ตอนที่ ๕๐

ฝ่ายซุนกวนแจ้งว่าเล่าปี่ยกไปเมืองเสฉวน จึงให้หาขุนนางทั้งปวงเข้ามาปรึกษา โกะหยงจึงว่า ซึ่งเล่าปี่ยกไปเมืองเสฉวนบัดนี้ก็เปนทางไกลได้ทีอยู่แล้ว ขอให้ท่านเกณฑ์ทหารยกสกัดตัดทางเมืองเสฉวนอย่าให้เล่าปี่กลับมาได้ แล้วจงเกณฑ์กองทัพยกไปตีเมืองเกงจิ๋วเห็นจะได้โดยง่าย ซุนกวนจึงว่า ท่านคิดการทั้งนี้ชอบ พอนางงอก๊กไถ้เดิรออกมาถึงหลังฉากได้ยินจึงร้องว่า ผู้ใดคิดการดังนี้ปราถนาจะให้เล่าปี่ฆ่าลูกสาวเราเสียหรือ ชอบให้ตัดสีสะเสีย แล้วก็เดิรสาวเท้าออกมานอกฉากจึงว่าแก่ซุนกวนว่า น้องสาวเจ้าผู้เดียวเราสู้อุ้มท้องรักษามา ถนอมดังหนึ่งดวงชีวิต บัดนี้ก็ได้ยกให้เปนภรรยาเล่าปี่แล้ว แลเจ้าจะมาเชื่อถือถ้อยคำคนทั้งปวงยุยงฉนี้จะฆ่าน้องสาวหรือ ตัวเจ้าได้สมบัติของพี่เปนใหญ่อยู่ในเมืองกังตั๋ง มีหัวเมืองขึ้นถึงแปดสิบเอ็ดยังไม่อิ่มใจหรือ จึงจะไปเอาเมืองเกงจิ๋วซึ่งเปนสมบัติของผู้อื่นอีกเล่า

ซุนกวนได้ฟังมารดาว่า ก็คำนับรับคำว่าข้าพเจ้าผิดแล้ว ขอมารดาอดโทษเถิด แล้วก็ขับที่ปรึกษาทั้งปวงออกไปเสีย นางงอก๊กไถ้ก็กลับเข้ามา ซุนกวนนั่งอยู่แต่ผู้เดียวก็คิดว่า ครั้งนี้มิได้เมืองเกงจิ๋วแล้วที่ไหนไปเบื้องหน้าจะได้ พอเตียวเจียวเข้ามาถึงจึงถามว่า เหตุใดวันนี้ท่านนั่งเปนทุกข์อยู่ ซุนกวนจึงว่า ซึ่งเราเปนทุกข์อยู่ทั้งนี้เพราะวิตกถึงเนื้อความที่ว่ากันเมื่อตะกี้

เตียวเจียวจึงว่า จะทุกข์ไปใยกับเนื้อความเท่านี้ ง่ายไม่ยากดอก ขอท่านให้มีหนังสือลับไปถึงนางซุนฮูหยินน้องท่านว่า บัดนี้มารดาป่วยระลึกถึงอยู่ จะขอเห็นหน้าสักครั้งหนึ่ง ให้รีบมาทั้งกลางวันกลางคืนอย่าให้ช้าได้ แล้วให้พาเอาบุตรเล่าปี่มาเมืองเราด้วย เล่าปี่มีบุตรคนเดียวก็จะสลดน้ำใจ จะต้องเอาเมืองเกงจิ๋วมาเปลี่ยนเอาบุตรของตัวไป ที่ไหนจะทิ้งบุตรเสียได้ ถ้าเล่าปี่มิได้อาลัยถึงบุตรไม่เอาเมืองมาเปลี่ยน เราก็จะยกทหารไปรบเมืองเกงจิ๋ว หามีที่จะขัดข้องสิ่งใดไม่

ซุนกวนจึงว่า ท่านคิดนี้ชอบนัก ก็ให้แต่งหนังสือลับฉบับหนึ่งตามถ้อยคำเตียวเจียว แล้วจึงส่งให้จิวเสี้ยนซึ่งเปนคนสนิธเคยใช้สอยข้างในมาแต่ก่อนนั้น ลอบลงเรือไปเมืองเกงจิ๋วมิให้มารดาทันรู้ ครั้นจิวเสี้ยนมาถึงเมืองเกงจิ๋ว จึงเข้าไปคำนับนางซุนฮูหยิน แล้วเอาหนังสือนั้นให้นางซุนฮูหยิน ๆ แจ้งในหนังสือนั้นก็สำคัญว่าจริง มีความเสร้าโศกนัก จึงถามว่ามารดาป่วยนั้นเปนประการใด จิวเสี้ยนจึงว่า มารดาท่านป่วยหนักอยู่แล้ว แม้มิได้เห็นหน้าท่านก็จะตายเสีย แล้วสั่งมาว่าจะขอเห็นหน้าอาเต๊าหลานชายด้วย นางซุนฮูหยินจึงว่า บัดนี้เล่าปี่ก็ไม่อยู่ ซึ่งเราจะไปนั้นจำจะบอกกล่าวขงเบ้งให้รู้ก่อน

จิวเสี้ยนจึงว่า มารดาท่านป่วยหนักจะรีบไปให้ทันเห็นใจ จะบอกแก่ขงเบ้งก่อน ถ้าขงเบ้งจะบอกไปถึงเล่าปี่ ๆ ก็ไปทางไกล กว่าหนังสือจะไปถึงแลจะตอบมาจะมิช้านักหรือ ที่ไหนจะทันเห็นใจมารดาท่าน ก็จะเสียการไป นางซุนฮูหยินมีความรักมารดาเปนกำลัง ดังหนึ่งเพลิงสุมอยู่ในหัวใจ จะใคร่ไปเห็นมารดาโดยด่วนก็เห็นชอบด้วย จึงจัดแจงตัวแล้วให้สาวใช้สามสิบคนถือเครื่องศัสตราวุธครบมือกันเสร็จแล้ว ก็อุ้มเอาอาเต๊ามาขึ้นรถขับออกจากเมือง ครั้นถึงท่าเรือทอดอยู่นั้นจิวเสี้ยนก็เชิญให้ลงเรือ

ขณะนั้นจูล่งรู้ว่านางซุนฮูหยินจะไปเมืองกังตั๋ง ก็คุมทหารสี่คนรีบตามมาทัน เห็นชักสมอจะออกเรือก็ร้องเรียกว่าอย่าเพ่อถอยเรือไป หยุดอยู่ก่อน เราจะขอพูดด้วยนางซุนฮูหยินสักสองคำ จิวเสี้ยนจึงร้องว่า เองนี้ผู้ใดจึงบังอาจมาห้ามนายไว้ฉนี้มิได้ยำเกรง แล้วก็ให้ทหารจับเครื่องศัสตราวุธไว้พร้อมมือ จึงให้เคลื่อนเรือออกไป จูล่งก็ขับม้ารีบตามมาริมตลิ่ง แล้วว่าท่านจะไปก็ไปเถิด แต่ว่าข้าพเจ้าจะขอเจรจาคำนับสักหน่อยก่อน จิวเสี้ยนก็มิได้หยุด เร่งให้ทหารแจวเรือรบไป จูล่งก็ขับม้าตามมาทางประมาณร้อยเส้น พอเห็นเรือปลาลำหนึ่งจอดอยู่ริมตลิ่ง จูล่งก็โจนลงจากหลังม้า เรียกทหารลงเรือด้วย ถือทวนง่าอยู่กลางเรือให้แจวตามออกไป จิวเสี้ยนก็ให้ทหารเอาเกาทัณฑ์ยิง จูล่งปัดด้วยคันทวนมิได้ถูก ครั้นใกล้เรือจิวเสี้ยนเข้าไป จิวเสี้ยนก็ให้ทหารเอาทวนแลง้าวแทง จูล่งก็เอากระบี่แทงถอดเกี้ยมออกปัดป้องอาวุธทั้งปวง ให้ทหารรุกเข้าไปปีนขึ้นบนเรือได้ ทหารจิวเสี้ยนต่างคนต่างกลัวจูล่ง ก็วิ่งเข้าแอบตัวอยู่ จูล่งจึงเข้าไปในห้องเรือ เห็นนางซุนฮูหยินอุ้มอาเต๊านั่งอยู่ จึงเอากระบี่สอดฝักเข้าเสีย แล้วคำนับถามว่าท่านจะไปไหน เหตุใดจึงมิได้แจ้งแก่ขงเบ้งให้รู้ก่อน

นางซุนฮูหยินจึงบอกว่า มารดาเราป่วยหนักจะรีบไป ไม่ทันไปบอกแก่ขงเบ้งแล้ว จูล่งจึงว่า ซึ่งท่านจะไปเยือนมารดาก็ชอบแล้ว เหตุใดจึงเอาอาเต๊าไปด้วยเล่า นางซุนฮูหยินจึงว่า อาเต๊านี้เปนบุตรของเล่าปี่ก็เหมือนบุตรของเรา ด้วยตัวจะไปแล้วจะทิ้งลูกไว้กับเมือง เล่าปี่รู้ก็จะน้อยใจว่าเรามิรักลูก ประการหนึ่งจะไว้ใจแก่ผู้ใดมิได้ เวลาไข้เจ็บผู้ใดจะรักษาพยาบาล เราจึงพาเอามาด้วย จูล่งจึงว่า เล่าปี่นายข้าพเจ้ามีบุตรผู้เดียวที่เปนสายโลหิตในอก รักดังดวงใจ แลเมื่อครั้งทุ่งเตียงปันโผข้าพเจ้าอุตส่าห์ตีฝ่าทหารร้อยหมื่นเข้าไปมิได้คิดแก่ชีวิต ก็เพราะประสงค์อาเต๊าแก้วตาของเล่าปี่ ปิ้มตัวข้าพเจ้าจะตายในท่ามกลางทหารโจโฉ ควรหรือท่านจะมาพาเอาอาเต๊าดวงใจของเล่าปี่ไปด้วย

นางซุนฮูหยินจึงว่า มึงเปนแต่นายทหาร ควรหรือมาล่วงบังคับการในเรือนเจ้าฉนี้ โอหังหนักหนา ไสคอออกไปเสียให้พ้น แล้วก็ให้สาวใช้เข้าฉุดชักเสื้อจะเอาตัวออกไปเสีย จูล่งสบัดสาวใช้ทั้งนั้นล้มกระเด็นออกไปสิ้นแล้วจึงว่า แม้ท่านจะขืนเอาอาเต๊าไป ถึงชีวิตข้าพเจ้าจะตายอยู่ที่นี่ก็ตามเถิด ข้าพเจ้ามิให้เอาไป จึงเข้าไปชิงเอาอาเต๊ามาจากมือนางซุนฮูหยิน พาออกมายืนอยู่หน้าเรือมิรู้ที่จะขึ้นบกได้ แลหาเรือน้อยเหล่าทหารจิวเสี้ยนก็ไสเสียตามมิทัน จูล่งก็จนใจ ครั้นจะทำจลาจลฆ่าฟันกันวุ่นวายก็มิได้ ด้วยนางซุนฮูหยินอยู่ในเรือนั้นด้วย สาวใช้ทั้งปวงช่วยกันเข้ามาชิงเอาอาเต๊าก็มิได้ ด้วยจูล่งถือกระบี่แกว่งอยู่

ฝ่ายจิวเสี้ยนก็สารวลเร่งให้ทหารแจวเรือไป พอเตียวหุยไปเที่ยวตะเวนทางรู้ระคายก็รีบกลับมา จูล่งแลเห็นเรือรบเตียวหุยปักธงไสวบัญจุทหารพรักพร้อม รีบแจวสวนหน้าเรือขึ้นมา ไม่ทันรู้ว่าเตียวหุยก็ตกใจ คิดว่าซุนกวนแกล้งทำกลหวังจะฆ่าตัวเสีย ครั้นได้ยินเตียวหุยร้องมาว่า ท่านจะไปก็ไปแต่ตัว จงเอาอาเต๊าหลานเราไว้ จูล่งก็ดีใจ เตียวหุยเข้ามาใกล้ก็ฉวยทวนโจนขึ้นบนเรือ จิวเสี้ยนเห็นดังนั้นก็ชักกระบี่ออกจะเข้าสู้กับเตียวหุย ๆ ก็เอาทวนแทงถูกจิวเสี้ยนล้มลง ก็ตัดเอาสีสะโยนเข้าไปถูกนางซุนฮูหยิน ๆ ก็ตกใจ จึงว่าเหตุใดเตียวหุยจึงมาทำหยาบช้าต่อเราดังนี้ เตียวหุยจึงว่า ท่านเปนพี่สะใภ้ เมื่อมิได้รักพี่เราโดยสุจริตจะทิ้งเสียหนีไปเมือง มิได้ยำเกรงถึงเพียงนี้ เราว่าชอบกลับว่าทำหยาบช้าต่อท่านอีกเล่า

นางซุนฮูหยินจึงว่า บัดนี้มารดาเราป่วยหนักจึงจะรีบไป ครั้นจะบอกพี่ท่านก่อนก็จะช้าอยู่มิทันไปเห็นใจ ท่านทั้งสองจะขัดขวางไว้มิให้เราไปเราก็จะ โจนน้ำตายเสีย เตียวหุยจึงปรึกษาจูล่งว่า ถ้าจะขัดขวางไว้ก็เหมือนแกล้งให้นางซุนฮูหยินตาย ด้วยมารดานั้นป่วยหนัก เปนประเพณีแม่กับลูก เห็นมิชอบ ควรเราจะเอาแต่อาเต๊าไว้ ซึ่งตัวนางซุนฮูหยินจะไปนั้นก็ตามอัชฌาสัยเถิด จึงว่าแก่นางซุนฮูหยินว่า อันเล่าปี่พี่เราก็เปนอาว์ของพระเจ้าเหี้ยนเต้ ซึ่งท่านได้มาอยู่กับพี่เรา ๆ ก็กรุณาเอนดูมิสู้ได้ความอายนัก ถึงมาทว่าตัวท่านจะไปก็จงคิดถึงความอาลัยแต่หนหลัง ซึ่งได้เปนภรรยาสามีกันตามประเพณีโลกทั้งปวง แล้วเร่งกลับมา ว่าแล้วก็อุ้มเอาอาเต๊าพาจูล่งลงเรือมา ฝ่ายนางซุนฮูหยินก็เร่งให้ทหารสิบคนรีบแจวเรือไปเมืองกังตั๋ง

ขงเบ้งรู้ข่าวว่านางซุนฮูหยินหนีไปดังนั้น ก็คุมทหารลงเรือรีบตามมา พอพบเตียวหุยจูล่งกลางทางได้อาเต๊าก็มีความยินดี ทั้งสามนายก็พากันกลับมาเมือง ขงเบ้งจึงแต่งให้คนถือหนังสือไปแจ้งแก่เล่าปี่ณเมืองเสฉวน เปนใจความว่า บัดนี้นางซุนฮูหยินหนีกลับไปเมืองกังตั๋ง

ฝ่ายนางซุนฮูหยินมาถึงเมือง ก็แจ้งเนื้อความแก่ซุนกวนทุกประการ ซุนกวนครั้นรู้ว่าเตียวหุยจูล่งติดตามมาชิงเอาอาเต๊าไป แล้วฆ่าจิวเสี้ยนเสีย ก็มีความโกรธนักจึงว่า บัดนี้น้องเรากลับมาได้แล้ว อันเล่าปี่กับเราก็ขาดจากประเพณีที่จะผูกพันกันสืบไป เราจะยกทหารไปตีเอาเมืองเกงจิ๋วคืนให้จงได้ จึงให้หาขุนนางทั้งปวงเข้ามาปรึกษา แล้วก็ให้เกณฑ์กองทัพซึ่งจะยกไป พอม้าใช้มาบอกว่า บัดนี้โจโฉจะยกกองทัพมารบเอาเมืองกังตั๋ง ซุนกวนก็ให้งดกองทัพไว้ จึงปรึกษาด้วยขุนนางที่จะต่อสู้ด้วยโจโฉ

ขณะนั้นพอขุนนางมาแจ้งว่า บัดนี้เตียวเหียนซึ่งป่วยไปรักษาตัวอยู่บ้านนั้นถึงแก่ความตายแล้ว ทำหนังสือไว้ให้ท่านฉบับหนึ่ง ซุนกวนรับเอาหนังสือมาฉีกผนึกออกอ่านดู เปนใจความว่า ท่านจะอยู่ในเมืองกังตั๋งนั้นมิได้ ขอให้ยกไปตั้งอยู่ในเมืองเบาะเหลง เห็นภูมิ์ฐานนั้นกว้างขวาง จะเปนที่ตั้งตัวเปนใหญ่ได้ ซุนกวนเห็นหนังสือแล้วก็ร้องไห้ จึงว่าแก่ขุนนางทั้งปวงว่า เตียวเหียนนี้มีความรักใคร่เราโดยสุจริต จนจะตายแล้วยังทำหนังสือให้แก่เรา เพื่อจะให้เปนประโยชน์ไปภายหน้า ควรเราจะทำตาม ก็กะเกณฑ์ให้ทหารไปกระทำเมืองเบาะเหลง ลิบองจึงเข้ามาว่าแก่ซุนกวนว่า บัดนี้โจโฉยกกองทัพมา การก็จวนถึงเมืองอยู่แล้ว ขอท่านให้ทหารเร่งไปขุดสนามเพลาะรับกองทัพโจโฉณปากนํ้ายี่สู ซุนกวนเห็นชอบด้วย จึงเกณฑ์ทหารสามหมื่นไปทำการทั้งกลางวันกลางคืนให้แล้วโดยเร็ว

ฝ่ายติ๋วเจี๋ยวผู้เปนที่ปรึกษา จึงเข้าไปว่าแก่โจโฉว่า อันขุนนางทั้งปวงซึ่งเปนข้าเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้น ผู้ใดจะมีความชอบเหมือนมหาอุปราชนี้หามิได้ ครั้งนี้ท่านประกอบด้วยอุตส่าห์ตากฝนทนแดด ยกทหารไปเที่ยวปราบปรามขอบขันธเสมาให้ราบคาบ ทำนุบำรุงแผนดินพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้อยู่เย็นเปนสุข อาณาประชาราษฎรทั้งปวงก็มีความยินดีนักหนา แลแผ่นดินพระเจ้าเหี้ยนเต้ก็คืนบริบูรณ์เปนปรกติ ความชอบของท่านครั้งนี้ก็ยิ่งกว่าความชอบของลิบอง ซึ่งเปนอุปราชของพระเจ้าจิวบุนอ๋องอีก[๑] ซึ่งท่านจะตั้งอยู่ในที่มหาอุปราชฉนี้หาควรไม่ ขอให้เลื่อนที่ขึ้นเปนอุยก๋ง แลประกอบด้วยยศอีกเก้าประการ จึงจะสมด้วยความชอบของท่าน

แลยศเก้าประการนั้น ประการหนึ่งให้ขี่รถเข้าเฝ้าเทียมม้าแปดม้า ประการหนึ่งแต่งตัวอย่างลูกหลวงเอก ประการหนึ่งให้มีดนตรีแตรสังข์ประโคมเช้าคํ่า ประการหนึ่งที่อยู่ให้ทาชาดอย่างเรือนหลวง ประการหนึ่งให้มีท้องพระโรงเปนที่ออกว่าราชการแก่ขุนนางทั้งปวง ประการหนึ่งให้มีหมู่ทหารสามร้อยรักษาองค์ ประการหนึ่งให้แห่แหนโดยขบวรอย่างเสด็จมีที่ประพาส ประการหนึ่งให้มีทหารถือเกาทัณฑ์แซงนอกในซ้ายขวาโดยขนาด ประการหนึ่งจะไปแห่งใดให้มีเจ้าพนักงานชูกระถางธูปแห่ไปข้างหน้าอย่างแห่เสด็จ

ซุนฮกจึงว่า ซึ่งติ๋วเจี๋ยวว่าทั้งนี้ข้าพเจ้ามิเห็นชอบ อันมหาอุปราชจะทำตามนั้นมิได้ ด้วยแต่แรกมหาอุปราชซ่องสุมผู้คนแลทหารทั้งปวงตั้งใจจะสนองพระเดชพระคุณพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้แผ่นดินเปนสุขโดยสุจริต เพราะว่าเปนข้าแผ่นดินของท่าน ถึงมาทว่ามีความชอบสักเท่าใดก็ดี ก็ควรจะเจียมตัวคำรบตามประเพณีข้ากับเจ้า

โจโฉได้ยินดังนั้นก็โกรธหน้าบึ้งอยู่ ติ๋วเจี๋ยวจึงว่า การจะทำมีผู้มาขัดขวางไว้ฉนี้จะเชื่อฟังมิได้ ก็แต่งเรื่องราวกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ขอให้เปนที่อุยก๋ง พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็อนุญาตให้ ซุนฮกจึงทอดใจใหญ่ว่าไม่รู้ว่าการจะเปนถึงเพียงนี้เลย ความนั้นก็รู้ไปถึงโจโฉ ๆ ก็มีความน้อยใจว่าซุนฮกนี้หามีใจที่จะช่วยทำนุบำรุงเราไม่ ขณะนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้เสวยราชย์ได้สิบเจ็ดปี[๒] (พ.ศ. ๗๔๙) เปนเดือนสิบสอง โจโฉยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋ง พระเจ้าเหี้ยนเต้รับสั่งให้เอาซุนฮกไปในกองทัพด้วย

ซุนฮกแจ้งว่าโจโฉมีความโกรธอยู่ ก็เกรงบอกป่วยเสีย โจโฉจึงให้เอาตระบะเปล่าปิดตราประจำเสียดังหนึ่งใส่ของกิน ให้คนเอาไปเยือนซุนฮก แล้วเขียนเปนอักษรไปว่าอย่าให้ผู้อื่นเปิด ครั้นซุนฮกเปิดขึ้นดูก็เห็นแต่ตระบะเปล่า ก็เข้าใจว่าโจโฉคิดร้ายจะทำอันตรายตัว มีความโทมนัศก็กินยาตายเสีย แลเมื่อซุนฮกถึงแก่ความตายนั้นอายุได้ห้าสิบห้าปี ซุนหุนผู้บุตรจึงมาบอกแก่โจโฉ ๆ มีความเสียดาย ก็ให้เงินทองไปแต่งการศพ แล้วโจโฉยกกองทัพมาตั้งอยู่ณแดนเมืองยี่สู จึงให้โจหองคุมทหารสามหมื่นยกไปตะเวนสอดแนมฟังดูกิจการทั้งปวง ก็กลับมาบอกแก่โจโฉว่า ชายทเลนั้นเห็นธงปักอยู่เปนริ้วรายไปเปนอันมาก แต่มิได้เห็นผู้คนตั้งอยู่แห่งใด โจโฉก็มีความสงสัยไม่ไว้ใจแก่ราชการ ก็ให้ยกทหารรีบมาตั้งตำบลปากน้ำยี่สู จึงคุมทหารเอกประมาณร้อยเศษขึ้นไปดูบนเนินเขา เห็นเรือรบกองทัพซุนกวนนั้นมาตั้งอยู่ฟากข้างหนึ่ง แลซุนกวนนั้นแต่งตัวกั้นสัปทนเขียว มีทหารแวดล้อมซ้ายขวาโดยขบวร โจโฉจึงว่า ผู้ใดมีบุตรเหมือนซุนกวนนี้ก็ควรจะนับถือสรรเสริญว่าดี อันมีบุตรเหมือนเล่าจ๋องนั้น ก็มีเสียเปล่าหาต้องการไม่ พอโจโฉว่ายังมิทันจะสิ้นคำ ทหารซุนกวนซึ่งวางไว้ในสนามเพลาะนั้น ได้ทีก็โห่ร้องยกปิดหลังโจโฉขึ้นไป ซุนกวนก็ให้เร่งทหารแจวเรือรบเข้าไปสกัดทางตามลำคลอง

โจโฉเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงให้ทหารรบหักออกมา เคาทูก็คอยป้องกันมิให้มีอันตรายพาโจโฉมาค่าย ขณะนั้นโจโฉก็ปูนบำเหน็จรางวัลเคาทูเปนอันมาก ครั้นเวลาประมาณสองยามซุนกวนก็ให้ทหารระดมตีค่ายโจโฉ จุดเพลิงเผาขึ้นหักเข้าค่ายได้ ฆ่าฟันทหารโจโฉล้มตายเปนอันมาก โจโฉก็แตกถอยมาตั้งอยู่ทางประมาณห้าร้อยเส้น เทียหยกจึงว่าแก่โจโฉว่า แต่ก่อนมหาอุปราชจะยกไปตีแห่งใดตำบลใด จะค่อยไปค่อยมาดุจหนึ่งครั้งนี้หามิได้ ย่อมรีบรัดทหารทั้งปวงไปโดยเร็ว ศัตรูมิทันจะรู้ตัวจัดแจงป้องกันได้ ก็มีชัยชนะแก่ข้าศึกโดยง่าย แลครั้งนี้มหาอุปราชยกกองทัพมาละเลิงใจอยู่ มิได้รีบรัดเอาการ ให้ซุนกวนรู้ตัวจัดแจงป้องกันไว้เปนสามารถ จึงเอาชัยชนะมิได้ กลับเสียทีมา แลมหาอุปราชจะคิดทำการต่อไปบัดนี้เห็นมิได้ ขอให้ท่านยกทหารกลับเมืองก่อน ปลูกเลี้ยงทหารทั้งปวงให้มีนํ้าใจ จึงค่อยยกมาทำการใหม่เห็นจะไม่เสียท่วงที โจโฉมิได้ว่าประการได เทียหยกก็กลับมา โจโฉนอนหลับอยู่วันนั้นฝันว่าได้ยินเสียงคลื่นในท้องมหาสมุทรนั้นฟัดฝั่งดังกึกก้องเหมือนเสียงคนอึงคนึงอยู่ จึงลุกออกไปดู เห็นเปนพระอาทิตย์ดวงหนึ่งผุดขึ้นจากท้องมหาสมุทรมีรัศมีอันกล้า แล้วเห็นพระอาทิตย์ปรากฎอยู่บนอากาศสองดวง แลพระอาทิตย์ซึ่งขึ้นจากท้องมหาสมุทรนั้น ไปตกลงตรงเนินเขาตรงหน้าค่าย โจโฉตกใจตื่นขึ้น พอคนเข้ามาบอกว่าเวลาเที่ยงแล้ว โจโฉจึงคิดว่าฝันนี้จะเปนประการใด จึงจัดแจงทหารม้าห้าสิบออกไปดูที่หน้าผาตรงค่าย พอแลเห็นซุนกวนกั้นสัปทนทอง แต่งตัวใส่เกราะทองยกทหารมาตามเนินเขา

ซุนกวนก็แลมาเห็นโจโฉจึงให้หยุดทหารไว้ แล้วก็เอาแซ่ชี้ไปเอาโจโฉว่า มหาอุปราชเปนใหญ่อยู่ในเมืองหลวงประกอบด้วยยศศฤงคารบริวารเปนอันมาก มีความสุขดุจหนึ่งอยู่ในวิมาน ควรหรือยังมิอิ่มใจอีกเล่า ลุอำนาจแก่โลภ มิได้พิเคราะห์ด้วยปัญญาให้เปนธรรม ยกทหารมาจะทำร้ายแก่เราไม่สมควรเลย

โจโฉจึงตอบว่า ซึ่งเรายกทหารมาทั้งนี้ใช่จะมีความปราถนาสมบัติของท่านนั้นหามิได้ ด้วยตัวท่านอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้าเหี้ยนเต้ แล้วมิได้มีกตัญญูต่อเจ้าแข็งเมืองไว้มิได้ไปอ่อนน้อม พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงให้เรายกกองทัพมาจับตัวท่าน ซุนกวนหัวเราะแล้วจึงว่า ท่านเจรจาฉนี้หามีความอายไม่ ตัวเราอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้าเหี้ยนเต้นี้ ใช่จะไม่มีกตัญญูนั้นหาไม่ ผู้ใดมิได้ปรากฎว่าเราเปนขบถต่อแผ่นดิน ได้ยินแต่เขาเล่าลือว่า ท่านอีกล่วงบังคับขุนนางทั้งปวง มีใจกำเริบคิดการใหญ่หลวงหยาบช้าต่อเจ้า เรามีน้ำใจเจ็บร้อนด้วยคิดจะทำการกำจัดศัตรูแผ่นดินเสียอีก

โจโฉได้ยินดังนั้นก็โกรธจึงร้องประกาศว่า ทหารผู้ใดจะอาจสามารถจับซุนกวนให้เราได้ พอว่ายังมิขาดคำก็ได้ยินเสียงประทัดจุดขึ้นบนเนินเขา โจโฉเหลียวไปเห็นจิวท่ายฮันต๋งคุมทหารยิงเกาทัณฑ์ระดมมาตามซอกทางข้างซ้าย เห็นตันบูพัวเจี้ยงคุมทหารตีกระหนาบมาข้างขวา ยิงเกาทัณฑ์ดังห่าฝนก็ตกใจจึงถอยหลังมา จิวท่ายตันบูพัวเจี้ยงเห็นได้ที่ก็ขับทหารรีบรุกรบไป

เคาทูเห็นดังนั้นก็คุมทหารเสือเปนอันมาก ยกออกจากค่ายรีบไปช่วยโจโฉ ได้รบพุ่งกันเปนสามารถ กองทัพซุนกวนถอยไป โจโฉก็กลับมาค่ายจึงคิดว่า ซุนกวนมีวาสนามาก ซึ่งเราฝันเห็นว่าพระอาทิตย์ตกลงมาที่ภูเขานั้น เห็นจะได้แก่ซุนกวน นานไปจะได้เปนเจ้าก๊กหนึ่ง แล้วกองทัพโจโฉกับซุนกวนตั้งรบกันอยู่ประมาณเดือนเศษ มิได้มิเสียกัน ครั้นล่วงเข้าปีใหม่เปนเทศกาลฝนตกหนัก ทหารทั้งปวงจะทำการรบพุ่งลำบากนัก ซุนกวนจึงใช้ให้คนถือหนังสือมาถึงโจโฉเปนใจความว่า ตัวเรากับมหาอุปราชก็เปนข้าของพระเจ้าเหี้ยนเต้ พระเจ้าเหี้ยนเต้ตั้งให้ท่านเปนเสนาบดีผู้ใหญ่ ควรที่ท่านจะช่วยทำนุบำรุงแผ่นดิน ให้อาณาประชาราษฎรอยู่เย็นเปนสุข แลกลับยกกองทัพมาทำอันตรายแก่เรา ให้อาณาประชาราษฎรได้รับความเดือดร้อนทั้งนี้ ก็ผิดด้วยประเพณีเสนาบดีผู้ใหญ่ ประการหนึ่งก็เปนฤดูฝน ทหารทั้งปวงได้ความลำบากนัก ขอท่านได้ยกกองทัพกลับไปเถิด แม้จะขืนอยู่ทำการสืบไปก็จะมีภัยถึงตัวท่าน

โจโฉได้แจ้งในหนังสือแล้วหัวเราะว่า ซุนกวนมีความคารวะแก่เราว่าเปนผู้ใหญ่ แล้วก็ให้บำเหน็จรางวัลแก่ผู้ถือหนังสือให้กลับไปแจ้งแก่ซุนกวน แล้วโจโฉก็เลิกทัพกลับมาเมืองฮูโต๋ ฝ่ายซุนกวนก็ยกทัพไปเมืองเบาะเหลง จึงหาขุนนางทั้งปวงมาปรึกษาว่า บัดนี้โจโฉก็ยกกลับไปเมืองแล้ว ฝ่ายเล่าปี่ก็ยังมิได้กลับมาแต่เมืองเสฉวน ยังตั้งอยู่ตำบลด่านแฮบังก๋วน เราคิดว่าจะยกกองทัพไปตีเอาเมืองเกงจิ๋วทีเดียวจะเห็นประการใด

เตียวเจียวจึงว่า ซึ่งจะยกกองทัพไปตีเอาเมืองเกงจิ๋วบัดนี้ขอให้งดก่อน เกลือกโจโฉรู้ไปจะกลับยกกองทัพมาทำอันตรายแก่เมืองเรา ข้าพเจ้าคิดว่า ขอให้ท่านมีหนังสือไปถึงเล่าเจี้ยงว่า บัดนี้เล่าปี่มิได้ซื่อตรงต่อท่าน กลับเข้าด้วยเตียวฬ่อเปนนํ้าหนึ่งใจเดียวกัน คิดจะย้อนมาทำร้ายท่าน ให้เล่าเจี้ยงมีความสงสัยเล่าปี่ แล้วมีหนังสือไปถึงเตียวฬ่อฉบับหนึ่งว่า เมืองเกงจิ๋วนี้เล่าปี่ก็มิได้อยู่ ให้ยกทหารตีเอาเถิดเห็นจะได้โดยสดวก

ครั้นเล่าเจี้ยงกับเตียวฬ่อได้แจ้งดังนี้แล้ว ก็จะจัดกองทัพกำเริบขึ้น เห็นว่าเล่าปี่แลเตียวฬ่อเล่าเจี้ยงก็จะรบพุ่งกันติดพันอยู่ ภายหลังเราจึงจะยกกองทัพไปตีเอาเมืองเกงจิ๋วก็จะได้โดยง่าย ถึงว่าเล่าปี่รู้จะกลับมารักษาเมืองก็มิได้ เห็นจะพว้าพวังอยู่ ซุนกวนเห็นชอบด้วย จึงแต่งหนังสือสองฉบับตามถ้อยคำเตียวเจียวทุกประการ แล้วใช้ให้คนถือไปถึงเล่าเจี้ยงแลเตียวฬ่อ

ฝ่ายเล่าปี่ตั้งอยู่ตำบลด่านแฮบังก๋วนนั้น มีนํ้าใจโอบอ้อมแก่อาณาประชาราษฎร ๆ ก็รักใคร่เปนอันมาก ครั้นแจ้งในหนังสือซึ่งขงเบ้งให้มาว่า นางซุนฮูหยินกลับไปเมืองกังตั๋ง แลรู้ว่าโจโฉยกกองทัพมารบพุ่งกันอยู่กับซุนกวนณตำบลยี่สู จึงปรึกษาด้วยบังทองว่า บัดนี้โจโฉกับซุนกวนก็รบพุ่งต้านทานกันอยู่ ถ้าโจโฉมีชัยชนะได้ทีก็จะยกมาตีเอาเมืองเกงจิ๋ว แม้ว่าซุนกวนได้ทีก็จะยกมาตีเอาเมืองเรา จะคิดอ่านประการใดดี

บังทองจึงว่า ซึ่งท่านจะกลับไปรักษาเมืองนั้น ขอให้มีหนังสือไปบอกเล่าเจี้ยงว่า บัดนี้โจโฉยกมาตีเมืองกังตั๋ง ซุนกวนให้มีหนังสือมาขอกองทัพเมืองเกงจิ๋วไปช่วย ด้วยตัวเรากับซุนกวนเล่าก็เปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ครั้นจะมิไปช่วยก็มิชอบ เราจะขอทหารท่านสามหมื่นกับสเบียงสิบหมื่นถัง จะยกกองทัพกลับไปช่วยซุนกวนกำจัดโจโฉเสียให้ได้ก่อน ถึงมาทว่าเตียวฬ่อจะยกทหารมาทำร้ายแก่ท่าน ก็จะกลัวอะไรด้วยมีแต่คนบ้านนอกสำส่อน แม้เรายกไปกำจัดโจโฉเสร็จแล้ว ก็จะยกกลับมากำจัดเตียวฬ่อเสีย ถ้าเล่าเจี้ยงให้คนแลสเบียงอาหารเรามีกำลังมากขึ้นแล้ว ซึ่งจะคิดอ่านถ่ายเทประการใดก็จะได้ เล่าปี่เห็นชอบด้วยก็แต่งหนังสือให้คนถือเข้าไปให้แก่เล่าเจี้ยง

ครั้นคนถือหนังสือมาถึงด่าน เอียวหวยก็ให้โกภายอยู่รักษาด่าน ตัวก็คุมผู้ถือหนังสือเข้าไปแจ้งแก่เล่าเจี้ยง ๆ จึงถามว่า เราตั้งให้ท่านอยู่รักษาด่าน มิได้ให้หาเหตุใดจึงเข้ามา เอียวหวยจึงว่า ซึ่งข้าพเจ้ามาทั้งนี้ ด้วยเล่าปี่ให้มีหนังสือมา ครั้นข้าพเจ้าจะปล่อยให้แต่ผู้ถือหนังสือเข้ามาแต่ลำพังก็มิได้ ด้วยเล่าปี่เปนคนเจ้าความคิดหวานนอกขมใน ซึ่งจะขอคนแลสเบียงอาหารนั้นขอท่านอย่าได้ให้ แม้เล่าปี่ได้ผู้คนแลอาหารก็จะมีกำลังมากขึ้น เหมือนเอาฟืนมาใส่ไฟ เล่าเจี้ยงจึงว่า อันเล่าปี่นี้เปนพี่น้องของเรา แล้วก็มีความซื่อตรง แม้มิให้ตามปรารถนาจะได้หรือ

เล่าป๋าจึงว่า อันเล่าปี่นี้เปนคนหามีกตัญญูไม่ ซึ่งท่านเอามาไว้ในเมืองเสฉวนนี้ เหมือนหนึ่งเลี้ยงเสือไว้ในบ้าน แล้วมิหนำซ้ำจะให้ผู้คนแลสเบียงอาหารอีกเล่า ก็ยิ่งให้มีกำลังกำเริบขึ้น นานไปก็จะจริงดังถ้อยคำเอียวหวยว่า เล่าเจี้ยงได้ฟังที่ปรึกษาทั้งปวงชวนกันว่าก็แคลงใจ เสียมิได้จึงจัดทหารที่สูงอายุนั้นสี่พัน กับเข้าหมื่นถังให้แก่ผู้ถือหนังสือ แล้วก็แต่งคนให้คุมไปส่ง จึงกำชับเอียวหวยให้รักษาด่านทางเปนกวดขันกว่าแต่ก่อน

ครั้นคนถือหนังสือกลับมา จึงเข้าไปแจ้งแก่เล่าปี่ ๆ ก็โกรธจึงลุกขึ้นด่าว่า เสียแรงมาช่วยป้องกันรักษาบ้านเมืองไว้ แต่เราขัดสนผู้คนเข้าปลาอาหารให้ไปขอควรหรือให้มาแต่เท่านี้ แลเราจะทำการสืบไปก็จะเสียเปล่า เล่าปี่ก็เอาหนังสือซึ่งเล่าเจี้ยงให้มานั้นฉีกทิ้งเสีย คนซึ่งคุมสเบียงมาส่งนั้นเห็นเล่าปี่โกรธนัก ต่างคนต่างกลัวก็พากันหนีกลับมาเมืองเสฉวน

บังทองจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า แต่ก่อนท่านทำน้ำใจสุภาพไม่หยาบช้าคนทั้งปวงก็ปรากฎ แลบัดนี้ท่านมาโกรธวู่วามฉีกหนังสือทิ้งเสีย แล้วว่ากล่าวหยาบช้าฉนี้ คนทั้งปวงก็แจ้งไป เสียแรงทำดีมาแต่ก่อนนั้นจะมิเสียประโยชน์เสียเปล่าหรือ เล่าปี่จึงว่า ท่านว่าทั้งนี้ชอบหนักหนา เมื่อข้าพเจ้าได้ประมาทผิดพลั้งไปฉนี้แล้วจะทำประการใดดี บังทองจึงว่า บัดนี้ท่านได้ทำผิดเกินไปแล้ว จะกลับทำดีไปภายหน้าอันความรังเกียจนั้นก็จะไม่หาย เมื่อได้เปนถึงเพียงนี้จะนิ่งอยู่ก็มิได้ ขอให้ท่านแต่งทหารซึ่งมีฝีมือลัดทางรีบไปลอบโจมตีเอาเมืองเสฉวนให้ได้ประการหนึ่ง ถ้ามิฉนั้นขอให้ท่านยกกองทัพทำเปนจะกลับไปเมืองเกงจิ๋ว ดีร้ายเอียวหวยโกภายซึ่งรักษาด่านนั้นจะสำคัญว่าท่านจะไปจริงก็จะไปตามส่ง เราจึงจะจับเอาตัวฆ่าเสีย ชิงเอาด่านไว้ให้ได้แล้วก็จะยกเข้าไปตีเอาเมืองเสฉวนประการหนึ่ง ถ้ามิฉนั้นขอให้ท่านยกทหารไปอยู่เมืองปักเต้ก่อน แล้วเราจะค่อยลอบยกหนีไปเมืองเกงจิ๋วจัดแจงผู้คนซ่องสุมทหารพรักพร้อมแล้ว จึงยกมาตีเอาเมืองเสฉวนเมื่อภายหลัง เล่ห์กลสามประการนี้ท่านจะเห็นประการใดดีก็ตามอัชฌาสัยเถิด ซึ่งท่านจะนิ่งอยู่มิได้คิดทำการต่อไปนั้น นานไปภัยจะมีมาถึงตัวเปนมั่นคง

เล่าปี่จึงว่า ซึ่งท่านคิดทั้งนี้ก็ดีอยู่ แต่ทว่ากลเปนประถมนั้นเห็นฉกรรจ์นัก กลที่สามนั้นก็เนือยไป กลอันเปนคำรบสองนั้นพอเปนประมาณ เห็นจะได้การของเรา เล่าปี่จึงให้มีหนังสือไปถึงเล่าเจี้ยงเปนใจความว่า บัดนี้โจโฉยกกองทัพมาทำอันตรายเมืองเกงจิ๋ว ขงเบ้งมีหนังสือมาถึงเราให้รีบยกทหารไปจงเร็ว ครั้นจะช้าอยู่ก็มิได้ เราจะขอลาท่านไปรักษาเมืองก่อน ซึ่งเรามิได้เข้ามาคำนับลาท่านตามประเพณีนั้น ด้วยเปนการร้อนนักอย่าน้อยใจเลย

ขณะนั้นเตียวสงแจ้งว่าเล่าปี่ให้มีหนังสือเข้ามาลาเล่าเจี้ยง จะกลับไปเมืองเกงจิ๋ว ไม่รู้ว่าเปนกลอุบายสำคัญว่าจริง จึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งจะให้คนถือออกไปให้เล่าปี่ ครั้นเข้าผนึกแล้วพอเตียวซกพี่ชาย ซึ่งเปนเจ้าเมืองเกงฮันมาหา เตียวสงจึงเอาหนังสือนั้นซ่อนเสียในมือเสื้อ เตียวซกพี่ชายเห็นกิริยาเตียวสงทำลนลานอยู่ก็กินใจ แต่มิได้ว่าประการใด

ครั้นเตียวสงกินโต๊ะด้วยกันกับเตียวซก เสพย์สุราเมาหนังสือในมือเสื้อนั้นตกลงมิทันรู้ตัว บ่าวเตียวซกเก็บได้จึงเอาหนังสือให้แก่เตียวซก เตียวซกฉีกผนึกออกอ่านดูเปนใจความว่า ข้าพเจ้าเตียวสงคำนับมาถึงเล่าปี่ ด้วยข้าพเจ้าเจรจาไว้แก่ท่านแต่ก่อนนั้นเปนคำมั่น แลบัดนี้ท่านยกมาถึงเมืองเสฉวนแล้ว ถ้าจะคิดทำการดังว่ากันไว้ก็จะได้ดังความปราถนา เมืองเสฉวนเหมือนอยู่ในกำมือ เหตุไฉนท่านจึงมิได้คิดที่จะทำการเล่า จะยกกลับไปเมืองนั้นจะมิป่วยการทหารเสียหรือ ขอให้คิดทำการจงได้ ตัวข้าพเจ้าจะอาสาทำการรับท่านในเมืองเสฉวน

เตียวซกแจ้งในหนังสือดังนั้นก็ตกใจจึงคิดว่า น้องเรามาคิดการฉนี้จะมิพากันฉิบหายเสียหรือ อันจะนิ่งไว้ฉนี้ก็มิได้จำจะบอกเล่าเจี้ยงให้แจ้ง เตียวซกก็รีบเอาหนังสือไปให้แก่เล่าเจี้ยง ว่าบัดนี้เตียวสงน้องข้าพเจ้าคิดร้ายต่อท่าน เล่าเจี้ยงเห็นหนังสือก็โกรธจึงว่า ตัวเราได้เลี้ยงดูอุปถัมภ์เตียวสงมา ควรที่จะช่วยทำนุบำรุงเราอีก แลมาคิดประทุษฐร้ายต่อเรา จะเอาเมืองเสฉวนไปยกให้แก่เล่าปี่นั้นมิควรนัก ก็สั่งให้ทหารจับเอาตัวเตียวสงกับบุตรภรรยาไปฆ่าเสีย แล้วจึงปรึกษาว่า บัดนี้เล่าปี่จะมาคิดทำร้ายเรา หวังจะเอาเมืองเสฉวนเปนสิทธิ์ของตัว ที่ปรึกษาทั้งปวงจะคิดประการใด อุยก๋วนจึงว่า ซึ่งเล่าปี่คิดจะทำร้ายท่านนี้ก็รู้ตัวแล้ว จะนิ่งช้าอยู่มิได้ ขอให้เร่งระมัดระวังรักษาด่านทางไว้จงกวดขัน อย่าให้ทหารเล่าปี่ล่วงเข้ามาในด่านทางได้ เล่าเจี้ยงก็เห็นชอบจึงให้มีหนังสือไปกำชับตรวจตราด่านทางทุกตำบล

ฝ่ายเล่าปี่ครั้นยกกองทัพมาถึงด่านโปยสิก๋วน จึงให้คนเข้าไปบอกเอียวหวยโกภายออกมา หวังจะทำเปนคำนับลา เอียวหวยจึงว่าแก่โกภายว่า บัดนี้เล่าปี่คิดประการใดจึงจะยกกลับไปเมืองเกงจิ๋วเล่า โกภายจึงว่า ท่านอย่าวิตกเลย เล่าปี่ครั้งนี้จะถึงแก่ความตายแล้ว เราจะชวนกันเอาอาวุธซ่อนไปในมื้อเสื้อ แล้วจะแต่งเข้าของไปคำนับ เล่าปี่ที่ไหนจะทันรู้ ครั้นเข้าไปใกล้แล้ว ถ้าเห็นประมาทลงเมื่อใดเราก็ฆ่าเสีย เมืองเสฉวนก็จะไม่มีอันตราย เอียวหวยโกภายคิดอ่านกันแล้วก็แต่งสิ่งของทั้งปวง คุมทหารสองร้อยออกไปคำนับเล่าปี่

ขณะนั้นบังทองจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ซึ่งท่านให้เข้าไปหาตัวเอียวหวยโกภายบัดนี้ แม้ออกมาโดยดีก็อย่าไว้ใจ จำจะป้องกันรักษาตัวจะประมาทมิได้ ถ้าว่ามิออกมาโดยดี เราก็จะยกทหารเข้าตีเอาเมืองเสฉวนอย่าให้ทันรู้ตัวเลย พอว่ายังมิทันขาดคำก็เกิดลมหัวด้วนพัดมาถูกคันธงชัยหักสบั้นลง เล่าปี่เห็นอัศจรรย์ใจจึงถามบังทองว่า เหตุทั้งนี้จะเปนคุณหรือโทษ

บังทองจึงว่า อันเหตุทั้งนี้มาบอกข่าวร้ายว่าอันตรายจะมี แลเอียวหวยโกภายจะออกมาหาท่านนั้น หวังจะทำร้ายเปนมั่นคงอย่าได้ประมาท จงเร่งระมัดระวังตัวไว้ เล่าปี่แจ้งแล้วจึงแต่งตัวใส่เกราะถืออาวุธสำหรับมืออยู่ แล้วสั่งให้ทหารหยุดตั้งค่ายเปนหมวดกองกัน พอคนเข้ามาบอกว่าบัดนี้เอียวหวยโกภายเอาสิ่งของจะเข้ามาคำนับ บังทองจึงให้อุยเอี๋ยนกับฮองตงออกไปอยู่ข้างหน้าแล้วสั่งว่า ทหารซึ่งมากับเอียวหวยโกภายนั้นให้จับไว้ให้สิ้น อุยเอี๋ยนฮองตงก็ออกไปคอยอยู่

ฝ่ายเอียวหวยโกภายคุมทหารมาถึงหน้าค่ายเล่าปี่ เห็นเล่าปี่มิได้ตระเตรียมทหารทั้งปวง ก็คิดว่าเล่าปี่ทีนี้ต้องในกลของเราแล้ว ก็พากันเข้าไปถึงข้างใน เห็นเล่าปี่กับบังทองนั่งอยู่ด้วยกัน จึงเข้าไปคำนับว่า บัดนี้ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านจะกลับไป จึงเอาสิ่งของทั้งนี้ออกมาคำนับท่านตามประเพณี เล่าปี่จึงว่า ขอบใจท่านหนักหนา แล้วแต่งโต๊ะเชิญให้เอียวหวยโกภายกิน จึงว่าท่านทั้งสองได้รักษาทางเมืองเสฉวนไว้นี้เปนความชอบหนักหนา จงเสพย์สุราให้สบาย แต่เราคิดว่าจะเจรจาความลับแก่ท่านทั้งสอง ทหารทั้งปวงเข้ามาอยู่มากนัก ความจะแพร่งพรายไป ท่านจงขับทหารออกไปอยู่นอกค่ายให้สิ้น เราจะได้สนทนาด้วยกัน

เอียวหวยโกภายหาความสงสัยมิได้ ก็ขับทหารออกมานอกค่าย เล่าปี่จึงร้องขึ้นว่า ผู้ใดจะอาสาจับอ้ายโจรสองคนให้เราได้ เล่าฮองกับกวนเป๋งได้ยินก็รับคำ วิ่งออกมาจับเอาตัวเอียวหวยโกภายไว้ เล่าปี่จึงว่า กูกับนายมึงเปนแซ่เดียวกัน เหตุไฉนมึงทั้งสองจึงมาคิดร้ายต่อกู หวังจะให้เราพี่น้องผิดกัน

ขณะนั้นบังทองก็ให้ทหารค้นดู ได้อาวุธในเสื้อเอียวหวยแลโกภาย ก็สั่งให้ทหารเอาตัวไปฆ่าเสีย ฮองตงอุยเอี๋ยนก็จับทหารทั้งสองร้อยนั้นได้ จึงพาเข้ามาให้เล่าปี่ ๆ ก็ให้เลี้ยงดูโดยปรกติแล้วจึงว่า อันเอียวหวยโกภายออกมามิได้สุจริต ประสงค์จะทำร้ายเรา ๆ จึงให้จับฆ่าเสีย แลคนทั้งปวงเหล่านี้หาความผิดมิได้อย่าตกใจเลย เสพย์สุราให้สบายเถิด ทหารทั้งปวงก็ยกมือขึ้นคำนับเล่าปี่ ต่างคนต่างมีความยินดี

บังทองจึงว่า บัดนี้เราจะให้ท่านทั้งปวงยกเข้าไปตีเอาด่านโปยสิก๋วน ถ้าได้แล้วเราจะปูนบำเหน็จให้ถึงขนาด คนทั้งปวงต่างก็รับคำ ครั้นเวลาคํ่าก็ยกไปเปนกองหน้า เล่าปี่ยกกองทัพตามไปภายหลัง ถึงตำบลด่านโปยสิก๋วน ทหารสองร้อยซึ่งรับเปนกองหน้าก็ร้องเข้าไปว่า นายเรากลับเข้ามาแล้ว จงเปิดประตูรับจะรีบเข้าไปกะเกณฑ์ทหารเปนการเร็ว ทหารซึ่งรักษาด่านเห็นว่าเปนเพื่อนกันก็มิได้สงสัย ก็เปิดประตูรับ ทหารเล่าปี่ก็ชวนกันกรูเข้าไปได้ ชาวด่านทั้งปวงต่างคนตกใจกลัวจะต่อสู้มิได้ ก็ชวนกันเข้ามาคำนับเล่าปี่สิ้น เล่าปี่ก็ให้ปูนบำเหน็จทหารทั้งปวงเปนอันมาก แล้วก็ให้จัดแจงทหารให้รักษาป้องกันเปนกวดขัน จึงแต่งโต๊ะเลี้ยงกันตามประเพณี

เล่าปี่เสพย์สุราเมาจึงว่าแก่บังทองว่า ทีนี้เราตีล่วงเข้ามาได้ด่านโปยสิก๋วน ก็เห็นจะมีความสุขอยู่แล้ว บังทองจึงว่า เรามาตีเมืองเขาก็ปราบปรามยังมิราบคาบ ท่านจะประมาทว่าเปนสุขนั้นยังมิบังควร เล่าปี่จึงว่า ครั้งพระเจ้าจิวบู๊อ๋องยกไปตีเอาเมืองพระเจ้าติ๋วอ๋องนั้น ไปถึงตำบลใดก็มีความสนุกสบายไปทุกแห่ง แลตัวเราได้ด่านโปยสิก๋วนล่วงเข้ามาถึงเพียงนี้แล้ว จะไม่ได้ชื่อว่าเปนสุขเจียวหรือ ท่านว่าฉนี้หาชอบไม่ จงถอยออกไปเสียเถิด บังทองได้ฟังเล่าปี่ว่าดังนั้นก็สำคัญว่าเสพย์สุราเมาอยู่ว่าด้วยสามารถความหลงหาโกรธไม่ หัวเราะแล้วลุกออกไป เล่าปี่เมาสุราเปนกำลังก็นอนเสีย

ครั้นเวลารุ่งเช้าคนสนิธเห็นเล่าปี่ส่างเมาสุราตื่นจากที่นอน จึงเข้าไปถามว่า เวลาวานนี้ท่านเจรจาด้วยบังทองตามกำลังเมานั้น บังทองจะมิน้อยใจหรือ เล่าปี่ได้ฟังทหารคนสนิธว่าก็ตกใจ กลับได้คิดกลัวว่าบังทองจะโกรธ จึงให้หาตัวบังทองมาแล้วว่า เวลาวานนี้ข้าพเจ้าเมาสุราได้ประมาทเจรจาหยาบช้าต่อท่านไม่ทันคิด ขอท่านได้อดโทษข้าพเจ้าอย่าถือความเลย บังทองจึงว่า ซึ่งเจรจาวานนี้ใช่จะผิดแต่ตัวท่านหามิได้ ข้าพเจ้าก็ประมาทผิดด้วยกัน ฝ่ายท่านก็อดโทษเถิด เล่าปี่บังทองถ้อยทีว่ากันฉนั้นแล้ว ต่างคนต่างหัวเราะสนทนาด้วยกันเปนปรกติ



[๑] มีในเรื่องห้องสิน

[๒] ฉบับภาษาจีนกล่าวว่า พระเจ้าเหี้ยนเต้เสวยราชย์ได้ ๒๓ ปี (พ.ศ. ๗๕๕)

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ