เห็นแก่ตา ครั้นถึงจึงยืนดูอยู่ข้างนอกพิจารณาดูก้อนศิลา เห็นวางไว้เปนที่ชอบกล ลกซุนเห็นดังนั้นแล้วก็หัวเราะจึงว่า ขงเบ้งแกล้งทำกลอุบายลวงไว้ให้คนกลัว แล้วก็พาทหารเดิรเข้าไปในหว่างก้อนศิลาแล้วเที่ยวดูทหารทั้งปวงจึงว่า เวลาบ่ายอยู่แล้วเชิญท่านกลับไปเถิด ลกซุนก็ชักม้าจะกลับออกมา ก็บังเกิดพายุพัดหนักแล้วได้ยินเสียงเหมือนชักกระบี่ออกจากฝัก ศิลาก็กระทบกันเปนประกาย ทรายก็ปลิวขึ้นมืดคลุ้ม แล้วเห็นเปนคนถืออาวุธยืนขวางหน้าแลล้อมไว้มากมาย ไม่เห็นทางที่จะออกไปได้ ลกซุนตกใจนักจึงร้องว่า ทีนี้เราตายด้วยความคิดขงเบ้งจริงแล้ว ว่าพอขาดคำเห็นตาแก่คนหนี่งมายืนอยู่ตรงหน้าม้าถามว่า ท่านจะใคร่ออกไปให้พ้นจากที่นี่หรือ ลกซุนจึงว่า ท่านช่วยพาเราออกไปให้พ้นจากที่นี่เอาบุญเถิด ตาแก่ก็ถือไม้เท้าพาลกซุนออกไป ครั้นพ้นแล้วลกซุนจึงถามตาแก่ว่า ท่านนี้ชื่อใดอยู่ที่ไหนเหตุผลนี้เปนประการใดข้าพเจ้าไม่รู้เลย ขอเชิญท่านเล่าไปให้ข้าพเจ้าฟัง

ฝ่ายตาแก่จึงว่า เราชื่อฮองเสงหงันอยู่ในที่นี่ เปนพ่อตาขงเบ้ง เมื่อลูกเขยเราจะเข้าไปเมืองเสฉวนนั้นได้ทำไว้ด้วยวิชาการความรู้ มีประตูอยู่แปดประตู มีฤทธิ์มีเดชต่าง ๆ กันไม่รู้ที่จะพรรณนาฤทธิ์ให้ท่านฟังแล้ว แม้มีทหารไว้สิบหมื่นก็ไม่เท่า แต่เมื่อขงเบ้งจะไปนั้นสั่งเราไว้ว่า อยู่ข้างหลังนี้จะมีทหารใหญ่เมืองกังตั๋งหลงเข้ามา แล้วอย่าให้เราชักพาออกมา นี่เราเห็นก็เอ็นดูจึงชักพาออกมาหวังจะเอาบุญ ลกซุนจึงถามว่า ความรู้วิชาการเช่นขงเบ้งทำไว้นี้ท่านรู้หรือไม่ ตาแก่จึงบอกว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เรียน ลกซุนได้ฟังดังนั้นคิดถึงคุณ จึงลงจากหลังม้ากราบตาแก่แล้วก็ลาไป ครั้นถึงทัพแล้วก็สรรเสริญความคิดปัญญาขงเบ้งว่าดีนักไม่มีผู้ใดเสมอ แล้วสั่งทหารทั้งปวงให้กลับทัพไปเมืองกังตั๋ง

ทหารทั้งปวงจึงว่า เราติดตามพระเจ้าเล่าปี่มาถึงนี้ได้ทีอยู่แล้ว จะมากลัวก้อนศิลา จะมาละพระเจ้าเล่าปี่เสียไม่ติดตามแลจะกลับไปนั้นข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย จะขอติดตามเอาตัวพระเจ้าเล่าปี่ให้ได้ ลกซุนจึงว่า ใช่เราจะกลัวก้อนศิลาจึงถอยนั้นหามิได้ แต่เราเห็นว่าความคิดพระเจ้าโจผีนี้หลักแหลมเหมือนกับโจโฉผู้บิดา เกลือกเขารู้ว่าเรามาตามพระเจ้าเล่าปี่ จะยกมาตีเอาเมืองกังตั๋งเราจะกลับไปช่วยทันหรือ ฝ่ายทหารทั้งปวงเห็นชอบด้วย แล้วกลับคืนไปเมืองกังตั๋ง ครั้นถึงแล้วลกซุนก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าซุนกวนทำคำนับแล้วเล่าความแต่หลังซึ่งได้รบแลติดตามพระเจ้าเล่าปี่ให้ฟังทุกประการ

ฝ่ายพระเจ้าซุนกวนได้ฟังดีใจนัก เจรจากันมิทันที่จะแล้วพอทหารสอดแนมเอาเนื้อความมาบอกว่า พระเจ้าโจผีให้ยกทหารมาสามทางเปนคนสิบหมื่น ให้โจหยินมาทางตำบลยูสู ให้โจฮิวมาทางต๋งเค้า โจจิ๋นมาทางนำกุ๋น ไม่รู้ว่าจะมาทำประการใด แต่ยกเข้ามาใกล้แดนเราอยู่แล้ว ลกซุนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ จึงทูลพระเจ้าซุนกวนว่าเหมือนหมาย ข้าพเจ้าจะรับรบกับพระเจ้าโจผีเอง แล้วจัดทัพเปนสามทัพ ให้ลิห้อมคุมทหารไปรับทัพโจฮิวณต๋งเค้า ให้จูกัดกิ๋นคุมทหารไปรับทัพโจจิ๋นทางนำกุ๋น ให้จูหวนไปรับทัพโจหยินณทางยูสู แล้วว่าเราจะยกหนุนท่านไปข้างหลัง

พระเจ้าเล่าปี่ครั้นจูล่งพางอปั้นมาถึงแล้ว ก็ไต่ถามกันถึงการที่รบ ครั้นแจ้งว่าทหารล้มตายดังนั้นคิดสงสารก็ร้องไห้ร่ำไร ฝ่ายม้าเลี้ยงซึ่งขอหนังสือขงเบ้งกลับมาถึงกลางทางพบทหารแตกหนีมาบอกว่า พระเจ้าเล่าปี่แตกหนีไปอยู่ณเมืองเป๊กเต้ ก็ขับม้ารีบตามไป ครั้นถึงจึงคำนับแล้วทูลความซึ่งขงเบ้งสั่งมากับหนังสือแผนที่นั้นถวาย พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังม้าเลี้ยงแล้วดูหนังสือจึงว่า เมื่อเรามาตีเมืองกังตั๋งนี้ ขงเบ้งอาจารย์ก็ได้ห้ามเรามิฟังขืนยกทัพมา จนเสียทัพแลทหารทั้งปวงเพราะเราประมาทเราผิดเองแล้ว ครั้นจะกลับไปเมืองเสฉวนเล่า จะเอาหน้าอะไรไปดูขงเบ้งแลขุนนางทั้งปวงเราอายนัก ไม่ไปเมืองเสฉวนแล้ว จึงสั่งให้แต่งเมืองเป๊กเต้ทำเปนที่ข้างหน้าข้างในแล้วพระเจ้าเล่าปี่ก็อยู่ในที่นั้น แต่ก็มิได้เปนสุขเลย

ฝ่ายทหารเอาเนื้อความมาทูลพระเจ้าเล่าปี่ว่า ห้องกวนซึ่งพระองค์ใช้ให้คุมทหารไปตั้งอยู่ทิศเหนือคอยรับทัพพระเจ้าโจผีนั้น บัดนี้เปนขบถพาทหารไปเข้าด้วยพระเจ้าโจผี จะไว้ใจแก่ราชการมิได้ ขอพระองค์ให้จับบุตรภรรยาห้องกวนมาจำไว้ก่อน พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า ห้องกวนนั้นเราให้เขาไปรับทัพโจผี ภายหลังเราแตกหนีมาจะเอาโทษเขาไม่ได้ ถึงเขารู้จะตามเรามาไม่ได้ ความตายจวนตัวด้วยกันจึงคิดกลอุบายเข้าอยู่ด้วยโจผีก่อน กว่าจะได้ท่วงทีก็จะกลับมา เราเห็นห้องกวนไม่เปนขบถ ชอบแต่เลี้ยงบุตรภรรยาไว้ให้ดี อย่าให้อดหยากกว่าเขาจะกลับมาจึงจะชอบ

ฝ่ายห้องกวนรู้ว่าพระเจ้าเล่าปี่แตกแล้ว จะคืนไปหาก็ไม่ได้ด้วยความตายจวนตัว ก็คิดกลอุบายพาทหารทั้งปวงเข้าไปอยู่ด้วยโจผี ฝ่ายทหารก็พาเอาตัวห้องกวนเข้าไป โจผีจึงถามห้องกวนว่า เดิมท่านอยู่กับพระเจ้าเล่าปี่ บัดนี้คิดกะไรจะมาอยู่ด้วยเราเร่งว่าไปให้เห็นจริงก่อน ฝ่ายห้องกวนร้องไห้แล้วทูลโจผีว่า ข้าพเจ้าเปนข้าพระเจ้าเล่าปี่ใช้มาตั้งทัพอยู่ณทิศเหนือ ภายหลังลกซุนตีทัพพระเจ้าเล่าปี่แตก ไม่รู้ว่าจะตายหรือจะเปนประการใด ข้าพเจ้าจะกลับคืนไปก็มิได้ พวกทหารเมืองกังตั๋งเที่ยวเกลี้ยกล่อมคอยจับกุมเอาไป ข้าพเจ้ามิสมัคไปอยู่เมืองกังตั๋ง จึงคุมทหารหนีมาพึ่งท่านทำราชการแล้วแต่จะโปรด

พระเจ้าโจผีเห็นจริงด้วยดีใจนัก จึงตั้งห้องกวนให้เปนนายทหารใหญ่ ฝ่ายห้องกวนจึงทูลขอตัวว่า ข้าพเจ้ายังมิได้ทำความชอบที่ไหนก่อน แต่พระราชทานชีวิตไว้ไม่ฆ่าเสียนี้ก็บุญคุณหนักหนา ข้าพเจ้าจะขออยู่เปนทหารผู้น้อยก่อน พระเจ้าโจผีก็ยอม พูดกันยังมิทันแล้วพอทหารสอดแนมเอาเนื้อความมาบอกแก่พระเจ้าโจผีว่า พระเจ้าเล่าปี่รู้ว่าห้องกวนคุมทหารมาอยู่ด้วยท่านโกรธนัก ให้จับบุตรภรรยาห้องกวนฆ่าเสียสิ้นแล้ว ห้องกวนได้ยินดังนั้นจึงว่า พระเจ้าเล่าปี่แตกหนีไป ข้าพเจ้าก็หนีมา ต่างคนต่างไปได้ด้วยความตายจวนตัว แล้วก็ยังไม่รู้ความว่าเปนประการใดแน่ แลจะจับบุตรภรรยาข้าพเจ้าไปฆ่าเสียนั้นไม่เห็นสม

ฝ่ายพระเจ้าโจผีได้ฟังห้องกวนว่าดังนั้นเห็นชอบด้วย แล้วจึงถามกาเซี่ยงที่ปรึกษาว่า เราจะเอาแผ่นดินให้อยู่ในเงื้อมมือเราทั้งหมด เราจะรบพระเจ้าเล่าปี่ก่อนหรือ ๆ จะรบพระเจ้าซุนกวนก่อนดี กาเซี่ยงที่ปรึกษาจึงทูลว่า ข้าพเจ้าคิดเห็นว่า พระเจ้าเล่าปี่มีทหารดีก็มีมาก แล้วขงเบ้งก็มีสติปัญญาได้ทำนุบำรุง ฝ่ายเมืองกังตั๋งเล่าพระเจ้าซุนกวนได้ลกซุนไว้ช่วยทำนุบำรุง ทหารก็ดี ๆ มาก หนทางจะไปก็ต้องข้ามน้ำลำบาก ฝ่ายทหารของเราที่เข้มแขงดีนั้นก็น้อยกว่าเขาเห็นจะไปรบเอาไม่ได้ ข้าพเจ้าคิดว่าเราจัดทัพไว้ให้พร้อมแล้ว นิ่งคอยดูให้พระเจ้าเล่าปี่รบกับพระเจ้าซุนกวนให้นักหนา ทหารล้มตายมากอ่อนลงด้วยกันทั้งสองแล้ว เราจึงตีเห็นจะได้โดยง่าย พระเจ้าโจผีจึงว่า เราเห็นมีชัยชนะแล้วจึงให้ยกทัพไปทั้งสามทาง ท่านก็รู้อยู่แล้วทำไมกลับมาว่าดังนี้เล่า เมื่อเห็นดังนั้นเปนไรจึงไม่ว่าแต่แรก

เล่าหัวที่ปรึกษาจึงว่า แต่แรกนั้นพระเจ้าเล่าปี่ยกมาตีทหารเมืองกังตั๋ง แตกทุกครั้ง ทหารเมืองกังตั๋งล้มตายย่นย่อกลัวพระเจ้าเล่าปี่อยู่ ข้าพเจ้าทั้งปวงจึงชวนท่านไปตีเมืองกังตั๋ง บัดนี้พระเจ้าซุนกวนให้รับลกซุนมาเปนนายทัพบังคับทหารทั้งปวง ลกซุนสติปัญญาดีตีทัพพระเจ้าเล่าปี่แตก ฆ่าทหารล้มตายเปนอันมาก พวกทหารเมืองกังตั๋งก็มีน้ำใจพองฟูขึ้นด้วยนายทัพมีปัญญา ซึ่งเราจะยกทัพไปตีเมืองกังตั๋งครั้งนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าลกซุนจะแต่งทัพให้มาสกัดตีเราที่ไหน ๆ แห่งหนึ่งเปนมั่นคง

พระเจ้าโจผีได้ยินดังนั้นก็มิฟัง จึงว่าเราจะยกทัพหลวงไปเร่งให้ทั้งสามทัพตีเข้าไป ว่ามิทันแล้วทหารสอดแนมเอาเนื้อความไปบอกให้ทูลพระเจ้าโจผีว่า ชาวเมืองกังตั๋งรู้ว่าท่านจะยกไปตี บัดนี้จัดให้ลิห้อมมาตั้งรับตังเค้า จูกัดกิ๋นตั้งรับนำกุ๋น จูหวนมาตั้งรับทางยูสู เล่าหัวที่ปรึกษาได้ฟังคนสอดแนมมาบอกจึงทูลพระเจ้าโจผีว่า บัดนี้เมืองกังตั๋งเขารู้ตัวแล้ว เราจะยกไปก็เห็นไม่ได้การ ขอท่านงดการอยู่อย่าไปเลย พระเจ้าโจผีมิฟังให้ยกทัพหลวงออกไป เร่งให้ทัพหน้าทั้งสามทางรีบยกเข้าไปในแดนเมืองกังตั๋ง

ฝ่ายจูหวนนายทหารเมืองกังตั๋งซึ่งรับอยู่ยูสูนั้น รู้ว่าโจหยินล่วงแดนเข้ามาแล้ว จึงจัดทหารให้ไปตั้งรับตำบลแม่น้ำเอียนเข แบ่งทหารไว้กับตัวรักษาค่ายแต่ห้าพัน ครั้นจัดทัพไปแล้วมีคนบอกว่า โจหยินใช้ทหารชื่อเสียงเตียวหนึ่ง จูกัดเขียนหนึ่ง ฮองสังหนึ่ง สามคนคุมทหารห้าหมื่นยกมาตีอยู่ที่ตำบลยูสู พวกทหารจูหวนได้ยินดังนั้นตกใจนักจึงพูดกันว่า เรารักษาอยู่แต่ห้าพันน้อยตัวนัก เขามาถึงห้าหมื่นเหลือกำลังเราจะรบ ต่างคนต่างก็กลัว จูหวนได้ยินทหารทั้งปวงย่อท้อนัก จึงถือกระบี่แล้วว่า การรบศึกนี้ใช่จะดีด้วยคนมากนั้นหาไม่ สุดแต่นายทัพดีมีปัญญาแล้วถึงน้อยก็ชนะมาก ฝ่ายทัพยกมาเหมือนมาแขก ทั้งขึ้นเขาข้ามนํ้าหาบสเบียงมาตามทางไกลกำลังก็เหนื่อยเมื่อยล้า ฝ่ายเราเจ้าบ้านคอยรับถึงน้อยกว่าสิบเท่าเราก็ชนะ อย่าว่าแต่โจหยินมาเพียงนี้ ถึงพระเจ้าโจผีมาเองเราก็ไม่กลัว แล้วสั่งทหารทั้งปวงว่า จงทำสงบเงียบอยู่เหมือนค่ายร้างไม่มีคน ธงเทียวก็ล้มไว้ไม่ปัก ข้าศึกเห็นก็จะไว้ใจเข้ามาใกล้ได้ทีแล้วให้ระดมกันยิงเกาทัณฑ์ โห่ร้องออกไล่หักรบเอาให้ได้

ฝ่ายเสียงเตียวจูกัดเขียนฮองสังทั้งสามนาย ซึ่งโจหยินใช้มารบยูสู ครั้นมาถึงค่ายยูสูเห็นไม่มีคนแล้วก็ขับทหารเข้าตีเอาค่าย พอได้ยินเสียงประทัดแล้วโห่ร้องยิงเกาทัณฑ์ระดมมา ถูกทหารล้มตายเปนอันมากแล้วก็ถอยหนีออกมา ฝ่ายจูหวนเห็นได้ทีก็ขับทหารออกรบกับเสียงเตียว สู้กันไปมาประมาณสามเพลง จูหวนฟันถูกเสียงเตียวตกม้าตาย ทหารเมืองกังตั๋งไล่ฆ่าฟัน เก็บได้อาวุธแลสเบียงทั้งคนแลม้าจับได้เปนอันมาก ฝ่ายโจหยินคุมทหารมาข้างหลังเห็นทัพหน้าแตกลงมาดังนั้นก็โกรธ เร่งขับทหารหนุนขึ้นไป ฝ่ายทหารจูหวนซึ่งตั้งอยู่แม่นํ้าเอียนเข เห็นโจหยินขับทหารหนุนกันขึ้นมาดังนั้น ได้ทีก็จุดประทัดสัญญาโห่ร้องออกมาสลักรบกระหนาบไว้ฆ่าทหารโจหยินล้มตายเปนอันมาก ทัพโจหยินก็แตกหนีไป

ฝ่ายโจหยินครั้นยกทัพกลับมาถึงพระเจ้าโจผีแล้วก็ร้องไห้ทูลขอโทษ พระเจ้าโจผีเห็นโจหยินแตกมาดังนั้นก็ตกใจ ยังมิทันจะคิดอ่านพอทหารทั้งสองทางเอาเนื้อความมาทูลว่า โจจิ๋นไปตั้งตำบลนำกุ๋นนั้น จูกัดกิ๋นคุมทหารมาตี แลโจฮิวซึ่งตั้งอยู่ต๋งเค้านั้นลิห้อมยกมาตีแตกทั้งสองทัพ ทหารล้มตายเปนอันมาก พระเจ้าโจผีได้ยินดังนั้นก็ทอดใจใหญ่ แล้วว่ากาเซี่ยงเล่าหัวที่ปรึกษาเขาก็ได้ทัดทานห้ามเรา หากเราไม่ฟังจึงเสียทัพ ครั้งนี้เราผิดเอง ครั้นจะยกไปแก้แค้นเล่าระดูนี้ก็เปนเทศกาลร้อน ทหารจะเกิดไข้เจ็บล้มตายเสีย จึงให้ยกทัพกลับคืนไปเมือง ตั้งแต่นั้นพระเจ้าซุนกวนกับพระเจ้าโจผีก็มีพยาบาทกันมา

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ