ตอนที่ ๔๙

ฝ่ายพระเจ้าเหี้ยนเต้รู้ว่ามหาอุปราชมีชัยชนะแก่สงคราม ยกกองทัพกลับมาแล้วมีความยินดีนัก เสด็จทรงรถออกมารับกองทัพถึงนอกเมือง แล้วจึงว่าแก่โจโฉว่า แต่นี้ไปเมื่อหน้า ถ้ามิได้ให้หาก็อย่าให้เข้ามาเฝ้าดุจหนึ่งขุนนางทั้งปวงเลย แม้เราสั่งให้หาเข้ามาเฝ้าก็ให้เหน็บกระบี่เข้ามาในที่เฝ้า แล้วอย่าให้ถวายบังคมเปนอันขาดทีเดียว

ฝ่ายโจโฉได้รับสั่งก็มีใจกำเริบใหญ่หลวงขึ้นกว่าแต่ก่อน กิตติศัพท์ก็ฟุ้งเฟื่องปรากฎไปถึงเตียวฬ่อเจ้าเมืองฮันต๋ง แลเตียวฬ่อคนนี้เปนหลานเตียวเหลง ๆ นั้นแต่ก่อนเปนชาวเมืองเสฉวน ไปเที่ยวเรียนวิชาอยู่ตำบลเขาโฉะเบงสัน ครั้นเรียนวิชาได้ชำนาญแล้วก็มาอยู่ในเมืองฮันต๋ง อาณาประชาราษฎรชาวเมืองผู้ใดจะเจ็บไข้ได้สาระทุกข์ประการใดก็เอาเปนธุระช่วยทำนุบำรุงให้สำเร็จความปราถนาทุกประการ อาณาประชาราษฎรทั้งปวงก็นับถือไปมาเปนที่คารวะ แม้รักษาโรคผู้ใดหายก็มิได้เอาสิ่งใด ให้เอาแต่เข้าห้าถังไปคำนับบูชาครู ครั้นเตียวเหลงตายเตียวฬ่อผู้หลานก็ได้วิชาการนั้น กระทำตามประเพณีสืบต่อมา อาณาประชาราษฎรทั้งปวงก็นับถือ ตั้งอยู่ในโอวาทบังคับบัญชาทุกประการ สมมุติให้เปนผู้ใหญ่ เตียวฬ่อก็สั่งสอนคนทั้งปวงให้กระทำตามโอวาท ตั้งอยู่โดยปรกติมิได้เบียดเบียฬกัน ถ้าผู้ใดกระทำผิดจนสามครั้งก็มิได้เอาโทษ อาณาประชาราษฎรทั้งปวงก็อยู่เย็นเปนสุขทุกภูมิลำเนา บันดาแว่นแคว้นอันขึ้นเมืองฮันต๋งนั้นก็เกรงกลัวเตียวฬ่อสิ้น แลเจ้าเมืองฮันต๋งนั้นก็คำนับนบนอบแก่เตียวฬ่อ

ขณะนั้นเตียวฬ่อแจ้งไปว่า โจโฉมีชัยชนะแก่ม้าเฉียวมีใจกำเริบใหญ่หลวงนัก กลัวจะยกทหารมาทำอันตรายแก่เมืองฮันต๋ง จึงให้หาคนทั้งปวงเข้ามาปรึกษาว่า บัดนี้โจโฉเที่ยวปราบปรามบ้านเมืองทั้งปวงก็อยู่ในอำนาจสิ้น แลม้าเท้งเจ้าเมืองเสเหลียงนั้นเล่า โจโฉก็ฆ่าเสียได้ ม้าเฉียวผู้บุตรนั้นก็แตกแก่โจโฉ ๆ คิดการใหญ่หลวงกำเริบกว่าแต่ก่อน จะยกทหารมาตีเอาเมืองฮันต๋ง เห็นอาณาประชาราษฎรทั้งปวงจะได้รับความเดือดร้อนนัก แลเราจะตั้งตัวขึ้นเปนเจ้าชื่อพระเจ้าฮานเหลงอ๋อง จะซ่องสุมทหารทั้งปวงคิดทำการต่อสู้โจโฉ ป้องกันเมืองไว้มิให้เปนอันตราย รักษาอาณาประชาราษฎรให้อยู่เย็นเปนสุขสืบไป ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด

เยียมเภาจึงว่า ท่านคิดทั้งนี้ก็ดีอยู่ เมืองฮันต๋งผู้คนก็มาก อยู่ในโอวาทท่านตั้งสิบหมื่น เข้าปลาอาหารบริบูรณ์ก็จริง แต่ยังหาเท่าโจโฉไม่ ม้าเฉียวซึ่งแตกโจโฉมาบัดนี้ก็จะมาอาศรัยเรา เห็นว่าศึกโจโฉจะยกมาถึงเมืองเราเปนมั่นคง ซึ่งจะคิดทำการต่อด้วยโจโฉนั้น ชอบจะไปตีเอาเมืองเสฉวนทั้งสี่สิบหัวเมืองให้ได้ก่อน กำลังเราจะได้มากขึ้น ด้วยเล่าเจี้ยงเจ้าเมืองเอ๊กจิ๋วซึ่งเปนใหญ่ในเมืองเสฉวนนั้น ก็เปนคนโลภอยู่เห็นจะได้โดยง่าย แม้ได้สำเร็จแล้ว ท่านจึงตั้งตัวเปนเจ้า เตียวฬ่อได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงให้หาเตียวโอยเข้ามาปรึกษา ซึ่งจะคิดอ่านยกทัพไปตีเมืองเสฉวน

ฝ่ายเล่าเจี้ยงเจ้าเมืองเอ๊กจิ๋วกับเตียวฬ่อนั้น เปนคนอริกันมาแต่ก่อน ด้วยเล่าเอียงผู้บิดาเล่าเจี้ยงถึงแก่ความตายแล้ว เล่าเจี้ยงได้ขึ้นกินเมืองแทน จับเอามารดาเตียวฬ่อไปฆ่าเสีย กลัวเตียวฬ่อจะยกมาทำอันตรายจึงตั้งให้บังยี่เปนเจ้าเมืองปาเส หวังจะให้คอยรับทัพเตียวฬ่อ ครั้นบังยี่รู้ข่าวว่าเตียวฬ่อคิดอ่านตระเตรียมกองทัพจะยกมาตีเมืองเสฉวน จึงให้ม้าใช้รีบเอาข่าวไปแจ้งแก่เล่าเจี้ยง ๆ แจ้งดังนั้นก็กลัว จึงให้หาบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ทั้งปวงมาปรึกษา

เตียวสงที่ปรึกษาจึงว่า ซึ่งเตียวฬ่อจะยกมาทำอันตรายแก่เมืองเสฉวนนั้นอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจะเอาแต่ลิ้นสามนิ้วนี้อาสาไปต่อด้วยเตียวฬ่อ มิให้ยกมาทำอันตรายได้ เล่าเจี้ยงได้ฟังก็แลดูเตียวสงเห็นรูปร่างตํ่าเตี้ยสีสะรีดังผลมะตูม จมูกก็เฟ็ดฟันก็เสี้ยม รูปไม่สมกับวาจาก็มิได้เชื่อ จึงถามว่า ท่านจะคิดอ่านประการใดจงว่าให้เข้าใจก่อน

เตียวสงจึงบอกว่า ข้าพเจ้าแจ้งอยู่ว่าโจโฉนี้เที่ยวปราบปรามขอบขัณฑเสมาให้อยู่ในอำนาจสิ้น ทั้งอ้วนเสียวอ้วนสุดนั้นก็กำจัดเสียได้ บัดนี้ม้าเฉียวบุตรม้าเท้งเล่าก็แตกโจโฉ ๆ มีทหารเปนอันมาก ขอให้ตกแต่งเครื่องบรรณาการไปอ่อนน้อมคำนับโจโฉ ข้าพเจ้าจะอาสาถือหนังสือไปว่ากล่าวให้โจโฉยกกองทัพมาตีเมืองฮันต๋ง ถ้าเมืองฮันต๋งเปนศึกรบติดพันกันอยู่แล้ว ก็เห็นจะไม่ยกกองทัพมาทำอันตรายแก่เราได้ เล่าเจี้ยงเห็นชอบด้วยมีความยินดี จึงจัดแจงแต่งเครื่องบรรณาการกับหนังสือฉบับหนึ่งให้แก่เตียวสง ๆ ก็ลอบเขียนแผนที่เมืองเสฉวนถ้วนถี่ทุกประการแล้ว ก็ไปเมืองฮูโต๋ผ่านเมืองเกงจิ๋วไป

ขณะนั้นขงเบ้งแจ้งว่าเล่าเจี้ยงใช้ให้เตียวสงคุมเครื่องบรรณาการไปคำนับโจโฉ จึงแต่งให้คนตามสอดแนมฟังกิจราชการดูณเมืองฮูโต๋ ฝ่ายเตียวสงไปถึงเมืองฮูโต๋แล้ว จะเข้าไปคำนับโจโฉมิได้ ด้วยโจโฉมิได้ออกว่าราชการ แต่คอยอยู่ถึงสามวัน จึงให้คนใช้เอาเนื้อความเข้าไปแจ้งแก่โจโฉ ๆ จึงให้หาเตียวสงเข้าไปข้างใน เตียวสงคำนับแล้วจึงส่งหนังสือแลเครื่องบรรณาการให้แก่โจโฉ

ฝ่ายโจโฉแจ้งในหนังสือนั้นแล้วจึงถามเตียวสงว่า เล่าเจี้ยงนายท่านนั้น หลายปีแล้วมิได้ส่งเครื่องบรรณาการมาคำนับตามประเพณีด้วยเหตุอันใด เตียวสงจึงว่า เมืองเสฉวนเปนทางไกลกันดาร ยากที่จะไปมานัก อนึ่งหัวเมืองทั้งปวงก็เปนเสี้ยนหนามยังมิราบคาบเปนปรกติ กลัวโจรผู้ร้ายจะคุมกันเข้าช่วงชิงสิ่งของบรรณาการในกลางทางจึงมิได้มา โจโฉจึงตวาดเอาว่า กูเที่ยวปราบปรามหัวเมืองทั้งปวงราบคาบเปนผาสุกแล้ว โจรที่ไหนยังมีอยู่อีกเล่า

เตียวสงจึงว่า ทิศใต้นั้นซุนกวนเปนศัตรูของท่านก็ยังอยู่ ทิศตวันตกเล่าก็เล่าปี่ ทิศเหนือนั้นก็เตียวฬ่อ เมื่อข้าศึกของท่านยังอยู่รอบตัวฉนี้ เหตุไฉนจึงว่าปราบปรามหัวเมืองราบคาบแล้ว โจโฉได้ยินดังนั้นก็โกรธ พิศดูรูปร่างเตียวสงเห็นลักษณะหยาบช้ามิชอบอัธยาศัย ก็ลุกเข้าไปเสียข้างใน ที่ปรึกษาทั้งปวงจึงชวนกันว่าแก่เตียวสงว่า ท่านนี้หาอัธยาศัยมิได้ มาพูดสลักเอามหาอุปราชดังนี้ควรแล้วหรือ นี่หากว่าท่านนำเอาบรรณาการมาถวายแต่ทางไกล มหาอุปราชจึงมิเอาโทษ ท่านเร่งออกไปเสียเร็ว ๆ เถิดอย่าอยู่ช้าเลย

เตียวสงจึงว่า ตัวเรานี้เปนชาวเมืองเสฉวน จะพูดจาสิ่งใดก็ตามซื่อ มิได้เอาเท็จมาเจรจาสอพลอเหมือนคนทั้งปวง เอียวสิวได้ฟังดังนั้นจึงตวาดเอาว่า ตัวเปนชาวเมืองเสฉวนเจรจาแต่ล้วนซื่อ เราชาวเมืองหลวงนี้ท่านเห็นผู้ใดพูดประจบประแจงเล่า เตียวสงเหลียวหน้ามาดูเอียวสิวเห็นรูปร่างหลักแหลมเปนคนเจ้าปัญญาพาที จึงเสพูดไปว่า ท่านนี้ชื่อไร มหาอุปราชตั้งให้ว่าราชการฝ่ายไหน เอียวสิวจึงบอกว่า เราชื่อเอียวสิว เปนชาวคลังของมหาอุปราช

เตียวสงรู้ว่าเอียวสิวเปนคนมีปัญญา ก็พูดจาปราไสโดยสุภาพ เอียวสิวเห็นเตียวสงประกอบด้วยอัธยาศัยลงแล้ว ก็พากันออกไปบ้าน จัดแจงให้นั่งที่สมควรแล้วจึงว่า เมืองเสฉวนนั้นหนทางไกลกันดารนัก ท่านอุตส่าห์มาถึงเมืองหลวงได้ เตียวสงจึงว่าเปนบ่าวท่านนายใช้แล้วก็จำเปน ถึงว่าหนทางจะลุยนํ้าลุยเพลิงก็จำมา เอียวสิวจึงถามว่า เมืองเสฉวนภูมิ์ฐานเปนประการใด

เตียวสงจึงบอกว่า อันเมืองเสฉวนนั้นภูมิ์ฐานกว้างขวางสนุกสบาย แต่ก่อนเรียกว่าเมืองเอ๊กจิ๋ว ทิศใต้นั้นมีแม่นํ้ากิ๋มกั๋งกั้นอยู่ ฝ่ายทิศเหนือนั้นมีด่านเกียมก๊ก หนทางซึ่งจะไปมาคับขันนัก แลเมืองนั้นมปริมณฑลได้สามพันเส้น มีระยะบ้านพอไก่ขันได้ยินเสียง ทั้งเข้าปลาอาหารสารพัดจะบริบูรณ์ เปนที่สนุกสบายยิ่งกว่าหัวเมืองทั้งปวง เอียวสิวจึงถามว่า ขุนนางทั้งปวงในเมืองเสฉวนนั้นมีสติปัญญาที่จะทำนุบำรุงช่วยผ่อนผันกิจการบ้านเมืองพรักพร้อมมากอยู่หรือ เตียวสงจึงว่า อันผู้คนซึ่งมีสติปัญญาแลทหารที่ดีมีฝีมือนั้นมากกว่ามาก มิรู้ที่จะพรรณนาให้ท่านฟังได้

เอียวสิวจึงถามว่า ขุนนางที่มีสติปัญญาเหมือนท่านว่าฉนี้มีสักกี่คน เตียวสงจึงบอกว่า ขุนนางที่มีสติปัญญาพิสดารกว้างขวางแลกอปไปด้วยความสัตย์ซื่อมั่นคงที่ดีมีฝีมือนั้นประมาณสักร้อยหนึ่ง แต่ที่ปัญญาเปนประมาณเหมือนข้าพเจ้านี้ แม้จะเอาเกวียนไปบรรทุกก็มิสิ้น เอียวสิวจึงว่า บัดนี้ท่านเปนขุนนางชื่อใด เตียวสงจึงบอกว่า ข้าพเจ้านี้เปนแต่ที่ปรึกษาผู้น้อยดอก หาสมควรที่จะเปนขุนนางเหมือนเขาทั้งปวงไม่ ตัวท่านนี้เปนที่อันใด เอียวสิวจึงว่า ตัวเรานี้เปนขุนนางสำหรับถือบาญชีสิ่งของมหาอุปราชได้ตรวจตราขาดเหลือทั้งปวง เตียวสงจึงว่า ข้าพเจ้าได้ยินเขาลือชื่อเสียงท่านอยู่ว่ามีสติปัญญา เหตุไฉนท่านมาเปนขุนนางนอกตำแหน่งอยู่ในมหาอุปราชเล่า ถ้าจะอุตส่าห์ทำราชการในพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้ได้เปนที่ขุนนางผู้ใหญ่ จะได้ช่วยทำนุบำรุงเจ้าแผ่นดินจะมิดีหรือ

เอียวสิวได้ฟังดังนั้นก็อดสูแก่ใจจึงว่า ถึงตัวข้าพเจ้าอยู่ในมหาอุปราชนี้เปนขุนนางนอกตำแหน่งก็จริง คนทั้งปวงก็ยำเกรงนับถือเหมือนกัน ด้วยมหาอุปราชเปนที่วางใจ มอบทรัพย์สมบัติทั้งปวงให้ว่ากล่าว แล้วก็มีความเอนดูกรุณามาก สั่งสอนกิจการทั้งปวงเปนนิตย์ คุณของมหาอุปราชหาที่สุดมิได้ เราจึงภักดีอยู่ด้วย เตียวสงหัวเราะแล้วจึงว่า ข้าพเจ้าก็แจ้งอยู่ อันมหาอุปราชนี้จะรู้สิ่งใดดียิ่งนักก็หามิได้ ถึงจะรู้หนังสือแลวิชาการศิลปศาสตร์ในทางทหารก็เปนแต่ประมาณ จะเอาวิชาสิ่งใดมาสั่งสอนท่าน ๆ จึงมานับบุญยอคุณของมหาอุปราช ทุกวันนี้หากว่าวาสนาหนหลังช่วยคํ้าชู จึงได้ตั้งตัวเปนใหญ่

เอียวสิวจึงว่า ท่านอยู่เมืองไกลมิได้รู้ว่ามหาอุปราชนี้มีวิชาการแลกลอุบายปัญญากว้างขวาง อันมหาอุปราชนายเราสารพัดรู้ ถ้าท่านจะใคร่แจ้งว่าเท็จแลจริง เราจะเอาหนังสือของมหาอุปราชแต่งไว้ให้ใหม่ ชื่อว่าบังเต๊กมาให้ดู แล้วก็หยิบหนังสือนั้นมาส่งให้แก่เตียวสง ๆ จึงอ่านดูเปนเนื้อความสิบสามข้อ ว่าด้วยการสงครามให้ตั้งค่ายแลจัดแจงพลทหารทัพบกทัพเรือโดยขบวร จึงถามว่าหนังสือนี้มหาอุปราชเอาอย่างธรรมเนียมที่ไหนมาเขียนไว้ เอียวสิวจึงว่า มหาอุปราชแต่งเอง เลียนคำโบราณเปนธรรมเนียมไว้ หวังจะให้เปนฉบับสืบไปภายหน้า เหตุใดท่านจึงมาประมาทมหาอุปราชว่าสติปัญญาน้อย ถ้าหาปัญญามิได้จะแต่งหนังสือนี้ไว้ได้หรือ

เตียวสงหัวเราะแล้วจึงว่า หนังสือเช่นนี้เด็ก ๆ ในเมืองเสฉวนอ่านเล่นอึงอยู่ทั้งเมือง เปนคำโบราณผู้มีปัญญาแต่งไว้ก่อน เหตุใดท่านจึงว่ามหาอุปราชแต่งเองเล่า ลักเอาคำเก่ามาว่า ปดได้ก็แต่ท่านให้หลงนับถือว่าดี เอียวสิวจึงว่า หนังสือนี้มหาอุปราชคิดแต่งไว้เพื่อจะให้ปรากฎไปตราบเท่าสิ้นแผ่นดิน คนทั้งปวงก็แจ้งอยู่เหตุใดท่านจึงว่าสำหรับเด็กอ่านเล่น แสร้งเอาความมิจริงมาว่ากล่าวประมาทมหาอุปราชฉนี้มิควร เตียวสงจึงว่า ท่านมิเชื่อคำก็ปิดหนังสือเสียเถิด เราจะว่าให้ฟังแต่ปากเปล่า เตียวสงก็สาธยายให้ฟังด้วยไวปัญญาอันจำได้ ต้องกันกับหนังสือนั้นมิได้วิปลาสสักข้อ

เอียวสิวได้ฟังดังนั้น ก็รู้ว่าเตียวสงฉลาดจำไว้ได้ จึงว่าท่านนี้มีปัญญาสามารถหลักแหลมนัก ได้ดูหนังสือของเราทีเดียวก็จำได้ไม่ลืมเลย จะหาผู้ใดเสมอท่านก็เปนอันยาก เตียวสงก็คำนับเอียวสิวแล้วว่า ท่านจงอยู่สำราญเถิด เราจะลาไปเมืองก่อนแล้ว เอียวสิวจึงว่า ท่านอย่าเพ่อด่วนกลับไปเมืองเลย จงยับยั้งอยู่ก่อนเราจะเข้าไปว่ามหาอุปราชให้พาท่านเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้จงได้ เตียวสงมีความยินดีก็รับคำแล้วคำนับลาไปที่อยู่

เอียวสิวจึงเข้าไปหามหาอุปราชว่า เหตุใดเมื่อกี้มหาอุปราชขึ้งโกรธเตียวสงหนักหนา โจโฉจึงว่า มันเจรจาหยาบช้าหามีความยำเกรงเราไม่ เราจึงโกรธ เอียวสิวจึงว่า เมื่อครั้งยีเอ๋งเหตุใดท่านจึงอดใจได้ แต่เตียวสงเพียงนี้ควรหรือมิอดใจเล่า โจโฉจึงว่า อันยีเอ๋งนั้นเปนคนมีสติปัญญาปรากฎอยู่ เราจึงแสร้งอดใจเสีย เพราะกลัวความคระหานินทา เตียวสงนี้มันเปนคนรูปชั่วทรลักษณ์หาสติปัญญามิได้ จะอดให้มันนั้นจะต้องการอันใด เอียวสิวจึงว่า มหาอุปราชอย่าประมาท เตียวสงนี้ข้าพเจ้าเห็นว่ามีสติปัญญาสามารถนัก เมื่อกี้นี้ข้าพเจ้าเอาหนังสือซึ่งท่านแต่งไว้นั้นให้ดูอ่านทีเดียวก็จำได้สิ้น เปนคนหลักแหลมอยู่ แล้วว่าหนังสือนี้เปนคำโบราณ เด็ก ๆ ในเมืองเสฉวนอ่านเล่นเปนอันมาก โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงว่าคนแต่ก่อนมาบอกเราหรือก็หาไม่ เมื่อหนังสือนี้ของเราแต่งต้องกันกับคำโบราณแล้วจะเอาไว้เพื่อประโยชน์อันใด ก็ให้เรียกเอาหนังสือนั้นมาฉีกเผาไฟเสีย

เอียวสิวจึงว่า อันเตียวสงนี้เปนชาวบ้านนอก ขอมหาอุปราชพาเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้ได้เห็นในพระราชฐานอันประกอบไปด้วยสง่าราศีเปนที่ศัตรูยำเกรง ให้กลัวอานุภาพของท่านจงได้ โจโฉจึงว่า เตียวสงเปนชาวบ้านนอกจะด่วนพาเข้าไปเฝ้ามิได้ ถ้ากระนั้นเวลาพรุ่งนี้เราจะเอาทหารออกไปซ้อมหัดที่สนามกลางแปลง ท่านจงพาเตียวสงออกไปดูให้เห็นฝีมือทหารเรา จะได้ออกไปเล่ากันในเมืองเสฉวนให้ปรากฎเลื่องลือไป แล้วเราจะเกณฑ์ทหารยกไปตีเมืองกังตั๋ง ถ้าได้ทีสมคเนก็จะเลยยกไปตีเมืองเสฉวนทีเดียว

เอียวสิวรับคำแล้วคำนับลาออกมาที่อยู่ ครั้นเวลาเช้าเอียวสิวจึงพาเตียวสงออกไปดูทหารทั้งปวงซ้อมหัดกัน ขณะนั้นโจโฉเกณฑ์ทหารที่มีฝีมือเรียกว่าทหารเสือนั้นออกไปถึงห้าหมื่น แต่ล้วนแต่งตัวใส่เสื้อห่มเกราะขี่ม้าถือง้าวแลทวนทั้งซ้ายขวาโดยขบวร เข้าสู้รบซ้อมหัดกันอลหม่านเอิกเกริกอยู่

โจโฉเห็นเตียวสงแหงนหน้าดูทหารทั้งปวง จึงให้เรียกเข้ามาใกล้แล้วก็ถามว่า ทหารในเมืองเสฉวนเหมือนทหารของเราฉนี้มีหรือไม่ เตียวสงบอกว่า อันเมืองเสฉวนนั้นจะได้ซ่องสุมผู้คนหัดปรือทหารทั้งปวงยกไปปราบปรามบ้านเมืองเหมือนฉนี้หามิได้ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็น อันประเพณีเมืองเสฉวนปราบปรามข้าศึกซึ่งเปนเสี้ยนหนามนั้น ต้องถือเอาความสัตย์สุจริตเปนเบื้องหน้า

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า ในขอบขัณฑเสมานี้เราเล็งดูมิได้เห็นผู้ใดที่จะมีทหารเหมือนเรา บรรดาบ้านเมืองทั้งปวงซึ่งขัดแขงมิได้คำนับต่อเรานั้น จะอุปมาก็เหมือนหย่อมหญ้า ถ้าจะยกทหารไปแห่งใดก็จะเหยียบเสียเปนผงคลี ผู้ใดมิอาจต่อด้วยทหารเราได้ แม้จะตีเมืองไหนก็ได้เมืองนั้นท่านรู้หรือไม่ เตียวสงจึงว่า ซึ่งมหาอุปราชยกกองทัพไปปราบปรามบ้านเมืองทั้งปวง ไปทิศไหนชนะทิศนั้น เขาเลื่องลือเอิกเกริกทั้งแผ่นดินว่า ท่านมีวิชาชำนาญศึกนัก เมื่อครั้งเมืองปักเอี้ยงรบกับลิโป้ เมืองอ้วนเสียรบกับเตียวสิ้ว เมืองกังตั๋งรบกับจิวยี่ ตำบลพัวหยงพบกับกวนอู แล้วตัดหนวดถอดเกราะเสียที่ด่านตงก๋วนนั้นก็ครั้งหนึ่ง เปนสี่ครั้งด้วยกัน ข้าพเจ้าก็รู้อยู่ว่าหาใครสู้ได้ไม่

โจโฉได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงด่าว่าอ้ายหาชาติไม่ มันมาเจรจาลำเลิกกูฉนี้หาความยำเกรงมิได้ ก็สั่งให้ทหารเอาตัวไปฆ่าเสีย เอียวสิวจึงห้ามว่า ซึ่งเตียวสงเจรจาหยาบช้าต่อมหาอุปราช จะให้เอาตัวไปฆ่าเสียนั้นก็ชอบอยู่ แต่เห็นว่าเตียวสงนี้เปนแขกเมืองมา ถ้าท่านมิอดโทษให้เสียแล้ว กิตติศัพท์นั้นก็จะระบือไปทุกเมือง ซึ่งผู้ใดจะมาคำนับท่านสืบไปภายหน้านั้นก็จะมีความรังเกียจอยู่

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย แต่โทสะยังมิสงบ จึงสั่งให้ทหารเอาตะบองไล่ตีเตียวสงออกไปเสีย เตียวสงวิ่งหนีออกมาจัดแจงตัวรีบหนีไปในเวลากลางคืน จึงคิดว่าตัวกูจะเอาเมืองเสฉวนมาออกแก่โจโฉ ควรหรือมาทำหยาบช้าต่อกูอีกเล่า เมื่อกูจะมาก็ได้ว่าแก่เล่าเจี้ยงไว้เปนข้อใหญ่ แลบัดนี้มิสมเหมือนปากว่า จะกลับไปคนทั้งปวงก็จะหัวเราะเยาะเล่น ผิดก็จะไปหาเล่าปี่ณเมืองเกงจิ๋ว ฟังแยบคายเล่าปี่จะคิดดีร้ายประการใดจะได้คิดอ่านผ่อนผันเมื่อภายหลัง เตียวสงคิดแล้วก็ขับม้าพาทหารรีบไปเมืองเกงจิ๋ว พอขงเบ้งรู้ข่าวก็ใช้จูล่งคุมทหารห้าร้อยออกมารับ จูล่งย่อตัวลงคำนับแล้วถามว่า ท่านนี้หรือชื่อว่าเตียวสง ชาวเมืองเสฉวน เตียวสงรับคำแล้วถามว่า ท่านนี้ชื่อจูล่งหรือ จูล่งก็รับคำว่าข้าพเจ้านี้แลชื่อจูล่ง ต่างคนต่างลงมาจากม้า

จูล่งจึงว่า เล่าปี่นายข้าพเจ้ารู้ข่าวว่าท่านอุตส่าห์มาแต่เมืองไกล เห็นว่าผู้คนทั้งปวงเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามานัก จึงให้ข้าพเจ้าคุมของเลี้ยงออกมารับท่าน ให้หยุดพักกินอยู่ให้สบายแล้วจึงพาเข้าไป เตียวสงได้ฟังดังนั้นก็ยินดีจึงหยุดอยู่ จูล่งก็ให้ทหารแต่งโต๊ะเลี้ยงดูกันตามประเพณี เตียวสงจึงคิดในใจว่า เล่าปี่นี้มีใจอารีรักคนผู้มีสติปัญญาจริงเหมือนคำเขาว่า ครั้นกินโต๊ะสำเร็จแล้ว จูล่งก็พาเตียวสงมาถึงที่สำนักแขกเมือง กวนอูคุมทหารร้อยหนึ่งมาคอยรับ ครั้นเห็นเตียวสงมาถึงก็ให้ตีฆ้องกลองแลม้าฬ่อรับ แล้วเข้าไปคำนับว่า เล่าปี่พี่ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านมาแต่เมืองไกล ก็ให้ข้าพเจ้าออกมาจัดแจงที่สำนักให้อยู่ให้สบาย เตียวสงก็หยุดพักอยู่ในที่นั้นคืนหนึ่ง

ครั้นเวลารุ่งเช้ากวนอูแลจูล่ง ก็พาเตียวสงมาทางประมาณห้าสิบเส้น พอพบเล่าปี่แลขงเบ้งบังทองคุมทหารออกมารับคำนับเตียวสงแล้วจึงว่า แต่ก่อนก็ได้ยินเขาสรรเสริญถึงท่านอยู่ ว่ามีสติปัญญามาก ครั้นจะไปสนทนาด้วยท่านก็เปนหนทางกันดาร ท่านมาบัดนี้เปนบุญหนักหนา ขอเชิญท่านเข้าไปเมืองเกงจิ๋วจะได้สนทนาด้วยกัน เหมือนท่านเอาน้ำมาให้เรากิน ซึ่งหอบกระหายอยากก็จะคลาย เล่าปี่ก็พาเตียวสงเข้ามาในเมืองจัดแจงให้นั่งที่สมควร จึงแต่งโต๊ะเลี้ยงแล้วก็พูดจากันตามประเพณี

เตียวสงเห็นเล่าปี่พูดจาแต่เนื้อความอื่น มิได้ว่าเนื้อความถึงเมืองเสฉวน จึงแกล้งถามว่า ท่านมาอยู่เปนใหญ่ในเมืองเกงจิ๋วนี้มีเมืองขึ้นสักกี่หัวเมือง ขงเบ้งจึงชิงบอกว่า เมืองเกงจิ๋วนี้นายของเราขอยืมซุนกวนเจ้าเมืองกังตั๋งอยู่ดอก มิได้เปนสิทธิ์ของตัว ด้วยนายเราเปนน้องเขยซุนกวน เขาเสียมิได้ก็จำใจให้อยู่ ทุกวันนี้เขาก็เวียนมาทวงจะเอาคืน รำคาญใจมิรู้ที่จะผ่อนผันเลย เตียวสงจึงว่า อันเมืองกังตั๋งนั้นมีหัวเมืองเอกถึงหกหัวเมือง ๆ ตรีก็มีถึงแปดสิบเอ็ดหัวเมือง สาระพัดจะบริบูรณ์ทุกสิ่ง ผู้คนก็มากยังไม่อิ่มใจหรือ แต่เมืองเกงจิ๋วเท่านี้ยังเฝ้าทวงอยู่อีกเล่า บังทองจึงว่า นายเรานี้ก็เปนเชื้อสายพระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่เมือง ๆ หนึ่งก็ไม่มีอยู่ จะตั้งตัวก็มิได้ กลับไปง้อยืมเมืองเขาอยู่ให้ศัตรูบังคับใช้ฉนี้ก็หาพอที่ไม่เลย

เล่าปี่จึงว่าท่านทั้งสองอย่าว่าเลย วาสนาข้าพเจ้าน้อยตามแต่บุญเถิด แต่เพียงนี้ก็เปนสุขอยู่แล้ว ข้าพเจ้าไม่คิดที่จะเปนใหญ่ให้เกินวาสนาดอก เตียวสงจึงว่า ตัวท่านก็เปนเชื้อสายของพระเจ้าเหี้ยนเต้ ผู้คนทั้งปวงก็สรรเสริญมีความรักใคร่มาก อย่าว่าแต่จะชิงเอาเมืองเกงจิ๋วเท่านี้เลย อันวาสนาท่านถึงตั้งตัวเปนเจ้าแทนพระเจ้าเหี้ยนเต้ ก็คงจะหามีใครนินทาไม่ เล่าปี่ยกมือขึ้นคำนับแล้วจึงห้ามว่า ท่านจงได้เอ็นดูเถิดอย่าว่าเลย เกินวาสนาเรานักหาสมควรไม่ เล่าปี่แกล้งชวนพูดแต่เนื้อความอื่นถึงสามวันแล้วเตียวสงคำนับลาจะกลับไปเมืองเสฉวน เล่าปี่ก็คุมทหารออกมาส่งถึงนอกเมือง แล้วก็ให้แต่งโต๊ะเลี้ยง

เล่าปี่จึงว่า ท่านมาถึงเมืองเกงจิ๋ว ข้าพเจ้าได้ชักชวนท่านไว้ถึงสามวัน ได้สนทนาด้วยกันก็มีความสบาย บัดนี้ท่านจะจากข้าพเจ้าไปแล้ว เมื่อไรเราจะได้พบกันอีกเล่า ว่าแล้วเล่าปี่กระทำร้องไห้ เตียวสงเห็นดังนั้นก็คัดเอ็นดูเล่าปี่นักจึงว่า ตัวข้าพเจ้าทุกวันนี้ก็คิดว่าจะใคร่มาอยู่ด้วยท่านให้ใช้สอย แต่ว่ายังมิได้ท่วงทีชอบกลเลย อนึ่งท่านจะตั้งอยู่ในเมืองเกงจิ๋วนี้ก็เห็นจะไม่เปนที่มั่นได้ ด้วยฝ่ายตวันออกนั้นซุนกวนก็เปนศัตรู ข้างทิศเหนือเล่าโจโฉก็จะมาย่ำยี ที่ไหนจะมีความสุขเหมือนท่านอยู่ในกลางใจไฟ เล่าปี่จึงว่า เราก็รู้ว่าจะอยู่ในเมืองเกงจิ๋วนี้มิสบาย แต่ทว่าจนใจด้วยทุกวันนี้ไม่มีที่จะเล็งเห็นที่ไหนจะเปนที่อาศรัยได้ เตียวสงจึงว่า อันเมืองเสฉวนนั้นภูมิ์ฐานก็กว้างขวาง ผู้คนก็มาก เข้าปลาอาหารสารพัดจะบริบูรณ์ ผู้มีสติปัญญาทั้งปวงก็นับถือท่าน ว่ามีใจอารีรอบคอบปรากฎอยู่ แม้จะยกทหารไปตีเมืองเสฉวนนั้น แต่ชี้มือไปก็จะได้โดยง่าย มิพักลำบากแก่ทหารทั้งปวง เห็นจะตั้งอยู่เปนสุขได้

เล่าปี่จึงว่า อันเล่าเจี้ยงเจ้าเมืองเสฉวน ก็เปนเชื้อสายพระเจ้าเหี้ยนเต้ แล้วก็ได้ทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎรมาแต่ก่อน ผู้อื่นหรือจะอาจไปทำร้ายได้ เตียวสงจึงว่า ท่านว่านี้ก็ชอบอยู่ ข้าพเจ้าก็มิใช่เปนคนขายเจ้า แต่ว่าได้มาพบท่านแล้วก็มีความเอนดู จึงบอกตื้นลึกหนักเบาทั้งนี้ให้แจ้ง ด้วยเล่าเจี้ยงนั้นเปนเชื้อวงศ์ก็จริง แต่เปนคนโลเลหาสติปัญญาไม่ แล้วก็ไม่รู้จักเลี้ยงคนดี อนึ่งเตียวฬ่ออยู่ฝ่ายเหนือนั้นก็จะมาทำอันตราย ผู้คนทั้งปวงก็เรรวนแต่จะเอาใจออกหาก ถ้าเหมือนท่านฉะนี้ยกไปก็เห็นคนทั้งปวงจะมีความยินดี จะเข้าหาท่านเปนอันมาก ซึ่งข้าพเจ้ามาบัดนี้ ก็ปราถนาจะเอาเมืองเสฉวนไปให้แก่โจโฉ เห็นโจโฉอ้ายศัตรูแผ่นดินนั้นโอหังถือว่าตัวดี ลบหลู่ผู้มีสติปัญญาเสีย ข้าพเจ้าจะยกเมืองเสฉวนให้ก็หาต้องการไม่ ข้าพเจ้าจึงแวะมาหาท่านหวังจะบอกเนื้อความทั้งนี้ ขอให้ท่านคิดผ่อนผันดูเถิด ถ้าได้เมืองเสฉวนแล้วก็จะได้คิดอ่านทำการเอาบ้านเมืองทั้งปวง เห็นจะได้เปนใหญ่เหมือนความปราถนา แม้ท่านเต็มใจจะเอาเมืองเสฉวนมั่นคงจริง ข้าพเจ้าจะรับเปนธุระทำการข้างในมิให้ขัดสน แต่บัดนี้ยังมิแจ้งว่าท่านจะคิดทำการเปนประการใด

เล่าปี่จึงว่า ท่านว่าทั้งนี้ก็ขอบใจหนักหนา แต่ว่าเราจนใจด้วยเล่าเจี้ยงนี้ก็เปนแซ่เดียวกัน ถ้าเรายกไปทำร้าย คนทั้งปวงจะมิชวนกันติฉินนินทาหรือ เตียวสงจึงว่า อันธรรมดาเกิดมาเปนชาย เมื่อปราถนาจะเปนใหญ่ แม้ได้ทีที่ไหนก็จะทำการที่นั้น อันจะคิดรั้งรออยู่กลัวแต่ความนินทาฉนี้ นานไปเมื่อหน้าเปนของผู้อื่นแล้ว จะคิดอ่านทำการต่อภายหลังก็จะมิได้ความเดือดร้อนเสียใจอยู่หรือ เล่าปี่จึงว่า ท่านเมตตาสั่งสอนเราทั้งนี้คุณหนักหนา แต่ว่าเมืองเสฉวนนี้เราก็แจ้งอยู่ ว่าลู่ทางกันดารเปนซอกห้วยธารเขา จะเดิรเหินนั้นยากลำบากนัก ม้าฬาจะไปก็ขัดสน ซึ่งจะคิดอ่านทำการนั้น จะอุบายผ่อนผันประการใดดี

เตียวสงจึงแหวกอกเสื้อชักเอาแผนที่เมืองเสฉวนส่งให้เล่าปี่แล้วว่า ท่านไม่เข้าใจทางที่จะไปมาในตำบลเมืองเสฉวนนั้นก็จงพิเคราะห์ดูแผนที่นี้เถิด ซึ่งน้ำท่าเข้าปลาอาหารแห่งใดจะขัดสนหรือบริบูรณ์ในตำบลใดนั้นก็มีอยู่สิ้นทุกประการ อนึ่งในเมืองเสฉวนนั้น เพื่อนรักของข้าพเจ้ามีสองคน ๆ หนึ่งชื่อหวดเจ้งคนหนึ่งชื่อเบ้งตัด สองคนนี้ก็เปนที่ไว้ใจได้ ข้าพเจ้าจะไปว่ากล่าวก็เห็นจะไม่ขัด ถ้าหวดเจ้งเบ้งตัดมาถึงท่านแล้วก็จงปรึกษาหารือกันเถิด อย่าคิดสงสัยสิ่งใดเลย เล่าปี่ยกมือขึ้นคำนับแล้วจึงว่า ซึ่งท่านบอกกล่าวแนะนำให้ทั้งนี้คุณหาที่สุดมิได้ แม้สำเร็จราชการแล้วก็จะแทนคุณท่านให้ถึงขนาด เตียวสงจึงว่า ตัวข้าพเจ้านี้มีความปราถนาจะหามุลนายที่ดีมีนํ้าใจอารีรอบคอบก็ได้เหมือนใจ ถึงมาทว่ารู้สิ่งใดเปนการลับก็มิควรที่จะอำไว้ จำจะบอกออกให้สิ้น ที่จะตั้งใจให้ท่านทดแทนคุณนั้นหามิได้ ว่าดังนั้นแล้วก็คำนับลาไป ขงเบ้งก็ให้กวนอูคุมทหารไปส่งทางประมาณร้อยเส้นแล้วก็กลับมา

ครั้นเตียวสงมาถึงเมืองเสฉวนแล้ว ก็แวะไปหาหวดเจ้งเพื่อนรักสนิธกันก่อน จึงเล่าเนื้อความซึ่งโจโฉทำหยาบช้านั้นให้ฟังทุกประการ แล้วว่าอันโจโฉนั้นที่เราทั้งปวงจะไปอยู่ด้วยประสงค์จะเอาความสุข เห็นจะได้แต่ความทุกข์อีก ซึ่งจะเอาเมืองเสฉวนไปให้ก็หาความต้องการไม่ บัดนี้ข้าพเจ้ายกให้เล่าปี่เสียแล้ว จึงกลับมาปรึกษาท่านจะเห็นประการใด

หวดเจ้งได้ฟังดังนั้นก็ยินดีจึงว่า แต่ก่อนข้าพเจ้าก็คิดอยู่ว่าจะไปอยู่ด้วยเล่าปี่ เพราะเห็นว่าเล่าเจี้ยงนี้เปนคนหาเอาการไม่ บัดนี้ท่านสมัคไปอยู่ด้วยเล่าปี่ เอาเมืองเสฉวนไปยกให้ ก็เหมือนนํ้าใจข้าพเจ้าคิดแล้ว เราจะรังเกียจกันสิ่งใดเล่า พอเบ้งตัดเข้ามาถึงจึงว่า ท่านทั้งสองพูดจากันนี้ข้าพเจ้ารู้น้ำใจแล้ว ชรอยจะเอาเมืองเสฉวนไปยกให้ผู้อื่นเสีย เตียวสงจึงว่า ท่านว่าทั้งนี้ถูกนํ้าใจเราทั้งสองอยู่แล้ว แต่ว่าท่านมีปัญญาจงทายดูว่าเราจะยกให้แก่ผู้ใด เบ้งตัดจึงว่า อันเมืองเสฉวนนี้จะยกให้ผู้อื่นนั้น เราเลงดูแล้วหาเห็นสมควรกับผู้ใดไม่ เห็นสมควรแต่จะยกให้แก่เล่าปี่ผู้เดียว เตียวสงหวดเจ้งเบ้งตัดสามคนก็ตบมือหัวเราะขึ้นพร้อมกัน ต่างคนก็ต่างพูดจากันไป เตียวสงจึงว่า เราทั้งสามก็เห็นด้วยกันแล้ว อย่ากระนั้นเลย เวลาพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะเข้าไปหาเล่าเจี้ยง จะว่าให้เล่าเจี้ยงใช้ให้ท่านทั้งสองไปหาเล่าปี่ณเมืองเกงจิ๋ว หวดเจ้งเบ้งตัดก็รับคำเตียวสง ๆ ก็เข้าไปหาเล่าเจี้ยง ๆ ถามว่า ท่านไปเมืองหลวงได้ข้อราชการมาประการใดบ้าง

เตียวสงจึงว่า ข้าพเจ้าไปเมืองหลวงนั้นหวังจะป้องกันอันตรายมิให้มาถึงเมืองเรา ก็ไม่สมความคิด ด้วยโจโฉนั้นเปนศัตรูแก่แผ่นดิน มีนํ้าใจอันหยาบช้านัก อันความชั่วของโจโฉจะพรรณนามิรู้สิ้น บัดนี้ก็มีนํ้าใจกำเริบจะมาทำร้ายแก่เมืองเราอีก เล่าเจี้ยงจึงว่า ถ้ากระนั้นจะคิดประการใดดี เตียวสงจึงว่า ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าเล่าปี่กับท่านเปนแซ่เดียวกัน แลขณะเมื่อจิวยี่เผาทัพโจโฉแปดสิบสามหมื่นเสียที่ปากอ่าวเมืองกังตั๋งนั้น เล่าปี่ก็ได้ช่วยทำการจึงสำเร็จ โจโฉก็กลัวปัญญาความคิดเล่าปี่อยู่ แต่พอออกชื่อเล่าปี่ก็ดูเหมือนขวัญจะออกจากตัว จะสาอะไรแก่เตียวฬ่อที่จะมิกลัวเล่าปี่ ขอให้ท่านคิดอ่านไปเปนไมตรีด้วยตามประเพณี ก็จะได้ช่วยป้องกันเมืองเรา เตียวฬ่อจะไม่ทำร้ายได้ เล่าเจี้ยงจึงว่า อันท่านว่าทั้งนี้ก็ต้องนํ้าใจเรา แต่เราคิดอยู่ที่จะไปเปนไมตรีกับเล่าปี่นั้นก็นานแล้ว บัดนี้ท่านว่าก็เห็นด้วย แต่ยากที่จะใช้ให้ผู้ใดไป

เตียวสงจึงว่า ซึ่งจะให้ถือหนังสือไปถึงเล่าปี่นั้น เห็นแต่หวดเจ้งเบ้งตัดสองคนนี้จะได้ราชการเปนมั่นคง เล่าเจี้ยงได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงให้หาหวดเจ้งเบ้งตัดเข้ามาแล้วแจ้งเนื้อความให้ฟังทุกประการ จึงให้แต่งหนังสือเปนใจความว่า ข้าพเจ้าเล่าเจี้ยงผู้น้องขอคำนับมาถึงเล่าปี่ผู้พี่ ด้วยทุกวันนี้ข้าพเจ้ามีใจรำลึกถึงอยู่ แต่ทว่าเปนทางกันดารยากที่จะไปมา ครั้นจะจัดแจงสิ่งของมาคำนับตามประเพณีก็มิทันที ซึ่งมิบังควรประการใดนั้นขอท่านได้อดโทษข้าพเจ้าเถิด ด้วยบัดนี้เตียวฬ่อคิดการใหญ่หลวงนัก จะมาทำร้ายแก่ข้าพเจ้า ๆ หาที่จะเห็นมิได้ หวังจะพำนักแต่ท่านผู้เดียว โดยโบราณว่าไว้ว่าสิบผู้อื่นมิเท่าแซ่เดียวกัน ขอท่านได้อนุเคราะห์แก่ข้าพเจ้า อย่าให้ได้ความอัปยศแก่เตียวฬ่อนั้นเลย ครั้นแต่งหนังสือเสร็จแล้ว ก็ส่งให้หวดเจ้งจะให้ถือไปหาเล่าปี่ แล้วจึงให้เบ้งตัดคุมทหารห้าพัน ส่งให้ยกออกไปอยู่กลางทางคอยรับเล่าปี่ ถ้าเล่าปี่มาถึงเมื่อใดก็ให้เชิญเข้ามาในเมืองเสฉวน

ขณะนั้นอุยก๋วนชาวเมืองเสหลงเปนที่ปรึกษา รู้ว่าเล่าเจี้ยงจะให้หวดเจ้งถือหนังสือไปคำนับเชิญเล่าปี่ดังนั้นจึงวิ่งเหงื่อถ้วมตัวมาถึงจึงร้องว่า เหตุใดท่านมาเชื่อถือถ้อยคำเตียวสงนี้ จะเอาเมืองเสฉวนทั้งสิบเอ็ดหัวเมืองไปให้แก่ผู้อื่นเสียเล่า เตียวสงได้ยินก็ตกใจนั่งตลึงอยู่ เล่าเจี้ยงจึงว่า เปนไฉนท่านมาว่าดังนี้ ไม่รู้หรือว่าเล่าปี่นั้นเปนแซ่เดียวกันกับเรา ซึ่งให้ไปเชิญมาทั้งนี้ก็หวังจะให้ช่วยป้องกันบ้านเมือง จะได้อยู่เย็นเปนสุขสืบไป ท่านจะเห็นประการใดจึงว่าฉนี้เล่า

อุยก๋วนจึงว่า ท่านว่านี้ก็ชอบอยู่ ด้วยเล่าปี่กับท่านเปนแซ่เดียวกันก็จริง แต่ว่าเปนคนเจ้าปัญญาความคิดแยบคายนั้นมาก เหมือนหนึ่งเสือเถ้าจำศีล แส้งทำน้ำใจอารีรอบคอบให้คนนับถือลือชาปรากฎ เห็นแต่ภายนอกมิรู้ก็ว่าดี อันนํ้าใจเล่าปี่นั้นคด ประการหนึ่งเล่าปี่ก็มีขงเบ้งแลบังทองเปนที่ปรึกษา แลกวนอูเตียวหุยจูล่งอุยเอี๋ยนฮองตงเปนทหารเอกมีฝีมือเข้มแข็งนัก อันท่านจะให้ไปรับเล่าปี่มาไว้ในเมืองเสฉวนนี้ที่ไหนเล่าปี่จะยอมเปนผู้น้อย จะเอาราชสีห์มาไว้ในกรงจะได้หรือ อนึ่งเมืองเสฉวนจะมีเจ้าเมืองเปนสองนั้น ก็เหมือนช้างนํ้ามันอยู่โรงเดียวกันเห็นจะอยู่มิได้ ชรอยเตียวสงนี้จะแวะไปเมืองเกงจิ๋วพูดจาให้กัติกาสัญญากับเล่าปี่แล้ว จึงกลับมาว่ากล่าวล่อลวงท่านให้เสียเมืองแก่ผู้อื่น ขอให้ท่านจบตัวเตียวสงฆ่าเสียจึงจะชอบ อันเมืองเสฉวนนี้เหมือนหนึ่งอิงภูเขาอยู่ ท่านอย่าวิตกว่าผู้ใดจะมาทำร้ายได้ เราจะซ่องสุมทหารให้พร้อมแล้วจะยกไปกำจัดเล่าปี่เสีย

เล่าเจี้ยงจึงว่า ท่านว่าดังนี้ก็ควรอยู่ แต่ถ้าโจโฉกับเตียวฬ่อจะยกมาทำอันตรายเราท่านจะคิดประการใดเล่า อุยก๋วนจึงว่า ซึ่งจะป้องกันโจโฉแลเตียวฬ่อนั้นเห็นจะไม่ยากนัก ถ้าโจโฉแลเตียวฬ่อจะยกมา เราจะแต่งทหารยกไปรักษาด่านทางป้องกันไว้ให้มั่นคงอย่าให้เข้ามาได้ ก็จะเบื่อหน่ายใจยกกลับไปเอง เมืองเสฉวนก็จะเปนสุขอยู่

เล่าเจี้ยงได้ฟังดังนั้นจึงว่า อันธรรมดาศึกมาติดเมืองจวนจะได้แล้วจะถอยเสียนั้นก็หามีอย่างไม่ เหมือนเพลิงลามไหม้ติดขนคิ้วร้อนจักษุอยู่แล้วจะมิดับเสียแลจะนิ่งอยู่ให้เพลิงดับเองนั้นได้หรือ ถ้อยคำอันนี้เรามิเอาเปนครู ท่านออกไปเสียเถิด อองลุยเห็นดังนั้นจึงห้ามว่า ท่านมาเชื่อฟังถ้อยคำเตียวสงนั้นเหมือนหนึ่งหาภัยมาใส่ตัว

เล่าเจี้ยงจึงว่า ซึ่งเราจะให้ไปเชิญเล่าปี่มาบัดนี้ ก็หวังจะให้ช่วยรักษาบ้านเมือง เหตุใดจึงว่าจะมีภัยเล่า อองลุยจึงว่า เตียวฬ่อนี้ถึงจะเปนศัตรูท่านก็เหมือนกับหูดสิวอันเปนที่กายภายนอก แต่จะเอาเล็บสกิดเสียก็จะหายไป อันเล่าปี่จะเข้ามาตั้งอยู่ในเมืองนั้น เหมือนวัณโรคอันเปนยอดขึ้นในอก ยากที่จะรักษาได้ ด้วยเล่าปี่นั้นเปนคนอกตัญญูมิได้รู้จักคุณคน โจโฉเอาไปเลี้ยงไว้ยังกลับคิดร้ายแก่ผู้มีคุณ แล้วไปอาศรัยซุนกวนเล่าก็ชิงเอาเมืองเกงจิ๋ว มิได้ซื่อตรงต่อผู้ใด ซึ่งท่านจะไว้ใจเล่าปี่แล้วรับเข้ามาในเมืองนี้ น่าที่จะเกิดอันตรายเปนมั่นคง

เล่าเจี้ยงได้ฟังดังนั้นก็ตวาดเอาว่า เล่าปี่เปนแซ่เดียวกับเรา ที่ไหนจะคิดทำร้ายต่อพี่น้อง ตัวท่านว่าฉนี้มิควรนัก ก็สั่งให้ทหารจับเอาตัวอองลุยกับอุยก๋วนออกไปเสีย แล้วเร่งให้หวดเจ้งรีบถือหนังสือไป ครั้นหวดเจ้งมาถึงเมืองเกงจิ๋ว เข้าไปคำนับเล่าปี่แล้วส่งหนังสือให้ เล่าปี่ได้แจ้งในหนังสือนั้นมีความยินดีนัก จึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงหวดเจ้งตามประเพณี

ขณะเมื่อเสพย์สุราอยู่นั้นเล่าปี่จึงว่า เตียวสงบอกข้าพเจ้าออกชื่อถึงท่านว่ามีสติปัญญาน้ำใจอารี ข้าพเจ้าก็มีความยินดีนักอยู่ บัดนี้ท่านมาถึงได้เห็นหน้าสนทนาด้วยกันเปนบุญหนักหนา หวดเจ้งจึงว่า ข้าพเจ้านี้เปนขุนนางผู้น้อยใครก็ไม่สู้นับถือ แต่ว่าเตียวสงไปบอกออกชื่อถึงท่านก็มีใจยินดีด้วย ข้าพเจ้ามาบัดนี้หวังจะใคร่แจ้งว่า เตียวสงมาเจรจาไว้แก่ท่านนั้นท่านก็ยังมีความวิตกอยู่หรือ

เล่าปี่จึงว่า ตัวข้าพเจ้าทุกวันนี้ก็อาภัพ แผ่นดินทั้งแผ่นดินแต่หาที่จะอาศรัยก็ไม่มี ต้องยืมเมืองเขาอยู่ คิดมาก็น่าเวทนา แต่นกยังมีกิ่งไม้จับ เกิดมาเปนคนไม่มีที่อยู่ก็น่าสมเพช ซึ่งเตียวสงมาว่าไว้นั้นข้าพเจ้าก็คิดอยู่ แต่จนใจด้วยเล่าเจี้ยงก็เปนแซ่เดียวกันมิรู้ที่จะคิดเลย หวดเจ้งจึงว่า อันเมืองเสฉวนนี้ภูมิ์ฐานมั่นคงบริบูรณ์ทุกสิ่ง เปนที่อุดมกว่าทุกเมือง ถ้าผู้ใดหาสติปัญญามิได้ ถึงจะตั้งตัวเปนใหญ่ก็คงจะเปนของผู้อื่น บัดนี้เล่าเจี้ยงให้มีหนังสือมาถึงท่านก็เหมือนเอาเมืองมายกให้ เปนวาสนาของท่านแล้วขออย่าได้ทิ้งเมืองเสฉวนเสียเลย ซึ่งท่านจะคิดทำการไปเบื้องหน้านั้นข้าพเจ้าจะทำนุบำรุงให้สำเร็จ ถึงจะตายก็ไม่เสียดายแก่ชีวิตเลย เล่าปี่ก็ยกมือขึ้นคำนับว่าขอบใจท่านหนักหนา

ครั้นเสพย์สุราแล้ว ขงเบ้งก็จัดแจงที่อยู่ให้แก่หวดเจ้งอาศรัยตามสมควร บังทองเห็นเล่าปี่นั่งง่วงรำพึงอยู่จึงเข้ามาว่า อันธรรมดาผู้มีสติปัญญานั้น ถ้าจะคิดอ่านทำการสิ่งใด ถึงจะเต็มใจก็ดีมิเต็มใจก็ดี ก็ย่อมว่ากล่าวให้แตกฉานปรากฎออก แลจะนิ่งรำพึงรวนเรอยู่ก็เหมือนคนหาปัญญามิได้ ตัวท่านก็ประกอบด้วยสติปัญญา จะมานั่งวิตกถอยหน้าถอยหลังอยู่ฉนี้หาควรไม่ เล่าปี่จึงว่าท่านว่าทั้งนี้ก็ชอบอยู่ แต่ทว่าข้าพเจ้ามาพิเคราะห์ดูก็ยังมิรู้ที่จะคิดเลย สติปัญญาของท่านเล่าเห็นประการใด

บังทองจึงว่า อันเมืองเกงจิ๋วนี้ ข้างตวันออกนั้นซุนกวนเปนอริอยู่ ฝ่ายทิศเหนือนั้นโจโฉก็เปนศัตรู ทุกวันนี้เหมือนอยู่กลางไฟ ด้วยศัตรูนั้นอยู่รอบตัว อันเมืองเสฉวนนั้นผู้คนก็มากพรักพร้อม ทรัพย์สมบัติทั้งปวงก็บริบูรณ์ เห็นจะเปนที่ตั้งตัวให้เปนสุขได้ บัดนี้เตียวสงหวดเจ้งทั้งสองก็มีใจภักดีต่อท่านจะช่วยทำนุบำรุง เหมือนเทพดามาชี้ขุมทองให้ เหตุไฉนท่านจึงยังมีความวิตกนั่งนิ่งอยู่ฉนี้เล่า

เล่าปี่จึงว่า ซึ่งข้าพเจ้ามีความวิตกทั้งนี้ ด้วยเห็นว่าโจโฉกับข้าพเจ้าทำการทุกวันนี้เหมือนนํ้ากับเพลิง อันโจโฉนั้นดังไฟ มักทำให้อาณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อน เพราะใจกำเริบหยาบช้าใหญ่หลวง แลตัวข้าพเจ้าอุปมาเหมือนนํ้า จะทำการสิ่งใดก็ตั้งใจแต่จะให้เปนประโยชน์ ปราถนาจะรักษาอาณาประชาราษฎรให้อยู่เย็นเปนสุข เดชะผลความสัตย์ของเราจึงได้มาตั้งตัวอยู่ถึงเพียงนี้ แลจะละความสัตย์เสียเพราะเห็นแก่ทรัพย์สมบัติทำให้ผิดธรรมเนียมนั้นเราทำมิได้

บังทองจึงว่า อันซึ่งท่านตั้งอยู่ในความสัตย์นี้ ก็เปนที่เทพดามนุษย์สรรเสริญควรอยู่แล้ว แต่แผ่นดินทุกวันนี้มิได้เปนปรกติ เกิดจลาจลต่าง ๆ คนกุมอาวุธรักษาตัวมิวางมือ ซึ่งท่านจะถือความสัตย์ให้มั่นคงอยู่นั้นก็มิได้ ธรรมดาภัยมาถึงตัวแล้วก็ย่อมจะรักษาตัวก่อน อันเมืองเสฉวนนั้นควรจะยืมเอาเปนที่อาศรัยแต่พอสงบอันตราย ถ้าแผ่นดินราบคาบเปนปรกติมีความสุขแล้วจึงค่อยสนองคุณท่านเมื่อภายหลังโดยสมควร ให้สิ้นความครหานินทามิดีหรือ ถ้าท่านมิคิดเอาเมืองเสฉวนบัดนี้ นานไปเบื้องหน้าก็จะเปนของผู้อื่น จะกลับคิดทำการเมื่อภายหลังเห็นจะไม่สำเร็จ จะป่วยการสติปัญญาของผู้ช่วยอุปถัมภ์เสียเปล่า

เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วยจึงว่า อันถ้อยคำของท่านสั่งสอนทั้งนี้ควรจะจารึกไว้ในแผ่นทองสอนใจไปเช้าคํ่า จึงให้หาขงเบ้งเข้ามาปรึกษาที่จะเกณฑ์กองทัพยกไปเมืองเสฉวน ขงเบ้งจึงว่า เมืองเกงจิ๋วเปนที่สำคัญนัก จะยกทหารไปบัดนี้จะไว้ใจราชการภายหลังมิได้ จำจะเกณฑ์คนไว้ให้อยู่รักษา เล่าปี่จึงว่าท่านว่านี้ชอบนัก ถ้ากระนั้นตัวข้าพเจ้ากับบังทองอุยเอี๋ยนฮองตงจะคุมทหารยกไปเมืองเสฉวน ตัวท่านกับกวนอูเตียวหุยจูล่งจงอยู่รักษาเมืองเกงจิ๋วเถิด ขงเบ้งก็รับคำ จึงให้กวนอูอยู่รักษาเมืองซงหยง เตียวหุยเปนกองตะเวรรักษาหัวเมืองทั้งสี่ซึ่งตีได้ใหม่ ให้จูล่งไปรักษาเมืองกำเหลง

ฝ่ายเล่าปี่จึงตั้งให้ฮองตงเปนกองหน้า อุยเอี๋ยนเปนกองหลังคุมทหารห้าหมื่นพร้อมไว้ คอยฤกษ์จะยกไปเมืองเสฉวน ขณะนั้นเลียวฮัวซึ่งเปนโจรป่าอยู่ณเขาหน้าด่านเมืองฮูโต๋ ก็คุมพวกเพื่อนเข้ามาอยู่ด้วยเล่าปี่ ๆ จึงให้ไปรักษาเมืองซงหยงกับกวนอู ครั้นได้ฤกษ์แล้วเล่าปี่ก็ให้ยกกองทัพไปทางประมาณสองพันเส้น พอพบเบ้งตัดคุมทหารห้าพันออกมาคำนับแล้วบอกว่า บัดนี้เล่าเจี้ยงนายข้าพเจ้าให้คุมทหารออกมาคอยรับท่าน เล่าปี่มีความยินดี จึงให้คนถือหนังสือรีบไปแจ้งแก่เล่าเจี้ยง

เล่าเจี้ยงแจ้งดังนั้นแล้ว ก็ให้มีหนังสือไปถึงหัวเมืองรายทางว่า ถ้าเล่าปี่มาถึงตำบลใดก็ให้เลี้ยงดูทหารทั้งปวง อย่าให้อดอยากขัดสนได้กว่าจะถึงเมืองเสฉวน แล้วก็ให้จัดทหารสามหมื่นแลรถสำหรับขี่มีสัปทนเครื่องแห่ กับสิ่งของเงินทองทั้งปวงเปนอันมาก จะออกไปรับเล่าปี่ณตำบลโปยเสีย อุยก๋วนเห็นเล่าเจี้ยงจัดแจงทหารจะออกไปรับเล่าปี่จึงเข้ามาว่า ตัวข้าพเจ้ามาทำราชการอยู่ด้วยท่าน ๆ ก็ให้ทำนุบำรุงให้กินเบี้ยหวัดผ้าปีมาช้านาน ยังมิได้ทำความชอบสิ่งใดสนองคุณเลย บัดนี้ท่านจะออกไปรับเล่าปี่นั้นข้าพเจ้าเห็นมิชอบ จะขอห้ามท่านไว้ให้ยับยั้งก่อน ซึ่งท่านจะออกไปบัดนี้น่าที่จะเสียด้วยกลของเล่าปี่เปนมั่นคง จงรำพึงดูให้ถ้วนถี่เถิด

เตียวสงจึงว่า อันอุยก๋วนมาห้ามปรามทัดทานท่านทั้งนี้ ข้าพเจ้าจะได้เห็นว่าเปนประโยชน์สิ่งใดหามิได้เลย เปนคนริษยามีแต่จะให้ท่านตัดพี่น้องให้ขาดกัน ปรารถนาจะให้เปนเสี้ยนหนามไปอีก เล่าเจี้ยงจึงตวาดเอาอุยก๋วนว่า ท่านอย่ามาเจรจาเซ้าซี้อยู่เลย เราคิดเห็นประโยชน์แน่นอนอยู่แล้ว เรามิได้เชื่อฟังท่าน อุยก๋วนก็มีความน้อยใจ จึงเอาหน้ากระทบลงกับศิลาจนโลหิตไหลออก ก็กัดเอาชายเสื้อเล่าเจี้ยงไว้มิให้ออกไป เล่าเจี้ยงโกรธเปนกำลังก็กระชากชายเสื้อสบัดมา อุยก๋วนก็มิวางจนฟันหักหลุดออกเปนสองซี่ เล่าเจี้ยงก็ให้ทหารจับตัวออกไปเสีย อุยก๋วนก็ร้องไห้กลับมาบ้าน

หลีอิ๋นเห็นดังนั้นจึงเข้ามาร้องว่า ท่านมิได้เชื่อฟังถ้อยคำอุยก๋วนทัดทานฉนี้ จะขืนออกไปรับเล่าปี่นั้นก็เหมือนไปหาที่ตาย แลจะรับเล่าปี่เข้ามาในเมืองเสฉวนนี้ก็เห็นจะเหมือนรับเสือเข้ามาไว้ในบ้าน เล่าเจี้ยงจึงว่า อันเล่าปี่นี้ก็เปนแซ่เดียวกันกับเรา หรือจะมาคิดร้ายนั้นก็ผิดไป ถ้อยคำของท่านเรามิขอได้ยิน แล้วก็ให้ทหารขับออกไปเสีย เตียวสงจึงว่าแก่เล่าเจี้ยงว่า อันขุนนางทั้งปวงนี้เสียแรงท่านเลี้ยงให้กินเบี้ยหวัดผ้าปีเสียเปล่า หามีความกตัญญูไม่ มีประโยชน์แต่จะเอาความสุขแต่ตัว เลี้ยงบุตรภรรยาให้สบายใจ มิได้ซื่อตรงต่อท่าน ชรอยคิดจะทำร้ายเปนมั่นคง ครั้นเล่าปี่เข้ามาก็จะขัดขวางอยู่จะทำการมิถนัด จึงแกล้งมาว่ากล่าวริษยาเล่าปี่มิให้เข้ามาทั้งนี้ เล่าเจี้ยงจึงว่า อันท่านว่าทั้งนี้เปนประโยชน์แก่ข้าพเจ้าจริง ๆ มิเสียแรงว่ารักเรา

ครั้นเวลาเช้าเล่าเจี้ยงจะให้ทหารไปรับเล่าปี่ พอทหารคนหนึ่งมาบอกว่า บัดนี้อองลุยเอาเชือกผูกห้อยตัวอยู่ที่ซุ้มประตูเมือง มือหนึ่งถือหนังสือมือหนึ่งถือกระบี่ร้องว่า หนังสือนี้เราฟ้องเจ้า ถ้าฟังเราก็แล้วไป แม้มิฟังเราจะเอากระบี่นี้ตัดเชือกให้สีสะกระแทกลงให้ตายเสีย เล่าเจี้ยงรู้ดังนั้นก็ใช้ให้คนไปเอาหนังสือนั้นมาพิเคราะห์ดูเปนใจความว่า ข้าพเจ้าอองลุยคำนับไว้ถึงท่านให้แจ้ง ด้วยข้าพเจ้าได้ยินโบราณเล่าสืบกันมาว่า ยาดีกินขมปากแต่เปนประโยชน์แก่คนไข้ คนซื่อกล่าวคำไม่เพราะหู แต่เปนประโยชน์แก่กาลภายหน้า ซึ่งท่านไม่ฟังคำข้าพเจ้าจะออกไปรับเล่าปี่ณเมืองโปยเสียนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าเมื่อไปจะมีทางไปสดวก แต่เมื่อจะกลับมาเห็นจะขัดสนไม่มีทางมา ให้ท่านพิเคราะห์ดูจงดีก่อน แม้ท่านฟังคำข้าพเจ้าจงจับตัวเตียวสงตัดสีสะเสีย แล้วสกัดเล่าปี่อย่าให้เข้ามาเมืองเสฉวนได้ ตัวท่านก็จะได้ครองสมบัติสืบไป ราษฎรชาวเมืองทั้งปวงก็จะไม่มีความเดือดร้อน

เล่าเจี้ยงได้แจ้งในหนังสือดังนั้นก็โกรธ ว่าเล่าปี่เปนคนมีสติปัญญา แล้วกับเราก็รักใคร่เสมอพี่น้องเกิดร่วมอุทรเดียวกัน มิได้มีนํ้าใจรังเกียจกินแหนงกัน เหตุใดอ้ายคนเหล่านี้มันแกล้งมาพูดจาขัดขวาง จะให้เรากับเล่าปี่เปนศัตรูกันหรือ อองลุยได้ทราบดังนั้นก็คิดน้อยใจ ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังแล้วเอากระบี่ตัดเชือกนั้นขาดสีสะปักลงมาฅอหักตาย เล่าเจี้ยงก็จัดทหารสามหมื่น แพรอย่างดีบรรทุกเกวียนสามเล่มกับสิ่งของเงินทองแลสเบียงอาหารเปนอันมาก ยกออกจากเมืองรีบไปคอยรับเล่าปี่ณเมืองโปยเสีย

ฝ่ายเล่าปี่ยกมาถึงแดนเมืองเสฉวน ก็กำชับทหารทั้งปวงมิให้เบียดเบียฬทำอันตรายราษฎรตามหัวเมืองรายทางทั้งปวง ราษฎรชาวเมืองก็มีความยินดี เล่าปี่ไปถึงหัวเมืองใดราษฎรชาวเมืองก็ชวนกันออกมาคำนับเล่าปี่ ๆ ก็พูดจาเกลี้ยกล่อมโดยสุภาพ หวดเจ้งจึงว่าแก่บังทองว่า เตียวสงให้หนังสือลับมาถึงข้าพเจ้าว่า เล่าเจี้ยงจะยกทหารออกมารับนายท่านณเมืองโปยเสีย เห็นได้ทีอยู่แล้ว จงคิดอ่านกำจัดเล่าเจี้ยงเสียแต่ต้นมืออย่าให้ทันคิดแก้ตัวได้ บังทองจึงว่า เนื้อความทั้งนี้ท่านอย่าเพ่อว่าวุ่นวายไปก่อน กิตติศัพท์จะแพร่งพรายไป ให้เล่าเจี้ยงกับเล่าปี่นายเราถึงกันเข้าก่อนจึงค่อยคิดทำการ หวดเจ้งเห็นชอบด้วย แลเมืองเสฉวนกับเมืองโปยเสียนั้นระยะทางไกลกันหกร้อยเส้น ครั้นเล่าเจี้ยงมาถึงเมืองโปยเสียแล้วก็แต่งทหารออกไปรับเล่าปี่ ๆ ก็ให้ทหารทั้งปวงหยุดตั้งค่ายอยู่นอกเมือง แล้วก็เข้าไปหาเล่าเจี้ยงแต่ตัว ต่างคนต่างคำนับกันตามประเพณีพี่น้อง พูดจาปราสัยเล่าความทุกข์ยากแต่หลังให้ฟังทุกประการแล้วร้องไห้ เล่าเจี้ยงจึงให้แต่งโต๊ะเชิญเล่าปี่กินอยู่เสพย์สุราด้วยกันเปนผาศุก จนเวลาพลบค่ำแล้วเล่าปี่ก็คำนับลาเล่าเจี้ยงไปค่าย

เล่าเจี้ยงจึงว่าแก่ขุนนางทั้งปวงว่า อองลุยกับอุยก๋วนสองคนนี้หาปัญญามิได้ ข้าพเจ้าคิดมาก็น่าหัวเราะ ควรหรือมาสงสัยเล่าปี่ว่าจะไม่สัตย์ซื่อต่อพี่น้องนั้นไม่ควร เราเห็นเล่าปี่พี่เราวันนี้พิเคราะห์ดูกิริยาอาการเห็นเปนคนซื่อตรงอารีต่อพี่น้องจริง ถ้าเราได้เล่าปี่พี่เรามาไว้ช่วยทำนุบำรุงเปนที่ป้องกันอันตรายอยู่รอบนอกแล้ว ก็จะกลัวอะไรแก่โจโฉแลเตียวฬ่อ ตัวข้าพเจ้านี้ก็ผิดหนักหนาที่มิได้รำลึกถึงพี่น้องของตัวเลย ต่อเตียวสงมาบอกจึงคิดได้ ความชอบของเตียวสงมีเปนอันมาก แล้วก็ถอดเสื้อออกจากกายให้คนเอาไปให้แก่เตียวสงณเมืองเสฉวนกับทองคำห้าร้อยตำลึง

ขณะนั้นเล่ากุ๋ยเหลงเปาเตียวหยินเตงเหียน กับที่ปรึกษาทั้งปวงฝ่ายทหารพลเรือนจึงว่าแก่เล่าเจี้ยงว่า ท่านอย่ายินดีเข้าใกล้เล่าปี่ก่อน อันเล่าปี่นี้ทำกิริยาแช่มช้อยพูดจาไพเราะอ่อนโยนก็จริง แต่ว่าเปนคนเจ้ามารยา น้ำใจนั้นกระด้างดังเหล็กเพ็ชร์หาเหมือนกับวาจาไม่ ขอท่านอย่าประมาทเร่งระมัดตัวให้จงดี เล่าเจี้ยงหัวเราะแล้วจึงว่า ท่านทั้งนี้มาชวนกันสงสัยเปล่า ๆ หาต้องการไม่ อันเล่าปี่พี่เรานั้นเห็นจะไม่คิดเปนสองใจ ที่ปรึกษาทั้งนั้นก็พากันทอดใจใหญ่แล้วก็ถอยมา

ฝ่ายเล่าปี่กลับมาถึงค่าย บังทองจึงเข้าไปถามว่า วันนี้ท่านไปกินเลี้ยงกับเล่าเจี้ยงนั้น เห็นแยบคายเปนประการใดบ้าง เล่าปี่จึงบอกว่า เล่าเจี้ยงนั้นเปนคนซื่อสัตย์มั่นคงอยู่ บังทองจึงว่า อันเล่าเจี้ยงเปนคนมั่นคงก็จริง แต่ทว่าขุนนางทั้งปวงเปนคนกระด้างจะมิลงใจ จะขัดแข็งไว้นานไปจะเสียการ ข้าพเจ้าคิดว่าขอให้ท่านหาเล่าเจี้ยงมากินโต๊ะณค่ายเรา ๆ จะให้ทหารจับตัวฆ่าเสีย แล้วจึงยกเข้าไปเอาเมืองเสฉวนเห็นจะได้โดยง่าย มิพักถอดกระบี่ออกจากฝัก มิพักขึ้นเกาทัณฑ์ให้เสียสายจะมิดีหรือ

เล่าปี่จึงว่า ท่านคิดทั้งนี้ข้าพเจ้ามิเต็มใจ ด้วยเล่าเจี้ยงนั้นเปนแซ่เดียวกัน แล้วก็มีใจรักใคร่นับถือเราจริง ๆ เรามาบัดนี้เล่าก็หวังจะตั้งตัวโดยสุจริตให้เปนที่สรรเสริญ แรกยกมาถึงควรจะให้คนทั้งปวงเห็นนํ้าใจมีความยินดีต่อ ควรหรือมิทันไรจะมาทำอันตรายแก่เล่าเจี้ยง จะมิเปนที่ครหาติเตียนแก่เทวดาแลมนุษย์หรือ ซึ่งจะทำให้เสียสัตย์ผิดด้วยประเพณีนั้นทำมิได้

บังทองจึงว่า ซึ่งข้าพเจ้าว่าทั้งนี้จะเปนความคิดของข้าพเจ้าก็หามิได้ ด้วยเตียวสงให้มีหนังสือมาถึงหวดเจ้งให้คิดการกำจัดเสีย หวดเจ้งจึงเอาหนังสือมาแจ้งแก่ข้าพเจ้า ๆ จึงว่าให้ท่านกระทำการ พอว่ายังมิทันขาดคำหวดเจ้งจึงเข้ามาว่า ซึ่งข้าพเจ้าให้กระทำการทั้งนี้ใช่จะเปนประโยชน์แก่ตัวข้าพเจ้าหามิได้ หวังจะให้เปนคุณแก่ท่านอีก ใช่จะผิดประเพณีนั้นหามิได้ ก็ต้องกับประเพณีแผ่นดินแต่ก่อน

เล่าปี่จึงว่า เล่าเจี้ยงนี้เปนแซ่เดียวด้วยกันกับเรา ซึ่งจะทำอันตรายนั้นจะควรหรือ หวดเจ้งจึงว่า ซึ่งท่านจะมิทำตามถ้อยคำข้าพเจ้านั้นก็เห็นจะเสียการเปนมั่นคง ด้วยเล่าเจี้ยงกับเตียวฬ่อก็เปนคู่อริกันอยู่ แม้ว่าเตียวฬ่อยกมาตีเมืองเสฉวนได้บัดนี้ ท่านมาแต่ทางไกลเสียแรงได้ลำบากแก่ทหารทั้งปวง ก็จะป่วยการเสียเปล่า ประการหนึ่งจะคิดรีรออยู่ให้ช้าวันช้าคืน แม้มีผู้ไปยุยงเล่าเจี้ยงให้ประทุษฐร้ายแก่ท่าน ก็ที่ไหนจะกลับตัวทันจะมิเสียทีหรือ บัดนี้ผู้คนทั้งปวงก็มีความยินดีต่อท่านเปนอันมาก จงเร่งคิดอ่านทำการกำจัดเล่าเจี้ยงเสียอย่าให้รู้ตัว เอาเมืองเสฉวนเปนที่ตั้งให้จงได้ก่อน ซึ่งจะคิดทำการใหญ่หลวงไปเบื้องหน้านั้นก็จะสดวก เล่าปี่ก็มิยอม แต่ว่ากล่าวกันอยู่ฉนั้นเปนหลายครั้ง

ครั้นเวลารุ่งเช้าเล่าปี่จึงเข้าไปกินโต๊ะกับเล่าเจี้ยงอีก ต่างคนต่างเสพย์สุราพูดกันเปนปรกติตามประเพณีพี่น้อง บังทองจึงกระซิบกับหวดเจ้งว่า การก็จวนตัวอยู่ถึงเพียงนี้แล้ว นายเราถือความซื่อตรงมิได้กระทำตามคำเราก็เห็นจะเสียการ ถึงนายจะถือความสัตย์อยู่ก็ทำเนาเราจะคิดอ่านกันทำการเอง จึงสั่งแก่อุยเอี๋ยนว่า บัดนี้เล่าเจี้ยงเสพย์สุราเมาได้ทีอยู่แล้ว ท่านจงฆ่าเสียเถิด อุยเอี๋ยนก็ถอดกระบี่เดิรเข้าไปตรงหน้าโต๊ะแล้วจึงว่า ข้าพเจ้าจะขอรำกระบี่ให้ท่านทั้งสองดูเล่นเปนขวัญตา บังทองจึงร้องขึ้นว่า ถ้ากระนั้นก็ดีแล้ว ทหารทั้งปวงจงถอยลงมาข้างชั้นล่างให้อุยเอี๋ยนรำกระบี่ดูเล่น อุยเอี๋ยนก็รำกระบี่อยู่หน้าโต๊ะ ทหารเล่าเจี้ยงเห็นอุยเอี๋ยนรำกระบี่ แลพวกทหารนอกนั้นก็ถือเครื่องศัสตราวุธ พากันแลดูเล่าเจี้ยงเขม้นอยู่อยู่ก็กริ่งใจ เตียวหยิมจึงชักกระบี่ออกมาแล้วว่า อันจะรำกระบี่ไม่มีคู่นั้นดูไม่งาม ข้าพเจ้าจะขอรำกระบี่ให้ท่านดูเปนคู่กันกับอุยเอี๋ยน ว่าแล้วก็ลุกขึ้นรำเปนเชิงกันอยู่ อุยเอี๋ยนรำกระบี่พลางชายตาดูเล่าฮอง ๆ ก็ถอดกระบี่เข้ารำด้วย เล่ากุ๋ยเหลงเปาเตงเหียนทหารเล่าเจี้ยงเห็นดังนั้นก็ถอดกระบี่ออกร้องว่า ข้าพเจ้าจะขอรำให้ท่านทั้งสองหัวเราะเล่นตามสบายบ้าง ต่างคนต่างก็รำกระบี่เข้าเปนพวกกัน

เล่าปี่เห็นทหารทั้งปวงรำดังนั้นก็ตกใจ จึงชักกระบี่ออกมาจากมือทหารซึ่งดูอยู่นั้น ลุกออกมายืนที่หน้าโต๊ะแล้วว่า ตัวเราพี่น้องมาพบกันมีความยินดี เสพย์สุราเลี้ยงดูกันให้สบายตามประเพณี ควรหรือท่านทั้งปวงมีความกินแหนงสนเท่ห์ฉนี้มิชอบ ใช่จะเหมือนครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจแลพระเจ้าฌ้อปาอ๋องเสพย์สุราด้วยกันณด่านงักปุนก๋วนนั้นหามิได้ จงทิ้งกระบี่เสียให้สิ้นทุกคน ถ้าผู้ใดมิวางกระบี่ลงก็จะตัดสีสะเสีย

เล่าเจี้ยงจึงตวาดเอาทหารทั้งนั้นว่า เราพี่น้องรักกันโดยสุจริต เหตุใดคนทั้งปวงจึงมาทำวุ่นวาย ถือกระบี่เข้ามาในที่เฝ้าฉนี้ เร่งถอยออกไปให้พ้น ทหารทั้งปวงต่างคนต่างกลัวเล่าเจี้ยงก็ถอยออกไปสิ้น เล่าปี่จึงเรียกทหารเล่าเจี้ยงซึ่งเปนผู้ใหญ่นั้นขึ้นมาบนที่กินโต๊ะ จึงรินสุราให้กินทุกคนแล้วจึงว่า ตัวเราทั้งสองเปนพี่น้องกัน เรามาบัดนี้จะช่วยป้องกันรักษาบ้านเมืองให้อยู่เย็นเปนสุขสืบไป ซึ่งเราจะได้คิดเปนสองใจนั้นหามิได้ ท่านทั้งปวงอย่ามีความสงสัยเลย ทหารทั้งปวงได้ยินเล่าปี่ว่าก็ยินดี ยกมือขึ้นคำนับแล้วก็ถอยลงมา

เล่าเจี้ยงได้ฟังเล่าปี่ว่าฉนั้นก็ยุดเอาข้อมือว่า พี่นี้รักข้าพเจ้าหนักหนา เห็นสุจริตจริง ๆ ข้าพเจ้ามิได้มีความสงสัยเลย จะขอสนองคุณท่านไปตราบเท่าวันตาย เล่าปี่กับเล่าเจี้ยงก็มีความยินดีต่อกัน เสพย์สุราอยู่จนเวลาจะใกล้พลบคํ่า เมื่อเล่าปี่กลับไปค่ายจึงว่าแก่บังทองว่า ท่านนี้หาความพินิจไม่ ทำทั้งนี้จะให้คนติเตียนเราได้ แต่วันนี้สืบไปวันหน้าจงอย่าได้ทำฉนี้เลย บังทองก็คำนับลาออกมาที่อยู่

ฝ่ายเล่ากุ๋ยเหลงเปาเตงเหียนจึงว่าแก่เล่าเจี้ยงว่า วันนี้ท่านเสพย์สุราด้วยเล่าปี่นั้นเห็นแยบคายหรือไม่ ขอท่านเร่งกลับไปเมืองเถิดอย่าอยู่ช้าเลย แม้ท่านมิกลับไปภัยจะมีเปนมั่นคง เล่าเจี้ยงจึงว่า อันเล่าปี่พี่เรานั้นมีใจสุจริตเห็นประจักษ์อยู่จริงๆ ที่จะคิดทำร้ายแก่เราเหมือนนํ้าใจคนทั้งปวงหามิได้ ท่านอย่าสงสัยเลย เล่ากุ๋ยเหลงเปาเตงเหียนจึงว่า อันนํ้าใจเล่าปี่นั้นเปนคนซื่อตรงอยู่จริง แต่ว่าทหารทั้งปวงมีใจหยาบช้านัก เห็นจะคิดทำร้ายเอาเมืองเสฉวนให้แก่เล่าปี่ ปราถนาจะเอาประโยชน์ใส่ตัว เล่าเจี้ยงก็มิได้เชื่อฟัง จึงเชิญเล่าปี่ให้เข้ามากินโต๊ะด้วยกันในเมืองโปยเสียนั้นทุกวัน

ขณะนั้นม้าใช้มาบอกว่า บัดนี้เตียวฬ่อจะยกทัพมาตีด่านแฮบังก๋วน เล่าเจี้ยงจึงหาเล่าปี่เข้ามาปรึกษา แล้วก็ว่ากล่าวอ้อนวอนให้เล่าปี่ยกทหารไปป้องกันเตียวฬ่อ เล่าปี่รับคำแล้วก็ยกทหารไปตั้งค่ายณด่านแฮบังก๋วน ทหารทั้งปวงจึงว่าแก่เล่าเจี้ยงว่า บัดนี้เล่าปี่ก็ยกไปรับทัพเตียวฬ่อแล้ว ขอท่านอย่าไว้ใจแก่เล่าปี่ เกลือกจะคิดทำร้ายกลับย้อนหลังมาทำอันตรายเรา จงให้จัดแจงรักษาด่านทางทั้งปวงไว้ให้มั่นคงป้องกันตัว เล่าเจี้ยงก็มิฟังคำ ครั้นที่ปรึกษาทั้งปวงต่างคนเข้ามาช่วยกันว่าเปนอันมาก เล่าเจี้ยงก็เห็นด้วย จึงเกณฑ์ให้เอียวหวยโกภายสองคนคุมทหารออกไปรักษาด่านโปยสิก๋วนหวังจะป้องกันเล่าปี่ แล้วก็ยกทหารกลับมาเมืองเสฉวน ฝ่ายเล่าปี่ครั้นมาถึงด่านแฮบังก๋วนแล้ว ก็กำชับทหารทั้งปวงมิให้ทำอันตรายแก่ชาวบ้านชาวเมือง หวังจะให้กิตติศัพท์เลื่องลือขจรไป เพื่อจะเอาใจอาณาประชาราษฎรให้มีความยินดีด้วย

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ