ตอนที่ ๓๗

ฝ่ายโจโฉครั้นมาถึงเมืองอ้วนเสียแล้วก็รีบพาทหารทั้งปวงข้ามมาเมืองซงหยง จึงให้คนเข้าไปหาเล่าจ๋องออกมา ชัวมอกับเตียวอุ๋นจึงว่าแก่เล่าจ๋องว่า มหาอุปราชมาถึงเมืองแล้ว ให้เข้ามาหาท่านออกไปบัดนี้ ก็ควรจะออกไปคำนับตามประเพณี อองอุ้ยผู้เปนที่ปรึกษาค่อยกระซิบว่าแก่เล่าจ๋องว่า แต่ก่อนถึงท่านจะได้อ่อนน้อมต่อโจโฉแล้วก็จริง แลบัดนี้เล่าปี่ก็หนีโจโฉไปมิได้ต่อสู้ เห็นว่าโจโฉครั้งนี้จะมีใจทนงนัก มิได้จัดแจงที่จะรักษาตัวเปนกวดขันเหมือนแต่ก่อน เห็นจะประมาทอยู่ ขอท่านได้จัดแจงทหารให้พรักพร้อม แล้วลอบยกไปจับเอาตัวโจโฉเห็นจะได้โดยง่าย ถ้าได้ตัวโจโฉแล้วปัญญาแลความคิดของท่านก็จะปรากฎแก่คนทั้งปวง แลท่านก็จะเปนที่ยำเกรงด้วย ซึ่งจะคิดทำการใหญ่สืบไปภายหน้าก็เห็นจะสำเร็จ เล่าจ๋องจึงเอาถ้อยคำของอองอุ้ยบอกแก่ชัวมอ

ชัวมอได้แจ้งดังนั้นก็ให้หาอองอุ้ยเข้ามาแล้วว่า ตัวเองนี้มิได้รู้จักลักษณะแผ่นดินที่จะฉิบหายแลจะเจริญ เหตุใดจึงอาจเจรจาดังนี้ อองอุ้ยได้ฟังชัวมอว่าดังนั้นก็โกรธ จึงว่าอ้ายศัตรูขายเจ้า เมื่อไรกูได้กินเนื้อมึงจึงจะหายความแค้น ชัวมอได้ยินอองอุ้ยว่าดังนั้นก็สั่งทหารให้เอาตัวไปฆ่าเสีย เก๊งอวดจึงห้ามปรามขอไว้ ชัวมอจึงพาเตียวอุ๋นออกไปหาโจโฉถึงริมฝั่งน้ำท่าข้าม โจโฉจึงถามว่า ในแว่นแคว้นหัวเมืองเกงจิ๋วนี้มีสเบียงอาหารแลไพร่พลเมืองทั้งปวงมากน้อยเท่าใด ชัวมอจึงบอกว่ามีทหารม้าห้าหมื่น ทหารเดิรเท้าสิบห้าหมื่น ทหารเรือแปดหมื่น เข้ากันเปนยี่สิบแปดหมื่น แลสเบียงอาหารนั้นได้เก็บซ่องสุมรวมไว้ในเมืองกังเหลงเปนอันมาก ถ้าประมวญกันเข้ากับหัวเมืองทั้งปวงนั้น จะกินได้ประมาณปีหนึ่ง

โจโฉจึงถามว่า เรือรบมีอยู่สักกี่ลำ ผู้ใดบังคับบัญชาว่ากล่าว ชัวมอจึงบอกว่า เรือรบใหญ่น้อยมีอยู่เจ็ดพันเศษ อยู่ในบังคับบัญชาข้าพเจ้าทั้งสองคนนี้สิ้น โจโฉได้แจ้งดังนั้นก็มีความยินดี จึงตั้งให้ชัวมอเตียวอุ๋นเปนนายกองทัพเรือ แล้วว่าบัดนี้เล่าเปียวก็ถึงแก่ความตายแล้ว แลฝ่ายเล่าจ๋องผู้บุตรก็มาอ่อนน้อมต่อเรา ๆ ก็จะทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ช่วยทำนุบำรุงให้กินเมืองเกงจิ๋วสืบไป ชัวมอเตียวอุ๋นได้ฟังดังนั้นก็มีความชื่นชมนัก จึงคำนับแล้วลามา

ซุนฮิวจึงว่าแก่โจโฉว่า ชัวมอกับเตียวอุ๋นสองคนนี้ เปนคนประจบประแจงสอพลอ ยังมิทันเห็นน้ำใจเหตุไฉนท่านจึงตั้งแต่งให้เปนนายกองทัพเรือนั้นยังกระไรอยู่ โจโฉหัวเราะแล้วจึงตอบว่า ตัวเราไม่รู้จักน้ำใจคนนั้นจะทำการไปได้หรือ ประการหนึ่งทหารเราชัดเจนแต่ทางบกไม่ชำนาญในการเรือ เราทำทั้งนี้ปราถนาจะเอาใจไว้ จะได้ฝึกสอนทหารเราให้สันทัด แล้วกำจัดเสียเมื่อปลายมือจะยากง่ายอะไรเล่า

ฝ่ายชัวมอเตียวอุ๋นก็เอาเนื้อความมาบอกแก่เล่าจ๋อง ตามถ้อยคำโจโฉว่าทุกประการ เล่าจ๋องได้แจ้งดังนั้นก็มีความยินดี จึงเอาเนื้อความไปแจ้งแก่นางชัวฮูหยินผู้เปนมารดา ครั้นเวลาเช้าก็แต่งเข้าของสำหรับซึ่งจะคำนับนั้นเสร็จแล้ว เล่าจ๋องกับนางชัวฮูหยินก็ออกมาหาโจโฉ เอาตราสำหรับว่าราชการเมืองนั้นออกมาด้วย คำนับแล้วก็มอบให้แก่โจโฉ ๆ มีความยินดีนัก ก็ยกทหารทั้งปวงไปตั้งอยู่นอกเมืองซงหยง

ชัวมอเตียวอุ๋นก็จุดธูปเทียนคำนับรับโจโฉ เชิญให้โจโฉเข้าเมือง โจโฉจึงหาเกงอวดมาแล้วว่า ตัวเราได้เมืองเกงจิ๋วบัดนี้ ใช่จะมีความยินดีหามิได้ ซึ่งเราได้ตัวท่านนี้มีความยินดียิ่งกว่าได้เมืองเกงจิ๋วอีก แล้วก็ตั้งเกงอวดเปนเจ้าเมืองกังเหลง จึงให้ฮูสวนอองซานเปนที่ขุนนางผู้ใหญ่ ตั้งให้เล่าจ๋องเปนเจ้าเมืองเฉงจิ๋ว แล้วก็เร่งให้รีบไป

เล่าจ๋องได้ฟังดังนั้นก็ตกใจจึงอ้อนวอนขอตัวว่า ซึ่งท่านจะตั้งให้ข้าพเจ้าเปนเจ้าเมืองเฉงจิ๋วนั้น คุณมหาอุปราชหาที่สุดมิได้ ซึ่งข้าพเจ้าอุตส่าห์ออกมาคำนับท่านทั้งนี้ ใช่จะมีความปราถนาเปนเจ้าบ้านผ่านเมืองนั้นหามิได้ ข้าพเจ้าจะขอเปนแต่ไพร่อยู่ในเมืองเกงจิ๋วนี้ จะได้รักษาศพของบิดาแลญาติทั้งปวงตามประเพณี ขอท่านได้กรุณาแก่ข้าพเจ้าเถิด โจโฉจึงว่า ซึ่งเราจะให้ท่านไปอยู่เมืองเฉงจิ๋วบัดนี้ด้วยความเอ็นดูท่าน เห็นว่าเมืองเฉงจิ๋วนั้นกับเมืองหลวงใกล้กัน ท่านจะได้เข้าเฝ้าแหนพระเจ้าเหี้ยนเต้ ประการหนึ่งท่านจะอยู่ในเมืองเกงจิ๋วนี้ไกลพระเจ้าเหี้ยนเต้ แลเปนที่เบียดเบียฬแก่คนทั้งปวงจะอยู่มิสบาย จะได้ความเดือดร้อนเมื่อปลายมือ เล่าจ๋องได้ฟังดังนั้นก็กลัวโจโฉ ขัดมิได้ซังตายรับคำนับแล้วลาพามารดาไปเมืองเฉงจิ๋ว ครั้นถึงฝั่งน้ำท่าข้ามขุนนางทั้งปวงซึ่งไปส่งนั้นก็อำลากลับมาสิ้น แต่อองอุ้ยนั้นติดตามเล่าจ๋องไป

ขณะเมื่อเล่าจ๋องออกไปจากเมืองแล้ว โจโฉจึงสั่งอิกิ๋มว่า ท่านจงคุมทหารรีบไปสกัดฆ่าเล่าจ๋องเสีย อิกิ๋มก็คุมทหารรีบตามไป ครั้นทันเล่าจ๋องจึงร้องว่า บัดนี้มหาอุปราชใช้ให้เราตามมาฆ่าท่านแม่ลูกทั้งสองเสีย ท่านอย่าวุ่นวายไปเลย จงนิ่งให้เราตัดสีสะไปให้มหาอุปราชเสียโดยดีเถิด นางชัวฮูหยินได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ แม่ลูกกอดคอกันเข้าไว้ก็ร้องไห้ อองอุ้ยเห็นดังนั้นก็มีความโกรธ จึงกลับหน้าเข้ามาจะต่อสู้ อิกิ๋มก็ให้ทหารจับเอาตัวฆ่าเสีย แล้วก็ตัดสีสะนางชัวฮูหยินแลเล่าจ๋องนั้นกลับมาให้แก่โจโฉ ๆ ก็ให้บำเหน็จรางวัลแก่อิกิ๋ม แล้วสั่งให้ทหารไปจับเอาครอบครัวขงเบ้งณตำบลเขาโงลังกั๋ง ทหารทั้งปวงก็รีบไปค้นหาครอบครัวขงเบ้งก็มิได้พบ แล้วก็กลับมาบอกแก่โจโฉ ๆ มีความแค้นกำเริบมิรู้วาย ขณะเมื่อขงเบ้งจะยกไปจากเมืองซินเอี๋ยนั้น เกรงโจโฉจะทำร้ายแก่ครอบครัว จึงยักเอาไปซ่อนไว้ณตำบลสำกั๋ง ทหารจึงค้นมิพบ

ฝ่ายซุนฮิวจึงว่าแก่โจโฉว่า เมืองกังเหลงนั้นเปนที่มั่นคงนัก แลสเบียงอาหารก็ซ่องสุมไว้เปนอันมาก ถ้าแลเล่าปี่ไปตั้งได้เราจะตามไปทำการรบพุ่งก็จะขัดสน จะเอาชัยชนะยาก โจโฉจึงตอบว่า ท่านว่าก็ชอบ ใช่ว่าจะลืมนั้นหาไม่ เราคิดอยู่แลเราจะให้ทหารรีบล่วงหน้าไปเข้าตีเอาเมืองกังเหลงให้ได้ก่อน โจโฉจึงให้เอาบาญชีพลทหารของเล่าจ๋องมาตรวจดู ขาดอยู่คนหนึ่งชื่อว่าบุนเพ่ง โจโฉจึงให้คนไปหาตัว พอพบบุนเพ่งเข้ามาคำนับจึงถามว่า แต่เรามาอยู่ในเมืองซงหยงนี้ก็หลายวันแล้วเหตุใดตัวจึงหลบหลีกอยู่มิได้มาหาเรา บุนเพ่งจึงว่า ข้าพเจ้าได้มาหาท่านนั้นใช่จะหลบลี้อยู่หามิได้ ด้วยข้าพเจ้าเกิดมาเปนชาติทหาร มิได้ทำการอาสาเจ้าให้บ้านเมืองอยู่เย็นเปนสุขนั้นข้าพเจ้ามีความอายนัก จึงมิได้มาหาท่าน ว่าแล้วก็ร้องไห้ โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ชอบใจ ชมว่าเปนคนสัตย์ซื่อ จึงตั้งให้บุนเพ่งเปนเจ้าเมืองกังแฮ แล้วให้คุมทหารบันดามีกำลังอันกล้าแขงนั้นห้าพันยกรีบไปตามเล่าปี่ โจโฉก็ยกกองทัพหลวงหนุนไป

ฝ่ายขงเบ้งจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า อันครอบครัวมาทั้งนี้ถึงสามหมื่นสี่หมื่น มีทหารเกณฑ์รบอยู่แต่สามพันน้อยตัวนัก แลท่านก็เดิรเคร่าครอบครัวอยู่ฉนี้ กองทัพโจโฉก็ยกติดตามกระชั้นใกล้เข้ามาแล้ว ซึ่งท่านให้กวนอูไปขอคนณเมืองกังแฮมาช่วย แต่วันไปคุ้มเท่าบัดนี้กำหนดเดือนหนึ่งแล้ว จะได้มิได้ก็ยังไม่กลับมา ร้ายแลดีก็ยังมิได้รู้เลย จะทำประการใด เล่าปี่จึงว่า ถ้าฉนั้นท่านอย่าเห็นแก่เหนื่อยเลย อุตส่าห์ไปเองหน่วยหนึ่งเถิด ด้วยท่านได้มีคุณแก่เล่ากี๋ไว้แต่ก่อน เล่ากี๋เห็นท่านไปเองแล้วจะเสียมิได้จะจัดแจงผู้คนทหารทั้งปวงให้ ขงเบ้งรับคำแล้วก็ลาเล่าปี่ แล้วพาเล่าฮองไปด้วยเปนสองนายคุมทหารห้าร้อยรีบไปเมืองกังแฮ

แลเมื่อเล่าปี่กับบิต๊กบิฮองกันหยงพาครอบครัวอพยพมาวันนั้น ก็เกิดลมหัวด้วนพัดหอบเอาผลคลีฟุ้งตลบขึ้นไปตรงหน้าม้า เล่าปี่ตกใจจึงถามบิต๊กบิฮองกันหยงว่า เหตุดังนี้จะดีแลร้ายประการใด กันหยงจึงจับยามดู แล้วบอกแก่เล่าปี่ว่า เหตุเปนทั้งนี้ร้ายนัก เวลากลางคืนวันนี้ภัยจะมาถึงท่านเปนมั่นคง ขอให้ท่านทิ้งครอบครัวอพยพเสีย รีบหนีไปก่อนเอาตัวรอดเถิด เล่าปี่จึงว่า เสียแรงได้หอบหิ้วคนทั้งปวงมาแต่เมืองซินเอี๋ยจนถึงที่นี่แล้ว แลจะทิ้งเสียเอาตัวรอดนั้นเรามิรู้ที่จะทำได้ กันหยงจึงว่า ถ้าท่านมิฟังคำข้าพเจ้าภัยก็จะมาถึงตัว เล่าปี่จึงถามว่าหนทางซึ่งไปข้างหน้าชื่อตำบลใด ทหารทั้งปวงบอกว่า ไปข้างหน้านี้จะเข้าแดนเมืองตงหยง มีเขาใหญ่เขาหนึ่งชื่อว่าเกงสัน เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็พาครอบครัวรีบเดิรไปถึงเขาเกงสัน จึงให้ครอบครัวทั้งปวงตั้งชุมรุมอยู่ริมเนินเขา แลครั้งนั้นเปนฤดูหนาวกำลังหนาวนัก แลอาณาประชาราษฎรทั้งปวงเดิรมาเจ็บป่วยเปนอันมาก ก็ร้องไห้ระงมไปทั้งเสียงเด็กแลเสียงผู้ใหญ่

ครั้นเวลาประมาณสามยาม เล่าปี่ได้ยินเสียงคนโห่ร้องอื้ออึงคนึงมาทางทิศเหนือ ดังหนึ่งแผ่นดินจะถล่มก็ตกใจ จึงขึ้นม้าคุมทหารสองพันยกออกไปพบทัพโจโฉยกตามมา เล่าปี่ก็ขับทหารเข้าสู้รบกันเปนสามารถ ทหารโจโฉก็ล้อมเล่าปี่เข้าไว้ เตียวหุยเห็นว่าเล่าปี่เข้าอยู่ในกลางทหารโจโฉดังนั้น ก็ตีฝ่ายทหารเข้าไปช่วยเล่าปี่ ๆ ได้ทีดังนั้นก็รบหักตามเตียวหุยออกมาด้านตวันออก พอบุนเพ่งคุมทหารมาก้าวสกัดหน้าไว้ เล่าปี่จึงขับม้าขึ้นหน้าร้องด่าบุนเพ่งว่าอ้ายทรยศต่อเจ้า ยังมีหน้าเข้ากับโจโฉอีกเล่า บุนเพ่งได้ยินดังนั้นก็มีความอาย ไม่อาจรอหน้าเล่าปี่อยู่ได้ ก็คุมทหารบากหนีไป

ฝ่ายทหารโจโฉได้ทีดังนั้นก็ไล่ติดตามเล่าปี่มา เล่าปี่แลเตียวหุยสองคนพี่น้องก็ช่วยกันรบพุ่งต้านทานรอมาจนเวลารุ่งสว่างขึ้น ครั้นทหารโจโฉห่างออกไปไกลแล้วก็หยุดพักทหารอยู่ เห็นทหารเหลือตามมาด้วยนั้นประมาณร้อยหนึ่ง แลครอบครัวอพยพของตัวแลอาณาประชาราษฎรทั้งปวงกระจัดพลัดพรายกันไป เล่าปี่ก็ร้องไห้ ว่าคนทั้งหลายมาพลอยฉิบหายล้มตายเพราะเราผู้เดียว ทั้งบุตรภรรยาครอบครัวของเราจะตายอยู่ที่แห่งใดก็มิได้เห็นแก่ตา แลเมื่อเล่าปี่ลงนั่งหยุดร้องไห้อยู่นั้น พบบิฮองต้องอาวุธบาดเจ็บเปนหลายแห่ง ตัวนั้นโทรมไปด้วยโลหิต วิ่งเข้ามาบอกว่า บัดนี้จูล่งเอาใจออกหากไปเข้าด้วยโจโฉแล้ว เล่าปี่ได้ยินดังนั้นก็ตวาดเอาบิฮองว่า ท่านนี้หาความพิเคราะห์มิได้ อันจูล่งนี้มีความสัตย์ซื่อรักใคร่เราเปนอันมาก ซึ่งจะไปอยู่ด้วยโจโฉนั้นอย่าสงสัยเลย

เตียวหุยจึงว่า แต่ก่อนเขาเห็นเราพอจะเปนที่พำนักได้ แลบัดนี้เราพี่น้องถึงอับจนแล้ว เขาจึงเอาใจออกหากกระมัง เล่าปี่จึงว่า น้ำใจจูล่งนั้นสัตย์ซื่อแน่นอนนัก จงคิดดูเมื่อครั้งกวนอูไปอยู่ด้วยโจโฉออกฆ่างันเหลียงบุนทิวเสีย เจ้าก็สงสัยว่าพี่เอาใจออกหากไปอยู่ด้วยโจโฉ จนถึงจะฆ่ากันเสีย แลครั้งนี้ถึงมาทว่าจูล่งจะไปอยู่ด้วยโจโฉจริง ดีร้ายจะมีเหตุจึงไป อันจูล่งนั้นเห็นจะไม่ทิ้งพี่เสียเปนมั่นคง เตียวหุยไม่เชื่อมีความโกรธนัก จึงคุมทหารม้ายี่สิบรีบกลับขึ้นไปจะให้พบจูล่ง ครั้นถึงต้นสพานเตียงปันเกี้ยว จึงเห็นป่าอันหนึ่งอยู่ข้างทิศตวันออกก็พาทหารเข้าไป จึงตัดเอากิ่งไม้มาผูกหางม้าเข้าแล้วสั่งว่า ถ้าเห็นกองทัพโจโฉยกมา จงตีม้าให้วิ่งวกเวียนไปในป่าให้ผลคลีฟุ้งตลบขึ้น กองทัพโจโฉไม่รู้ก็จะสำคัญว่าซุ่มคนอยู่ในป่าเปนอันมาก เตียวหุยสั่งทหารดังนั้นแล้วก็ขับม้ายืนถือทวนสกัดอยู่ต้นสพาน

ฝ่ายจูล่งเข้ารบตลุมบอนอยู่ในกลางกองทัพโจโฉ ตีตลบออกมาแล้วกลับตีหักเข้าไปเล่า เสาะหาเล่าปี่แลครอบครัวทั้งปวงมิได้พบ ก็ตีตลบเข้าออกวุ่นวายอยู่แต่เวลายามหนึ่งจนรุ่งสว่างขึ้น จูล่งจึงคิดว่า จะเสาะหาเล่าปี่ก็มิพบ ทั้งครอบครัวก็หายไปจะเปนประการใดมิได้รู้ แลเล่าปี่ปลงธุระไว้แก่เราให้รักษาบุตรภรรยา มาให้หายเสียในท่ามกลางกองทัพฉนี้ดูมิบังควรนัก จำจะอุตส่าห์ตีฝ่าฟันเข้าไปหาครอบครัวให้จงได้ ถึงมาทว่าจะตายในท่ามกลางสงครามก็ตามเถิด แม้มิได้ครอบครัวเล่าปี่จะเอาหน้าไปไว้แห่งใด จูล่งคิดดังนั้นแล้ว ก็ขับม้าฝ่าเข้าไปในท่ามกลางทหารโจโฉกับทหารประมาณสามสิบม้า เห็นชาวเมืองทั้งปวงถูกอาวุธบาดเจ็บเปนอันมาก แลเสียงร้องไห้อื้ออึงคนึงไป จูล่งก็ขับม้าเวียนหาครอบครัวเล่าปี่ พบกันหยงถูกอาวุธลำบากนอนซุ่มอยู่ในกอหญ้า จูล่งจึงถามว่า ท่านยังพบนางกำฮูหยินนางบิฮูหยินทั้งสองบ้างหรือ กันหยงจึงบอกว่า บัดนี้ท่านทั้งสองเห็นกองทัพโจโฉจวนจะทันเข้า ก็ลงจากเกวียนอุ้มบุตรหนีปนระวลไปกับชาวเมืองทั้งปวง ข้าพเจ้าจึงควบม้าตามไป พอถึงเชิงเขาทหารโจโฉคนหนึ่งเอาทวนแทงถูกข้าพเจ้าตกม้าลงแล้วชิงเอาม้าไป ข้าพเจ้าเจ็บลำบากเดิรไม่ได้จึงหนีซ่อนอยู่ จูล่งให้ทหารคนหนึ่งลงเสียจากม้า ให้อุ้มกันหยงขึ้นขี่ม้าแล้วจึงบอกว่า ท่านรีบออกไปเถิด ถ้าพบเล่าปี่นายเราจงบอกว่า บัดนี้นางกำฮูหยินพลัดไปยังหาพบตัวไม่ เราจะสืบเสาะหาให้จงได้จึงจะกลับไป ถ้าเรามิได้นางกำฮูหยิน แม้จะเปนตายประการใดก็มิได้คิดชีวิต จูล่งสั่งแล้วก็ควบม้าไป

พอได้ยินเสียงทหารคนหนึ่งร้องทักออกมาว่า จูล่งจะรีบขับม้าไปแห่งใด จูล่งได้ยินดังนั้นก็ชักม้าหยุดไว้ แล้วถามว่าท่านนี้ผู้ใด ทหารนั้นจึงบอกว่า ข้าพเจ้าเปนคนขับเกวียนของนางกำฮูหยิน ถูกเกาทัณฑ์ป่วยไปมิได้ จูล่งจึงถามว่านางไปอยู่แห่งใด ทหารจึงบอกว่า บัดนี้นางหนีปนไปกับชาวเมืองข้างทิศใต้ จูล่งได้ฟังดังนั้นก็ทิ้งทหารทั้งปวงเสีย ขับม้ารีบตามไปแต่ผู้เดียว พอพบชาวเมืองทั้งสองหนีซุ่มอยู่เหล่าหนึ่งจึงถามว่า นางกำฮูหยินอยู่ในพวกนี้ด้วยหรือ

นางกำฮูหยินได้ยินดังนั้น แลมาเห็นจูล่งก็ค่อยคลายใจ จึงร้องบอกไปว่าข้าพเจ้าอยู่นี่ ท่านจงช่วยชีวิตไว้ให้รอด แล้วก็ร้องไห้ จูล่งโจนลงจากหลังม้าขมีขมันเข้าไปหาแล้วจึงว่า ซึ่งข้าพเจ้ามิได้ระวังระไวท่านแลให้ได้ความลำบากนั้นโทษข้าพเจ้าผิดนักหนาแล้ว บัดนี้นางบิฮูหยินกับอาเต๊าผู้บุตรนั้นไปอยู่แห่งใดเล่า นางกำฮูหยินจึงบอกว่า ขณะเมื่อลงจากเกวียนเข้าปนระวลกับชาวเมืองนั้นมาด้วยกัน ครั้นทหารโจโฉไล่ตีเข้ามาภายหลัง ต่างคนต่างแตกกระจัดกระจายไปมิรู้ว่าจะไปอยู่แห่งใดเลย

เมื่อพูดกันอยู่นั้น พอทหารโจโฉกองหนึ่งไล่ขับครอบครัวเข้ามา จูล่งได้ยินเสียงร้องไห้อื้ออึงคนึงขึ้น จูล่งตกใจโดดขึ้นหลังม้าขมีขมัน แลไปเห็นอิโตคุมทหารกองหนึ่งประมาณพันเศษ จับได้บิต๊กมัดมือคุมมาบนหลังม้า ก็ขับม้าควบเข้าไปตวาดด้วยเสียงอันดัง จะรบด้วยอิโต ๆ ขับม้าเข้ารบด้วยจูล่งไม่ทันได้เพลงหนึ่ง จูล่งก็เอาทวนแทงถูกอิโตตกม้าตายแล้วก็แก้บัดบิต๊กเสีย ชิงได้ม้าทหารสองตัวจึงให้บิต๊กแลนางกำฮูหยินขี่ม้าพาออกมาส่งถึงต้นสะพาน

เตียวหุยแลเห็นจูล่งมาดังนั้นก็ร้องว่า เหตุใดจูล่งจึงเอาใจออกหากพี่เราไปเข้าด้วยโจโฉ จูล่งจึงร้องว่า ท่านอย่าว่าดังนั้น ซึ่งตัวเรามาช้านี้เพราะเหตุด้วยนางกำฮูหยินนางบิฮูหยินทั้งสองหายไป เราเที่ยวเสาะหาอยู่จึงช้ามาต่อภายหลัง ซึ่งเราจะเอาใจออกหากไปอยู่ด้วยโจโฉนั้นหามิได้ เตียวหุยได้ฟังดังนั้นจึงว่า นี่หากกันหยงมาบอกหนักเบาแก่เราก่อน หาไม่ตัวท่านกับเราก็จะได้ผิดใจกัน จูล่งจึงถามว่า บัดนี้นายเราอยู่แห่งใดเล่า เตียวหุยจึงบอกว่า พี่เราอยู่ข้างหลัง ทางไม่ไกลนักดอก จูล่งจึงว่าแก่บิต๊กว่า ท่านพานางกำฮูหยินไปให้นายเราก่อนเถิด ตัวเราจะกลับไปเที่ยวสืบเสาะหานางบิฮูหยินกับอาเต๊าให้ได้ก่อนแล้วจะกลับมา จูล่งก็ควบม้ากลับไปพบแฮหัวอิ๋นคุมทหารประมาณห้าสิบคน ขี่ม้าถือทวนเหน็บกระบี่ยืนสกัดทางจูล่งไว้ จูล่งก็ขับม้าเข้ารบกับแฮหัวอิ๋นได้เพลงหนึ่ง ก็เอาทวนแทงถูกแฮหัวอิ๋นตกม้าตาย ทหารทั้งปวงก็แตกหนีไป แลแฮหัวอิ๋นคนนี้เปนคนสนิธของโจโฉ มีกำลังมาก โจโฉรักใคร่ให้ถือกระบี่ชื่อกีเทนเกี้ยม ถ้าจะฟันเหล็กก็ดุจหนึ่งว่าฟันหยวก

จูล่งได้กระบี่แล้วก็ชักออกดู เห็นอักษรจารึกอยู่ก็รู้ว่ากระบี่เอกของโจโฉ จูล่งเหน็บสะพายแล้วก็ควบม้าตีฝ่าเข้าไปหานางบิฮูหยินในกองทัพแต่ผู้เดียว มิได้กลัวแก่ความตาย พบครอบครัวชางเมืองทั้งสองก็ถามหานางบิฮูหยินมิได้ขาด คนหนึ่งจึงชี้มือว่า นางบิฮูหยินถูกทวนที่ขาเดิรมิได้ อุ้มลูกนั่งซ่อนอยู่ที่ริมผนังตึกตรงนี้ จูล่งแจ้งดังนั้นก็ควบม้ารีบไปถึงตึกหลังหนึ่งไฟไหม้ยังแต่ผนัง ก็เข้าไปดูเห็นนางบิฮูหยินอุ้มอาเต๊านั่งร้องไห้อยู่ริมปากบ่อ จูล่งโจนลงจากม้าวิ่งเข้าไปคำนับแล้วก็ร้องไห้

นางบิฮูหยินเห็นจูล่งมาดังนั้นก็ดีใจจึงว่า ท่านมาพบข้าพเจ้าบัดนี้ก็เหมือนหนึ่งเอาชีวิตลูกข้าพเจ้าไว้ ขอท่านได้มีความกรุณาพาเอาอาเต๊านี้ไปให้บิดาให้ได้เห็นหน้าหน่อยหนึ่งเถิด อันตัวข้าพเจ้านี้ถึงจะตายก็ตามแต่เวรหนหลัง จูล่งจึงว่า ซึ่งท่านได้ความลำบากทั้งนี้ก็เพราะข้าพเจ้ารักษาท่านมิได้ โทษมีแก่ข้าพเจ้าเปนข้อใหญ่ แลบัดนี้ข้าพเจ้าติดตามมาพบท่านแล้ว ขอเชิญท่านขึ้นม้าเถิด ข้าพเจ้าจะเดิรเท้าตีฝ่าทหารทั้งปวงนำหน้าท่านออกไป นางบิฮูหยินจึงว่า ท่านอย่าวิตกถึงข้าพเจ้าเลย ตัวข้าพเจ้านี้ป่วยหนักอยู่แล้วเห็นจะมิรอด แลบุตรข้าพเจ้านี้จะรอดชีวิตก็เพราะท่าน ซึ่งท่านจะลงจากม้านั้นก็เหมือนหนึ่งชีวิตลูกข้าพเจ้าหาไม่ ท่านจงรีบเอาแต่ลูกข้าพเจ้าไปเถิด อย่าเปนห่วงเปนใยด้วยข้าพเจ้านี้เลย จูล่งจึงว่าท่านอย่าหนักหน่วงให้ข้าพเจ้าช้าอยู่เลย เชิญขึ้นม้าเร็วๆ เถิด เสียงทหารโจโฉโห่ร้องกระชั้นล้อมเข้ามาใกล้อยู่แล้ว นางบิฮูหยินจึงว่า ท่านเอ็นดูแล้วจงรีบพาเอาบุตรข้าพเจ้านี้หนีให้รอดเถิด ตัวข้าพเจ้านี้จะไปด้วยมิได้ จะมาเปนห่วงอยู่ด้วยข้าพเจ้านี้ก็จะพากันตายเสียเปล่า แล้วก็เอาลูกส่งให้จูล่ง ๆ ก็มิรับ แต่เฝ้าเชิญนางบิฮูหยินขึ้นม้าถึงสองครั้งสามครั้ง นางบิฮูหยินก็มิได้ขึ้น อ้อนวอนกันอยู่เปนช้านาน เสียงทหารโจโฉก็ยิ่งโห่ร้องกระชั้นใกล้เข้ามา จูล่งจึงว่า ท่านจะหนักหน่วงอยู่ฉนี้ ถ้าแลทหารโจโฉยกมาถึงเข้าจะมิพากันวุ่นวายเสียการไปหรือ นางบิฮูหยินได้ฟังดังนั้น ก็เอาอาเต๊าผู้บุตรเลี้ยงเปนลูกของนางกำฮูหยินภรรยาหลวงนั้นวางลงไว้เหนือแผ่นดินต่อหน้าจูล่ง แล้วก็โจนลงในบ่อน้ำตาย

จูล่งเห็นดังนั้นก็ร้องไห้ จึงกวาดเอาดินถมบ่อเสียหวังจะมิให้ทหารโจโฉเห็นซากศพ จึงเอาผ้าห่อตัวอาเต๊าเข้าทำเปนอู่สวมฅอลงแล้ว ปลดกระดุมเกราะเสียแหวกอกออก เอาอาเต๊าซ่อนเข้าในเกราะกลัดดุมหุ้มตัวไว้แล้วก็ขึ้นม้าขับออกมา พอพบฮันเบ๋งซึ่งเปนทหารรองโจโฉคุมทหารเดิรเท้ากองหนึ่งออกสกัดทางไว้ จูล่งก็ขับม้าเข้ารบด้วยฮันเบ๋งได้สามเพลง ฮันเบ๋งเสียที จูล่งแทงด้วยทวนตกม้าตาย ก็รบหักฝ่าออกมา พอพบกองทัพเตียวคับตั้งสกัดอยู่อีก จึงขับม้าเข้ารบด้วยเตียวคับได้สิบห้าเพลงก็ชักม้าควบหนี เตียวคับเห็นได้ทีก็ขับม้าไล่ตามไป จูล่งขับม้าหนีไปโดยเร็ว ปะหลุมเก่าแห่งหนึ่งม้ายั้งตัวมิทันก็ตกลง เตียวคับได้ทีขับม้าสอึกกระโจนมาแทงด้วยทวน ขณะนั้นเปนบุญของอาเต๊าซึ่งจะได้เปนกษัตริย์ มิควรที่จะตายด้วยอาวุธ ก็ให้บันดาลเปนแสงเพลิงวาบสว่างเปนเปลวขึ้นจากหลุม เตียวคับเห็นดังนั้นก็ตกใจ ม้านั้นก็ยืนชงักอยู่ จูล่งกระทืบเตือนพนังข้างม้าโดดเผ่นขึ้นจากหลุมหนีไปได้ เตียวคับเห็นประจักษ์ดังนั้นก็มิอาจที่จะตาม แต่ม้าเอี๋ยนแลเตียวคีสองคนคุมทหารวิ่งตามร้องมาข้างหลังว่า จูล่งครั้งนี้จะหนีเรามิพ้นแล้ว ฝ่ายเจียวเหียแลเจียวหลำสองคนคุมทหารก้าวสกัดอยู่ข้างหน้า จูล่งก็ขับม้าเข้ารบด้วยทหารทั้งสี่นายเปนสามารถ แลทหารเลวทั้งนั้นก็เข้าล้อมรุมรบพุ่งเปนอลหม่าน จูล่งก็ชักกระบี่ออกไล่ฟันทหารทั้งปวงล้มตายเปนอันมาก

โจโฉขึ้นอยู่บนเนินเขาเกงสัน แลลงไปเห็นจูล่งเข้ารบพุ่งตลุมบอนด้วยทหารทั้งปวง แลฝ่าฟันไปมิได้ย่อท้อ จึงถามว่าทหารเล่าปี่คนนี้ชื่อใดมีฝีมือเข้มแข็งนัก โจหองได้ยินโจโฉถาม ก็ขับม้ารีบลงไปจากเนินเข้าสกัดหน้าจูล่งไว้ แล้วก็ร้องถามว่าท่านนี้ชื่อใด จูล่งจึงร้องบอกว่าเราชื่อเตียวจูล่ง โจหองชักม้ากลับไปแจ้งแก่โจโฉ ๆ จึงสรรเสริญว่าทหารคนนี้มีอำนาจประดุจเสือ แล้วจึงสั่งให้ไปร้องประกาศว่า อย่าให้ผู้ใดเอาเกาทัณฑ์ยิงจูล่งเลยจะตายเสีย จงช่วยกันล้อมจับเอาเปนให้ได้ ฝ่ายจูล่งก็ขับม้าไล่ฝ่าฟันทหารทั้งปวงออกมาได้ ด้วยเหตุว่าโจโฉห้ามทหารทั้งปวงมิให้ยิงเกาทัณฑ์ แลบุญของอาเต๊าที่จะได้เปนกษัตริย์นั้นด้วย จึงพเอิญให้จูล่งฆ่านายกองใหญ่เสียได้ถึงสองนาย ทหารเอกห้าสิบคน โลหิตติดเกราะแลข้างม้าดุจหนึ่งรดด้วยน้ำครั่ง

จูล่งขับม้าพาอาเต๊ารีบมาถึงเนินเขาแห่งหนึ่ง พบจงจิ๋นกับจงสินพี่น้อง ซึ่งเปนทหารรองแฮหัวตุ้นชักม้าสกัดหน้าไว้ จูล่งขับม้าเข้ารบด้วยจงจิ๋นจงสินได้สามเพลง แทงจงจิ๋นตกม้าตาย จูล่งก็ขับม้ารีบหนีไป จงสินขับม้าไล่ตามกระชั้นติดม้าจูล่งไป กระหยับจะแทงด้วยทวน จวนจะได้จะเสียรอมร่ออยู่ จูล่งชักม้าหันตัวจะกลับมาต่อสู้ด้วยจงสิน พอม้าจงสินไล่กระชั้นชิดไปยั้งตัวไม่ทัน อกจงสินแลอกจูล่งจักแหล่นจะประทะกันเข้า จูล่งเอาทวนปัดทวนจงสินโดยเร็วกระเด็นไป จึงชักเอากระบี่ฟันจงสินถูกสีสะตลอดลงไปตัวขาดออกตกลงซีกหนึ่ง จงสินขาดใจตายในทันใด จูล่งก็ขับม้ารีบหนีไปถึงสะพานเตียงปันเกี้ยว พอได้ยินเสียงทหารโจโฉโห่ร้องตามมาข้างหลัง กำลังม้าแลกำลังจูล่งก็อ่อนลง พอแลเห็นเตียวหุยยืนอยู่ที่สะพานจึงร้องว่า ครั้งนี้เหลือกำลังข้าพเจ้านัก ท่านช่วยข้าพเจ้าด้วย เตียวหุยจึงร้องว่า ท่านรีบข้ามสะพานไปเสียให้พ้นเถิด ข้าพเจ้าจะสู้เอง จูล่งก็รีบข้ามสะพานไปทางประมาณสองร้อยเส้นก็พบเล่าปี่พักอยู่ จูล่งก็ลงจากม้าเข้าไปคำนับแล้วร้องไห้เล่าความให้ฟังทุกประการ แล้วว่าข้าพเจ้าได้แต่อาเต๊าบุตรของท่านห่อมาในเกราะ แลเมื่อข้าพเจ้าตีหักออกจากที่ล้อมรบพุ่งกันอยู่กับทหารโจโฉนั้นยังได้ยินเสียงร้องไห้อยู่ บัดนี้นิ่งไปนานแล้วมิได้ยินเสียงร้องไห้ จะเปนอันตรายเสียก็มิรู้เลย

จูล่งแก้เกราะออก เห็นอาเต๊านอนหลับก็ดีใจจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า บุญของท่านนักหนา บุตรท่านหาเปนอันตรายสิ่งใดไม่ แล้วจูล่งก็อุ้มอาเต๊าส่งให้เล่าปี่ ๆ รับเอาอาเต๊า แล้วทำเปนโกรธทิ้งบุตรลงแล้วว่า เพราะอ้ายจัญไรคนเดียวนี้ จูล่งทหารเอกเราจักแหล่นจะเสียแก่ข้าศึก จูล่งเห็นดังนั้นก็ตกใจรีบลุกเข้าไปรับเอาอาเต๊าไว้ได้แล้วคุกเข่าคำนับว่า ท่านอย่าโกรธแก่บุตรท่านเลย อันตัวข้าพเจ้านี้ถึงจะตายก็จะเอาโลหิตทาแผ่นดินไว้ให้ปรากฎ จะขอสนองคุณท่าน

ฝ่ายบุนเพ่งคุมทหารไล่ติดตามจูล่งมาถึงสะพานเตียงปันเกี้ยว เห็นเตียวหุยถือทวนยืนสกัดอยู่ที่ต้นสะพาน แลเห็นผลคลีท้าวม้าซึ่งทหารเตียวหุยตีให้วิ่งฟุ้งตลบอยู่ในป่า ก็สำคัญว่าทหารเข้าซุ่มอยู่เปนอันมาก ยั้งม้าอยู่มิได้รุกเข้าไป พอโจหยินลิเตียนแฮหัวเอี๋ยนงักจิ้นเตียวเลี้ยวเตียวคับเคาทูแปดนายคุมทหารตามมาทัน เห็นดังนั้นก็คิดว่าขงเบ้งแต่งกลอุบายซุ่มทหารไว้ ก็ชวนกันหยุดอยู่สิ้น จึงให้คนรีบไปแจ้งแก่โจโฉ ๆ รู้ดังนั้นก็ยกทหารรีบมา

เตียวหุยแลไปเห็นทหารยกมาเปนอันมาก เห็นสัปทนกั้นมาข้างหลังก็รู้ว่าโจโฉยกตามมาเอง จึงร้องตวาดออกไปด้วยเสียงอันดังว่า ตัวกูชื่อเตียวหุย ผู้ใดซึ่งมีฝีมือเข้มแขงจงมาสู้กันลองกำลังดูให้ถึงแพ้แลชนะ ทหารโจโฉได้ยินเสียงเตียวหุยก็ตกใจ ตกตลึงอยู่มิได้เข้ารบ เตียวหุยก็ให้ทหารแก้กิ่งไม้ซึ่งผูกหางม้าออกแล้ว ให้ชักกะดานสะพานเสีย แล้วพาทหารกลับมาหาเล่าปี่ จึงเล่าเนื้อความให้ฟังทุกประการ เล่าปี่จึงว่าอันตัวเจ้านี้มีฝีมือกล้าหาญก็จริง แต่ทว่าเสียดายทำอุบายมิตลอด ซึ่งเจ้าชักสะพานเสียทั้งนี้ เหมือนจะบอกแก่โจโฉว่าคนน้อยให้ตามมา ถ้าเจ้ามิชักสะพานเสีย โจโฉก็จะสำคัญว่าซุ่มคนไว้ในป่ามากจะกลัวอยู่ เล่าปี่ว่าดังนั้นแล้วก็พาทหารบากลงทางลัดจะไปท่าฮันจิ๋น

ฝ่ายเตียวเลี้ยวกับเตียวคับเคาทูเห็นเตียวหุยหนีไปแล้ว จึงกลับไปบอกแก่โจโฉว่า บัดนี้เตียวหุยชักสะพานเสียหนีไปแล้ว โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงว่า เตียวหุยผู้เดียวหามีทหารไม่ จึงชักสะพานเสียหนีไปเพราะกลัวเราจะตาม แล้วจึงเกณฑ์ทหารสามพันให้ไปทำสะพานเปนสามเส้น กำหนดให้แล้วแต่ในเวลาวันเดียวจะรีบข้ามทหาร ลิเตียนจึงว่าแก่โจโฉว่า ซึ่งท่านจะรีบยกตามเล่าปี่ไปนั้นข้าพเจ้ายังคิดเกรงอยู่ เกลือกจะเปนกลอุบายของขงเบ้ง อันเตียวหุยจะมีปัญญาความคิดทำกลถึงเพียงนี้ยังไม่เห็นด้วย ขอท่านอย่าเพ่อทำการล่วงไปก่อน โจโฉจึงว่าอุบายแต่เพียงนี้จะกลัวอะไรนัก ถึงจะยิ่งกว่านี้เราก็ไม่กลัว โจโฉก็รีบยกทหารข้ามสะพานตามไป

ฝ่ายเล่าปี่ได้ยินเสียงทหารโห่ร้องตามมาข้างหลังดังหนึ่งแผ่นดินจะทรุด แลมาเห็นผงคลีฟุ้งตลบไปในอากาศ จึงว่าเราจะไปบัดนี้ก็มีทะเลขวางหน้าอยู่ ข้างหลังเล่ากองทัพก็ตามมาจะทำประการใดดี จึงสั่งให้จูล่งตระเตรียมตัวลงมาอยู่ข้างหลังคอยรับกองทัพซึ่งจะตามมา

ขณะนั้นโจโฉจึงว่าแก่ทหารทั้งปวงว่า เล่าปี่ครั้งนี้อุปมาเหมือนปลาขังอยู่ในถัง เสือตกอยู่ในหลุม ถ้าแลจะละเสียให้เล็ดลอดหนีไปได้บัดนี้ ก็เหมือนปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยปลาลงในมหาสมุทร ทหารทั้งปวงจงช่วยกันเขม้นขมักจับตัวเล่าปี่ให้จงได้ ทหารทั้งปวงต่างคนต่างรีบขึ้นหน้าขับกันตามไป

ฝ่ายกวนอูซึ่งไปณเมืองกังแฮ ได้ทหารหมื่นหนึ่งลงเรือคุมกลับมาถึงกลางทาง รู้ระคายไปว่าเล่าปี่แตกมาถึงสะพานเตียงปันเกี้ยว ก็ให้ทหารจอดเรือเข้าณท่าฮันจิ๋น ยกทหารรีบขึ้นบกมาสกัดรับเล่าปี่ พอเล่าปี่แยกไปทางลัดมิได้พบกัน มาถึงเนินเขาแห่งหนึ่งพบกองทัพโจโฉยกติดตามเล่าปี่มาทางใหญ่ กวนอูก็ขับทหารโห่ร้องยกรีบสวนทางขึ้นมา โจโฉเห็นดังนั้นจึงว่า ซึ่งลิเตียนทัดทานเรานั้นก็เห็นจะต้องด้วยกลขงเบ้งจริงเหมือนคำลิเตียน แล้วก็สั่งให้ทหารถอยกลับลงมา กวนอูก็ไล่รบพุ่งติดตามไปทางประมาณร้อยเส้น เห็นทหารโจโฉถอยไปมิได้ต่อรบ ก็กลับหลังย้อนมาตามทางลัด พบเล่าปี่ก็มีความยินดี จึงพาไปลงเรือแล้วถามว่านางบิฮูหยินพี่สะใภ้ข้าพเจ้าไปอยู่ไหนเล่า เล่าปี่จึงบอกเนื้อความแก่กวนอูตามซึ่งได้รบพุ่งกับโจโฉนั้นว่า นางบิฮูหยินกระโจนน้ำตายเสียแล้ว จูล่งจึงเอาแต่บุตรนี้มาให้เรา กวนอูได้ฟังดังนั้นก็ทอดใจใหญ่ว่า วันเมื่อไปตามเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้ ถ้าท่านมิห้ามข้าพเจ้าที่ไหนจะได้ความเดือดร้อนถึงเพียงนี้

เล่าปี่จึงว่า ครั้งนั้นตัวพี่ก็อนาถา หาที่จะตั้งเปนภูมิฐานมิได้ เหมือนหนูติดจั่น กลัวจะทำการนั้นมิตลอดจึงห้ามเสีย แลเมื่อเล่าปี่พูดกันกับกวนอูอยู่นั้น พอเล่ากี๋ยกกองทัพเรือมาข้างฟากตวันตก เล่าปี่ได้ยินเสียงโห่ก็ตกใจ จึงแลไปเห็นนายเรือแต่งตัวใส่เสื้อโพกสีสะด้วยผ้าขาวก็สังเกตได้ว่าเล่ากี๋ เล่าปี่ให้ทหารทั้งปวงสงบอยู่ ครั้นเล่ากี๋มาถึงจึงจอดเรือเข้าคำนับเล่าปี่แล้วร้องไห้ ว่าบัดนี้ข้าพเจ้าแจ้งไปว่าท่านเสียทีแก่โจโฉแตกมา ข้าพเจ้าจึงยกกองทัพมาหวังจะช่วยท่าน

เล่าปี่มีความยินดี จึงเล่าเนื้อความแต่หลังให้หลานฟังทุกประการ แล้วให้เคลื่อนเรือออกจากท่า พอเห็นเรือรบกองหนึ่งใช้ใบมาข้างทิศตวันตก เล่ากี๋ประหลาทใจจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ข้าพเจ้าเกณฑ์ทหารยกมาครั้งนี้ก็สิ้นเชิง เมืองกังแฮผู้คนก็เบาบางมากนัก บัดนี้เรือรบใช้ใบตามมาเปนอันมาก เห็นจะเปนทหารของโจโฉ ถ้ามิดังนั้นก็จะเปนทหารจิวยี่ให้ยกมาทำอันตรายเปนมั่นคง จะทำกะไรดี ครั้นเรือรบเข้าไปใกล้ เล่าปี่แลไปเห็นขงเบ้งนั่งมาข้างหน้าเรือซุนเขียนอยู่ท้ายก็มีความยินดี จึงให้ทหารเรียกให้ข้ามฟากมาแล้วถามว่า เหตุไฉนท่านค่อยล้าหลังอยู่ฉนี้ ขงเบ้งคำนับแล้วจึงบอกว่า ซึ่งข้าพเจ้าล้าหลังอยู่ เพราะข้าพเจ้าอยู่เกณฑ์คนเพิ่มเติมมาอีกจึงช้า เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ให้ใช้ใบแล่นมา จึงปรึกษากับขงเบ้งซึ่งจะคิดอ่านทำการรบพุ่งกับโจโฉสืบไป

ขงเบ้งจึงว่า หัวเมืองปากน้ำเมืองกังแฮนั้น มีค่ายคูมั่นคงพอจะตั้งอยู่ต่อสู้กับโจโฉได้ ขอให้ยกไปอยู่เมืองแฮเค้าปากน้ำเมืองกังแฮเถิด เข้าปลาอาหารก็บริบูรณ์เห็นจะไม่ขัดสน แล้วจึงว่าแก่เล่ากี๋ว่า ท่านจงเร่งกลับไปเมืองกังแฮ ตระเตรียมทหารทั้งปวงให้พร้อมไว้ จะได้ช่วยกันทำการไปข้างหน้า เล่ากี๋จึงว่า ซึ่งจะให้กลับไปตระเตรียมผู้คนนั้นก็ชอบอยู่ แต่ข้าพเจ้าคิดว่าจะเชิญท่านไปด้วยให้ช่วยจัดแจงทหารทั้งปวง แม้เสร็จแล้วจะกลับมาอยู่เมืองแฮเค้าก็ตามเถิด ขงเบ้งเห็นชอบด้วยจึงให้กวนอูคุมทหารห้าพันไปรักษาเมืองแฮเค้าไว้ แล้วก็พาเล่าปี่ไปเมืองกังแฮด้วยเล่ากี๋

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ