ตอนที่ ๑๓

ฝ่ายอ้วนสุดซึ่งอยู่ณเมืองลำหยงนั้น ให้แต่งโต๊ะเลี้ยงขุนนาง อ้วนสุดก็กินด้วย ฝ่ายซุกเซ็กซึ่งไปตีเมืองโลกั๋งครั้นได้เมืองแล้วจึงกลับมาเมืองลำหยง เข้าไปหาอ้วนสุด ๆ เห็นก็ดีใจจึงจูงมือไปให้กินโต๊ะด้วย แลซุกเซ็กคนนี้จะได้เปนบ่าวของอ้วนสุดแต่เดิมมานั้นหามิได้ เปนแต่บุตรซุนเกี๋ยน ครั้นบิดาตายจึงยกมาอยู่เมืองกังหนำ เมื่อโตเกี๋ยมเจ้าเมืองชีจิ๋วยังไม่ตายนั้นผิดกันกับงอเก๋งเจ้าเมืองตันเอี๋ยงซึ่งเปนน้าซุนเซ็ก ๆ จะอยู่ในเมืองกังหนำนั้นเห็นจะไม่เปนสุข ด้วยเมืองกังหนำขึ้นแก่เมืองชีจิ๋ว ซุนเซ็กจึงพามารดากับครอบครัวไปไว้ตำบลขยกโอ๋ใกล้เมืองตันเอี๋ยง แต่ตัวซุนเซ็กนั้นไปทำการอยู่กับอ้วนสุด ๆ ก็รักใคร่ตั้งให้เปนเก้าอุ้ยนายทหาร ได้ใช้ไปตีเมืองเก๋งกวนได้เมืองครั้งหนึ่ง แล้วซ้ำไปตีเมืองโลกั๋งได้อีกเมืองหนึ่งมีความชอบ อ้วนสุดมิได้ให้บำเหน็จ แต่เรียกให้กินโต๊ะ ครั้นกินสำเร็จแล้ว ขุนนางทั้งปวงก็ชวนกันไปที่อยู่ ซุนเซ็กก็ลาอ้วนสุดมาบ้าน ซุนเซ็กก็ออกไปเที่ยวอยู่ในสวนดอกไม้ที่หลังตึก คิดน้อยใจอ้วนสุดว่ามิได้นับถือ ซุนเซ็กก็ร้องไห้

พอจูตีซึ่งเปนทหารของบิดาซุนเซ็กนั้นเดิรเข้ามา เห็นซุนเซ็กยืนร้องไห้อยู่ จูตีก็หัวเราะแล้วว่า บิดาของท่านยังมีชีวิตอยู่ จะทำการสิ่งใดก็ปรึกษาเราทุกครั้ง บัดนี้ท่านขัดเคืองสิ่งใดจึงมิได้ถามเรามาร้องไห้อยู่ฉนี้ ซุกเซ็กเหลียวไปเห็นจูตีก็ค่อยคลายใจ เชิญให้จูตีนั่งแล้วว่าเราก็ทำความชอบต่ออ้วนสุด ๆ มิได้นับถือ เราจึงน้อยใจ ครั้นจะคิดการสืบไปให้เหมือนบิดา กำลังก็น้อยเห็นจะไม่ตลอด จูตีจึงว่าท่านก็มีตระกูล แลจะมาร้องไห้อยู่ฉนี้เหมือนมิใช่ชาติทหาร ให้ท่านคิดอ่านเข้าไปหาอ้วนสุด ขอทหารยกไปช่วยงอเก๋งผู้เปนน้าชาย ซึ่งอยู่เมืองตันเอี๋ยงก็จะมีกำลังมากขึ้น

พอลิห้อมที่ปรึกษาของอ้วนสุดจะมาหาซุนเซ็ก ลิห้อมแอบฟังอยู่ได้ยินเนื้อความดังนั้น ลิห้อมจึงเดิรเข้าไปแล้วว่าแก่ซุนเซ็กว่า ซึ่งท่านคิดกันนี้ดีนัก ทหารของข้าพเจ้าที่มีฝีมือมีอยู่สักร้อยหนึ่ง จะขอทำการด้วยท่าน ข้าพเจ้าเกรงแต่อ้วนสุดจะมิให้ทหาร ซุนเซ็กจึงว่าท่านอย่าวิตกเลย ตราหยกสำหรับกษัตริย์ของบิดาเรามีอยู่ เราจะเอาตรานั้นไปให้แก่อ้วนสุด ๆ ก็จะสิ้นสงสัยจะให้ทหารแก่เราโดยง่าย ซุกเซ็กจึงไปหาอ้วนสุดแล้วบอกว่า บิดาข้าพเจ้าตายก็ยังมิได้แก้แค้นเล่าอิ้ว บัดนี้ข้าพเจ้าพามารดากับภรรยาไปฝากไว้กับงอเก๋งผู้น้าณเมืองตันเอี๋ยง เล่าอิ้วซึ่งเปนเชื้อพระเจ้าเหี้ยนเต้กระทำการเบียดเบียฬต่าง ๆ ข้าพเจ้าจะเอาตราหยกนี้ให้ไว้เปนจำนำ ข้าพเจ้าจะขอเอาทหารของท่านไปช่วยงอเก๋งผู้น้าแก้แค้นเล่าอิ้ว

อ้วนสุดเห็นตราหยกดังนั้นก็ยินดี จึงรับเอาตรานั้นมาดูแล้วทำเปนว่า เราจะปราถนาอันใดกับตราหยก แต่ท่านได้เอามาแล้วเราจะช่วยรักษาไว้ อันตัวท่านได้มาอยู่กับเรามีธุระสิ่งใดเราจะช่วย อ้วนสุดจึงจัดทหารสามพันกับม้าห้าร้อยให้แก่ซุนเซ็ก แล้วจึงสั่งว่าท่านไปทำการสำเร็จแล้วเร่งกลับมา อย่าเพ่อทำการสิ่งใดต่อไป ด้วยตัวท่านยังอ่อนความคิดอยู่ แล้วก็เปนขุนนางผู้น้อย ให้ท่านกลับมาหาเราจะตั้งเปนขุนนางผู้ใหญ่

ซุนเซ็กขอ จูตี ลิห้อมที่ปรึกษา เทียเภา ฮันต๋ง อุยกาย นายทหารซึ่งเคยทำการกับบิดานั้น อ้วนสุดก็ให้ ซุนเซ็กยกทหารออกจากเมืองลำหยง ไปถึงเมืองตันเอี๋ยง พอพบจิวยี่คุมพวกมา จะไปเยือนมารดาณเมืองซีเสง ซุนเซ็กก็หยุดอยู่ จิวยี่แลเห็นซุนเซ็กจึงลงจากม้ามาคำนับ ซุนเซ็กก็รับคำนับ

แลจิวยี่คนนี้ เมื่อบิดาซุนเซ็กรบกับตั๋งโต๊ะนั้น บิดาซุนเซ็กพาเอาครอบครัวไปไว้ณเมืองซีเสงใกล้บ้านจิวยี่ ๆ กับซุนเซ็กจึงชอบกันมา แต่ซุนเซ็กนั้นแก่กว่าจิวยี่สองเดือน จิวยี่จึงเรียกว่าพี่ ซุนเซ็กจึงเล่าเนื้อความทั้งปวงให้จิวยี่ฟัง จิวยี่จึงว่าข้าพเจ้าจะขออาสาทำการด้วยท่าน จะได้ช่วยกันคิดการใหญ่สืบไป ซุนเซ็กจึงว่าแม้ท่านสมัคด้วยเราดังนั้น การซึ่งเราคิดไว้นั้นก็จะสำเร็จโดยง่าย แล้วซุนเซ็กจึงพาจิวยี่ไปพูดกันกับจูตีลิห้อม จิวยี่จึงว่า ในเมืองกังตั๋งนั้นมีคนดีอยู่สองคนท่านรู้จักหรือไม่ ซุนเซ็กจึงถามว่าสองคนนั้นชื่อไร จิวยี่บอกว่าคนหนึ่งชื่อเตียวเจียวชาวเมืองเพ้งเสีย คนหนึ่งชื่อเตียวเหียนชาวเมืองกองเหลง สองคนนี้มีปัญญาเปนอันมาก บัดนี้หนีโจรมาอยู่เมืองกังตั๋ง ท่านจงคิดอ่านให้ไปเชิญมาจะได้ช่วยกันคิดการสืบไป ซุนเซ็กยินดีนักจึงแต่งให้ทหารคุมเอาสิ่งของเปนอันมาก ให้เชิญตัว เตียวเจียว เตียวเหียน มา ซุนเซ็กจึงเล่าเนื้อความทั้งปวงให้ฟัง เตียวเจียว เตียวเหียน ก็ยอมจะทำการด้วย ซุนเซ็กจึงตั้งเตียวเจียวให้เปนใหญ่กว่านายทหารซ้ายขวา ตั้งเตียวเหียนให้เปนที่ปรึกษา แล้วคิดอ่านจะยกไปรบเล่าอิ้วตั้งอยู่ขยกโอ๋

เล่าอิ้วคนนี้เดิมอยู่เมืองเอียงจิ๋ว แล้วมาอยู่เมืองฉิวฉุน ครั้นอ้วนสุดยกมารบ จึงหนีมาตั้งอยู่ตำบลขยกโอ๋ ครั้นรู้ว่าซุนเซ็กยกทัพมา จึงหาที่ปรึกษามาคิดอ่านว่า บัดนี้ซุนเซ็กยกมาเราจะคิดอ่านประการใด เตียวเอ๋งนายทหารจึงรับอาสาว่า ข้าพเจ้าจะขอกองทัพไปตั้งอยู่ตำบลงิวจู๋ ที่นั้นชอบกลเปนที่ลุ่ม ถึงซุนเซ็กจะยกทหารมาสักร้อยหมื่นก็พอจะสู้ได้

ไทสูจู้ได้ยินเตียวเอ๋งว่าเห็นชอบด้วย ออกรับอาสาขอทหารจะยกเปนกองหน้าเล่าอิ้วไม่ยอม ว่าตัวเปนเด็กยังอ่อนความคิดอยู่ จะตั้งเปนนายทัพนั้นยังมิไว้ใจ ไทสูจู้โกรธก็นิ่งอยู่ เล่าอิ้วจึงจัดทหารให้เตียวเอ๋งไปตั้งอยู่ณตำบลงิวจู๋ เตียวเอ๋งก็ไปตั้งซ่องสุมรี้พลกวาดเข้าขึ้นใส่ฉางไว้ตำบลเตโกะประมาณสิบหมื่นถัง

ฝ่ายซุนเซ็กยกมาถึงตำบลงิวจู๋พบทัพเตียวเอ๋ง ๆ ก็ร้องด่าหยาบช้า ซุนเซ็กโกรธจึงให้อุยกายออกไปรบกับเตียวเอ๋งได้ห้าเพลง

ครั้งนั้นจิวขิมชาวเมืองฉิวฉุน กับจิวท่ายชาวเมืองแฮฌ้อ ซึ่งเปนโจรป่าอยู่นั้น รู้ข่าวว่าซุนเซ็กเปนคนมีปัญญาน้ำใจโอบอ้อมต่อราษฎร จึงคุมพรรคพวกสามร้อยจะมาเข้าด้วยซุนเซ็ก พอมาถึงตำบลงิวจู๋เห็นซุนเซ็กกับเตียวเอ๋งรบติดพันธ์กันอยู่ จิวขิมจิวท่ายจึงลอบเข้าจุดเพลิงในค่ายเตียวเอ๋ง ทหารในค่ายเห็นเพลิงลุกขึ้นวิ่งไปบอกเตียวเอ๋ง ๆ ตกใจละอุยกายเสียควบม้าจะกลับเข้าค่าย ซุนเซ็กเห็นได้ทีก็ขับทหารไล่รบเตียวเอ๋งไป เตียวเอ๋งไม่ทันจะเข้าค่ายได้ ทิ้งทหารเสียหนีกลับเข้าเมือง ซุนเซ็กก็ได้เครื่องศัสตราวุธกับสิ่งของเปนอันมาก แล้วก็ตั้งเกลี้ยกล่อมได้ทหารประมาณสี่พันเศษ จะยกไปตั้งตำบลเขาสินเต๋งใกล้กันกับขยกโอ๋

ฝ่ายเล่าอิ้วเห็นเตียวเอ๋งแตกมาก็โกรธ ว่าตัวรับอาสาไปจะสู้กับซุนเซ็ก แล้วเหตุไฉนแตกมา เล่าอิ้วก็สั่งให้เอาตัวเตียวเอ๋งไปฆ่าเสีย ฉกหยงซีเหลที่ปรึกษาจึงว่า เตียวเอ๋งเปนคนมีฝีมืออยู่ ท่านจะฆ่าเสียบัดนี้รู้ไปถึงซุนเซ็กก็จะได้ใจ ข้าพเจ้าจะขอให้เตียวเอ๋งคุมทหารไปตั้งอยู่เมืองเลงเหลง คอยรับซุนเซ็กอีกครั้งหนึ่งก่อน เล่าอิ้วเห็นชอบด้วยก็แต่งให้เตียวเอ๋งยกไปตั้งอยู่ตามคำฉกหยงซีเหลว่า ฝ่ายเล่าอิ้วนั้นไม่ไว้ใจ กลัวซุนเซ็กจะยกตามมาฝ่ายเหนือ จึงยกทหารไปตั้งอยู่เชิงเขาสินเต๋งฝ่ายทิศเหนือ

ซุนเซ็กยกมาถึงเขาสินเต๋งก็ตั้งอยู่เชิงเขาข้างทิศใต้ แล้วจึงให้หาชาวบ้านมาถามว่า ที่เขาสินเต๋งนี้มีศาลเจ้าฮั่นกองบู๊หรือไม่ ชาวบ้านบอกว่ามีอยู่บนเนินเขา ซุนเซ็กจึงว่าเวลาคืนนี้เราฝันเห็นว่า ฮั่นกองบู๊ให้มาหาเราขึ้นไป บัดนี้จำเราจะขึ้นไปไหว้ฮั่นกองบู๊จึงจะควร เตียวเจียวจึงห้ามว่า ซึ่งท่านจะไปนั้นเห็นไม่ชอบ เกลือกว่าเล่าอิ้วรู้จะยกทหารขึ้นไปทำอันตรายท่าน ข้าพเจ้าเห็นจะเสียทีแก่เล่าอิ้ว

ซุนเซ็กไม่ฟังก็จับทวนขึ้นม้ากับทหารสิบสองคน พากันไปถึงศาลเจ้าฮั่นกองบู๊คำนับบวงสรวงแล้วจึงว่า แม้ข้าพเจ้าได้เมืองกังตั๋งสำเร็จความคิดแล้วเมื่อใด ข้าพเจ้าจึงจะมาทำพลีกรรม แล้วซุนเซ็กก็ออกจากศาล จึงปรึกษากับทหารทั้งปวงว่า เราจะไปดูกองทัพเล่าอิ้วจะตั้งกระบวรศึกประการใด ทหารทั้งปวงห้าม ซุนเซ็กก็ไม่ฟังขึ้นม้าพาทหารสิบสองคนนั้นเลียบออกไปตามเนินเขา

ฝ่ายทหารเล่าอิ้วเห็นดังนั้นก็เอาเนื้อความไปบอกเล่าอิ้วว่า ซุนเซ็กกับทหารประมาณสิบเอ็ดสิบสองคนขึ้นมาถึงเนินเขา เล่าอิ้วรู้เนื้อความดังนั้นก็คิดสงสัย จึงว่าซุนเซ็กขึ้นไปนั้นเห็นจะลวงเรา เปนกลศึกอย่าตามไปเลย ไทสูจู้จึงว่าครั้งนี้ได้ทีแล้ว จะมิคิดอ่านจับตัวซุนเซ็กท่านจะไว้ทำการเมื่อไรเล่า แล้วไทสูจู้ก็ถือทวนขึ้นม้าออกมานอกค่ายจึงรองประกาศแก่ทหารทั้งปวงว่า บัดนี้เราจะออกไปจับตัวซุนเซ็ก ผู้ใดที่มีฝีมือจะสมัคทำการด้วยเราก็ให้เร่งออกมา ทหารทั้งปวงก็นิ่งอยู่ แต่ทหารเลวคนหนึ่งสรรเสริฐว่า ไทสูจู้คนนี้มีฝีมือกล้าหาญ เราจะไปทำการด้วย แล้วก็ขี่ม้าตามไทสูจู้ไป ไทสูจู้มิได้อยู่ท่าผู้ใด สองคนกับทหารนั้นรีบขึ้นไปบนเนินเขา ทหารทั้งปวงซึ่งอยู่ในค่ายนั้นชวนกันแลดูไทสูจู้แล้วก็หัวเราะ

ฝ่ายซุนเซ็กครั้นแลดูกระบวรทัพเล่าอิ้วเสร็จแล้ว ก็ชักม้าลงมาจากเนินเขา พอได้ยินไทสูจู้ร้องว่าซุนเซ็กมึงจะหนีไปไหน ซุนเซ็กเหลียวหลังมา เห็นทหารสองคนขึ้นม้าควบตามมา ซุนเซ็กจึงให้ทหารรออยู่ริมเชิงเขา แต่ตัวนั้นยืนม้าอยู่หน้าทหาร ไทสูจู้ตามมาทันจึงร้องถามว่า ผู้ใดชื่อซุนเซ็ก ๆ จึงตอบว่าเราชื่อซุนเซ็ก ตัวนั้นชื่อไรเล่า ไทสูจู้จึงว่าเราไทสูจู้ จะมาจับตัวซุนเซ็ก ๆ หัวเราะแล้วจึงว่า ตัวจะมาจับเราแต่สองคนนี้เรามิได้กลัว แม้เรากลัวเราก็มิใช่ชาติทหาร ไทสูจู้จึงตอบว่า เราผู้เดียวให้ตัวออกมาทั้งสิบสองคนนั้นเราก็ไม่กลัว ซุกเซ็กโกรธจึงขับม้าเข้ารบกับไทสูจู้ได้ห้าเพลง ไทสูจู้เห็นฝีมือซุนเซ็กนั้นเข้มแข็ง แล้วก็อยู่ในพวกทหารก็ชักม้าหนี

ซุนเซ็กจึงร้องว่า รบกันยังมิทันแพ้ชนะแลท่านมาหนีเราดังนี้ เหมือนหนึ่งมิใช่ชาติทหาร ไทสูจู้ทำเปนมิได้ยินก็ชักม้าหนีล่อให้ซุนเซ็กไล่ ซุนเซ็กก็ขับม้าไล่ไทสูจู้ไป พอทันเข้าที่ตำบลเพ้งฉวน ไทสูจู้เห็นซุนเซ็กตามมาทันเข้า ก็กลับหน้ามารบกับซุนเซ็กได้ห้าสิบเพลง ซุกเซ็กเอาทวนแทงไทสูจู้ ๆ เอามือรับจับทวนไว้ได้ ไทสูจู้เอาทวนแทงซุนเซ็ก ๆ ก็จับทวนไว้ได้ ต่างคนต่างชิงทวนกันจนพลัดตกม้าทั้งสองข้าง ทวนนั้นหลุดมือมิทันจะหยิบได้ ก็ลุกขึ้นปล้ำกันจนเกราะแลเสื้อนั้นขาด ซุนเซ็กจึงชักเอาทวนสั้นที่เหน็บหลังไทสูจู้อยู่นั้นได้ ไทสูจู้ก็ชิงได้หมวกของซุนเซ็ก ๆ เอาทวนแทงไทสูจู้ ๆ เอาหมวกรับไว้ พอทหารทั้งสองฝ่ายตามมาทัน ทหารข้างไทสูจู้มาประมาณพันเศษ ทหารซุนเซ็กนั้นสิบสองคนโห่อึงมา ซุนเซ็กกับไทสูจู้เห็นทหารมา ก็ผละกันออกทั้งสองข้าง ไทสูจู้จึงวิ่งเข้าหาพวก ฉวยได้ทวนเล่มหนึ่ง ขึ้นขี่ม้ากลับออกมาจะสู้กับซุนเซ็ก ๆ ก็ขี่ม้าถือทวน แต่ทหารนั้นน้อย ซุนเซ็กก็รบพลางหนีพลาง ไทสูจู้ไล่รบตามมาจนถึงที่ตั้งค่าย พอจิวยี่เห็นก็ให้ทหารออกช่วย ซุนเซ็กรบกันอยู่จนพลบค่ำ เกิดพายุฝนตกหนักก็เลิกทัพเข้าค่ายทั้งสองข้าง

ฝ่ายซุนเซ็กคิดแค้นนอนมิหลับ ครั้นเวลาเช้าซุนเซ็กยกทหารมาถึงหน้าค่ายเล่าอิ้ว ๆ จึงยกออกจากค่ายจะรบกับซุนเซ็ก ๆ จึงขับม้าออกยืนอยู่หน้าทหาร แล้วเอาทวนของไทสูจู้ซึ่งชิงได้ไว้นั้นชูขึ้นแล้วร้องว่า เวลาวานนี้เหตุว่าไทสูจู้หนีทัน หาไม่ก็จะตายเพราะทวนเล่มนี้ ไทสูจู้ได้ยินดังนั้นจึงชูหมวกของซุนเซ็กขึ้น แล้วร้องว่านี่สีสะของใครเราได้ไว้ ต่างคนต่างเยาะเย้ยกันไปมา เล่าอิ้วจึงขับไทสูจู้ให้ออกรบกับซุนเซ็ก เทียเภาเห็นไทสูจู้ขี่ม้าออกมา ก็ออกไปจะรบกับไทสูจู้ ๆ เห็นเทียเภาจึงร้องว่า มึงเปนคนต่ำไม่ควรจะสู้กับกู มึงจะตายเสียเปล่า ให้ซุนเซ็กนายมึงออกมาจึงจะควรกับฝีมือกู เทียเภาโกรธก็ขับม้าเข้ารบไทสูจู้ได้สิบสามเพลง

ฝ่ายจิวยี่เมื่อซุนเซ็กยกไปรบเล่าอิ้ว จิวยี่ก็คุมทหารวกหลังยกลงไปขยกโอ๋ ครั้งนั้นตันบูชาวเมืองโลกั๋ง พาเอาพรรคพวกจะมาหาซุนเซ็ก เข้าอาศรัยอยู่ในเมืองขยกโอ๋ ตันบูคนนี้มีกำลังมากรูปใหญ่สูงห้าศอกเศษหน้าเหลืองตาแดง ครั้นรู้ว่าจิวยี่ยกมาถึงขยกโอ๋ ตันบูจึงเปิดประตูรับจิวยี่ ๆ ก็เข้าอยู่ในค่ายขยกโอ๋ ทหารเล่าอิ้วซึ่งอยู่รักษานั้นก็หนีมาหาเล่าอิ้ว ๆ รู้ดังนั้นตกใจจึงให้ตีม้าฬ่อเรียกไทสูจู้ ๆ ก็ขับม้ากลับมาหาเล่าอิ้ว ไทสูจู้จึงว่าแก่เล่าอิ้วว่าข้าพเจ้ารบกับเทียเภาจะมีชัยอยู่แล้ว เหตุไฉนท่านจึงตีม้าฬ่อเรียกข้าพเจ้า เล่าอิ้วจึงเล่าเนื้อความให้ไทสูจู้ฟัง แล้วก็ยกทหารจะไปหาซีเหลฉกหยงตำบลวัวเหลง

ฝ่ายตันบูก็มาหาซุนเซ็ก บอกเนื้อความซึ่งได้ทำการนั้นให้ฟัง เตียวเจียวที่ปรึกษาจึงว่ากับซุนเซ็กว่า บัดนี้ตำบลขยกโอ๋ก็เปนของเรา เล่าอิ้วก็ยกหนีไปแล้ว สงครามเราได้ทีจำจะยกตามไปจึงจะควร ซุนเซ็กเห็นชอบด้วย ก็พาตัวตันบูยกทหารตามไปในเวลากลางคืน พอทันเล่าอิ้วกลางทาง เล่าอิ้วก็ให้ไทสูจู้ออกรบ ไทสูจู้ทานฝีมือซุนเซ็กมิได้ ไทสูจู้กับทหารสิบห้าคน ก็พากันหนีไปเมืองเก๋งก๋วน ทัพเล่าอิ้วก็แตกไปตั้งอยู่ตำบลงิวจู๋

ฝ่ายฉกหยงซีเหลยกออกจากค่ายจะมารับเล่าอิ้วไม่ทันที พอพบซุนเซ็กเข้า ซุนเซ็กก็ให้ตันบูออกตีทัพฉกหยง ซีเหลก็แตกกระจายกันออก ฉกหยงหนีไปตำบลงิวจู๋พบกันกับเล่าอิ้ว แต่ซีเหลเข้าค่ายได้ก็ปิดประตูค่ายไม่ต่อสู้ ตันบูเข้าแหกค่ายฆ่าทหารซีเหลตายประมาณหกสิบคน ซุนเซ็กก็ให้เลิกทัพยกไปตามเล่าอิ้ว เล่าอิ้วก็ยกทหารออกจากค่าย ซุนเซ็กเห็นเล่าอิ้วจึงร้องว่า มึงแตกหนีกูมาก็ตามมาทันแล้ว เหตุไฉนมึงจึงยอมแพ้

อิปีได้ยินซุนเซ็กว่าก็ควบม้าออกรบกับซุนเซ็ก สู้กันได้สามเพลงซุนเซ็กจับตัวอิปีได้หนีบรักแร้ไว้ แล้วขับม้าจะมาค่าย

ฝ่ายวัวเหลงเห็นก็ควบม้าถือทวนตามมาจะชิงเอาตัวอิปี ทหารซุนเซ็กเห็นวัวเหลงใกล้ซุนเซ็กเข้ามาจึงร้องบอกซุนเซ็ก ๆ เหลียวมาร้องตวาดเสียงดังฟ้าผ่า วัวเหลงพลัดตกจากม้าสีสะแตกตาย ซุนเซ็กก็ควบม้ามาถึงหน้าค่าย จึงคลายรักแร้ออกทิ้งอิปีลง อิปีนั้นตาย ทหารทั้งปวงก็สรรเสริญว่า ซุนเซ็กมีกำลังมากหาผู้ใดเสมอมิได้ จึงเรียกชื่อว่าเสียวปออ๋อง ภาษาไทยว่ามหาอุปราช

ฝ่ายเล่าอิ้วเสียทหารแลรี้พลเปนอันมาก ก็พาฉกหยงหนีไปอยู่เมืองอิเจี๋ยง ซุนเซ็กก็ยกกลับมาล้อมค่ายซีเหลไว้ แล้วร้องเรียกซีเหลว่าให้ยกมาหาเรา ซีเหลจึงขึ้นไปยืนบนสะพานเพลาะ เอาเกาทัณฑ์ยิงถูกเข่าซ้ายซุนเซ็ก ๆ พลัดตกม้า ทหารวิ่งเข้ารับพาเอาไปค่าย ก็ชวนรักษาซุนเซ็กอยู่หลายวันจึงหาย ซุนเซ็กจึงคิดอุบายให้ทหารถอยค่ายเสีย แล้วให้ทำเปนร้องไห้ว่าซุนเซ็กถูกเกาทัณฑ์ตาย ครั้นเวลาค่ำซุนเซ็กจึงแยกทหารออกซุ่มไว้เปนสี่กอง ซีเหลมิได้รู้กลสำคัญว่าจริง เวลาดึกก็พาเตียวเอ๋งตันเหงกับทหารทั้งปวงยกออกมาจะจับทหารซุนเซ็ก

ฝ่ายทหารซึ่งซุ่มอยู่นั้นเห็นซีเหลออกจากค่าย ก็ชวนกันโห่ล้อมพวกซีเหลไว้ ซุนเซ็กก็ขี่ม้าถือทวนมายืนอยู่ตรงหน้าซีเหล แล้วร้องว่ากูชื่อซุนเซ็ก ทหารพวกซีเหลเห็นซุนเซ็กก็ตกใจ ชวนกันทิ้งอาวุธเสียสิ้นมิได้ต่อสู้ ยังแต่ซีเหลกับเตียงเอ๋งตันเหงยืนถือทวนอยู่ ทหารทั้งปวงก็รุมกันเข้าฆ่าซีเหลตาย ตันบูทหารซุนเซ็กก็วิ่งเข้าแทงเตียวเอ๋งตกม้าตาย จิวขิมยิงเกาทัณฑ์ถูกตันเหงตาย ซุนเซ็กจึงยกเข้าตั้งอยู่ในค่ายซีเหล จึงเกลี้ยกล่อมทหารซีเหลได้เปนอันมาก แล้วก็ยกไปตามไทสูจู้ณเมืองเก๋งก๋วน จึงให้ตั้งอยู่นอกเมือง แล้วปรึกษาจิวยี่ว่า ทำไฉนเราจะจับไทสูจู้ได้ จิวยี่จึงว่าขอให้ท่านจัดทหารยกเข้าตีเมืองเปนสามด้านเปิดไว้ด้านหนึ่ง แล้วจึงให้ทหารไปซุ่มอยู่ตรงหน้าเมืองไกลชั่วพักม้าหนึ่ง เอาเชือกขึงทางไว้ คอยจับตัวไทสูจู้ที่นั่นเห็นจะได้เปนมั่งคง ซุนเซ็กเห็นชอบด้วย เวลากลางคืนก็ยกเข้าตีเมืองเปนสามด้านเปิดไว้ด้านหนึ่ง

ฝ่ายไทสูจู้เสียใจนัก ครั้นจะยกออกรบกับซุนเซ็ก ทหารก็น้อยประมาณพันเศษ แล้วก็ไม่สันทัดในการรบ แต่ล้วนชาวบ้านนอก ไทสูจู้จึงเปิดประตูหนีออกจากเมือง ทหารซุนเซ็กรุมเข้ารบ แลแกล้งแหวกให้ไทสูจู้หนีไปตามทางซึ่งคิดทำการไว้นั้น ไทสูจู้ก็พลัดทหารควบม้าหนีไป ม้านั้นพานเชือกซึ่งทหารซุนเซ็กขึงขวางทางไว้ม้านั้นก็ล้มลง ทหารซึ่งซุ่มอยู่ก็ออกจับไทสูจู้มัดมาให้ซุนเซ็ก ๆ เห็นก็วิ่งออกมาแก้ไทสูจู้เสียแล้วจูงมือมานั่งจึงว่า เล่าอิ้วเลี้ยงท่านมิได้ถึงขนาด ถ้าท่านสมัคทำราชการด้วยเรา ๆ จะเลี้ยงท่านให้ดีกว่าเล่าอิ้วอีก ไทสูจู้ได้ยินซุนเซ็กว่าดังนั้นยินดีนัก จึงคิดว่าซุนเซ็กมิได้มีพยาบาท จึงว่าข้าพเจ้าจะสมัคทำราชการด้วยท่านสืบไป

ซุนเซ็กจับเอามือไทสูจู้แล้วหัวเราะว่า เมื่อครั้งเรารบกับท่านที่ตำบลสินเต๋งนั้น ถ้าท่านจับเราได้จะฆ่าเราหรือไม่ ไทสูจู้จึงตอบว่า ๆ ไม่ถูก แล้วซุนเซ็กกับไทสูจู้ก็ชวนกันหัวเราะ ซุนเซ็กจึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงทหารทั้งปวง ซุนเซ็กกับไทสูจู้ก็กินพร้อมกัน ไทสูจู้จึงว่าสมัคพรรคพวกของเล่าอิ้วพลัดพรายกันอยู่ ข้าพเจ้าคิดว่าจะลาท่านไปเกลี้ยกล่อมมาไว้จะได้เปนกำลังท่าน เกรงท่านจะไม่เชื่อ ซุนเซ็กจึงว่าเราก็เชื่ออยู่ แต่ท่านเร่งไปพรุ่งนี้เวลาตวันเที่ยง กลับมาให้ถึงเรา ๆ จะคอยท่าน ไทสูจู้รับคำซุนเซ็กทำคำนับแล้วลาไป

ฝ่ายที่ปรึกษาทั้งปวงจึงว่าแก่ซุนเซ็กว่า ท่านปล่อยไทสูจู้เสียดังนี้ที่ไหนจะกลับมา ซุนเซ็กตอบว่าไทสูจู้เปนคนดีมีความสัตย์ รับคำเราแล้วที่จะไม่กลับมานั้นเราไม่เห็นด้วย ที่ปรึกษาทั้งปวงก็ยังไม่สิ้นสงสัย หากเกรงซุนเซ็กก็นิ่งอยู่ ครั้นเวลาเช้าจึงชวนกันเอาไม้ไปปักไว้หน้าค่ายคอยจะจับเท็จไทสูจู้ ๆ ครั้นถึงกำหนดพอเงาตรง ไทสูจู้ก็พาคนมาถึงค่ายประมาณพันเศษ ทหารทั้งปวงเห็นไทสูจู้มาสมคำซุนเซ็กว่า ก็ชวนกันสรรเสริญซุนเซ็กว่า มีปัญญารู้จักน้ำใจคน

ซุนเซ็กได้ทหารประมาณสามหมื่น จึงยกไปเมืองกังตั๋ง ชาวเมืองทั้งปวงก็สมัคเข้าด้วยซุนเซ็ก ๆ ก็กำชับทหารทั้งปวง มิให้เบียดเบียฬราษฎรให้ได้ความเดือดร้อน คนทั้งปวงก็อยู่เปนสุข จึงเรียกซุนเซ็กว่าซุนหลวง แล้วก็ชวนกันเอาสุราเครื่องเลี้ยงมาให้แก่ซุนเซ็ก ซุนเซ็กก็ให้เงินทองแพรผ้าแก่คนทั้งปวงตามสมควร แต่บันดาทหารของเล่าอิ้วซึ่งอยู่เมืองกังตั๋งนั้น ใครจะสมัคทำการด้วยซุนเซ็กก็เลี้ยงไว้ ที่มิยอมก็ให้เงินทองเปนอันมาก ให้กลับไปอยู่ตามภูมิลำเนา กิตติศัพท์ฟุ้งเฟื่องขึ้นกว่าเก่า ซุนเซ็กจึงแต่งทหารให้ไปรับมารดา กับอาว์แลน้องชายหญิงมาไว้ตำบลขยกโอ๋ แล้วตั้งให้ซุนกวนน้อยชายกับจิวท่ายไปรักษาเมืองฮวนเสีย ตัวซุนเซ็กก็ยกทหารทั้งปวงไปตีเมืองต๋องง่อ

ครั้งนั้นเงียมแปะฮอ ซึ่งตั้งตัวขึ้นเปนเจ้าเรียกว่าเต๊กอ๋อง อยู่ณเมืองต๋องง่อ จึงแต่งทหารให้ไปรักษาตำบลออเสงแกหิน ซึ่งเปนแดนเมืองต๋องง่อ จัดแจงเมืองสำเร็จ มีทหารมาบอกว่าซุนเซ็กยกทัพมา เงียมแปะฮอจึงให้น้องชายชื่อเงียมอี๋ ยกไปตั้งอยู่สพานหองเกี๋ยวเปนทางสำคัญ เงียมอี๋ขี่ม้าถือกระบี่ขึ้นคอยซุนเซ็กอยู่บนสะพาน ทหารเอาเนื้อความมาบอกซุนเซ็กว่า เงียมอี๋ยกมาคอยรบอยู่ ซุนเซ็กซึงสั่งทหารว่า จะยกไปรบกับเงียมอี๋ เตียวเหียนที่ปรึกษาจึงว่า ทหารที่มีฝีมือก็มีอยู่ ซึ่งท่านจะไปรบกับเงี่ยมอี๋นั้นประดุจเอาทองไปรู่ศิลา

ซุนเซ็กเห็นชอบด้วย จึงแต่งให้ฮันต๋งคุมทหารเข้ารบกับเงียมอี๋บนสะพาน แล้วให้ตันบูจิวขิมลงเรือเล็กเอาเกาทัณฑ์ยิงกระนาบสองข้างสะพาน เงี่ยมอี๋เสียทหารเปนอันมาก ก็ถอยทัพคืนเข้าเมือง ฮันต๋งก็ไล่รบไปถึงเชิงกำแพง ซุนเซ็กก็ยกทหารเข้าล้อมเมืองต๋องง่อไว้ทั้งบกทั้งเรือถึงสามวัน มิได้เห็นผู้ใดออกมาต่อสู้ ซุนเซ็กจึงพาทหารเที่ยวไปรอบกำแพงเมืองแล้วร้องว่า ใครจะเข้าด้วยก็ให้เร่งออกมา เรามิได้กระทำอันตราย

ฝ่ายทหารเงียมแปะฮอคนหนึ่งยืนอยู่บนหอรบ ได้ยินเสียงซุนเซ็กร้องมาก็โกรธ เอามือซ้ายท้าวแปหอรบ เอามือขวาชี้แล้วก็ร้องด่าลงมา ไทสูจู้เห็นจึงขึ้นเกาทัณฑ์พาดลูกไว้ แล้วเหลียวมาบอกทหารว่า เราจะตรึงมืออ้ายคนร้ายไว้กับแปหอรบ คนทั้งปวงเหลียวมา ก็เห็นลูกเกาทัณฑ์ตรึงมือทหารนั้นอยู่ ก็ชวนกันสรรเสริญไทสูจู้ว่า ชำนาญเกาทัณฑ์หาผู้เสมอมิได้

ฝ่ายทหารเจ้าหน้าที่ จึงเอาเนื้อความนั้นไปบอกแก่เงียมแปะฮอ ๆ ก็สั่นสีสะว่า ถ้าเราได้ทหารดังนี้ไว้แต่คนหนึ่ง เรามิได้กลัวผู้ใดเลย แล้วเงียมแปะฮอจึงปรึกษาทหารทั้งปวงว่า ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงเราจะคิดประการใด เงียมอี๋จึงว่า ข้าพเจ้าจะขออาสาออกไปพูดกับซุนเซ็กโดยดี เงียมแปะฮอเห็นชอบด้วย เงียมอี๋ก็ลาออกไปหาซุนเซ็กณค่าย ซุนเซ็กเห็นเงียมอี๋เดิรเข้ามาทำดีใจยืนขึ้นคำนับ แล้วร้องเชิญให้นั่งชวนให้เสพย์สุรา ครั้นเงียมอี๋เมาสุราแล้ว ซุนเซ็กจึงถามว่า เงียมแปะฮอพี่ชายท่านคิดอ่านประการใด เงียมอี๋บอกว่า พี่ชายข้าพเจ้ากับที่ปรึกษาทั้งปวงคิดอ่านกันว่า จะขออ่อนน้อมจะแบ่งเมืองให้ท่านกึ่งหนึ่ง ซุนเซ็กโกรธจึงว่าเมืองต๋องง่ออยู่ในเงื้อมมือกูแล้ว มึงบังอาจเจรจาดังนี้ ซุนเซ็กก็สั่งทหารจะให้เอาตัวเงียมอี๋ไปฆ่าเสีย เงียมอี๋ได้ยินดังนั้น ฉวยกระบี่ลุกขึ้นจะฟันซุนเซ็ก ซุนเซ็กชักกระบี่เหน็บหลังนั้นคว่างออกไปถูกเงียมอี๋ตาย แล้วจึงให้ทหารตัดสีสะเงียมอี๋ทิ้งเข้าไปในกำแพง เงียมแปะฮอเห็นก็ตกใจ ครั้นจะคิดอ่านยกออกรบกับซุนเซ็กก็เกรงอยู่ เวลาค่ำเงียมแปะฮอจึงพาทหารหนีออกจากเมือง

ฝ่ายซุนเซ็กรู้ว่าเงียมแปะฮอทิ้งเมืองเสียแล้ว จึงแต่งให้อุยกายไปตีตำบลแกหิน ให้ไทสูจู้ไปตีตำบลออเสง ครั้นตีบ้านสองตำบลได้แล้ว ซุนเซ็กก็จัดแจงให้ราษฎรเมืองต๋องง่ออยู่เปนสุข แล้วจึงเลิกทหารยกไปตามเงียมแปะฮอ

ฝ่ายเงียมแปะฮอแปลงตัวเปนโจรป่า คุมพรรคพวกยกไปตำบลอิข้องเที่ยวเปนโจรอยู่ เลงโฉชาวบ้านอิข้อง ก็คุมเอาราษฎรชาวบ้านยกออกตีเงียมแปะฮอ ๆ หนีข้ามฟากไปตั้งอยู่ตำบลไซสิน จะไปเมืองห้อยเข

ฝ่ายซุนเซ็กยกตามมาถึงที่ตำบลอิข้อง เลงโฉรู้ก็พาเอาลูกชายสองคนออกมาหาซุนเซ็ก แล้วบอกว่าเงียมแปะฮอหนีไปทางเมืองห้อยเข ซุนเซ็กจึงตั้งเลงโฉเปนนายทหารรอง แล้วก็รีบยกทัพไปตามเงียมแปะฮอทันกันเข้าที่ตำบลไซสิน เทียเภาก็ขับทหารเข้าตีทัพเงียมแปะฮอ ๆ แตกหนีไปเมืองห้อยเข

ฝ่ายอ่องหลองเจ้าเมืองรู้ว่าเงียมแปะฮอแตกมา จึงให้จัดแจงทหารจะยกออกมาช่วยเงียมแปะฮอ งีห้วนชาวเมืองอีเหี้ยวซึ่งเปนที่ปรึกษาจึงว่าซุนเซ็กเปนคนมีฝีมือ แล้วก็ตั้งอยู่ในความสัตย์ เงียมแปะฮอเปนหยาบช้า ซึ่งท่านจะไปช่วยเงียมแปะฮอนั้นเห็นไม่ควร ขอให้ท่านคิดอ่านจับตัวเงียมแปะฮอส่งให้แก่ซุนเซ็ก อ่องหลองโกรธตวาดเอางีห้วน ๆ จนใจก็นิ่งอยู่ อ่องหลองจึงยกทหารออกมาหาเงียมแปะฮอ แล้วพากันไปตั้งอยู่ริมทุ่งริมเชิงเขาคอยรับซุนเซ็ก

ฝ่ายซุนเซ็กยกมาถึงค่ายเงียมแปะฮอ แลเห็นอ่องหลองยืนม้าถือกระบี่อยู่ ซุนเซ็กจึงร้องว่า เราทำการทั้งนี้ประสงค์จะให้ราษฎรได้ความสุข เงียมแปะฮอเปนคนหยาบช้า เหตุไฉนตัวท่านจึงมาเข้าด้วยคนผิด อ่องหลองได้ยินดังนั้นจึงร้องด่าซุนเซ็กว่า มึงเปนคนโลภเที่ยวรบพุ่งได้เมืองหลายตำบลแล้วยังมิหนำใจ บัดนี้ยกมาย่ำยีในแดนกู ๆ จึงยกมาให้เงียมแปะฮอแก้แค้นมึงให้จงได้

ซุนเซ็กโกรธก็ชักม้าเข้ารบกับอ่องหลองได้หกเพลง ไทสูจู้เห็นดังนั้นก็ควบม้าถือทวนออกมารบแทนซุนเซ็ก จิวเจียมทหารอ่องหลองเห็นก็ออกรบกับไทสูจู้ได้ห้าเพลง พอจิวยี่เทียเภายกมาทัน ก็วกหลังล้อมอ่องหลองไว้ อ่องหลองก็พาเงียมแปะฮอหนีกลับเข้าเมือง ชักสะพานคูปิดประตูไว้มั่งคง ซุนเซ็กก็ยกทหารเข้าล้อมเมืองไว้ ฝ่ายอ่องหลองจึงปรึกษากับเงียมแปะฮอว่า ซุนเซ็กมาล้อมเราไว้เราจะนิ่งอยู่ฉนี้เห็นมิควร จำเราจะยกทหารออกไปรบกับซุนเซ็ก ถึงจะตายก็จะได้ปรากฎว่าเปนชาติทหาร เงียมแปะฮอจึงว่า ซึ่งจะยกออกไปนั้นเห็นจะสู้ซุนเซ็กมิได้ ถ้าจะนิ่งอยู่ดังนี้ ซุนเซ็กสิ้นสเบียงอาหารแล้วก็จะเลิกทัพกลับไปเอง เราก็จะได้ทีติดตาม อ่องหลองเห็นชอบด้วยก็รักษาเมืองไว้

ฝ่ายซุนเซ็กล้อมเมืองห้อยเขไว้ถึงห้าวัน ก็มิได้เห็นผู้ใดออกมาสู้รบ ครั้นจะยกเข้าหักโหมก็เห็นจะเสียท่วงที จึงปรึกษาทหารทั้งปวงว่าเราจะคิดอ่านประการใด ซุนเจ้งจึงว่าเมืองห้อยเขนี้ ก็อาศรัยสเบียงอาหารในตำบลแจตอกเปนกำลังจึงตั้งมั่นอยู่ได้ ถ้าเรายกไปชิงเอาแจตอกได้ อ่องหลองก็จะขาดสเบียง ซุนเซ็กจึงสั่งให้เลิกทัพรีบยกทหารไปตีตำบลแจตอก

ขณะนั้นทหารเข้าไปบอกอ่องหลองว่า ซุนเซ็กยกไปตีแจตอกแล้ว อ่องหลองจึงขึ้นยืนดูบนหอรบ แลลงไปดูก็มิได้เห็นผู้คน เห็นแต่ธงปักไว้กับควันเพลิงที่หุงอาหารอยู่ อ่องหลองก็คิดสงสัย จิวเจียดจึงว่าการทั้งนี้ซุนเซ็กคิดทำไว้จะให้เราฉงนมิให้เราติดตามไป ข้าพเจ้าจะขออาสายกไปตามชิงเอาแจตอกไว้ให้ได้ อ่องหลองจึงให้จิวเจียดกับเงียมแปะฮอคุมทหารห้าพันเปนกองหน้ายกไปก่อน แล้วอ่องหลองจึงยกตามไปภายหลัง จิวเจียดกับเงียมแปะฮอยกออกจากเมืองได้สามร้อยเส้น ทันทัพซุนเซ็กที่ชายป่า ครั้นเวลาค่ำเงียมแปะฮอได้ยินเสียงกลองก็ตกใจ แลไปแสงเพลิงสว่างเห็นตัวซุนเซ็ก เงียมแปะฮอชักม้าหนี พอทหารซุนเซ็กยกเข้าล้อมไว้ทัน จิวเจียดก็ควบม้ารำกระบี่เข้าสู้กับซุนเซ็ก ๆ เอาทวนแทงถูกจิวเจียดตกม้าตาย เงียมแปะฮอก็ควบม้าหนีไปตำบลอิข้อง ฝ่ายอ่องหลองรู้ว่าทัพหน้าแตกแล้ว ก็พาทหารหนีไปตั้งอยู่ริมชายทะเล ซุนเซ็กมีชัยชนะก็กลับมาตั้งอยู่เมืองห้อยเข เกลี้ยกล่อมได้ทหารเปนอันมาก

ครั้งนี้ตังสิดซึ่งอยู่เมืองเหยียวรู้ว่าเงียมแปะฮอหนีมาอยู่ตำบลอิข้อง จึงจับตัวเงียมแปะฮอตัดสีสะมาให้ซุนเซ็ก ๆ ก็ดีใจแล้วเห็นตังสิดหน้าเหลี่ยมปากกว้าง สูงห้าศอกเศษสมควรที่จะเปนทหาร ซุนเซ็กจึงตั้งตังสิดให้เปนแปดเปาสุมานายทหารเอก ซุนเซ็กจึงแต่งให้ซุนเจ้งผู้อาว์อยู่รักษาเมืองห้อยเข ให้จูตีไปรักษาเมืองต๋องง่อ ตัวซุนเซ็กก็ยกทหารกลับไปอยู่เมืองกังตั๋ง

ฝ่ายซุนกวนกับจิวท่ายซึ่งไปอยู่รักษาเมืองอ้วนเสีย เวลากลางคืนมีโจรป่ายกมาล้อมไว้สี่ด้าน จิวท่ายเห็นจะสู้มิได้ จึงอุ้มเอาซุนกวนขึ้นม้าถือกระบี่หนีออกจากเมือง พวกโจรเห็นดังนั้น ก็รุมกันเข้าจับแทงถูกหลายแห่ง จิวท่ายก็ฆ่าโจรตายประมาณสิบห้าคน แล้วก็ควบม้าหนี โจรคนหนึ่งควบม้าไล่ตามไป จิวท่ายเหลียวมาเห็นเอากระบี่ฟันถูกโจรตาย พอมีคนเอาเนื้อความไปบอกซุนเซ็ก ๆ รู้ตกใจ จึงแต่งทหารให้ไปรับซุนกวนกับจิวท่ายมา จิวท่ายถูกทวนถึงสิบแผลเห็นว่าจะมิรอด ซุนเซ็กมีความวิตกนัก

ตังสิดจึงว่าเมื่อข้าพเจ้ายังเที่ยวเปนโจรอยู่ชายทะเลนั้น ก็ถูกทวนหลายแห่ง งีห้วนชาวเมืองห้อยเขมารักษาข้าพเจ้าสิบห้าวันหาย ซุนเซ็กจึงว่างีห้วนคนนี้กับข้าก็รู้จักกันอยู่ จึงให้เตียวเจียวกับตังสิดไปเชิญตัวงีห้วนมา ครั้นงีห้วนมาถึง ซุนเซ็กก็ออกไปรับกระทำคำนับแล้วซุนเซ็กจึงตั้งให้งีห้วนเปนที่ก๋งเชานายหมอเอก จะให้รักษาจิวท่าย งีห้วนจึงว่าข้าพเจ้ารู้น้อย ฮัวโต๋อยู่ณเมืองไพก๊กเปนหมอเอกหาผู้ใดเสมอมิได้ ซุนเซ็กจึงให้ทหารไปเชิญฮัวโต๋

ครั้นเวลาเช้าฮัวโต๋มาถึง ซุนเซ็กเห็นฮัวโต๋รูปงามผมยาว จึงเชิญนั่งที่สูงจึงว่า ข้าพเจ้าเชิญท่านมาจะให้รักษาจิวท่าย ฮัวโต๋รับว่าท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจะรักษาสามวันให้หาย ครั้นฮัวโต๋รักษาจิวท่ายหายแล้ว ซุนเซ็กก็ยกทหารไปจับโจรซึ่งมารบซุนกวนกับจิวท่ายนั้น ครั้นจับโจรได้เสร็จแล้ว ซุนเซ็กจึงยกไปเมืองกังหนำ ตั้งเกลี้ยกล่อมตกแต่งบ้านเมือง แล้วแต่งหนังสือแจ้งเนื้อความทั้งปวงไปถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้กับโจโฉเปนทางคำนับ แล้วให้ทหารไปเมืองลำหยงทวงตราหยกซึ่งฝากอ้วนสุดไว้นั้น

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ