ตอนที่ ๑๒

ในขณะนั้นเข้าแพงราษฎรทั้งปวงอดอยาก ชวนกันไปขุดรากหญ้าแลเปลือกไม้มากินต่างอาหาร ขุนนางผู้น้อยแลทหารกับราษฎรทั้งปวง ซึ่งเที่ยวซอกซอนเข้าไปเก็บผักหักฟืนในตึกแลช่องกุฏิห้วยคลังที่เพลิงไหม้แต่ก่อน ผนังตึกแลซุ้มประตูถล่มลงทับตายเปนอันมาก

ฝ่ายเอียวปิวจึงทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่า พระองค์ทรงพระอักษรมอบข้าพเจ้าไว้นั้น ข้าพเจ้ายังมิได้เอาไปให้โจโฉ พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงตรัสว่าท่านเร่งแต่งคนเอาไปให้โจโฉ ให้หาตัวเข้ามาช่วยราชการในเมืองลกเอี๋ยง เอียวปิวจึงแต่งทหารให้ถือพระอักษรไปให้โจโฉ ๆ เห็นพระอักษรดังนั้น ก็รู้ว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้กลับไปอยู่ณเมืองลกเอี๋ยง แล้วจึงปรึกษากับทหารทั้งปวงว่า บัดนี้พระเจ้าเหี้ยนเต้ให้หาเราเข้าไปช่วยราชการณเมืองลกเอี๋ยง ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด

ซุนฮกจึงว่าครั้งพระเจ้าจิ๋วซองอ๋องได้เสวยราชสมบัตินั้น บ้านเมืองเปนจลาจล พระเจ้าจิ๋วซองอ๋องให้หาจิ๋นบุนก๋งเข้าไปช่วยราชการเมือง ขุนนางทั้งปวงอยู่ในบังคับบัญชาจิ๋นบุนก๋ง อยู่มาจิ๋นบุนก๋งก็ได้ราชสมบัติโดยง่าย[๑] ครั้งนี้พระเจ้าเหี้ยนเต้ให้หาท่านเข้าไปช่วยราชการก็ได้ทีแล้ว ควรที่จะยกเข้าไปตามรับสั่ง ถ้าท่านช้าอยู่หัวเมืองผู้ใดที่มีฝีมือยกเข้าไปถึงก่อน ราชการก็จะสิทธิ์ขาดอยู่กับผู้นั้น ขอท่านยกเข้าไปให้ทันที

โจโฉเห็นชอบด้วย จึงให้จัดแจงทหารทั้งปวงได้ประมาณสามสิบหมื่นพร้อมแล้ว ยกไปถึงกลางทาง พอม้าใช้มาบอกให้กราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่า กองทัพลิฉุยกุยกียกมาใกล้ด่านเมืองลกเอี๋ยง จึงทรงพระดำริห์ว่า บ้านเมืองก็ยังมิได้ตกแต่ง ค่ายคูประตูหอรบทหารในเมืองก็น้อย ทั้งผู้ถือหนังสือไปหาโจโฉนั้นก็ยังมิกลับมา จึงตรัสปรึกษาแก่ขุนนางทั้งปวงว่า ลิฉุยกุยกียกมาใกล้ด่านอยู่แล้ว ทหารเราก็น้อยผู้ใดจะคิดประการใด

เอียวฮองหันเซียมจึงทูลว่า ซึ่งลิฉุยกุยกียกมานั้นพระองค์อย่าทรงพระวิตกเลย ข้าพเจ้าจะขออาสาออกไปรบป้องกันสนองพระคุณกว่าจะสิ้นชีวิต ตังสินจึงตอบว่าในเมืองลกเอี๋ยงนี้ ก็ยังมิได้แต่งค่ายคูประตูหอรบ ซึ่งท่านทั้งสองจะยกออกไปต่อรบด้วยลิฉุยกุยกีนั้น เราเห็นจะเสียแก่มันฝ่ายเดียว เราคิดจะเชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้หนีไปข้างหัวเมืองตวันออก พระเจ้าเหี้ยนเต้เห็นชอบด้วย ตังสินกับขุนนางทั้งปวงก็เชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้กับพระมเหษีขึ้นรถออกจากเมืองลกเอี๋ยง ไปทางประมาณยี่สิบเส้น พอเห็นกองทัพยกมาข้างทิศตวันออก ทหารทั้งปวงโห่ร้องอื้ออึงเปนอันมาก ผู้ถือหนังสือรับสั่งก็ขับม้าควบมาก่อนถึงหน้ารถ จึงกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่า บัดนี้โจโฉยกกองทัพมาถึงกลางทาง รู้กิตติศัพท์ว่าลิฉุยกุยกียกเข้ามาใกล้ด่านเมืองลกเอี๋ยง โจโฉจึงให้แฮหัวตุ้นเคาทูเตียนอุยคุมทหารห้าหมื่นเปนทัพหน้ายกรีบมา หวังจะได้ป้องกันรักษาพระองค์ก่อน พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี

ฝ่ายแฮหัวตุ้นรู้ว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้เสด็จออกมา ก็พาเคาทูเตียนอุยเข้าไปกราบถวายบังคม พอนายม้าใช้ผู้หนึ่งมากราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่า เห็นกองทัพยกมาข้างทิศตวันออกอีกกองหนึ่ง พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงสั่งให้แฮหัวตุ้นไปสืบดูว่าจะเปนกองทัพผู้ใดยกมา

แฮหัวตุ้นออกไปดูพบโจหองลิเตียนงักจิ้นคุมทหารมา จึงพานายทหารทั้งสามคนเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ แล้วทูลว่าโจโฉให้แฮหัวตุ้นเคาทูเตียนอุยยกมาก่อนนั้น เห็นว่าทหารน้อยนักจึงให้ข้าพเจ้าทั้งสามนี้คุมทหารยกเติมมา หวังจะได้ช่วยรบด้วย ฆ่าอ้ายพวกเหล่าร้ายเสีย พระเจ้าเหี้ยนเต้ทราบดังนั้น จึงตรัสว่าโจโฉมีสติปัญญาเปนอันมาก แล้วก็ใจสัตย์ซื่อต่อเรา ควรที่จะทำนุบำรุงแผ่นดิน

ฝ่ายม้าใช้ข้างทิศตวันตกมากราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่า ทัพลิฉุยกุยกีเข้ามาในแดนแล้ว หาผู้ใดต้านทานมิได้ พระเจ้าเหี้ยนเต้ทราบดังนั้น จึงตรัสแก่แฮหัวตุ้นว่า ทัพลิฉุยกุยกียกล่วงเข้ามาในด่านแล้ว ท่านจะคิดประการใด แฮหัวตุ้นจึงกราบทูลว่า ซึ่งพวกเหล่าร้ายยกเข้ามานั้น พระองค์อย่าทรงพระวิตกเลย ข้าพเจ้าทั้งปวงผู้เปนทัพหน้าโจโฉ จะขออาสายกออกไปรบให้เหล่าร้ายแตกไปจงได้ แล้วก็กราบถวายบังคมลาออกมา แฮหัวตุ้นนั้นเปนกองขวา โจหองเปนกองซ้าย แล้วยกทหารไปรบกระหนาบฆ่าฟันทหารลิฉุยกุยกีเสียเปนอันมาก ลิฉุยกุยกีต้านทานมิได้ ก็พาทหารซึ่งเหลือนั้นหนีไป แฮหัวตุ้นโจหองก็ยกกลับมา จึงให้เชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้กลับเข้าไปอยู่ในเมืองลกเอี๋ยง แล้วจัดแจงทหารทั้งปวงตั้งล้อมวงอยู่นอกกำแพง

ฝ่ายโจโฉยกมาถึงเมืองลกเอี๋ยง จึงเข้าไปกราบถวายบังคมคุกเข่าเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ ๆ เห็นโจโฉก็มีความยินดี จึงตรัสว่าท่านอย่าคุกเข่าเลย จงนั่งให้ปรกติเถิด โจโฉก็ทำตามรับสั่งแล้วทูลว่า ซึ่งพระองค์ชุบเลี้ยงข้าพเจ้ามาแต่ก่อนนั้น ก็คิดอยู่ว่าจะสนองพระคุณมิได้ขาด ครั้งนี้ลิฉุยกุยกีทำการหยาบช้าต่อพระองค์นั้น อย่าให้ทรงพระวิตกเลย ข้าพเจ้าจะคิดอ่านฆ่าลิฉุยกุยกีเสียให้ได้ พระเจ้าเหี้ยนเต้มีความยินดีนัก จึงตั้งให้โจโฉเปนขุนนางผู้ใหญ่ในเมือง ว่าราชการทั้งฝ่ายทหารพลเรือน

ฝ่ายลิฉุยกุยกีซึ่งแตกไปนั้นซ่องสุมทหาร ครั้นรู้ว่าโจโฉยกมาถึงจึงปรึกษากันว่า ถ้าเราจะละไว้ช้าทหารโจโฉก็จะมีกำลังขึ้น จำเราจะยกเข้าตีเอาอย่าให้ทั้งตัวได้ เห็นจะเสียแก่เราเปนมั่นคง กาเซี่ยงจึงว่าท่านคิดทั้งนี้ไม่ควร ด้วยโจโฉมีทหารเอกทหารเลวเปนอันมาก ทหารเราก็น้อยเห็นจะต้านทานมิได้ อุปมาดังเนื้อไปสู้เสือ ขอให้แต่งคนไปขอโทษแล้วว่าจะเข้าเกลี้ยกล่อมยอมทำราชการด้วย เห็นโจโฉก็จะมีใจเมตตาท่านทั้งสอง ลิฉุยกุยกีได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงว่าแก่กาเซี่ยงว่า เราจะทำสงครามแก่โจโฉอยู่ ตัวมากล่าวทั้งนี้หวังจะให้ทหารเราเสียใจ แล้วลิฉุยกุยกีชักกระบี่ออกจะฟันกาเซี่ยงเสีย ทหารทั้งปวงเข้าขอโทษไว้ได้ กาเซี่ยงมีความน้อยใจ เวลาค่ำก็ขึ้นม้าหนีกลับไปบ้าน ครั้นเวลารุ่งเช้าลิฉุยกุยกีก็จัดแจงทหาร ให้ลิเซียมลิเป๊กเปนทัพหน้า แล้วยกไปจะรบด้วยโจโฉ

ฝ่ายโจโฉจึงให้เคาทูเตียนอุยโจหยิน คุมทหารม้าสามร้อยยกออกไป แล้วนายทหารทั้งสามคนก็ขับม้าฝ่าฟันทหารลิฉุยกุยกีเข้าไป ลิเซียมลิเป๊กหลานลิฉุยเห็นดังนั้นก็โกรธ จึงขับม้าเข้ารบด้วยเคาทูยังมิทันได้เพลงหนึ่ง เคาทูเอาทวนแทงถูกลิเซียมตกม้าตาย ลิเป๊กเห็นดังนั้นก็ตกใจกลัว มิทันเข้าสู้รบก็พลัดตกม้าลง เคาทูเอาทวนแทงซ้ำ แล้วตัดเอาสีสะลิเซียมลิเป๊กมาให้โจโฉ ๆ ก็มีความยินดีจึงเอามือลูบหลังเคาทู แล้วสรรเสริญว่าท่านมีฝีมือสมเปนทหารเอก

โจโฉจึงให้แฮหัวตุ้นเปนกองหน้า โจหยินเปนกองซ้าย โจโฉเปนกองหลวง ยกเปนหน้ากระดานขึ้นไปรบด้วยลิฉุยกุยกี แลทหารลิฉุยกุยกีนั้นล้มตายเปนอันมาก ลิฉุยกุยกีก็แตกพ่ายไป โจโฉเห็นดังนั้นก็ขับม้ารำกระบี่ไล่ตามฆ่าฟันทหารทั้งปวงไป

ฝ่ายทหารลิฉุยกุยกีก็ทิ้งอาวุธเสียมาเข้าด้วยโจโฉสิ้น แต่ลิฉุยกุยกีนั้นขับม้าหนีตามกันไปซ่อนอยู่ในซอกเขาแห่งหนึ่ง โจโฉก็คุมทหารกลับมาตั้งอยู่นอกเมือง

ฝ่ายเอียวฮองรู้ว่าโจโฉยกไปตีทัพลิฉุยกุยกีแตกไป จึงปรึกษากับหันเซียมว่า โจโฉทำการครั้งนี้เห็นใหญ่หลวงนัก นานไปราชการในเมืองหลวงก็จะสิทธิ์ขาดอยู่แก่เขา เราทั้งสองก็จะอยู่ในเงื้อมมือโจโฉ เราจะคิดกลอุบายว่า จะยกไปจับลิฉุยกุยกีฆ่าเสีย แล้วเราจะหนีไปอยู่เมืองไต้เหลียง หันเซียมเห็นชอบด้วย จึงพากันเข้าไปเฝ้าแล้วกราบทูลว่า ซึ่งโจโฉยกออกไปตีทัพลิฉุยกุยกีแตกไปนั้น ข้าพเจ้าทั้งสองจะขออาสายกทหารออกไปตาม จับลิฉุยกุยกีมาฆ่าเสียให้จงได้ พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ยอมให้ไป เอียวฮองหันเซียมก็ลาออกมาจัดแจงทหารแลพรรคพวกของตัวพร้อม แล้วก็ยกออกจากเมืองลกเอี๋ยง

พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงใช้ตังเจี๋ยวไปหาโจโฉเข้ามาจะปรึกษาราชการด้วย ตังเจี๋ยวรับสั่งแล้วก็ออกไปหาโจโฉ ๆ เห็นรูปร่างตังเจี๋ยวพ่วงพีผิวเนื้อสดใสจักขุนั้นโตกลมคิ้วสุดหางตา โจโฉจึงว่าในเมืองหลวงนี้มิได้มีความสุข ทั้งเข้าปลาอาหารก็ขัดสน ตังเจี๋ยวบำรุงตัวประการใดจึงมีสีสรรสมบรูณ์เหมือนบ้านเมืองปรกติดังนี้ ตัวเจี๋ยวจึงตอบว่า ข้าพเจ้าจะได้บำรุงตัวประการใดหามิได้ ข้าพเจ้ารับประทานแต่อาหารจนอายุได้สามสิบปี โจโฉหัวเราะแล้วว่า ท่านเปนที่ขุนนางตำแหน่งใด ตังเจี๋ยวบอกว่าข้าพเจ้านี้เปนชาวเมืองเต๊งโต๋ เปนที่ปรึกษาอยู่กับอ้วนเสี้ยว ครั้นแจ้งว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้เสด็จกลับมาอยู่ณเมืองลกเอี๋ยงแล้ว จึงเข้ามาทำราชการ แล้วโปรดให้เปนที่เจียงยี่หลง แปลภาษาไทยว่าเปนที่ปรึกษา โจโฉจึงว่าเราได้ยินลืออยู่ช้านานแล้ว ซึ่งได้มาพบท่านนี้ก็เปนบุญของเรา จึงให้แต่งโต๊ะแล้วหาตัวซุนฮกมาให้รู้จักไว้กับตังเจี๋ยว แล้วชวนซุนฮกตังเจี๋ยวกินโต๊ะอยู่

พอม้าใช้มาบอกโจโฉว่า เห็นทหารกองหนึ่งยกออกมาจากเมืองลกเอี๋ยงไปทางทิศตวันออก มิรู้ว่าผู้ใดเปนนายทัพ โจโฉจึงสั่งทหารให้ไปสืบดูว่า ทัพผู้ใดจะยกไปไหน ตังเจี๋ยวจึงห้ามโจโฉว่าอย่าใช้ทหารไปเลย ซึ่งผู้ยกไปนั้นสองนาย เอียวฮองนั้นเปนพรรคพวกลิฉุย หันเซียมนั้นเปนนายโจร เข้ามาทำการครั้งพระเจ้าเหี้ยนเต้เสด็จออกจากเมืองเตียนฮัน บัดนี้เห็นว่าท่านเข้ามาทำราชการอยู่ในเมืองหลวง เอียวฮองหันเซียมกลัวท่าน จึงพาพรรคพวกจะไปหลบหลีกอยู่ณเมืองไต้เหลียง โจโฉจึงถามว่า ซึ่งเอียวฮองหันเซียมกลัวเราจึงออกไปจากเมืองนั้นเห็นจะสงสัยเราด้วยข้อใด ตังเจี๋ยวจึงตอบว่า อ้ายคนทั้งสองนั้นมิได้มีความคิดสิ่งใด ซึ่งจะสงสัยท่านนั้นเห็นเหลือความคิดมันนัก โจโฉจึงว่าซึ่งเอียวฮองหันเซียมออกไปจากเมืองนั้น เห็นจะมีความคิดทำการต่าง ๆ ตังเจี๋ยวจึงตอบว่าอ้ายคนทั้งสองนี้ อุปมาเหมือนเสือไม่มีเขี้ยว แลนกหาปีกมิได้ ซึ่งจะคิดประการใดนั้นท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าเห็นว่านานไปก็จะได้ตัวเปนมั่งคง

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็คิดว่า ตังเจี๋ยวนี้พูดจาคมสัน จึงปรึกษากับตังเจี๋ยวว่า เมืองลกเอี๋ยงนี้เปนอันตรายด้วยเพลิงไหม้เราจะคิดประการใด ตังเจี๋ยวจึงตอบว่า ท่านยกทหารเข้ามากำจัดลิฉุยกุยกีนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้แลขุนนางทั้งปวงก็ค่อยมีความสุขขึ้นเพราะท่าน บัดนี้ท่านจะทำนุบำรุงแผ่นดิน แลรักษาพระเจ้าเหี้ยนเต้สืบไปด้วยความสุจริตนั้น ความชอบของท่านก็จะมียิ่งขึ้นไปเปนอันมาก แต่จะตบแต่งค่ายคูประตูหอรบในเมืองลกเอี๋ยงให้บริบูรณ์ขึ้นนั้น ข้าพเจ้าเห็นยังขัดสนอยู่ ด้วยขุนนางแลราษฎรทั้งปวงยังมิได้ตั้งตัวได้ เพราะขัดสนเข้าปลาอาหาร แล้วเกลือกจะมีราชการสงครามมาก็จะลำบากแก่ทหารท่าน ขอให้เชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้ไปตั้งอยู่ณเมืองฮูโต๋ พระเจ้าเหี้ยนเต้แลขุนนางทั้งปวงก็จะมีความยินดีด้วย เหมือนหนึ่งท่านนิมิตเมืองใหม่ถวายได้ทันที หัวเมืองแลราษฎรทั้งปวงก็จะสรรเสริญท่านว่ามิให้ลำบากแก่ไพร่ ซึ่งข้าพเจ้าว่านี้ขอให้ท่านดำริห์ดูจงควร

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงจับเอามือตังเจี๋ยวไว้แล้วว่า ซึ่งท่านว่ากล่าวทั้งนี้ต้องในความคิดเรา ถ้าเราจะเชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้ไปแล้ว เอียวฮองหันเซียมจะมาทำอันตรายกลางทางกระมัง ประการหนึ่งขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยในเมืองหลวงนั้น ยังจะเห็นพร้อมด้วยหรือ

ตังเจี๋ยวจึงตอบว่า ทุกวันนี้ขุนนางแลราษฎรทั้งปวงในเมืองหลวงก็อดหยากเข้าปลาอาหารเปนอันมาก ขอให้ท่านประกาศแก่คนทั้งปวงว่าในเมืองลกเอี๋ยงนี้ขัดสนด้วยอาหาร จะเชิญพระเจ้าเหี้ยนเต้ไปอยู่ณเมืองฮูโต๋ ทางใกล้กันกับเมืองลกเอี๋ยงซึ่งเข้าปลาอาหารมีบริบูรณ์ จะได้จัดแจงให้เอาสเบียงมาส่งโดยง่าย ขุนนางทั้งปวงก็จะพร้อมใจด้วยท่าน อนึ่งเอียวฮองหันเซียมซึ่งหนีไปอยู่ณเมืองไต้เหลียงนั้น ขอให้ท่านมีหนังสือไปเกลี้ยกล่อมเอาใจไว้ เห็นจะไม่คิดร้ายต่อท่านสืบไป

โจโฉได้ฟังก็มีความยินดี แล้วว่าเราจะคิดการสิ่งใดไปภายหน้าเราจะเชิญท่านมาปรึกษาด้วย ตังเจี๋ยวรับคำโจโฉแล้วลาไป โจโฉจึงปรึกษาด้วยทหารทั้งปวง ซึ่งจะเชิญเสด็จไปตั้งอยู่ณเมืองฮูโต๋ เนื้อความยังมิตกลงกัน

ฝ่ายอองหลิบขุนนางจึงค่อยพูดจากันกับเล่าง่ายซึ่งเปนเชื้อพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่า ข้าพเจ้าดูเห็นดาวไทเป็ก ภาษาไทยว่าดาวขาวนั้นสุกใส แต่ฤดูฝนมาจนถึงฤดูแล้ง บัดนี้ข้ามมากลบรัศมีดาวสำหรับพระมหากษัตริย์ ข้าพเจ้าพิเคราะห์เห็นว่า พระเจ้าเหี้ยนเต้จะสูญเสียครั้งนี้ จะมีผู้ใดเสวยราชสมบัติเปนพระมหากษัตริย์นั้นเปนที่งุยกับจิ้น แล้วอองหลิบจึงเอาเนื้อความทั้งนี้ลอบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ พระเจ้าเหี้ยนเต้มิได้ตรัสประการใด

ฝ่ายโจโฉรู้กิตติศัพท์ซึ่งอองหลิบพูดกับเล่าง่าย ครั้นเวลาค่ำจึงใช้คนสนิธให้ไปว่ากับอองหลิบว่า ท่านมีน้ำใจสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน อันราชสมบัติแลการบ้านเมืองนั้นลึกซึ้งใหญ่หลวงนัก อย่าเพ่อให้ท่านล่วงทำนายไปก่อน คนใช้ก็ไปว่าแก่อองหลิบตามคำโจโฉว่าทุกประการ อองหลิบก็มิได้ว่าประการใด

โจโฉจึงให้หาซุนฮกมา แล้วบอกเนื้อความซึ่งอองหลิบว่านั้นให้ซุนฮกฟัง ซุกฮกจึงตอบว่า พระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นธาตุเพลิง ตัวท่านเปนธาตุดิน ถ้าท่านคิดอ่านยกไปอยู่เมืองฮูโต๋ได้ ท่านจะคิดการสิ่งใดก็จะค่อยกว้างขวางขึ้นไป เห็นจะเหมือนคำอองหลิบว่าเปนมั่งคง

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี ครั้นเวลารุ่งเช้าก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้แล้วทูลว่า เมืองลกเอี๋ยงนี้มีอันตรายจลาจลร้างโรยมาแต่ครั้งตั๋งโต๊ะแล้ว บัดนี้พระองค์ได้เสด็จกลับมาอยู่ บ้านเมืองก็มิได้ปรกติ ขัดสนเข้าปลาอาหาร ถ้าจะให้ตกแต่งบ้านเมืองแลค่ายคูประตูหอรบขึ้นเล่า ก็จะลำบากแก่ไพร่ทั้งปวงนัก แลเมืองฮูโต๋นั้นประกอบด้วยค่ายคูประตูหอรบ อาณาประชาราษฎรก็มีทรัพย์สินมั่งคั่ง เข้าปลาอาหารก็บริบูรณ์ด้วยใกล้เมืองโลเอี๋ยง ถึงมาทว่าจะมีสงครามก็จะได้ป้องกันสดวก ข้าพเจ้าจะขอเชิญเสด็จพระองค์ไปอยู่ณเมืองฮูโต๋ เห็นขุนนางและราษฎรทั้งปวงจะมีความสุข

พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ฟังดังนั้นจึงตรัสว่า ท่านจะคิดป้องกันบำรุงเราประการใดก็ตามเถิดเราไม่ขัด ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยรู้ดังนั้นต่างคนต่างกลัวโจโฉอยู่สิ้น มิได้ว่ากล่าวขัดแขงประการใด โจโฉให้เร่งจัดแจงทหารทั้งปวงพร้อม แล้วก็เชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้กับพระมเหษีขึ้นรถ ขุนนางกับพระสนมก็ตามมา โจโฉจึงยกทหารพาเสด็จออกจากด่านเมืองลกเอี๋ยงไปไกลประมาณหกสิบเส้น ถึงเนินเขาแห่งหนึ่ง พอเอียวฮองหันเซียมคุมทหารโห่ร้องสกัดทางไว้ โจโฉเห็นดังนั้นจึงขับม้าขึ้นไปหน้าทหารทั้งปวง ซิหลงนั้นจึงร้องว่าแก่โจโฉว่า จะพาเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้ไปแห่งใด โจโฉมิได้ตอบประการใด จึงให้เคาทูออกไปรบด้วยซิหลงได้สิบห้าเพลงก็มิได้แพ้ชนะกัน โจโฉจึงให้ตีม้าฬ่อขึ้น เคาทูก็ชักม้ากลับเข้ามา ซิหลงก็กลับไปค่าย โจโฉจึงปรึกษากับทหารทั้งปวงว่า เอียวฮองกับหันเซียมนั้นเราคิดจะฆ่าเสีย แต่ซิหลงนั้นมีกำลังกล้าแขง เราจะใคร่ได้ไว้เปนทหาร จำจะคิดให้ไปเกลี้ยกล่อมเอาซิหลงมาไว้ให้ได้

หมันทองจึงว่า ซึ่งท่านจะใคร่ได้ซิหลงมาไว้นั้นท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้ากับซิหลงรู้จักกันมา เวลาค่ำวันนี้ข้าพเจ้าจะอาสาปลอมเปนทหารเลวไปณค่ายซิหลง แล้วจะว่ากล่าวเกลี้ยกล่อมซิหลงให้มาอยู่ทำราชการแก่ท่านให้จงได้ โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงว่าท่านจงไปเกลี้ยกล่อมให้ได้ซิหลงมา ครั้นเวลาค่ำหมันทองก็แต่งตัวเปนทหารเลวปลอมเข้าไปถึงในค่าย เห็นซิหลงใส่เกราะจุดเทียนนั่งดูหนังสืออยู่ หมันทองจึงเข้าไปคำนับแล้วว่า แต่จากกันมาท่านยังค่อยมีความสบายอยู่หรือ

ฝ่ายซิหลงได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นดู เห็นทหารแปลกหน้าก็ตกใจ ครั้นพิศแลดูก็จำได้แล้วทักว่า ท่านนี้หมันทองอยู่เมืองซันหยง เหตุใดท่านจึงมาหาเราในเวลากลางคืน หมันทองจึงตอบว่า ข้าพเจ้าทำราชการอยู่ด้วยโจโฉ เมื่อเวลากลางวันนั้นเราเห็นท่านออกไปรบกับเคาทู เรามิได้ทักทายท่านแต่ใจนั้นคิดถึงอยู่จนเวลาค่ำ เรามิได้กลัวความตาย จึงปลอมเข้ามาหาท่านหวังจะเจรจาด้วย ซิหลงจึงเชิญให้นั่ง แล้วว่าท่านมาหาเราด้วยกิจสิ่งใดจงว่าไปเถิด

หมันทองจึงว่าท่านมีกำลังรบพุ่งกล้าหาญเข้มแขงหาผู้ใดเสมอมิได้ ขัดสนด้วยเหตุประการใด ท่านจึงมาอยู่ในเงื้อมมือเอียวฮองหันเซียมนี้ไม่ควร โจโฉนั้นน้ำใจกว้างขวางอารีบำรุงเลี้ยงทหารมิให้อนาทร กิตติศัพท์ทั้งนี้ท่านก็ย่อมจะได้ยินอยู่บ้าง เมื่อท่านรบกับเคาทูนั้นโจโฉเห็น มีน้ำใจเอ็นดูท่านนัก จึงสั่งทหารทั้งปวงมิให้ยิงเกาทัณฑ์กลัวว่าท่านจะต้องบาดเจ็บ จึงให้เรามาเชิญท่านไป หวังจะสนทนาชี้แจงให้เห็นผิดแลชอบ ฝ่ายเราก็เห็นว่าท่านอยู่ที่มืด จงเร่งคิดผ่อนผันไปหาที่สว่าง จะได้ความสุขสืบไป ซึ่งเราว่ากล่าวทั้งนี้ด้วยความรักท่าน ท่านจงดำริห์ดูให้สมควร

ซิหลงได้ฟังดังนั้นก็นั่งคิดอยู่ จึงทอดใจใหญ่แล้วตอบว่า เรารู้อยู่ว่าเอียวฮองหันเซียมนั้นสติปัญญาน้อยจะคิดการใหญ่มิได้ แต่จำเปนเพราะได้อยู่ด้วยกันมานานแล้ว ครั้นจะทิ้งเสียบัดนี้ก็ไม่ควร หมันทองจึงว่าท่านไม่ได้ยินคำโบราณว่าไว้หรือ อันธรรมดานกจะทำรังก็ย่อมแสวงหาซึ่งพุ่มไม้ชัฏจะได้ทำรังอยู่เปนสุข ถึงลมพายุใหญ่จะพัดหนักมา รังนั้นก็มิได้เปนอันตราย ประการหนึ่งเปนชาติทหาร จะหาแม่ทัพก็ให้พิเคราะห์ดูผู้ใจโอบอ้อมอารี แลชำนาญในการสงคราม ถึงข้าศึกจะยกมามากมายเท่าใดก็มิได้หวาดไหว คิดอ่านป้องกันมิให้ทหารทั้งปวงเปนอันตราย ถ้าผู้ใดพบนายที่มีสติปัญญาหมายจะพึ่งได้แล้ว ไม่เข้าทำราชการด้วย อย่าให้คนทั้งปวงนับถือความคิดผู้นั้นเลย

ซิหลงได้ฟังดังนั้นก็คุกเข่าลงคำนับ แล้วว่าซึ่งท่านว่าทั้งนี้เราเห็นชอบด้วย เราจะทำตามท่าน หมันทองจึงตอบว่า ถ้าท่านไปทำราชการอยู่ด้วยโจโฉแล้ว จงตัดเอาสีสะเอียวฮองหันเซียมไปเปนกำนัลโจโฉเถิด ซิหลงจึงตอบว่า ธรรมดาเปนบ่าวได้กินเข้าแดงของท่านแล้ว ถ้ามิพอใจอยู่ด้วย แลจะซ้ำทำร้ายแก่นายก็เปนคนหากตัญญูมิได้ ซึ่งท่านจะให้ทำดังนี้เราไม่ยอมด้วย หมันทองได้ยินดังนั้นก็สรรเสริญว่า ท่านนี้มีกตัญญูนัก เราจะชวนกันไปหาโจโฉแต่ตัวเถิด ซิหลงจึงจัดแจงทรัพย์สิ่งสินของตัว แล้วพาพรรคพวกประมาณสามสิบคน ลอบหนีออกจากค่ายในเวลากลางคืน หมันทองก็นำไปณค่ายโจโฉ

ขณะนั้นมีผู้เอาเนื้อความบอกเอียวฮองว่า บัดนี้ซิหลงพาพรรคพวกหนีไปหาโจโฉ เอียวฮองได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงคุมทหารพันหนึ่งยกตามไปในเวลากลางคืน ครั้นมาถึงกลางทางเห็นกองเพลิงบนเนินเขาสว่างอยู่ โจโฉเห็นเอียวฮองคุมทหารตามมา โจโฉจึงขับม้าเข้าล้อมไว้ แล้วร้องประกาศว่าเรามาคอยอยู่แต่เวลาพลบค่ำ ตัวอวดว่ากล้าหาญแล้วอย่าถอยหนีกัน เอียวฮองเห็นทหารล้อมไว้แล้ว ได้ยินเสียงโจโฉร้องมาก็ตกใจ จะพาทหารทั้งปวงถอยหนีไปก็มิได้ ด้วยทหารโจโฉล้อมอยู่

ฝ่ายหันเซียมรู้จึงคุมทหารยกตามมา เห็นทหารโจโฉล้อมเอียวฮองไว้ หันเซียมจึงรบฝ่าเข้าไปแก้เอาเอียวฮองออกมาได้ โจโฉเห็นดังนั้นจึงขับทหารทั้งปวงไล่ฆ่าฟันทหารเอียวฮองล้มตายเปนอันมาก ที่เปนอยู่นั้นมาเข้าด้วยโจโฉประมาณสองร้อยเศษ เอียวฮองกับหันเซียมเห็นจะต้านทานมิได้ ก็พาทหารซึ่งเหลือนั้นรีบหนีไปหาอ้วนสุดณเมืองลำหยง

โจโฉก็พาทหารทั้งปวงกลับมาณที่ประทับ หมันทองจึงพาซิหลงเข้าไปหาโจโฉ ๆ เห็นหมันทองได้ซิหลงมาก็มีความยินดี จึงเอาเงินทองเสื้อผ้าให้ซิหลง จึงตั้งให้เปนนายทหาร แล้วโจโฉก็เชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้ไปถึงเมืองฮูโต๋ จึงให้ปลูกตำหนักตกแต่งค่ายคูประตูหอรบไว้ให้พร้อม พระเจ้าเหี้ยนเต้เมื่ออยู่ในเมืองฮูโต๋นั้น จึงตั้งตังสินกับขุนนางสิบสามคนเปนเสนาบดี

ขณะนั้นโจโฉมีใจกำเริบ จึงตั้งตัวขึ้นเปนมหาอุปราช แล้วตั้ง ซุนฮก ซุนสิ้ว กุยแก เล่าหัว ทั้งสี่คนนี้เปนขุนนางฝ่ายพลเรือน มอกาย เล็กโจ๋ ยิมจุ๋น สามคนนี้ได้กำกับคลังแลฉางเข้า เทียหยกเปนเจ้าเมืองตังเป๋ง ฮวนเสงกับตังเจี๋ยวเปนเจ้าเมืองลกเอี๋ยง หมันทองเปนที่เจ้าเมืองฮูโต๋ แฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยน โจหยิน โจหอง ทั้งสี่คนนี้เปนทหารเอก ลิยอย ลิเตียน งักจิ้น อิกิ๋ม ซิหลง ทั้งห้าคนนี้เปนทหารโท เคาทูกับเตียนอุยเปนทหารตรี บันดาทหารมีฝีมือทั้งนั้น ก็ตั้งเปนที่ขุนนางสิ้น แลในเมืองฮูโต๋นั้น ถ้าผู้ใดจะว่าข้อราชการสิ่งใดๆ ก็เอามาแจ้งแก่โจโฉก่อน จึงกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้

ครั้นอยู่มาวันหนึ่งโจโฉจึงให้แต่งโต๊ะ แลหาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยมากินโต๊ะณบ้าน โจโฉจึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า เล่าปี่ตั้งตัวขึ้นจนได้เปนเจ้าเมืองชีจิ๋ว แลลิโป้นั้นเปนศัตรูเรา บัดนี้แตกหนีไปอาศรัยเล่าปี่ ๆ ให้ไปอยู่เมืองเสียวพ่าย เกลือกลิโป้จะคิดกันกับเล่าปี่จะยกมาทำร้ายแก่เรา ท่านผู้ใดจะช่วยคิดอ่านล้างศัตรูเราเสียได้ เคาทูจึงว่าข้าพเจ้าขอทหารห้าหมื่น จะยกไปทำการตัดเอาสีสะลิโป้กับเล่าปี่มาให้ท่าน

ซุนฮกจึงว่าแก่โจโฉว่า เคาทูเปนทหารมีกำลังแต่หาความคิดมิได้ ประการหนึ่งในเมืองฮูโต๋นี้ ท่านพึ่งยกมาซ่อมแปลงขึ้นใหม่ บ้านเมืองยังมิทันปรกติ ซึ่งจะยกไปนั้นข้าพเจ้ายังไม่เห็นด้วย แลเล่าปี่กับลิโป้นั้นอุปมาดังเสือสองตัว ข้าพเจ้าจะคิดให้ชิงอาหารกันกิน เห็นเล่าปี่กับลิโป้จะเกิดรบพุ่งกันจนตายข้างหนึ่ง แล้วจึงคิดการต่อไป บัดนี้ท่านจงทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่า เล่าปี่เปนเจ้าเมืองชีจิ๋วนั้นยังมิได้รับสั่งตั้งแต่ง ขอให้มีหนังสือไปตั้งเล่าปี่เปนเจ้าเมืองชีจิ๋ว เห็นเล่าปี่จะเปนใจทำราชการ ท่านจึงให้มีหนังสือไปนอกนั้นฉบับหนึ่งว่าท่านได้ช่วยทูล พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงโปรดตั้งเล่าปี่ให้เปนเจ้าเมืองชีจิ๋ว แลลิโป้นั้นมักทำร้ายแก่ผู้มีคุณ ให้เล่าปี่คิดอ่านฆ่าลิโป้เสียจงได้ โจโฉเห็นชอบด้วย เข้าไปเฝ้าแล้วทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ ขอให้มีหนังสือไปตั้งเล่าปี่เปนเจ้าเมืองชีจิ๋ว พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็โปรดให้ แล้วทรงพระอักษรให้เล่าปี่เปนเจ้าเมืองชีจิ๋ว โจโฉก็รับเอาหนังสือรับสั่งออกมา จึงแต่งหนังสืออีกฉบับหนึ่งตามคำซุนฮกว่า แล้วส่งให้คนสนิธทั้งสองฉบับ โจโฉจึงสั่งแก่ผู้ถือหนังสือให้บอกแก่เล่าปี่ว่า เราช่วยทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้จึงโปรดให้เปนเจ้าเมืองชีจิ๋ว แล้วให้ฟังกิตติศัพท์ว่า เล่าปี่จะคิดทำประการใดแก่ลิโป้บ้าง คนใช้ก็รับเอาหนังสือไปให้แก่เล่าปี่ณเมืองชีจิ๋ว เล่าปี่คำนับตามอย่างธรรมเนียม แล้วรับเอาหนังสือรับสั่งมาอ่านดูก็มีความยินดี จึงเชิญให้ผู้ถือหนังสือกินโต๊ะ ผู้ถือหนังสือก็กินโต๊ะแล้วบอกแก่เล่าปี่ว่า ซึ่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ตั้งให้ท่านเปนเจ้าเมืองชีจิ๋ว เพราะโจโฉทูลเสนอให้ จึงเอาหนังสือโจโฉยื่นให้แก่เล่าปี่ แล้วบอกว่าหนังสือฉบับนี้โจโฉให้มาแต่ก่อน เล่าปี่แจ้งเนื้อความแล้วจึงว่า ท่านจงไปบอกแก่โจโฉว่า เราขอทุเลาตรึกตรองดูก่อน ครั้นเวลาค่ำจึงให้หาที่ปรึกษามา บอกว่าโจโฉให้มีหนังสือมาให้ฆ่าลิโป้เสีย ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด

เตียวหุยจึงว่าลิโป้นั้นน้ำใจหยาบช้า แล้วมิได้รู้จักคุณคน ถ้าจะฆ่าเสียตามคำโจโฉว่า ข้าพเจ้าก็เห็นชอบด้วย เล่าปี่จึงตอบว่าลิโป้ได้บากหน้ามาพึ่งแล้ว ครั้นเราจะทำอันตรายเสียบัดนี้ก็เห็นไม่สมควร นานไปใครจะมาอยู่ด้วยเล่า เตียวหุยจึงว่า ท่านจะทำใจดีต่อคนร้ายนั้นไม่ได้ เล่าปี่ก็มิได้ฟังคำเตียวหุย

ฝ่ายลิโป้รู้ว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้มีหนังสือตั้งเล่าปี่เปนเจ้าเมืองชีจิ๋ว ลิโป้ก็ไปเยือนเล่าปี่แล้วว่า ข้าพเจ้ารู้ว่ารับสั่งตั้งให้ท่านเปนเจ้าเมือง ข้าพเจ้าก็มีความยินดีด้วยนัก พอเตียวหุยถือกระบี่เข้ามาจะฆ่าลิโป้ เล่าปี่เห็นก็ตกใจจึงลุกออกไปยุดเอากระบี่ไว้ ลิโป้จึงว่าแก่เล่าปี่ว่า เตียวหุยนั้นมีความแค้นข้าพเจ้าด้วยสิ่งใด จึงมีใจพยาบาทจะฆ่าข้าพเจ้าเสียเปนหลายครั้งมาแล้ว เตียวหุยได้ยินดังนั้นจึงตอบลิโป้ว่า ตัวมึงมิได้รู้จักคุณคน โจโฉจึงให้มีหนังสือมาถึงพี่กูให้ฆ่ามึงเสีย เล่าปี่จึงร้องตวาดแล้วให้ทหารเอาตัวเตียวหุยออกไปเสียภายนอก จึงพาลิโป้เข้าไปที่ข้างใน จึงเอาหนังสือโจโฉออกให้ดู แล้วบอกเนื้อความซึ่งโจโฉว่ามานั้นให้ลิโป้ฟังทุกประการ

ฝ่ายลิโป้เห็นหนังสือก็ร้องไห้ แล้วจึงว่าซึ่งโจโฉคิดทั้งนี้หวังจะให้ท่านกับข้าพเจ้ามีความสงสัย คิดร้ายเปนศัตรูกันภายหน้า เล่าปี่จึงตอบว่าท่านอย่าวิตกเลย ถึงมาทว่าจะมีผู้ยุยงประการใด เราก็มิได้เชื่อฟังคิดร้ายต่อท่าน ลิโป้ได้ยินดังนั้นก็ค่อยคลายใจจึงว่า ซึ่งท่านออกปากทั้งนี้คุณหาที่สุดมิได้ เล่าปี่ก็ชวนลิโป้กินโต๊ะอยู่จนเวลาเย็น แล้วลิโป้ก็ลาเล่าปี่ไปณเมืองเสียวพ่าย

กวนอูเตียวหุยจึงเข้ามาว่ากับเล่าปี่ว่า ท่านปล่อยให้ลิโป้กลับไปมิได้ฆ่าเสียตามหนังสือโจโฉมีมาด้วยเหตุประการใด เล่าปี่จึงตอบว่า น้ำใจโจโฉนั้นคิดจะให้เรากับลิโป้แหนงกัน จึงทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้ตั้งเราเปนเจ้าเมือง แล้วมีหนังสือของโจโฉมาให้เราคิดฆ่าลิโป้เสีย การทั้งนี้โจโฉคิดหวังจะให้ลิโป้กับเราเกิดรบพุ่งกัน ถ้าผู้ใดแพ้โจโฉก็จะทำศึกแก่ผู้มีชัยเปนหน้าเดียว หากังวลหลังมิได้ ซึ่งเราจะทำตามโจโฉนั้นไม่ควร กวนอูเห็นชอบด้วย แต่เตียวหุยนั้นว่า ข้าพเจ้าจะคิดฆ่าลิโป้เสียให้ได้ ภายหน้าไปจึงจะไม่มีภัย เล่าปี่จึงว่าแก่เตียวหุยว่าซึ่งเจ้าจะคิดทำทั้งนี้ ก็เหมือนหนึ่งคนหาปัญญามิได้

ฝ่ายผู้ถือหนังสือครั้นรู้กิตติศัพท์ทั้งปวงแล้ว ก็ลาเล่าปี่กลับไปแจ้งแก่โจโฉว่า ข้าพเจ้ารู้กิตติศัพท์นอกนั้นว่า เล่าปี่จะได้ทำตามหนังสือท่านหามิได้ โจโฉจึงปรึกษากับซุนฮกว่า เนื้อความซึ่งท่านคิดให้เราทำนั้น เล่าปี่ก็มิได้ทำตาม ท่านจะคิดประการใดเล่า ซุนฮกจึงว่าข้าพเจ้าจะขอคิดกลอุบายอีกข้อหนึ่ง เรียกว่าเสือกลืนหมี โจโฉจึงถามว่าเสือกลืนหมีนั้นทำประการใด ซุนฮกจึงว่าน้ำใจลิโป้นั้นมิได้ซื่อต่อผู้ใด ขอให้ท่านแต่งคนไปบอกอ้วนสุดเจ้าเมืองลำหยงว่า บัดนี้เล่าปี่มีหนังสือขึ้นมาให้กราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่า จะขอทหารยกไปตีเมืองลำหยง ถ้าอ้วนสุดรู้ดังนี้ก็จะโกรธ เห็นจะยกทหารชิงมารบเมืองเล่าปี่ก่อน ท่านให้มีหนังสือรับสั่งไปให้เล่าปี่ยกไปรบเมืองอ้วนสุด เมื่อเล่าปี่กับอ้วนสุดรบกันอยู่นั้น ถ้าผู้ใดเพลี่ยงพล้ำ ลิโป้ก็จะซ้ำเอาเปนมั่งคง ท่านจึงคิดการต่อไป โจโฉเห็นชอบด้วย จึงแต่งคนให้ไปบอกอ้วนสุด แล้วแต่งหนังสือรับสั่งให้คนถือไปให้เล่าปี่ณเมืองชีจิ๋ว เปนใจความว่า บัดนี้อ้วนสุดมิได้อ่อนน้อมต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ ๆ จึงมีหนังสือรับสั่งลงมาให้เล่าปี่ยกกองทัพไปตีเมืองอ้วนสุด เล่าปี่จึงว่าแก่ผู้ถือหนังสือว่า ท่านขึ้นไปกราบทูลพระจ้าเหี้ยนเต้เถิด ซึ่งมีรับสั่งมานั้นจะทำตามทุกประการ แล้วผู้ถือหนังสือก็กลับไป

บิต๊กจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ซึ่งมีรับสั่งมาทั้งนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าความคิดโจโฉทำกลอุบายมา เล่าปี่จึงตอบว่า ถึงมาทว่าโจโฉจะคิดกลอุบายประการใดก็ดี เปนหนังสือรับสั่งมาแล้วเราจะทำตาม แล้วเล่าปี่ก็จัดแจงทหารทั้งปวงได้ประมาณสามหมื่นเตรียมไว้ ถึงวันดีเมื่อใดจะให้ยกไป

ซุนเขียนจึงว่า ซึ่งท่านจะยกไปนั้น ขอให้จัดแจงทหารซึ่งมีสติปัญญาไว้อยู่รักษาเมือง เล่าปี่ก็เห็นชอบด้วย กวนอูจึงว่าข้าพเจ้าจะขออยู่รักษาเมือง เล่าปี่จึงตอบว่าเจ้าเปนที่ปรึกษาของเรา ซึ่งจะอยู่รักษาเมืองนั้นไม่ได้ เตียวหุยจึงว่าท่านจะเอากวนอูไปเปนที่ปรึกษาแล้วข้าพเจ้าจะขออยู่รักษาเมือง เล่าปี่จึงว่าตัวเจ้ามักเสพย์สุรา แล้วตีโบยทหาร ประการหนึ่งก็เปนคนใจร้ายมิได้ฟังผู้ใดห้ามปราม จะไว้ใจให้อยู่รักษาเมืองนั้นมิได้ เตียวหุยจึงว่า แต่วันนี้ข้าพเจ้าไม่เสพย์สุราเลย ถ้าจะทำการสิ่งใดก็จะปรึกษาหารือผู้มีสติปัญญาก่อนจึงจะทำ แม้นมีผู้ใดห้ามปรามจะฟังคำ

บิต๊กจึงว่าเกรงอยู่แต่จะไม่เหมือนถ้อยคำท่าน เตียวหุยได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงตอบว่าแต่เราตั้งใจทำการด้วยเล่าปี่มาก็หลายปีแล้ว ผู้ใดยังมิจับเท็จเราได้ แลท่านจะมาล่วงว่าเรานั้นไม่ควร เล่าปี่จึงห้ามเตียวหุยว่าอย่าโกรธบิต๊กเลย ซึ่งเจ้าจะอยู่รักษาเมืองนั้นเราก็ยังมิไว้ใจ แต่ได้ให้สัญญาแล้วจะอยู่ก็ตามเถิด แต่เอาตันเต๋งไว้เปนที่ปรึกษาด้วย จะได้ตักเตือนห้ามปรามอย่าให้เสพย์สุรานัก ราชการบ้านเมืองจึงจะไม่เกิดเหตุการณ์ เตียวหุยกับตันเต๋งก็รับคำเล่าปี่ ครั้นวันดีเล่าปี่ก็ยกกองทัพจะไปตีเมืองลำหยง

ฝ่ายอ้วนสุดเจ้าเมืองลำหยง ครั้นรู้เหตุว่าเล่าปี่ให้มีหนังสือขึ้นไปขอทหารพระเจ้าเหี้ยนเต้ จะยกมาตีเมืองลำหยง อ้วนสุดก็โกรธ จึงว่าเล่าปี่นั้นชาติอ้ายทอเสื่อขาย บัดนี้ได้เปนเจ้าเมืองแล้ว คิดการกำเริบจะล่วงมาตีเอาเมืองเรา ๆ จะนิ่งให้มันมาเหยียบถึงแดนเราใย จึงให้กิเหลงทหารเอกเปนแม่ทัพคุมทหารสิบหมื่น ยกไปตีเมืองชีจิ๋ว

กิเหลงยกทหารมาถึงแดนเมืองอุไถ เห็นทัพเล่าปี่ยกมา กิเหลงก็ให้ตั้งค่ายอยู่พอแลเห็นกัน ฝ่ายเล่าปี่พอเห็นกิเหลงชาวเมืองซัวตั๋งยกมา จึงคิดว่าทหารเราน้อย ให้ตั้งค่ายลงเปนหน้ากระดานต่อเนินเขา ตลอดลงไปเอาแม่น้ำ กิเหลงเห็นดังนั้นจึงขึ้นมาถือง้าวหนักห้าสิบชั่ง คุมทหารออกไปถึงหน้าค่ายเล่าปี่ แล้วร้องด่าเล่าปี่ว่าอ้ายชาวป่ามึงมีฝีมือสักเพียงใด จึงบังอาจยกมาทำสงครามถึงเมืองอุไถซึ่งขึ้นแก่เมืองลำหยง เล่าปี่จึงว่าอ้วนสุดเปนขบถแข็งเมืองไว้ พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงใช้กูให้ยกกองทัพมาปราบปรามอ้วนสุดให้อ่อนน้อมต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ แลตัวมิได้คำนับเราผู้ถือรับสั่ง แล้วซ้ำเจรจาหยาบช้าโทษตัวก็ถึงตาย

กิเหลงได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงขับม้ารำง้าวเข้าไปจะรบด้วยเล่าปี่ กวนอูเห็นดังนั้นจึงขับม้ารำง้าวออกรบกับกิเหลงได้สามสิบเพลง มิได้แพ้ชนะกัน กิเหลงสิ้นกำลังจึงร้องว่ากับกวนอูว่า เราจะหยุดพักเสียก่อน แล้วจะรบกันต่อไป กวนอูก็ชักม้ากลับเข้ามาหยุดพักอยู่ กิเหลงกลับเข้ามาถึงค่าย จึงให้ซุนเจ้งทหารรองออกไปรบ กวนอูเห็นก็ขับม้าออกไปแล้วร้องว่า ตัวมิได้สมควรที่จะรบกับเรา จงเร่งกลับไปบอกกิเหลงออกมารบกับเราจึงจะสมฝีมือกัน

ซุนเจ้งจึงตอบว่า ตัวนี้บังอาจว่าหยาบช้า แต่เช่นตัวเปนทหารนี้ยังหามีผู้ใดลือชื่อไม่ เปนไฉนจึงยกตัวว่าจะสู้กับนายกู กวนอูได้ยินจึงขับม้าเข้ารบด้วยซุนเจ้งได้เพลงหนึ่ง กวนอูก็เอาง้าวฟันถูกซุนเจ้งตกม้าตาย เล่าปี่จึงคุมทหารเข้ารบหักเอาค่ายกิเหลงได้ กิเหลงพาทหารถอยไปตั้งอยู่ริมน้ำเมืองชัวหยิน แล้วแต่งทหารยกมาปล้นค่ายเล่าปี่เปนหลายครั้งก็มิได้ค่าย ทหารเล่าปี่ฆ่าฟันทหารกิเหลงล้มตายทุกครั้ง กิเหลงกับเล่าปี่ก็ตั้งรอคอยทีกันอยู่

ฝ่ายเตียวหุยซึ่งอยู่รักษาเมืองชีจิ๋ว จึงให้ตันเต๋งว่าราชการฝ่ายพลเรือน เตียวหุยนั้นว่าราชการข้างเหล่าทหาร ครั้นอยู่มาวันหนึ่งเตียวหุยแต่งโต๊ะ แล้วเชิญขุนนางฝ่ายทหารพลเรือนทั้งปวงมาพร้อมกันเตียวหุยจึงว่า เมื่อเล่าปี่จะยกกองทัพไปนั้น ได้กำชับเราว่าอย่าให้เสพย์สุรานัก วันนี้เราสบายใจจึงให้แต่งโต๊ะเชิญท่านทั้งปวงมากินโต๊ะ เสพย์สุราเล่นแต่วันเดียวนี้ให้สนุก สืบไปท่านทั้งปวงแลเราอย่าได้กินเลยเปนอันขาด จะตั้งหน้าว่าราชการรักษาเมืองไว้ให้เปนปรกติกว่าเล่าปี่จะยกกลับมา แล้วเตียวหุยก็รินสุราคำนับให้ขุนนางทั้งปวงกิน

แต่โจป้ามิได้รับจอกสุรา จึงว่าแก่เตียวหุยว่า ข้าพเจ้าได้สาบาลไว้ต่อเทพดาว่ามิได้กินเลย เตียวหุยจึงว่าตัวเปนทหารเหตุใดจึงว่าไม่เสพย์สุรา เราจะให้กินสักจอกหนึ่ง ถ้ามิกินเราไม่ฟัง โจป้าคิดกลัวเตียวหุยจึงคำนับรับจอกสุรามากินเข้าไป เตียวหุยจึงรินสุรากินเข้าไปประมาณยี่สิบจอกใหญ่ เตียวหุยเมาแล้วจึงรินสุราให้ขุนนางทั้งปวงกินอีก แต่โจป้านั้นว่าข้าพเจ้ากินไม่ได้ เตียวหุยจึงหัวเราะแล้วว่าเมื่อกี้นั้นตัวว่ากินไม่ได้ แล้วก็กินเข้าไปได้จอกหนึ่ง ครั้นให้กินอีกว่ากินไม่ได้ ก็เห็นว่าตัวแกล้งบิดพลิ้วลวงเรา ๆ ไม่ฟัง จะให้ตัวกินอีกจงได้ โจป้าก็มิได้กิน เตียวหุยโกรธจึงว่า ตัวเปนผู้น้อยกว่าเราบังอาจขัดไม่เสพย์สุราด้วยเรานั้น ก็เห็นว่าตัวมิได้เกรงเรา แล้วก็สั่งให้คนใช้เอาตัวโจป้าไปตีร้อยหนึ่ง

ตันเต๋งเห็นเตียวหุยจะทำวุ่นวาย จึงว่าเมื่อเล่าปี่จะยกกองทัพไปนั้นได้สั่งไว้แก่ท่านประการใดบ้าง เตียวหุยจึงตอบว่าเราได้แบ่งให้ท่านว่าราชการข้างพลเรือน ตัวเราบังคับบัญชาฝ่ายทหาร แลโจป้านี้เปนทหาร ท่านอย่าได้มาล่วงว่าเลย ฝ่ายคนใช้จะคร่าเอาตัวโจป้าไปตี โจป้าจึงอ้อนวอนเตียวหุยว่า ข้าพเจ้าขอโทษเสียครั้งหนึ่งเถิด ถึงแม้ไม่เห็นแก่ข้าพเจ้าจงเห็นแก่หน้าบุตรเขยข้าพเจ้าบ้าง เตียวหุยจึงถามว่าผู้ใดเปนบุตรเขยของตัว โจป้าจึงบอกว่าลิโป้ เตียวหุยได้ยินดังนั้นก็ยิ่งโกรธ จึงว่าเราทำทั้งนี้หวังจะหยอกเล่น ตัวเอาชื่ออ้ายลิโป้มาข่มจะให้เราเกรง เราหาเกรงมันไม่ เราจะให้ตีในบัดนี้จริงๆ ให้กระทบถึงอ้ายลิโป้ผู้เปนลูกเขย ซึ่งตัวนับถือว่าดี ก็สั่งให้คนใช้เร่งเอาตัวโจป้าลงไปตีได้ประมาณห้าสิบที ขุนนางทั้งปวงก็ชวนกันเข้าขอ เตียวหุยก็ให้งดไว้ โจป้าก็กลับมาบ้าน คิดแค้นเตียวหุยเปนอันมาก จึงแต่งหนังสือให้คนใช้ถือไปให้ลิโป้ณเมืองเสียวพ่ายเปนใจความว่า บัดนี้เล่าปี่ยกกองทัพไปตีเมืองลำหยง เตียวหุยเสพย์สุราเมาให้ตีเรา แล้วว่ากล่าวหยาบช้ากระทบมาถึงลิโป้ด้วย ขอให้คุมทหารยกมาตีเมืองชีจิ๋วในเวลากลางคืนวันนี้เห็นจะได้โดยง่าย ด้วยเตียวหุยกำลังเมาสุราอยู่

ลิโป้แจ้งในหนังสือจึงปรึกษากับตันก๋ง ๆ จึงว่าซึ่งเตียวหุยทำการว่ากล่าวทั้งนี้เห็นหยาบช้านัก อันท่านจะอยู่แต่เมืองเสี้ยวพ่ายนี้เห็นไม่สมควรเปนที่มั่น บัดนี้ได้ทีแล้วจำจะยกไปตีเอาเมืองชีจิ๋ว จะได้อยู่เปนสุข จะได้คิดการใหญ่สืบไป ลิโป้เห็นชอบด้วย จึงสั่งตันก๋งกับโกซุ่นว่าเราจะยกรีบไปก่อน ท่านจงกะเกณฑ์ทหารให้สิ้นเชิงยกตามเราไป แล้วลิโป้ก็ใส่เกราะขึ้นม้าคุมทหารประมาณห้าร้อย ยกไปถึงเชิงกำแพงเมืองชีจิ๋วเวลาประมาณสามยามเศษ แล้วร้องบอกแก่ทหารบนเชิงเทินว่าให้เร่งเปิดประตูออก เล่าปี่ให้เรามาแจ้งข้อราชการแก่เตียวหุย พอทหารโจป้ารักษาน่าที่อยู่ ได้ยินลิโป้ร้องเข้ามาก็เอาเนื้อความไปบอกแก่โจป้า ๆ ก็รีบมาดูบนเชิงเทินเห็นลิโป้ก็ให้ทหารเปิดประตูเมืองออกรับ ลิโป้คุมทหารโห่ร้องเข้าไป

ฝ่ายทหารพรรคพวกเตียวหุยเห็นลิโป้คุมทหารเข้ามาได้ในเมืองก็ตกใจ จึงเข้าไปปลุกเตียวหุย ๆ ตื่นขึ้นยังเมาสุรามึนอยู่ ทหารทั้งปวงบอกว่า ลิโป้คุมทหารเข้ามาได้ในเมือง เตียวหุยตกใจจึงขึ้นม้าถือทวนออกมาถึงประตูบ้าน เห็นทหารลิโป้ล้อมอยู่จึงคิดว่า ตัวกูยังเมาสุรากำลังน้อยอยู่จะสู้กับลิโป้มิได้ จึงทิ้งครอบครัวเล่าปี่เสีย พาเอาทหารซึ่งสนิธนั้นขี่ม้าทั้งสิบแปดคนหนีออกจากประตูเมืองไป

ฝ่ายลิโป้ก็คิดว่าเตียวหุยมีฝีมือมิได้ไปติดตาม แต่โจป้านั้นคิดแค้นเตียวหุยอยู่เปนอันมาก จึงคุมทหารประมาณร้อยหนึ่ง ตามเตียวหุยไป เตียวหุยเหลียวหลังมาเห็นโจป้า จึงชักม้ากลับมารบด้วยโจป้าได้สามเพลง โจป้านั้นกำลังน้อยก็ขับม้าหนี เตียวหุยขับม้าตามไปถึงริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง จึงเอาทวนแทงถูกโจป้าตกม้าตาย

ฝ่ายทหารเตียวหุยซึ่งอยู่ในเมืองก็ลอบหนีออกมาได้บ้าง ครั้นเวลาเช้ามาพบเตียวหุย ๆ จึงพากันตามเล่าปี่ไปณเมืองลำหยง ฝ่ายลิโป้ครั้นได้เมืองชีจิ๋วจึงเกณฑ์ทหารร้อยหนึ่ง ไปอยู่รักษาครอบครัวเล่าปี่มิให้ผู้ใดทำอันตรายได้

ฝ่ายเตียวหุยครั้นมาถึงเมืองอุไถ จึงเล่าเนื้อความให้เล่าปี่แจ้งทุกประการ บันดาทหารในกองทัพเล่าปี่รู้ดังนั้นก็ตกใจ ทุกข์ถึงครอบครัวของตัว เล่าปี่เห็นทหารทั้งปวงทุกข์ร้อนก็เอาน้ำใจว่า ธรรมดาเกิดมาเปนชาติทหารแล้ว ถ้าจะเสียทีก็อย่าเปนทุกข์ ถึงจะได้ทีก็อย่ายินดี

กวนอูจึงถามเตียวหุยว่า ตัวเจ้ามาครั้งนี้ได้ครอบครัวของพี่เรามาด้วยหรือ เตียวหุยจึงบอกว่าพี่สะใภ้เราทั้งสองนั้นยังตกอยู่ในเมืองชีจิ๋ว กวนอูได้ยินดังนั้นก็โกรธจึงกระทืบเท้าลงแล้วว่า เมื่อเล่าปี่จะยกมานั้นตัวรับจะอยู่รักษาเมือง ครั้นเล่าปี่มิให้อยู่ตัวก็สัญญาประการใดยังคิดได้หรือไม่ แลเมื่อเสียเมืองชีจิ๋วแล้วมิหนำ ซ้ำเสียทั้งครอบครัวของพี่เราฉนี้ตัวจะคิดประการใด เตียวหุยได้ยินกวนอูว่าดังนั้นก็นิ่งไปมิได้ตอบคำ คิดอัปยศแก่ทหารทั้งปวง จึงชักเอากระบี่ออกจะเชือดคอตาย เล่าปี่เห็นก็ตกใจวิ่งเข้ากอดเอาเตียวหุยไว้ แล้วชิงเอากระบี่เสียจากมือ แล้วจึงว่าคำโบราณกล่าวไว้ว่า ธรรมดาภรรยาอุปมาเหมือนอย่างเสื้อผ้า ขาดแลหายแล้วก็จะหาได้ พี่น้องเหมือนแขนซ้ายขวา ขาดแล้วยากที่จะต่อได้ แล้วเราก็ได้สาบาลไว้ต่อกันว่า ถ้าจะตายก็จะตายด้วยกัน ซึ่งเสียเมืองชีจิ๋วแลภรรยาเราไปทั้งนี้เปนแต่การภายนอก จะฆ่าตัวเสียนั้นใช่ของทั้งนี้จะคืนมาก็หามิได้ ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ก็จะได้คิดอ่านทำการสืบไป จะมาตายเสียเปล่า ๆ ไม่ควรเลย แล้วเล่าปี่ก็ร้องไห้ กวนอูเตียวหุยเห็นเล่าปี่ร้องไห้ก็ร้องไห้ด้วย

ฝ่ายอ้วนสุดรู้ว่าลิโป้ได้เมืองชีจิ๋วแล้ว จึงให้ทหารถือหนังสือรีบไปถึงลิโป้ว่า ให้ลิโป้ช่วยรบเล่าปี่ให้แตกจงได้ เราจะให้ม้าห้าร้อย เข้าห้าหมื่นถัง ทองเงินหมื่นตำลึง แพรพันพับ ลิโป้แจ้งในหนังสือดังนั้นก็ดีใจ จึงให้โกซุ่นคุมทหารห้าหมื่นยกไปตีกระหนาบหลังเล่าปี่ ๆ จึงปรึกษากวนอูเตียวหุยว่า เรากำลังน้อยเห็นจะสู้เขามิได้ เวลากลางคืนฝนตกหนัก เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ก็ยกทหารออกจากค่ายจะไปเมืองกองเหลง

ฝ่ายโกซุ่นมาถึงรู้ว่าเล่าปี่ยกหนีไปแล้ว จึงไปหากิเหลงณค่าย โกซุ่นจึงว่าแก่กิเหลงว่า บัดนี้เล่าปี่ก็หนีไปแล้ว ของซึ่งนายท่านจะให้แก่นายเรานั้นเปนประการใด กิเหลงจึงตอบว่า เนื้อความทั้งนี้เรายังมิได้แจ้ง เรากลับไปเมืองแล้วจะถามอ้วนสุดดูก่อน แล้วกิเหลงก็ยกกลับไปบอกแก่อ้วนสุด โกซุ่นก็กลับไปเมืองชีจิ๋วบอกแก่ลิโป้ว่าเล่าปี่นั้นยกหนีไปแล้ว ข้าพเจ้าพบกิเหลงได้ว่าด้วยสิ่งของ กิเหลงว่าจะไปบอกอ้วนสุดผู้นายก่อน

ลิโป้ได้ยินดังนั้นก็คิดสงสัย พอมีหนังสืออ้วนสุดมาถึงลิโป้ว่าท่านให้โกซุ่นยกไปก็จริงแต่มิได้รบพุ่ง แล้วก็ยังมิได้ตัวเล่าปี่ ถ้าได้ตัวเล่าปี่เมื่อใดเราจะให้สิ่งของตามสัญญา ลิโป้เห็นหนังสือนั้นก็โกรธ จึงว่าอ้วนสุดเจรจาหาความจริงไม่ แล้วปรึกษากับทหารทั้งปวงว่า เราจะยกไปรบอ้วนสุด

ตันก๋งจึงว่าบัดนี้อ้วนสุดมาตั้งอยู่เมืองฉิวฉุนเปนที่สำคัญ ทหารมีฝีมือก็มาก เข้าปลาอาหารก็บริบูรณ์ ซึ่งท่านจะยกไปบัดนี้เห็นจะเสียทีแก่อ้วนสุด ขอให้ท่านคิดอ่านเกลี้ยกล่อมเอาเล่าปี่มาไว้เมืองเสียวพ่ายก่อน เมื่อเราจะยกไปนั้นจะได้อาศรัย เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย เปนกำลัง เห็นการจะสำเร็จโดยสดวก ลิโป้เห็นชอบด้วย จึงให้ทหารถือหนังสือไปเชิญเล่าปี่

ฝ่ายเล่าปี่ยกหนีไปถึงเมืองกองเหลง พออ้วนสุดยกมาตีเมืองกองเหลงแตก เล่าปี่หนีออกจากเมืองมาพบทหารลิโป้ เล่าปี่เห็นหนังสือจึงปรึกษากับกวนอูว่า ลิโป้ให้หนังสือมาหาเราไปเจ้าจะเห็นประการใด กวนอูจึงว่าลิโป้เปนคนพูดเพราะ แต่เจรจาหาสัตย์มิได้ ซึ่งท่านจะคบสืบไปนั้นเห็นไม่สมควร เล่าปี่จึงว่าบัดนี้ลิโป้ให้มาหาเราโดยดีจำเราจะไปจึงจะควร

ฝ่ายลิโป้ให้ทหารถือหนังสือไปแล้วกลัวเล่าปี่จะไม่มา จึงให้คุมเอาตัวนางกำฮูหยินกับนางบีฮูหยินซึ่งเปนภรรยาเล่าปี่นั้นตามไปให้ จะให้เล่าปี่สิ้นสงสัย พอเล่าปี่ยกมาพบกันกลางทาง เล่าปี่เห็นภรรยาก็ดีใจจึงถามว่าลิโป้ได้เมืองแล้วพิทักษ์รักษาเจ้าทั้งสองประการใดบ้าง นางกำฮูหยิน นางบีฮูหยิน บอกว่า ลิโป้ให้ทหารพิทักษ์รักษามิให้ผู้ใดเข้าออกแปลกปลอมได้ แล้วจัดแจงหญิงให้ใช้สรอยส่งเข้าปลาอาหารอยู่มิได้ขาด เล่าปี่ว่าแก่ กวนอู เตียวหุย ว่า ข้าได้ว่าแต่เดิมทีว่า อันลิโป้นั้นมีกตัญญูต่อเราอยู่ เห็นจะไม่ทำร้ายแก่ครอบครัวเรา จำเราจะเข้าไปหาลิโป้จึงจะควร กวนอูเห็นชอบด้วย แต่เตียวหุยมีพยาบาทอยู่ไม่ขอเห็นหน้าลิโป้ จึงว่าพี่ทั้งสองจะไปก็ตามเถิด แต่ตัวข้านี้จะพาพี่สะใภ้ไปอยู่ในเมืองเสียวพ่ายก่อน แล้วเตียวหุยก็ลาเล่าปี่ไป เล่าปี่กวนอูจึงพากันไปหาลิโป้

ลิโป้จึงว่าแก่เล่าปี่ว่า เราทำการทั้งนี้ใช่เราจะเห็นแก่สมบัติของท่านนั้นหามิได้ เพราะเตียวหุยน้องท่านเสพย์สุราเมา เรากลัวจะทำการหยาบช้า จะเกิดวุ่นวายกันขึ้น เราจึงมาทำการทั้งนี้หวังจะรักษาเมืองไว้ให้ท่าน เล่าปี่จึงว่าเมืองอันนี้แต่แรกเราก็ว่าจะให้ท่านอยู่อีกท่านมิยอม บัดนี้ท่านมาตีได้เปนเมืองของท่านก็ดีแล้ว เชิญท่านอยู่ให้เปนสุขเถิด ตัวเรากับสมัคพรรคพวกจะขอไปอยู่เมืองเสียวพ่าย ลิโป้ก็ว่ากล่าวให้เล่าปี่อยู่รักษาเมืองดังเก่า เล่าปี่มิยอมอยู่ก็ลาลิโป้ไปเมืองเสียวพ่าย แต่กวนอู เตียวหุยนั้นคิดพยาบาทลิโป้อยู่มิได้ขาด เล่าปี่แจ้งในกิริยากวนอูเตียวหุย จึงว่าเจ้าอย่าเพ่อคิดอ่านวุ่นวายก่อน จงค่อยทรมานไปจนกว่าจะได้ทีของเรา จึงจะได้คิดการต่อไป ฝ่ายลิโป้ก็ส่งเข้าของไปให้เล่าปี่เนือง ๆ เล่าปี่กับลิโป้นั้นก็ปรกติกันอยู่ มิได้กินแหนงกัน



[๑] มีในเรื่องเลียดก๊ก

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ