ตอนที่ ๒๘

ขณะเมื่ออ้วนเสี้ยวแตกไปนั้น ทหารโจโฉกองหนึ่งเข้าไปในค่ายเห็นจอสิวต้องจำอยู่ก็เอาตัวมาให้โจโฉ ๆ เห็นทหารได้จอสิวมา จึงสั่งให้ถอดเครื่องจำออกเสีย แล้วว่าเรากับจอสิวรู้จักกันมาแต่ก่อน จอสิวเห็นโจโฉทำดังนั้น ก็รู้ว่าโจโฉจะเกลี้ยกล่อมเอาไว้ด้วย จึงร้องว่าอ้ายโจโฉมึงอย่าพักมาเกลี้ยกล่อมกูเลย กูหาอ่อนน้อมต่อมึงไม่

โจโฉได้ฟังจอสิวว่าหยาบช้าดังนั้นมิได้มีความโกรธ จึงเอาเงินทองเสื้อผ้าให้แก่จอสิว แล้วว่าอ้วนเสี้ยวนั้นเปนคนหาสติปัญญามิได้จึงไม่เลี้ยงท่านให้ถึงขนาด แม้เราได้ท่านมาไว้ด้วย เราจะคิดอ่านกำจัดอ้วนเสี้ยวเสียก็จะได้โดยง่าย เหตุใดท่านยังคิดรักอ้วนเสี้ยวอยู่อีกเล่า จอสิวมิได้ตอบประการใด โจโฉจึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงจอสิว

ครั้นเวลากลางคืนจอสิวจึงลักม้าได้ตัวหนึ่ง แล้วก็ลอบควบหนีจะไปหาอ้วนเสี้ยว ทหารโจโฉจับจอสิวได้ เอาตัวมาส่งให้แก่โจโฉ ๆ จึงว่าจอสิวไม่พอใจอยู่ทำราชการด้วยเรา แล้วก็สั่งให้ทหารเอาตัวไปฆ่าเสีย แล้วโจโฉได้คิด ว่าเราให้ฆ่าจอสิวอันมีน้ำใจสัตย์ซื่อต่อนายนั้นไม่ควร จึงให้แต่งการศพแล้วเอาไปฝังไว้ฟากแม่น้ำฮองโห จึงให้เอาศิลามาจาลึกอักษรไว้ว่า จอสิวนี้มีความสัตย์สุจริตรักนายเปนอันมาก ผู้ใดจะทำการไปภายหน้า จงดูเยี่ยงอย่างจอสิวนี้เถิด แล้วโจโฉก็จัดทหารรีบยกข้ามแม่น้ำฮองโหไป หวังจะตามอ้วนเสี้ยว ขณะนั้นอ้วนเสี้ยวกับทหารแปดร้อยยกหนีไปถึงแดนเมืองลิหยง

ฝ่ายเจียวหงีซึ่งอ้วนเสี้ยวให้อยู่รักษาเมืองลิหยงนั้น เกรงว่าโจโฉจะยกมาทำอันตราย จึงกะเกณฑ์ทหารออกตั้งค่ายอยู่นอกเมือง ครั้นรู้ข่าวว่าอ้วนเสี้ยวเสียทีแก่โจโฉ หนีมาถึงแดนเมืองดังนั้น ก็ออกมารับอ้วนเสี้ยวเชิญเข้าไปในค่าย อ้วนเสี้ยวจึงเล่าเนื้อความให้เจียวหงีฟังทุกประการ แล้วอ้วนเสี้ยวกับเจียวหงีก็อยู่ในค่าย

ฝ่ายทหารอ้วนเสี้ยวซึ่งแตกโจโฉมา รู้ข่าวว่าอ้วนเสี้ยวเข้าอยู่ในค่ายลิหยงก็มีความยินดี จึงชวนกันเข้าไปหาอ้วนเสี้ยว ๆ ได้ทหารขึ้นเปนอันมาก คิดจะยกไปรบโจโฉ จึงยกออกจากค่ายลิหยงจะไปเมืองกิจิ๋ว ครั้นถึงกลางทางพอเวลาค่ำ อ้วนเสี้ยวจึงให้หยุดทหารอยู่ริมเชิงเขาแห่งหนึ่ง อ้วนเสี้ยวอยู่ในกองทัพ ได้ยินเสียงร้องไห้อยู่ภายนอก อ้วนเสี้ยวคิดสงสัยจึงลุกออกไปลอบฟังดู ได้ยินเสียงทหารร้องไห้รักพี่น้องซึ่งตายบ้าง ร้องไห้ร่ำว่าแม้นายเราฟังคำเตียนหองว่ากล่าวแล้ว ไหนเลยจะได้ความเดือดร้อนถึงเพียงนี้

อ้วนเสี้ยวได้ฟังดังนั้นก็คิดว่า ถ้าเราฟังคำเตียนหองห้ามปราม ทหารเราก็จะไม่มีอันตราย ซึ่งเราจะกลับเข้าไปเมืองกิจิ๋วนั้น ก็อายแก่เตียนหองเปนอันมาก แต่จำจะไปให้ถึงก่อน จะได้คิดการแก้แค้นโจโฉ ครั้นเวลารุ่งเช้าอ้วนเสี้ยวก็คุมทหารยกล่วงไป พอพบฮองกี๋ซึ่งเปนที่ปรึกษาขี่ม้าพาทหารมา อ้วนเสี้ยวจึงว่าแก่ฮองกี๋ว่า เราไปทำศึกครั้งนี้เสียทีโจโฉมา เพราะเหตุว่าเรามิได้ฟังคำเตียนหองห้าม ซึ่งเราจะกลับไปเมืองบัดนี้ ให้คิดอายเตียนหองนัก

ฮองกี๋จึงแกล้งยุยงว่า เตียนหองซึ่งต้องจำอยู่ในคุกนั้น รู้กิตติศัพท์ว่าท่านแตกโจโฉมาก็ตบมือหัวเราะ แล้วว่าเพราะท่านมิฟังคำให้เอาเตียนหองไปจำไว้ บัดนี้ก็สมเหมือนคำเตียนหองว่า อ้วนเสี้ยวได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงว่าดูดู๋เตียนหองมันบังอาจตบมือหัวเราะเยาะได้ กูจะไว้ชีวิตมันสืบไปไม่ได้ จึงเอากระบี่นั้นส่งให้ทหารแล้วสั่งว่า จงรีบไปให้ถึงเมืองก่อน เอาตัวเตียนหองออกมาฆ่าเสีย ทหารนั้นก็รับเอากระบี่ไป

ฝ่ายผู้คุมจึงว่าแก่เตียนหองว่า ตัวข้าพเจ้าเปนผู้น้อย สืบไปภายหน้าจะขอพึ่งบุญท่าน เตียนหองจึงถามผู้คุมว่า ตัวเราเปนคนโทษเหตุใดท่านมาเจรจาดังนี้ ผู้คุมจึงตอบว่า เดิมท่านได้ห้ามปรามอ้วนเสี้ยวว่าอย่าเพ่อยกทัพไป ถ้าจะขืนยกไปก็จะปราชัยแก่โจโฉ อ้วนเสี้ยวไม่ฟังท่าน ขืนยกไปทำการศึกจนแตกมา ข้าพเจ้าเห็นว่าสมคำท่านห้าม อ้วนเสี้ยวจะได้ถอดท่านออกแล้ว จะนับถือเชื่อฟังเลี้ยงดูท่านสืบไป ข้าพเจ้าจึงว่าจะฝากตัวท่านไว้ เตียนหองได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วตอบว่า ซึ่งท่านจะฝากตัวเรานั้นขอบใจแล้ว ถ้าอ้วนเสี้ยวกลับมาถึงเมื่อใด เราก็จะถึงแก่ความตายเมื่อนั้น ผู้คุมจึงว่าคนทั้งปวงพูดจากันว่า ท่านห้ามไว้ก็ต้องกับคำท่านเห็นอ้วนเสี้ยวจะเลี้ยงดูท่านเปนปรกติ เหตุใดท่านจึงว่าจะตายเล่า เตียนหองก็ตอบว่า ถ้าอ้วนเสี้ยวมีชัยชนะมา เห็นจะไว้ชีวิตเรา บัดนี้แตกมาต้องกับคำเราว่า เห็นจะมีความอัปยศแก่เรา จะให้ฆ่าเราเสียเปนมั่นคง ด้วยเหตุว่าน้ำใจอ้วนเสี้ยวนั้นถือมานะอยู่ว่าตัวเปนใหญ่ มิได้เอาความคิดผู้ใด ทำอาการประหนึ่งว่าตัวนั้นกล้าหาญมีสติปัญญาลึกซึ้งหาผู้ใดจะเสมอมิได้ ผู้คุมได้ฟังดังนั้นก็ยังคิดสงสัยอยู่ พอทหารอ้วนเสี้ยวถือกระบี่เข้ามาบอกแก่ผู้คุมว่า อ้วนเสี้ยวใช้เรามาให้ฆ่าเตียนหองเสีย จงเร่งเอาตัวออกมา เราจะฆ่าเสียตามอ้วนเสี้ยวสั่ง

เตียนหองได้ฟังดังนั้นจึงว่าแก่ผู้คุมว่า เรารู้น้ำใจอ้วนเสี้ยวอยู่ เราจึงบอกเนื้อความให้ฟังท่านไม่ใคร่จะเชื่อ ผู้คุมได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้ เตียนหองจึงว่าท่านจะโศกเสร้าไปใยให้ป่วยการ อันคำโบราณกล่าวไว้ว่า ธรรมดาเกิดมาเปนชาย ถ้าจะหาเจ้านายก็ให้พึงพิเคราะห์ดูน้ำใจซึ่งดีแลร้ายก่อนจึงให้เข้าอยู่ด้วย แลตัวเราทิ้งคำโบราณเสีย มิได้พิจารณาดูน้ำใจอ้วนเสี้ยวให้ปรากฎว่าดีแลร้าย เห็นแต่กับยศฐาศักดิ์เข้ามาอยู่ด้วยอ้วนเสี้ยว ๆ เปนคนหาสติปัญญามิได้ จึงเกิดเหตุทั้งนี้ก็เพราะกรรมของเรา แล้วเตียนหองก็ขอกระบี่มาเชือดคอตาย แลชาวเมืองทั้งปวงรู้ว่าเตียนหองตาย ก็ชวนกันสงสารเตียนหองว่ามีความสัตย์ซื่อเปนอันมาก ต่างคนต่างร้องไห้รัก

ฝ่ายอ้วนเสี้ยวครั้นมาถึงเมืองกิจิ๋ว ก็มีความทุกข์ร้อนสติฟั่นเฟือนไปด้วยเสียทัพมา มิได้ออกว่าราชการ อ้วนถำนั้นลาบิดาจะไปอยู่รักษาเมืองเซียงจิ๋วดังเก่า ฝ่ายนางเล่าชือผู้เปนภรรยา เห็นอ้วนเสี้ยวไม่สบายทั้งสติก็ฟั่นเฟือนไป มิได้ออกว่าราชการเปนหลายวัน จึงเข้าไปว่าแก่อ้วนเสี้ยวว่า ตัวท่านหาความสบายไม่แล้ว ราชการบ้านเมืองก็จะผันแปรไป แลบุตรของท่านสามคน อ้วนถำผู้พี่ก็จะไปรักษาเมืองเซียงจิ๋ว อ้วนฮีไปรักษาเมืองอิวจิ๋ว ยังแต่อ้วนซงซึ่งเปนบุตรข้าพเจ้า ท่านจงพิเคราะห์ดูว่าผู้ใดจะมีสติปัญญา จงให้ว่าราชการเมืองไปพลางกว่าท่านจะมีความสบาย

อ้วนเสี้ยวได้ฟังดังนั้นก็ว่าเจ้าคิดดังนี้ก็ชอบอยู่ จึงให้หาสิมโพยฮองกี๋ซินเบ้งกัวเต๋ามาปรึกษาตามคำนางเล่าชือว่า ที่ปรึกษาทั้งสี่คนได้ฟังดังนั้นจึงปรึกษาแก่งแย่งกัน ด้วยสิมโพยกับฮองกี๋นั้น มีใจรักอ้วนซงจะให้ว่าราชการเมือง แต่กัวเต๋ากับซินเบ้งนั้นจะใคร่ให้อ้วนถำเปนใหญ่ อ้วนเสี้ยวจึงว่าท่านทั้งสี่ปรึกษาไม่ตกลงกัน ครั้งนี้ศึกภายนอกก็ติดพันอยู่ยังไม่ปรกติ ตัวเราก็หาความสบายมิได้ ภายในเมืองนี้เราคิดจะตั้งแต่งบุตรเราไว้ให้เปนหลักเมือง จะได้ป้องกันรักษาอาณาประชาราษฎรสืบไป แลบุตรเราทั้งสามคนนี้ อ้วนถำน้ำใจหยาบช้ามักฆ่าฟันผู้คนเสีย อ้วนฮีนั้นเล่าเปนคนใจเย็นเอาการเร็วไม่ได้ แต่อ้วนซงบุตรนางเล่าชือนั้นมีสติปัญญาทั้งน้ำใจก็โอบอ้อมอารี รักทหารแลไพร่บ้านพลเมือง ควรที่เราจะตั้งอ้วนซงให้เปนใหญ่ในเมืองกิจิ๋วนี้ จึงจะได้บำรุงรักษาอาณาประชาราษฎรสืบไป กัวเต๋าจึงว่า อ้วนถำเปนบุตรใหญ่ ท่านให้ไปรักษาเมืองเซียงจิ๋วซึ่งขึ้นแก่เมืองกิจิ๋ว บัดนี้ท่านจะให้อ้วนซงซึ่งเปนบุตรน้อยเปนใหญ่ในเมืองกิจิ๋ว บังคับบัญชาอ้วนถำผู้พี่นั้น จะมิเสียขนบธรรมเนียมไปหรือ ข้างอ้วนถำก็จะมีความน้อยใจ ข้อหนึ่งการสงครามก็ยังติดพันกันอยู่ ท่านจะไม่คิดอ่านการศึกเสียให้สำเร็จก่อน จะมาด่วนเปนกังวลด้วยตั้งแต่งบุตรให้เปนใหญ่ ข้าพเจ้าเห็นบุตรท่านจะมีพยาบาทกันไปเปนมั่นคง ขอให้งดไว้เร่งคิดอ่านจัดแจงทหารยกไปทำสงครามด้วยโจโฉให้สำเร็จก่อน

อ้วนเสี้ยวยังมิตอบประการใด พอทหารเข้ามาบอกว่า บัดนี้อ้วนถำคุมทหารห้าหมื่น อ้วนฮีคุมทหารหกหมื่น โกกันผู้หลานซึ่งเปนเจ้าเมืองเป๊งจิ๋วคุมทหารห้าหมื่น มาจะช่วยทำการสงครามหวังจะแก้แค้นโจโฉ อ้วนเสี้ยวได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงจัดแจงทหารได้ประมาณสิบหมื่นเศษ แล้วพาอ้วนถำอ้วนฮีอ้วนซงโกกันยกกองทัพไปถึงตำบลซองเต๋ง จึงให้ตั้งมั่นอยู่

ฝ่ายโจโฉเมื่อยกกองทัพข้ามแม่น้ำไปตามอ้วนเสี้ยว ครั้นไม่ทันแล้วก็กลับมาตั้งอยู่ณริมแม่น้ำฮองโห ชาวบ้านนอกทั้งปวงเอาสิ่งของแลเข้าปลาอาหารมาให้โจโฉเปนอันมาก โจโฉนั้นมีความยินดี เห็นชายชราสี่คนซึ่งเอาของมาให้ จึงเรียกตัวขึ้นมาบนที่อยู่แล้วถามว่า ท่านทั้งสี่นี้อายุสักเท่าไร คนชรานั้นจึงบอกว่าอายุข้าพเจ้าทั้งสี่คนนี้ ได้คนละเก้าสิบปีปลายแล้ว โจโฉจึงว่า ซึ่งเรายกกองทัพมาต้านทานอ้วนเสี้ยวนี้เพราะความจำเปน แต่มีใจเอนดูท่านทั้งปวงซึ่งเปนชาวบ้านนอกจะได้ความเดือดร้อน เพราะทหารของเราเที่ยวไปทำข่มเหงช่วงชิงเอาเข้าปลาอาหารมาเลี้ยงชีวิต คนชราจึงว่าข้อนั้นจะเปนไรมี แล้วว่าครั้งพระเจ้าหวนเต้ได้เสวยราชสมบัตินั้น มีชายคนหนึ่งชื่ออิกุ๋ย ชาวเมืองเสียวตั๋ง มาขออาศรัยณเรือนข้าพเจ้า ครั้นเวลากลางคืน เห็นดาวขึ้นข้างฝ่ายเหนือดวงหนึ่งใหญ่มีรัศมีเหลือง อิกุ๋ยนั้นรู้ตำราดูดาวจึงทำนายไว้ว่า ยังอีกห้าสิบปีจะมีผู้มีบุญมาปราบศัตรูที่ตำบลแม่น้ำฮองโห ข้าพเจ้านับแต่อิกุ๋ยทำนายมาจนถึงทุกวันนี้ก็ครบห้าสิบปีแล้ว อันอ้วนเสี้ยวนั้นหาสติปัญญามิได้ จะทำการสิ่งใดก็มีแต่หยาบช้า ซึ่งยกกองทัพมารบท่านถึงตำบลกัวต๋อนั้น ทหารอ้วนเสี้ยวก็มีมากกว่าท่านถึงเก้าส่วนสิบส่วน พเอิญให้ท่านรบแตกไป ข้าพเจ้าเห็นว่าตัวท่านเปนผู้มีบุญเหมือนอิกุ๋ยทำนายไว้ แลอาณาประชาราษฎรข้าขอบขัณฑเสมาครั้งนี้จะอยู่เย็นเปนสุข เพราะบุญของท่านสืบไป

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วแกล้งถ่อมตัวว่า ท่านผู้เถ้าจะหมายว่าข้าพเจ้าเปนผู้มีบุญนั้นไม่ควร โจโฉจึงเอาเงินทองเสื้อผ้าอย่างดี ให้แก่คนชราทั้งสี่คนเปนบำเหน็จปาก แล้วสั่งทหารอย่าให้ช่วงชิงเข้าปลาอาหารของราษฎรทั้งปวง ถ้าไม่ฟังเราจะให้ลงโทษถึงตาย คนชราทั้งสี่คนนั้นก็ลาโจโฉกลับไป ขณะนั้นอาณาประชาราษฎรรู้ว่า โจโฉสั่งกำชับทหารดังนั้นก็ดีใจ มีความรักโจโฉเปนอันมาก โจโฉรู้กิตติศัพท์ว่าราษฎรทั้งปวงรักใคร่ก็มีความยินดี พอม้าใช้มาบอกโจโฉว่า บัดนี้อ้วนเสี้ยวยกกองทัพมาทั้งสี่หัวเมือง ทหารนั้นประมาณสามสิบหมื่น ตั้งอยู่ตำบลซองเต๋ง

โจโฉแจ้งดังนั้นก็เกณฑ์ทหาร แล้วยกไปตั้งประชิดค่ายอ้วนเสี้ยว ฝ่ายอ้วนเสี้ยวเห็นโจโฉมาตั้งประชิดอยู่ดังนั้น ก็พาบุตรทั้งสามคนกับหลานแลทหารทั้งปวงออกมายืนม้าอยู่หน้าค่าย โจโฉเห็นดังนั้นก็ยกออกไปจากค่าย จึงขับม้าฝ่าขึ้นไปหน้าทหาร แล้วร้องว่าแก่อ้วนเสี้ยวว่า ตัวเสียทีแก่เราแล้วเหตุใดไม่มาอ่อนน้อมต่อเรา จะให้อาวุธถึงคอก่อนหรือจึงจะรู้สำนึก อ้วนเสี้ยวได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงว่าแก่ทหารทั้งปวงว่าผู้ใดจะอาสาออกไปรบกับโจโฉได้

อ้วนซงผู้บุตรก็รับอาสาขับม้ารำกระบี่สองมือออกไป จะรบด้วยโจโฉ ๆ เห็นดังนั้นจึงถามทหารทั้งปวงว่า ทหารอ้วนเสี้ยวคนนี้เราเห็นแปลกหน้า ผู้ใดยังรู้จักบ้าง ทหารโจโฉจึงบอกว่า ชื่ออ้วนซงเปนบุตรอ้วนเสี้ยว ขณะเมื่อทหารบอกแก่โจโฉยังมิทันสิ้นคำนั้น สูฮวนซึ่งเปนทหารรองซิหลง ขับม้ารำทวนออกไปรบกับอ้วนซงได้สามเพลง อ้วนซงทำทีชักม้าถอยหนี สูฮวนมิได้รู้กลก็ขับม้าไล่ตามไป อ้วนซงเห็นได้ทีก็เอาเกาทัณฑ์ยิงถูกจักษุสูฮวนตกม้าตาย อ้วนเสี้ยวเห็นอ้วนซงมีชัยชนะทหารโจโฉ ก็มีใจกำเริบขับทหารทั้งปวงเข้ารบพุ่งหักหาญเปนสามารถ

ฝ่ายทหารโจโฉรบต้านทานไว้ได้ ทหารทั้งสองฝ่ายล้มตายเปนอันมาก ครั้นเวลาเย็นโจโฉกับอ้วนเสี้ยวต่างคนต่างเลิกเข้าค่าย ในเวลากลางคืนนั้นโจโฉจึงปรึกษากับทหารทั้ง เทียหยกจึงว่า ขอให้ท่านจัดทหารออกเปนสิบเอ็ดกอง ให้ซุ่มรายกันอยู่สองข้างทางสิบกอง ๆ หนึ่งนั้นให้ล่อมา ถ้าได้ที่มั่นแล้วก็ให้จุดประทัดสัญญาขึ้น จึงให้กองล่อนั้นหยุดยืนกระบันรบพุ่ง แม้กองทัพอ้วนเสี้ยวถอยระส่ำระสายไป ฝ่ายกองทัพซึ่งซุ่มอยู่สองข้างทางทั้งสิบกองนั้น จึงยกออกโจมตีตัดเอาทหารอ้วนเสี้ยว ก็จะได้ชัยชนะโดยง่าย

โจโฉเห็นชอบด้วย จึงจัดนายทหารฝ่ายขวาห้ากองนั้น คือโจหอง เตียวคับ ซิหลง อิกิ๋ม โกลำ ฝ่ายซ้ายนั้นให้แฮหัวตุ้น เตียวเลี้ยว ลิเตียน งักจิ้น แฮหัวเอี๋ยน คุมทหารทั้งสิบกองไปซุ่มรายทางไว้ แล้วสั่งว่า ถ้าเห็นได้ทีจึงให้ยกออกรบพุ่งตัดทหารอ้วนเสี้ยวรายทางไป นายทหารทั้งสิบกองคุมทหารไปซุ่มอยู่ในเวลากลางคืนตามคำโจโฉสั่ง ครั้นเวลากลางคืนประมาณสามยามเศษ โจโฉจึงสั่งเคาทูให้คุมทหารไปตีทำทีจะปล้นค่ายอ้วนเสี้ยว ถ้าเห็นทหารอ้วนเสี้ยวยกออกรบพุ่ง ท่านจงพาทหารถอยมาเราก็จะทิ้งค่ายเสีย เคาทูกคุมทหารไปตามคำโจโฉสั่ง

ฝ่ายอ้วนเสี้ยวได้ยินทหารโห่ร้องเข้ามาปล้นค่ายดังนั้น ก็เกณฑ์ทหารสิ้นทั้งสี่กองออกรบพุ่งเปนสามารถ เคาทูก็คุมทหารมา โจโฉเห็นดังนั้นก็พาทหารเข้าบัญจบเคาทูถอยป้องกันไป อ้วนเสี้ยวเห็นดังนั้น ก็เร่งขับทหารตามไปจะใกล้ถึงแม่น้ำฮองโหพอสว่างขึ้น โจโฉก็จุดประทัดสัญญา แล้วร้องประกาศแก่ทหารทั้งปวงว่า เหตุใดจึงไม่ยืนรบจะถอยไปถึงไหน จะพอใจจมน้ำตายหรือ ทหารทั้งปวงได้ฟังโจโฉร้องมาดังนั้นกลัวจะจมน้ำตาย ก็ชวนกันกลับหน้ายืนรบพุ่งต้านทานอยู่เปนสามารถ เคาทูจึงขับม้ารำทวนเข้าไล่ฆ่าฟันทหารเลวล้มตายเปนอันมาก แล้วหักหาญลุยไล่เข้าไปฆ่าทหารเอกอ้วนเสี้ยวเสียประมาณสิบเอ็ดสิบสองคน ทหารอ้วนเสี้ยวต้านทานมิได้ก็แตกระส่ำระสาย อ้วนเสี้ยวเห็นดังนั้นก็พาบุตรทั้งสามคนกับหลานแลทหารทั้งปวงแตกพ่ายหนี โจโฉเห็นได้ทีก็ขับทหารรุกไล่ไป

ขณะเมื่ออ้วนเสี้ยวแตกมานั้นพอได้ยินเสียงม้าฬ่อ แล้วเห็นข้างขวาทางนั้นโกลำคุมทหารมาเปนอันมาก ฝ่ายซ้ายนั้นแฮหัวเอี๋ยนคุมทหารตีกระหนาบเข้ามา อ้วนเสี้ยวตกใจมิได้คิดที่จะสู้รบก็พาบุตรกับหลานแลทหารหนีไปได้ทางประมาณร้อยเส้น พอทหารอิกิ๋มตีเข้ามาฝ่ายขวา ข้างซ้ายทางนั้นงักจิ้นคุมทหารตีกระหนาบเข้ามา อ้วนเสี้ยวก็พากันหนีออกไปทางประมาณสามสิบเส้น เห็นข้างขวานั้นซิหลงคุมทหารรบสกัดไว้ ข้างซ้ายลิเตียนคุมทหารตีกระหนาบมา อ้วนเสี้ยวพาบุตรกับหลายแลทหารเล็ดลอดหนีออกไป ครั้นถึงค่ายก็เข้าหยุดอยู่หุงอาหารพอสุก เตียวคับกับเตียวเลี้ยว คุมทหารหักค่ายเข้ามา อ้วนเสี้ยวไม่ทันกินอาหารตกใจพาลูกกับทหารทั้งปวงหนีออกจากค่ายไป กำลังอิดโรยอุตส่าห์พากันรีบไปถึงเนินเขาแห่งหนึ่ง พอพบทหารโจหองกับแฮหัวตุ้นคุมทหารตีกระหนาบเข้ามา อ้วนเสี้ยวจึงร้องว่าแก่ทหารทั้งปวงว่า ถ้าผู้ใดไม่ช่วยกันรบพุ่งทหารโจโฉก็จะฆ่าเสีย ทหารทั้งปวงได้ยินอ้วนเสี้ยวว่าดังนั้น ก็ช่วยกันรบฝ่าป้องกันพาอ้วนเสี้ยวออกไปได้ แลนายทหารโจโฉทั้งสิบกองนั้น ฆ่าฟันทหารอ้วนเสี้ยวล้มตายโดยลำดับมาเปนอันมาก อ้วนเสี้ยวครั้นหนีมาพ้น เห็นอ้วนฮีผู้บุตรกับโกกันผู้หลานนั้น ถูกเกาทัณฑ์แลอาวุธเปนหลายแห่ง อ้วนเสี้ยวกอดบุตรกับหลานเข้าร้องไห้จนสลบไป ทหารทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ตกใจช่วยกันแก้ไขฟื้นขึ้น ในขณะนั้นอ้วนเสี้ยวมีความแค้นเปนอันมากจนอาเจียนโลหิตออกมา ครั้นได้สติก็ถอนใจใหญ่แล้วว่า แต่เราเกิดมาจะได้มีความทุกข์แลความแค้นเหมือนครั้งนี้หามิได้ อันชีวิตเราครั้งนี้เห็นจะไม่รอดแล้ว บุตรเราแลหลานกับทหารทั้งปวงจงพากันกลับไปเมือง แล้วเร่งคิดอ่านซ่องสุมทหารยกไปกำจัดโจโฉเสีย ให้หายความแค้นเราจงได้ แล้วอ้วนเสี้ยวคิดว่า เมืองเซียงจิ๋วนั้นเปนทางไกล เกลือกโจโฉจะยกไปตีเอาก็จะซ้ำเสียทีไป จึงให้อ้วนถำกับกัวเต๋าซินเบ้งไปอยู่รักษาเมืองเซียงจิ๋ว แล้วให้อ้วนฮีกลับไปเมืองอิจิ๋ว โกกันกลับไปเมืองเป๊งจิ๋ว ให้กะเกณฑ์ทหารสามเมืองไว้จงพร้อม ถ้าเราให้หาเมื่อใดจะได้ยกมาทันที อ้วนเสี้ยวจึงพาอ้วนซงกับทหารซึ่งเหลือนั้นกลับไปเมืองกิจิ๋ว อ้วนเสี้ยวนั้นป่วยอยู่ จึงสั่งอ้วนซงให้ว่าราชการเมือง ให้สิมโพยฮองกี๋เปนผู้ช่วยราชการ

ฝ่ายโจโฉครั้นมีชัยชนะแก่อ้วนเสี้ยวเปนคำรบสอง จึงให้ซ่องสุมเกลี้ยกล่อมทหารอ้วนเสี้ยว ซึ่งแตกอยู่ป่านั้นได้ไว้เปนอันมาก แล้วก็ยกเข้าอยู่ในค่ายตำบลชองเต๋ง จึงปูนบำเหน็จเงินทองเสื้อผ้าให้ทหารใหญ่น้อยซึ่งมีความชอบตามสมควร แล้วโจโฉก็แต่งทหารให้เข้าไปสอดแนมในเมืองกิจิ๋วนั้น ให้รู้ว่าอ้วนเสี้ยวจะคิดอ่านประการใด ทหารนั้นปลอมเข้าไปอยู่เปนหลายวัน แล้วออกมาบอกแก่โจโฉว่า บัดนี้อ้วนเสี้ยวป่วยให้อ้วนซงว่าราชการแทน แลอ้วนซงนั้นคิดเกรงว่าเราจะยกไปตีเอาเมืองกิจิ๋ว จึงเกณฑ์ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เปนมั่นคง อันอ้วนถำอ้วนฮีโกกันนั้นก็กลับไปรักษาเมืองอยู่

โจโฉได้ฟังดังนั้นยังมิได้ว่าประการใด ที่ปรึกษาแลทหารทั้งปวงจึงว่า บัดนี้อ้วนเสี้ยวก็ป่วยอยู่ ซึ่งให้อ้วนซงว่าราชการแทนนั้น เห็นความคิดแลฝีมืออ้วนซงจะป้องกันรักษาเมืองไม่ได้ ขอให้ท่านเร่งยกกองทัพไปตีเอาเมืองกิจิ๋วก็จะได้โดยง่าย โจโฉจึงตอบว่า อันเมืองกิจิ๋วนั้น สเบียงอาหารก็บริบูรณ์ ทั้งสิมโพยก็มีสติปัญญาอยู่ ซึ่งเราจะยกไปรบพุ่งหักหาญเอาโดยเร็วนั้นยังไม่ได้ ด้วยเทศกาลนี้เปนหน้าเข้าโภชสาลีสุก อาณาประชาราษฎรจะได้ความเดือดร้อน เราจะตั้งมั่นอยู่ให้ราษฎรเกี่ยวเข้าแล้ว จึงจะยกไปตีเอาก็จะได้โดยสดวก

ในขณะนั้นพอม้าใช้ถือหนังสือซุนฮกมาให้โจโฉ ๆ รับมาอ่านดูในหนังสือนั้นเปนใจความว่า บัดนี้เล่าปี่ไปอยู่เมืองยิหลำ ซ่องสุมทหารได้ประมาณห้าหมื่นเศษ แจ้งว่ามหาอุปราชยกกองทัพมาทำสงครามด้วยอ้วนเสี้ยว เล่าปี่จึงให้เล่าเพ็กอยู่รักษาเมืองยิหลำ ตัวเล่าปี่นั้นยกกกองทัพตลบหลังมาจะตีเอาเมืองฮูโต๋ ขอให้มหาอุปราชเร่งยกกองทัพมารบพุ่งป้องกันเมืองไว้ โจโฉแจ้งในหนังสือดังนั้นก็ตกใจ ยกกองทัพถอยมาถึงแม่น้ำฮองโห แต่งให้โจหองคุมทหารตั้งค่ายขัดทัพอยู่ แล้วโจโฉก็ยกตัดทางไปสกัดทัพเล่าปี่

ฝ่ายเล่าปี่กับกวนอูเตียวหุยจูล่ง คุมทหารประมาณห้าหมื่นเศษ ยกมาจะตีเมืองฮูโต๋ ครั้นมาถึงตำบลเขาชองสัน รู้ว่ากองทัพโจโฉยกมา เล่าปี่ก็ให้หยุดทหารตั้งมั่นไว้เปนสามค่าย ๆ กลางนั้นเล่าปี่กับจูล่งคุมทหารรักษาอยู่ ค่ายตวันออกกวนอูคุมทหารอยู่รักษา ค่ายตวันตกนั้นเตียวหุยรักษาอยู่

โจโฉครั้นมาถึงเขาชองสัน รู้ว่าเล่าปี่มาตั้งค่ายอยู่ ก็ขับม้าขึ้นไปใกล้หน้าค่ายเล่าปี่ แล้วให้ทหารร้องเรียกเล่าปี่ออกมาเจรจาด้วย เล่าปี่ได้ยินดังนั้น ก็ขี่ม้าพาทหารออกมายืนอยู่หน้าค่าย โจโฉเห็นเล่าปี่ออกมาจึงเอาแซ่ม้าชี้หน้าเล่าปี่แล้วร้องว่า ตัวกูมีคุณได้เลี้ยงดูมึงถึงขนาด เหตุใดมาทรยศคิดร้ายต่อกูเปนหลายครั้ง เล่าปี่จึงตอบว่า ซึ่งมึงเลี้ยงดูกูนั้นก็เพราะพระเจ้าเหี้ยนเต้โปรดกู ทุกวันนี้มึงเปนมหาอุปราชก็แต่ชื่อ แลน้ำใจนั้นเปนศัตรูราชสมบัติ ตัวกูเปนเชื้อพระวงศ์ตั้งใจกตัญญูต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งกูคิดร้ายต่อมึงนั้น เพราะพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ความเดือดร้อนพระทัย จึงทรงพระอักษรด้วยพระโลหิตมาให้กำจัดมึงเสีย กูจึงคิดทำร้ายมึงเพราะเหตุฉนี้

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงให้เคาทูเร่งขับม้าออกไปจับเอาตัวเล่าปี่ จูล่งเห็นดังนั้นก็ขับม้ารำทวนออกมารบด้วยเคาทู ได้สามสิบเพลงยังไม่แพ้ชนะกัน พอเคาทูได้ยินเสียงโห่ร้องอื้ออึง แลไปเห็นข้างทิศตวันออกนั้นกวนอูคุมทหารรบหักเข้ามา ฝ่ายทิศตวันตกนั้น เตียวหุยคุมทหารรบมาเปนทัพกระหนาบ เคาทูเห็นจะต้านทานมิได้ก็ชักม้าถอยมา ฝ่ายกวนอูเตียวหุยจูล่งเห็นได้ที ก็ขับทหารไล่ฆ่าฟันทหารโจโฉล้มตายแตกตื่นไปเปนอันมาก โจโฉซ่องสุมทหารเข้าได้ก็ให้ตั้งค่ายมั่นลง

พอเวลาพลบค่ำลง เล่าปี่กวนอูเตียวหุยจูล่งก็พากันกลับเข้าค่าย ครั้นรุ่งขึ้นเช้าเล่าปี่จึงให้จูล่งคุมทหารไปร้องท้าทายถึงหน้าค่ายโจโฉทุกเวลาถึงสามวัน โจโฉก็มิได้ออกมารบพุ่ง แล้วให้เตียวหุยคุมทหารซ้ำไปท้าทายอีกเปนหลายวัน โจโฉก็นิ่งอยู่ในค่าย เล่าปี่มีความสงสัยคิดเกรงว่า โจโฉจะทำกลศึกประการใด พอม้าใช้มาบอกแก่เล่าปี่ว่า บัดนี้กงเต๋าคุมสเบียงจะมาส่งกองทัพท่าน ถึงกลางทางทหารโจโฉล้อมไว้เปนอันมาก เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจจึงคิดว่า โจโฉทำกลศึกดังนี้จึงนิ่งเสียไม่ออกรบพุ่ง แล้วให้เตียวหุยคุมทหารไปช่วยก๋งเต๋า เตียวหุยก็รับคำแล้วลาเล่าปี่ไป

พอม้าใช้คนหนึ่งมาบอกเล่าปี่ว่า บัดนี้แฮหัวตุ้นคุมทหารยกไปตีเมืองยิหลำ ได้รบพุ่งกันเปนสามารถ เล่าปี่ได้แจ้งดังนั้นก็ตกใจ จึงว่าเมืองยิหลำเสียแล้ว ครอบครัวของเราก็จะเปนอันตราย แล้วให้กวนอูคุมทหารไปช่วยเล่าเพ็กณเมืองยิหลำ กวนอูก็ลาเล่าปี่คุมทหารรีบไป

ครั้นอยู่มาสองวันม้าใช้มาบอกเล่าปี่ว่า แฮหัวตุ้นตีได้เมืองยิหลำแล้วเล่าเพ็กนั้นหนีออกจากเมืองได้ กวนอูซึ่งท่านให้ไปช่วยนั้น กองทัพแฮหัวตุ้นก็ล้อมไว้ อันเตียวหุยซึ่งยกไปช่วยป้องกันสเบียงนั้น ก็เข้าอยู่ในระหว่างทัพโจโฉ

เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจมีความทุกข์เปนอันมาก คิดจะถอยทัพกลับไปก็เกรงว่าโจโฉจะคุมทหารไปติดตาม พอทหารเข้ามาบอกว่า บัดนี้เคาทูคุมทหารมาร้องท้าทายถึงหน้าค่าย เล่าปี่แจ้งดังนั้นก็มิอาจที่จะยกออกสู้รบ ให้ทหารรักษาค่ายมั่นอยู่ ครั้นเวลากลางคืนประมาณสองยามเศษ เล่าปี่ก็ให้ตระเตรียมพร้อมแล้ว ให้ทหารเดิรเท้ายกออกหลังค่ายก่อน แล้วเล่าปี่ก็พาทหารขี่ม้าทั้งปวงหนีออกจากค่ายไปทางประมาณห้าสิบเส้น พอเห็นทหารกองหนึ่งจุดคบเพลิงสกัดทางไว้เปนอันมาก แล้วได้ยินเสียงร้องกำชับกันว่าอย่าให้เล่าปี่หนีไปได้ มหาอุปราชมาคอยอยู่เปนหลายวันแล้ว เล่าปี่เห็นดังนั้นก็ตกใจมิรู้ที่จะหนีไปทางใดได้

จูล่งจึงว่าท่านอย่าตกใจ จงขับม้าพาทหารตามข้าพเจ้ามาเถิด ข้าพเจ้าจะรบฝ่าพาท่านไปให้ได้ พอเห็นเคาทูคุมทหารตามมา จูล่งก็ขับม้ารบป้องกันพาเล่าปี่แลทหารทั้งปวงไป พออิกิ๋มกับลิเตียนคุมทหารตีกระหนาบเข้ามาเปนตลุมบอน เล่าปี่เห็นว่าจวนตัวนักก็ทิ้งจูล่งกับทหารทั้งปวงเสีย แล้วขับม้าเล็ดลอดออกมาได้แต่ผู้เดียว รีบหนีไปทางซอกเขา พอเวลารุ่งขึ้นทหารกองหนึ่งยกมาประมาณสามพันเศษ เล่าปี่ตกใจชักม้าเข้าแอบเนินเขาอยู่ ครั้นทหารนั้นมาใกล้ เล่าปี่เห็นเล่าเพ็กกับซุนเขียนบิต๊กบิฮองกันหยง พาครอบครัวแลทหารทั้งปวงมา เล่าปี่ก็ค่อยคลายใจ เล่าเพ็กจึงบอกเล่าปี่ว่า แฮหัวตุ้นมีฝีมือกล้าหาญนัก คุมทหารไปล้อมเมืองไว้เปนอันมาก ข้าพเจ้าต้านทานมิได้จึงพาครอบครัวท่านหนีมา แฮหัวตุ้นคุมทหารตามมาถึงกลางทาง พอพบกวนอูได้ช่วยรบพุ่งต้านทานข้าพเจ้าจึงมาได้ เล่าปี่แจ้งดังนั้นจึงถามว่า บัดนี้กวนอูยังอยู่แห่งใดจึงไม่มาพร้อมกัน เล่าเพ็กจึงบอกว่าท่านอย่าวิตกเลย กวนอูหาเปนอันตรายไม่ ป้องกันตามมาข้างหลัง ท่านจงรีบหนีไปให้พ้นภัยก่อน

เล่าปี่ก็พาครอบครัวแลทหารทั้งปวงหนีลัดไปฝ่ายทิศใต้ ทางประมาณห้าสิบเส้น พบเตียวคับคุมทหารมาตั้งสกัดอยู่ เตียวคับจึงร้องว่า ให้เล่าปี่เร่งลงจากม้ามาให้เรามัดโดยดี ตัวจึงจะรอดจากความตาย เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจถอยมา พอเห็นโกลำคุมทหารตามมาข้างหลังเปนอันมาก เล่าปี่เห็นกองทัพหน้าหลังกระหนาบไว้ คิดเปนห่วงด้วยครอบครัวก็ทอดใจใหญ่ แหงนหน้าขึ้นไปดูบนอากาศ แล้วร้องว่าเทพดาให้เราเกิดมาแล้ว เหตุใดไม่ช่วยอุปถัมภ์ค้ำชูเล่า แล้วให้เราได้ทุกข์ทรมานถึงเพียงนี้ เราจะครองชีวิตไว้ใยให้ป่วยการ แล้วชักเอากระบี่ออกว่าจะเชือดคอตาย

นายทหารทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ตกใจ ชวนกันวิ่งเข้าไปชิงกระบี่ไว้ เล่าเพ็กจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ท่านจะมาด่วนฆ่าชีวิตเสียใย ซึ่งศัตรูตามมาทำอันตรายนี้ ข้าพเจ้าจะขออาสารบพุ่งให้แตกไปจงได้ แล้วจึงจะพาท่านไปให้พ้นภัย ครั้นเห็นโกลำขับม้าเข้ามาใกล้ เล่าเพ็กขับม้ารำทวนออกไปสู้รบเปนสามารถ โกลำเอาทวนแทงถูกเล่าเพ็กตกม้าตาย เล่าปี่เห็นดังนั้นก็มีความมานะ คิดจะออกไปต่อสู้ด้วยโกลำ พอได้ยินเสียงทหารข้างหลังโกลำนั้นอื้ออึงขึ้น เล่าปี่แลไปเห็นจูล่งไล่ฆ่าฟันทหารโกลำมา แล้วเอาทวนแทงถูกโกลำตกม้าตาย เล่าปี่ค่อยมีความยินดี จูล่งจึงคำนับเล่าปี่ แล้วก็ขับม้าผ่านขึ้นไปรบกับเตียวคับได้สามสิบเพลงแล้วไล่ฆ่าฟันทหารล้มตายเปนอันมาก เตียวคับก็พาทหารถอยไปตั้งสกัดอยู่ณปากทางซอกเขา เล่าปี่เห็นดังนั้นไม่รู้ที่จะพาทหารไปทางใด

ฝ่ายกวนอูกับจิวฉองกวนเป๋ง มาตามทางซอกเขาเห็นเตียวคับตั้งสกัดอยู่ จึงคุมทหารตีกระหนาบหลังทหารเตียวคับออกมา เตียวคับต้านทานฝีมือกวนอูมิได้ก็พาทหารลัดทางหนีไป กวนอูมาเปนเห็นเล่าปี่ก็เข้าไปบอกความตามซึ่งได้รบพุ่งนั้นทุกประการ เล่าปี่จึงให้พักทหารอยู่ริมชายเขา แล้วใช้ให้กวนอูคุมทหารไปเสาะหาเตียวหุย

ฝ่ายเตียวหุยขณะเมื่อมาช่วยป้องกันสเบียงนั้นไม่ทัน แฮหัวเอี๋ยนตีเอาสเบียงแลฆ่ากงเต๋าเสียก่อน ครั้นเตียวหุยมาถึงได้รบพุ่งกับแฮหัวเอี๋ยนเปนสามารถ แลแฮหัวเอี๋ยนนั้นต้านทานฝีมือเตียวหุยไม่ได้ก็พาทหารหนีไป เตียวหุยก็ติดตามข้ามเขาไปเปนหลายตำบล ฝ่ายแฮหัวเอี๋ยนซึ่งหนีไปนั้นพบงักจิ้นคุมทหารอยู่เปนอันมาก จึงพางักจิ้นตลบหลังมาพบเตียวหุยได้รบพุ่งกันเปนสามารถ แฮหัวเอี๋ยนกับงักจิ้นคุมทหารล้อมเตียวหุยไว้เปนหลายชั้น แลทหารเตียวหุยซึ่งหนีมาได้นั้นพบกวนอูเข้า จึงเอาเนื้อความทั้งปวงบอกแก่กวนอูทุกประการ กวนอูได้ฟังก็ตกใจจึงให้ทหารนั้นนำไปถึงที่ล้อมเตียวหุย กวนอูก็ขับม้ารำง้าวเข้าไล่ฆ่าฟันทหารโจโฉล้มตายเปนอันมาก แฮหัวเอี๋ยนกับงักจิ้นต้านทานฝีมือกวนอูเตียวหุยไม่ได้ ก็พาทหารซึ่งเหลือนั้นหนีไป กวนอูก็พาเตียวหุยกับทหารทั้งปวงกลับมาหาเล่าปี่ แล้วบอกว่ากงเต๋านั้นแฮหัวเอี๋ยนฆ่าเสียแล้ว บันดาซึ่งได้รบพุ่งนั้นก็เล่าให้เล่าปี่ฟังทุกประการ พอทหารมาบอกเล่าปี่ว่า โจโฉคุมทหารตามมาเปนอันมาก เล่าปี่แจ้งดังนั้นก็ให้ซุนเขียนคุมครอบครัวไปหน้า เล่าปี่กับกวนอูเตียวหุยจูล่ง คุมทหารซึ่งเหลือนั้นประมาณพันหนึ่งป้องกันมาข้างหลัง ฝ่ายโจโฉก็ตามมาถึงชุมรุมเล่าปี่ ครั้นไม่เห็นเล่าปี่แล้วก็พาทหารกลับมาณค่าย

ในขณะเมื่อเล่าปี่หนีมานั้นมิได้รู้แห่งทางจะไปตำบลใด อุตส่าห์เลี้ยวลัดเสาะสางหาทางมาจนถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง จึงถามชาวบ้านว่าแม่น้ำนี้ชื่อใด ชาวบ้านจึงบอกว่าชื่อแม่น้ำฮั่นกั๋ง ทางตลอดไปถึงเมืองเกงจิ๋ว เล่าปี่จึงให้ครอบครัวแลทหารหยุดพักอยู่ใกล้ฝั่งน้ำ แลชาวบ้านทั้งปวงมีความสงสารด้วยเล่าปี่อดหยากมา ก็ชวนกันเอาเข้ากับสุกรเป็ดไก่มาให้เล่าปี่เปนอันมาก เล่าปี่มีความยินดี จึงเอาของนั้นแจกทหารทั้งปวงให้เลี้ยงดูกัน

เล่าปี่จึงทอดใจใหญ่แล้วว่าแก่คนทั้งปวงว่า ท่านเหล่านี้ล้วนมีสติปัญญาแลฝีมือ เหตุใดจะสู้ทรมานลำบากกายมาติดตามเรา ซึ่งเปนคนหาวาสนาไม่นี้ จะเอาประโยชน์สิ่งใด ซึ่งท่านได้มีคุณช่วยพาเรามาให้พ้นภัยนี้ ก็เหมือนหนึ่งเราได้ที่อาศรัยแล้ว ท่านจะมาทรมารอยู่ด้วยเราใยให้ลำบากกาย จงพากันไปขวนขวายหามุนนายซึ่งมีวาสนามากจึงจะได้อยู่เย็นเปนสุขสืบไป ทหารทั้งปวงได้ยินเล่าปี่ว่าดังนั้นก็มีความสงสารต่างคนต่างร้องไห้รัก

กวนอูจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจทำสงครามปราชัยแก่พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเปนหลายครั้ง อยู่มาพระเจ้าฮั่นโกโจไปทำสงครามกับพระเจ้าฌ้อปาอ๋องณเขากิวลิสัน พระเจ้าฮั่นโกโจมีชัยชนะแต่ครั้งเดียวก็ได้เสวยราชสมบัติต่อๆ กันมาได้สี่ร้อยปีจนถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ครั้งนี้ท่านเสียทีแก่โจโฉสองครั้งสามครั้ง จะมาด่วนเสียใจไม่คิดการต่อไปนั้นเห็นไม่ควร

ซุนเขียนได้ฟังกวนอูว่าก็เห็นชอบด้วย จึงว่าแก่เล่าปี่ว่า อันธรรมดาเปนชาติทหาร จะคิดทำการสงครามนั้นก็ย่อมชนะแลแพ้ทุกตัวคน ซึ่งเรามานี้ทางก็ใกล้เมืองเกงจิ๋วอยู่แล้ว อันตัวท่านกับเล่าเปียวก็เปนแซ่เดียวกัน แลเล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋วนั้น มีเมืองขึ้นถึงเก้าหัวเมือง ถ้าท่านไปขออยู่อาศรัยเล่าเปียวก็เห็นจะให้อยู่ ถ้าตั้งตัวเปนปรกติแล้วจึงค่อยคิดการต่อไป เล่าปี่จึงตอบว่า เราเกรงอยู่แต่เล่าเปียวจะไม่เอาไว้ ซุนเขียนจึงว่าซึ่งท่านคิดเกรงข้อนั้นไว้เปนพนักงานข้าพเจ้า ๆ จะขออาสาไปว่ากล่าว เห็นเล่าเปียวจะไม่ให้สูญไมตรี เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ค่อยคลายความทุกข์ จึงว่าท่านจะไปก็ตามเถิด ซุนเขียนก็ลาเล่าปี่ไปถึงเมืองเกงจิ๋ว จึงเข้าไปคำนับเล่าเปียว

ฝ่ายเล่าเปียวเห็นซุนเขียนมาจึงถามว่า ตัวท่านอยู่กับเล่าปี่มีทุกข์ธุระสิ่งใดจึงมาหาเรา ซุนเขียนจึงตอบว่า อันเล่าปี่นั้นก็เปนเชื้อพระวงศ์ ทั้งมีสติปัญญาสัตย์ซื่อ แล้วมีใจสุจริตคิดทำนุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเปนสุข แลเล่าเพ็กกับกงเต๋าซึ่งได้อยู่เมืองยิหลำก็อาสาเล่าปี่จนตัวตาย บัดนี้เล่าปี่ทำศึกเสียทีโจโฉ หนีมาอยู่แม่น้ำฮั่นกั๋ง ตั้งใจจะเข้าอ่าวไปอาศรัยซุนก๋วนเจ้าเมืองกังตั๋ง ข้าพเจ้าจึงห้ามเล่าปี่ว่า อันซุนก๋วนนั้นเปนนอกเนื้อ ซึ่งจะไปสำนักอาศรัยนั้นไม่ควร ข้าพเจ้าจึงให้มาพึ่งท่านซึ่งเปนแซ่เดียวกัน เล่าปี่เห็นชอบด้วยจึงให้ข้าพเจ้ามาแจ้งเนื้อความแก่ท่าน

เล่าเปียวได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงว่าเล่าปี่เปนพี่น้องของเรา แต่ตัวนั้นเรายังไม่รู้จัก ได้ยินแต่ชื่อเขาลืออยู่ว่ามีสติปัญญาสัตย์ซื่อ ครั้งนี้เล่าปี่มีความทุกข์ จะมาอยู่ด้วยเราบัดนี้จะได้เห็นหน้ากัน ชัวมอน้องภรรยาเล่าเปียวจึงว่า อันเล่าปี่นั้นเดิมอยู่กับลิโป้ แล้วหนีไปอยู่ด้วยโจโฉ ๆ ก็ได้เลี้ยงดูถึงขนาด เล่าปี่คิดร้ายแก่โจโฉจนได้ทำศึกกัน แล้วแตกหนีโจโฉไปอยู่ด้วยอ้วนเสี้ยว ๆ ก็เลี้ยงไว้ เล่าปี่เอาใจออกหากจากอ้วนเสี้ยว แล้วรื้อตั้งตัวขึ้นทำศึกแก่โจโฉจนแตกมาอีก ซึ่งจะมาอาศรัยอยู่ด้วยท่าน ขอให้ท่านดำริห์ดูให้ต้องคำโบราณ แม้ท่านจะขืนรับเล่าปี่ไว้ โจโฉก็จะยกมาตีเอาเมืองเรา อาณาประชาราษฎรจะได้รับความเดือดร้อน ถ้าท่านจะใคร่เปนสุขสืบไปจงตัดสีสะซุนเขียนไปให้แก่โจโฉให้เปนความชอบไว้

ฝ่ายซุนเขียนได้ฟังดังนั้นมิได้ย่อท้อ จึงว่าตัวเราจะได้กลัวความตายนั้นหามิได้ เพราะเหตุตั้งใจอาสาเล่าปี่อันเปนคนมีใจสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน อันเล่าปี่นั้นก็เปนเชื้อพระวงศ์ คิดแต่จะบำรุงแผ่นดินให้มีความสุข ซึ่งเล่าปี่ไปอยู่กับลิโป้แลโจโฉอ้วนเสี้ยวผู้มีใจหยาบช้านั้นด้วยความจำเปน บัดนี้เล่าเปียวเปนแซ่เดียวกันทั้งมีใจสัตย์ซื่อ เล่าปี่จึงบ่ายหน้ามาพึ่ง เหตุใดท่านมาเข้าด้วยคนผิดมาว่ากล่าวยุยงดังนี้ เล่าเปียวจึงโกรธชัวมอแล้วว่า ตัวอย่าห้ามเราเลย จงเร่งไปเสียให้พ้นเถิด ชัวมอได้รับความอัปยศก็ออกไปยังที่อยู่ เล่าเปียวจึงให้ซุนเขียนรีบไปรับเล่าปี่ แล้วเล่าเปียวก็พาทหารออกไปทางประมาณสามร้อยเส้น หวังจะคอยรับเล่าปี่ ซุนเขียนครั้นมาถึงเล่าปี่จึงบอกเนื้อความทั้งปวงให้ฟังทุกประการ เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงพาครอบครัวแลทหารทั้งปวงไปถึงกลางทาง ซุนเขียนก็นำเล่าปี่กวนอูเตียวหุยเข้าไปคำนับเล่าเปียว ฝ่ายเล่าเปียวก็พาเล่าปี่กวนอูเตียวหุยเข้าไปในเมือง ให้แต่งโต๊ะเลี้ยงดูแล้วจัดที่ให้เล่าปี่กวนอูเตียวหุยอยู่

ฝ่ายโจโฉรู้ว่าเล่าปี่ไปอยู่เมืองเกงจิ๋ว ก็จัดแจงทหารจะยกไปรบเล่าเปียว เทียหยกจึงห้ามว่า การศึกข้างอ้วนเสี้ยวก็ยังไม่สำเร็จ ซึ่งท่านจะยกไปตีเอาเมืองเกงจิ๋วนั้น อ้วนเสี้ยวรู้ก็จะยกมาตีเมืองฮูโต๋ ขอให้ยกทัพกลับไปเมืองบำรุงทหารให้มีกำลังไว้ก่อน ต่อเข้าปีใหม่หน้าเทศกาลร้อน จึงยกกองทัพไปตีเอาเมืองเกงจิ๋วก็จะได้โดยง่าย อันเล่าปี่ซึ่งไปอาศรัยเล่าเปียวอยู่นั้นก็จะไม่พ้นมือท่าน โจโฉเห็นชอบด้วย ก็ยกกองทัพกลับไปเมือง บำรุงทหารอยู่เปนหลายเดือน

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ