ตอนที่ ๕๘

เล่าปี่แจ้งดังนั้นก็ตระเตรียมกองทัพกับขงเบ้งยกมาโดยด่วน ถึงทุ่งฮันซุยจึงให้หาทหารของจูล่งมาถามว่า ซึ่งจูล่งทำการสงครามด้วยโจโฉครั้งนี้ได้ชัยชนะประการใด ทหารจึงแจ้งแก่เล่าปี่ตามได้ทำการมาแต่ต้นทุกประการ เล่าปี่ได้แจ้งดังนั้นมีความยินดีนัก พิจารณาดูไปหน้าเขาหลังเขาเห็นท่าทางล้วนทางเปลี่ยว จึงว่าแก่ขงเบ้งว่า ความคิดของจูล่งทำสงครามครั้งนี้ ล้วนเปนโวหารทั้งนั้น แล้วจึงให้หาจูล่งแลทหารทั้งปวงมาพร้อมกัน จึงว่าแก่จูล่งว่า ท่านมีความชอบในสงคราม เราจะตั้งให้เรียกท่านว่าทหารเสือ จึงเลี้ยงโต๊ะแลเหล้าเข้าตามความยินดี ครั้นเวลาเย็นลงมีทหารคนหนึ่งมาแจ้งข่าวราชการแก่เล่าปี่ว่า บัดนี้โจโฉจะยกทัพใหญ่มาตามทางเขาสกัดทางน้อย จะรบคืนเอาทุ่งฮันซุยให้ได้ เล่าปี่แจ้งดังนั้นก็หัวเราะจึงว่า ซึ่งโจโฉจะยกมาเห็นไม่ชนะเปนแทั ด้วยเราตั้งมั่นอยู่แล้ว บัดนี้จะให้ทหารไปตั้งค่ายรับอยู่ทิศตวันตกชายทุ่งฮันซุยให้จงมั่นคง

ฝ่ายโจโฉก็ตระเตรียมทหาร ตั้งให้ซิหลงเปนทัพหน้าจะยกมา อองเป๋งพนักงานรักษาประตูเข้ามาคำนับโจโฉแล้วว่า ข้าพเจ้าได้เรียนดูที่ตั้งค่าย รู้ว่าจะมีชัยชนะแลแพ้ ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะขออาสาไปช่วยทำราชการกับซิหลงตามสติปัญญาเอาชัยชนะให้จงได้ โจโฉมีความยินดีตั้งอองเป๋งให้เปนทัพหน้าทหารซ้ายช่วยราชการซิหลง ครั้นจัดแจงการเสร็จแล้ว ก็ยกมาเขาเตงกุนสันทิศเหนือ ซิหลงอองเป๋งนายทัพทั้งซ้ายขวาก็คุมทหารยกล่วงมาถึงทุ่งฮันซุย ซิหลงจึงปรึกษาว่า เราจะข้ามน้ำไปตั้งค่ายอยู่ข้างโน้นจะเห็นประการใด

อองเป๋งจึงว่า ถ้าจะข้ามไปเกลือกมิทันจะถึงที่ ขุกมีข้าศึกยกมาในขณะนั้นเราจะผ่อนปรนประการใด ซิหลงจึงตอบว่า เมื่อครั้งฮั่นสินทำศึกด้วยพระเจ้าฌ้อปาอ๋องนั้น[๑] ก็ได้ยกพลทหารไปตั้งอยู่ริมน้ำเสียทีแก่ข้าศึกอีกยังเอาชัยชนะได้ แลครั้งนี้เราจะยกไปตั้งค่ายรับริมน้ำนั้นกลัวจะแพ้ด้วยเหตุอันใด อองเป๋งจึงว่า ครั้งฮั่นสินนั้นฮั่นสินเห็นพลทหารของพระเจ้าฌ้อปาอ๋องอิดโรยกำลังอยู่แล้ว จึงอาจสามารถไปตั้งค่ายรับริมน้ำได้ แลครั้งนี้ท่านยังรู้ว่ากำลังจูล่งกับฮองตงนั้นเปนประการใด จึงจะอาจสามารถไปตั้งค่ายดุจฮั่นสินนั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย ซิหลงจึงว่า ซึ่งไม่เห็นด้วยนั้นก็ตามใจเถิด เจ้าจงคุมทหารตามไปตั้งอยู่ริมน้ำฝ่ายตวันออกให้มั่นคงอย่าให้มีอันตรายได้ ซิหลงก็ให้ทหารทั้งปวงทำสะพานเรือกข้ามแม่น้ำฮันซุย ไปตั้งค่ายตามซึ่งว่ากันนั้น

ฝ่ายฮองตงกับจูล่งทั้งสองคนพากันเข้าไปหาเล่าปี่แล้วว่า ข้าพเจ้าทั้งสองจะขออาสาคุมทหารออกไปรบกับทัพโจโฉเอาชัยชนะครั้งนี้จงได้ เล่าปี่ก็เห็นด้วย ฮองตงกับจูล่งสองนายก็ยกไป ครั้นถึงกลางทางฮองตงจึงว่าแก่จูล่งว่า ซิหลงยกมานี้มีกำลังกล้าหาญนัก เราอย่าเพ่อจู่โจมเข้า คอยดูกำลังฝ่ายทหารเขาก่อน ถ้าเห็นอิดโรยได้ท่วงทีแล้ว จึงยกทหารเข้าตีกระหนาบเห็นจะได้ชัยชนะโดยง่าย จูล่งก็เห็นด้วยต่างคนต่างก็ไปตั้งค่ายตามคำปรึกษา

ครั้นเวลารุ่งเช้าซิหลงก็ยกทหารมาจะรบกับจูล่ง แต่ไปคอยอยู่จนเวลาเย็นแล้วก็ไม่เห็นทหารจูล่งยกมาต่อสู้ ซิหลงจึงให้ทหารกองหน้ายิงเกาทัณฑ์กระหน่ำไปตามหน้าค่าย ฮองตงเห็นดังนั้นจึงบอกแก่จูล่งว่า ข้าศึกยังเกาทัณฑ์มาบัดนี้ เห็นทหารเขาซึ่งมานั้นเรรวนจะถอยอยู่แล้ว ถ้าเราออกไปตีเห็นจะได้ สองนายพูดกันยังมิทันจะขาดคำ พอทหารไปสอดแนมกลับมาบอกว่า ทัพหน้าซิหลงถอยไปแล้ว ฮองตงก็มีความยินดี คุมทหารออกพร้อมกัน แล้วให้ตีม้าฬ่อฆ้องกลองโห่ร้อง ยกออกตีกระหนาบทัพซิหลง ๆ ก็แตกหนีไปถึงแม่น้ำริมทุ่งฮันซุย แต่ทหารเหยียบกันตายเปนอันมาก ส่วนตัวซิหลงนั้นมีกำลังมาก ก็หนีไปค่ายอองเป๋งได้ จึงว่าแก่อองเป๋งว่า เจ้าเห็นทหารเราเพลี่ยงพลํ้าแก่ข้าศึก เหดุใดเจ้าจึงไม่ยกมาช่วย

อองเป๋งจึงตอบว่า เราจะยกไปช่วยท่านนั้นหามีผู้จะรักษาค่ายไม่ แต่แรกจะไปนั้นเราก็ได้ทัดทาน ท่านมิฟังจึงเปนเหตุทั้งนี้ท่านจะว่าแก่ผู้ใด ซิหลงได้ยินดังนั้นก็โกรธจะใคร่ฆ่าอองเป๋งเสีย อองเป๋งครั้นเห็นซิหลงโกรธ เห็นว่าความร้ายจะถึงตัว ครั้นเวลาคํ่าก็ให้ทหารของตัวเอาเพลิงจุดค่ายขึ้น ซิหลงเห็นดังนั้นก็ตกใจทิ้งค่ายเสียหนีไป ส่วนอองเป๋งนั้นก็ข้ามแม่น้ำฮันซุยไปสมัคอยู่ด้วยจูล่ง ๆ ก็พาเอาตัวอองเป๋งเข้าไปคำนับเล่าปี่ อองเป๋งจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ในตำบลฮันซุยนี้ข้าพเจ้ารู้ท่าทางอยู่

เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงว่าท่านมาอยู่ด้วยเราแล้ว ซึ่งการเราจะคิดเอาเมืองฮันต๋งเห็นจะได้สมดังความปราถนา แล้วตั้งอองเป๋งให้เปนทหารสำหรับนำทางทำการศึกต่อไป ฝ่ายซิหลงหนีมาถึงโจโฉแล้ว จึงทูลเนื้อความว่า บัดนี้อองเป๋งเปนขบถหนีไปเข้าด้วยเล่าปี่แล้ว

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงรีบยกทหารมาจะชิงเอาค่ายตำบลฮันซุยคืนให้ได้ ฝ่ายจูล่งมีชัยชนะแล้วก็ตั้งค่ายมั่นอยู่ รู้ข่าวว่าโจโฉยกมาเห็นว่าจะตั้งอยู่ที่นั่นมิได้ ก็ล่าทัพไปตั้งมั่นอยู่ริมแม่น้ำฮันซุยฟากตวันตก จึงสั่งให้ทหารตั้งค่ายอยู่ริมแม่นํ้า

ฝ่ายเล่าปี่ครั้นเวลาเย็นก็พาขงเบ้งออกดูท่าทาง ขงเบ้งจึงว่าตำบลฮันซุยนี้ มีเขาอยู่ข้างเหนือเปนอันมาก พอจะซ่องสุมทหารได้สักพันเศษ แล้วก็พากันมาในค่าย จึงให้หาจูล่งเข้ามาแล้วสั่งว่า ท่านจงคุมทหารห้าร้อยเอากลองแลแตรไปอยู่ที่เชิงเขาเหนือน้ำ ถ้าเวลากลางคืนได้ยินเสียงประทัดจุดขึ้นในค่ายเราเปนสำคัญเมื่อใด ก็ให้เร่งเป่าแตรตีฆ้องกลองอื้ออึงอยู่ที่นั่น อย่าออกรบพุ่งเลย จูล่งก็คุมทหารมาอยู่ตามคำขงเบ้งสั่ง ส่วนว่าขงเบ้งครั้นเวลาเย็น ก็ขึ้นไปอยู่บนเขาสูง คอยดูชั้นเชิงโจโฉจะทำประการใด

ครั้นรุ่งเช้าทหารโจโฉจะเข้ารบ เล่าปี่ก็ห้ามเหล่าทหารให้สงบไว้ในค่ายมิให้ออกต่อสู้ ฝ่ายทหารโจโฉเห็นดังนั้นก็ประหลาทใจ พอเวลาจะคํ่าก็ชวนกันกลับคืนไป ครั้นเวลาเที่ยงคืน ขงเบ้งมิได้เห็นทหารโจโฉอยู่ในค่าย ทั้งแสงเพลิงก็มืดอยู่ จึงให้ทหารจุดประทัดขึ้นเปนสำคัญ จูล่งตั้งกองซุ่มอยู่ได้ยินดังนั้น ก็ให้ทหารตีกลองแลเปาแตรขึ้นพร้อมกัน โจโฉได้ยินก็ตกใจ สำคัญว่าเล่าปี่มาปล้นค่าย จึงให้ทหารออกไปดู ทหารก็กลับมาบอกโจโฉว่า ข้าพเจ้าออกไปดูหาเห็นอะไรไม่

ครั้นเวลาดึกแล้วได้ยินเสียงกลองแลประทัดอื้ออึงขึ้นอีกก็ประหลาทใจ ตั้งแต่เวลาคืนวันนั้นจนสามคืนมิได้เปนอันหลับนอน โจโฉคิดครั่นคร้ามใจนัก ก็ให้ล่าทัพไปจากที่นั่นไกลได้ประมาณสามร้อยเส้น ตั้งค่ายอยู่ที่กว้างขวางแห่งหนึ่ง ขงเบ้งแลไปเห็นดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่าแก่เล่าปี่ว่า โจโฉนี้ดีแต่การณรงค์ฝ่ายเดียว หารู้อุบายศึกไม่ วันนี้ขอเชิญท่านไปตั้งค่ายอยู่ฟากข้างโน้นเถิด

เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า ท่านจะให้เราไปนั้น ท่านคิดอุบายไว้เปนประการใด ขงเบ้งจึงว่า ข้าพเจ้าคิดไว้ว่า ถ้าโจโฉยกมาครั้งนี้ ฝ่ายท่านกับเล่าฮองเบ้งตัดทำเปนแตก ทิ้งค่ายเครื่องศัสตราวุธเสีย ข้าพเจ้าจะเตรียมทหารไว้ให้พร้อม ทั้งปีกซ้ายปีกขวาไปคอยท่า แม้เห็นข้าพเจ้าโบกธงสำคัญ จงกลับหน้าเข้าตีเถิด เล่าปี่เห็นชอบด้วยจึงพาทหารข้ามไป

ฝ่ายโจโฉเห็นเล่าปี่ข้ามมาตั้งค่ายอยู่ก็ประหลาทใจ จึงเขียนหนังสือให้ทหารถือไปค่ายเล่าปี่ว่า จะนัดรบกันเวลาไร ขงเบ้งจึงตอบว่า จะรบกันเวลาพรุ่งนี้ ครั้นเวลารุ่งเช้าต่างคนต่างก็ยกทหารมาหยุดอยู่หน้าเขาเงาไกสันพร้อมกันทั้งสองฝ่าย โจโฉขี่ม้าออกยืนอยู่ริมธงรบ ให้ทหารตีกลองสามหน เรียกเล่าปี่ออกมาพูดจากัน เล่าปี่จึงเอาเล่าฮองเบ้งตัดกับทหารเมืองเสฉวนซึ่งได้ไว้นั้นออกมาด้วย โจโฉเห็นเล่าปี่ออกมาจึงเอาแซ่ม้าชี้หน้าแล้วร้องด่าเล่าปี่ว่า อ้ายคนอกตัญญูเสียสัตย์ กลับมาทรยศเปนศัตรูแก่เจ้าแผ่นดิน

เล่าปี่จึงตอบว่า ท่านมาดูหมิ่นเราฉนี้ไม่ชอบ เราเปนเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ ถือรับสั่งมาปราบปรามศัตรูราชสมบัติ ตัวทำผิดฆ่าพระอัครมเหษีพระเจ้าเหี้ยนเต้เสีย ตั้งตัวเปนเจ้าจะเบียดเบียฬเอาราชสมบัติให้เกินศักดิ์ ตัวยังจะถือว่าไม่เปนขบถอีกหรือ โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงให้ซิหลงออกรบเล่าปี่ ๆ ก็ให้เล่าฮองออกต่อสู้

ขณะเมื่อเล่าฮองกับซิหลงเข้ารบกันด้วยเพลงทวน เล่าปี่นั้นหลีกเข้าอยู่ในกองทัพ ครั้นเล่าฮองสู้ซิหลงไม่ได้ เล่าปี่นั้นทำเปนแตกหนี โจโฉเห็นดังนั้นจึงสั่งทหารทั้งปวงว่า ถ้าผู้ใดจับเล่าปี่ได้เราจะปูนบำเหน็จให้เปนเจ้าเมืองเสฉวน ทหารทั้งปวงได้ยินดังนั้น ก็ชวนกันโห่ร้องไล่ติดตามเล่าปี่ไป

ฝ่ายเล่าปี่กับทหารทั้งปวงทำเปนแตกหนี ทิ้งเครื่องศัสตราวุธเสียหนีมาทางตำบลฮันซุย ทหารโจโฉได้ค่ายก็ดีใจ เข้าชิงสิ่งของแลเครื่องศัสตราวุธกันอื้ออึง โจโฉจึงให้ตีม้าฬ่อเรียกทหารให้หยุดอยู่ ทหารทั้งปวงจึงถามว่า ข้าพเจ้าจะไล่ตามจับตัวเล่าปี่มาให้ได้ เหตุใดท่านจึงห้ามไว้เล่า

โจโฉจึงว่า เราพิเคราะห์ดูการผิดประหลาท ซึ่งเล่าปี่ข้ามน้ำมาตั้งค่ายฟากข้างนี้ ยังมิทันช้านานแตกไป ก็เปนที่สงสัยข้อหนึ่ง แลทิ้งม้าเครื่องศัสตราวุธไว้ในค่ายเปนอันมาก ก็สงสัยเปนสองข้อ ควรเราจะล่าทัพเสียก่อน อย่าเพ่อให้ทหารทั้งปวงเก็บเอาเข้าของเลย ถ้าผู้ใดไม่ฟังเราจะเอาโทษถึงตาย ว่าแล้วก็เร่งล่าทัพกลับไป

ขณะเมื่อโจโฉล่าทัพกลับไปนั้น ขงเบ้งจึงให้เอาธงสำคัญขึ้นโบก ฝ่ายเล่าปี่เห็นก็ยกทัพกลับมา ให้ฮองตงเปนปีกขวา ให้จูล่งเปนปีกซ้าย ตีกระหนาบกันทั้งสองข้าง โจโฉมิอาจสู้ได้ก็แตกหนี ขงเบ้งจึงให้ติดตามในเวลากลางคืน ขณะนั้นโจโฉหนีไปใกล้เมืองลำเต๋ง แลเห็นเพลิงติดขึ้นในเมืองทั้งสี่ทิศก็ตกใจ จึงรู้ว่าเมืองเสียแก่ข้าศึกแล้ว ด้วยแต่ก่อนนั้นขงเบ้งใช้ให้เงียมหงันไปรักษาเมืองปาเสแทนตัวอุยเอี๋ยน แล้วให้เตียวหุยอุยเอี๋ยนสองนายนั้นยกไปตีเอาเมืองลำเต๋งได้ โจโฉก็หนีมาทางด่านเองเปงก๋วน

ฝ่ายเล่าปี่ขงเบ้งซึ่งยกทหารตามโจโฉมา ก็เข้าไปในเมืองลำเต๋ง แล้วเกลี้ยกล่อมอาณาประชาราษฎรให้อยู่เปนปรกติ วันหนึ่งเล่าปี่จึงถามขงเบ้งว่า ซึ่งโจโฉยกมาทำการด้วยเราครั้งนี้ เหตุใดจึงพลาดพลั้งเสียทีแก่เรานั้นด้วยประการใด ขงเบ้งจึงบอกว่า โจโฉเปนคนมีสันดานมักคิดสงสัยมาก ชำนาญแต่ใช้ทหารรบสิ่งเดียว เหตุฉนี้จึงพ่ายแพ้เราโดยง่าย เล่าปี่จึงว่า บัดนี้เห็นโจโฉจะหนีไปอยู่ที่ด่านเองเปงก๋วน เห็นจะอยู่พวกเดียว ท่านจะคิดอุบายประการใดจึงจะได้ตัวโจโฉเล่า ขงเบ้งจึงว่าข้าพเจ้าคิดไว้ได้แล้ว จึงให้เตียวหุยกับอุยเอี๋ยนพาทหารไปสองทาง ก้าวสกัดตัดสเบียงโจโฉให้ได้ แล้วจึงใช้ให้ฮองตงแลจูล่งนั้นไปเผาหนทางริมเขาซึ่งโจโฉจะไปนั้นเสีย ทหารสี่เหล่ารับคำแล้วก็ลาเล่าปี่ขงเบ้งคุมทหารให้คนนำทางไป

โจโฉอยู่ณด่านเองเปงก๋วน ใช้ให้ทหารไปเที่ยวสอดแนมดูทุกตำบล ครั้นทหารไปสอดแนมแล้วกลับมาทูลแก่โจโฉว่า บัดนี้เล่าปี่ให้ทหารตัดไม้ทับทางน้อยแลทางใหญ่เสียสิ้น แล้วเอาเพลิงจุดไว้ ไม่รู้ว่าทหารเล่าปี่จะซุ่มซ่อนอยู่ที่ไหนแน่ โจโฉได้ฟังก็คิดสงสัยอยู่

ขณะนั้นพอมีผู้มาบอกว่า เตียวหุยอุยเอี๋ยนยกทหารมาสกัดจะชิงเอาสเบียงของเราแล้ว โจโฉจึงถามทหารทั้งปวงว่า ผู้ใดจะอาสาสู้กับเตียวหุยอุยเอี๋ยนได้บ้าง เคาทูจึงว่า ข้าพเจ้าจะขออาสาไปสู้ให้ได้ โจโฉจึงจัดทหารให้พันหนึ่ง เคาทูก็รีบไปตามทางด่านเองเปงก๋วน คอยป้องกันรับสเบียงมิให้เปนอันตราย

ฝ่ายขุนนางซึ่งคุมสเบียงอยู่นั้น พบเคาทูเข้าก็ดีใจ จึงว่าถ้าเรามิได้ท่านก็เห็นจะไม่ถึงด่านเองเปงก๋วนได้ จึงเอาเหล้าเข้าแลสุกรมาเลี้ยงเคาทู เคาทูครั้นกินสุราเมาแล้ว ก็เดิรนำหน้าเกวียนสเบียงมา ครั้นมาถึงกลางทาง ขุนนางซึ่งคุมสเบียงจึงว่าแก่เคาทูว่า เวลานี้เย็นแล้ว ข้างหน้าตำบลเมืองโปจิ๋วเปนเขาริมทางเปลี่ยวอยู่ เราจะไปบัดนี้เห็นจะไม่พ้นภัย

เคาทูจึงว่าเรามีกำลังพะลัง ท่านจะกลัวอะไรแก่ศัตรู ในเวลากลางคืนแสงเดือนก็สว่างเราจะอยู่ใย เคาทูก็ขึ้นม้านำหน้าเกวียนมา เวลาประมาณยามเศษ พอถึงเขาริมทางตำบลเมืองโปจิ๋ว ได้ยินเสียงกลองแลเสียงแตรอื้ออึง

เตียวหุยเห็นดังนั้นก็ควบม้าถือทวนตรงเข้าไล่เคาทู ๆ รบกับเตียวหุยด้วยกำลังเมาสุรา มิทันได้สักกี่เพลง เตียวหุยก็เอาทวนแทงถูกไหล่เคาทูตกม้าลง พวกทหารซึ่งมาด้วยเคาทูก็ทิ้งเกวียนเสีย เข้าอุ้มเอาตัวเคาทูหนีไปได้ เตียวหุยได้เกวียนแลสเบียงก็กลับมา ทหารซึ่งรักษาเคาทูมาได้ก็พาเข้าไปหาโจโฉ ๆ เห็นดังนั้นจึงให้หมอไปพยาบาลเคาทู แล้วโจโฉก็ยกกลับมาทำสงครามด้วยเล่าปี่ ๆ เห็นโจโฉยกกลับเข้ามาจึงให้เล่าฮองคุมทหารออกไป โจโฉจึงว่า อ้ายเล่าปี่มันจำเพาะให้อ้ายเล่าฮองลูกคนขายเกือกมาต่อสู้กับเราไม่สมควร เราจะให้ลูกเราชื่อโจเจียงหนวดเหลืองออกไปต่อสู้ฟันให้เนื้อละเอียดไป เล่าฮองได้ยินก็โกรธ ควบม้ารำทวนเข้าไล่ทหารโจโฉ ๆ จึงให้ซิหลงออกต่อสู้ เล่าฮองทำเปนชักม้าหนี โจโฉก็คุมทหารไล่ติดตามเล่าฮองไป

ฝ่ายเล่าปี่อยู่ในค่ายแลเห็น ก็ให้ทหารจุดประทัดตีฆ้องกลองเป่าแตรขึ้นอื้ออึง โจโฉเห็นว่ายังมีทหารซ่องสุมอยู่ ก็คิดตกใจกลัว จึงให้ทหารกลับถอยหนี พอมาถึงกำแพงด่านเองเปงก๋วนซึ่งเปนที่อยู่นั้น ทหารเล่าปี่ตามมาทัน ล้อมเข้าทั้งสี่ทิศ จุดเพลิงโห่ร้องขึ้นพร้อมกัน โจโฉก็ตกใจหนีออกจากที่นั้น

ขณะเมื่อโจโฉหนีไปนั้น เตียวหุยคุมทหารหมู่หนึ่งตั้งสกัดอยู่ข้างหน้า จูล่งคุมทหารพวกหนึ่งรบประชิดข้างหลังมา ฮองตงคุมทหารหมวดหนึ่งเร่งยกมาตามทางตำบลเมืองโปจิ๋ว โจโฉครั้นหนีมาถึงตำบลหุบเขาเสียดก๊กเห็นผงคลีฟุ้งขึ้น มีทหารหมวดหนึ่งยกมา โจโฉจึงว่าถ้าเปนทหารของเล่าปี่มาซ่องสุมไว้ เห็นว่าเราจะตายเปนมั่นคง ครั้นว่ากันเท่านั้น พอทหารนั้นมาใกล้ จึงรู้ว่าโจเจียงผู้บุตรที่สองยกมาก็ดีใจ อันโจเจียงคนนี้เมื่อยังหนุ่มน้อยอยู่นั้น มักขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์ มีกำลังยิ่งกว่าคนทั้งหลาย โจโฉผู้บิดาก็ได้สั่งสอนว่า เจ้าไม่พอใจอ่านหนังสือ พอใจแต่ขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์ ศิลปศาสตร์นี้เปนประโยชน์มีกำลังแต่ผู้เดียว ไม่มีเกียรติยศเลื่องลือ

โจเจียงจึงว่าแก่บิดาว่า อันศิลปศาสตร์สิ่งนี้ก็เปนการทหารสำหรับลูกผู้ชาย อาจสามารถจะคุมทหารได้ถึงแสนหนึ่ง จะหาความชอบรักษาแผ่นดินก็จะดีกว่าเรียนหนังสืออีก โจโฉถามบุตรทั้งปวงว่า ซึ่งโจเจียงว่าดังนี้ นํ้าใจบุตรทั้งปวงผู้ใดจะรักประการใดบ้าง บุตรทั้งนั้นก็นิ่งอยู่ แต่โจเจียงผู้เดียวนั้นจึงตอบว่า ข้าพเจ้ารักจะเปนทหาร

โจโฉจึงว่า จะเปนทหารขณะเมื่อเจ้าจะต่อสู้สงครามนั้น จะทำประการใดในกระบวรสงคราม โจเจียงจึงว่า ข้าพเจ้าจะทำสงครามแก่ข้าศึกนั้น จะใส่เสื้อเกราะถืออาวุธออกหน้าทหารทั้งปวง ถึงจะอับจนก็ไม่อาลัยแก่ลูกเมียเลย ถ้าทหารผู้ใดมีความชอบในสงครามก็จะปูนบำเหน็จ ถ้าผู้ใดผิดก็จะประหารชีวิตเสีย

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ดีใจหัวเราะแล้วจึงว่า เจ้าคิดดังนี้ชอบอยู่แล้ว ขณะนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้มาอยู่เมืองฮูโต๋ได้ยี่สิบสามปี พอออหวนอยู่เมืองไตกุ๋นคิดการขบถ โจโฉจึงให้โจเจียงผู้บุตรยกทหารห้าหมื่นไปรบเมืองไตกุ๋น จึงสั่งสอนว่า เมื่อเราอยู่บ้านอยู่เรือนนั้นเปนพ่อลูกกัน บัดนี้เจ้าจะไปทำการศึก ก็เหมือนข้ากับเจ้า อย่าได้คิดประมาท ถ้าผิดก็จะเอาโทษตามผิด เราสั่งสอนเจ้าจงควรจำเถิด ว่ากันเท่านั้นแล้ว โจเจียงก็ลาโจโฉยกทหารไปเมืองไตกุ๋นทิศเหนือ ก็เข้ารบพุ่งด้วยออหวน ๆ แตกหนีโจเจียงไปที่ตำบลสองเขียน โจเจียงก็ปราบปรามเมืองไตกุ๋นราบคาบแล้วพอได้ยินข่าวว่าโจโฉผู้บิดามาตั้งทัพอยู่ณด่านเองเปงก๋วนก็ยกทหารมาช่วย

ฝ่ายโจโฉเห็นโจเจียงมาจึงว่า เจ้าหนวดเหลืองบุตรเรามาถึงแล้ว การซึ่งจะสู้รบกับเล่าปี่เห็นจะไม่เปนไรนัก ก็พากันยกมาถึงค่ายอยู่ณเขาเสียดก๊ก จึงมีผู้นำข่าวราชการไปแจ้งแก่เล่าปี่ว่า บัดนี้โจโฉพาโจเจียงผู้บุตรยกทัพกลับมาอีกแล้ว

เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงถามทหารทั้งปวงว่า ผู้ใดจะอาสาไปรบกับโจเจียงได้บ้าง เล่าฮองจึงรับว่า ข้าพเจ้าจะขออาสาไป ฝ่ายเบ้งตัดได้ยินจึงว่าข้าพเจ้าจะขอไปด้วย เล่าปี่จึงว่าครั้งนี้เราจะดูท่านทั้งสอง ฝีมือใครจะดีกว่ากัน ก็จัดทหารให้คนละห้าพัน เล่าฮองเปนทัพหน้าเบ้งตัดเปนทัพหนุน ลาเล่าปี่แล้วยกทหารมา

ครั้นถึงทัพโจเจียง ก็เข้ารบพุ่งกับโจเจียงได้สามเพลง เล่าฮองแพ้กลับถอยหลังมา ส่วนเบ้งตัดเห็นก็ขับทหารหนุนเข้ามา เมื่อจะเข้ารบกันนั้น เห็นทหารโจโฉแลโจเจียงวุ่นวาย เหตุด้วยม้าเฉียวแลงอหลันทหารเล่าปี่ยกตามรบมาภายหลังอีกพวกหนึ่ง ส่วนเบ้งตัดได้ที ก็ให้ทหารโห่ร้องเข้าตีกระหนาบกับม้าเฉียวด้วยกันทั้งสองทัพ พวกทหารโจโฉก็แตกหนีไป

ฝ่ายโจเจียงครั้นเห็นทหารแตกแล้ว แต่ตัวผู้เดียวเข้ารบกับงอหลัน มิทันถึงเพลงหนึ่ง โจเจียงเอาทวนแทงถูกที่สำคัญ งอหลันตกม้าตาย ทหารทั้งปวงต่างก็กลับเข้ารบอีก มิทันได้แพ้ชนะกัน โจโฉจึงให้ทหารถอยกลับมาตั้งอยู่ณหุบเขาเสียดก๊ก โจโฉคิดในใจว่า แต่มาตั้งอยู่ที่นี่ช้านานแล้ว ครั้นจะยกไปบัดนี้ก็เห็นว่าม้าเฉียวยังต้านทานอยู่ คิดละอายแก่พวกข้าศึกก็หยุดอยู่ยังไม่ยกไป

ฝ่ายพ่อครัวครั้นเวลาเย็นจึงยกเอาไก่ต้มตัวหนึ่งเข้ามาถวายแก่โจโฉ ๆ กินเนื้อไก่สิ้นแล้ว ยังเหลือแต่กระดูก จึงเอาตะเกียบหยิบเอาขาไก่ชูขึ้นไว้ รำพึงแต่ในใจว่า จะทิ้งเสียก็เสียดายด้วยยังมีรสอยู่ ขาไก่นี้เปรียบดังการสงครามครั้งนี้ ครั้นจะเลิกละเสียก็จะอัปยศ จะทำเอาชัยชนะก็ไม่สดวก

เมื่อโจโฉรำพึงอยู่ดังนั้น พอแฮหัวตุ้นเข้ามาทูลถามว่า ในเวลาคืนวันนี้ จะเรียกชื่อสิ่งใดเปนสำคัญขานยาม โจโฉสาละวนพิเคราะห์ขาไก่อยู่จึงพลั้งปากออกไปว่าขาไก่ แฮหัวตุ้นได้ยินดังนั้นก็กลับออกมา ครั้นเวลาคํ่าจึงบอกกันให้ขานยามว่าขาไก่ เสียวสิ้วสมุห์บาญชีกองทัพนั้นมีปัญญาก็รู้แจ้งซึ่งขานยาม จึงบอกทหารบันดาพวกพ้องของตัวว่า ให้ตระเตรียมจะเลิกทัพอยู่แล้ว

ขณะนั้นมีทหารคนหนึ่งมาบอกแฮหัวตุ้นว่า เอียวสิ้วให้พรรคพวกตระเตรียมไว้ว่าจะยกทัพกลับไปแล้ว แฮหัวตุ้นจึงให้หาเอียวสิ้วมาถามว่า ท่านรู้อย่างไรจึงว่าจะยกทัพไป เอียวสิ้วจึงว่า เราได้ยินขานยามว่าขาไก่ก็เข้าใจว่าโจโฉจะยกทัพไปอยู่แล้ว จึงตระเตรียมกัน แฮหัวตุ้นได้ฟังก็ตกใจ จึงสั่งทหารให้จัดแจงเตรียมตัวไว้บ้าง

ส่วนโจโฉในเวลากลางคืนวันนั้น ไม่สบายใจเที่ยวไปดูรอบค่าย จึงเห็นทหารทั้งปวงตระเตรียมก็ประหลาทใจ โจโฉกลับมาที่อยู่ จึงให้หาแฮหัวตุ้นมาถามว่า ทหารทั้งปวงทำดังนี้เปนประการใด แฮหัวตุ้นจึงทูลว่า เอียวสิ้วมาบอกข้าพเจ้าว่าจะเลิกทัพไปแล้ว โจโฉจึงให้หาเอียวสิ้วเข้ามาถามว่า ท่านบอกแฮหัวตุ้นดังนี้เห็นเหตุประการใด เอียวสิ้วจึงทูลว่า ข้าพเจ้าได้ยินทหารขานยามว่าขาไก่ ก็รู้ว่าจะเลิกทัพ โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ว่าท่านมากล่าวดังนี้ผิด แกล้งจะให้ทหารเราเสียน้ำใจ โทษท่านถึงตาย จึงให้ทหารเอาตัวเอียวสิ้วไปตัดสีสะเสียเสียบไว้ประตูค่าย มิให้ทหารทั้งปวงดูเยี่ยงกัน

แลเอียวสิ้วคนนี้ แต่ก่อนมาเปนคนมักอวดตัว ว่าวิชาการดีมีความคิด โจโฉเกรงขามแก่เอียวสิ้วอยู่ แลเมื่อครั้งมีผู้คิดร้ายโจโฉ ๆ อุบายสั่งคนใช้สนิธว่า เรานอนร้ายมักเลมอฆ่าคน ถ้าเรานอนอย่าให้ผู้ใดเข้ามาใกล้ วันหนึ่งเวลากลางวัน โจโฉทำนอนหลับอยู่บนเตียง แกล้งทำให้ผ้าห่มนอนตกลงจากตัว จึงมีข้าสนิธคนหนึ่งเข้ามาหยิบผ้าห่มขึ้นห่มให้ โจโฉทำเลมอลุกขึ้นชักกระบี่ฟันคนนั้นถึงแก่ความตาย แล้วก็กลับนอนไป อีกสักครู่หนึ่งจึงลุกขึ้นแกล้งทำเปนตกใจ ถามว่าผู้ใดมาฆ่าคนสนิธของเราเสีย คนทั้งปวงก็บอกโดยความจริง โจโฉก็ทำเปนร้องไห้ สั่งให้เอาศพนั้นไปฝังไว้ คนทั้งปวงไม่รู้เท่า จึงว่าโจโฉนอนร้ายมักเลมอฆ่าคน จำเพาะเอียวสิ้วคนเดียวล่วงรู้อุบาย ครั้นให้ยกเอาศพผู้ตายไปฝัง เอียวสิ้วก็สงสารจึงว่าแก่ศพนั้นว่า มหาอุปราชหานอนฝันร้ายไม่ เปนกรรมของท่านจึงตาย โจโฉแจ้งเหตุดังนั้น เห็นว่าเอียวสิ้วรู้เท่าก็โกรธแต่ในใจ

อีกครั้งหนึ่งโจโฉจะใคร่ล่วงรู้ดูปัญญาโจสิดแลโจผีบุตรทั้งสองคน จึงใช้ให้เดิรออกไปนอกประตูวัง แล้วโจโฉจึงลอบใช้ให้คนไปลอบสั่งนายประตูไว้ว่าวันนี้อย่าให้ใครออกไป ส่วนโจผีเดิรมาถึงประตูแล้วก็จะออกไป นายประตูห้ามไม่ให้โจผีไป โจผีก็กลับคืนมา ฝ่ายโจสิดรู้ว่านายประตูห้ามไม่ให้โจผีผู้พี่ออกไปก็มีความสงสาร จึงเอาเนื้อความมาถามเอียวสิ้ว ๆ จึงว่า รับสั่งใช้ให้ท่านออกไป ถ้าผู้ใดบังอาจห้ามไว้จงให้ฆ่าผู้นั้นเสียจึงจะควร โจสิดได้ฟังดังนั้น ก็กลับมาตามคำเอียวสิ้ว ครั้นถึงประตูนายประตูก็ห้ามไว้ โจสิดโกรธจึงตวาดนายประตูว่า เองบังอาจมาห้ามเราผู้ถือรับสั่งไว้ แล้วก็ฆ่านายประตูเสีย

โจโฉแจ้งดังนั้นก็เข้าใจว่าโจสิดมีปัญญากว่าโจผี ครั้นอยู่มาภายหลังมีผู้มาทูลโจโฉว่า โจสิดกระทำการได้ดังนี้ เพราะได้ปัญญาเอียวสิ้วสั่งสอน โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธแก่เอียวสิ้ว ทั้งโจสิดนั้นก็หายินดีไม่ ครั้นนานมาโจโฉจึงถามการสงครามแก่โจสิด ๆ ก็บอกได้ทุกประการไม่ขัดสน เพราะเอียวสิ้วสั่งสอน โจโฉก็ยิ่งคิดสงสัยนัก

อยู่มาวันหนึ่งโจผีมาบอกโจโฉว่า ซึ่งโจสิดรู้หลักมากนั้น เพราะได้ความคิดเอียวสิ้วสอนมาดอก โจโฉก็ยิ่งมีความโกรธเปนอันมาก คิดพยาบาทจะใคร่ฆ่าเอียวสิ้วเสียให้ได้ ครั้นเมื่อมาที่ตำบลเขาเสียดก๊ก พอเอียวสิ้วทำความผิดว่าด้วยขาไก่ ล่วงรู้เท่าความคิดโจโฉ ๆ โกรธกำลังพยาบาท ได้ทีแล้วก็ฆ่าเอียวสิ้วเสีย โจโฉทำเปนโกรธจะฆ่าแฮหัวตุ้นเสียด้วย

ฝ่ายขุนนางทั้งปวงจึงทูลขอโทษแฮหัวตุ้นไว้ โจโฉจึงตวาดให้แฮหัวตุ้นถอยออกไปจากที่นั้น แล้วสั่งแก่ทหารทั้งปวงว่า พรุ่งนี้เราจะยกไปแล้ว ครั้นรุ่งขึ้นโจโฉก็ยกทัพออกจากหุบเขาเสียดก๊ก พออุยเอี๋ยนคุมทหารยกมาสกัดทางอยู่ตรงหน้า โจโฉจึงร้องว่า ท่านมาอยู่ด้วยเราเถิด เราจะให้บำเหน็จแก่ท่านจงมาก

อุยเอี๋ยนได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงร้องด่าโจโฉด้วยคำหยาบช้า ฝ่ายโจโฉขัดใจจึงใช้ให้บังเต๊กออกรบ ฝ่ายทหารทั้งสองข้างเข้ารบพุ่งติดพันกันอยู่ พอมีผู้นำข่าวมาบอกโจโฉว่า บัดนี้ม้าเฉียวตามมาจะปล้นเอากองกลางกองหลังของเราด้วยแล้ว โจโฉได้ฟังจึงถอดกระบี่ออกแกว่งว่า ถ้าทหารผู้ใดย่อท้อถอยออกมาเราจะฆ่าเสีย ทหารทั้งปวงก็เข้ารบเสมอหน้ากันมิได้ย่อท้อ

ฝ่ายอุยเอี๋ยนแกล้งทำหนี โจโฉก็ให้ทหารเข้ารบกับม้าเฉียวอีกเล่า ส่วนตัวโจโฉขี่ม้ายืนอยู่บนเนินเขา ดูทหารทั้งสองฝ่ายซึ่งรบกัน อุยเอี๋ยนควบม้าวิ่งมาตรงหน้าโจโฉ แล้วจึงร้องว่า เราชื่ออุยเอี๋ยนกลับมานี่แล้วก็เอาเกาทัณฑ์ยิงไปถูกปากโจโฉ ฟันหน้าหักสองซี่ตกลงจากม้า อุยเอี๋ยนเห็นดังนั้นก็ดีใจทิ้งเกาทัณฑ์เสีย ถือเอาง้าวเร่งขับม้าไล่มาตามเนินเขา จะจับตัวโจโฉฆ่าเสียให้ได้ ขณะนั้นพอบังเต๊กกลับมาเห็นอุยเอี๋ยนไล่โจโฉ บังเต๊กจึงร้องว่า ท่านอย่าทำร้ายเจ้าเรา ก็เข้าต้านหน้าพาทหารเข้ารบอุยเอี๋ยนแก้โจโฉไว้ ฝ่ายม้าเฉียวแลเห็นดังนั้นก็พาทหารถอยไปหยุดอยู่

ฝ่ายบังเต๊กกับทหารทั้งปวงช่วยโจโฉได้แล้ว ก็พากันกลับมาค่าย จึงเร่งให้หมอมารักษาแผลโจโฉซึ่งถูกเกาทัณฑ์นั้น ส่วนโจโฉได้รับความเจ็บปวด จึงคิดไปถึงเอียวสิ้วซึ่งว่าให้เราถอย เราไม่ฟังฆ่าเอียวสิ้วเสียคิดเสียดาย ก็ให้เอาสีสะซึ่งเสียบไว้นั้นไปฝังไว้ แล้วจึงสั่งให้ยกทัพกลับให้บังเต๊กเปนทัพรั้งหลัง ส่วนตัวโจโฉนั้นป่วยอยู่นอนมาในรถ ทหารซ้ายขวาก็ป้องกันมา

ฝ่ายขงเบ้งเห็นว่า ครั้งนี้โจโฉจะทิ้งเมืองฮันต๋งเสีย จึงใช้ให้ม้าเฉียวคุมทหารทั้งปวงแยกเปนสิบเหล่า ออกสกัดรบแลปล้นทั้งกลางวันกลางคืนอย่าได้ขาด โจโฉจึงจะไม่ตั้งอยู่นานได้ เพราะถูกเกาทัณฑ์ของอุยเอี๋ยนครั่นคร้ามใจอยู่

โจโฉได้ความเจ็บปวด จึงยกทหารจากเขาเสียดก๊กหนีไป ครั้นถึงกลางทางมีผู้มาทูลว่า หุบเขาเสียดก๊กนั้น บัดนี้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นแล้ว โจโฉก็รีบให้ทหารหนีไป ฝ่ายม้าเฉียวเห็นโจโฉแตกหนีไปแล้วก็คุมทหารเร่งติดตามไปภายหลัง โจโฉเห็นทหารทั้งปวงอิดโรยก็มิได้หยุดเร่งไปทั้งกลางวันกลางคืน ครั้นถึงเมืองเกงเตียวแล้วก็ให้หยุดพักทหารอยู่

ฝ่ายเล่าปี่ขงเบ้งยกทัพไป สั่งให้เล่าฮองเบ้งตัดอองเป๋ง คุมทหารยกไปตีเมืองซงหยง ฝ่ายสินต่ำเจ้าเมืองซงหยง ครั้นรู้ว่าโจโฉปราชัยแก่ข้าศึกหนีไป ทิ้งเมืองฮันต๋งเสียแล้ว ก็มิอาจจะสู้รบเล่าปี่ได้ จึงพาทหารบันดาพรรคพวกมาสมัคทำราชการด้วยเล่าปี่ ๆ ครั้นได้เมืองซงหยงแล้ว ก็เกลี้ยกล่อมอาณาประชาราษฎรได้เปนปรกติ แล้วก็ปูนบำเหน็จทหารทั้งปวงโดยมีความชอบ

ฝ่ายชาวเมืองแลขุนนางทั้งปวงคิดกันจะใคร่ยกเล่าปี่ขึ้นเปนเจ้า แต่ชวนกันคิดมิรู้ที่จะว่าได้ ก็ชวนกันเข้ามาหาขงเบ้งว่า ข้าพเจ้าชาวเมืองทั้งปวงเห็นพร้อมกันว่า จะให้เล่าปี่เปนเจ้า ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงว่า ใจเราก็คิดอยู่ แล้วพาหวดเจ้งแลทหารทั้งปวงไปหาเล่าปี่ว่า อันโจโฉอหังการทำสูงศักดิ์มาสู้กับเราแล้วหนีไป บัดนี้อาณาประชาราษฎรหามีที่พึ่งไม่ เห็นท่านประกอบไปด้วยความสัตย์ ใจเผื่อแผ่ไปในแผ่นดิน แลเมืองเสฉวนเมืองฮันต๋ง ซึ่งเปนเมืองใหญ่ทั้งสอง ก็ปราบได้ราบคาบแล้ว ฝ่ายขุนนางแลทหารชาวเมืองทั้งปวงปรึกษาเห็นพร้อมกันว่า ท่านนี้ควรจะป้องกันศัตรูเปนที่พึ่งได้ ขอเชิญท่านขึ้นเปนเจ้าแก่ข้าพเจ้าทั้งปวงเถิด

เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจจึงว่า ท่านมากล่าวคำดังนี้ผิดนัก เราเปนเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ จะมาทำดังนี้มิเปนขบถต่อเจ้าแผ่นดินหรือ ขงเบ้งจึงตอบว่า หาเปนเช่นนั้นไม่ ด้วยบ้านเมืองทุกวันนี้เปนจลาจล ต่างคนต่างก็แขงเมือง เกิดรบพุ่งฆ่าฟันกันเปนอันมาก บัดนี้คนทั้งปวงหาที่พึ่งมิได้ ตั้งใจจะเอาท่านเปนที่พึ่ง แลท่านจะมาว่าดังนี้คนทั้งปวงจะมิเสียใจหรือ เล่าปี่จึงตอบว่า น้ำใจเราทุกวันนี้ก็หายินดีที่จะเปนเจ้าไม่ ท่านจงปรึกษาหาที่พึ่งอื่นเถิด คนทั้งปวงจึงว่า ถ้าท่านไม่ยอมดังนั้นข้าพเจ้าทั้งปวงก็จะลาไป

ฝ่ายขงเบ้งจึงว่า ขอเชิญท่านขึ้นเปนเจ้าฮันต๋งเถิด ข้าพเจ้าเห็นสมควรอยู่แล้ว เล่าปี่จึงว่า ยังหามีรับสั่งตั้งให้เราเปนเจ้าไม่ ท่านว่าดังนี้ก็เห็นเปนยกย่องกันเองมิบังควร ขงเบ้งจึงว่า ท่านอย่าถือสัตย์อยู่ฉนี้เลย ท่านจงทำตามคำที่ปรึกษาเถิด

ฝ่ายเตียวหุยผู้ได้ให้สัตย์แก่เล่าปี่เปนพี่น้องกันมาแต่ก่อนนั้น จึงร้องว่าแก่คนทั้งปวงว่า แต่แซ่อื่นยังเปนเจ้าได้ อันเล่าปี่พี่เรานี้ก็เปนเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ อย่าว่าแต่เปนเจ้าฮันต๋งนี้เลย ถึงจะเปนเจ้าแผ่นดินในเมืองหลวงก็จะได้ เหตุใดจึงว่าไม่สมควร เล่าปี่ได้ฟังก็โกรธตวาดเอาแล้วจึงว่า เจ้าอย่าพูดมากไป

ขงเบ้งจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ท่านจงเปนเจ้าฮันต๋งก่อนเถิด ข้าพเจ้าจะให้หนังสือไปกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ต่อภายหลัง ท่านอย่าวิตกเลย เล่าปี่มิสมัครีรออยู่ถึงสามครั้ง ครั้นเห็นคนทั้งปวงว่ากล่าววิงวอนนักแล้วขัดไม่ได้ ก็ยอมเปนเจ้าเมืองฮันต๋งตามคำปรึกษา

ขณะนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้มาอยู่เมืองฮูโต๋ได้ยี่สิบสี่ปี (พ.ศ. ๗๖๒) ครั้นถึงเดือนเก้า จึงปลูกโรงพิธีนอกเมืองฮันต๋ง ที่ตำบลไกเอี๋ยงกว้างขวางได้เก้าเส้น จึงยกเครื่องกระยาหารเส้นวัก เชิญเทพารักษ์มาพร้อมกันเปนที่ชัยมงคล

ฝ่ายเคาเจ้งกับหวดเจ้งนั้น ก็เชิญเล่าปี่ขึ้นบนโรงพิธี แล้วให้แต่งตัวตามสมควร ให้นั่งผินหน้าไปสู่ทิศตวันออก ขุนนางทั้งปวงก็กราบพร้อมกัน อวยชัยให้พรตามธรรมเนียม เล่าปี่นั้นจึงตั้งเล่าเสี้ยนผู้บุตรให้เปนเจ้า ตั้งขงเบ้งให้เปนที่เสนาบดีผู้ใหญ่ในการสงคราม เคาเจ้งกับหวดเจ้งเปนที่ปรึกษา ตั้งกวนอูเตียวหุยจูล่งม้าเฉียวฮองตงเปนทหารเสือ ตั้งอุยเอี๋ยนเปนทหารเอก

ครั้นจัดแจงตั้งแต่งทหาร ผู้กระทำความชอบสำเร็จแล้ว เล่าปี่จึงมีหนังสือไปให้กราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ เปนใจความว่า บัดนี้ข้าพเจ้าตีเมืองฮันต๋งเมืองเสฉวนได้แล้ว ฝ่ายทหารแลไพร่พลเมืองทั้งปวง มีขงเบ้งเปนประธาน ปรึกษาพร้อมกันให้ยกข้าพเจ้าเปนเจ้าเมืองฮันต๋ง ข้าพเจ้ากลัวความผิดด้วยหามีรับสั่งไม่ คนทั้งปวงก็มิฟังจึงว่า ถ้าข้าพเจ้ามิยอมเปนเจ้า คนทั้งปวงต่างคนต่างว่าจะไปเสียสิ้น ข้าพเจ้าเห็นว่าราชการสงครามนั้นยังจะทำไปอยู่ เกลือกผู้คนจะระส่ำระสาย กลัวจะเสียราชการไป จึงยอมตามคำปรึกษา ซึ่งข้าพเจ้ากระทำบังอาจทั้งนี้มิควรนัก แล้วเล่าปี่จึงให้ทหารถือหนังสือไปเมืองฮูโต๋

ฝ่ายโจโฉเห็นทหารเล่าปี่ถือหนังสือมา จึงเอาหนังสือออกอ่านดูรู้เนื้อความว่า เล่าปี่ตั้งตัวเปนเจ้าดังนั้นก็โกรธ จึงด่าเล่าปี่ว่า อ้ายชาติทอเสื่อขาย ตั้งตัวเองเปนเจ้า กูจะกำจัดเสียให้ได้ โจโฉก็หยิบหนังสือไว้มิได้บอกไปแก่พระเจ้าเหี้ยนเต้ แล้วสั่งให้ตระเตรียมทหารจะยกไปรบกับเล่าปี่

ฝ่ายสุมาอี้จึงทูลว่า อย่าเพ่อยกไปให้ทหารลำบากก่อน ข้าพเจ้ามีอุบายสิ่งหนึ่งมิพักให้ไปรบเลย จะให้เล่าปี่มีภัยขึ้นในเมืองเสฉวนต่าง ๆ ได้ ถ้าเห็นอิดโรยแล้วจึงค่อยยกไปให้มีชัยชนะโดยง่าย โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงถามสุมาอี้ว่าจะทำประการใด

สุมาอี้จึงว่า ซึ่งเมืองกังตั๋งซุนกวนยกน้องสาวให้เล่าปี่นั้น ควรเราจะยุยงซุนกวนให้มีความโกรธ ไปคืนเอาเมืองเกงจิ๋ว เล่าปี่ก็จะมิให้โดยง่าย ทั้งสองฝ่ายก็จะเปนอะริแก่กัน แล้วจึงใช้คนดีมีฝีปากไปเกลี้ยกล่อมซุนกวนให้ยกไปตีเมืองเกงจิ๋ว ครั้นเล่าปี่รู้แล้วก็จะยกทหารเมืองเสฉวนแลเมืองฮันต๋งมาช่วยเมืองเกงจิ๋ว ภายหลังท่านจึงยกทหารไปตีเมืองฮันต๋งแลเมืองเสฉวน เล่าปี่ก็เปนธุระทั้งสองฝ่าย มิให้ช่วยกันได้ เราก็จะได้ชัยชนะโดยง่าย

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงเขียนหนังสือแล้วให้บวนทงถือไปเมืองกังตั๋ง ฝ่ายซุนกวนรู้ว่าบวนทงมาถึง จึงให้หาขุนนางมาปรึกษาว่า บัดนี้โจโฉให้บวนทงมาหาเราจะเปนประการใด ฝ่ายเตียวเจียวผู้เปนที่ปรึกษาจึงว่า โจโฉกับเราแต่ก่อนมาก็เปนข้าศึกกันอยู่ แต่เห็นเราเปนพวกกับเล่าปี่แล้ว โจโฉจึงมิได้รบกับเรามาช้านาน แลซึ่งโจโฉใช้บวนทงมานี้เห็นจะประนอมกับเรา ท่านจงให้รับบวนทงเข้ามาเถิด

ซุนกวนได้ฟังก็เห็นชอบด้วย จึงให้ขุนนางไปรับบวนทงเข้ามา บวนทงเข้ามาถึงคำนับแล้วยื่นหนังสือให้ซุนกวน ๆ คลี่หนังสืออ่านดูเปนใจความว่า เรามิได้ไปมาหากันช้านาน ก็เพราะเล่าปี่มาตั้งตัวเปนเจ้าเมืองเสฉวนแลเมืองฮันต๋งจึงขาดไมตรีกัน ถ้ากะไรก็ให้ท่านเร่งไปรบเอาเมืองเกงจิ๋วเถิด ฝ่ายเราก็จะยกไปรบเมืองฮันต๋งแลเมืองเสฉวน เล่าปี่ก็จะพว้าพวังสองฝ่าย เห็นจะไม่สู้เราได้ ภายหลังเราจึงค่อยแบ่งปันกันแล้วเราก็จะตั้งความสัตย์มิได้คิดเบียดเบียฬกันเลย

ซุนกวนได้แจ้งในหนังสือดังนั้น ก็แต่งโต๊ะให้บวนทงกินอยู่สำเร็จแล้ว ก็ให้ไปอยู่ตึกตำแหน่งแขกเมือง ฝ่ายซุนกวนจึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า โจโฉมีหนังสือมาดังนี้จะเห็นประการใด โกะหยงจึงว่า ซึ่งโจโฉว่ามาดังนี้ก็ชอบอยู่ ควรเราจะรับคำให้บวนทงกลับไปบอกโจโฉ ให้ยกทัพไปตีกระหนาบ ภายหลังเราจึงให้ทหารสอดแนมดูว่ากวนอูจะทำประการใด จึงค่อยทำการต่อไป

จูกัดกิ๋นจึงว่าแก่ซุนกวนว่า ข้าพเจ้ารู้ว่ากวนอูซึ่งตั้งอยู่เมืองเกงจิ๋วนั้น เล่าปี่ก็ขอเมียให้จนเกิดบุตรสองคน เปนหญิงคนหนึ่งเปนชายคนหนึ่ง บุตรหญิงนั้นยังหาผัวมิได้ ข้าพเจ้าจะขอเปนพ่อสื่อไปขอให้แก่บุตรท่าน ถ้ากวนอูยอมให้แล้ว เราจึงจะคิดการกับกวนอูไปกำจัดโจโฉเสีย ถ้ากวนอูมิยอมให้ เราก็จะไปช่วยโจโฉรบเอาเมืองเกงจิ๋ว

ซุนกวนได้ฟังจูกัดกิ๋นว่าดังนั้นก็เห็นชอบ จึงสั่งให้ส่งตัวบวนทงกลับคืนไปเมืองฮูโต๋ แล้วให้จูกัดกิ๋นไปเมืองเกงจิ๋ว จูกัดกิ๋นจึงเข้าไปกระทำคำนับแก่กวนอู ๆ จึงถามว่า ท่านมาหาเราบัดนี้ด้วยธุระสิ่งใด จูกัดกิ๋นจึงบอกว่า ข้าพเจ้ามาครั้งนี้ ด้วยซุนกวนมีบุตรชายคนหนึ่ง มีปัญญาหลักแหลม รู้ว่าท่านมีบุตรหญิงคนหนึ่งจึงให้ข้าพเจ้ามาสู่ขอหวังจะได้เปนมิตรกันทั้งสองฝ่าย จะได้ช่วยกันกำจัดโจโฉ ซึ่งข้าพเจ้าว่าทั้งนี้เปนการมงคล ขอท่านจงได้พิเคราะห์ดูให้ควรเถิด

กวนอูได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า อันบุตรของเรานี้เปนชาติเชื้อเหล่าเสือ ไม่สมควรจะให้แก่สุนัข ท่านว่ามาดังนี้ ถ้าเรามิคิดเห็นแก่หน้าขงเบ้งน้องของท่าน เราก็จะฆ่าท่านเสียอย่าว่าไปเลย ว่าเท่านั้นแล้วก็ให้หหารขับจูกัดกิ๋นออกไปเสีย จูกัดกิ๋นเห็นกวนอูโกรธก็ตกใจกลัว กลับคืนไปหาซุนกวน จึงบอกความตามกวนอูว่าทุกประการ

ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า เหตใดกวนอูจึงมาดูถูกเราดังนี้ จึงให้หาเตียวเจียวแลขุนนางทั้งปวงมาปรึกษาว่า บัดนี้เราจะไปตีเอาเมืองเกงจิ๋วจะเห็นประการใด เปาจิดจึงว่า อันโจโฉนี้คิดจะใคร่ชิงเอาราชสมบัติพระเจ้าเหี้ยนเต้ก็นานอยู่แล้ว แต่ทว่าเกรงเล่าปี่อยู่จึงมิอาจทำการได้ แลบัดนี้ให้คนถือหนังสือมาจะให้เราไปตีเอาเมืองเกงจิ๋วนั้น ก็เหมือนหนึ่งจะแกล้งเอาภัยมาให้เรา

ฝ่ายซุนกวนจึงว่า ท่านว่านี้มิชอบ แต่เล่าปี่ล่อลวงเราว่า จะคืนเมืองเกงจิ๋วให้เราแล้วก็มิให้ เรามีความแค้นอยู่นานแล้ว เปาจิดจึงว่า บัดนี้โจหยินคุมทหารอยู่รักษาเมืองอ้วนเสีย แฮหัวตุ้นอยู่รักษาเมืองซงหยง ก็เปนทางบกหามีแม่นํ้ากั้นหน้าไม่ เหตุใดจึงไม่ไปตีเอาเมืองเกงจิ๋วเล่า ซึ่งจะให้เราไปตีนี้ท่านยังไม่คิดเห็นประหลาทหรือ ท่านจงใช้ทหารไปหาโจโฉว่า ให้ใช้โจหยินไปรบเอาเมืองเกงจิ๋วเถิด ถ้ากวนอูรู้ก็จะยกไปตีเมืองอ้วนเสีย แล้วท่านจึงวกไปตีเมืองเกงจิ๋วก็จะได้ไม่ขัดสน ซุนกวนได้ฟังก็เห็นชอบด้วย จึงให้ทหารถือหนังสือไปบอกโจโฉให้ใช้โจหยินไปรบเมืองเกงจิ๋ว

ฝ่ายโจโฉแจ้งในหนังสือดังนั้นก็มีความยินดี แล้วให้บวนทงไปช่วยราชการเปนที่ปรึกษากับโจหยินซึ่งตั้งอยู่ณเมืองอ้วนเสียนั้น โจโฉจึงตอบหนังสือไปถึงซุนกวนว่า ถ้าดังนั้นท่านจงยกเปนทัพเรือไป เห็นว่าจะตีเอาเมืองเกงจิ๋วได้ไม่ขัดสน



[๑] มีอยู่ในเรื่องชิดก๊กไซ่ฮั่น

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ