ตอนที่ ๑๘

ขณะนั้นโจโฉปูนบำเหน็จทแกล้วทหารใหญ่น้อย แล้วให้คุมเอาครอบครัวลิโป้ขึ้นไปไว้ณเมืองฮูโต๋ โจโฉจึงยกกองทัพมาถึงเมืองชีจิ๋ว อาณาประชาราษฎรทั้งปวงรู้ดังนั้น ก็แต่งโต๊ะจุดธูปเทียนออกมาคำนับโจโฉเปนอันมาก ราษฎรทั้งปวงจึงว่าแก่โจโฉว่า ขอให้ท่านตั้งเล่าปี่ไว้เปนเจ้าเมืองชีจิ๋วเถิด โจโฉจึงตอบว่าครั้งนี้เล่าปี่มีความชอบ เราจะพาขึ้นไปเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ก่อน ถ้าพระราชทานบำเหน็จแล้วจึงจะให้กลับลงมาเปนเจ้าเมืองชีจิ๋ว แล้วสั่งให้รักษาครอบครัวเล่าปี่ไว้ด้วย

โจโฉก็พาเล่าปี่ยกกองทัพกลับขึ้นไปถึงเมืองฮูโต๋ โจโฉจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้กราบทูลว่า ครั้งนี้เล่าปี่ทำราชการมีความชอบเปนอันมาก พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงให้หาเล่าปี่เข้ามาเฝ้า แล้วตรัสถามว่า ตัวเปนบุตรผู้ใด เล่าปี่จึงกราบทูลว่า ข้าพเจ้าเปนบุตรเล่าเหง แลบิดาข้าพเจ้าเปนเชื้อพระเจ้าเฮ้าเก๋งเต้ พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ฟังดังนั้น จึงให้หาอาลักษณ์เอาจดหมายลำดับกษัตริย์มาดู นับตามพระราชวงศ์ต่อ ๆ ลงมาก็แจ้งว่าเล่าปี่เปนอาว์ของพระองค์ แล้วตั้งให้เล่าปี่เปนที่ยีเตงเฮ้า แปลภาษาไทยว่าเปนเสนาบดีผู้ใหญ่ฝ่ายกรมวัง แต่นั้นมาพระเจ้าเหี้ยนเต้นับถือเล่าปี่ว่าเปนอาว์ โจโฉกับเล่าปี่ก็ถวายบังคมลา ต่างคนต่างออกไปที่อยู่

ซุนฮกจึงเข้าไปว่าแก่โจโฉว่า บัดนี้พระเจ้าเหี้ยนเต้นับถือเล่าปี่ว่าเปนเชื้อพระวงศ์ นานไปเห็นเล่าปี่จะทำร้ายท่านเปนมั่นคง โจโฉจึงตอบว่า ถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้จะนับถือเล่าปี่ว่าเปนเชื้อพระวงศ์ก็ดี อันราชการทั้งปวงเปนสิทธิ์อยู่แก่เราสิ้น อุปมาเหมือนอยู่ในเงื้อมมือเรา ถึงมาทว่าเล่าปี่จะคิดทำอันตรายแก่เรา ๆ จะกลัวอะไร ทุกวันนี้เราเกรงแต่เอียวปิวซึ่งเปนพี่น้องกับอ้วนเสี้ยวอ้วนสุดนั้น จะเปนไส้ศึกอยู่ในเมืองหลวง แล้วอ้วนเสี้ยวอ้วนสุดก็มีกำลังอยู่ ซุนฮกเห็นชอบด้วย

โจโฉจึงคิดกลอุบายให้พรรคพวกของตัวนั้นฟ้องว่า เอียวปิวให้หนังสือลับไปถึงอ้วนสุดว่า ให้อ้วนสุดยกทัพมาตีเมืองฮูโต๋ เอียวปิวจะรับเปนไส้ศึก โจโฉจึงให้จับเอาตัวเอียวปิวมาจำคุกไว้ แล้วให้หมันทองปรึกษาโทษ

ฝ่ายขงหยงรู้ดังนั้นจึงมาหาโจโฉแล้วว่า เอียวปิวทำราชการเปนขุนนางสืบ ๆ กันมาแต่ปู่แลบิดาจนถึงตัวเอียวปิว ก็ยังมิได้เห็นความร้ายสิ่งใด แต่ท่านจะเชื่อฟังแต่ผู้ฟ้อง มิได้พิจารณาให้เห็นเท็จแลจริงนั้นไม่ควร ขอให้ท่านพิจารณาให้ถ่องแท้ก่อน โจโฉจึงตอบว่า การทั้งนี้เปนการรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ มิใช่เราทำตามอำเภอใจ ขงหยงจึงว่ามหาอุปราชเปนผู้สำเร็จราชการ ถึงรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ก็จำจะพิจารณาให้เห็นผิดแลชอบก่อน โจโฉได้ยินดังนั้นก็มีความละอาย จึงให้ปล่อยเอียวปิวออกแล้วถอดเสียจากที่ขุนนาง

เอียวงันซึ่งเปนขุนนางอยู่ในพระเจ้าเหี้ยนเต้แจ้งว่า โจโฉกระทำหยาบช้าดังนั้น จึงทำเรื่องราวกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่า โจโฉทำการแอบรับสั่งเอาตัวเอียวปิวมาทำโทษ แล้วถอดเสียจากที่ขุนนาง พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็มิได้ตรัสประการใด โจโฉรู้ดังนั้นจึงให้ทหารไปจับตัวเอียวงันฆ่าเสีย แต่นั้นมาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยในเมืองฮูโต๋ก็เกรงโจโฉเปนอันมาก

เทียหยกที่ปรึกษาจึงว่าแก่โจโฉว่า บัดนี้ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงก็อยู่ในอำนาจมหาอุปราชสิ้น เปนไฉนมหาอุปราชจึงมิคิดเอาสมบัติ จะนิ่งไว้ทำการเมื่อไรเล่า โจโฉจึงตอบว่า บัดนี้ขุนนางซึ่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ไว้พระทัยก็มีมากอยู่ เห็นเราจะทำการไม่สำเร็จ เราคิดอ่านจะเชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้ไปประพาสป่าดูท่วงทีก่อน โจโฉก็จัดแจงเครื่องสำหรับประพาสป่าไว้พร้อมแล้ว จึงกราบทูลเชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้ไปประพาสป่า

พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงตรัสว่า จะไปเล่นป่านั้นก็จะป่วยการไพร่พลมิได้มีประโยชน์สิ่งใด โจโฉจึงทูลว่า ประเพณีกษัตริย์แต่ก่อนเสด็จไปประพาสป่าปีหนึ่งสี่ครั้ง แล้วจะได้ลองฝีมือทหารทั้งปวง ด้วยบัดนี้บ้านเมืองเรายังไม่ปรกติ ขอเชิญพระองค์เสด็จไปประพาสป่า จะได้ทอดพระเนตร์ข้าราชการทหารทั้งปวง พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ฟังดังนั้นก็ไม่อาจที่จะขัดใจโจโฉได้ โจโฉจึงให้ตรวจตราทหารสิบหมื่น พร้อมด้วยเครื่องศัสตราวุธ พระเจ้าเหี้ยนเต้เสด็จขึ้นทรงม้าพระที่นั่ง ขุนนางทั้งปวงกับเล่าปี่กวนอูเตียวหุยก็ขี่ม้าตามเสด็จไป แต่โจโฉนั้นทำทีเปนเจ้าขี่ม้าเคียงม้าพระที่นั่ง มิได้ยำเกรงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ครั้นเสด็จไปถึงชายป่ากว้างแห่งหนึ่ง จึงให้หยุดทหารทั้งปวงไว้ ขุนนางกับทหารทั้งปวงไล่ฝูงเนื้อเข้ามาถึงเนินเขาช่องแคบตรงหน้าพระที่นั่ง พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงตรัสแก่เล่าปี่ว่า เราจะขอดูฝีมือเกาทัณฑ์ท่าน เล่าปี่ๆรับสั่งแล้ว จึงขึ้นม้ายิงเกาทัณฑ์ไปถูกลมั่งตัวหนึ่งล้มลงกับที่

พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงทรงเกาทัณฑ์ยิงกวางก็ไม่ถูก จึงตรัสแก่โจโฉว่า ท่านจงยิงกวางตัวนั้นให้ถูก โจโฉจึงทูลว่า ถ้าพระองค์จะใคร่เห็นฝีมือข้าพเจ้า จงพระราชทานพระแสงเกาทัณฑ์นั้นมา ข้าพเจ้าจะยิงถวายให้พระองค์ทอดพระเนตร พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็เอาเกาทัณฑ์ซึ่งทรงนั้นยื่นให้โจโฉ ๆ รับเอาพระแสงเกาทัณฑ์มายิงถูกกวางตัวนั้นล้มลง ขุนนางทั้งปวงซึ่งอยู่ใกล้นั้น เห็นพระแสงเกาทัณฑ์เกลียงมังกรนั้นต้องกวางล้มลง ก็คิดว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ทรง ต่างคนต่างก็เข้ามากราบถวายบังคมหน้าพระที่นั่ง โจโฉเห็นดังนั้นก็มีความยินดี จึงขับม้าผ่านหน้าม้าพระที่นั่งออกไปแล้วร้องว่า ตัวเรายิงเกาทัณฑ์ไปถูกกวางแล้วหรือ ขุนนางแลทหารทั้งปวงเห็นโจโฉทำหยาบช้าต่อหน้าที่นั่งก็ตกใจตลึงอยู่สิ้น

แต่กวนอูเห็นโจโฉทำดังนั้นก็โกรธ ขับม้าเข้ามาเงื้อง้าวขึ้นจะฟันโจโฉ แล้วแลมาดูเล่าปี่ ๆ เห็นดังนั้นจึงกระหยิบตา แล้วสั่นสีสะเปนทีห้ามกวนอูอย่าให้ทำกวนอูก็หยุดอยู่ เล่าปี่จึงว่าแก่โจโฉว่า ฝีมือเกาทัณฑ์มหาอุปราชนี้หาผู้ใดเสมอมิได้ โจโฉจึงแกล้งตอบว่า ฝีมือเราเปนแต่ประมาณ แล้วกลับหน้ามาคำนับพระเจ้าเหี้ยนเต้ จึงกราบทูลว่า ข้าพเจ้ายิงไปถูกกวางนั้น เพราะพระแสงเกาทัณฑ์แลบารมีของพระองค์ พระเจ้าเหี้ยนเต้มิได้แจ้งกลอุบายโจโฉ ชวนขุนนางทั้งปวงไล่เนื้อเล่นอยู่จนเวลาเย็น แล้วก็เสด็จกลับเข้าเมือง โจโฉก็เอาพระแสงเกาทัณฑ์ไว้เปนกรรมสิทธิ์มิได้ถวายคืน ขุนนางทั้งปวงก็กลับไปบ้าน

กวนอูจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า โจโฉทำหยาบช้าต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ ข้าพเจ้าจะฆ่าเสียเหตุใดพี่จึงห้ามไว้ เล่าปี่จึงตอบว่า พระเจ้าเหี้ยนเต้กับตัวเราอยู่ในหว่างทหารโจโฉ ถ้าเจ้าฆ่าโจโฉเสียทหารเขานั้นก็จะฆ่าพี่เสียบ้าง ทั้งจะทำอันตรายพระเจ้าเหี้ยนเต้ด้วย พี่จึงห้ามเจ้าเพราะเหตุฉนี้

ฝ่ายพระเจ้าเหี้ยนเต้ก็เข้าไปหานางฮกเฮาผู้เปนมะเหษี จึงตรัสเล่าเนื้อความซึ่งไปประพาสป่า โจโฉทำหยาบช้าทั้งปวงนั้นให้นางฮกเฮาฟังทุกประการ แล้วตรัสว่าตัวเราได้เสวยราชสมบัติมีแต่ความระกำใจ ครั้งตั๋งโต๊ะนั้นก็ทำหยาบช้าแก่เราเปนอันมาก ครั้งลิฉุยกุยกีก็คิดทำอันตรายแก่เราต่างๆ ครั้งนี้เราคิดว่า โจโฉจะช่วยทำนุบำรุงแผ่นดิน ก็กลับมาทำหยาบช้าแก่เราอีกเล่า อันชีวิตของเรากับเจ้านี้ ไม่รู้จักว่าความตายจะมาถึงวันใด แล้วก็ทรงพระกรรแสง นางฮกเฮาได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้แล้วทูลว่า ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงซึ่งกินเบี้ยหวัดผ้าปีก็มิได้ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดิน ละให้พระองค์ทรงพระทุกข์อยู่ฉนี้ก็เปนสำหรับกรรมของพระองค์กับข้าพเจ้า

ขณะนั้นพอฮกอ้วนผู้เปนบิดานางฮกเฮานั้นเข้าไปเฝ้าที่ข้างใน เห็นพระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงพระกรรแสงจึงทูลถามว่า พระองค์ขัดเคืองสิ่งใด พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงตรัสเล่าเนื้อความซึ่งโจโฉทำการหยาบช้าให้ฮกอ้วนฟังทุกประการ ฮกอ้วนจึงทูลว่า เมื่อเสด็จไปประพาสป่าวันนั้นข้าพเจ้าเห็นประจักษ์อยู่สิ้นแล้ว แต่มิรู้ที่จะทำประการใด ขุนนางทั้งปวงเล่าก็มิได้มีใจเจ็บร้อนด้วยพระองค์ ข้าพเจ้าเห็นแต่ตังสินซึ่งเปนพระราชวงศ์ จะช่วยคิดอ่านกำจัดโจโฉเสียได้

พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงตรัสว่า การครั้งนี้ควรจะหาตังสินเข้ามาปรึกษาหรือประการใด ฮกอ้วนจึงทูลว่า ทุกวันนี้โจโฉจะได้ไว้ใจหามิได้ คิดอ่านแต่งหญิงคนสนิธเข้ามาสอดแนมดูดีแลร้ายในพระราชวังอยู่เปนนิตย์ ซึ่งจะให้หาตังสินเข้าปรึกษาราชการนั้น เกลือกรู้ไปถึงโจโฉ การที่คิดไว้จะเสียไป ขอให้ทรงพระอักษรซ่อนไว้ในกลีบเสื้อ จึงให้หาตัวตังสินเข้ามาเอาเสื้อนั้นประทานให้ แล้วบอกตังสินว่า เมื่อไปถึงบ้านแล้วให้เอาพระอักษรนั้นออกมาอ่านดู เห็นโจโฉจะไม่รู้ความลับ พระเจ้าเหี้ยนเต้เห็นชอบด้วย ฮกอ้วนก็ลาออกไป

พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงเอาพระแสงแทงนิ้วพระหัดถ์ให้โลหิตไหลออกมาแล้ว เอาเขียนลงกับแพรขาวตามพระราชดำริห์ แล้วส่งให้นางฮกเฮาเย็บซ่อนไว้ในกลีบเสื้อ จึงให้หาตัวตังสินเข้ามาแล้วตรัสว่า เวลาคืนนี้เรากับนางฮกเฮาคิดถึงท่าน เมื่อครั้งพาเราหนีลิฉุยกุยกีไปนั้นความชอบท่านมีเปนอันมาก เราจึงเอาเสื้อผืนนี้ให้เปนบำเหน็จ แล้วค่อยกระซิบสั่งว่า ถ้าไปถึงบ้านแล้วจงเอาหนังสือในกลีบเสื้อออกซ่อนอ่านดู แม้เห็นความทุกข์ของเรา จงเร่งคิดการให้สำเร็จอย่าให้ผู้ใดล่วงรู้ ตังสินก็รับเอาเสื้อใส่ แล้วกราบถวายบังคมลาออกจากประตูวังข้างในจะไปบ้าน

ขณะนั้นหญิงซึ่งเข้าไปสอดแนมก็มาบอกแก่โจโฉว่า บัดนี้พระเจ้าเหี้ยนเต้ให้หาตังสินเข้ามาเฝ้าที่ข้างใน แล้วประทานเสื้อให้ผืนหนึ่ง ข้าพเจ้าเห็นปลาดอยู่ โจโฉได้ฟังดังนั้นก็รีบเข้าไปในวัง พอพบตังสินเข้าที่ประตูวัง จึงถามว่าท่านไปไหนมา ตังสินจึงบอกว่า รับสั่งให้หาเข้าไปพระราชทานเสื้อ โจโฉจึงถามว่า ซึ่งประทานเสื้อนั้นท่านมีความชอบสิ่งใด ตังสินจึงบอกว่า ทรงพระดำริห์ถึงเมื่อครั้งข้าพเจ้าพาเสด็จหนีลิฉุยกุยกีไป โจโฉได้ฟังดังนั้นก็กริ่งใจ จึงทำเปนว่าท่านมีความชอบได้พระราชทานเสื้อ จงถอดมาให้เราจะชมสักหน่อยหนึ่ง ตังสินได้ยินดังนั้นก็ตกใจ บิดพลิ้วอยู่มิได้ถอด โจโฉเห็นตังสินบิดพลิ้วอยู่ก็มีความสงสัย จึงให้ทหารถอดเอาเสื้อนั้นมาดูก็มิได้เห็นสิ่งใด โจโฉเอาเสื้อใส่เข้าทำเปนหัวเราะ แล้วว่าเสื้อนี้สมตัวเรา ท่านให้เราเถิดหรือ ตังสินจึงตอบว่า เสื้อนี้เปนของพระราชทาน ซึ่งข้าพเจ้าจะให้ท่านนั้นไม่ควร ถ้าท่านจะต้องประสงค์แล้วจะเอาไว้ก็ตามเถิด โจโฉจึงตอบว่า เราจะปราถนาอะไรแก่เสื้อนี้ แล้วโจโฉก็ถอดเสื้อให้ตังสิน ๆ ก็ลาโจโฉไปบ้าน

ครั้นเวลาค่ำตังสินอยู่ในที่นอนแต่ผู้เดียว จึงเอาเสื้อมาพิเคราะห์ดูเปนช้านาน ก็เห็นแพรขาวแล้วเลาะออกมาดู เปนลายพระหัตถ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงพระอักษรด้วยโลหิตเปนใจความว่า แต่โจโฉเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงได้สี่ปีแล้ว ทำการหยาบช้าต่าง ๆ จะตั้งขุนนางแลลงโทษผู้ใดก็มิได้ยำเกรงบอกกล่าวให้เรารู้ สุดที่จะอดกลั้นทนทานได้ เราจึงเอาโลหิตในนิ้วมือเขียนอักษรเปนความลับมาให้แจ้ง แม้ตังสินเห็นขุนนางผู้ใดมีสติปัญญาซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน ก็ให้ชักชวนกันทำการกำจัดโจโฉเสียให้จงได้ ตัวเราแลขุนนางกับราษฎรทั้งปวงจะได้อยู่เย็นเปนสุขสืบไป

ตังสินเห็นอักษรดังนั้นก็มีความสงสารนัก ร้องไห้รักพระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่ตังสินคิดตรึกตรองถ่ายเททุกข์ร้อนแต่ในเวลากลางคืนนั้นนอนไม่หลับจนรุ่งขึ้น จึงเอาพระอักษรนั้นถือเข้าไปในหอดูหนังสือ เอนตัวลงดูพระอักษรพลาง ๆ คิดที่จะล้างโจโฉ แต่ยังไม่เห็นช่องประการใด จึงเอาพระอักษรนั้นใส่ในมือเสื้อไว้ ด้วยกำลังอดนอนก็หลับไป

พอจูฮกขุนนางซึ่งเปนเพื่อนรักกับตังสินเคยไปมาหากันก็เข้าไปถึงหอดูหนังสือ เห็นตังสินนอนหลับอยู่ หน้าตาเสร้าหมอง เอามือนั้นพาดอกไว้ เห็นแพรขาวในมือเสื้อจึงเอาออกมาดู เห็นเปนอักษรเขียนด้วยโลหิต จึงอ่านดูก็รู้เนื้อความว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้คิดอ่านให้ตังสินฆ่าโจโฉเสีย จูฮกจึงเอาพระอักษรมาใส่ไว้ในมือเสื้อของตัว แล้วปลุกตังสินขึ้นว่า เหตุไฉนช่างมีความสบายนอนหลับได้ดังนี้ ตังสินตื่นขึ้นไม่เห็นพระอักษรในมือเสื้อก็ตกใจตัวสั่น จูฮกเห็นดังนั้นจึงแกล้งว่าท่านจะคิดทำร้ายโจโฉหรือ เราจะไปบอกโจโฉให้แจ้ง ตังสินได้ฟังจูฮกว่าดังนั้นก็ยิ่งตกใจดังชีวิตจะออกจากกาย แล้วว่าซึ่งท่านจะไปบอกโจโฉนั้นใช่จะตายแต่ตัวเราหามิได้ เหมือนหนึ่งท่านแกล้งฆ่าชีวิตพระเจ้าเหี้ยนเต้เสียด้วย จูฮกจึงว่าอย่ากลัวเลย เราจะใคร่ลองใจท่านดอก ตัวเราก็เปนข้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ ตั้งใจทำราชการโดยสุจริต แต่ขัดสนด้วยยังหาผู้ใดจะคิดเปนหลักมิได้ ถ้าท่านจะคิดกำจัดโจโฉ เราจะขออาสาแผ่นดินร่วมคิดด้วย

ตังสินได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงว่าถ้าท่านตั้งใจสุจริตต่อแผ่นดินอยู่ฉนี้ เห็นว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ยังมีพระบารมีอยู่ จูฮกจึงว่าเรากับท่านจะคิดทำนุบำรุงแผ่นดินแล้ว จงให้หนังสือสัญญาไว้ต่อกันให้เปนสำคัญ จึงคิดการสืบไป พอคนมาบอกตังสินว่า บัดนี้ตันอิบกับโงห้วนซึ่งเปนขุนนางจะมาหาท่าน ตังสินได้ยินดังนั้นก็มีความยินดี จึงบอกแก่จูฮกว่า ตันอิบกับโงห้วนเปนเพื่อนรักของเรามา ท่านจงเข้าไปแอบอยู่ในม่านก่อน เราจะให้ไปรับตันอิบโงห้วนเข้ามา แล้วตังสินก็ให้คนออกไปเชิญเข้ามา ถ้อยทีถ้อยคำนับกัน ตันอิบจึงว่าแก่ตังสินว่า เมื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้เสด็จไปประพาสป่านั้น โจโฉทำการหยาบช้าก็เห็นอยู่ ยังมีความแค้นบ้างหรือไม่ ตังสินจึงบอกว่า เราเห็นประจักษ์อยู่แต่มิรู้ที่จะทำประการใด

โงห้วนจึงว่า เกิดมาเปนชายแล้ว ๆ ก็เปนข้าราชการ ถึงตัวจะตายก็ไม่ว่า แต่ให้ได้ทำนุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเปนสุขเถิด จะได้มีชื่อปรากฎไว้ภายหน้า จูฮกซึ่งแอบอยู่ในม่านได้ยินดังนั้นจึงออกมาว่าแก่ตังสินว่า ท่านจงเปนพยานเราด้วย บัดนี้ตันอิบกับโงห้วนคิดกันจะทำร้ายโจโฉ เราจะเอาเนื้อความไปบอกแก่โจโฉให้แจ้ง ตันอิบได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า เกิดมาเปนข้าราชการจะอาสาแผ่นดิน มิได้กลัวความตาย ตังสินจึงห้ามตันอิบว่า อย่าโกรธเลย เนื้อความทั้งนี้ได้คิดกับจูฮกไว้ก่อนท่านทั้งสองอีก แล้วจึงปรึกษาแก่ท่าน ซึ่งจูฮกว่านี้จะลองใจท่านดอก แล้วตังสินก็เอาพระอักษรนั้นออกให้ตันอิบกับโงห้วนดู ตันอิบกับโงห้วนเห็นพระอักษรก็ร้องไห้รักพระเจ้าเหี้ยนเต้

จูฮกจึงว่า ท่านทั้งสองอยู่กับตังสินก่อน เราจะไปหาจูลันมาปรึกษาความลับด้วย แล้วจูฮกก็พาจูลันมา แล้วจึงเอาพระอักษรออกให้ดู จึงคิดพร้อมใจกันลงชื่อไว้เปนสำคัญทั้งห้าคน ตังสินจึงให้แต่งโต๊ะมาแล้วชวนกันเสพย์สุรา แล้วสาบาลไว้ต่อกันว่า มิได้เอาเนื้อความทั้งนี้ไปแพร่งพราย

ฝ่ายม้าเท้งเจ้าเมืองเสเหลียงเข้ามาในเมืองหลวง เมื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้เสด็จไปประพาสป่านั้นได้ตามเสด็จไปด้วย ม้าเท้งเห็นโจโฉกระทำหยาบช้าต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ ก็มีความเจ็บแค้นเปนอันมาก อยู่มาวันหนึ่งม้าเท้งไปจะเข้าหาตังสิน นายประตูจึงไปบอกตังสินว่า ม้าเท้งมาหาท่าน ตังสินนั่งเสพย์สุรากับขุนนางสี่คนได้ยินดังนั้นก็ตกใจ จึงให้ยกโต๊ะออกมาเสีย แล้วให้ขุนนางสี่คนนั้นแอบซ่อนอยู่หลังฉาก ตังสินก็ลุกออกไปรับ ม้าเท้งก็คำนับกันตามสมควร ม้าเท้งเห็นหน้าตังสินสดใสบริบูรณ์อยู่ สำคัญว่าตังสินไม่เจ็บร้อนต่อแผ่นดิน ม้าเท้งทอดใจใหญ่แล้วจึงว่า ตัวท่านเปนขุนนางผู้ใหญ่ เสียแรงพระเจ้าเหี้ยนเต้นับถือท่านว่าเปนเชื้อพระวงศ์ ควรหรือไม่เจ็บร้อนด้วยแผ่นดิน เราจะลาท่านกลับไปแล้ว ตังสินคิดกริ่งใจยุดชายเสื้อม้าเท้งไว้แล้วว่า เหตุไฉนท่านจึงว่าเราไม่เจ็บร้อนด้วยแผ่นดิน ม้าเท้งจึงตอบว่า เมื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้เสด็จไปประพาสป่า โจโฉกระทำหยาบช้า เราเปนแต่ข้าราชการหัวเมืองยังมีใจเจ็บแค้น ท่านเปนเชื้อพระเจ้าเหี้ยนเต้ เหตุใดมานิ่งสบายอยู่ฉนี้ ไม่คิดกำจัดศัตรูราชสมบัติเสีย

ตังสินยังไม่ไว้ใจม้าเท้ง ทำเปนตกใจแล้วตอบว่า เหตุไฉนท่านจึงเอาความนี้มาเจรจา ทุกวันนี้โจโฉเปนมหาอุปราช สำเร็จราชการช่วยบำรุงแผ่นดิน แลท่านมาเจรจาดังนี้ ถ้ามีผู้รู้เห็นเอาเนื้อความไปบอกแก่โจโฉ เราจะมิพากันตายเสียหรือ ม้าเท้งจึงว่า ท่านยังนับถือโจโฉเปนดีอยู่อีกเล่า ท่านเปนคนสอพลอรักชีวิต ไม่เปนใจที่จะบำรุงแผ่นดินให้เปนสุข ท่านค่อยอยู่เถิดเราจะลาไปแล้ว ตังสินเห็นว่าม้าเท้งมีใจซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ จึงว่าท่านอย่าเพ่อโกรธ ขอให้งดฟังดูก่อน แล้วตังสินก็เอาพระอักษรของพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นมาให้ม้าเท้งดู ม้าเท้งแจ้งในพระอักษรดังนั้นก็โกรธ กระทืบเท้าขบฟันจนโลหิตใหลออกจากปาก แล้วจึงว่าแก่ตังสินว่า เร่งคิดอ่านกระทำการในนี้เถิด เราจะกลับไปเมืองเสเหลียง จึงจะยกทหารมาช่วยกำจัดศัตรูราชสมบัติเสียให้จงได้ ตังสินจึงให้ขุนนางสี่คนนั้นออกมาหาม้าเท้ง แล้วกระทำสัตย์สาบาลลงชื่อพร้อมกันทั้งหกคน แล้วตังสินจึงว่าแก่ม้าเท้งว่า การซึ่งจะบำรุงแผ่นดินครั้งนี้จะสำเร็จเพราะท่าน

จูฮกจูลันตันอิบโงห้วนจึงว่า เราจะคิดประการใดจึงจะได้ผู้ซึ่งสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินมาช่วยคิดอ่านอีก ตังสินจึงว่า การทั้งนี้เปนความลับเราจะแพร่งพรายนักก็จะเสียการไป ม้าเท้งได้ยินขุนนางทั้งสี่คนกับตังสินพูดกันดังนั้นคิดขึ้นได้ถึงเล่าปี่ ก็ตบมือหัวเราะว่า เราได้อีกคนหนึ่งแล้ว ตังสินจึงถามว่าผู้ใด ม้าเท้งจึงว่า เล่าปี่ก็เปนเชื้อพระเจ้าเหี้ยนเต้ เหตุใดท่านจึงมิได้คิดการด้วย ตังสินจึงว่าเล่าปี่เปนเชื้อพระวงศ์ก็จริง แต่อยู่ในอำนาจโจโฉ เราจะไว้ใจมิได้ก่อน ม้าเท้งจึงว่า เมื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้เสด็จไปประพาสป่า ขุนนางทั้งปวงเข้าถวายบังคม โจโฉชักม้าผ่านหน้าพระที่นั่งออกมา ทำอาการประหนึ่งจะรับคำนับขุนนางทั้งปวง กวนอูโกรธเงื้อง้าวขึ้นจะฟันโจโฉ เล่าปี่กระหยิบตาสั่นสีสะห้ามกวนอู เราเห็นกิริยาเล่าปี่จะคิดร้ายโจโฉอยู่ แต่หากเกรงว่าทหารซึ่งเปนใจแก่โจโฉนั้นมาก เล่าปี่กลัวจะเสียทีจึงห้ามกวนอูไว้ ท่านจงคิดอ่านพูดจากับเล่าปี่ดูเถิด ตังสินเห็นชอบด้วย ม้าเท้งกับขุนนางทั้งสี่คนนั้นก็ลาตังสินกลับไปบ้าน

ครั้นเวลาค่ำตังสินจึงเอาพระอักษรของพระเจ้าเหี้ยนเต้ลอบไปหาเล่าปี่ ๆ เห็นตังสินมาก็ดีใจเชิญให้กินโต๊ะ ตังสินจึงถามเล่าปี่ว่า เมื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้เสด็จไปประพาสป่า กวนอูเงื้อง้าวขึ้นจะฟันโจโฉ เหตุไฉนท่านจึงห้ามไว้ เล่าปี่ตกใจจึงว่า ทำไมท่านจึงเห็นการทั้งนี้ ตังสินจึงว่าผู้อื่นมิได้สังเกต แต่เราผู้เดียวเห็นอยู่

เล่าปี่ได้ฟังตังสินว่าเห็นประจักษ์อยู่ดังนั้น ครั้นจะปฏิเสธเสียก็จะเปนเท็จจึงตอบว่า กวนอูเห็นมหาอุปราชทำเกินอยู่หน่อยหนึ่ง น้องเราจึงโกรธ เพราะเจ็บร้อนด้วยพระเจ้าเหี้ยนเต้ ตังสินได้ยินเล่าปี่ว่าดังนั้น คิดถึงพระคุณพระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ร้องไห้ ว่าแม้ขุนนางทั้งปวงมีใจเจ็บร้อนเหมือนกวนอูนี้แล้ว ไหนเลยพระเจ้าเหี้ยนเต้จะได้ความเดือดร้อนดังนี้ เล่าปี่ได้ยินดังนั้นก็คิดสงสัยว่า โจโฉแกล้งแต่งกลอุบายให้ตังสินมาพูดจา จึงแกล้งตอบว่าทุกวันนี้โจโฉเปนมหาอุปราช ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินอยู่ เหตุไฉนท่านจึงว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ความเดือดร้อนนั้นไม่ควร ตังสินโกรธลุกขึ้นว่า ท่านเปนผู้ใหญ่ พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็นับถือว่าเปนเชื้อพระวงศ์ เหตุไฉนท่านจึงยกย่องอ้ายขบถ จะลองใจเราหรือ

เล่าปี่เห็นว่าตังสินสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้จึงตอบว่า เดิมทีเราสงสัย คิดว่าท่านแต่งกลอุบายมาลวงเรา ๆ จึงแกล้งเจรจาทั้งนี้ ตังสินจึงเอาพระอักษรนั้นให้เล่าปี่ดู เล่าปี่เห็นพระอักษรแล้วคิดสงสารก็ร้องไห้ ตังสินจึงเอาหนังสือสัญญาซึ่งคิดจะทำการด้วยกันทั้งหกคนให้เล่าปี่ดู เล่าปี่จึงว่า ซึ่งท่านคิดอ่านกำจัดศัตรูราชสมบัติเสียนั้นเราจะขอทำการด้วย ตังสินจึงว่า แม้ท่านจะคิดทำนุบำรุงแผ่นดินด้วยเราก็ให้เขียนหนังสือสัญญาไว้เปนสำคัญ จะได้ช่วยกันทำการสืบไป เล่าปี่ก็เขียนหนังสือสัญญาเข้าชื่อด้วยอีกคนหนึ่งนั้นให้ตังสินแล้วกำชับว่า ซึ่งจะทำการครั้งนี้ให้ท่านคิดตรึกตรองจงดี แม้แพร่งพรายไปการเราจะไม่สำเร็จจะเสียท่วงที ตังสินรับคำเล่าปี่แล้วก็ลาไปบ้าน

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ