ตอนที่ ๓๔

อยู่มาวันหนึ่งขงเบ้งจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า บัดนี้โจโฉขุดสระใหญ่ไว้สระหนึ่ง ชื่อว่าเหียนหมูตี้อยู่ในเมืองกิจิ๋ว ซ้อมหัดทหารทั้งปวงให้ชำนิชำนาญในการเรือ เห็นจะยกไปตีเมืองกังตั๋งเปนมั่นคงอยู่แล้ว ขอให้ท่านแต่งคนไปสืบดูราชการเมืองกังตั๋ง ว่าจะรู้จัดแจงบ้านเมืองพรักพร้อมอยู่แล้วหรือหาไม่ เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงแต่งคนให้ไปสืบณเมืองกังตั๋ง

ฝ่ายซุนกวนมีน้ำใจโอบอ้อมอารีต่ออาณาประชาราษฎรทั้งปวง จึงสร้างตึกใหญ่ตึกหนึ่ง ไว้เปนที่พำนักแก่อาณาประชาราษฎรทั้งปวงอันมีสุขทุกข์ตั้งให้เกายงเตียวเหียนเปนผู้ใหญ่สำหรับรับรองผู้มีปัญญาซึ่งไปมา แลซ่องสุมเกลี้ยกล่อมผู้คนทั้งปวงได้เปนอันมาก แลขอดเต๊กชาวเมืองห้อยเข เหยียมจุ้นชาวเมืองเพ้งเสีย ชีจ๋องชาวเมืองไพก๊วน เทียเป๋งชาวเมืองยีหลำ จีห้วนลกเจ๊กกับเตียวอุ๋นนั้นชาวเมืองต๋องง่อ เล่งทองกับงอซันนั้นชาวเมืองห้อยเข เก้าคนนี้ซุนกวนตั้งไว้เปนที่ปรึกษา แลลิบองชาวเมืองยีเอ๋ง ลกซุ่นชาวเมืองต๋องง่อ ชีเซ่งชาวเมืองลงเสีย พัวเจี้ยงชาวเมืองตองกุ๋น เตงอ๋องชาวเมืองโลกั๋ง ห้าคนนี้ซุนกวนตั้งให้เปนนายทหาร แลเมื่อครั้งพระเจ้าเหี้ยนเต้เสวยราชสมบัติได้เจ็ดปีนั้น โจโฉจัดแจงทหารไปตีเมืองอ้วนเสี้ยว จึงได้มีหนังสือไปถึงซุนกวนเปนใจความว่า ให้ส่งบุตรมาถวายพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้ทำราชการในเมืองหลวงเปนความชอบ

ขณะนั้นซุนกวนจึงปรึกษามารดา ๆ จึงให้หาเตียวเจียวกับจิวยี่สองคนเข้ามาปรึกษาตามมีหนังสือไปนั้น เตียวเจียวจึงว่า ซึ่งโจโฉให้มีหนังสือมาทั้งนี้ ก็ตามประเพณีบ้านเมืองอย่างธรรมเนียมแต่ก่อน ครั้นจะมิส่งบุตรท่านไปทำราชการในเมืองหลวง ก็จะผิดด้วยขนบธรรมเนียม โจโฉก็จะมีใจพยาบาท จะยกทัพมาทำอันตรายแก่เรา ฝ่ายเรากำลังก็น้อยเห็นจะสู้มิได้ จิวยี่ได้ยินเตียวเจียวว่าดังนั้น จึงว่ากับซุนกวนว่า ทุกวันนี้ตัวท่านก็ได้เปนใหญ่ในเมืองกังตั๋ง มีเมืองใหญ่ขึ้นถึงหกหัวเมือง ทหารก็พรักพร้อมมีความรักใคร่ท่าน อนึ่งสเบียงอาหารก็มั่งคั่งบริบูรณ์อยู่ แลจะคิดย่อท้อกลัวโจโฉนั้นหาควรไม่ แม้ว่าท่านส่งบุตรไป ก็เหมือนเอาบุตรไปเปนคนจำนำไว้ เบื้องหน้าไปจะได้ความเดือดร้อนเปนอันมาก ขอท่านอย่าได้ส่งไป ถึงมาทว่าโจโฉจะยกกองทัพมาตีเมืองเรา ก็จะสู้กันกว่าจะสิ้นความคิด

ฝ่ายนางงอฮูหยินผู้เปนมารดา แลซุนกวนได้ฟังจิวยี่ว่าดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงว่าแก่คนถือหนังสือว่า ซึ่งโจโฉจะให้ส่งบุตรไปนั้นจะส่งไปมิได้ ท่านเร่งกลับไปแจ้งแก่โจโฉเถิด ครั้นคนถือหนังสือกลับมาแจ้งแก่โจโฉ ๆ โกรธจึงจัดแจงกองทัพจะยกไปตีเมืองกังตั๋ง พอกองทัพฝ่ายเหนือยกลงมาตีเมืองฮูโต๋ก็รบพุ่งติดพันกันอยู่ จึงยังมิได้ยกไปตีเมืองกังตั๋ง แลต้องงดมาแต่ครั้งนั้น

ครั้นรุ่งขึ้นปีใหม่เปนเดือนสิบสอง ซุนกวนจึงยกทัพเรือไปตีหองจอ ได้รบพุ่งกันในท้องทเลเปนสามารถ หองจอต้านทานมิได้ก็แตกเข้าเมืองเล่งโฉ ทหารซุนกวนก็ลงเรือเร็วไล่ตามเข้าไปถึงปากคลองเมืองกังแฮ กำเหลงเปนทหารหองจอก็รบต้านทานไว้ แล้วยิงเกาทัณฑ์มาถูกเล่งโฉตาย เล่งทองผู้บุตรอายุสิบห้าปีมีกำลังสามารถเข้มแขง ก็เข้าชิงเอาศพเล่งโฉบิดาได้ ขณะนั้นลมว่าวพัดลงหนัก กองทัพเรือซุนกวนจะฝ่าไปมิได้ก็ให้ถอยกองทัพกลับมาเมือง

ฝ่ายซุนเซียงน้องซุนกวนซึ่งไปกินเมืองตันเอี๋ยงนั้น มีใจหยาบช้าเสพย์สุราร้ายกาจนัก มิได้ปรานีแก่ขุนนางทั้งปวง แลทำโทษตีโบยต่างๆ อิหลำกับไต้อ้วนผู้เปนปลัดมีใจขึ้งโกรธเจ็บแค้น จึงไปคบคิดกับเปียนหองซึ่งเปนคนสนิธของซุนเซียง คิดจะฆ่าซุนเซียงเสีย ครั้นอยู่มาถึงกำหนดเข้าปีใหม่ เปนประเพณีขุนนางทั้งปวงจะเข้ามาคำนับ ซุนเซียงจึงให้แต่งโต๊ะที่จะเลี้ยงขุนนาง นางชีฮูหยินซึ่งเปนภรรยาซุนเซียงนั้น รู้ในการเสี่ยงทายว่าร้ายแลดี จึงเสี่ยงทายดูก็แจ้งว่า เวลาเช้าพรุ่งนี้สามีเคราะห์ร้ายนัก จึงว่าแก่ซุนเซียงว่า เวลาเช้าท่านจะออกเลี้ยงโต๊ะขุนนางที่ศาลากลางเหมือนอย่างทุกครั้งนั้น ท่านอย่าออกไปเลย เคราะห์ร้ายนักอยู่

ซุนเซียงได้ฟังดังนั้นก็ไม่เชื่อ ถึงเวลาเช้าก็ออกไปเลี้ยงขุนนางณศาลากลาง ครั้นขุนนางคำนับกินโต๊ะแล้วต่างคนต่างไป ซุนเซียงก็กลับเข้ามา พอถึงประตูจะเข้าไปข้างใน เปียนหองคนสนิธซึ่งเดิรมาข้างหลังเห็นซุนเซียงประมาทมิได้ระวังตัว ก็ชักดาซึ่งซ่อนมานั้นฟันซุนเซียงล้มลงตายอยู่กับประตู อิหลำกับไต้อ้วนก็กลับจับเปียนหองว่าเปนขบถทำร้ายแก่ซุนเซียงให้เอาไปฆ่าเสีย แล้วก็เก็บเอาเข้าของทรัพย์สมบัติของซุนเซียงรวมไว้ แล้วอิหลำให้หาตัวนางชีฮูหยินมาว่า บัดนี้เปียนหองคิดมิชอบเปนขบถฆ่าสามีท่านเสีย ข้าพเจ้าก็ได้แก้แค้นแทนท่าน ให้เอาเปียนหองไปฆ่าเสียแล้ว ตัวท่านเปนผู้หญิงควรจะปฏิบัติตามเรา แม้มิยอมเปนภรรยาเรา ๆ ก็จะฆ่าเสีย นางชีฮูหยินจึงทำกลอุบายตอบว่า ตัวข้าพเจ้าเปนหญิงหาสามีมิได้ เปนที่คนทั้งปวงดูหมิ่น ซึ่งท่านเมตตาจะเลี้ยงข้าพเจ้าเปนภรรยานั้นก็ควรอยู่แล้ว แต่ทว่าผัวข้าพเจ้าตายใหม่ๆ ใจยังไม่ปรกติ ขอท่านได้งดก่อน ข้าพเจ้าจะแต่งโต๊ะเส้นวักสามีตามประเพณีแล้วจึงจะปฏิบัติตามท่าน อิหลำได้ฟังดังนั้นมีความยินดีนัก ก็กลับไปยังที่อยู่

นางชีฮูหยินจึงให้คนลอบออกไปหาซุนโก๋เปาเอ๋ง ซึ่งเปนคนเก่าของซุนเซียงเข้ามาแล้วร้องไห้บอกว่า บัดนี้อิหลำไต้อ้วนสองคนนี้คิดอ่านให้เปียนหองฆ่าซุนเซียงถึงแก่ความตาย แล้วเก็บเอาทรัพย์สิ่งของทั้งปวงไว้เปนอาณาประโยชน์ แล้วมิหนำซ้ำจะมาข่มเหงเอาตัวเราไปเปนภรรยาอีกเล่า บัดนี้เราจะทำเปนว่ากล่าวอ้อนวอนไว้มิให้ขัดใจ แลตัวท่านทั้งสองเปนที่รักใคร่ไว้วางใจ จงได้อนุเคราะห์แก่เรา เหมือนเอ็นดูซุนเซียงผู้ตาย ให้มีหนังสือบอกไปถึงซุนกวนผู้พี่ให้แจ้งเหตุผลทั้งนี้ด้วย แลตัวเราก็จะคิดอ่านเพทุบายฆ่าอิหลำไต้อ้วนสองคนนี้เสียให้ได้ ซุนโก๋เปาเอ๋งได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ข้าพเจ้านี้เปนข้าเก่าของซุนเซียง ๆ ได้เอ็นดูกรุณาคุณหาที่สุดมิได้ ครั้นรู้ว่าอิหลำไต้อ้วนทำร้ายแก่สามีท่านก็คิดจะแก้แค้นแทนคุณอยู่ แล้วก็ลาออกมายังที่อยู่ จึงแต่งหนังสือตามเหตุผลทั้งปวงให้คนถือไปแจ้งแก่ซุนกวน

ครั้นรุ่งขึ้นวันหนึ่ง นางชีฮูหยินให้หาซุนโก๋เปาเอ๋งเข้ามาแอบอยู่ริมเตียงนอน จึงแต่งโต๊ะเส้นวักสามีตามประเพณีเสร็จแล้ว ก็อาบน้ำแต่งตัวทำกิริยาประดุจมีความยินดีที่จะมีสามีใหม่ ฝ่ายอิหลำครั้นแจ้งกิตติศัพท์ว่า นางชีฮูหยินแต่งโต๊ะเส้นผีแล้วแต่งตัวคอยท่าอยู่ ครั้นเวลาค่ำนางชีฮูหยินจึงให้ไปเชิญอิหลำมากินโต๊ะ แส้งรินสุราให้เสพย์เมาแล้ว ก็ทำเปนประหนึ่งรักใคร่ประคองตัวเข้าไปข้างใน แล้วซุนโก๋เปาเอ๋งก็ถอดดาบวิ่งมาฟันอิหลำถึงแก่ความตาย แล้วนางชีฮูหยินจึงให้คนไปบอกไต้อ้วน ว่าวันนี้เปนวันดีขอเชิญท่านไปกินโต๊ะ ไต้อ้วนสำคัญว่าจริงก็รีบมา ครั้นถึงประตูข้างใน ซุนโก๋เปาเอ๋งก็จับตัวฆ่าเสีย แล้วก็คุมทหารรีบไปจับบุตรภรรยาพรรคพวกอิหลำไต้อ้วนฟันเสียสิ้น นางชีฮูหยินก็ให้ตัดสีสะอิหลำไต้อ้วนไปเส้นคำนับไว้ที่หน้ากุฎิ์ศพสามี

ฝ่ายซุนกวนครั้นแจ้งในหนังสือนั้นแล้วก็มีความโกรธนัก จึงยกทหารรีบมาเมืองตันเอี๋ยง แจ้งว่านางชีฮูหยินคิดฆ่าอิหลำไต้อ้วนเสียแล้วก็มีความยินดี จึงตั้งให้ซุนโก๋เปาเอ๋งอยู่รักษาเมืองตันเอี๋ยง แล้วจัดแจงบ้านเมืองเสร็จแล้ว ก็รับนางชีฮูหยินผู้เปนน้องสะใภ้ยกกลับคืนมาเมืองกังตั๋ง แล้วจึงตั้งให้จิวยี่เปนนายกองใหญ่ บังคับว่ากล่าวทหารสำหรับเรือรบเจ็ดพันลำ แต่นั้นก็อยู่เปนปรกติมา จนพระเจ้าเหี้ยนเต้เสวยราชสมบัติได้สิบสองปี

ถึงเดือนสิบสองข้างขึ้น นางงอฮูหยินผู้เปนมารดาซุนกวนเปนโรคป่วยหนักลง จึงให้หาจิวยี่กับเตียวเจียวเข้ามาแล้วสั่งว่า แต่ก่อนเราเปนชาวเมืองต๋องง่อ บิดามารดาตายเปนกำพร้า เลี้ยงกันอยู่แต่พี่น้องสามคน แลมาได้ซุนเกี๋ยนเปนสามีจนเกิดบุตรถึงสี่คน แลเมื่อเราจะตั้งท้องซุนเซ็กผู้บุตรหัวปีนั้นเราฝันเห็นว่า ดวงพระจันทร์อยู่ในครรภ์ แลเมื่อซุนกวนจะเข้าท้องนั้นฝันเห็นว่า ดวงพระอาทิตย์เข้าอยู่ในท้อง หมอทำนายว่าบุตรท่านทั้งสองนี้นานไปจะได้เปนใหญ่ แลซุนเซ็กก็อายุน้อยถึงแก่ความตายเสียก่อน เมื่อจะใกล้ตายก็มอบเมืองกังตั๋งไว้แก่ซุนกวนผู้น้องให้เปนเจ้าเมือง บัดนี้ตัวเราป่วยหนัก เห็นจะไม่คงชีวิตอยู่ จะลาท่านทั้งสองแล้ว แม้ว่าเราหาบุญไม่ ท่านจงได้เอนดูช่วยอนุเคราะห์สั่งสอนซุนกวนสืบไปโดยความชอบ อย่าทิ้งเสียเลย แล้วนางงอฮูหยินจึงสั่งแก่ซุนกวนว่า แม้สืบไปเมื่อหน้าเจ้าจะทำการสิ่งใดจงปรึกษาหาลือด้วยจิวยี่แลเตียวเจียวซึ่งเปนผู้ใหญ่ ให้รู้จักผิดแลชอบ อย่าถือทิฏฐิมานะ จงคารวะนับถือท่านทั้งสองนี้เปนอาจารย์ผู้ใหญ่ อย่าได้ทำการแต่อำเภอใจ อนึ่งนางงอก๊กไถ้น้องเราผู้เปนแม่น้าของเจ้านั้น ถ้าแม่ตายแล้วก็อย่าได้ละเมินเสีย จงตั้งใจอุปถัมภ์บำรุงปฏิบัติรักษาดุจตัวของแม่ อนึ่งน้องหญิงซึ่งร่วมบิดาของเจ้านั้น จงตั้งใจเลี้ยงรักษาไว้ให้ปรกติด้วย แม้จะให้มีสามีเจ้าจงพิเคราะห์ดู ผู้ใดมีสติปัญญาจึงยกให้เปนภรรยา ครั้นสั่งสอนซุนกวนแล้ว นางงอฮูหยินก็สิ้นใจ ซุนกวนจึงแต่งการศพตามธรรมเนียมแล้วให้ก่อกุฎิ์ฝังไว้

ครั้นเข้าปีใหม่เดือนสามข้างขึ้น ซุนกวนจึงปรึกษากับจิวยี่เตียวเจียวแลนายทหารทั้งปวงว่า จะยกกองทัพไปตีหองจอเจ้าเมืองกังแฮหวังจะได้แก้แค้นหองจอซึ่งได้รบพุ่งกับซุนเกี๋ยนผู้บิดาเรา ในขณะนั้นปรึกษายังไม่ตกลงกัน พอลิบองซึ่งไปอยู่รักษาด่านปากน้ำเมืองลงจิ๋วมาบอกซุนกวนว่า บัดนี้กำเหลงทหารหองจอ มาขอเข้าเกลี้ยกล่อมจะอยู่ทำราชการด้วยท่าน ข้าพเจ้าสืบดูรู้ว่ากำเหลงคนนี้อยู่ชายทะเลตำบลลิมกั๋ง แต่ก่อนนั้นกำเหลงคบพวกเพื่อนเปนโจรเที่ยวตีชิงเรือลูกค้าวาณิชอยู่ในท้องทเล แลพวกโจรทั้งนั้นเอาพรวนแลกระดึงร้อยผูกกายทุกคน แล้วกำเหลงให้เอาแพรขบวรลายทอง ซึ่งตีได้ในเรือลูกค้าเมืองเสฉวนมาทำใบเรือ แลลูกค้าวาณิชเห็นเรือสำคัญดังนั้นก็กลัวมิอาจที่จะต่อสู้ ครั้นอยู่มากำเหลงละความชั่วเสีย จึงพาพวกเพื่อนไปอยู่กับเล่าเปียวเปนหลายเดือน กำเหลงเห็นว่าเล่าเปียวเปนคนมีความคิดน้อย จึงหนีข้ามอ่าวมาจะอยู่ด้วยท่าน พอพบหองจอกลางทาง หองจอว่ากล่าวเกลี้ยกล่อมกำเหลงไปไว้ด้วย เมื่อครั้งท่านยกทัพเรือไปรบกันกับหองจอนั้น ถ้าหองจอไม่ได้กำเหลงไว้เปนกำลัง หองจอก็จะถึงแก่ความตาย หองจอมิได้ปูนบำเหน็จเลี้ยงดูกำเหลงให้ถึงขนาด แล้วซ้ำนินทาว่ากำเหลงเปนโจร กำเหลงนั้นมีความน้อยใจคิดจะออกจากหองจอ

ฝ่ายโซหุยซึ่งเปนทหารหองจอ เห็นกำเหลงเสียใจไม่สบายดังนั้นจึงเข้าไปว่าแก่หองจอว่า ขอให้ท่านเอาใจกำเหลงไว้ให้เปนนายทหารอยู่ณเมืองเอียนก๋วนซึ่งขึ้นแก่เมืองกังแฮนั้น หองจอก็ยอม โซหุยจึงพาตัวกำเหลงมากินโต๊ะแล้วบอกว่า เราช่วยว่ากล่าวเสนอความชอบให้ท่าน บัดนี้หองจอให้ท่านเปนนายทหารอยู่ณเมืองเอียนก๋วน แลตัวท่านก็เปนชาติทหาร จงพิเคราะห์ดูให้ประจักษ์ใจเถิด ใช่ว่าเดือนตวันนี้จะอยู่ถ้าก็หามิได้ ครั้นจะนิ่งอยู่เล่า ท่านก็จะแก่ชราลงทุกวัน ซึ่งท่านจะไปเปนนายทหารนั้นจงเร่งคิดตั้งตัวให้ได้

ครั้นกำเหลงมาอยู่ณเมืองเอียนก๋วน เห็นได้ทีแล้วจึงมาว่ากล่าวจะขอมาอยู่ทำราชการด้วยท่าน บัดนี้กำเหลงก็มาด้วย แต่เกรงอยู่ว่าท่านจะมีใจพยาบาทเมื่อครั้งท่านยกไปจะจับหองจอ แลกำเหลงช่วยแก้ไขเอาเกาทัณฑ์ยิงเล่งโฉถึงแก่ความตาย กำเหลงจึงพาหองจอหนีไปรอด ข้าพเจ้าจึงตอบว่า อันน้ำใจท่านมิได้พยาบาท แลประการหนึ่งในท่ามกลางสงคราม ต่างคนต่างอาสานายทำศึกจะเอาชัยชนะ แลเนื้อความทั้งนี้ข้าพเจ้าได้รับคำกำเหลงมาแล้ว ท่านจงมีใจเอ็นดูข้าพเจ้าอย่าให้เสียวาจา ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีจึงว่า การทั้งปวงซึ่งท่านได้รับคำกำเหลงมานั้นอย่าได้วิตกเลย แม้เราได้กำเหลงมาไว้ด้วยแล้ว อันหองจอนั้นอุปมาเหมือนอยู่ในเงื้อมมือเรา แล้วก็ให้ลิบองออกไปพากำเหลงเข้ามา กำเหลงคำนับซุนกวน ๆ จึงว่าแก่กำเหลงว่า ซึ่งท่านสมัคมาอยู่ด้วยเรานี้ก็สมความปราถนาที่เราคิดไว้ การสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งได้ผิดพลั้งกันมาแต่ก่อนนั้นเรามิได้พยาบาทท่าน ท่านจงตั้งใจทำราชการโดยสุจริตเถิด เราจะเลี้ยงให้ถึงขนาด ท่านจงเร่งคิดอ่านกำจัดหองจอเสียให้ได้ กำเหลงจึงตอบว่า ครั้งนี้โจโฉก็ตั้งตัวเปนใหญ่หลวง ฝ่ายเล่าเปียวนั้นเปนคนโลเล แล้วความคิดก็น้อย บัดนี้ตัวก็แก่ชราแล้ว ท่านจงเร่งยกไปรบเอาเมืองเกงจิ๋วเสียให้ได้ก่อน แม้ละไว้ช้าเห็นโจโฉจะยกกองทัพมาตีเอาเมืองเกงจิ๋วได้ การทั้งปวงซึ่งท่านจะคิดทำนั้นก็จะลำบากแก่ทหาร ถ้าท่านเห็นด้วย เมื่อจะยกไปตีเมืองเกงจิ๋วนั้นจงตีเมืองกังแฮซึ่งเปนต้นทางเสียก่อน ด้วยหองจอเจ้าเมืองกังแฮนั้นสติปัญญาน้อย ทั้งประกอบไปด้วยโลภนักทำร้ายแก่ไพร่บ้านพลเมืองให้ได้ความเดือดร้อน ราษฎรทั้งปวงชังหองจออยู่แล้ว น้ำใจนั้นก็ประมาทมิได้ซ่องสุมทหารจัดแจงเรือรบเรือไล่ แลอาวุธไว้ป้องกันรักษาเมือง ถ้าเห็นด้วยข้าพเจ้าแลท่านจะยกไปครั้งนี้ก็จะได้เมืองกังแฮโดยง่าย แม้ได้เมืองกังแฮแล้วจึงยกไปตีเมืองเกงจิ๋ว ก็จะได้ทหารใหญ่น้อยเปนอันมาก แล้วจึงค่อยยกไปตีเอาเมืองเสฉวน เมื่อได้เมืองเสฉวนแล้ว ท่านจะคิดการใหญ่หลวงให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ก็เห็นจะสมความปราถนา

ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีจึงว่า อันความคิดของท่านซึ่งว่ากล่าวทั้งนี้ อุปมาเหมือนเอาทองมารองรับหยก แล้วจัดแจงทหารได้สิบหมื่น ให้จิวยี่เปนนายทหารใหญ่ บังคับทั้งทัพบกทัพเรือ ให้ลิบองกำเหลงตังสิดคุมทหารเปนกองหน้า ซุนกวนนั้นเปนทัพหลวง แล้วยกทัพเรือไปตีเมืองกังแฮ ให้กองทัพบกรีบยกตามไป

ฝ่ายทหารกองตะเวนเห็นกองทัพยกมาดังนั้น ก็เอาเนื้อความเข้าไปบอกแก่หองจอว่า บัดนี้ซุนกวนยกกองทัพบกแลเรือมาเปนอันมาก หองจอได้ฟังดังนั้นก็จัดแจงทหารในเมืองกังแฮได้สิ้นเชิงแล้ว ให้โซหุยเปนแม่ทัพบก ให้ตันจิ๋วกับเตงหลงเปนกองหน้า ยกทัพเรือออกไปตั้งรับอยู่ณปากน้ำเมืองกังแฮ ฝ่ายตันจิ๋วกับเตงหลงเมื่อยกมาถึงปากน้ำนั้น ก็ให้เรือรบทั้งปวงทอดสมอเรียงลำกันไปเปนหน้ากระดาน จึงเอาพวนใหญ่นั้นผูกโยงต่อๆ กันทุกลำ หวังจะมิให้เรือนั้นเหไปมาได้ แล้วให้เอาเกาทัณฑ์เตรียมไว้ทุกคน

ฝ่ายกองทัพเรือซุนกวน ครั้นยกมาถึงปากน้ำเมืองกังแฮ จึงให้พลแจวทั้งปวงรีบแจวจะหักเข้ามาในปากน้ำ ฝ่ายตันจิ๋วกับเตงหลงเห็นดังนั้นก็ให้ทหารเอาเกาทัณฑ์ระดมยิงต้านทานไว้เปนสามารถ เหล่าทหารซุนกวนเห็นจะเข้าไม่ได้ก็ถอยไปทางประมาณห้าสิบเส้น แล้วก็ให้ทอดสมอตั้งมั่นอยู่

กำเหลงจึงปรึกษากับตังสิดว่า ตัวเราเปนแม่กองทัพหน้า ครั้นจะนิ่งอยู่ฉนี้ก็ไม่ควร จำจะจัดเรือเร็วให้ได้ประมาณร้อยลำ บัญจุคนลำละห้าสิบคน ยี่สิบคนนั้นสำหรับให้แจวเรือ อันทหารอิกสามสิบคนนั้นสำหรับถือเครื่องศัสตราวุธรบพุ่งฝ่าเข้าไปตัดพวนซึ่งผูกโยงเรือนั้นเสียให้ได้ เห็นกองทัพเรือเมืองกังแฮก็จะแตก ตังสิดเห็นชอบด้วย จึงจัดแจงเรือเร็วแลทหารได้ครบตามคำกำเหลงว่า แล้วก็ตีฝ่าเข้าไป

ฝ่ายทหารตันจิ๋วกับเตงหลงก็เข้ารบพุ่งตลุมบอนกัน แลเหล่าทหารกำเหลงตังสิดก็รีบแจวเรือบุกบั่นเข้าไป เอาขวานโปเถาตัดสายสมอแลพวนใหญ่ขาด เรือรบทั้งปวงก็เหระส่ำระสายไป แต่กำเหลงนั้นอาจสามารถโจนขึ้นเรือเตงหลงได้ ไล่ฆ่าฟันทหารกับตัวเตงหลงถึงแก่ความตาย ฝ่ายตันจิ๋วเห็นดังนั้นก็กลัว โจนลงเรือน้อยรีบจะหนีขึ้นบก ขณะนั้นลิบองเห็นกำเหลงได้ที ก็ลงเรือเร็วช่วยทหารรีบแจวเข้าไป แล้วเอาเพลิงทิ้งขึ้นไปบนเรือรบเมืองกังแฮไหม้เสียเปนอันมาก พอเหลือบเห็นตันจิ๋วลงเรือน้อยหนีไป ลิบองก็ให้ทหารทั้งปวงรีบแจวตามไปทันเกยทับเรือตันจิ๋วเข้า แล้วลิบองจับตัวตันจิ๋วได้ก็เอากระบี่ตัดสีสะเสีย

ฝ่ายโซหุยรู้ดังนั้นก็คุมทหารรีบลงมาหวังจะจัดเรือรบออกไปช่วย พอเห็นทหารซุนกวนรีบแจวเรือรบใหญ่น้อยเข้ามาประทะ แล้วล่วงขึ้นมาบนบกก้าวสกัดไว้บ้าง แลโซหุยกับทหารทั้งปวงเห็นจะต้านทานมิได้ ก็พากันถอยหนีไป พอพบพัวเจี้ยงขี่ม้าสกัดรบพุ่งกับโซหุยได้สิบเพลง พัวเจี้ยงจับตัวโซหุยได้ จึงมัดแล้วคุมลงไปส่งให้ซุนกวนณเรือรบ ซุนกวนก็สั่งให้เอาตัวโซหุยไปจำไว้ก่อน แม้เราจับตัวหองจอได้จึงจะให้ฆ่าพร้อมกันเสียทีเดียว แลซุนกวนก็คุมทหารขึ้นจากเรือรบยกตีล่วงเข้าไป

ขณะนั้นกำเหลงจึงคิดในใจว่า ครั้งนี้หองจอจะต้านทานไม่ได้ เห็นจะหนีไปหาเล่าเปียวณเมืองเกงจิ๋ว กำเหลงจึงคุมทหารไปซุ่มสกัดอยู่ฝ่ายประตูทิศตวันออกทางซึ่งจะไปเมืองเกงจิ๋ว ฝ่ายหองจอครั้นแจ้งว่าเสียกองทัพบกทัพเรือ ทหารก็ล้มตายเปนอันมาก ซึ่งจะอยู่ต้านทานกองทัพซุนกวนนั้นเห็นไม่ได้ จำจะละเมืองกังแฮเสีย หนีไปเมืองเกงจิ๋วจึงจะรอดชีวิต ครั้นคิดแล้วจึงพาทหารซึ่งสนิธประมาณสามสิบคน หนีออกจากเมืองทางประตูตวันออก พอได้ยินเสียงทหารโห่ร้องสกัดทางอยู่ แล้วเห็นกำเหลงขี่ม้าขวางหน้าไว้ หองจอจึงว่า ตัวเราได้มีคุณเลี้ยงดูท่านมาโดยปรกติ เหตุใดจึงมิได้คิดถึงคุณเรา กลับมาทรยศจะทำร้ายเราดังนี้

กำเหลงจึงตอบว่า เมื่อครั้งเราอยู่ด้วยท่านนั้น เราก็ได้ทำความชอบต่อท่านเปนอันมาก ท่านก็มิได้ปูนบำเหน็จสิ่งใด แล้วซ้ำนินทาว่าเราเปนโจรเที่ยวตีชิงกลางทเล ให้เราได้ความอัปยศแก่ทหารไพร่บ้านพลเมืองทั้งปวง เหตุใดท่านยังมีหน้ามาต่อว่า ว่ามีคุณต่อเรานั้นควรอยู่แล้วหรือ หองจอได้ฟังดังนั้นก็คิดว่ากำเหลงนี้พูดจาองอาจ จะทำร้ายเราให้ได้ ครั้นจะอยู่สู้รบก็เหลือกำลัง จึงทิ้งทหารเสีย ขับม้ารีบหนีไปแต่ตัวผู้เดียว

กำเหลงเห็นดังนั้นก็รีบขับม้าตามไป พอได้ยินเสียงโห่ร้องหนุนมาข้างหลังเปนอันมาก ครั้นเหลียวมาก็เห็นเทียเภาคุมทหารตามมา กำเหลงเปนคนโลภ จึงคิดแต่ในใจว่า แม้จะละไว้ช้าเทียเภากับทหารทั้งปวงก็จะตามจับหองจอได้ ความชอบก็จะอยู่กับเขา จำเราจะรีบทำการเสียก่อน แล้วกำเหลงก็ขับม้ารีบตามขึ้นไปใกล้จะทัน จึงเอาเกาทัณฑ์ยิงไปถูกหองจอตกม้าตาย แล้วตัดเอาสีสะกลับมาให้ซุนกวน ๆ ก็มีความยินดี จึงให้เอาสีสะหองจอใส่ถังผนึกไว้แล้วว่า ถ้าเรากลับไปถึงเมืองจะได้เอาสีสะหองจอนี้เส้นศพบิดาเราให้หายความแค้น จึงตั้งกำเหลงให้เปนนายทหาร แล้วปรึกษาแก่เตียวเจียวว่า เราจะคิดทำการต่อไปจำจะต้องแบ่งทหารให้อยู่รักษาเมืองกังแฮบ้างหรือประการใด

เตียวเจียวจึงว่า อันเมืองกังแฮนี้เปนทางเปลี่ยวกันดารนัก จะแบ่งทหารให้อยู่รักษานั้นไม่ได้ ประการหนึ่งซึ่งท่านจะยกไปตีเมืองเกงจิ๋วนั้น เห็นทหารจะได้ความลำบากนัก เพราะเหตุว่าเล่าเปียวรู้ตัวก็จะตระเตรียมป้องกันรักษาเมืองไว้เปนมั่นคง ขอให้ท่านยกกองทัพกลับไปเมืองกังตั๋งก่อน บำรุงทหารไว้ให้มีกำลัง ฝ่ายเล่าเปียวรู้ว่าหองจอตายแล้วก็จะมีใจโกรธ เห็นจะยกกองทัพมาตีเมืองกังตั๋ง หวังจะแก้แค้นซึ่งเสียหองจอนั้น เราจึงจะยกออกตั้งรบพุ่งนอกเมือง แล้วคิดอ่านเปนกลอุบายเห็นจะจับตัวเล่าเปียวได้ ซุนกวนเห็นชอบด้วย จึงเลิกกองทัพกลับมาถึงเมืองกังตั๋ง แล้วสั่งทหารจะให้ฆ่าโซหุยเสีย ตัดเอาสีสะมากับสีสะหองจอ จะแต่งการเส้นศพบิดาเรา กำเหลงแจ้งดังนั้นจึงเข้าไปคำนับแล้วอ้อนวอนซุนกวนว่า เมื่อข้าพเจ้าอยู่กับหองจอนั้น ข้าพเจ้าเปนคนเสียน้ำใจ โซหุยได้ช่วยว่ากล่าวให้ข้าพเจ้าออกมาเปนนายทหารอยู่เมืองเอียนก๋วน ข้าพเจ้าจึงได้ทำราชการอยู่ด้วยท่าน ซึ่งท่านจะให้ฆ่าโซหุยเสียนั้น ข้าพเจ้าจะขอชีวิตไว้ทำราชการอยู่กับท่านด้วยกัน

ซุนกวนจึงตอบว่า ซึ่งโซหุยมีคุณแก่ท่านเราจะยกโทษให้ แต่เกรงอยู่ว่าโซหุยจะไม่สมัคอยู่ด้วยเรา จะคิดอ่านหนีไป กำเหลงจึงว่า ท่านไม่ฆ่าชีวิตเสียนั้นคุณหาที่สุดมิได้ โซหุยก็จะมีความยินดีตั้งใจทำราชการอยู่ด้วยท่านโดยสุจริต แม้โซหุยคิดเอาใจออกหากหนีท่านไปอยู่แห่งใดตำบลใด ข้าพเจ้าจะขอเอาสีสะข้าพเจ้านี้ประกันให้ท่านแทน ซุนกวนจึงยกโทษโซหุยให้กำเหลง แล้วเอาสีสะหองจอกับธูปเทียนไปจุดเส้นศพซุนเกี๋ยนผู้เปนบิดา แล้วให้แต่งโต๊ะเลี้ยงขุนนางแลทหารทั้งปวง

ขณะเมื่อทหารทั้งปวงเสพย์สุราอยู่นั้น เล่งทองคิดแค้นกำเหลงซึ่งฆ่าบิดาเสีย ร้องไห้แล้วจับกระบี่วิ่งเข้าไปในที่ประชุมทหารทั้งปวง หวังจะทำร้ายกำเหลง ๆ เสพย์สุราอยู่เหลือบเห็นเล่งทองเงื้อกระบี่ขึ้นจะฆ่าก็ตกใจยกเก้าอี้ขึ้นรับไว้ ซุนกวนเห็นดังนั้นจึงว่าแก่เล่งทองว่า ซึ่งท่านจะคิดแค้นพยาบาทกำเหลงนั้นหาควรไม่ เมื่อกำเหลงฆ่าบิดาท่านเสียนั้น เพราะกำเหลงเปนทหารกินเข้าแดงของหองจอ จำจะอาสาให้ถึงขนาด บัดนี้กำเหลงก็ได้มาอยู่กับเราแล้ว ท่านจงเห็นแก่เรา อย่าคิดพยาบาทกำเหลงสืบไปเลย

เล่งทองได้ฟังซุนกวนว่าดังนั้น คุกเข่าลงคำนับแล้วร้องไห้ พิศดูกำเหลงคิดแค้นมิได้ขาด แต่หากเกรงอาญาซุนกวนจึงมิได้ว่าประการใด ซุนกวนเห็นเล่งทองยังมีใจพยาบาทกำเหลงอยู่ จึงคิดเพทุบายให้กำเหลงคุมทหารห้าพัน เรือรบร้อยลำ ไปตั้งเปนกองตะเวนอยู่ปากน้ำเมืองกังแฮ แล้วตั้งให้เล่งทองเปนนายทหารผู้ใหญ่ หวังจะให้คลายความพยาบาทกำเหลง แล้วซุนกวนให้จัดแจงเรือรบแลซ่องสุมทหารให้พร้อม จึงให้จิวยี่คุมทหารยกกองทัพเรือไปตั้งรักษาอยู่ปากน้ำเมืองเองฮอ

ขณะเมื่อจิวยี่มาตั้งอยู่นั้น ก็ฝึกสอนทหารอยู่มิได้ขาด หวังจะให้ชำนาญ แลซุนกวนนั้นก็คุมทหารไปตั้งอยู่ตำบลชีสองนอกเมืองกังตั๋ง หวังจะได้ต้านทานข้าศึก

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ