ตอนที่ ๘๔

ฝ่ายตองกิ๋นกลับมาถึงจึงบอกเตงงายว่า ในเมืองเสฉวนนั้นแปรปรวนหาเปนขนบธรรมเนียมไม่ เจ้าข้าก็ไม่ไว้ใจกัน นานไปเห็นจะเปนศึกขึ้นเอง เตงงายได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี ให้ตองกิ๋นรีบเอาเนื้อความขึ้นไปแจ้งแก่สุมาเจียวณเมืองลกเอี๋ยง สุมาเจียวแจ้งดังนั้นก็ดีใจคิดว่า เห็นเราจะทำการได้เมืองเสฉวนครั้งนี้มั่นคงแล้ว จึงถามแกฉงนายทหารผู้ใหญ่ว่า บัดนี้เราจะคิดอ่านยกกองทัพไปรบเอาเมืองเสฉวนท่านจะเห็นประการใด

แกฉงจึงว่า บัดนี้พระเจ้าโจมอคิดสงสัยเราอยู่ ซึ่งท่านจะยกกองทัพไปนั้นเห็นจะขัดสน อนึ่งเมื่อปีล่วงไปนั้นมังกรลงอยู่ในสระเลงเหลงสองตัว ขุนนางทั้งปวงทูลพระเจ้าโจมอว่าจะเปนมงคลแก่บ้านเมือง พระเจ้าโจมอจึงตรัสว่า อันธรรมดามังกรนั้นมีแต่สำแดงฤทธิ์เดชอยู่ในกลางอากาศแลในพระมหาสบุทร บัดนี้มาตกลงขังอยู่ในสระ ท่านทั้งปวงจะว่าเปนมงคลนั้นไม่ได้ไม่เห็นด้วย พระเจ้าโจมอจึงแต่งโคลงสี่บทเปรียบไว้เปนใจความว่า มังกรอันมีฤทธิ์เดชก็อัศจรรย์ตกลงขังอยู่ในสระ ให้ปลาเล็กน้อยล่วงดูถูก ก็อุปมาเหมือนตัวเรานี้ มีแต่ผู้เบียดเบียฬให้ได้ความเดือดร้อน

สุมาเจียวได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงว่าแก่แกฉงว่า อันโจมอนี้ถ้าเรานิ่งไว้นานไปก็จะเหมือนโจฮอง จำเราจะคิดอ่านกำจัดเสียจึงจะชอบ แกฉงจึงว่าท่านคิดนี้ชอบนัก ข้าพเจ้าจะขออาสาคิดอ่านกำจัดโจมอให้จงได้ ขณะนั้นพระเจ้าโจมอครองราชสมบัติได้ห้าปี (พ.ศ. ๘๐๓) ถึงเดือนเจ็ดเสด็จออกขุนนางเฝ้าพร้อมกัน สุมาเจียวจึงถือกระบี่เข้าไปเฝ้า ขุนนางจึงกราบทูลพระเจ้าโจมอว่า สุมาเจียวมีความชอบเปนอันมาก ขอให้พระองค์ตั้งให้สุมาเจียวเปนมหาอุปราชเถิด จะได้ช่วยว่าราชการสืบไป พระเจ้าโจมอก็นิ่งอยู่มิได้ตรัสประการใด

สุมาเจียวเห็นกิริยาพระเจ้าโจมอดังนั้นก็โกรธ จึงร้องขึ้นว่า บิดาเรากับพี่เราก็มีความชอบต่อแผ่นดินเปนอันมาก ตัวเรานี้ไม่ควรจะเปนมหาอุปราชเจียวหรือ พระเจ้าโจมอจึงตรัสประชดว่า ท่านมีความชอบอยู่แล้ว จะเปนมหาอุปราชก็ตามเถิดใครจะอาจขัดท่านได้ สุมาเจียวได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งโกรธนัก จึงว่าแก่พระเจ้าโจมอว่า ตัวเราทำราชการมีความชอบเปนอันมาก ท่านไม่รู้จักคุณเรา ทำโคลงเปรียบเทียบเราต่าง ๆ ท่านทำทั้งนี้เห็นชอบอยู่แล้วหรือ พระเจ้าโจมอนิ่งเสียมิได้ตอบประการใด สุมาเจียวมิได้กราบถวายบังคมพระเจ้าโจมอ ทำเปนหัวเราะแล้วลุกเดิรออกจากที่เฝ้า

ฝ่ายพระเจ้าโจมอก็เสด็จเข้าไปที่ข้างใน จึงให้หาอองซิมหนึ่ง อองเก๋งหนึ่ง อองเหงียบหนึ่ง ซึ่งเปนขุนนางผู้ใหญ่เข้ามาแล้วตรัสว่า บัดนี้สุมาเจียวทำบังอาจหยาบช้า เห็นจะเปนขบถชิงเอาราชสมบัติเรา ท่านทั้งปวงจะคิดอ่านประการใด อองเก๋งจึงทูลว่า พระองค์อย่าเพ่อแพร่งพรายความเสียก่อน สุมาเจียวเปนขุนนางผู้ใหญ่มีสติปัญญาแลกำลังเปนอันมาก ขุนนางแลทหารทั้งปวงก็อยู่ในอำนาจสุมาเจียวสิ้น แม้สุมาเจียวรู้เนื้อความไปก็จะเกิดเหตุใหญ่ไม่สมความคิดเรา พระเจ้าโจมอจึงตรัสว่า ซึ่งสุมาเจียวทำหยาบช้าฉนี้เราน้อยใจนัก ถึงมาทว่าจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต แต่เราจะทำการให้หายแค้นจงได้ แล้วพระเจ้าโจมอก็เสด็จเข้าไปหามารดาเล่าเนื้อความให้ฟังทุกประการ

ครั้นพระเจ้าโจมอเสด็จเข้าไปแล้ว อองซิมจึงว่าแก่อองเหงียบว่า พระเจ้าโจมอมีความแค้นสุมาเจียวนัก เห็นจะทำการหักหาญเอาด้วยโทโส แม้สุมาเจียวรู้สืบสาวได้เนื้อความว่าเราร่วมคิดรู้เห็นด้วย เราก็จะพากันตายเสียสิ้นทั้งโคตร จำจะคิดอ่านเอาเนื้อความไปบอกสุมาเจียวเสียก่อน เห็นเราจะมีความชอบไปภายหน้า อองเหงียบได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย อองเก๋งจึงว่าแก่อองซิมว่า พระเจ้าโจมอเจ้าเราได้ความเดือดร้อน ควรเราจะสนองคุณกว่าจะสิ้นชีวิต ซึ่งท่านจะคิดทรยศเปนสองใจนั้นเราไม่เห็นด้วย แล้วอองเก๋งก็ห้ามปรามเปนอันมาก อองซิมอองเหงียบไม่ฟังพากันไปหาสุมาเจียวแจ้งเนื้อความทั้งปวงทุกประการ

ฝ่ายพระเจ้าโจมอครั้นปรึกษามารดาแล้ว ก็ขึ้นรถถือกระบี่เรียกขุนนางแลทหารประมาณสามร้อยเศษยกไปบ้านสุมาเจียว อองเก๋งเห็นดังนั้นกราบลงแล้วร้องไห้ทูลว่า ซึ่งพระองค์ยกทหารสามร้อยไปรบกับสุมาเจียวนั้น เหมือนหนึ่งต้อนแพะเข้าไปในปากเสือ ขอพระองค์จงยับยั้งก่อน ตัวข้าพเจ้านี้ใช่จะรักชีวิตก็หามิได้ ตั้งใจจะทำราชการฉลองพระเดชพระคุณกว่าจะสิ้นชีวิต แต่ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าจะไปทำการบัดนี้ก็จะพากันตายหาได้ท่วงทีไม่ พระเจ้าโจมอก็มิได้ฟัง ให้เร่งยกทหารออกจากวังด้วยกำลังโทโส พอถึงประตูวังเห็นแกฉงขี่ม้าถือทวน เซงจุยอยู่ขวาเซงเจอยู่ซ้ายคุมทหารพันหนึ่งฟันเข้ามา พระเจ้าโจมอก็ตกใจจับกระบี่ขึ้นแกว่งแล้วร้องว่า ตัวเราเปนกษัตริย์ อ้ายเหล่านี้ทำบังอาจหักหาญเข้ามาจะทำร้ายเราหรือ ทหารทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็คิดเกรงอยู่ไม่อาจจะหักหาญลงมือจับกุมได้ ก็ชวนกันถอยออกมา

แกฉงจึงว่าแก่เซงเจว่า ซึ่งมหาอุปราชชุบเลี้ยงตัวมาก็ประสงค์ด้วยการเท่านี้ บัดนี้ได้ท่วงทีอยู่แล้วเหตุไฉนจึงนิ่งเสียไม่เร่งทำการ เซงเจจึงถามว่า ท่านจะให้ฆ่าเสียหรือจะจับเอาตัวไป แกฉงจึงว่า สุมาเจียวสั่งมาว่าได้ท่วงทีแล้วก็ให้ฆ่าเสียเถิด เซงเจได้ฟังดังนั้นก็ถือง้าวควบม้าตรงเข้าไปถึงหน้ารถ พระเจ้าโจมอจึงตวาดว่า มึงจะคิดขบถต่อกูหรือ เซงเจก็เอาง้าวแทงพระเจ้าโจมอถูกอกพลัดตกจากรถแล้วก็เอาง้าวฟันซํ้า พระเจ้าโจมอตายอยู่ริมรถนั้น เจียวเป๊กซึ่งเปนขุนนางผู้ใหญ่เห็นดังนั้นก็โกรธ ควบม้าออกมาจะรบกับเซงเจ ๆ ก็เอาง้าวฟันถูกเจียวเป๊กตกม้าตาย ทหารทั้งปวงก็แตกกระจัดกระจายไป อองเก๋งเห็นดังนั้นก็ร้องด่าว่าอ้ายโจรขบถ มึงบังอาจฆ่าพระมหากษัตริย์เสียเจียวหรือ แกฉงก็โกรธสั่งทหารให้เข้าจับตัวอองเก๋งไปให้สุมาเจียว แล้วแจ้งเนื้อความทั้งปวงทุกประการ

สุมาเจียวได้ฟังดังนั้นทำเปนตกใจ ขึ้นม้าพาทหารเข้าไปในวัง เห็นพระเจ้าโจมอตายกลิ้งอยู่ริมรถ สุมาเจียวคำนับถวายบังคมลงแล้วก็ทำร้องไห้รํ่าไรเปนอันมาก แล้วจึงให้หาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยมาพร้อมกัน สุมาหูซึ่งเปนขุนนางผู้ใหญ่เห็นดังนั้นก็ร้องไห้คำนับศพพระเจ้าโจมอแล้วว่า ซึ่งผู้ร้ายบังอาจล่วงเข้ามาทำอันตรายพระองค์นั้น โทษข้าพเจ้าก็ผิดอยู่เปนอันมาก แล้วชวนกันทำการศพพระเจ้าโจมอตามประเพณีกษัตริย์ เชิญขึ้นไว้บนตำหนักใหญ่ฝ่ายทิศตะวันตก สุมาเจียวก็พาขุนนางเข้าไปในที่เสด็จออก

พอต้านท่ายใส่เสื้อปอหมวกปอเข้าไปคำนับศพแล้วเข้ามาในที่ประชุมขุนนาง สุมาเจียวจึงถามว่า บัดนี้มีผู้มาทำร้ายพระเจ้าโจมอ ท่านทั้งปวงจะปรึกษาโทษประการใด ต้านท่ายจึงว่า ซึ่งเกิดเหตุทั้งนี้เพราะแกฉงผู้เดียว ขอให้ท่านเอาแกฉงมาฆ่าเสียจึงจะชอบ สุมาเจียวได้ฟังดังนั้นก็ขดใจนิ่งอยู่ แล้วว่าซึ่งจะ ให้ฆ่าแกฉงเสียนั้นให้คิดดูใหม่ก่อน

ต้านท่ายจึงว่า ข้าพเจ้าพิจารณาดูตามธรรมเนียมก็เห็นแต่เท่านั้น สุมาเจียวจึงว่า แกฉงมาด้วยก็จริงแต่หาได้ทำการลงมือไม่ เซงเจเปนตัวขบถควรจะฆ่าเสียทั้งสามชั่วโคตรจึงจะชอบ เซงเจได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ร้องตอบสุมาเจียวว่า เหตุใดท่านจะมาเอาโทษแก่เรา แกฉงบังคับเราว่าท่านสั่งให้ฆ่าพระเจ้าโจมอเสีย เราเกรงอาญาท่านจึงทำตาม สุมาเจียวจึงว่า ตัวเปนขบถทำร้ายเจ้าแผ่นดินเสียแล้วยังมาเจรจาฉนี้อีกเล่า แล้วสั่งให้ทหารเอาตัวเซงเจไปตัดสินแล้วให้ฆ่าเสีย เซงเจก็ร้องด่าสุมาเจียวไปจนขาดใจตาย สุมาเจียวก็ให้ทหารไปเอาตัวเซงจุยผู้น้องเซงเจแลสมัคพรรคพวกทั้งปวงมาฆ่าเสียทั้งสามชั่วโคตร แล้วให้ไปเอาตัวอองเก๋งแลสมัคพรรคพวกทั้งปวงมา

อองเก๋งคำนับมารดาแล้วร้องไห้ว่า ข้าพเจ้าเปนบุตรก็ยังมิได้แทนคุณเลย บัดนี้มาต้องโทษด้วยเล่า มารดาจึงหัวเราะ ว่าเกิดมาแล้วจะหนีความตายไปไหนพ้น ตัวเราถึงจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต เพราะมีความสัตย์กตัญญูต่อเจ้า ก็จะปรากฎชื่อไปภายหน้า สุมาเจียวก็ให้ทหารเอาตัวกับสมัคพรรคพวกไปฆ่าเสียสิ้นทั้งโคตร ชาวเมืองทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ร้องไห้รักทุกตัวคน สุมาเจียวก็เชิญศพพระเจ้าโจมอไปฝังไว้ตามประเพณีกษัตริย์ แกฉงจึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า เราจะเชิญสุมาเจียวขึ้นครองสมบัติ สุมาเจียวจึงว่า เมื่อพระเจ้าวุยอ๋องเปนใหญ่นั้นก็หาได้ครองสมบัติไม่ เราจะช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินเหมือนพระเจ้าวุยอ๋องนั้น แกฉงแจ้งความคิดสุมาเจียวว่าจะเอาสมบัติไว้ให้สุมาเอี๋ยนผู้บุตรก็นิ่งอยู่มิได้ตอบประการใด

ขณะเมื่อพระเจ้าโจมอตายนั้นเดือนเก้าข้างขึ้น สุมาเจียวจึงเชิญโจฮวนผู้หลานโจโฉขึ้นครองราชสมบัติ นับศักราชปีนั้นเปนต้น (พ.ศ. ๘๐๓) พระเจ้าโจฮวนจึงตั้งสุมาเจียวเปนมหาอุปราช พระราชทานเงินสิบหมื่นชั่ง แพรอย่างดีสิบหมื่นพับ กับเครื่องสำหรับยศ แล้วตั้งทหารซึ่งมีความชอบให้เปนขุนนางผู้ใหญ่พระราชทานบำเหน็จรางวัลเปนอันมาก ทหารสอดแนมข่าวราชการเมืองเสฉวนแจ้งว่าสุมาเจียวฆ่าโจมอเสีย แล้วเชิญพระเจ้าโจฮวนขึ้นเปนเจ้า ก็เอาเนื้อความเข้าไปแจ้งแก่เกียงอุยทุกประการ

เกียงอุยได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงแต่งหนังสือให้ทหารถือไปเมืองกังตั๋งเปนใจความว่า ซึ่งเราจะคิดไปตีเมืองลกเอี๋ยงก็สมคะเนแล้ว บัดนี้สุมาเจียวเปนขบถฆ่าโจมอเสียตั้งโจฮวนขึ้นเปนเจ้า ให้ยกทหารไปบัญจบกันกับเรา จะได้ยกข้อขึ้นถามเอาโทษสุมาเจียวด้วย คนถือหนังสือก็ลาเกียงอุยไป เกียงอุยจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าเสี้ยนกราบทูลเนื้อความทั้งปวงแล้วจะขอไปตีเมืองลกเอี๋ยง พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็โปรดให้เกียงอุยจัดแจงทหารสิบห้าหมื่น กับเกวียนบันทุกสเบียงแลบันทุกหีบสำหรับจะทำการยี่สิบเล่ม ให้เลียวฮัวคุมทหารห้าหมื่นยกไปทางจูงอก๊ก ให้เตียวเอ๊กคุมทหารห้าหมื่นยกไปทางล่อก๊ก ตัวเกียงอุยนั้นจะยกไปทางเซียก๊ก ครั้นวันดีได้ฤกษ์ก็ยกทหารออกจากเมืองเสฉวนเปนสามทาง ไปบัญจบกันเขากิสาน

ฝ่ายเตงงายตั้งค่ายอยู่เขากิสาน ครั้นรู้ว่าเกียงอุยยกทหารมาเปนสามทางก็โกรธ จึงหานายทหารทั้งปวงมาปรึกษา อองก๋วนจึงว่ากลอุบายของข้าพเจ้ามีอยู่สิ่งหนึ่ง แต่จะบอกให้แพร่งพรายนั้นไม่ได้ แล้วจึงเขียนหนังสือส่งให้เตงงายเปนใจความว่า ให้ทำกลเข้าสมัคด้วยเกียงอุย แล้วคิดเอาชัยชนะต่อภายหลัง เตงงายแจ้งในหนังสือดังนั้นก็หัวเราะว่า ความคิดท่านนี้ดีอยู่ แต่กลัวเกียงอุยจะรู้ถึง อองก๋วนจึงว่าท่านอย่าวิตกเลย แม้เห็นด้วยแล้วข้าพเจ้าจะขออาสาไปเอง เตงงายจึงว่า แม้ท่านจะเปนใจฉนั้นแล้ว เห็นจะสำเร็จการสมความคิดเปนมั่นคง ตัวท่านก็จะได้ความชอบ แล้วก็เกณฑ์ทหารห้าพันให้อองก๋วน ๆ ก็ลาเตงงายไปในเวลากลางคืน ครั้นถึงค่ายเกียงอุยจึงร้องบอกทหารในค่ายว่า เราเปนทหารเตงงายจะสมัคมาเข้าด้วยท่าน ทหารจึงเข้ามาบอกเกียงอุย ๆ แจ้งดังนั้นจึงให้ทหารทั้งปวงอยู่ภายนอก แล้วหาตัวอองก๋วนเข้ามา

อองก๋วนคำนับกราบเกียงอุยลงแล้วจึงว่า ข้าพเจ้านี้เปนหลานอองเก๋ง สุมาเจียวฆ่าพระเจ้าโจมอเสีย อาว์ข้าพเจ้าเปนคนสัตย์ซื่อก็ฆ่าเสียสิ้นทั้งโคตร ข้าพเจ้ามีความแค้นนัก บัดนี้ข้าพเจ้าแจ้งว่า ท่านจะมาทำการลงโทษสุมาเจียว จึงพาสมัคพรรคพวกห้าพันมาเข้าด้วยท่าน จะขออาสาไปทำการแก้แค้นสุมาเจียวให้จงได้ เกียงอุยได้ฟังดังนั้นจึงหัวเราะ ว่าซึ่งท่านมาสมัคทำการด้วยเรานี้ เราก็มีความยินดีนัก บัดนี้เกวียนสเบียงเรามาภายหลัง ท่านจงคุมทหารไปช่วยป้องกันเร่งรีบมาโดยเร็ว เราอยู่ภายหลังจึงจะยกเข้าตีค่ายเตงงายให้ได้

อองก๋วนก็มีความยินดีคำนับลาเกียงอุยจะคุมทหารยกไป เกียงอุยจึงว่า ท่านจะไปบัดนี้เปนแต่การเร่งสเบียงดอก จะเอาทหารไปมากก็หาต้องการไม่ เราจะขอไว้สักสองพันจะได้ช่วยนำทางทำการสืบไป อองก๋วนได้ฟังดังนั้นครั้นจะไม่ให้ทหารไว้กลัวเกียงอุยจะจับพิรุธได้ ก็คำนับลาพาทหารสามพันยกไป เกียงอุยเอาทหารสองพันมอบให้ปอเฉียมว่ากล่าว แฮหัวป๋าเข้าไปหาเกียงอุยแล้วว่า เหตุใดมหาอุปราชจึงเชื่อฟังอองก๋วน ๆ คนนี้แต่ข้าพเจ้าทำราชการอยู่ณเมืองลกเอี๋ยง ก็ไม่ปรากฎว่าเปนหลานสนิธกันกับอองเก๋ง ซึ่งอองก๋วนสมัคมาอยู่ด้วยนี้เห็นจะเปนกล ขอมหาอุปราชดำริห์ดูให้ควรก่อน

เกียงอุยจึงหัวเราะ ว่าการอันนี้เราก็แจ้งอยู่แล้ว แม้อองก๋วนเปนลูกหลานอองเก๋ง สุมาเจียวหรือจะปล่อยให้มาซ่องสุมทหารอยู่นอกเมืองฉนี้ เราจึงแบ่งทหารไว้หวังจะซ้อนกลอองก๋วนให้จงได้ แฮหัวป๋าจึงว่า ความคิดท่านนี้ต้องนํ้าใจข้าพเจ้านัก เกียงอุยจึงเกณฑ์ทหารให้ออกสกัดทางคอยระวังอองก๋วนจะใช้คนไปมาถึงเตงงาย ทหารนั้นจับได้ทหารอองก๋วนถือหนังสือไปให้เตงงายก็นำตัวมาให้เกียงอุย ๆ จึงเอาหนังสือมาอ่านดูเปนใจความว่า ให้เตงงายมารับณหุบเขาฮุยสานเดือนสิบแรมห้าคํ่า ข้าพเจ้าจะคุมสเบียงมาทางนั้น

เกียงอุยแจ้งในหนังสือนั้นแล้ว จึงเอาตัวผู้ถือหนังสือไปฆ่าเสีย แล้วเขียนหนังสือฉบับหนึ่งเปนใจความว่า เดือนสิบขึ้นสิบห้าคํ่าให้เตงงายคุมทหารคอยอยู่ณหุบเขาฮุยสาน ข้าพเจ้าอองก๋วนจะคุมสเบียงเกียงอุยมาให้ท่านที่นั่น แล้วก็แต่งทหารปลอมเปนทหารอองก๋วนถือไปให้เตงงายณค่าย ทหารนั้นก็ลาเกียงอุยไป เกียงอุยจึงให้ปอเฉียมคุมทหารสองพันเอาเกวียนร้อยเล่มบันทุกฟืนแลเชื้อเพลิงไปซุ่มอยู่ในหุบเขานั้น แล้วให้เจียวฉีกับเตียวเอ๊กเลียวฮัวคุมทหารไปตีค่ายเตงงาย ตัวเกียงอุยกับแฮหัวป๋าคุมทหารขึ้นอยู่บนเงื้อมเขา

ฝ่ายเตงงายครั้นได้หนังสือแล้วก็มีความยินดี จึงเขียนหนังสือตอบส่งให้ทหารนั้นเปนใจความว่า ให้อองก๋วนเร่งเข็นเกวียนสเบียงมาเถิด เราจะคุมทหารไปคอยอยู่ตามสัญญา ผู้ถือหนังสือก็กลับมาหาเกียงอุย ครั้นถึงกำหนดขึ้นสิบห้าคํ่า เตงงายก็ยกทหารห้าหมื่นออกจากค่ายตรงไปหุบเขาฮุยสาน ทหารสอดแนมไปก่อนเห็นเกวียนบันทุกเชื้อเพลิงซุ่มอยู่สำคัญว่าอองก๋วนเข็นเกวียนสเบียงมา ก็รีบมาบอกเตงงาย ๆ ก็รีบยกทหารไปถึงหุบเขานั้น เห็นทหารอองก๋วนอยู่เปนอันมากก็ดีใจ ทหารทั้งปวงจึงว่าแก่เตงงายว่า เวลาจวนเย็นแล้ว ให้ท่านเร่งเข้าไปเขนเกวียนสเบียงมา

เตงงายจึงว่า เขาข้างหน้าเรานั้นสับสนนัก เกลือกเกียงอุยรู้ถึง จะเกณฑ์ทหารมาซุ่มไว้เราจะได้ความเดือดร้อน เราคอยท่าให้อองก๋วนคุมเกวียนสเบียงมาถึงเราจึงพากันไปค่าย พอทหารม้าใช้มาบอกว่า อองก๋วนคุมเกวียนสเบียงมาแล้ว มีทหารยกไล่หลังมาเปนอันมาก ขอให้ท่านเร่งยกทหารไป เตงงายได้ฟังดังนั้นก็รีบยกทหารไป พอเวลายามหนึ่งได้ยินเสียงอื้ออึงอยู่หลังเขาสำคัญว่าอองก๋วนยกมา ก็รีบยกทหารข้ามเขาไปถึงป่าชัฏแห่งหนึ่ง ปอเฉียมก็ถือทวนควบม้าออกมาร้องว่า มึงแพ้รู้นายกูแล้วจะหนีไปไหนเล่า เร่งมาหาโดยดีกูจะมัดไปให้เกียงอุย

เตงงายเห็นดังนั้นก็ตกใจควบม้ากลับมา ทหารซึ่งซุ่มอยู่นั้นก็เอาเพลิงจุดขึ้นโดยรอบ แล้วล้อมรบฟันเข้าไปฆ่าฟันทหารเตงงายล้มตายเปนอันมาก แล้วร้องว่าถ้าผู้ใดจับตัวเตงงายได้จะปูนบำเหน็จให้ทองพันตำลึงแลให้เปนขุนนางผูใหญ่ เตงงายได้ฟังดังนั้นก็ถอดเกราะทิ้งเสียโดดลงจากม้าปลอมเปนทหารเลวออกจากที่ล้อมหนีไป ฝ่ายเกียงอุยกับแฮหัวป๋าสำคัญว่าเตงงายอยู่ในที่ล้อม ก็ให้ทหารเที่ยวค้นหาก็มิได้พบ

ฝ่ายอองก๋วนครั้นให้ทหารถือหนังสือไปถึงเตงงายแล้ว ก็จัดแจงเกวียนสะเบียงมาตามสัญญา พอจะใกล้ถึงหุบเขาฮุยสาน ทหารม้าใช้เข้ามาบอกว่าเกียงอุยรู้ถึงกลอุบาย บัดนี้เตงงายยกมาก็เสียทีแก่เกียงอุยจะเปนตายประการใดมิได้แจ้ง พอขาดคำเกียงอุยก็ยกทหารล้อมเข้ามา อองก๋วนเห็นดังนั้นก็ตกใจ ให้เอาเพลิงเผาเกวียนสเบียงเสีย พาทหารฟันฝ่าหนีไปทางเมืองฮันต๋ง เกียงอุยให้ทหารสกัดทางที่จะมาค่ายเตงงาย แล้วก็รีบยกตามไปเมืองฮันต๋ง ฝ่ายอองก๋วนหนีลัดไปตามทางน้อยถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง พอเกียงอุยตามมาทันก็ขับทหารเข้าล้อมโดยรอบ อองก๋วนเห็นเหลือกำลังจะสู้รบก็โดดน้ำตายเสีย เกียงอุยก็ไล่ฆ่าฟันทหารอองก๋วนตายในที่นั้นสิ้น แล้วก็ยกเข้าตั้งอยู่ในเมืองฮันต๋ง

ฝ่ายเตงงายพาทหารหนีมาถึงค่ายเขากิสาน จึงให้ทหารถือหนังสือขึ้นไปเมืองหลวง แจ้งเนื้อความแก่สุมาเจียวทุกประการ ฝ่ายสุมาเจียวแจ้งในหนังสือนั้นจึงว่า เตงงายมีความชอบอยู่เปนอันมาก ควรเราจะยกโทษเสียชุบเลี้ยงต่อไปจึงจะชอบ แล้วก็จัดแจงสิ่งของเงินทองเปนอันมากให้ไปปูนบำเหน็จเตงงายกับทหารห้าหมื่นให้ยกไปช่วย

ขณะนั้นพระเจ้าเล่าเสี้ยนเสวยราชย์ได้สิบเจ็ดปี (พ.ศ. ๗๘๒) อยู่มาณเดือนสิบสอง ฝ่ายเกียงอุยแม่ทัพซึ่งตั้งอยู่ณเมืองฮันต๋งนั้น เกณฑ์ให้เร่งทำทางเจี๋ยงโต๋ทั้งกลางวันกลางคืน ก็กะเกณฑ์ทหารแลเรือรบเครื่องศัสตราวุธไว้พร้อม จึงบอกหนังสือไปถึงเมืองเสฉวนให้ทูลแก่พระเจ้าเล่าเสี้ยน ว่าแต่ข้าพเจ้าทำการศึกมาช้านานแล้ว ก็หายังมีความชอบเปนข้อใหญ่ไม่ บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าทหารพระเจ้าโจฮวนนั้นก็อิดโรยอยู่แล้ว ข้าพเจ้าแลทหารทั้งปวงจะขออาสาไปตีเอาให้ได้ ถ้าแลมิได้ข้าพเจ้าจะขอถวายชีวิต

ฝ่ายพระเจ้าเล่าเสี้ยนรู้ในหนังสือดังนั้น ก็นิ่งอยู่มิได้ว่าประการใด เตียวเจียวจึงทูลว่า เวลาคืนนี้ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูเห็นดาวเมืองเราวิปริตฤกษ์บนหาดีไม่ แลซึ่งเกียงอุยจะอาสายกไปนั้นเห็นจะไม่มีชัยชนะ ขอพระองค์จงห้ามไว้ก่อน พระเจ้าเล่าเสี้ยนจึงตอบว่า บัดนี้เขามารับอาสาเราเอง แลซึ่งจะห้ามไว้นั้นไม่ควร จำเราจะให้เขาไป ถ้าภายหลังเห็นเพลี้ยงพลํ้าประการใดแล้วเราจึงจะห้าม เตียวเจียวจึงซ้ำทูลทัดทานถึงสามครั้ง เห็นพระเจ้าเล่าเสี้ยนมิฟังถ้อยคำแล้วก็ลาไป คิดน้อยใจทำอุบายเปนป่วยมิได้มาคิดราชการเลย

ฝ่ายเกียงอุยบอกหนังสือไปถึงพระเจ้าเล่าเสี้ยนแล้ว ก็กะเกณฑ์กองทัพจะยกไป จึงปรึกษากับเลียวฮัวว่า เราจะไปตีเมืองวุยก๊กซึ่งเปนเมืองใหญ่นั้น บัดนี้เราจะรบเมืองไหนก่อนจึงจะดี เลียวฮัวจึงว่า แต่ท่านทำการศึกมานี้ก็เปนหลายปีแล้ว ทหารทั้งปวงแลราษฎรไม่มีความสบายเลย แลเตงงายซึ่งอยู่ณเมืองวุยก๊กนั้น เขาก็มีฝีมือแลปัญญามากหาผู้ใดจะต้านทานได้ไม่ ซึ่งท่านจะยกไปทำการครั้งนี้ข้าพเจ้ามิรู้ที่จะคิดด้วยได้เลย เกียงอุยจึงว่า เมื่อครั้งขงเบ้งเปนมหาอุปราชยกทัพไปทำการศึกที่เขากิสานถึงหกครั้งจนตัวตายก็เพราะเห็นแก่ราชการ แลตัวเราอุตส่าห์ทำการสงครามมาก็ได้ถึงแปดครั้งแล้ว ก็เพราะคิดว่าเปนข้าราชการแผ่นดินท่าน หาได้เห็นแก่ลาภสักการประโยชน์แก่ตัวไม่ บัดนี้เราจะยกไปตีเอาเมืองเตียวเจี๋ยงให้ได้ ถ้าแลผู้ใดขัดขวางเรา ๆ จะฆ่าผู้นั้นเสีย แล้วจึงให้เลียวฮัวอยู่รักษาเมืองฮันต๋ง เกียงอุยก็คุมทหารสามสิบหมื่นยกกองทัพไปเมืองเตียวเจี๋ยง

ฝ่ายเตงงายกับสุมาปองซึ่งตั้งค่ายอยู่เขากิสาน ครั้นทหารกองตะเวนเข้ามาบอกว่าบัดนี้เกียงอุยยกกองทัพมาทางเมืองเตียวเจี๋ยง สุมาปองได้ยินดังนั้นจึงว่าแก่เตงงายว่า เกียงอุยคนนี้มีความคิดมาก ซึ่งยกมาครั้งนี้ก็เห็นหาไปตีเมืองเตียวเจี๋ยงไม่ เห็นทีจะชิงเอาค่ายเขากิสาน เตงงายจึงตอบว่าซึ่งว่านี้ไม่เห็นด้วย เรารู้อยู่ว่าเกียงอุยจะมาตีเมืองเตียวเจี๋ยง อันเกียงอุยนี้เคยมารบกับเราหลายครั้งอยู่ ย่อมรู้ว่าเราตั้งมั่นอยู่ที่นี่สเบียงอาหารก็มาก ทแกล้วทหารก็พรักพร้อมเห็นไม่อาจมาตี อันเมืองเตียวเจี๋ยงนั้นสเบียงก็น้อย ทแกล้วทหารก็ร่วงโรยเห็นจะยกไปตีก่อน แล้วก็หมายใจว่าจะได้เกลี้ยกล่อมชาวเมืองเกียงเสียด้วย

สุมาปองจึงว่า ถ้าเกียงอุยทำการเหมือนท่านรู้ดังนี้ท่านจะทำประการใด เตงงายจึงว่า เราคิดอุบายไว้แล้ว ท่านจงยกไปตั้งกองซุ่มอยู่เมืองเตียวเจี๋ยง แล้วให้ล้มธงซึ่งปักสำหรับเมืองลงเสีย ทั้งกลองแลแตรก็อย่าให้ตี ให้เปิดประตูเมืองไว้ทั้งสี่ด้าน แล้วต้อนครัวในเมืองให้ออกไปอยู่นอกเมือง ถ้าเห็นข้าศึกมาแล้วก็ให้วิ่งหนีเอาตัวรอด ข้าศึกก็จะมีน้ำใจสำคัญว่าเมืองเปล่าไม่มีคนก็จะตรูกันเข้าในเมือง ท่านจึงตีกระทบหลังเข้ามา ข้าศึกไม่รู้ตัวก็จะได้ชัยชนะเปนมั่นคง อันตัวเรานี้จะยกไปตั้งสกัดอยู่เมืองเฮาโหท่านจะเห็นประการใด สุมาปองก็เห็นชอบด้วย ครั้นปรึกษาเห็นพร้อมกันดังนั้นแล้ว จึงจัดแจงให้สูเป๋าคุมททารอยู่รักษาค่ายเขากิสาน สองนายก็ยกทัพไปทำตามปรึกษากันทุกประการ

ฝ่ายแฮหัวป๋าซึ่งเปนทัพหน้าเกียงอุย ครั้นยกมาถึงเมืองเตียวเจี๋ยงแล้วแลไปดูในเมืองเห็นเงียบอยู่ ทั้งธงบนเชิงเทินก็ไม่มี ประตูเมืองก็เปิดอยู่ทั้งสี่ด้าน ก็ประหลาทใจมิอาจเข้าไปในเมืองได้ จึงปรึกษาแก่ทหารทั้งปวง ๆ จึงบอกว่าข้าพเจ้าหาเห็นเปนกลไม่ อันซึ่งเมืองเปล่าอยู่ดังนี้ เพราะเห็นว่าท่านยกกองทัพมาชาวเมืองมิอาจสู้รบได้ก็ชวนกันแตกหนีไป แฮหัวป๋าได้ยินทหารทั้งปวงว่าดังนั้น แลไปดูข้างหลังเมือง เห็นครอบครัวชาวเมืองสุมกันอยู่เปนอันมาก จึงควบม้าตรงไปดู

ฝ่ายครัวชาวเมืองครั้นเห็นแฮหัวป๋าควบม้าตรงมาดังนั้นก็ตกใจ จึงพากันวิ่งหนีไปตามทางตวันตกทิศใต้ตามคำสุมาปองสั่ง ฝ่ายแฮหัวป๋าครั้นเห็นครอบครัววิ่งหนีกระจัดกระจายไป ก็สำคัญว่าชาวเมืองทิ้งเมืองเสียแล้วก็ดีใจหารู้กลสุมาปองไม่ พาทหารตรูกันจะเข้าเมือง ฝ่ายสุมาปองตั้งซุ่มอยู่ในเมือง ครั้นเห็นข้าศึกล่วงเข้ามาถึงประตูเมืองแล้ว ได้ท่วงทีให้ทหารจุดประทัดโห่ร้องยกธงขึ้นพร้อมกัน แฮหัวป๋าเห็นดังนั้นก็ตกใจ พาทหารถอยออกมาถึงเชิงกำแพงชั้นนอก พวกทหารชาวเมืองก็ยิงเกาทัณฑ์ทิ้งก้อนศิลากระหน่ำออกไปถูกแฮหัวป๋าแลทหารทั้งห้าร้อยตายในที่นั้นสิ้น

สุมาปองครั้นมีชัยแล้วก็ยกทหารออกมานอกเมือง พอเกียงอุยทัพหลวงยกตามแฮหัวป๋ามา พบสุมาปองพาทหารออกมานอกเมืองดังนั้น ก็ขับทหารเข้ารบพุ่งกัน สุมาปองสู้มิได้ก็ถอยทัพกลับเข้าตั้งมั่นอยู่ในเมือง เกียงอุยได้ทีก็ไล่ติดตามเข้าไปตั้งประชิดเชิงกำแพงเมืองไว้ เห็นแฮหัวป๋าแลทหารทั้งห้าร้อยตายกลาดอยู่ก็โกรธ กำชับให้ทหารล้อมเข้าไว้เปนสามารถ

ฝ่ายเตงงายซึ่งตั้งกองทัพอยู่เมืองเฮาโห ครั้นรู้ว่าเกียงอุยยกทัพเข้าตั้งประชิดเมืองเตียวเอี๋ยงไว้ดังนั้น เวลาดึกประมาณยามเศษ เตงงายก็ยกมาช่วยสุมาปอง ๆ ซึ่งอยู่ในเมือง ครั้นเห็นกองทัพเตงงายยกมาแล้วก็ให้ทหารโห่ร้องยกออกมาจากเมืองตีกระหนาบกันทั้งสองทัพ ฝ่ายเกียงอุยจะสู้รบมิได้ก็แตกไปตั้งอยู่ทางไกลประมาณสองร้อยเส้น ทหารทั้งปวงเสียน้ำใจย่อท้อแก่ข้าศึกนัก เกียงอุยคะเนเห็นทหารทั้งปวงต่างคนต่างอิดโรยไปดังนั้นจึงประกาศว่า อันประเพณีทำการศึกนี้แพ้แลชนะย่อมมีเสมอกัน ครั้งนี้ถ้าแลทหารผู้ใดออกปากว่าย่อท้อแก่ข้าศึกไม่ตั้งใจทำราชการโดยสุจริต เราจะฆ่าผู้นั้นเสีย

ขณะนั้นเตียวเอ๊กซึ่งเปนนายทหารจึงว่าแก่เกียงอุยว่า บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าข้าศึกจะยกมาทำการอยู่กับท่านที่นี่สิ้นแล้ว ซึ่งค่ายเขากิสานเห็นจะไม่มีผู้ใดอยู่รักษา ข้าพเจ้าจะขอทหารกองหนึ่งยกไปค่ายเขากิสาน ข้าศึกสารวลรบอยู่กับท่าน ก็เห็นว่าจะได้ค่ายทั้งเก้าค่าย ครั้นได้ทหารมากด้วยกันแล้ว ข้าพเจ้าก็จะยกไปตีเมืองเตียงอั๋นก็เห็นจะได้โดยง่าย เกียงอุยเห็นชอบด้วย จึงจัดทหารให้เตียวเอ๊กยกไปเขากิสาน ส่วนตัวเกียงอุยนั้นก็ยกทหารกลับไปรบกับเตงงาย ๆ ครั้นเห็นเกียงอุยยกมาอีกดังนั้น ก็ออกรบด้วยเกียงอุยได้สิบเพลงมิได้แพ้ชนะกัน พอเวลาเย็นต่างคนต่างกลับเข้าค่าย ครั้นเวลารุ่งเช้าเกียงอุยจึงยกไปประชิดหน้าค่าย ไม่เห็นเตงงายออกมารบ จึงให้ทหารร้องด่าหยาบช้า

ฝ่ายว่าเตงงายก็นิ่งอยู่ในค่ายมิได้ออกรบ แล้วว่าอันทหารเมืองเสฉวนนี้ แต่ยกมาทำการก็พ่ายแพ้เปนหลายครั้งแล้วยังไม่มีความย่อท้อ กลับมาว่ากล่าวท้าทายดังนี้อีกเล่า เราเห็นว่าสูเป๋าอยู่รักษาค่ายกิสานนั้นทหารก็น้อย ข้าศึกจะยกลัดไปตีเอาเปนมั่นคง จึงเรียกเตงต๋งผู้บุตรเข้ามาสั่งว่า เราจะยกไปช่วยค่ายเขากิสาน เจ้าจงคุมทหารอยู่รักษาค่าย ถ้าแลข้าศึกจะเข้ามาทำประการ ใด ก็นิ่งรักษาตัวอยู่ในค่ายอย่าออกรบเลย เตงต๋งก็รับคำตามคำบิดา ครั้นเวลาค่ำเตงงายก็คุมทหารสามพันยกออกจากค่าย

ฝ่ายทหารกองตะเวนจึงไปบอกแก่เกียงอุยว่า บัดนี้เตงงายยกทหารออกจากค่ายเห็นจะมาตีเราเปนมั่นคง เกียงอุยจึงว่าบัดนี้ก็เปนเวลากลางคืน ไม่รู้ว่าข้าศึกยกมาจะเปนอุบายประการใด เราจะตั้งมั่นฟังดูในค่ายก่อน ฝ่ายเตงงายครั้นยกทหารมาถึงหน้าค่ายเกียงอุย ก็ไม่เห็นเกียงอุยออกมาต่อรบด้วย จึงให้ทหารโห่ร้องสำทับขึ้นอื้ออึงแล้วก็ยกลัดเลยไปค่ายเขากิสาน ครั้นเวลาเช้าเกียงอุยจึงให้หาขุนนางมาพร้อมกันว่า ซึ่งเตงงายยกกองทัพมาคืนนี้หาตั้งใจมารบเราไม่ แกล้งจะทำให้เราไว้ใจ บัดนี้ไปณค่ายเขากิสานแล้ว เราจะยกตามไปช่วยเตียวเอ๊กจึงจะได้ จึงสั่งหูเยียบให้คุมทหารอยู่รักษาค่าย เกียงอุยก็คุมทหารสามพันยกตามไปช่วยเตียวเอ๊กณค่ายเขากิสาน

ฝ่ายเตียวเอ๊กครั้นคุมทหารมาถึงเขากิสาน ก็เข้าตีค่ายสูเป๋าเปนหลายครั้ง ฝ่ายสูเป๋านั้นความคิดก็น้อยไม่ถึงเตียวเอ๊ก ทั้งทหารก็ร่วงโรยจวนจะเสียค่ายแก่เตียวเอ๊กอยู่แล้ว พอเตงงายยกมาทันเห็นเตียวเอ๊กประชิดตีค่ายสูเป๋าอยู่ดังนั้น ก็เร่งทหารเข้าโจมตีเตียวเอ๊กแตกหนีไปอยู่หลังเขา เตงงายก็ยกติดตามสกัดตนทางไว้ ขณะนั้นพอเกียงอุยยกตามมาทัน เตียวเอ๊กซึ่งหนีไปอยู่หลังเขานั้นรู้ว่าเกียงอุยยกตามมาช่วยก็ดีใจ จึงให้ทหารโห่ร้องกลับตีกระหนาบออกมา เตงงายเสียทีจะสู้มิได้ก็แตกหนีเข้าค่ายเขากิสาน ฝ่ายเกียงอุยเห็นเตงงายแตกเข้าค่าย ก็สั่งทหารแยกออกเปนสี่กองตั้งประชิดล้อมค่ายเตงงายไว้เปนมั่นคง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ