ตอนที่ ๖๒

ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่ออกจากเมืองตังฉวนไปเมืองเสฉวน ขุนนางผู้หนึ่งชื่อหอมเจ้งทูลว่า นางบิฮูหยินเมียของท่านคนหนึ่งก็ตายเสียแล้ว นางซุนฮูหยินก็ไปอยู่กับซุนกวนผู้พี่ ข้าพเจ้าเห็นว่าจะหากลับมาไม่ ท่านหาภรรยาไม่ ข้าพเจ้าเห็นว่าการข้างในหามีผู้เอาใจใส่ไม่ พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า ท่านว่านี้ชอบแล้ว จะคิดประการใดเล่า หอมเจ้งจึงทูลว่า ข้าพเจ้าเลือกดูเห็นน้องสาวงออี้คนหนึ่งรูปก็งาม มีสติปัญญาการงานทั้งปวงก็ขยัน เห็นว่านางคนนี้จะมีบุญสืบไปข้างหน้า แต่ก่อนได้ยินว่างออี้จะให้แก่เล่ามอผู้บุตรเล่าเอียน เล่ามอก็ตายเสียแล้ว ขอให้ท่านรับน้องสาวงออี้เข้ามาไว้เปนห้ามเห็นจะสมควร พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังหอมเจ้งว่าดังนั้นจึงว่า เล่ามอคนนี้เปนแซ่เดียวกันกับเรา ท่านเห็นมีอย่างธรรมเนียมจะทำได้อยู่หรือ หอมเจ้งจึงทูลว่า ในอย่างธรรมเนียมนั้น ก็ระวังแต่พี่น้องที่สนิธ นี่ข้าพเจ้าเห็นไกลกันนัก ถ้าจะเอามาเปนเมียก็ควรอยู่ พระเจ้าเล่าปี่เห็นชอบด้วย จึงแต่งให้ไปรับนางงอซี ซึ่งเปนน้องสาวงออี้เข้ามาไว้เปนห้าม อยู่มานางงอซีมีบุตรชายสองคน คนหนึ่งชื่อเล่าเอ๋ง คนหนึ่งชื่อเล่าลิ

อยู่มาวันหนึ่งมีคนเข้ามาบอกขงเบ้งว่า ซุนกวนให้มาขอลูกสาวกวนอู ๆ ไม่ให้ ขงเบ้งจึงว่าแก่ที่ปรึกษาทั้งปวงว่า ถ้ากระนั้นเห็นว่าเมืองเกงจิ๋วจะเปนอันตราย ชอบให้หากวนอูมาเสีย แต่งผู้อื่นให้นั่งเมืองแทน อยู่มาวันหนึ่งกวนหินลูกชายกวนอูถือหนังสือบอกมาถึงขงเบ้ง ในหนังสือนั้นว่า โจโฉให้อิกิ๋มบังเต๊กคุมทหารมาตีเมืองอ้วนเสีย ฝ่ายข้างกวนอูทำกลศึกเปนหลายประการก็มีชัยชนะ อยู่มาอีกวันหนึ่งทหารถือหนังสือบอกไปถึงขงเบ้ง ในหนังสือนั้นว่ากวนอูตกแต่งเมืองเกงจิ๋วแลเมืองอ้วนเสีย มีค่ายคูประตูหอรบมั่นคงทั้งทางบกทางเรือ ขงเบ้งเอาเรื่องราวหนังสือสองฉบับนี้ไปแจ้งแก่พระเจ้าเล่าปี่ ๆ ได้ฟังแล้วก็วางใจ

ครั้นอยู่มาวันหนึ่งเกิดเหตุ พระเจ้าเล่าปี่ไม่สบายพระทัยนัก จะนั่งก็มิเปนสุข จะนอนก็มิเปนสุข ให้เดือดร้อนรำคาญ ครั้นเวลาคํ่านอนก็มิหลับ จึงออกมานั่งที่เก้าอี้จับเอาหนังสือมาอ่าน หวังจะให้สบายใจ เมื่อขณะอ่านหนังสือนั้นก็เคลิ้มม่อยหลับไป จึงฝันว่าลมพัดตะเกียงไฟแทบจะดับ แล้วกลับติดเปนปรกติขึ้น แลไปเห็นคนยืนอยู่ริมตะเกียงจึงถามไปว่า ใครอุกอาจเข้ามาปานนี้ คนนั้นมิได้พูดด้วย พระเจ้าเล่าปี่สงสัยยืนขึ้นดู แลเห็นกวนอูเดิรไปมาที่ริมตะเกียง พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า น้องเอ๋ยเจ้าอยู่ดีอยู่หรือ เจ้ามาหาพี่ป่านนี้เหตุผลประการใด เราทั้งสองรักกันเหมือนพี่น้องร่วมสายสะดือเดียวกัน เจ้าโกรธพี่ว่าไรจึงไม่เจรจา กวนอูได้ยินเล่าปี่ว่าก็ร้องไห้แล้วจึงว่า ขอให้พี่ท่านยกกองทัพไปแก้แค้นข้าพเจ้า พอลมพัดมาถูกตัวพระเจ้าเล่าปี่หนาวก็ตื่นขึ้น แลไปไม่เห็นกวนอูก็ตกใจจึงรู้ว่าฝัน เวลานั้นพอได้ยินเสียงกลองยํ่าเที่ยงคืน พระเจ้าเล่าปี่รำคาญใจนัก ครั้นออกท้องพระโรงที่ว่าราชการ จึงให้เชิญขงเบ้งเข้ามา พระเจ้าเล่าปี่กระซิบเล่าความฝันให้ฟัง ขงเบ้งเห็นฝันร้ายอยู่ แต่แกล้งทูลบ่ายเบี่ยงเอาพระทัยว่า ฝันดังนี้เหตุเพราะนํ้าพระทัยปรารมภ์ถึงกวนอูนัก อย่าทรงพระวิตกเลยหาเปนไรไม่ พระเจ้าเล่าปี่มิไว้พระทัยจึงถามซ้ำอีกครั้งหนึ่งเล่า ขงเบ้งเห็นว่าพระเจ้าเล่าปี่รักใคร่กวนอูนักก็ทูลแต่ความดี ขงเบ้งก็ลาลงไปถึงประตู พบเค้าเจ้ง ๆ จึงว่า ข้าพเจ้ามาหาท่านจะบอกเนื้อความอันหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ยินข่าวลือมาว่า ลิบองยกมาตีเมืองเกงจิ๋ว กวนอูเสียแก่เขาแล้ว ความอันนี้จะจริงหรือประการใด

ขงเบ้งจึงว่า ข้าพเจ้าดูดาวประจำเมืองเกงจิ๋วเห็นเสร้าหมองวิปริตนัก ข้าพเจ้าก็คิดว่ากวนอูเห็นจะตายเสียแล้ว แต่ว่าข้าพเจ้าไม่ทูลกลัวพระเจ้าเล่าปี่จะเปนทุกข์หนัก พูดกันยังมิทันจะสิ้นคำ พอพระเจ้าเล่าปี่มาถึงได้ยินจึงยุดเอามือเสื้อขงเบ้งแล้วว่า ข่าวร้ายถึงเพียงนี้เปนไรท่านจึงมิบอกเราตามจริง ขงเบ้งกับเคาเจ้งจึงทูลว่า เปนแต่คำตลาดจะเอาเปนจริงมิได้ ขอท่านอย่าเปนทุกข์นักเลย พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า กวนอูกับเราได้สัญญาไว้ว่าจะเปนด้วยกันจะตายด้วยกัน ถ้ากวนอูตายเสียจริงข้าพเจ้าจะอยู่ไปใย

ขณะนั้นมีคนมาทูลว่า ม้าเลี้ยงกับอิเจี้ยถือหนังสือมา พระเจ้าเล่าปี่ให้หามาทั้งสองคน ม้าเลี้ยงอิเจี้ยจึงทูลว่า เมืองเกงจิ๋วเสียแก่ซุนกวนแล้ว กวนอูล่าทัพไปตั้งอยู่เมืองเป๊กเสีย ให้ขอกองทัพไปช่วย ยังมิทันแก้หนังสือออกดูมีคนเข้ามาทูลว่า เลียวฮัวอยู่เมืองเกงจิ๋วจะเข้ามาเฝ้า พระเจ้าเล่าปี่ก็ให้เข้ามา

เลียวฮัวถวายบังคมแล้วร้องไห้จึงทูลว่า ซุนกวนมาตีเมืองเกงจิ๋ว กวนอูได้มีหนังสือไปถึงเล่าฮองเบ้งตัดให้ยกไปช่วยก็มิไป พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจจึงว่า ถ้าเปนดังนั้นกวนอูจะมิเสียๆแล้วหรือ ขงเบ้งจึงทูลว่า เล่าฮองเบ้งตัดทำดังนี้โทษถึงตาย ท่านอย่าทุกข์นักเลย ข้าพเจ้าจะขอยกกองทัพไปช่วยเมืองเกงจิ๋วแลเมืองอ้วนเสียจึงจะควร พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า จำจะมีหนังสือไปถึงเตียวหุยให้ยกกองทัพมาช่วยเราจะยกไปด้วย ยังมิทันรุ่งมีทหารในกองทัพกวนอูมาทูลว่า กวนอูกับบุตรล่าทัพไปทางเขาเจาสัน ทหารซุนกวนจับได้ฆ่าเสียแล้ว

พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังนั้นก็ร้องไห้ กลิ้งเกลือกลงกลางดินสิ้นสมประดี ขุนนางทั้งปวงตกใจเข้าประคองพระองค์ขึ้นไว้ อยู่สักครู่หนึ่งจึงได้สมประดีขึ้นมา ขุนนางทั้งปวงจึงเชิญเสด็จเข้าไปในวัง ขงเบ้งจึงทูลเอาใจว่า คำโบราณท่านว่า อันความตายนี้ย่อมมีทุกคน กวนอูห้าวหาญนักจึงเปนอันตราย ท่านอย่าทุกข์ร้อนนักเลย รักษาตัวไว้ให้ดีเถิดจะได้คิดอ่านยกกองทัพไปแก้แค้นดีกว่า พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า กวนอูเตียวหุยได้สาบาลไว้ว่าจะตายด้วยกัน บัดนี้กวนอูตายเสียแล้ว เราจะเสวยราชย์เอาความสุขแต่ผู้เดียวหาควรไม่ ว่ายังมิทันสิ้นคำเห็นกวนหินร้องไห้เข้ามา พระเจ้าเล่าปี่กลั้นโศกมิได้ก็ร้องไห้ไปถึงสี่วันห้าวัน ขงเบ้งกับขุนนางทั้งปวงชวนกันเข้าไปเล้าโลมพระเจ้าเล่าปี่

พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า อันชาวเมืองกังตั๋งกับเราแต่นี้ไปจะปองล้างกันไปไม่ขออยู่ร่วมฟ้าอันเดียวกันเลย ขงเบ้งจึงทูลว่า ข้าพเจ้าได้ยินข่าวว่าซุนกวนเอาสีสะกวนอูไปให้โจโฉ ๆ ให้แต่งการศพสมควรแก่บันดาศักดิ์ขุนนางผู้ใหญ่แล้วไปฝังไว้ พระเจ้าเล่าปี่จึงถามว่า เหตุใดเขาจึงคิดทำการดังนี้ ขงเบ้งจึงทูลว่า ซุนกวนแกล้งทำกลหวังจะให้เราโกรธโจโฉ ๆ ก็รู้เท่าซุนกวนจึงให้แต่งการศพกวนอูทั้งนี้ ปราถนาจะไม่ให้เราพยาบาท โจโฉจะให้เราเห็นว่าซุนกวนฆ่ากวนอูเสียเอง

พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า เราจะยกกองทัพไปรบซุนกวนจะได้แก้แค้น ขงเบ้งจึงห้ามว่า อย่าเพ่อยกกองทัพไปก่อน ซุนกวนคิดทำการทั้งนี้จะให้เราโกรธโจโฉ ถ้าเรามิรู้เท่ายกไปรบกับโจโฉ ซุนกวนก็จะเอาชัยชนะเมื่อภายหลัง ฝ่ายโจโฉนั้นก็ใคร่ให้เรารบกับซุนกวน ส่วนตัวจะคอยเอาชัยชนะเมื่อภายหลัง ถ้าเรายกกองทัพไปบัดนี้จะสมความคิดทั้งสองฝ่าย เห็นว่าความคิดเราตํ่ากว่าเขาหารู้เท่าไม่ ขอให้ท่านสงบไว้ก่อนเถิดจะได้แต่งการเส้นกวนอูคอยดูซุนกวนกับโจโฉก็มีความแค้นต่อกันอยู่ ถ้าข้าศึกสองฝ่ายรบกันใครเสียทีเพลี่ยงพลํ้า เราจึงทำการต่อภายหลังเห็นจะสดวก พระเจ้าเล่าปี่เห็นชอบด้วย จึงสั่งให้ราษฎรในเมืองเสฉวนแลหัวเมืองทั้งปวงนุ่งขาวห่มขาวทั้งหญิงทั้งชาย แล้วให้แต่งเครื่องเส้นไปตั้งริมประตูทิศทักษิณ พระเจ้าเล่าปี่จึงออกไปเส้นวักตามประเพณีแล้วร้องไห้รักกวนอูทุกวัน

ฝ่ายโจโฉอยู่ณเมืองลกเอี๋ยง จำเดิมแต่ฝังสีสะกวนอูแล้ว นอนหลับตาลงเมื่อใดให้เห็นกวนอูเมื่อนั้น ก็มีความกลัวนัก จึงเล่าให้ขุนนางทั้งปวงฟังแล้วปรึกษาว่า เหตุอันใดจึงเปนดังนี้ ขุนนางผู้ใหญ่จึงว่า วังเก่านี้มีปิศาจมากนัก ขอให้ท่านไปสร้างวังใหม่เถิดจึงจะอยู่เปนสุข โจโฉจึงว่า เราก็คิดอยู่ว่าจะสร้างวังใหม่ จะทำเปนพระที่นั่ง แต่ว่าขัดสนด้วยหามีช่างที่มีฝีมือไม่

กาเซี่ยงที่ปรึกษาจึงทูลว่า ในเมืองลกเอี๋ยงนี้ ข้าพเจ้าเห็นช่างไม้คนหนึ่งชื่อเชาอวด แลเชาอวดคนนี้ทั้งฝีมือความคิดหลักแหลมดีกว่าช่างไม้ทั้งปวง โจโฉจึงให้หาเชาอวดเข้ามาแล้วสั่งว่า ท่านจงเทียบแผนที่วังให้มีพระที่นั่งเสด็จออก แลเปนที่ข้างหน้าข้างในให้สนุกกว่าเก่า เชาอวดจึงเขียนแผนที่วังตำหนักเก้าหลัง ฝ่ายหน้ามีท้องพระโรงใหญ่ ฝ่ายข้างในมีตำหนักตึกรายเรียงกันไปแล้วเอาไปถวาย โจโฉพิเคราะห์ดูถ้วนถี่จึงว่าท่านเทียบนี้ดีนัก สมควรจะเปนที่อยู่ผู้มีบุญ เห็นสนุกชอบใจเราแล้ว แต่ขัดสนด้วยไม้ใหญ่ซึ่งจะต้องการทำอกไก่ เราไม่เห็นที่ไหนเลย

เชาอวดจึงว่า มีป่าแห่งหนึ่งชื่อเอียกหลง ไกลแต่นี้ไปประมาณสามร้อยเส้น ชายป่านั้นมีศาลเทพารักษ์อยู่หลังหนึ่ง ใกล้ศาลนั้นมีสาลี่ต้นหนึ่งใหญ่โตนัก สูงประมาณยี่สิบวา ข้าพเจ้าเห็นว่าจะทำอกไก่ได้ โจโฉดีใจนักสั่งให้ไปตัดไม้นั้นมา คนทั้งปวงซึ่งไปตัดไม้จะถากฟันเอาสิ่วเจาะเอาเลื่อยชัก จะทำประการใดก็มิเข้าเลย จึงกลับเข้าไปทูล โจโฉไม่เชื่อจึงพาคนออกไปดูประมาณสามร้อย ครั้นถึงหน้าศาลแล้วจึงลงจากม้า แล้วแลไปเห็นต้นสาลี่สูงใหญ่ตรงหาที่คดมิได้ จึงให้เอาขวานเข้าไปฟันก็มิเข้า ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวบ้านนั้นจึงทูลห้ามว่า ต้นสาลี่นี้เปนต้นไม้แต่โบราณ ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบ ๆ มาว่า อายุได้สามร้อยสี่ร้อยปีแล้วมีเทพารักษ์สิงอยู่ในไม้ต้นนี้ ขอท่านอย่าได้ฟันเลย

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า กูได้เปนใหญ่ในเมืองนี้กว่าสี่สิบปีแล้ว บันดาราษฎรแลเทพารักษ์ซึ่งอยู่ในแว่นแคว้นแดนเมืองนี้ก็อาศรัยพึ่งบุญเราสิ้น เราจะเอาไม้ต้นนี้เทพารักษ์จะไม่ให้เราหรือว่าไร ว่าแล้วก็ชักดาบออกฟันต้นไม้ได้ยินเสียงผีร้องไห้แซ่ไป ยางไม้ไหลออกมาเปนโลหิต โจโฉเห็นดังนั้นตกใจทิ้งดาบเสียแล้วขึ้นม้ากลับไปวัง ครั้นเวลาคํ่าให้เดือดร้อนรำคาญใจนอนไม่หลับ แต่กลับตัวพลิกไปมาจนเวลาสองยาม แล้วจึงลุกออกมานั่งที่เก้าอี้เคลิ้มม่อยไป จึงฝันว่าคนผมมวยห่มเสื้อเขียวมือถือดาบเดิรตรงเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าโจโฉ แล้วเอามือชี้หน้าโจโฉตวาดด้วยเสียงอันดังว่า กูนี้เปนเทพารักษ์ในต้นไม้สาลี่ กูหาให้ต้นไม้ของกูไม่ มึงจะทำที่อยู่แข่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ กูรู้ว่าบุญมึงสิ้นแล้ว กูจะฆ่ามึงเสียให้ตาย

โจโฉตกใจร้องให้ทหารมาช่วยเราด้วย เทพารักษ์ชักดาบเข้าฟัน โจโฉตกใจร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง ตื่นขึ้นก็ให้ปวดสีสะเปนกำลัง ครั้นเวลาเช้าให้หาหมอเข้ามารักษา หมอมานวดทายาจนสิ้นความรู้โรคนั้นก็ไม่หาย ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงเห็นดังนั้นก็เปนทุกข์หนัก

ที่ปรึกษาคนหนึ่งจึงทูลว่า หมอคนหนึ่งชื่อว่าฮัวโต๋รักษาโรคดีนัก ท่านรู้จักหรือไม่ โจโฉจึงว่า หมอคนนี้ที่รักษาจิวท่ายที่เมืองกังตั๋งนั้นหรือ ฮัวหิมจึงทูลว่าคนนั้นแหละ โจโฉจึงว่าเรารู้จักแล้ว แต่ว่าหารู้ว่าวิชาหมอดีชั่วเปนกะไรไม่ ฮัวหิมจึงทูลว่า หมอคนนี้อยู่บ้านเจียวก๋วนเมืองไทก๊ก ทุกวันนี้หามีผู้ใดเสมอไม่ ถ้าได้ดูโรคแล้วบางทีก็ให้ทายากินยา บางทีก็เผาบางทีก็ผ่า แต่พอยกมือขึ้นความเจ็บก็หาย ถ้าเปนโรคในท้องให้กินยาเข้าไปเจ้าตัวก็หลับไปหารู้สึกตัวไม่ จึงเอามีดผ่าห้องเอาใส้พุงออกมาชำระให้สิ้นโสโครก แล้วคืนใส่เข้าไปไว้อย่างเก่า เอาไหมเย็บแล้วทายา บางคนเดือนหนึ่งก็หาย บางคนยี่สิบวันก็หายเปนปรกติเหมือนอย่างเก่า

ครั้งหนึ่งฮัวโต๋เดิรไปมาตามถนน ได้ยินเสียงคนครางอยู่บนเรือน แต่ได้ยินก็รู้ว่าโรคนี้เปนงูอยู่ในท้องตัวหนึ่ง จึงเดิรเข้าไปร้องเรียกคนลงมาว่า คนเจ็บอยู่นั้นเราจะรักษาให้หาย จึงให้เอากระเทียมแลกุยช่ายบดให้ละเอียดใส่นํ้าลงสองทนาน ให้คนไข้กินให้สิ้น แต่พอคนไข้กินยาสิ้นก็อาเจียนออกมา งูตัวหนึ่งยาวสองศอกเศษไหลออกมาด้วย ไข้นั้นก็หายสิ้นไป

ครั้งหนึ่งตันเต๋งชาวเมืองกังเหลงเปนไข้ ในท้องให้ลั่นโครกคราก กินเข้าไม่ได้ผอมหน้าเหลือง จึงเชิญฮัวโต๋มารักษา แต่พอกินยาเข้าไปมื้อเดียวก็อาเจียนออกมา แต่ล้วนหนอนมีสีสะแดงยังเปนอยู่ประมาณสักสองทะนาน ตันเต่งจึงถามว่า เหตุใดข้าพเจ้าจึงเปนโรคดังนี้ ฮัวโต๋จึงตอบว่า ท่านเอาเนื้อดิบปลาดิบมาพล่ากินจึงเปนโรคดังนี้ ถึงออกมากระนี้แล้วโรคท่านก็ยังไม่หายขาด ยังอีกสามปีโรคอันนี้จะกลับเปนอีก ถ้าเปนมาอีกแล้วรักษาไม่หายเลย ถึงที่ของท่านแล้ว นานอีกสามปีตันเต๋งก็ตายเหมือนปากฮัวโต๋คาดไว้

ครั้งหนึ่งมีคนไข้คนหนึ่ง เปนฝีขึ้นมาที่หลังคิ้วให้ปวดแสบปวดร้อนนัก จึงหาหมอฮัวโต๋มารักษา ฮัวโต๋แลดูจึงว่า ฝีอันนี้มีสัตว์บินได้อยู่ในนั้น คนทั้งปวงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ หมอฮัวโต๋จึงเอามีดผ่าฝีนั้นออก นกกระจอกเต้นออกมาแล้วก็บินไปโรคนั้นก็หาย

ครั้งหนึ่งมีคนหนึ่งสุนัขกัดเอาแม่เท้าขาดไป จึงบังเกิดเปนก้อนเนื้อย้อยออกมาสองก้อน ๆ หนึ่งให้เจ็บก้อนหนึ่งให้คัน จึงหาหมอฮัวโต๋มารักษา ฮัวโต๋เห็นแล้วจึงว่า ก้อนเนื้อที่ให้เจ็บนั้นมีเข็มอยู่ข้างในสิบเล่ม ก้อนเนื้อที่ให้คันในนั้นมีลูกสกาอยู่สองลูก ๆ หนึ่งดำลูกหนึ่งขาว คนทั้งปวงไม่เชื่อ หมอฮัวโต๋จึงเอามีดผ่าออก ก็ได้เข็มแลลูกสกาเหมือนหนึ่งว่านั้น คนทั้งปวงสรรเสริญว่าเหมือนเทพดา บัดนี้หมอฮัวโต๋มาอยู่ตำบลกิมเสีย กับที่นี่ไม่สู้ไกลสู้ใกล้นัก ขอให้ท่านหาหมอฮัวโต๋มารักษาโรคท่านเห็นจะหาย

โจโฉได้ยินฮัวหิมสรรเสริญดังนั้น ก็สั่งให้ทหารเร่งรีบไปทั้งกลางวันกลางคืน หาหมอฮัวโต๋มา หมอฮัวโต๋มาถึงแล้วก็ให้แหวกเสื้อดูเส้นที่ข้อมือหมอฮัวโต๋จึงทายว่า โรคท่านอันนี้เพื่อลมเสียดแทงในสีสะ ท่านกินยามาหนักหนาหาชอบโรคไม่ จะรักษาโรคอันนี้ด้วยยากินแลยาทาหาหายไม่ โรคอันนี้ชอบให้ผ่าจึงจะหาย โจโฉจึงถามว่าท่านจะผ่าอย่างไร หมอฮัวโต๋จึงว่า ข้าพเจ้าจะให้ท่านกินยาให้มึนเมาไปไม่รู้สึกตัว จึงจะผ่าสีสะด้วยขวานอันคม แล้วจึงจะชำระโรคในสีสะให้หมด แล้วจึงจะประกับให้เหมือนเก่า ก็จะทายาให้หายแผลโรคท่านจึงจะหายขาด

โจโฉได้ยินดังนั้นก็โกรธนัก จึงว่าเองจะแกล้งฆ่าเราหรือจึงว่ากล่าวทั้งนี้ ฮัวโต๋จึงว่า เมื่อครั้งกวนอูถูกเกาทัณฑ์ที่แขนนั้น ข้าพเจ้าไปรักษา กวนอูนั่งนิ่งให้ข้าพเจ้าผ่าเอาลูกเกาทัณฑ์ออกเสีย แล้วก็ขูดยาพิษซึ่งติดกระดูกนั้นออกเสีย กวนอูก็หากลัวไม่ โรคของท่านหน่อยหนึ่งเท่านี้จะกลัวอันใด ข้าพเจ้าผ่าแล้วก็จะหายท่านอย่าได้กลัวเลย

โจโฉจึงว่า อันเจ็บที่แขนนั้นจะผ่าก็ควร เจ็บที่สีสะนี้จะควรผ่าแล้วหรือ อ้ายคนนี้คบคิดกับพวกกวนอู ทำกลมารยาแกล้งจะมาฆ่าเราให้ตาย โจโฉจึงสั่งให้ทหารซ้ายขวาจับเอาตัวฮัวโต๋ไปใส่คุกเสีย แล้วว่ากูจะให้เฆี่ยนถามเอาเนื้อความเมื่อภายหลัง

กาเซี่ยงที่ปรึกษาจึงห้ามว่า ขอให้ท่านพิเคราะห์ดูจงละเอียดก่อน อันหมอฮัวโต๋นี้ดีนัก ทุกวันนี้จะหาตัวเสมอมิได้แล้ว อย่าเพ่อให้เปนอันตรายเลย โจโฉตวาดแล้วจึงว่า หมอคนนี้คิดอ่านจะทำร้ายเราครั้งนี้ เหมือนครั้งเกียดเป๋งทำร้ายแก่เราครั้งนั้น จะให้กรมเมืองเฆี่ยนถามเอาเนื้อความให้จงได้ ทหารจึงเอาตัวหมอฮัวโต๋ไปส่งให้กรมเมืองจำไว้ในคุกตามคำโจโฉสั่งนั้น

หงออายซึ่งได้คุมหมอฮัวโต๋รู้ว่าฮัวโต๋เปนหมอดี ก็ปฏิบัติรักษาส่งเหล้าเข้าหมูเป็ดไก่ทุกเวลามิได้ขาด หมอฮัวโต๋รู้จักคุณผู้คุม จึงว่าข้าพเจ้านี้เห็นจะตายเปนแท้แล้ว ไม่มีสิ่งใดจะแทนคุณท่าน วิชาการฝ่ายหมอของข้าพเจ้าดีนัก ยังหาได้บอกกล่าวลูกศิษย์ผู้ใดไม่ ท่านเอาหนังสือของข้าพเจ้านี้ไปให้ภรรยาข้าพเจ้าเอาตำราที่เรือนมา ข้าพเจ้าจะชี้แจงให้จงสิ้น ผู้คุมได้ยินว่าดังนั้นก็ดีใจนัก จึงว่าข้าพเจ้าได้วิชาการหมอของท่านแล้ว ข้าพเจ้าไม่ทำการเปนผู้คุมสืบไปเลย จะทำการฝ่ายแพทย์รักษาโรคให้เลื่องลือปรากฎไป ก็จะได้ขวัญเข้าค่ายาเลี้ยงชีวิตดีกว่า

ฮัวโต๋จึงเขียนหนังสือให้ผู้คุม ๆ ก็เอาหนังสือไปณตำบลบ้านกิมเสีย ส่งให้แก่ภรรยาฮัวโต๋ ๆ ก็ส่งตำราให้ตามผัวมีหนังสือมานั้น ผู้คุมได้ตำราแล้วก็เอาไปให้แก่ฮัวโต๋ ๆ ก็ชี้แจงบอกวิชาแพทย์ให้แก่ผู้คุมทุกประการ แล้วก็มอบตำรานั้นให้แก่ผู้คุม ๆ ได้ตำราแล้วมีความยินดีนัก เอาตำราไปเก็บไว้ณเรือน อยู่มาช้านานฮัวโต๋ก็ตายในคุกนั้น ผู้คุมก็ให้นายเอาเนื้อความไปแจ้งแก่โจโฉว่าฮัวโต๋ตายแล้ว ผู้คุมก็จัดแจงเครื่องเส้น เชิญศพฮัวโต๋ไปฝังตามธรรมเนียม

ฝ่ายภรรยาผู้คุมเห็นตำราก็คิดว่าจะเอาไว้ต้องการอะไร ครูที่ว่าดีนักก็ตายในคุก ผัวเราเอาไว้ก็จะเปนเหมือนกัน คิดแล้วก็เอาตำราไปเผาไฟเสีย เวลานั้นพอผู้คุมไปเรือน แลเห็นภรรยาเอาตำราเข้าเผาไฟก็ตกใจ วิ่งเข้าไปชิงได้สองสามใบ ตำราทั้งนั้นไหม้ไฟสิ้น ที่ได้ไว้นั้นเปนแต่ตำราตอนหมูตอนเป็ดตอนไก่ ผู้คุมโกรธด่าภรรยาแล้วถามว่า เหตุใดมึงจึงเอาตำราไปเผาไฟเสีย เมียจึงว่า ฮัวโต๋ครูของท่านที่นับถือว่าดีนักก็ตายในคุก ท่านจะเอาตำราไว้ต้องการอะไร ฝ่ายผู้คุมเสียดายตำรานักนั่งทอดใจใหญ่คิดว่า ตำราเอกฝ่ายแพทย์อย่างนี้แต่นี้ไปเบื้องหน้าหามีไม่แล้ว

ฝ่ายโจโฉโรคในสีสะก็เจ็บเปนกำลังกล้าขึ้น แล้วก็ให้วิตกปรารมภ์ เกรงกองทัพเมืองกังตั๋งเมืองเสฉวนจะยกมาทำอันตราย มีทหารเข้าไปทูลว่า ซุนกวนเมืองกังตั๋งให้หนังสือมาถึง โจโฉให้หาเข้ามาเอาหนังสือออกดู ในหนังสือเปนใจความว่า ข้าพเจ้าซุนกวนสามิภักดิ์มาพึ่งบุญท่าน อนึ่งบันดาหัวเมืองทั้งปวงก็ขึ้นแก่ท่านสิ้นแล้ว ยังแต่เมืองเสฉวนเมืองตังฉวน ขอให้ท่านยกกองทัพไปตีเล่าปี่เถิด เห็นจะได้โดยสดวก

โจโฉได้ยินหนังสือดังนั้นก็หัวเราะ จึงว่าแก่ที่ปรึกษาทั้งปวงว่า ซุนกวนจะลวงให้เราเหยียบกองไฟ ที่ปรึกษาคนหนึ่งชื่อตันกุนจึงทูลว่า แผ่นดินพระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ร่วงโรยมาช้านานแล้ว ครั้งนี้อาศรัยบุญท่านก็บริบูรณ์มั่งคั่ง ราษฎรทั้งปวงได้พึ่งโพธิสมภารอยู่เย็นเปนสุข แล้วมีความรักใคร่ยินดีต่อท่านนัก ซุนกวนนี้ก็ถ่อมตัวเข้ามาเปนข้าท่าน สมควรแล้วที่จะเปนเจ้าแผ่นดิน

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วจึงว่า เราทำนุบำรุงพระเจ้าเหี้ยนเต้มาแผ่นดินก็ราบคาบ ราษฎรก็อยู่เย็นเปนสุขมาช้านานเพราะเรา ๆ ก็ได้เปนใหญ่ หาขุนนางผู้ใดเสมอไม่แล้ว เราจะตั้งตัวเปนเจ้าแผ่นดินเคียงพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นไม่สมควร เราจะทำแต่พอเหมือนจิวบูอ๋อง ซึ่งทำการไว้ให้แก่ลูกชาย สุมาอี้จึงทูลว่า ซุนกวนสิยอมเข้ามาเปนข้าท่านแล้ว ควรท่านจะตั้งให้ซุนกวนเปนขุนนางผู้ใหญ่ ให้เปนฝักฝ่ายข้างเราจะได้สกัดทัพเล่าปี่ไว้ โจโฉเห็นชอบด้วย จึงให้แต่งตราตั้งซุนกวนเปนเพียวกีจงกุ๋นเจ้าเมืองเกงจิ๋ว แล้วจึงให้ทหารคุมตราตั้งออกไปมอบเมืองเกงจิ๋วให้ซุนกวน

ฝ่ายโจโฉโรคนั้นกำเริบกล้าขึ้น อยู่มาวันหนึ่งฝันเห็นว่า ม้าสามตัวกินหญ้าในรางเดียวกัน ครั้นรุ่งขึ้นเช้าจึงเล่าให้กาเซี่ยงที่ปรึกษาฟังแล้วจึงว่า เมื่อครั้งม้าเท้งม้าฮิวม้าเทียดสามคนพ่อลูกคิดจะทำร้ายเราก็ฝันอย่างนี้ เราก็กำจัดพ่อลูกสามคนได้แล้ว บัดนี้ฝันเห็นเหมือนครั้งนั้นอีกเล่า จะดีร้ายประการใด กาเซี่ยงจึงว่า ข้าพเจ้าพิเคราะห์ลักษณะฝันนี้ดีเห็นว่าบุญมาถึงท่านแล้ว ท่านอย่าได้วิตกเลย โจโฉได้ยินดังนั้นก็หาสงสัยไม่

ครั้นอยู่มาวันหนึ่งเวลากลางคืนโจโฉปวดสีสะเปนกำลัง ให้วิงเวียนร้อนกระวนกระวายนอนไม่หลับเลยจนเวลายามสาม จึงลุกออกมานั่งที่เก้าอี้ ได้ยินเสียงดังหนึ่งฉีกแพร จึงแลไปก็เห็นนางฮกเฮานางตังกุยหุยกับบุตรทั้งสองคน กับฮกอ้วนบิดานางฮกเฮากับตังสินบิดานางตังกุยหุย กับพรรคพวกประมาณยี่สิบคนมีโลหิตแดงทั่วตัวยืนอยู่ในอากาศร้องว่า โจโฉท่านเอาชีวิตมาคืนให้แก่เรา โจโฉชักเอากระบี่ฟันไปถูกประตูเข้าก็ให้กระวนกระวายนัก สิ้นแรงก็ล้มลงที่นั้น คนที่ยืนรักษาอยู่นั้นก็พยุงเอาโจโฉไปไว้ในตำหนักอื่น อยู่มาอีกวันหนึ่งเวลากลางคืนโจโฉนอนไม่หลับ ได้ยินเสียงปีศาจทั้งหญิงทั้งชายร้องไห้เซ็งแซ่ไปยังรุ่ง เวลาเช้าโจโฉหาขุนนางทั้งปวงมาพร้อมกันจึงว่า เราทำการสงครามมาช้านานถึงสามสิบปีเศษหาได้ยินเสียงปีศาจปรากฎดังนี้ไม่เลย มาบัดนี้มีปิศาจมาหลอกหลอนร้องไห้เสียงเซ็งแซ่ไป ประหลาทหลากนัก จะเปนเหตุการณ์อันใด

ฝ่ายขุนนางทั้งปวงจึงทูลว่า ขอให้ท่านหาหมอปีศาจมาแต่งเครื่องเส้นวักพลีกรรมเสียแล้วก็จะหาย โจโฉทอดใจใหญ่แล้วจึงว่า โบราณว่าไว้ว่า กรรมมาถึงตัวแล้วจะทำประการใดก็หาพ้นไม่ บัดนี้กรรมมาถึงแล้วใครจะมาช่วยเราได้ โจโฉก็หาให้เส้นผีไม่ อยู่มาวันหนึ่งโรคนั้นกำเริบหนักขึ้นยิ่งกว่าเก่า ให้ระทวยสวิงสวายอ่อนไป จึงให้หาแฮหัวตุ้นเข้ามา

แฮหัวตุ้นมาถึงประตูวัง จึงแลเห็นนางฮกเฮานางตังกุยหุยกับบุตรทั้งสองกับฮกอ้วนตังสินกับพรรคพวกยืนหลอกหลอน แฮหัวตุ้นล้มลง บ่าวก็พยุงแฮหัวตุ้นกลับมาบ้าน แฮหัวตุ้นก็ป่วยเพราะปีศาจ โจโฉจึงให้หาโจหองตันกุยกาเซี่ยงสุมาอี้เข้าไปถึงเตียงนอน จึงฝากบุตรภรรยาบ้านเมืองทั้งปวงแก่ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสี่คน ขุนนางผู้ใหญ่จึงทูลว่า โรคท่านแต่เพียงนี้เห็นมิพอเปนไรนัก รักษาถูกที่ก็จะหาย

โจโฉจึงว่า เราทำการรณรงค์มากว่าสามสิบปีแล้ว ข้าศึกที่ไหนเข้มแขงเราก็ปราบปรามเสียได้ แผ่นดินก็ราบคาบราษฎรก็อยู่เย็นเปนสุข แต่ซุนกวนเมืองกังตั๋งเล่าปี่เมืองเสฉวนยังหาปราบได้ไม่ ความไข้ก็หนักขึ้นถึงเพียงนี้ ซึ่งจะเปนเพื่อนคิดการสงครามกับท่านทั้งปวงสืบไปอีกไม่ได้แล้ว เราจึงฝากฝังมอบเวนไว้แก่ท่านทั้งปวง ลูกเราคนหนึ่งชื่อโจงั่งเกิดด้วยนางเล่าซีก็ตายเสียที่เมืองอ้วนเสียนั้นแล้ว ยังแต่บุตรเราสี่คนเกิดด้วยนางเปี่ยนซีชื่อว่าโจผีคนหนึ่ง โจเจียงคนหนึ่ง โจสิดคนหนึ่ง โจหิมคนหนึ่ง เราวิตกถึงโจสิดนัก ด้วยลูกคนนี้วาจาไม่ยั่งยืน แล้วก็มักเสพย์สุรา ความคิดไม่รอบคอบ จะตั้งให้แทนที่ก็ไม่ได้ ฝ่ายโจเจียงนั้นมีกำลังก็จริง แต่ว่าหาความคิดมิได้ โจหิมนั้นเปนคนโลภ เห็นแต่โจผีพี่เอื้อยเปนคนหนักแน่นมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดหลักแหลมพอที่จะตั้งให้เปนใหญ่แทนตัวเราได้ เราหาบุญไม่แล้ว ท่านจงอนุเคราะห์ตั้งไว้ให้ว่าราชการแทนเราสืบไปเถิด

โจหองตันกุ๋ยกาเซี่ยงสุมาอี้ได้ยินโจโฉว่าดังนั้นก็ร้องไห้ แล้วก็ลาออกไป โจโฉจึงให้คนใช้เอาไม้หอมอย่างดีชื่อเบงเหียงมาแจกให้ภรรยาทั้งปวง แล้วจึงสั่งสอนว่า ถ้าเราหาบุญไม่แล้ว ท่านทั้งปวงจงอุตส่าห์ฝึกสอนในการเย็บการปัก จะได้เลี้ยงตัวเมื่อภายหลัง ท่านจงพากันไปอยู่ปราสาทตั้งเซ็กไต๋ เมื่อท่านจะเส้นเรานั้น ให้มีมะโหรีปี่พาทย์จงทุกวัน อนึ่งท่านจงสั่งขุนนางให้ก่อกุฏิ์ฝังศพเราที่ท้องสนามนอกเมือง ให้ได้เจ็ดสิบสองกุฏิ์ อย่าให้คนทั้งปวงรู้ว่าศพเราไว้กุฏิ์ไหน เพราะว่ามีคนชังตัวเรานั้นมากอยู่ เกลือกคนชังมันจะขุดศพเราขึ้นเสีย โจโฉสั่งดังนั้นแล้วทอดใจใหญ่นํ้าตาไหลลงโทรมหน้า ก็ผวาล้มลงขาดใจตาย เมื่อโจโฉตายนั้นเดือนสาม อายุได้หกสิบหกปี พระเจ้าเหี้ยนเต้มาอยู่เมือฮูโต๋ได้ยี่สิบห้าปี (พ.ศ. ๗๖๓)

ขุนนางทั้งปวงรู้ว่าโจโฉตายแล้วก็ร้องไห้ จึงใช้ทหารไปเชิญบุตรโจโฉซึ่งไปนั่งเมืองทั้งสี่คน โจผีอยู่เมืองเงียบกุ๋น โจเจียงอยู่เมืองเอียงเหลง โจสิดอยู่เมืองลิมฉี โจหิมอยู่เมืองเซียวหวยมาณเมืองลกเอี๋ยง ขุนนางทั้งปวงจึงแต่งการศพเปนการใหญ่ตามประเพณีเจ้าเมือง แล้วให้เร่งรับเชิญศพไปทั้งกลางวันกลางคืนไปณเมืองเงียบกุ๋น

ฝ่ายโจผีรู้ว่าบิดาตายก็ร้องไห้ จึงพาขุนนางแลทหารทั้งปวงออกจากเมืองมาประมาณร้อยเส้นก็พบศพบิดาเข้า จึงเชิญศพบิดาเข้าไปในเมืองเงียบกุ๋น ก็ให้ป่าวร้องขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยแลราษฎรในเมืองหลวงแลเมืองขึ้นให้นุ่งขาวห่มขาวโพกผ้าขาวตามอย่างเจ้าเมืองตายนั้น โจผีกับขุนนางทั้งปวงร้องไห้รักอื้ออึงไป จึงมีคนหนึ่งร้องห้ามว่า อย่าเพ่อร้องไห้อื้ออึงไป กลั้นความโศกเสียก่อนเถิดจะได้คิดการใหญ่ คนทั้งปวงแลดูก็เห็นสุมาหู จึงถามว่าเหตุใดท่านจึงห้ามฉนี้

ฝ่ายสุมาหูจึงว่า เจ้านายเราหาไม่แล้วเกรงข้าศึกจะกำเริบ ขอให้ยกโจผีขึ้นเปนเจ้าว่าราชการ ราษฎรทั้งปวงจะได้วางใจเพราะมีเจ้านายแล้ว อนึ่งข้าศึกก็ไม่กำเริบ ขุนนางทั้งปวงจึงว่า ท่านว่าทั้งนี้ชอบอยู่แล้ว แต่พระเจ้าเหี้ยนเต้ยังไม่มีตรารับสั่งตั้งมา เราทั้งปวงจะทำตามอำเภอใจนั้นจะได้หรือ

ตันเกียวจึงว่า ธรรมเนียมเจ้าดับสูญแล้ว ลูกผู้ใหญ่ก็ว่าราชการแทน ว่าแล้วจึงเอาดาบตัดเสื้อให้ขาดหน่อยหนึ่งทิ้งลงกับแผ่นดิน แล้วชี้ให้ขุนนางทั้งปวงดู จึงร้องว่าให้ยกโจผีขึ้นเปนเจ้าในวันนี้ ถ้าผู้ใดว่าขัดขวาง สีสะผู้นั้นก็จะขาดตกลงเหมือนเสื้อนี้ ขุนนางทั้งปวงได้ยินก็ตกใจกลัว ต่างคนต่างก็นิ่งอยู่ พอฮัวหิมขุนนางผู้ใหญ่มาแต่เมืองฮูโต๋ ขุนนางทั้งปวงตกใจกลัว ฮัวหิมก็เดิรตรงเข้าไป ขุนนางทั้งปวงจึงถามว่ามาด้วยเหตุอันใด

ฮัวหิมจึงว่า โจโฉสิหาไม่แล้ว เราก็เกรงว่าข้าศึกจะกำเริบ ให้เชิญโจผีขึ้นเปนเจ้าว่าราชการแทนบิดา ขุนนางทั้งปวงจึงว่า บัดนี้ปรึกษากันอยู่ว่าจะตั้งโจผีขึ้นเปนเจ้า แต่ว่าคอยอยู่เกลือกพระเจ้าเหี้ยนเต้จะพระราชทานตราตั้งมา ฮัวหิมจึงว่า ข้าพเจ้าทูลขอตราพระเจ้าเหี้ยนเต้ ๆ พระราชทานให้แล้วก็ถือมา คนทั้งปวงได้ยินดังนั้นก็ดีใจ ชวนกันโห่ร้องเต้นรำอื้ออึง ฮัวหิมจึงเอาตราตั้งออกให้ดู ฮัวหิมคนนี้เปนฝักฝ่ายโจโฉ แต่ว่าไปอยู่ที่พระเจ้าเหี้ยนเต้ คอยสอดแนมเอาเนื้อความมาบอกโจโฉ ครั้นรู้ว่าโจโฉตายแล้ว จะใคร่ให้โจผีเปนเจ้าแทน จึงเขียนตราตั้งโจผีแล้วก็เอาเข้าไปทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ ๆ ก็เออเอา ฮัวหิมจึงได้ตราตั้งนั้นมา

ฝ่ายโจผีก็ให้หาขุนนางมาเฝ้า ขุนนางทั้งปวงก็ถวายบังคม โจผีจึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงถ้วนหน้า จึงมีคนมาทูลว่า โจเจียงน้องท่านอยู่เมืองเตียงอั๋น ยกทัพใหญ่มาทหารประมาณสิบหมื่น โจผีได้ยินดังนั้นก็ตกใจ จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า อ้ายคนนี้เมื่ออยู่ด้วยกันนั้นเปนคนดุดันโมโหมาก แล้วกล้าหาญมีฝีมือรบพุ่งก็เข้มแขง ยกทัพมาบัดนี้จะมาชิงสมบัติเราหรือประการใด

เกียกุยจึงว่า ข้าพเจ้าจะออกไปพูดจากับโจเจียงดู ก็จะรู้ว่ามาดีแลร้ายประการใด ขุนนางทั้งปวงจึงว่า ท่านว่านี้ชอบนัก ถ้าคนอื่นจะออกไปก็หาได้ไม่ ถ้าท่านออกไปครั้งนี้ดีนัก ถึงมาทว่ามาร้ายก็จะกลายเปนดีเพราะถ้อยคำของท่าน โจผีได้ยินดังนั้นก็ดีใจ จึงใช้ให้เกียกุยออกไป

ฝ่ายโจเจียงจึงถามว่า บิดาเราล่วงแล้ว พระเจ้าเหี้ยนเต้ตั้งผู้ใดว่าราชการแทนบิดาเล่า เกียกุยจึงว่า ประเพณีโบราณถ้าเปนพลเรือนบิดาหาไม่แล้วลูกชายผู้ใหญ่อยู่ในเรือนนั้นได้ว่ากล่าวแทนบิดา ถ้าเปนการแผ่นดินเล่าลูกชายใหญ่ก็ได้เปนเจ้าแทนบิดาว่าราชการสืบไป ตัวท่านนี้หาเปนลูกชายผู้ใหญ่ไม่ จะเปนขุนนางผู้ใหญ่ก็หาไม่ มาถามถึงความนี้ด้วยเหตุอันใด

โจเจียงได้ยินเกียกุยยกขนบธรรมเนียมโบราณว่าดังนั้นก็เห็นชอบด้วยจึงนิ่งอยู่ แล้วพาเกียกุยเข้าไปในเมือง ครั้นใกล้วังเกียกุยจึงถามโจเจียงว่า ท่านมาบัดนี้จะชิงเอาสมบัติหรือว่าจะมาทำการศพบิดา โจเจียงจึงว่า ข้าพเจ้ามาครั้งนี้จะได้คิดว่าจะชิงเอาสมบัตินั้นหามิได้ มาปราถนาจะทำการศพสนองคุณบิดา เกียกุยจึงว่า ถ้าจริงดังนั้นเหตุใดท่านจึงพาทหารมามากดังนี้ โจเจียงได้ยินดังนั้นเห็นว่าตัวผิด จึงขับทหารทั้งปวงให้กลับไปเสีย แต่ตัวผู้เดียวเข้าไปเฝ้าพี่ชาย พี่ชายก็ออกมากอดคอกัน แล้วร้องไห้ด้วยกันทั้งสองคน ความโศกสงบแล้ว โจเจียงคิดว่าพี่ชายจะแคลง จึงว่าทหารข้าพเจ้าซึ่งมาทั้งนี้ขอมอบให้แก่ท่าน แล้วโจเจียงเข้าไปคำนับศพบิดา โจผีจึงใช้ให้โจเจียงไปรักษาเมืองเอียนเหลง โจเจียงกระทำคำนับศพบิดาแล้ว ก็ลาพี่ชายคุมทหารไปรักษาเมืองเอียนเหลง โจผีให้ตกแต่งเครื่องอุปโภคบริโภคให้เหมือนเครื่องราชบริโภคพระเจ้าเหี้ยนเต้ทุกประการ เมื่อโจผีได้เปนเจ้านั้น พระเจ้าเหี้ยนเต้มาอยู่เมืองฮูโต๋ได้ยี่สิบหกปี (พ.ศ. ๗๖๔)

ฝ่ายโจผีจึงตั้งฮัวหิมเปนเสนาบดีฝ่ายขวา ตั้งให้กาเซี่ยงเปนเสนาบดีฝ่ายซ้าย อองลองเปนที่ปรึกษาผู้ใหญ่ บันดาขุนนางทั้งปวงนั้นให้เลื่อนที่ตามสมควร แล้วจึงให้แต่งที่ฝังศพบิดาเจ็ดสิบสองที่ตามคำบิดาสั่งไว้นั้น ให้จารึกอักษรไว้หน้ากุฏิ์ว่า กุฏิ์นี้เปนที่ฝังศพเจ้าวุยอ๋อง ริมผนังกุฏิ์นั้น ที่ข้างนอกให้เขียนเปนเรื่องอิกิ๋มไปรบกวนอูตำบลเมืองอ้วนเสีย กวนอูทำกลอุบายให้น้ำท่วมทหารทั้งปวง ทัพอิกิ๋มแตก กวนอูจับอิกิ๋มบังเต๊กได้ กวนอูนั่งที่สูง ให้อิกิ๋มบังเต๊กนั่งที่ตํ่า บังเต๊กเปนชาติทหารหากลัวความตายไม่ กวนอูให้ฆ่าเสีย ฝ่ายอิกิ๋มกลัวตายกราบไหว้กวนอูอ้อนวอนขอชีวิต โจผีทำทั้งนี้หวังจะประจานอิกิ๋ม ให้เห็นว่าอิกิ๋มกลัวตายหาเปนชาติทหารไม่ มิได้คิดความละอายจึงอ้อนวอนขอชีวิต ภายหลังจึงรอดมาได้ โจผีทำทั้งนี้หวังมิให้ทหารทั้งปวงดูเยี่ยงอย่างสืบไป จึงใช้ให้อิกิ๋มไปรักษาที่กุฏิ์ฝังศพบิดานั้น ฝ่ายอิกิ๋มเมื่อรักษาที่ฝังศพโจโฉ ก็เห็นฉากซึ่งโจผีให้เขียนเรื่องประจานไว้ มีความละอายนัก นานมาเปนไข้ลงก็ตรอมใจตาย

ฮัวหิมจึงทูลแก่โจผีว่า โจเจียงน้องท่านมากระทำการศพบิดา แล้วเอาทหารมามอบให้แก่ท่าน แต่โจสิดอยู่ณเมืองลิมฉีโจหิมอยู่เมืองเซียวหวย น้องท่านทั้งสองคนนี้หามาทำการศพบิดาไม่ ท่านจงให้ไปลงอาญาน้องท่านทั้งสองคนจึงจะควร โจผีเห็นชอบด้วยจึงสั่งทหารผู้ใหญ่ให้คุมทหารไปลงอาญาน้องทั้งสองเมือง ทหารผู้ใหญ่สองคนก็พาทหารไปตามโจผีสั่งนั้น ทหารโจหิมจึงเอาเนื้อความไปแจ้งแก่โจหิมว่า พี่ท่านโกรธว่าท่านไม่ไปทำการศพบิดา บัดนี้ให้ทหารมาลงอาญาท่าน

โจหิมได้ฟังดังนั้นก็ตกใจกลัวอาญานักก็ผูกฅอตาย ทหารซึ่งไปลงอาญาแจ้งว่า โจหิมผูกฅอตายแล้ว ก็กลับเอาเนื้อความมาแจ้งแก่โจผี โจผีก็สั่งให้ไปแต่งการศพน้องฝังเสีย แล้วให้จารึกอักษรไว้ที่หน้ากุฏิว่า ที่ฝังศพเจ้าเมืองเซียวหวย

ฝ่ายทหารเมืองลิมฉีรู้ว่าโจผีมาลงอาญาโจสิด จึงเอาเนื้อความไปแจ้งแก่โจสิด พอโจสิดเตงหงีเตงอี้นั่งเสพย์สุราอยู่ โจสิดรู้เนื้อความแล้วก็หาเกรงกลัวไม่ ทหารผู้ถือตราเข้าไปถึงแล้วก็นั่งเฉยเสียหากระทำคำนับไม่ เตงอี้จึงว่าแก่ผู้ถือตราว่า ครั้งโจโฉยังอยู่จะตั้งให้นายเราเปนใหญ่ เพราะคนปากสอพลอยุยงจึงขัดเคืองมาคุ้มเท่าทุกวันนี้ บัดนี้โจโฉพึ่งตายยังมิทันไรสิมีตราให้ลงอาญาแก่พี่น้อง เตงหงีจึงว่า นายเรานี้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดหาผู้เสมอไม่ ควรจะได้เปนใหญ่แทนบิดา เพราะคนยุยงจึงมิได้เปนใหญ่

ฝ่ายโจสิดก็สั่งทหารให้ไสฅอผู้ถือตรา แล้วสั่งให้เอาตะบองไล่ตีไปเสีย ผู้ถือตราก็เอาเนื้อความไปแจ้งแก่โจผี โจผีโกรธนัก จึงใช้ให้เคาทูคุมทหารสามพันรีบไปเมืองลิมฉี ให้จับโจสิดมาให้จงได้ เคาทูคุมทหารไปถึงเมืองลิมฉี ฝ่ายทหารซึ่งรักษาเมืองลิมฉีก็ไม่ให้เคาทูเข้ามา เคาทูจึงฆ่าทหารผู้รักษาเมืองเสีย เคาทูจึงคุมทหารเข้าไปในเมืองถึงที่อยู่โจสิด เห็นโจสิดเตงหงีเตงอี้เมาสุรานอนอยู่ เคาทูให้มัดเอาตัวใส่เกวียนมาทั้งสามคน แล้วสั่งทหารให้คุมเอาบุตรภรรยาบ่าวไพร่ในเรือนโจสิดมาด้วย ครั้นมาถึงเมืองเงียบกุ๋นแล้ว ก็เอาตัวโจสิดเตงหงีเตงอี้เข้ามาถวายโจผี ๆ จึงสั่งให้เอาตัวเตงหงีเตงอี้ไปฆ่าเสียให้จำโจสิดไว้ มารดาโจผีรู้ข่าวว่าโจหิมผูกฅอตายเสียแล้ว บัดนี้โจผีให้มัดเอาตัวโจสิดมาฆ่าพรรคพวกเสียแล้วจำโจสิดไว้ ก็ร้องไห้ไปหาโจผี ๆ เห็นมารดาก็กราบลง มารดาร้องไห้อ้อนวอนขอโทษว่า น้องชายเจ้าคนนี้มักพอใจเสพย์สุรา มันอวดว่าตัวมันดี ชีวิตมารดายังอยู่เจ้าเห็นกับมารดาเถิด มันเปนพี่น้องร่วมอุทรแก่เจ้า ๆ อย่าฆ่ามันเสียเลย เจ้าไว้ชีวิตแล้วถึงแม่จะตายก็จะได้วางใจ

โจผีจึงว่า น้องคนนี้ฉลาดเฉลียวนัก ข้าพเจ้าก็รักอยู่ ทำโทษทั้งนี้หวังจะให้หลาบจำอย่าให้กระทำความชั่วสืบไป ข้าพเจ้าหาฆ่าเสียไม่แม่อย่าปรารมภ์เลย มารดาได้ฟังลูกว่าดังนั้นก็ดีใจกลับไปที่อยู่ โจผีก็มายังที่ออกขุนนางจึงสั่งให้เอาตัวโจสิดเข้ามา ฮัวหิมจึงถามว่า มารดาขอโทษโจสิดหรือ โจผีบอกว่ามารดาขอโทษเรายกให้แล้ว ฮัวหิมจึงว่า โจสิดคนนี้หลักแหลมอยู่ อันจะไว้ชีวิตนั้นมิได้นานไปจะเปนอันตราย โจผีจึงว่าจะขัดมารดาไม่ได้ ฮัวหิมจึงว่า ข้าพเจ้าได้ยินเขาเล่าลือว่าโจสิดคนนี้ทำโคลงดีนัก ขอให้ท่านเอาตัวเข้ามาทำโคลงดู ถ้าดีจริงแล้วก็อย่าฆ่าเสียเลย โจผีก็ให้หาตัวเข้ามา โจสิดตกใจเข้าไปถึงแล้วกราบไหว้พี่อ้อนวอนขอโทษ

โจผีจึงว่า ข้ากับเจ้าเปนพี่น้องร่วมท้องกัน บัดนี้เราได้เปนเจ้าแทนที่บิดาเรา แล้วขุนนางผู้ใหญ่ก็เกรงกลัวเรา เหตุใดเจ้าจึงอุกอาจไม่เกรงกลัวเราเลย เมื่อบิดายังอยู่ย่อมใช้ให้เจ้าทำโคลงให้ดู เราสงสัยว่าคารมคนอื่นทำให้ ถ้าเจ้าทำได้จริงจงเดิรไปเจ็ดก้าว ว่าโคลงให้ได้เนื้อความในพี่น้องเรา ให้เอาเนื้อความอื่นมาเปรียบในพี่น้องเราอย่าให้ออกชื่อพี่น้อง ถ้าทำได้เราจะยกโทษ ถ้าทำไม่ได้เราจะลงโทษให้ถึงตาย โจสิดจึงว่า ท่านจงห้ามปากเสียงให้สงบแล้วคอยฟังเถิด แล้วจึงเดิรคิดว่าโคลงพอได้เจ็ดก้าวก็พอจบ

ในเนื้อความนั้นว่า ขั้วถั่วเอากิ่งถั่วมาเปนฟืนใส่ไฟ เมล็ดถั่วในกะทะจะไหม้ก็เพราะกิ่งถั่วต้นรากอันเดียวกันนั่นเอง เหตุใดจึงเร่งไฟเข้าให้หนักนัก โจผีได้ฟังโคลงดังนั้นรำลึกถึงความรักพี่น้องก็ร้องไห้ มารดาจึงเดิรออกมาแล้วก็ว่า เจ้าเปนพี่เปนไรจึงเขี้ยวเข็ญน้องให้ได้ความเดือดร้อน โจผีได้ยินมารดาว่าดังนั้นลุกขึ้นทำคำนับ แล้วว่าเปนอย่างธรรมเนียมแผ่นดินผู้ใดผิดแล้วต้องทำโทษ ถ้ามิทำก็จะเสียขนบธรรมเนียมไป แล้วก็สั่งให้โจสิดไปเปนเจ้าเมืองอันเหียง ให้ไกลเมืองหลวงออกไป โจสิดก็กราบลาไปอยู่ณเมืองอันเหียง ฝ่ายโจผีก็ทำยศอย่างยิ่งกว่าบิดา ข่มขี่พระเจ้าเหี้ยนเต้ยิ่งกว่าโจโฉนั้นอีก มีคนเอาเนื้อความทั้งนี้ไปแจ้งแก่พระเจ้าเล่าปี่ณเมืองเสฉวน

ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงให้หาขุนนางที่ปรึกษาทั้งปวงมาพร้อมแล้วจึงว่า โจโฉตายแล้ว โจผีผู้ลูกได้นั่งเมืองแทน บัดนี้ข่มขี่พระเจ้าเหี้ยนเต้ยิ่งกว่าโจโฉอีกเล่า ฝ่ายซุนกวนก็ยอมเปนข้าโจผีแล้ว บัดนี้เราคิดว่าจะให้ยกทัพไปรบซุนกวนเมืองกังตั๋งแก้แค้นแทนกวนอู แล้วจึงจะยกไปกำจัดอ้ายศัตรูแผ่นดินเหล่านี้ให้ราบ เลียวฮัวได้ยินดังนั้นแล้วก็ร้องไห้ จึงทูลว่า กวนอูกวนเป๋งตายเสียครั้งนี้ก็เพราะเล่าฮองเบ้งตัดไม่ยกทัพไปช่วย สองคนนี้โทษถึงตาย ขอท่านให้ฆ่าเสียจึงจะควร พระเจ้าเล่าปี่เห็นชอบด้วยจะให้ไปจับเล่าฮองเบ้งตัดมาฆ่าเสีย

ขงเบ้งจึงห้ามว่าท่านจงงดก่อน เราจะทำการสงครามมากอยู่ จะเร่งรีบกระทำดังนี้เกรงเล่าฮองเบ้งตัดจะเปนศัตรูขึ้น ขอท่านตั้งให้สองคนนี้ยกแยกกันอยู่คนละหัวเมือง เราจะทำการเมื่อภายหลังเห็นจะสดวก พระเจ้าเล่าปี่เห็นชอบด้วย จึงสั่งให้คุมตราไปตั้งเล่าฮองให้เปนเจ้าเมืองบิต๊ก ตั้งให้เบ้งตัดเปนเจ้าเมืองซงหยง

ฝ่ายแพเอี้ยวเปนคนชอบใจกันกับเบ้งตัด เฝ้าพระเจ้าเล่าปี่อยู่ที่นั้น แจ้งเนื้อความทั้งนี้ จึงมีหนังสือลับไปแจ้งความทั้งปวงให้คนใช้สนิธเอาไปให้เบ้งตัด คนใช้ได้หนังสือแล้วก็ไปตามทางทิศทักษิณเมืองเสฉวน

ม้าเฉียวไปลาดตะเวนจับคนใช้ของแพเอี้ยวได้ เห็นหนังสือแก้ออกดู รู้เนื้อความนั้นแล้ว ม้าเฉียวจึงไปหาแพเอี้ยวณเรือน แพเอี้ยวก็ให้แต่งโต๊ะเลี้ยง แต่พอกินสุรามึนตัวเข้า ม้าเฉียวจึงล่อถามเอาความว่า ท่านเปนคนดีมีสติปัญญา แต่ก่อนพระเจ้าเล่าปี่ก็ชุบเลี้ยงท่านเปนหนักหนา มาบัดนี้ข้าพเจ้าเห็นหามีความกรุณาท่านไม่

แพเอี้ยวเมาสุราแล้วจึงว่า อ้ายเล่าปี่เฒ่าคนนี้มันเปนคนกลับกลอกไม่ยั่งยืน เมื่อไรจะได้ทีเราจะแก้แค้นให้จงได้ ม้าเฉียวแกล้งว่า ข้าพเจ้านี้ก็มีความแค้นใจมาช้านานอยู่แล้ว แพเอี้ยวได้ยินดังนั้นจึงว่า ถ้ากะนั้นท่านยกทหารของท่านไปคิดกันกับเบ้งตัดตีเข้ามา ตัวข้าพเจ้ากับทหารของข้าพเจ้าจะคิดอ่านทำการภายในเห็นจะได้โดยสดวก ม้าเฉียวจึงว่า ท่านคิดการทั้งนี้ดีนัก วันอื่นเราจึงปรึกษากันอีกจะได้แก้แค้นของเราแล้วก็ลาไป จึงเอาคนใช้แลหนังสือนั้นเข้าไปถวายพระเจ้าเล่าปี่ แล้วจึงค่อยกระซิบทูลเนื้อความซึ่งแพเอี้ยวพูดจากับตัวนั้นให้พระเจ้าเล่าปี่ฟัง พระเจ้าเล่าปี่โกรธนัก จึงสั่งให้ไปจับตัวแพเอี้ยวมาตีถาม แพเอี้ยวรับเปนสัตย์ แล้วสั่งให้เอาตัวแพเอี้ยวไปใส่คุกเสีย พระเจ้าเล่าปี่จึงปรึกษาขงเบ้งว่า แพเอี้ยวคิดขบถต่อเราดังนี้แล้ว เราจะเลี้ยงสืบไปหรือประการใด

ขงเบ้งจึงว่า อ้ายแพเอี้ยวคนนี้มันเปนบ้า จะเลี้ยงไว้ไม่ได้นานไปจะเกิดอันตราย พระเจ้าเล่าปี่จึงสั่งให้จำแพเอี้ยวไว้ในคุกกว่าจะตาย มีคนเอาเนื้อความทั้งปวงนี้ไปบอกแก่เบ้งตัด ๆ ได้ยินดังนั้นก็ตกใจ เพราะตัวนั้นมีความผิดอยู่ แล้วก็เห็นท้องตราซึ่งให้เล่าฮองไปรักษาเมืองบิต๊ก ตัวก็เปลี่ยวใจหาที่ปรึกษาไม่ได้ จึงให้เชิญซินต๋ำเปนนายทหารในเมืองซงหยง กับซินหงีเปนทหารอยู่ในเมืองห้องเหลง ทั้งสองคนนี้เปนพี่น้องกันเปนคนชอบใจกันกับเบ้งตัด นายทหารทั้งสองมาถึงแล้วเบ้งตัดจึงว่า หวดเจ้งกับเราได้ทำความชอบไว้ในพระเจ้าเล่าปี่มาแต่ก่อน บัดนี้หวดเจ้งก็ตายเสียแล้ว เล่าปี่ก็ลืมความชอบของเราซึ่งทำไว้แต่ก่อน บัดนี้จะทำร้ายแก่เรา ๆ จะคิดอ่านแก้ไขกะไรดีจึงจะรอดจากความตาย

ฝ่ายซินต๋ำจึงว่า ข้าพเจ้ามีอุบายอันหนึ่งไม่ให้พระเจ้าเล่าปี่ทำร้ายแก่ท่านได้เลย เบ้งตัดก็ดีใจจึงว่า ท่านจะคิดอุบายเปนประการใด ซินต๋ำจึงว่า ข้าพเจ้าพี่น้องสองคนนี้คิดไว้ช้านานแล้วว่าจะไปอยู่กับโจผี ถ้าท่านจะใคร่รอดจากความตายจงทำหนังสือใบหนึ่ง ไปลาพระเจ้าเล่าปี่แจ้งคุณแลโทษ แล้วท่านจึงหนีไปอยู่กับโจผี ๆ ได้ท่านแล้วก็จะชุบเลี้ยงท่านเปนขุนนางผู้ใหญ่ เราพี่น้องสองคนจึงจะตามไปทีหลัง เบ้งตัดเห็นชอบด้วยจึงแต่งหนังสือเปนใจความว่า ข้าพเจ้าเบ้งตัดมีความผิดด้วยมิได้ยกกองทัพไปช่วยเมืองเกงจิ๋ว ๆ จึงเสียกวนอูก็ตาย ถ้าท่านอดโทษไว้ชีวิตข้าพเจ้าจะได้ทำราชการแก้ตัวสืบไป ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่าท่านไม่ไว้ชีวิตแล้ว จะขอลาไปอยู่ด้วยโจผี ข้าพเจ้าไปทั้งนี้จะไปประทุษฐร้ายต่อท่านก็หามิได้ ประสงค์แต่จะให้รอดจากความตาย แล้วให้คนเอาไปถวายพระเจ้าเล่าปี่ ส่วนตัวก็พาทหารห้าสิบคนหนีไปหาโจผีแต่ในเวลากลางคืนวันนั้น

พระเจ้าเล่าปี่เห็นหนังสือก็โกรธจึงว่า อ้ายศัตรูคิดขบถต่อกูแล้วให้มีหนังสือมาเย้ยกูอีกเล่า กูจะให้ยกกองทัพไปจับเอาตัวมาให้ได้ ขงเบ้งจึงห้ามว่า ท่านอย่าให้ยกกองทัพไปให้ลำบากแก่ทหารเลย ขอให้มีหนังสือไปถึงเล่าฮอง ให้ยกไปจับเบ้งตัดเห็นจะดีกว่า ถ้าเล่าฮองจับเบ้งตัดได้ก็จะเอาตัวมาให้เรา ถ้าจับมิได้เล่าฮองก็จะมาหาเรา ๆ ก็จะฆ่าเสียเห็นจะได้โดยสดวก เล่าปี่เห็นชอบด้วยจึงให้ทหารถือหนังสือไปถึงเล่าฮอง ในหนังสือนั้นว่า เบ้งตัดคิดขบถหนีไปเข้าด้วยโจผี ให้เล่าฮองยกกองทัพไปจับตัวมาให้เราจงได้

ฝ่ายโจผีออกนั่งว่าราชการขุนนางเข้าเฝ้าพร้อมกันถ้วนหน้า มีคนเข้าไปทูลว่า เบ้งตัดเปนทหารเล่าปี่สมัคเข้ามาเปนทหาร โจผีให้หาเบ้งตัดเข้าไปจึงว่า เองมาครั้งนี้กูเห็นว่าหามาโดยสุจริตไม่ จะมาคิดอ่านอุบายลวงเรา เบ้งตัดจึงทูลว่า ข้าพเจ้าเปนโทษด้วยมิได้ยกทัพไปช่วยกวนอูณเมืองเกงจิ๋ว ๆ จึงเสียกวนอูก็ตาย พระเจ้าเล่าปี่จะฆ่าข้าพเจ้าเสีย ข้าพเจ้าจึงหนีร้อนมาพึ่งเย็นจะให้รอดจากความตาย ซึ่งจะคิดอุบายล่อลวงท่านนั้นหามิได้ เปนความสัตย์ความจริง โจผียังแคลงอยู่หาเชื่อไม่

ฝ่ายเล่าฮองเห็นหนังสือรับสั่งพระเจ้าเล่าปี่ ก็เร่งรีบจัดแจงทหารได้ห้าหมื่นยกไปตามเบ้งตัดถึงเมืองยังหยง จึงให้ทหารไปร้องเรียกเบ้งตัดให้ออกมาสู้กัน มีคนเอาเนื้อความเข้าไปทูลแก่โจผีต่อหน้าเบ้งตัดว่า เล่าฮองติดตามเบ้งตัดมาถึงเมืองยังหยง โจผีจึงว่าแก่เบ้งตัดว่า ถ้าท่านมาสามิภักดิ์เราโดยสุจริตจริง จงคุมทหารออกไปรบกับเล่าฮองเอาสีสะเล่าฮองมาให้ได้ เราจึงจะเห็นความจริงของท่าน

เบ้งตัดจึงว่า เล่าฮองคนนี้ก็มีความผิดเหมือนข้าพเจ้าหาพักรบพุ่งไม่ ถ้าข้าพเจ้าออกไปบอกให้รู้จักโทษตัวแล้ว ก็จะสรรเสริญท่านยกย่องชุบเลี้ยงทหารซึ่งมีฝีมือ เล่าฮองก็จะสมัคเข้ามาเปนข้าท่าน

โจผีได้ยินดังนั้นก็ดีใจ จึงตั้งให้เบ้งตัดเปนนายทหารใหญ่เจ้าเมืองซินเสีย ว่าราชการเมืองยังหยงเมืองอ้วนเสียด้วย ครั้งนั้นแฮเฮาเซียงกับซิหลงทหารโจผี ๆ ใช้ให้มาอยู่เมืองยังหยง ให้มาเกลี้ยกล่อมทหารเมืองเซียงหยง ครั้นเบ้งตัดไปถึงเมืองยังหยง แฮเฮาเซียงกับซิหลงก็ออกมารับกระทำคำนับกัน แล้วก็พากันเข้าไปในเมือง แล้วจึงบอกแก่เบ้งตัดว่า เล่าฮองยกทัพมาตั้งค่ายอยู่ใกล้เมืองยังหยงทางประมาณห้าร้อยเส้น เบ้งตัดจึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งให้ทหารถือไปเกลี้ยกล่อมเล่าฮอง เล่าฮองเห็นหนังสือแล้วโกรธนักจึงว่า อ้ายขบถคนนี้มันจะทำให้เราผิดด้วย มันเปนคนไม่ตรงต่อเจ้าเข้าแดง แล้วมันจะให้เราคิดคดด้วยเล่า ว่าแล้วก็ฉีกหนังสือนั้นเสีย จึงสั่งให้ทหารเอาตัวคนถือหนังสือไปฆ่าเสีย

ฝ่ายเบ้งตัดรู้ดังนั้นก็โกรธ จึงปรึกษากับแฮเฮาเซียงซิหลงว่า เวลาพรุ่งนี้ท่านทั้งสองจงคุมทหารไปซุ่มอยู่สองข้างทาง ฝ่ายตัวข้าพเจ้าจะยกไปรบกับเล่าฮองแล้วจะทำเปนถอยมาตามทางอันนั้น ถ้าเล่าฮองไล่ตามเข้ามาแล้วท่านจงยกกองทัพตีกระหนาบ เข้าช่วยกันจับตัวเล่าฮองให้จงได้ แฮเฮาเซียงซิหลงเห็นชอบด้วย จึงยกกองทัพไปซุ่มอยู่สองฟากทาง

ครั้นเวลาเช้าเล่าฮองคุมทหารออกจากค่าย จึงให้ทหารไปร้องว่า เบ้งตัดเร่งออกมารบกับเรา ฝ่ายเบ้งตัดก็ขี่ม้าถือทวนนำหน้าทหารออกไป เล่าฮองเห็นก็ชี้หน้าแล้วร้องว่าอ้ายขบถต่อเจ้าเข้าแดง เหตุใดจะมาเกลี้ยกล่อมเราให้เปนคนชั่วด้วยเล่า เบ้งตัดจึงร้องว่า มึงเปนคนโทษจะถึงที่ตายแล้ว หารู้ว่าความตายจะมาถึงไม่ อ้ายจองหองยังมายกย่องว่าตัวดีอีกเล่า เล่าฮองก็โกรธควบม้ารำง้าวเข้าไปสู้กับเบ้งตัดได้สามเพลง เบ้งตัดสู้ได้สามเพลงแล้วทำเปนหนี เล่าฮองก็ไล่เบ้งตัดไปประมาณสองร้อยเส้น แฮเฮาเซียง ซิหลงซึ่งซุ่มอยู่ก็คุมทหารออกตีกระหนาบเข้ามา เบ้งตัดก็กลับหน้ามาเข้ารบ เล่าฮองเห็นทัพกระหนาบถึงสามด้าน เห็นเหลือกำลังต้านทานมิได้ ก็พาทหารถอยหนีไปตามทางเมืองซงหยง เบ้งตัดกับแฮเฮาเซียงแลซิหลงก็คุมทหารตามไป

ฝ่ายซิหลงจึงว่า กองทัพเล่าฮองยับเยินอยู่แล้ว แต่ท่านสองคนตามไปก็จะได้ชัยชนะ เมืองซงหยงที่เล่าฮองจะไปนี้เห็นมั่นคงอยู่ ยังเกรงอยู่แต่เมืองห้องเหลงนั้นหามั่นคงไม่ ข้าพเจ้าจะขอคุมทหารไปรักษาไว้ เบ้งตัดแฮเฮาเซียงเห็นชอบด้วย ซิหลงก็คุมทหารไปรักษาเมืองห้องเหลง เล่าฮองหนีไปถึงเมืองซงหยงในเวลากลางคืนนั้น จึงเข้าไปเคาะประตูเมืองให้นายประตูเปิดรับ

ฝ่ายซินต๋ำซึ่งรักษาเมืองซงหยง เข้าเกลี้ยกล่อมเปนข้าโจผีแล้ว ครั้นรู้ดังนั้นก็ขับทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทิน จึงให้ทหารยิงเกาทัณฑ์ลงไปดังห่าฝน ถูกทหารเล่าฮองล้มตายเปนอันมาก ซินต๋ำจึงขึ้นไปบนหอรบหน้าเมืองแล้วร้องว่า เราสมัคเข้าเปนข้าโจผีแล้ว เล่าฮองได้ยินดังนั้นก็ยิ่งโกรธนัก คิดจะใคร่ให้ทหารตีเอาเมืองซงหยงให้ได้ ก็พอกองทัพแฮเฮาเซียงกับเบ้งตัดมาทันเข้า ก็พาทหารหนีไปเมืองห้องเหลง แลไปเห็นธงปักอยู่บนเชิงเทิน มีหนังสือในธงนั้นว่า เมืองนี้เปนข้าโจผี

ซินหงีผู้รักษาเมืองห้องเหลง ยืนอยู่บนหอรบโบกธงสัญญาเรียกซิหลง ๆ ก็ยกกองทัพออกไปโจมตี เล่าฮองต้านทานมิได้ก็พาทหารหนีไป ซิหลงกับทหารก็ไล่ฆ่าฟันทหารเล่าฮองล้มตายเปนอันมาก เล่าฮองก็พาทหารเหลือตายหนีไปเมืองเสฉวน ก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ถวายบังคมแล้ว ก็ร้องไห้กราบทูลความซึ่งไปตามเบ้งตัดตั้งแต่ต้นจนปลาย

พระเจ้าเล่าปี่โกรธนักจึงด่าว่า อ้ายลูกถ่อยเกิดมาให้เสียชาติยังมีหน้ามาหากูอีกเล่า เล่าฮองจึงทูลว่า ครั้งเมื่อกวนอูอาว์ข้าพเจ้าให้มีหนังสือไปขอกองทัพมาช่วยเมืองเกงจิ๋ว ข้าพเจ้าตระเตรียมทหารจะยกไปช่วย เบ้งตัดห้ามไว้จึงเปนเหตุทั้งนี้

พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า เสียแรงกูเลี้ยงมึงมา มึงเปนก้อนดินต้นไม้หรือ จึงหารู้จักผิดแลชอบไม่ ควรหรือฟังคำอ้ายขบถศัตรูไม่ยกกองทัพไปช่วยกวนอูให้เสียการทั้งนี้ แล้วก็สั่งทหารให้เอาตัวเล่าฮองไปฆ่าเสีย เมื่อพระเจ้าเล่าปี่ฆ่าเล่าฮองเสียแล้ว ก็รำลึกถึงความซึ่งเล่าฮองทูลไว้ว่า เบ้งตัดมีหนังสือมาเกลี้ยกล่อม เล่าฮองฉีกหนังสือแล้วให้ฆ่าคนถือหนังสือเสียด้วย ก็เห็นว่าเล่าฮองเปนคนสัตย์ซื่อต่อพระองค์ก็เสียดายนัก แล้วรำลึกถึงกวนอูเปนกำลัง พอป่วยลงก็หาได้คิดอ่านที่จะทำการสงครามไม่

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ