ตอนที่ ๕๓

ฝ่ายม้าเฉียวครั้นแตกหนีโจโฉมาแต่แม่นํ้าอุยโหครั้งนั้น ก็ไปอยู่เมืองเจี๋ยงนอกแดนเมืองจิ๋นได้ประมาณสามเดือน ซ่องสุมทหารได้เปนอันมาก ก็ยกมาตีหัวเมืองแว่นแคว้นของโจโฉได้เปนหลายตำบล แล้วจึงยกมาตีเมืองกิจิ๋ว อุยของเจ้าเมืองกิจิ๋วให้หนังสือไปถึงแฮหัวเอี๋ยนให้ยกมาช่วย แฮหัวเอี๋ยนก็ยังมิได้เอากิจการไปแจ้งแก่โจโฉ ครั้นจะยกกองทัพมาช่วยอุยของก็มิได้ อุยของคอยถ้ากองทัพแฮหัวเอี๋ยนอยู่เปนหลายวันมิได้เห็นยกมาช่วย กองทัพม้าเฉียวก็ยกเข้าล้อมเมืองไว้ คิดจะออกไปคำนับม้าเฉียว

เอียวหูนายทหารจึงเข้ามาร้องห้ามว่า ซึ่งท่านจะออกไปอ่อนน้อมม้าเฉียวนั้น ข้าพเจ้ามิเต็มใจ ด้วยม้าเฉียวคนนี้อกตัญญูต่อเจ้าหาความสัตย์มิได้ ต้องการอะไรจะไปคำนับผิดก็สู้ตายในเมืองดีกว่า อุยของจึงว่า เมื่อการจวนตัวถึงเพียงนี้แล้ว ท่านจะมาห้ามเรามิให้ออกไปคำนับนั้นมิได้ อุยของมิฟังก็เปิดประตูเมืองออกมารับม้าเฉียวเข้าไป แล้วคำนับตามประเพณี ม้าเฉียวเข้าไปในเมืองกิจิ๋วจึงว่า ตัวท่านเปิดประตูรับคำนับเราบัดนี้ จะได้นบนอบโดยสุภาพหามิได้ เหตุว่าการจวนตัวแล้วก็จำเปน ถ้าท่านภักดีต่อเราจริงก็จะคำนับเราแต่แรกมาโดยปรกติ ทำทั้งนี้เห็นหาสุจริตไม่นานไปก็จะคิดทำอันตรายจะไว้ใจมิได้ ก็สั่งให้ทหารเอาตัวไปฆ่าเสียสิ้นทั้งครอบครัว ทหารทั้งปวงจึงว่า เอียวหูนี้ก็เปนทหารอุยของ เมื่อแรกอุยของจะออกไปคำนับท่านนั้นก็ขัดแขงทัดทานไว้ หามีใจภักดีต่อท่านไม่ ขอให้เอาเอียวหูไปฆ่าเสียด้วย ม้าเฉียวจึงว่า เอียวหูทัดทานทั้งนี้เปนประเพณี ด้วยเปนคนซื่อตรงจะฆ่าเสียนั้นไม่ชอบ ก็ตั้งให้เอียวหูเปนขุนนางผู้ใหญ่อยู่รักษาเมืองกิจิ๋ว เอียวหูคำนับแล้วจึงว่า บัดนี้ภรรยาข้าพเจ้าตายอยู่เมืองหลิมเอีย จะขอลาท่านไปทำการศพสักสองเดือน ถ้าเสร็จการแล้วข้าพเจ้าจะกลับมาหาท่าน ม้าเฉียวก็อนุญาตให้เอียวหูไป เอียวหูลาม้าเฉียวมาถึงเมืองลกเส ซึ่งเกียงขิมผู้เปนบุตรของอาว์รักษาอยู่นั้น ก็ตรงเข้าไปหามารดาเกียงขิม คำนับแล้วก็ร้องไห้ว่า ตัวข้าพเจ้าไปทำราชการอยู่ด้วยอุยของณเมืองกิจิ๋ว มิได้ป้องกันรักษานายของตัวให้พ้นอันตราย แลม้าเฉียวอ้ายศัตรูแผ่นดินมาฆ่าอุยของเสีย ข้าพเจ้ามิรู้ที่จะไว้หน้าแห่งใดได้เลย ได้ความอัปยศแก่ชาวเมืองทั้งปวง เพราะว่ารักษานายมิได้ แลบัดนี้อาณาประชาราษฎรในเมืองกิจิ๋วก็เดือดร้อนเจ็บแค้นอยู่ทุกคน คิดจะทำร้ายม้าเฉียวเสียให้ได้ เหตุใดพี่ข้าพเจ้าเปนถึงเจ้าเมืองลกเส มิได้จัดแจงทหารยกไปกำจัดศัตรูเสีย ช่างนิ่งอยู่ได้มิได้คิดอ่านเลย

มารดาเกียงขิมเปนผู้ใหญ่มีอายุได้แปดสิบสองปี ได้ฟังดังนั้นจึงหาตัวเกียงขิมมาบอกว่า บัดนี้เมืองกิจิ๋วมีศึกม้าเฉียวยกมาทำร้ายอุยของ ตัวเจ้ามิได้ยกทหารไปช่วยจนเสียเมือง อุยของถึงแก่ความตายนั้น โทษเจ้าก็ผิดใหญ่หลวงอยู่ แม้รู้ถึงมหาอุปราชก็จะติโทษได้ แล้วว่าแก่เอียวหูว่า ตัวเจ้าก็คำนับต่อม้าเฉียว ๆ ก็ตั้งแต่งให้เปนขุนนางได้กินเบี้ยหวัดเขาแล้ว เหตุไฉนจึงมาคิดประทุษฐร้ายต่อผู้มีคุณฉนี้เล่า

เอียวหูจึงว่า ซึ่งข้าพเจ้านบนอบต่อม้าเฉียวนั้นมิได้สุจริต หวังจะรักษาชีวิตไว้ดอก เพื่อจะคิดอ่านทำการแก้แค้นให้จงได้ เกียงขิมจึงว่าม้าเฉียวคนนี้ มีฝีมือเข้มแขงนัก ซึ่งจะคิดกำจัดเสียนั้นเปนอันยาก เอียวหูจึงว่า ถึงฝีมือกล้าแขงก็จริง แต่มิได้มีสติปัญญาที่จะคิดอ่านในการสงคราม แม้ว่าท่านจะคิดกำจัดเสียก็ได้ แลเมื่อข้าพเจ้าจะมานั้นได้นัดไว้แก่เลงควันเตียวเหง ถ้าพี่จะยกทหารไปกำจัดม้าเฉียวเสีย คนทั้งสองก็จะรับเปนไส้ศึกทำการข้างในเมือง

มารดาเกียงขิมจึงว่า ถ้าฉะนั้นจงเร่งกำจัดเสียให้จงได้ แม้ละไว้นานไปศึกแก่ความคิดแล้วก็จะทำยาก อันเกิดเปนคนไหน ๆ ก็จะตายหนหนึ่งเหมือนกัน เจ้าจะทำสงครามอย่ากลัวแก่ความตาย อนึ่งอย่าได้คิดอาลัยพะวักพะวนถึงมารดานี้เลย ถ้าเจ้าวิตกถึงเราอยู่เราก็จะตายเสียให้รู้แล้วไป มิให้เปนกังวลแก่เจ้า เกียงขิมได้ฟังมารดาว่า ก็ให้เตียวกั๋งจัดแจงทหารทั้งปวงพร้อมแล้ว กับเอียวหูผู้น้องก็ยกทหารมา

ม้าเฉียวครั้นแจ้งว่า เอียวหูไปบอกเกียงขิมให้ยกกองทัพมาจะทำอันตรายดังนั้นก็โกรธ จึงคุมทหารยกออกมาจากเมืองกิจิ๋วกับบังเต๊กม้าต้ายหวังจะรับทัพเกียงขิม ครั้นเกียงขิมยกทหารมาถึงกลางทางพบกองทัพม้าเฉียวมาปะทะกันเข้า จึงขับม้าขึ้นมาหน้าทหารทั้งปวงร้องด่าว่า อ้ายศัตรูแผ่นดินมึงจะสู้กับกูก็เร่งมา ม้าเฉียวได้ยินก็โกรธ ขับทหารตีเข้าไปฆ่าฟันทหารเกียงขิมล้มตายเปนอันมาก เกียงขิมเอียวหูสู้มิได้ก็ชักม้าควบหนี ม้าเฉียวได้ทีก็เร่งทหารขับม้าไล่ขึ้นไป เตียวกั๋งทหารเกียงขิมเห็นดังนั้น ก็คุมทหารวกหลังมาตีกระทบขึ้นไป เกียงขิมเห็นก็กลับทหารรบลงมา ม้าเฉียวเข้าอยู่ในระหว่างทัพกระหนาบก็รับรองป้องกันตัวไว้เปนสามารถ

พอแฮหัวเอี๋ยนยกกองทัพรีบมาประจบทันเข้า ก็ขับทหารเข้าช่วยเกียงขิม รบพุ่งตลุมบอนทั้งสามด้าน ม้าเฉียวเหลือกำลังต้านทานมิได้ ก็แตกหนีขับม้ารีบมาคืนยังรุ่ง พอถึงเมืองกิจิ๋วก็เรียกเข้าไปให้ทหารเปิดประตูรับ เลงควันเตียวเหงซึ่งอยู่ในเมืองนั้นมิให้เปิดประตูรับ ขึ้นบนเชิงเทินให้ทหารเอาเกาทัณฑ์ระดมยิงลงมา ร้องด่าม้าเฉียว แล้วก็เอาบุตรภรรยาสมัคพรรคพวกตัดสีสะโยนลงมาตรงหน้าม้าเฉียว ๆ ก็โกรธดังไฟไหม้ในอก ตกลงจากม้าถึงสามครั้งสี่ครั้ง มิรู้ที่จะทำประการใดได้

ขณะนั้นแฮหัวเอี๋ยนคุมทหารตามทันเข้า ม้าเฉียวน้อยตัวก็พาทหารตีหักหนีออกไป พอพบกองทัพเกียงขิมกับเอียวหูสกัดอยู่ ก็ขับม้าฝ่าฟันพาทหารทั้งปวงออกมาพ้น เตียวกั๋งยกหนุนมาภายหลังก็ล้อมม้าเฉียวเข้าไว้ ฆ่าฟันทหารล้มตายกลาดเกลื่อนอยู่ ม้าเฉียวกับบังเต๊กม้าต้ายเห็นทหารเหลือตายอยู่ประมาณห้าสิบคน ก็ขับม้าพาทหารออกมาได้ก็รีบหนีไปวันยังคํ่า ครั้นเวลาคํ่าก็ถึงเมืองลกเส เดิรไปริมกำแพง ทหารในเมืองลกเสไม่ทันสังเกตด้วยเปนเวลาคํ่า สำคัญว่าเกียงขิมเจ้าเมืองยกกลับมาก็เปิดประตูรับ ม้าเฉียวก็พาทหารล่วงเข้าไปในเมืองได้ ไล่ฆ่าฟันชาวเมืองทั้งปวงล้มตายเปนอันมาก แล้วก็เข้าไปจับเอาตัวมารดาเกียงขิมออกมาจากบ้าน มารดาเกียงขิมก็มิได้กลัวตาย ชี้หน้าด่าม้าเฉียวว่า อ้ายศัตรูแผ่นดิน มึงจะฆ่ากูเปนหญิงเสียก็ตามเถิด ม้าเฉียวโกรธก็เอากระบี่ฟันมารดาเกียงขิมตาย ครั้นเวลารุ่งเช้า แฮหัวเอี๋ยนรู้ข่าวก็ยกทหารติดตามมา ม้าเฉียวหนีออกจากเมืองลกเส พอพบเอียวหูคุมทหารยกมาก็สวนกันเข้า ม้าเฉียวก็ขับม้าเข้ารบด้วยเอียวหูเปนสามารถ ฆ่าฟันทหารล้มตายป่นลงด้วยกันทั้งสองข้าง เอียวหูถูกทวนเจ็บปวดเปนหลายแห่งก็มิได้หนี เข้าต่อสู้ด้วยม้าเฉียวเปนสาหัส พอแฮหัวเอี๋ยนยกตลบหลังมาทันขับทหารโห่ร้องเข้ามา ม้าเฉียวเห็นทหารยังเหลือเจ็ดคนน้อยตัวนัก ก็พาบังเต๊กม้าต้ายตีบากออกรีบหนีไป

ฝ่ายแฮหัวเอี๋ยนกำจัดม้าเฉียวหนีไปแล้ว ก็ยกทหารไปปราบปรามหัวเมืองลกเสให้ราบคาบเปนปรกติทุกตำบล ตั้งให้เกียงขิมอยู่รักษาเมืองดังเก่า จึงพาเอาเอียวหูซึ่งถูกทวนป่วยนั้นขึ้นเกวียนกลับมาเมืองฮูโต๋ แจ้งความแก่โจโฉทุกประการ โจโฉมีความยินดีนักจึงตั้งให้เอียวหูเปนที่ขุนนางผู้ใหญ่

แลขณะเมื่อม้าเฉียวแตกหนีมานั้น จึงปรึกษากันกับบังเต๊กม้าต้ายว่า บัดนี้เราก็หาที่อยู่มิได้แล้ว จะไปอาศรัยหัวเมืองฝ่ายตวันตกตวันออกนี้เล่า ก็เปนแว่นแคว้นของโจโฉทั้งสิ้น เราจะพากันไปอาศรัยเตียวฬ่อณเมืองฮันต๋งเถิด ปรึกษากันแล้วม้าเฉียวกับบังเต๊กม้าต้าย ก็พาทหารห้าคนเข้าไปอยู่ในเมืองฮันต๋งด้วยเตียวฬ่อ ๆ ก็มีความยินดีนัก จึงว่าแก่ที่ปรึกษาทั้งปวงว่า บัดนี้ม้าเฉียวมาอยู่ด้วยเราแล้ว ซึ่งจะคิดทำการไปภายหน้าเห็นจะสดวก ฝ่ายทิศตวันออกก็จะได้ต่อสู้กับโจโฉ ข้างตวันตกนั้นก็คิดจะเอาเมืองเสฉวน ครั้งนี้ข้าศึกทั้งปวงก็จะยำเกรง เพราะม้าเฉียวมาเปนกำลังของเรา ควรที่จะยกลูกสาวเราให้อยู่ด้วยกันตามประเพณี

เอียวเป๊กจึงห้ามว่า ซึ่งท่านจะยกลูกสาวให้แก่ม้าเฉียวนั้น ข้าพเจ้ามิเต็มใจ ด้วยม้าเฉียวจะรักษาภรรยาของตัวเองยังมิได้ หรือท่านจะเอาบุตรไปยกให้ สืบไปเบื้องหน้าเห็นจะรักษาบุตรท่านมิได้ จะละให้เปนอันตรายเหมือนครั้งนี้ ขอท่านได้ดำริห์ดูก่อน เตียวฬ่อเห็นชอบด้วยก็มิได้ยกลูกสาวให้ม้าเฉียว ๆ รู้ว่าเอียวเป๊กทัดทานดังนั้นก็น้อยใจ คิดแค้นเอียวเป๊กมิรู้วายหมายจะทำร้ายให้ได้ เอียวเป๊กรู้ตัวก็ปรึกษาด้วยเอียวสงผู้พี่ว่า จะช่วยกันกำจัดม้าเฉียวเสีย

ฝ่ายอุยก๋วนซึ่งถือหนังสือมาแต่เมืองเสฉวนนั้น จึงเข้าไปคำนับเตียวฬ่อ แล้วจึงเอาหนังสือเล่าเจี้ยงส่งให้เตียวฬ่อ ๆ แจ้งในหนังสือเปนใจความว่า บัดนี้เล่าปี่ยกมาทำร้ายแก่เมืองเสฉวน คิดการกำเริบใหญ่หลวงนัก แลเมืองเสฉวนกับเมืองฮันต๋งนี้ก็เหมือนปากกับฟันใกล้กันนัก แม้เล่าปี่ได้เมืองเสฉวนแล้ว ก็เห็นว่าจะมาทำร้ายแก่เมืองฮันต๋ง อาณาประชาราษฎรทั้งปวงก็จะได้ความเดือดร้อน ขอท่านยกทหารมาช่วยกันกำจัดเล่าปี่เสีย ถ้าสำร็จราชการแล้วจะยกหัวเมืองเสฉวนให้แก่ท่านยี่สิบหัวเมือง เตียวฬ่อมีความยินดีจะใคร่ได้หัวเมืองเสฉวน ก็รับต่ออุยก๋วนว่าจะยกกองทัพไปช่วย

เงียมเภาจึงทัดทานว่า เล่าเจี้ยงกับท่านก็เปนอริกันอยู่ ซึ่งว่ามาทั้งนี้ด้วยการจวนตัว อนึ่งจริงกับเท็จนั้นก็กึ่งกัน เกลือกว่าการสำเร็จแล้วจะมิให้หัวเมืองแก่ท่านจะมิเสียทีเปล่าหรือ ขอท่านอย่าเพ่อเชื่อถ้อยฟังคำเล่าเจี้ยงก่อน ขณะนั้นม้าเฉียวจึงว่าแก่เตียวฬ่อว่า ข้าพเจ้าได้มาพึ่งท่านอยู่ก็ยังมิได้แทนคุณเลย บัดนี้เล่าปี่ยกกองทัพมาตีได้ตำบลแฮบังก๋วนซึ่งเปนด่านเมืองเสฉวน ข้าพเจ้าจะขออาสาคุมทหารไปทำการรบจับเอาตัวเล่าปี่ฆ่าเสีย เล่าเจี้ยงเจ้าเมืองเสฉวนมีความยินดี ก็จะยกหัวเมืองขึ้นให้ยี่สิบหัวเมืองเปนกำนัลท่าน เตียวฬ่อได้ฟังมีความยินดี จึงว่าแก่อุยก๋วนให้เร่งกลับไปบอกแก่เล่าเจี้ยงเถิด ว่าเราจะช่วยธุระไปกว่าจะสิ้นกำลัง อุยก๋วนก็ลาเตียวฬ่อกลับไป

เตียวฬ่อจึงจัดทหารสองหมื่น ให้เอียวเป๊กกำกับไปด้วยม้าเฉียว ขณะนั้นบังเต๊กป่วยอยู่ม้าเฉียวแต่งคนให้อยู่พิทักษ์รักษาณเมืองอันต๋ง ครั้นได้ฤกษ์ม้าเฉียวม้าต้ายผู้น้องก็ยกกองทัพออกจากเมืองจะไปด่านแฮบังก๋วน

ฝ่ายเล่าปี่เมื่อยังตั้งอยู่ในเมืองลกเสีย หวดเจ้งบอกแก่เล่าปี่ว่า ข้าพเจ้าได้ให้หนังสือลับไปแก่ทหารผู้เปนไส้ศึกในเมืองเสฉวน แลผู้ถือหนังสือกลับมาบอกข้าพเจ้าว่า แต่ต่อนั้นปรึกษาให้ทหารเล่าเจี้ยงออกไปเผาเข้าปลาอาหารของชาวบ้านนอก กวาดครอบครัวข้ามฟากแม่น้ำโปซุยมาให้พ้นข้าศึก แล้วสั่งทหารซึ่งรักษาด่านให้ตั้งมั่นไว้อย่าให้ยกออกสู้รบ เล่าปี่กับขงเบ้งแจ้งดังนั้นก็ตกใจจึงว่า เมื่อแต่ต่อให้เล่าเจี้ยงทำฉนี้เราจะคิดประการใด หวดเจ้งจึงว่า แต่ต่อนั้นมีความคิดชำนาญการล่อลวงก็จริงอยู่ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าเล่าเจี้ยงจะไม่ทำตาม ครั้นอยู่มาวันหนึ่งมีคนมาบอกแก่เล่าปี่ว่า เล่าเจี้ยงมิได้ทำตามแต่ต่อ

เล่าปี่แจ้งดังนั้นก็คลายใจ ขงเบ้งจึงปรึกษาแก่เล่าปี่ว่า จำจะยกไปตีเมืองกิมก๊ก ถ้าได้แล้วก็จะได้เมืองเสฉวนโดยง่าย เล่าปี่เห็นชอบด้วย จึงแต่งอุยเอี๋ยนฮองตงคุมทหารเปนกองหน้า เล่าปี่กับขงเบ้งเปนกองหลวง ยกไปตั้งอยู่ณแดนเมืองกิมก๊ก ฝ่ายอุยหวนเจ้าเมืองกิมก๊กรู้ก็ให้ลิเหยียมคุมทหารสามพันยกออกไป ได้รบกับฮองตงถึงห้าสิบเพลงมิแพ้ชนะกัน ขงเบ้งเห็นดังนั้นก็ตีม้าฬ่อหวังจะเรียกฮองตงให้กลับมา ฮองตงได้ยินเสียงม้าฬ่อก็พาทหารกลับเข้ามา จึงถามขงเบ้งว่า ข้าพเจ้าได้ทีจะจับตัวลิเหยียมอยู่แล้ว เหตุใดท่านจึงตีม้าฬ่อเรียกดังนี้

ขงเบ้งจึงว่า อันลิเหยียมนั้นมีกำลังกล้าหาญ ซึ่งท่านจะรบพุ่งเอาชัยชนะซึ่งหน้านั้นไม่ได้ เราจึงตีม้าฬ่อเรียกกลับมาหวังจะทำกลอุบายเอาชัยชนะให้ได้ เวลาค่ำวันนี้เราจะแต่งทหารสองกองไปซุ่มอยู่ริมซอกเขา ต่อพรุ่งนี้ท่านออกไปรบจึงทำถอยหนี ล่อเข้าไปทางซอกเขา ลิเหยียมตามมาทหารซึ่งซุ่มไว้ก็จะตีกระหนาบเข้ามา เห็นจะได้ชัยชนะเปนมั่นคง ฮองตงเห็นชอบด้วย เวลาคํ่าวันนั้นขงเบ้งก็ให้อุยเอี๋ยนคุมทหารไปสกัดอยู่ปากทาง แล้วแต่งทหารสองกองไปซุ่มอยู่ริมซอกเขา ครั้นเวลารุ่งเช้าฮองตงก็ขี่ม้าพาทหารออกไป

ฝ่ายลิเหยียมเห็นดังนั้นก็ขับม้าออกรบด้วยฮองตงได้สิบเพลง ฮองตงทำถอยหนีล่อไปตามซอกเขา ลิเหยียมมิได้รู้กลก็ขับม้าไล่ตามเข้าไปถึงปากทางซอกเขา พอขุกคิดเกรงว่าข้าศึกจะซุ่มทหารไว้ ก็ชักม้าจะกลับออกมา เห็นอุยเอี๋ยนคุมทหารสกัดอยู่เปนอันมาก ครั้นจะหนีไปแห่งใดก็ไม่ได้ ขณะนั้นขงเบ้งขึ้นไปอยู่บนเนินเขา จึงร้องลงมาว่า ลิเหยียมจงเร่งเข้ามานบนอบเราโดยดี ถ้ามิฟังก็จะให้ทหารซึ่งซุ่มอยู่ทั้งสองกองเอาเกาทัณฑ์ระดมยิงให้ถึงแก่ความตาย ลิเหยียมได้ฟังดังนั้นก็ตกใจจึงคิดว่าตัวกูอยู่ในที่แคบแม้จะขัดขวางบัดนี้ก็จะไม่รอดชีวิต จำจะขออ่อนน้อมดีกว่า คิดแล้วก็ลงจากม้าแล้ววางอาวุธถอดเกราะเสีย ขึ้นไปคำนับขงเบ้งโดยดี

ขงเบ้งมีความยินดี จึงพาลิเหยียมไปหาเล่าปี่ณค่าย เล่าปี่เชิญให้ลิเหยียมกินโต๊ะแล้วว่า เราจะบำรุงแผ่นดินให้เปนสุขจึงมาทำการทั้งนี้ ลิเหยียมจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า อุยหวนนั้นเปนพี่น้องกับเล่าเจี้ยงก็จริง แต่ข้าพเจ้าจะว่าสิ่งใดก็เชื่อฟัง ข้าพเจ้าจะขอลาเข้าไปว่ากล่าวให้อุยหวนอ่อนน้อมต่อท่านให้ได้ เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีจึงว่า แม้ท่านตั้งใจสุจริตต่อเราแล้ว ก็เร่งเข้าไปว่ากล่าวอุยหวนโดยดีเถิด ลิเหยียมคำนับลาเล่าปี่ขงเบ้งแล้ว พาทหารกลับเข้าไปถึงเมืองกิมก๊ก จึงเล่าเนื้อความให้อุยหวนฟังแล้วว่า อันเล่าปี่นั้นมีนํ้าใจโอบอ้อมอารีต่ออาณาประชาราษฎร ซึ่งเล่าปี่มาทำทั้งนี้หวังจะทำนุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเปนสุข ถ้าท่านจะขัดแข็งอยู่ไม่ออกไปอ่อนน้อม เมืองเราก็จะมีอันตรายเปนมั่นคง

อุยหวนได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงพาทหารไปคำนับเล่าปี่แล้วว่ากล่าวเชื้อเชิญเล่าปี่ขงเบ้งให้เข้าเมือง เล่าปี่ขงเบ้งสิ้นสงสัยก็พากันเข้าไปในเมืองกิมก๊ก อุยหวนได้แต่งโต๊ะเชิญเล่าปี่แลทหารทั้งปวงให้กิน ครั้นกินโต๊ะแล้วเล่าปี่จัดแจงทหารจะยกไปเมืองเอ๊กจิ๋ว พอม้าใช้มาบอกว่า บัดนี้เตียวฬ่อให้ม้าเฉียวม้าต้ายเอียวเป๊กยกกองทัพมารบ เบ้งตัดกับฮักจุ้นซึ่งท่านให้อยู่รักษาด่านแฮบังก๋วนนั้น ได้รบพุ่งกันเปนสามารถ แม้ท่านไม่ยกไปช่วยให้ทันทีด่านนั้นจะเสีย เล่าปี่แจ้งดังนั้นก็ตกใจ จึงปรึกษากับขงเบ้งว่า ท่านจะคิดอ่านประการใด ขงเบ้งจึงว่า ข้าพเจ้าเห็นแต่เตียวหุยจูล่งสองนายนี้ จะต้านทานกำล้งม้าเฉียวม้าต้ายเอียวเป๊กได้

เล่าปี่จึงว่า จูล่งนั้นไปเกลี้ยกล่อมคนณชายทเลแดนเมืองเตงกั๋งก็ยังไม่กลับมา อยู่แต่เตียวหุย ท่านจงเร่งจัดทหารให้เตียวหุยยกไปช่วยให้ทันที ขงเบ้งจึงว่า ท่านอย่าเพ่อว่าวุ่นวายไปก่อน ไว้ข้าพเจ้าจะคิดว่ากล่าวแก่เตียวหุยเอง ขณะนั้นเตียวหุยรู้ข่าวว่า ม้าเฉียวยกมาตีด่านแฮบังก๋วน จึงรีบเข้ามาร้องว่าแก่ขงเบ้งว่า บัดนี้ม้าเฉียวยกมารบเบ้งตัดฮักจุ้น ข้าพเจ้าจะขออาสาไปต่อรบด้วยม้าเฉียว ขงเบ้งทำเปนไม่ได้ยิน จึงแกล้งว่าแก่เล่าปี่หวังจะยั่วใจเตียวหุยว่า อันม้าเฉียวนั้นมีกำลังแลฝีมืออยู่ จำจะให้ม้าใช้รีบไปเมืองเกงจิ๋วหาตัวกวนอูมา จึงจะต่อสู้กับม้าเฉียวได้

เตียวหุยได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า อันตัวข้าพเจ้านี้ก็มีปัญญาแลฝีมืออยู่บ้าง ครั้งโจโฉคุมทหารถึงร้อยหมื่น ตามมาณสะพานเตียงปันเกียว ข้าพเจ้าก็ได้รบต้านทานแล้วคิดอ่านทำกลอุบายจนทหารโจโฉถอยกลับไป อันม้าเฉียวนั้นจะมีปัญญาแลฝีมือสักเพียงไร ท่านจึงจำเพาะจะให้กวนอูไป ขงเบ้งจึงแกล้งตอบว่า ครั้งโจโฉคุมทหารร้อยหมื่นตามมา ท่านได้ต้านทานก็จริงอยู่ แต่เหลือกำลังนัก ซึ่งท่านคิดกลอุบายให้ทหารโจโฉถอยไปนั้น หากข้าศึกไม่ทันคิด แม้โจโฉรู้ที่ไหนท่านจะรอดชีวิต ท่านอย่าดูหมิ่นประมาทเลย อันม้าเฉียวนั้นมีฝีมือกล้าหาญนัก ครั้งรบกับโจโฉตำบลแม่น้ำมอซุยนั้น โจโฉเสียทีเปนหลายครั้ง จนโจโฉถอดเกราะตัดหนวดเสีย เข้าปลอมเหล่าทหารจึงหนีม้าเฉียวได้

เตียวหุยจึงว่า ถ้าท่านแคลงอยู่ข้าพเจ้าจะให้ทานบนไว้ แม้ข้าพเจ้ายกไปไม่ได้ชัยชนะม้าเฉียว ก็ให้ตัดสีสะข้าพเจ้าเสียเถิด ขงเบ้งจึงว่า ถ้ายอมรับดังนี้เราพอจะไว้ใจได้ เตียวหุยก็เขียนทานบนให้ขงเบ้ง อุยเอี๋ยนจึงว่า ข้าพเจ้าจะขอไปด้วย ขงเบ้งก็ให้อุยเอี๋ยนคุมทหารห้าร้อยเปนกองหน้า ให้เตียวหุยเปนกองกลาง เล่าปี่เปนกองหลัง แล้วว่าแก่เล่าปี่ว่า ข้าพเจ้าจะอยู่ช่วยรักษาเมืองกิมก๊กก่อน แม้จูล่งมาถึงแล้วจึงจะพากันยกตามไป เล่าปี่เตียวหุยอุยเอี๋ยนก็ยกกองทัพไปถึงด่านแฮบังก๋วน ก็ให้ตั้งมั่นอยู่ณด่าน

ม้าเฉียวจึงให้เอียวเป๊กขับม้าออกรบด้วยอุยเอี๋ยนได้สิบเพลง เอียวเป๊กเห็นจะต้านทานไม่ได้ก็ขับม้าหนี อุยเอี๋ยนมีใจกำเริบจะใคร่ได้ความชอบก็ขับม้าไล่ไปพบม้าต้ายสกัดอยู่ อุยเอี๋ยนสำคัญว่าม้าเฉียวก็ขับม้ารำง้าวเข้ารบด้วยม้าต้ายได้สิบเพลง ม้าต้ายทำชักม้าควบหนี อุยเอี๋ยนเห็นได้ทีก็ขับม้าไล่ตามมา ม้าต้ายผันหน้ามาขึ้นเกาทัณฑ์ ยิงไปถูกไหล่ซ้ายอุยเอี๋ยน ๆ ก็ชักม้าควบหนีกลับมา ม้าต้ายก็ขับม้าไล่ตามไปถึงหน้าด่าน เตียวหุยเห็นก็ขับม้าออกมาจากด่าน เข้าสกัดหน้าร้องตวาดม้าต้ายไว้ อุยเอี๋ยนก็หนีเข้าด่านได้ เตียวหุยจึงถามว่า ตัวนี้ชื่อใดจึงบังอาจไล่อุยเอี๋ยนมาถึงหน้าด่าน เร่งบอกมาให้แจ้งจึงค่อยรบกันให้เห็นฝีมือ

ม้าต้ายจึงบอกว่า เราชื่อม้าต้ายน้องม้าเฉียวอยู่เมืองเสเหลียง เตียวหุยจึงว่า อันตัวนี้ไม่คู่ควรด้วยฝีมือเรา ครั้นจะสู้รบกันบัดนี้ตัวก็จะตายเสียเปล่าเราไว้ชีวิตแล้ว ตัวจงเร่งกลับไปบอกม้าเฉียวมารบด้วยเราจึงจะควร ม้าต้ายได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงขับม้าเข้ารบด้วยเตียวหุยได้สิบเพลง ม้าต้ายทานกำลังเตียวหุยไม่ได้ก็ขับม้าหนี เตียวหุยเห็นได้ทีก็ขับม้าไล่ตามไป เล่าปี่เห็นดังนั้นก็ตีม้าฬ่อขึ้น เตียวหุยได้ยินก็ชักม้ากลับมา เล่าปี่จึงว่า พี่รู้นํ้าใจเจ้าอยู่ว่าวู่วามนัก เกลือกไล่ข้าศึกไปจะมีอันตราย พี่จึงตีม้าฬ่อให้กลับมา อนึ่งเจ้าก็มีชัยแก่ม้าต้ายแล้วควรจะเอาฤกษ์ไว้ก่อน จงหยุดพักให้มีความสบาย พรุ่งนี้จึงค่อยรบพุ่งต่อไป

ครั้นเวลารุ่งเช้า เล่าปี่ได้ยินเสียงทหารโห่ร้องอื้ออึงมาถึงหน้าด่านเปนอันมาก เล่าปี่จึงขึ้นดูบนหอรบ ทหารชี้ให้ดูตัวม้าเฉียว เล่าปี่เห็นรูปม้าเฉียวขึงขังสมเปนทหาร หน้านั้นดังสีหยกใส่เกราะเงินขี่ม้าถือทวนอยู่กลางทหาร แล้วชมว่าบันดาคนทั้งปวงเลื่องลืออยู่ว่า ม้าเฉียวรูปงามกล้าหาญก็สมเหมือนคำเขาว่า เตียวหุยเห็นม้าเฉียวยกมาก็ว่าแก่เล่าปี่ว่า ข้าพเจ้าจะขออาสาออกไปรบด้วยม้าเฉียว เล่าปี่จึงห้ามว่าให้รั้งรออยู่แต่ในด่านก่อน จงคอยดูอยู่ถ้าเห็นทหารอดอาหารพ้นเวลาจึงค่อยยกออกไปโจมตี

ฝ่ายม้าเฉียวมิได้เห็นเล่าปี่ยกออกมารบ ก็ให้ทหารออกไปร้องท้าทายเปนข้อหยาบช้า เตียวหุยได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ประหนึ่งจะทยานออกกินเนื้อม้าเฉียวเสีย แต่หากเกรงเล่าปี่อยู่จึงอุตส่าห์สกดใจไว้ ม้าเฉียวมิได้เห็นผู้ใดโต้ตอบออกมา ก็ให้ทหารผลัดกันเข้าไปร้องเยาะเย้ยด่าทอต่าง ๆ จนเวลาบ่าย เล่าปี่เห็นม้าเฉียวแลทหารม้าเฉียวอดอาหารอิดโรยกำลังลงแล้ว ก็จัดทหารห้าร้อยให้เตียวหุยคุมออกไปจากประตูด่าน ม้าเฉียวเห็นเตียวหุยออกมาก็ดีใจ จึงโบกธงเรียกทหารให้ถอยมา เตียวหุยเห็นดังนั้นก็ขับม้าขึ้นไปหน้าทหารทั้งปวงแล้วร้องว่า ตัวกูชื่อเตียวหุย ม้าเฉียวมึงรู้จักกูหรือไม่ ม้าเฉียวจึงร้องตอบว่า ตัวกูเปนเชื้อขุนนางมาหลายชั่วคนแล้ว เหตุใดกูจะรู้จักมึงอันเปนชาติชาวบ้านนอกทรพลนั้นไม่สมควร

เตียวหุยได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ขับม้าเข้ารบกับม้าเฉียวได้ร้อยเพลงก็ยังไม่แพ้ชนะกัน เล่าปี่เห็นดังนั้นชมฝีมือเตียวหุยกับม้าเฉียวว่า รบพุ่งกันรวดเร็วสมเปนทหารเสือ แล้วคิดเกรงว่าเตียวหุยจะเพลี่ยงพลํ้า จึงตีม้าฬ่อสัญญาขึ้นให้กลับเข้าค่าย เตียวหุยได้ยินก็ชักม้ากลับเข้ามาถอดเกราะเสีย หยุดพักอยู่ประมาณครู่หนึ่ง แล้วก็ไม่ใส่เกราะขึ้นม้ากลับออกไป ร้องท้าทายม้าเฉียวเปนข้อหยาบช้า ม้าเฉียวได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ขับม้าเข้ารบกับเตียวหุยเปนสามารถ

เล่าปี่คิดเกรงว่าเตียวหุยจะเสียที ก็ใส่เกราะขึ้นม้าออกไปยืนอยู่หน้าทหาร เห็นเตียวหุยกับม้าเฉียวรบกันอยู่ประมาณร้อยเพลงจึงตีม้าฬ่อขึ้น เตียวหุยก็กลับมาหาเล่าปี่ ๆ จึงว่า พี่เกรงอยู่ว่าเจ้าจะเหนื่อยนัก จึงตีม้าฬ่อเรียกให้กลับมา หวังจะพาเจ้าเข้าไปหยุดอยู่ในค่าย เตียวหุยจึงว่า ข้าพเจ้าได้ออกปากอาสาจะทำการให้มีชัยชนะแก่ม้าเฉียว บัดนี้ก็ยังไม่แพ้ชนะกัน ครั้นจะหยุดอยู่ก็ป่วยการไป แล้วเตียวหุยขบฟันคำรามจะออกไปรบกับม้าเฉียว เล่าปี่เห็นดังนั้นจึงห้ามเตียวหุยว่า เวลาวันนี้ก็เย็นแล้ว จงเข้าไปหยุดอยู่ให้สบายก่อนเถิด พรุ่งนี้จึงค่อยออกรบต่อไป เตียวหุยจึงว่า ข้าพเจ้าไม่เข้าไปแล้ว ถ้าท่านเห็นพลบคํ่าก็ให้จุดคบเพลิงขึ้น ข้าพเจ้าจะออกไปรบกับม้าเฉียวกว่าจะได้ชัยชนะ

ขณะเมื่อเล่าปี่ตีม้าฬ่อเรียกเตียวหุยถอยไปนั้น ฝ่ายม้าเฉียวก็กลับคืนมาณค่าย คิดแค้นเตียวหุยอยู่เปนอันมาก จึงใส่เกราะแล้วเอาม้าตัวอื่นมาผูก แล้วขึ้นขี่ม้าพาทหารไปถึงหน้าด่าน จึงร้องด้วยกำลังโทโสว่า เวลาคํ่าวันนี้เตียวหุยจงเร่งออกมารบกับกู เตียวหุยได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงเปลี่ยนเอาม้าเล่าปี่มาขี่ แล้วพาทหารออกไปร้องว่า เวลาคํ่าวันนี้แม้กูไม่จับม้าเฉียวได้กูไม่กลับเข้าด่านเลย ม้าเฉียวจึงร้องตอบว่า แม้เวลาวันนี้ ถ้ากูไม่มีชัยชนะแก่มึงกูก็หากลับไปค่ายไม่

ในขณะนั้นทหารทั้งสองฝ่ายจุดคบเพลิงขึ้นสว่างดังกลางวัน ม้าเฉียวกับเตียวหุยรบกันได้ยี่สิบเพลง ม้าเฉียวทำถอยหนีเตียวหุยขับม้าไล่ตามไปพลางคิดว่า ม้าเฉียวยังมิได้เพลี่ยงพลํ้าชักม้าหนีไปดังนี้ เห็นจะทำกลอุบายสิ่งใดเปนมั่นคง เตียวหุยคิดอ่านป้องกันตัวอยู่ ม้าเฉียวเห็นเตียวหุยไล่เข้ามาใกล้ จึงเอาตะบองเหลี่ยมเหวี่ยงเอาเตียวหุย ๆ เอาทวนปัดเสียได้ แล้วทำชักม้าถอยหนี ม้าเฉียวขับม้าไล่ตามไป เตียวหุยจึงกลับหน้ามาขึ้นเกาทัณฑ์ยิงม้าเฉียว ๆ ก็เอาทวนปัดลูกเกาทัณฑ์เสียได้ พอเวลาสองยามเศษม้าเฉียวก็กลับมายังที่ประชุมทหาร เตียวหุยก็กลับไปหาเล่าปี่ยังหน้าด่าน

เล่าปี่จึงขับม้าขึ้นไปหน้าทหารทั้งปวง แล้วร้องประกาศหวังจะเอานํ้าใจม้าเฉียวว่า เวลาก็ดึกดื่นถึงเพียงนี้แล้ว ท่านจงกลับไปหยุดพักณค่ายก่อนเถิด ต่อรุ่งเช้าจึงมารบกับเตียวหุย ม้าเฉียวได้ฟังก็พาทหารกลับมาค่าย เล่าปี่กับเตียวหุยก็กลับเข้าด่าน ครั้นเวลารุ่งเช้าเตียวหุยก็จัดแจงทหารจะออกไปรบม้าเฉียว พอม้าใช้มาบอกเล่าปี่ว่า บัดนี้ขงเบ้งตามมาถึงแล้ว เล่าปี่ได้ฟังมีความยินดี จึงออกไปรับขงเบ้งเข้ามา ขงเบ้งจึงว่า อันม้าเฉียวนั้นฝีมือกล้าหาญนัก แม้จะรบกับเตียวหุยฉนี้ อุปมาเหมือนหนึ่งเสือสองตัวสู้กัน เห็นจะเพลี่ยงข้างหนึ่งเปนมั่นคง ข้าพเจ้าจะขอคิดกลอุบายให้ม้าเฉียวเข้ามาหาท่านโดยดี เล่าปี่จึงว่า เราได้เห็นฝีมือม้าเฉียวแล้ว เราก็คิดอยู่จะใคร่ได้มาไว้ด้วย ซึ่งท่านว่านี้เรายินดีนัก แต่ท่านจะคิดอ่านประการใดจึงจะได้ม้าเฉียวโดยดี

ขงเบ้งจึงว่า เตียวฬ่อนั้นมีนํ้าใจกำเริบจะตั้งตัวขึ้นเปนเจ้าในเมืองฮันต๋ง มีที่ปรึกษาคนหนึ่งชื่อเอียวสง แลเอียวสงนั้นเปนคนโลภเห็นแต่จะได้สิ่งของต่าง ๆ ไว้เปนประโยชน์ของตัว ขอให้ท่านจัดสิ่งของอันตระการกับหนังสือให้คนลอบไปให้แก่เอียวสง ให้เอียวสงให้แก่เตียวฬ่อเปนใจความว่า ตัวท่านยกกองทัพมานี้จะตีเอาแต่เมืองเสฉวน หวังจะช่วยแก้แค้นซึ่งเล่าเจี้ยงให้ฆ่ามารดาเตียวฬ่อเสีย แม้เล่าเจี้ยงเจ้าเมืองเสฉวนจะให้มาว่ากล่าวสิ่งใดแก่เตียวฬ่อ ก็อย่าให้เอาธุระเลย ถ้าท่านได้เมืองเสฉวนแล้ว จะตั้งใจบำรุงให้เตียวฬ่อขึ้นเปนเจ้าในเมืองฮันต๋งจงได้ แล้วให้เตียวฬ่อมีหนังสือมาหาตัวม้าเฉียวกลับไป แลเมื่อม้าเฉียวจะเลิกกองทัพกลับไปนั้น ข้าพเจ้าจะแต่งคนให้ไปสกัดเกลี้ยกล่อมม้าเฉียวให้มาอยู่ด้วยท่านจงได้

เล่าปี่ได้ฟังมีความยินดี จึงให้แต่งหนังสือตามคำขงเบ้งว่า แล้วจัดเงินทองแพรอย่างดี ซึ่งจะเปนของกำนัลเอียวสงนั้น ให้ซุนเขียนถือหนังสือลอบลัดทางไปให้เอียวสงณเมืองฮันต๋ง ซุนเขียนครั้นมาถึงก็เข้าไปคำนับเอียวสงแล้วบอกว่า เงินทองแลสิ่งของทั้งนี้เล่าปี่ให้ข้าพเจ้านำมาให้ท่าน ๆ จงเห็นแก่ไมตรี ช่วยเอาหนังสือนี้เข้าไปให้เตียวฬ่อด้วย เอียวสงเห็นสิ่งของทั้งปวงก็มีใจยินดี เพราะเปนคนโลภ จึงพาตัวซุนเขียนผู้ถือหนังสือเข้าไปคำนับเตียวฬ่อแล้วบอกว่า บัดนี้เล่าปี่ให้มีหนังสือเปนทางไมตรีมาถึงท่าน เตียวฬ่อรับเอาหนังสือมาอ่านดู ครั้นแจ้งใจความแล้วจึงว่า ตัวเล่าปี่นั้นเปนแต่นายทหารกองนอก เหตุใดจึงบังอาจล่วงว่า จะช่วยทำนุบำรุงเราให้เปนเจ้านั้น เกินกำลังความคิดแลยศศักดิ์นัก

เอียวสงจึงว่า เล่าปี่นั้นเปนนายทหารก็จริง แต่เปนเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ ๆ นับถือว่าเปนอาว์ แล้วเล่าปี่จะพิททูลสิ่งใดพระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ชอบพระอัชฌาสัย ข้าพเจ้าเห็นว่าเล่าปี่ได้ออกปากไว้แล้ว ก็คงจะช่วยทำนุบำรุงท่านให้ขึ้นเปนเจ้าได้ เตียวฬ่อได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีเพราะใจกำเริบ จึงให้แต่งหนังสือไปหาตัวม้าเฉียวให้กลับมา ซุนเขียนก็ลาเตียวฬ่อออกมาอาศรัยอยู่ณบ้านเอียวสง หวังจะคอยฟังเนื้อความซึ่งม้าเฉียวจะกลับมาหรือไม่

ฝ่ายม้าใช้ซึ่งไปหาม้าเฉียวนั้น กลับมาบอกกับเตียวฬ่อว่าม้าเฉียวบอกตอบมาว่า จะขอทำการสงครามให้มีความชอบก่อน จึงจะเลิกกองทัพกลับมา เตียวฬ่อจึงให้ม้าใช้กลับไปหาตัวม้าเฉียวอีก ถึงสองครั้งสามครั้ง ม้าเฉียวก็ว่ายืนคำอยู่ เอียวสงรู้เนื้อความดังนั้นก็เข้าไปว่าแก่เตียวฬ่อว่า อันนํ้าใจม้าเฉียวนั้นเปนคนหากตัญญูไม่ ซึ่งท่านให้ไปหาตัวมิได้ยกกองทัพกลับมานั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าม้าเฉียวจะเอาใจออกหากท่านเปนมั่นคง ให้ท่านคิดอ่านระวังตัวจงดี แล้วเอียวสงก็ลาออกมา จึงแต่งคนสนิธให้ไปเที่ยวพูดจาว่ากล่าวแก่ชาวเมืองทั้งปวงว่า ม้าเฉียวนั้นเอาใจออกหากเตียวฬ่อ แล้วคิดอ่านจะไปตีเอาเมืองเสฉวน จะตั้งตัวขึ้นเปนเจ้าเมือง จะซ่องสุมทหาร แล้วจะยกไปตีเอาเมืองฮูโต๋หวังจะแก้แค้นโจโฉซึ่งฆ่าม้าเท้งผู้เปนบิดาเสียนั้น แลกิตติศัพท์ทั้งนี้รู้เข้าไปถึงเตียวฬ่อ ๆ นั้นมิได้รู้อุบายเอียวสง ก็คิดเกรงว่าม้าเฉียวนั้นได้เมืองเสฉวนแล้วก็จะยกมาตีเมืองฮันต๋ง เตียวฬ่อจึงให้หาเอียวสงเข้ามาปรึกษาว่า ซึ่งเราให้หาม้าเฉียวไม่กลับมา แลอาณาประชาราษฎรก็เลื่องลือดังนี้ ท่านจะคิดประการใด

เอียวสงจึงว่า ม้าเฉียวไม่มานั้น ท่านจงให้มีหนังสือไปคาดโทษม้าเฉียวไว้เปนใจความสามข้อ ข้อหนึ่งให้ม้าเฉียวเร่งทำการรบพุ่งให้กองทัพเล่าปี่แตกไปจงได้ ข้อสองให้ม้าเฉียวเร่งยกไปตีเอาเมืองเสฉวนให้ได้ ข้อสามถึงมาทว่าเล่าเจี้ยงจะหนีออกจากเมือง ก็ให้ม้าเฉียวเร่งติดตามจับฆ่าเสียตัดสีสะมาให้เราจงได้ แลการทั้งสามข้อนี้แม้ม้าเฉียวทำได้ ก็จะปูนบำเหน็จให้ถึงขนาด ถ้าขัดแต่ข้อหนึ่งก็จะฆ่าเสีย แล้วให้เตียวโอยน้องท่านกับทหารไปตั้งขัดทัพอยู่ทุกด่านทั้งสี่ด่าน เกลือกม้าเฉียวจะมีใจขัดแค้นจะยกมาตีเอาเมืองเรา กองทัพทั้งนี้ก็จะได้ป้องกันไว้แต่ภายนอก เตียวฬ่อเห็นชอบด้วย ก็ให้เตียวโอยจัดแจงทหารไปตั้งรักษาอยู่ทั้งสี่ด่าน แล้วให้หนังสือคาดโทษให้ม้าใช้ถือไปถึงม้าเฉียวตามคำเอียวสงว่า

ฝ่ายม้าเฉียวครั้นแจ้งในหนังสือดังนั้น จึงปรึกษากับม้าต้ายผู้น้องว่า เตียวฬ่อโกรธเราว่ามิเลิกกองทัพกลับไปตามหนังสือเดิม จึงคาดโทษมาให้เราทำการทั้งสามข้อนี้ให้ตลอด ถ้าไม่สำเร็จจะเอาโทษเราถึงตาย แลการทั้งสามข้อนี้เราจะทำไปตลอดหรือ จำจะเลิกทัพกลับไปเมืองฮันต๋งตามคำเตียวฬ่อจึงจะพ้นโทษ ม้าต้ายเห็นชอบด้วย ม้าเฉียวก็ยกกลับไป

ฝ่ายเอียวสงครั้นรู้ว่าม้าเฉียวจะเลิกทัพกลับมา ก็แต่งคนให้ไปเที่ยวพูดจาแก่ชาวเมืองทั้งปวงว่า บัดนี้ม้าเฉียวคิดอ่านจะยกเข้ามาตีเอาเมืองฮันต๋ง แล้วเกณฑ์ทหารไปตั้งขัดทัพแซกเข้าอีก ทั้งเก่าใหม่เปนแปดด้านแล้วสั่งกำชับว่า อย่าให้ทหารม้าเฉียวแปลกปลอมเข้ามาได้ ฝ่ายม้าเฉียวครั้นยกทัพกลับมา เห็นทหารเตียวฬ่อขัดทัพอยู่ ครั้นจะเข้าไปในเมืองก็ไม่ได้ จะถอยออกไปก็เกรงว่าเตียวฬ่อจะมีความสงสัย ม้าเฉียวไม่รู้ที่จะคิดประการใดได้ มีความทุกข์เปนอันมาก

ฝ่ายขงเบ้งแจ้งว่าม้าเฉียวเปนทุกข์อยู่ดังนั้นก็มีความยินดี จึงว่าแก่เล่าปี่ว่า บัดนี้ม้าเฉียวจะเข้าไปหาเตียวฬ่อก็ไม่ได้ ครั้นจะถอยออกมาก็เกรงว่าเตียวฬ่อจะมีความสงสัย ม้าเฉียวนั้นสิ้นความคิดอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจะขออาสาไปว่ากล่าวเกลี้ยกล่อมม้าเฉียวให้มาอยู่ด้วยท่านจงได้ เล่าปี่จึงตอบว่าตัวท่านอุปมาเหมือนหนึ่งดวงใจเรา ซึ่งท่านจะไปเกลี้ยกล่อมม้าเฉียวนั้น เกลือกจะมีความอันตรายสิ่งใดมา เราจะได้ความเดือดร้อน

ขณะเมื่อเล่าปี่ขงเบ้งว่ากล่าวยังไม่ตกลงกัน พอม้าใช้ถือหนังสือจูล่งมาให้เล่าปี่ ๆ รับเอาหนังสือนั้นมาอ่านดูเปนใจความว่า ลิอิ๋นชาวเมืองเสฉวนรู้จักกันมาแต่ก่อน บัดนี้สมัคเข้ามาอยู่ด้วยท่าน เล่าปี่ได้แจ้งในหนังสือดังนั้นก็มีความยินดี จึงให้หาตัวลิอิ๋นเข้ามาแล้วถามว่า เมื่อเล่าเจี้ยงจะให้รับเราเข้าไปปรึกษาการสงครามด้วย ตัวท่านได้ห้ามปรามเล่าเจี้ยงมิให้รับเราเข้าไป บัดนี้เอาใจออกหากเล่าเจี้ยงสมัคมาอยู่ด้วยเรานั้นด้วยเหตุอันใด

ลิอิ๋นจึงบอกว่า คำโบราณกล่าวไว้ว่า ธรรมดานกแม้จะทำรังอาศรัยก็ให้ดูต้นไม้อันร่มชิดจึงจะได้อยู่เปนสุข อนึ่งเกิดมาเปนชายก็ให้พึงพิเคราะห์ดูเจ้านายอันมีน้ำใจโอบอ้อมอารีจึงเข้าอยู่ด้วย จะได้มีความสุขสืบไป แลตัวข้าพเจ้าเปนบ่าวกินเข้าแดงของเล่าเจี้ยง ข้าพเจ้าจึงห้ามตามสติปัญญาเพราะมีใจกตัญญู เมื่อเล่าเจี้ยงมิฟังคำแล้ว ข้าพเจ้าก็มีความน้อยใจ ครั้นจะอยู่ด้วยสืบไปก็จะพลอยเปนอันตรายด้วย บัดนี้ข้าพเจ้าแจ้งกิตติศัพท์ว่าท่านมีใจอารีกว้างขวาง บันดาชาวเมืองเสฉวนมีใจรักใคร่ท่านเปนอันมาก อันการทั้งปวงซึ่งท่านคิดทำนั้นเห็นจะสำเร็จเปนมั่นคง ข้าพเจ้าจึงลอบหนีมาสมัคอยู่ด้วยท่าน

เล่าปี่จึงถามว่า ซึ่งท่านตั้งใจมาอยู่ด้วยเรานี้ จะคิดอ่านทำการสิ่งใดให้เปนประโยชน์แก่เราได้บ้าง ลิอิ๋นจึงว่า บัดนี้ข้าพเจ้าแจ้งกิตติศัพท์ว่า ม้าเฉียวนั้นจะเข้าไปหาเตียวฬ่อก็ไม่ได้ จะถอยมาก็เกรงกลัวอยู่ เห็นสิ้นคิดอยู่แล้ว อันม้าเฉียวนั้นกับข้าพเจ้าได้รู้จักกันมา ข้าพเจ้าจะขออาสาไปเกลี้ยกล่อมม้าเฉียวให้มาอยู่กับท่านให้จงได้ ขงเบ้งจึงว่า เราก็จัดหาผู้มีสติปัญญาซึ่งจะให้ไปเกลี้ยกล่อมม้าเฉียวอยู่ แลท่านรับอาสานี้ดีนัก จงเร่งไปให้ได้การมาเถิด จะได้มีความชอบ

ลิอิ๋นก็รับคำเล่าปี่ขงเบ้งแล้วก็รีบไป ถึงกองทัพม้าเฉียวจึงบอกแก่ทหารว่า ตัวเราชื่อลิอิ๋นจะขอเข้าไปหาม้าเฉียว ทหารก็เอาเนื้อความเข้าไปบอกม้าเฉียว ๆ แจ้งดังนั้นจึงว่า อันลิอิ๋นนั้นเปนคนช่างเจรจา ซึ่งมานี้มีประสงค์จะเกลี้ยกล่อมเรา แล้วก็จัดทหารซึ่งมีฝีมือยี่สิบคนถืออาวุธครบมือสั่งว่า ถ้าลิอิ๋นเข้ามาพูดจาอยู่ด้วยเรา แม้ท่านได้ยินเราว่าให้ลงมือแล้ว ทหารทั้งปวงจงเร่งจับลิอิ๋นฆ่าเสีย แล้วสับให้เนื้อนั้นจงละเอียดอย่าให้กากลืนแค้น ครั้นสั่งการเสร็จแล้ว ก็ให้ทหารออกไปหาตัวลิอิ๋นเข้ามา

ม้าเฉียวจึงถามลิอิ๋นด้วยเสียงอันดังว่า ตัวมาหาเราบัดนี้ด้วยเหตุสิ่งใด ลิอิ๋นจึงบอกว่า เรามานี้เพื่อจะเกลี้ยกล่อมท่าน ม้าเฉียวจึงตอบว่า ท่านจะเกลี้ยกล่อมประการใดจงว่าไปแต่ดี อันกระบี่ของเราซึ่งถืออยู่นี้พึ่งชำระใหม่ ถ้าท่านว่าไม่ชอบใจเรา ๆ ก็จะเอากระบี่นี้ลองสีสะท่าน

ลิอิ๋นได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วตอบว่า บัดนี้เราเห็นว่าภัยจะมาถึงตัวท่าน เราจึงมาช่วยหวังจะให้พ้นภัย ท่านกลับว่าจะเอากระบี่นั้นลองสีสะเราอีกเล่า แลกระบี่ของท่านซึ่งชำระไว้นั้นเห็นจะไม่ได้ลองสีสะเรา จะมีผู้อื่นเอาลองสีสะท่าน ม้าเฉียวจึงถามว่า ภัยสิ่งใดจะมาถึงเรา ลิอิ๋นจึงตอบว่า อันหญิงรูปงามถึงจะเอาเครื่องอันชั่วนุ่งห่มเข้า ใช่รูปนั้นจะหายงามไปก็หามิได้ ฝ่ายหญิงรูปชั่วเล่า แม้จะเอาเครื่องนุ่งห่มอันดีประดับเข้า ใช่รูปนั้นจะงามขึ้นก็หามิได้ เปนแต่ชศรีหน้าขึ้นหน่อยหนึ่ง อันดวงอาทิตย์นั้น ถ้าถึงกำหนดเที่ยงเมื่อใดรัศมีนั้นกล้าร้อนนัก อันพระจันทร์เล่าก็มีแสงสว่างบริสุทธิ์เมื่อวันเพ็ญ ครั้นแรมลงรัศมีนั้นก็โรยร่วงทุกวัน อันนี้เปนธรรมดาโลกบุรุษ บัดนี้ตัวท่านยังหนุ่มอยู่ เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญแลพระอาทิตย์เมื่อเที่ยง ทั้งรูปก็สมเปนทหารพอจะคิดการศึกสืบๆไป ฝ่ายโจโฉซึ่งฆ่าบิดาท่านเสีย ท่านก็ตั้งใจจะแก้แค้นให้ได้ อันตัวท่านครั้งนี้สิ้นคิดคับอกอยู่ ครั้นจะไปหาเล่าเจี้ยงเจ้าเมืองเสฉวนก็ไม่ได้ ข้างเอียวสงเล่าก็ยุยงเตียวฬ่อ ๆ ก็ให้ทหารมาตั้งขัดทัพอยู่หลายตำบล ท่านจะเข้าไปแจ้งเนื้อความให้เตียวฬ่อเห็นจริงก็ขัดสน ครั้นท่านจะคิดอ่านตีกองทัพเล่าปี่ให้แตกไปจะได้เปนความชอบในเตียวฬ่อก็ไม่ได้ เมื่อท่านเข้าอยู่ในหว่างกองเพลิงฉนี้ จะคิดอ่านประการใด เราเห็นว่าซึ่งท่านจะตั้งขึงอยู่ดังนี้ ภัยก็จะมีถึงท่านเปนมั่นคง ครั้งท่านไปรบตำบลแม่น้ำอุยโหเสียทีโจโฉมานั้น ก็ได้ความลำบากนัก ครั้งนี้ถึงมาทว่าท่านจะไม่ตาย เราเห็นว่าจะได้ความอัปยศยิ่งกว่าครั้งนั้นอีก จะดูหน้าคนก็ไม่เต็มตา เราจึงมาช่วยว่ากล่าวเพราะเหตุนี้

ม้าเฉียวได้ฟังดังนั้นก็คลายความโกรธทิ้งกระบี่เสีย ก็ลุกขึ้นคำนับลิอิ๋นแล้วว่า ซึ่งท่านว่ากล่าวทั้งนี้ควรนัก แต่ตัวเราอยู่ในที่คับขันไม่เห็นช่องที่จะไปแห่งใดได้เลย แม้ท่านเอนดูช่วยแนะนำให้เราจะได้ทำตาม ลิอิ๋นจึงตอบว่า เราจะช่วยแนะให้พอจะได้อยู่ แต่ทหารของท่านให้ถืออาวุธเตรียมไว้คอยจะทำร้ายเรา ๆ จะบอกกะไรได้ ม้าเฉียวจึงขับทหารทั้งนั้นออกไปเสียภายนอก ลิอิ๋นจึงว่า เล่าปี่นั้นเปนเชื้อสายพระเจ้าเหี้ยนเต้ ทั้งมีน้ำใจอารีกว้างขวางคิดทำนุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเปนสุข อนึ่งม้าเท้งบิดาท่านเมื่อครั้งอยู่ในเมืองฮูโต๋นั้น ก็ได้ร่วมคิดกันกับเล่าปี่ว่าจะช่วยกันคิดอ่านกำจัดศัตรูราชสมบัติเสีย การนั้นยังไม่สำเร็จ บัดนี้ตัวท่านก็เข้าตาจนอยู่ ถ้าจะสมัคไปอยู่ด้วยเล่าปี่ช่วยคิดอ่านทำการกำจัดโจโฉเสีย ท่านก็จะได้คลายความแค้นด้วย ทั้งชื่อเสียงท่านก็จะปรากฎไปภายหน้า

ม้าเฉียวได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงให้หาตัวเอียวเป๊กซึ่งเปนทหารเตียวฬ่อเข้ามาแล้วก็ฆ่าเสียตัดสีสะเอียวเป๊ก แล้วพาลิอิ๋นกับทหารทั้งปวงไปณด่านแฮบังก๋วน ฝ่ายเล่าปี่ครั้นรู้ว่าลิอิ๋นพาม้าเฉียวมาก็มีใจยินดี จึงออกไปรับเข้ามา ม้าเฉียวคำนับเล่าปี่แล้วว่า ซึ่งข้าพเจ้าได้มาอยู่ด้วยท่านผู้มีสติปัญญานี้ ข้าพเจ้ามีความยินดีนัก อุปมาเหมือนอยู่ที่มืดมีผู้นำมาให้ถึงที่สว่าง แลการสิ่งใดของท่านนั้น ข้าพเจ้าจะอาสาไปตามสติปัญญากว่าจะสิ้นชีวิต ขณะนั้นซุนเขียนรู้ว่าม้าเฉียวมาอยู่กับเล่าปี่แล้ว ก็ลาเอียวสงกลับมาบอกแก่เล่าปี่ทุกประการ

เล่าปี่จึงให้เบ้งตัดกับฮักจุ้นอยู่รักษาด่าน แล้วให้จัดแจงทแกล้วทหารยกกลับไปจะตีเมืองเสฉวน ครั้นมาถึงเมืองกิมก๊ก จูล่งฮองตงรู้ดังนั้นก็ออกมารับเล่าปี่เข้าไปในเมืองแล้วบอกว่า บัดนี้เล่าเจี้ยงให้เล่ายวนกับม้าหั้นคุมทหารมาเปนอันมาก ข้าพเจ้าจะขออาสาไปตัดสีสะนายทหารทั้งสองมาให้ท่าน เล่าปี่ก็ยอมให้ไป จูล่งก็ขี่ม้าพาทหารออกไปจากเมืองกิมก๊ก ได้รบกับนายทหารทั้งสอง ฝ่ายเล่าปี่อยู่ในเมืองให้แต่งโต๊ะจะเลี้ยงม้าเฉียวยังไม่ทันสำเร็จ พอจูล่งหิ้วสีสะเล่ายวนเข้ามาให้ ม้าเฉียวเห็นดังนั้นก็ตกใจคิดว่าจูล่งนายทหารนี้มีฝีมือรวดเร็วนัก ม้าเฉียวยิ่งยำเกรงเล่าปี่เปนอันมาก จึงว่าแก่เล่าปี่ว่า อันเมืองเสฉวนนั้น ท่านอย่าได้ยกกองทัพไปให้ได้ความลำบากแก่ทหารทั้งปวงเลย ข้าพเจ้าจะอาสาไปว่ากล่าวเล่าเจี้ยงให้มาอ่อนน้อมโดยดี แม้เล่าเจี้ยงขัดแขงอยู่ ข้าพเจ้ากับม้าต้ายผู้น้องจะคุมทหารไปตีเอาเมืองเสฉวนให้ท่านจงได้ เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี ครั้นเลี้ยงดูกันสำเร็จแล้ว นายทหารทั้งปวงก็ลาไปยังที่สำนัก

ฝ่ายทหารซึ่งมาในกองทัพเล่ายวนม้าหั้นนั้น แตกไปบอกเล่าเจี้ยงทุกประการ เล่าเจี้ยงแจ้งดังนั้นก็ตกใจ ให้ปิดประตูเมืองเสีย ให้ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เปนมั่นคง ขณะนั้นม้าเฉียวก็ลาเล่าปี่ยกกองทัพไปเมืองเสฉวน ทหารบนหน้าที่เชิงเทินเห็นม้าเฉียวยกมา ก็เข้าไปบอกแก่เล่าเจี้ยงว่า ม้าเฉียวยกกองทัพมาตั้งอยู่ริมคูเมือง เล่าเจี้ยงจึงขึ้นไปดูบนเชิงเทิน ฝ่ายม้าเฉียวเหลือบขึ้นไปเห็น จึงร้องเรียกเชิญเล่าเจี้ยงให้เยี่ยมหน้าออกมาข้าพเจ้าจะเจรจาด้วย

เล่าเจี้ยงได้ฟังดังนั้นก็เยี่ยมออกไปแล้วร้องถามว่า ท่านจะพูดเนื้อความสิ่งใดก็เร่งว่ามาเถิด ม้าเฉียวจึงว่า เดิมเราคุมทหารเตียวฬ่อไปทำสงครามกับเล่าปี่หวังจะช่วยป้องกันเมืองท่าน ฝ่ายเอียวสงยุยงเตียวฬ่อให้มีความสงสัยเรา ๆ จึงพาทหารไปอยู่ด้วยเล่าปี่ ตัวท่านจงเร่งคิดอ่านออกมานบนอบยกเมืองให้เล่าปี่โดยดี อันตรายจึงจะไม่มีถึงท่าน แลไพร่บ้านพลเมืองจะได้อยู่เย็นเปนสุข แม้ท่านขัดขวางอยู่ ตัวเรานี้จะอาสาเล่าปี่ตีเอาเมืองเสฉวนให้ได้

เล่าเจี้ยงได้ฟังดังนั้นก็ตกใจสลบลง ที่ปรึกษากับทหารทั้งปวงช่วยกันแก้ฟื้นขึ้น เล่าเจี้ยงปรึกษาแก่ทหารทั้งปวงว่า การทั้งนี้เรามิได้ตรึกตรองให้ตลอดก่อนจึงเสียที บัดนี้ครั้นจะคิดอ่านสู้รบเล่า การก็จวนตัวถึงเพียงนี้ เราเอ็นดูแก่อาณาประชาราษฎรหวังจะมิให้ได้ความเดือดร้อน คิดจะออกไปนบนอบยกเมืองให้เล่าปี่ ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด ตั๋งโหจึงว่า อันทหารในเมืองเราก็มีอยู่ถึงสามหมื่นเศษ ทั้งเข้าปลาอาหารก็บริบูรณ์ พอจะเลี้ยงทแกล้วทหารไปได้สักปีหนึ่ง ซึ่งท่านจะยกเมืองให้เล่าปี่โดยง่ายนั้นไม่ควร

เล่าเจี้ยงจึงตอบว่า บิดาเรากับตัวเรานี้ได้มาอยู่ในเมืองเสฉวนถึงยี่สิบสามสิบปีแล้ว ไพร่บ้านพลเมืองก็มิได้ความเดือดร้อนสิ่งใด ครั้งนี้เล่าปี่ก็ยกกองทัพมาทำอันตรายหัวเมืองขึ้นเข้ามาจนถึงด่านเมืองเรา ราษฎรทั้งปวงก็ได้ความเดือดร้อนมาถึงสามปีแล้ว ตัวเรามีใจเอ็นดูแก่อาณาประชาราษฎรจึงคิดอ่านจะไปอ่อนน้อมแก่เล่าปี่ เจาจิ๋วที่ปรึกษาจึงว่า ท่านคิดนี้ชอบ อนึ่งข้าพเจ้าเห็นดาวสำหรับเมืองเสฉวนนั้นหายไป มีดาวดวงใหญ่ขึ้นแทนที่รัศมีสว่างดังพระจันทร์ มีดาวน้อยล้อมเปนบริวารอยู่หลายดวง แล้วข้าพเจ้าได้ยินเด็ก ๆ ในเมืองเสฉวนทำเพลงเล่นว่า แม้ผู้ใดจะใคร่กินเข้าใหม่จงคอยให้เจ้าใหม่มาครองเมืองเถิด ก็จะได้กินสมความคิด

อุยก๋วนเล่าป๊าได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ชักกระบี่ออกจะฆ่าเจาจิ๋วเสีย เล่าเจี้ยงก็เข้าห้ามปรามไว้ พอคนใช้บอกเล่าเจี้ยงว่า เคาเจ้งซึ่งเปนปลัดนั้นลอบหนีออกไปเข้าด้วยเล่าปี่ เล่าเจี้ยงได้ยินดังนั้นก็ยิ่งเสียใจร้องไห้แล้วกลับเข้าไปที่ข้างใน ครั้นเวลารุ่งเช้านายประตูเข้ามาบอกเล่าเจี้ยงว่า บัดนี้เล่าปี่ยกกองทัพมาจากด่านแฮบังก๋วน ตั้งอยู่นอกเมือง ให้กันหยงมาหาท่าน เล่าเจี้ยงจึงสั่งให้เปิดประตูเมืองรับเข้ามา นายประตูก็ออกไปเปิดประตูรับ

ฝ่ายกันหยงนั้นก็ขี่เกวียนเข้าไปในท่ามกลางเมือง จิ๋นปี่เห็นดังนั้นก็โกรธ จึงชักกระบี่ออกแกว่งแล้วร้องว่าแก่กันหยงว่า ตัวมึงชาติต่ำเหตุใดจึงบังอาจขี่เกวียนเข้ามาถึงในเมือง มึงดูหมิ่นว่าในเมืองเสฉวนนี้ไม่มีคนดีหรือจึงโอหังทำดังนี้ กันหยงได้ฟังดังนั้นก็ลงจากเกวียนคำนับถามชื่อเสียงกันแล้วกันหยงจึงว่า ข้าพเจ้าประมาทไปจึงขี่เกวียนเข้ามาถึงในเมือง ท่านอย่าได้ถือโทษเลย จิ๋นปี่นั้นคลายโกรธจึงพากันหยงเข้าไปหาเล่าเจี้ยง กันหยงจึงคำนับเล่าเจี้ยงแล้วว่า เล่าปี่นั้นมีใจกรุณาแก่ราษฎรเปนอันมาก แม้ท่านตั้งใจประนอมต่อเล่าปี่โดยสุจริต เล่าปี่ก็จะมิได้ทำสิ่งใดแก่ท่าน

เล่าเจี้ยงได้ฟังดังนั้น ก็พเอิญยำเกรงเล่าปี่เปนอันมาก จึงว่าเปนคำขาดแก่ทหารทั้งปวงว่าผู้ใดอย่าได้ขัดขวางเราเลย เราจะทำนุบำรุงราษฎรทั้งปวงให้ได้ความสุขสืบไป บัดนี้เราจะออกไปนบนอบแก่เล่าปี่ แล้วให้แต่งโต๊ะเลี้ยงดูกันหยง ครั้นเลี้ยงดูสำเร็จแล้ว ก็เอาตราสำหรับที่แลสิ่งของอันตระการพาทหารออกไปคำนับเล่าปี่ณค่าย เล่าปี่เห็นดังนั้นก็ลงไปจูงเอามือเล่าเจี้ยงขึ้นมาที่ข้างบน เล่าปี่ร้องไห้พรางว่าแก่เล่าเจี้ยงว่า ตัวเรานี้มีใจสุจริตคิดจะทำนุบำรุงแผ่นดินให้มีความสุขสืบไป ซึ่งมาทำการทั้งนี้เปนความจำใจ ครั้นจะไม่ทำฉนี้เล่า การซึ่งคิดไว้ก็จะไม่ตลอด ท่านจงเห็นแก่แผ่นดินซึ่งได้ความเดือดร้อนอยู่นี้เถิด อย่าได้คิดถือโทษแก่เราเลย

เล่าเจี้ยงจึงตอบว่า ธรรมดาผู้จะทำนุบำรุงแผ่นดินก็จำทำเหมือนท่านนี้ ข้าพเจ้าหาถือโกรธไม่ แล้วก็เอาตราสำหรับเมืองแลสิ่งของทั้งปวงให้แก่เล่าปี่ ๆ มีความยินดี รับเอาตราสำหรับเมืองไว้ เล่าเจี้ยงจึงเชิญเล่าปี่กับทหารทั้งปวงเข้าไปในเมือง แลชายหญิงชาวเมืองเสฉวนเห็นเล่าปี่เข้ามามีความยินดี จุดธูปเทียนบูชาเล่าปี่ไปทั้งสองข้างทาง เล่าปี่ครั้นมาถึงที่ว่าราชการ เห็นที่ปรึกษาแลนายทหารเล่าเจี้ยงนั้นมาคำนับเล่าปี่สิ้นทุกคน แต่อุยก๋วนเล่าป๊านั้นมิได้มาคำนับเล่าปี่

ฝ่ายทหารเล่าปี่รู้ดังนั้น ก็ชวนกันจะไปจับตัวอุยก๋วนเล่าป๊ามาฆ่าเสีย เล่าปี่ได้ยินทหารชวนกันดังนั้น ก็แกล้งสั่งว่าให้ฆ่าเสียทั้งพวกพี่น้องด้วย แล้วเล่าปี่ก็รีบตามทหารทั้งปวงไป ครั้นถึงบ้านอุยก๋วนเล่าป๊า เล่าปี่จึงห้ามทหารทั้งปวงไว้ แล้วแกล้งร้องประกาศหวังจะให้ได้ยินตระหนักว่า อันอุยก๋วนเล่าป๊านั้นมีความสัตย์ซื่อต่อนายนัก ควรเราจะเลี้ยงสืบไป อย่าให้ทหารทั้งปวงทำอันตรายแม้แต่ด้ายเส้นหนึ่งเข็มเล่มหนึ่งเปนอันขาดทีเดียว ถ้าผู้ใดไม่ฟังเราจะให้ลงโทษถึงตาย อุยก๋วนเล่าป๊าได้ฟังเล่าปี่ร้องประกาศดังนั้น ก็ปรึกษากันว่าเล่าปี่มีนํ้าใจโอบอ้อมอารีเหมือนคำเขาเลื่องลือจริง ควรที่เราจะไปทำราชการด้วย แล้วก็ชวนกันออกมาคำนับเล่าปี่ ๆ ก็พาอุยก๋วนเล่าป๊ากลับมา แล้วตั้งให้คงที่อยู่ดังเก่า

ขงเบ้งจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า อันเมืองเสฉวนนี้ก็ราบคาบอยู่แล้ว ซึ่งจะเปนเจ้าเมืองเสฉวนอยู่สองคนนี้ไม่ควร ท่านจงให้เล่าเจี้ยงไปอยู่เมืองเกงจิ๋วเถิด เล่าปี่จึงว่า ตัวเราพึ่งได้เมืองเสฉวน ครั้นจะให้เล่าเจี้ยงไปอยู่เมืองเกงจิ๋ว คนทั้งปวงก็จะคระหานินทาเราว่า แกล้งเสือกไสเล่าเจี้ยงเสียจากเมืองเสฉวน

ขงเบ้งจึงว่า อันเล่าเจี้ยงนั้นความคิดน้อย ทั้งเปนคนเสียน้ำใจ แม้จะเอาไว้ในเมืองเสฉวนนี้นานไปเกลือกมีคนยุยงเล่าเจี้ยงก็จะฟังคำ ตัวท่านก็จะได้ความเคืองใจ เล่าปี่เห็นชอบด้วย ครั้นอยู่มาวันหนึ่งเล่าปี่ก็ให้เชิญเล่าเจี้ยงมากินโต๊ะ แล้วว่าแก่เล่าเจี้ยงว่า เราจะให้ท่านไปอยู่เมืองกองอั๋น เล่าเจี้ยงก็รับคำ เล่าปี่จึงให้แต่งตราตั้งเล่าเจี้ยงชื่อจิวหวุยจงกุ๋น ให้พาครอบครัวไปอยู่เมืองกองอั๋น ซึ่งขึ้นแก่เมืองลำกุ๋นในแดนเมืองเกงจิ๋ว เล่าปี่ส่งตราให้เล่าเจี้ยงแล้วว่า เงินทองแลทรัพย์สิ่งสินของท่านนั้นจงเอาไปด้วยให้สิ้นเถิด เล่าเจี้ยงรับเอาตราลาเล่าปี่แล้ว พาครอบครัวแลพรรคพวกไปณเมืองกองอั๋น

ฝ่ายเล่าปี่เมื่ออยู่ในเมืองเสฉวน บันดาที่ปรึกษาแลทหารของเล่าเจี้ยงนั้น เล่าปี่ตั้งให้เปนขุนนางฝ่ายทหารพลเรือนสิ้น แต่หวดเจ้งนั้นเปนปลัดเมืองเสฉวน แล้วเล่าปี่ตั้งให้ขงเบ้งเปนอาจารย์ผู้ใหญ่สำหรับสั่งสอน กวนอูนั้นให้เปนเจ้าเมืองเกงจิ๋ว แลเตียวหุยจูล่งอุยเอี๋ยนฮองตงม้าเฉียวห้าคนนี้เปนนายทหารเอก ซุนเขียนกันหยงบิต๊กบิฮองกวนเป๋งจิวฉองเล่าฮองเลียวหัวม้าเจ๊กม้าเลี้ยงเจียวอ้วนอิเจี้ย แลคนทั้งนี้ให้เปนขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อย แล้วปูนบำเหน็จรางวัลเปนอันมาก แต่จิวฉองกวนเป๋งนั้นให้ไปอยู่ช่วยราชการกวนอูณเมืองเกงจิ๋ว แล้วเล่าปี่ให้จัดทองห้าร้อยชั่ง เงินพันชั่ง อิแปะห้าพันหมื่น แพรอย่างดีพันพับ ให้ทหารคุมไปเปนบำเหน็จกวนอูณเมืองเกงจิ๋ว แล้วให้แจกบันดาทหารเลวทั้งสิ้นทุกคน

ครั้นเวลารุ่งเช้าเล่าปี่จึงให้ไขยุ้งฉาง เอาเข้าปลาอาหารแจกไพร่บ้านพลเมือง ขุนนางแลทหารกับอาณาประชาราษฎรในเมืองเสฉวนนั้นก็มีความสุขหาอันตรายมิได้ แล้วเล่าปี่จึงสั่งว่า เรือกสวนไร่นาซึ่งมิได้มีผู้ใดจับจองทำมาหากินนั้น ให้แบ่งให้แก่ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยเปนกำลังราชการสืบไป จูล่งจึงว่า เมืองเสฉวนนี้มีศึก ราษฎรทั้งปวงพลัดพรากจาภูมิ์ลำเนาที่ทำมาหากิน ซึ่งจะเอาเรือกสวนไร่นามาแบ่งให้ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยนั้น ราษฎรซึ่งเปนเจ้าของนั้นก็จะได้ความเดือดร้อน ท่านจงให้ป่าวร้องไพร่บ้านพลเมืองว่า ภูมิ์ลำเนาแลเรือกสวนไร่นาของผู้ใดก็ให้เข้าอยู่ทำมาหากินดังเก่า ราษฎรจึงจะมีความสุขสืบไป เล่าปี่เห็นชอบด้วย ก็ให้ทหารไปประกาศป่าวร้องแก่ราษฎรทั้งปวงตามคำจูล่งว่า

เล่าปี่จึงว่าแก่ขงเบ้งว่า กฎหมายสำหรับเมืองเสฉวนนั้นเราจะให้เลิกเสีย ท่านจงเร่งแต่งกฎหมายใหม่สำหรับเมือง แต่ให้คาดโทษนั้นให้หนักขึ้นกว่าเก่าคนทั้งปวงจึงจะกลัวเกรงจะได้ทำตามกฎหมาย บ้านเมืองจึงจะราบคาบสืบไป หวดเจ้งจึงว่า ครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจได้เสวยราชสมบัตินั้น ให้แต่งกฎหมายคาดโทษผู้กระทำผิดไว้เปนประมาณ มาจนถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ครั้งนี้ท่านจะให้แต่งกฎหมายคาดโทษผู้ลเมิดให้หนักขึ้นกว่าเก่านั้น ข้าพเจ้าเห็นราษฎรทั้งปวงจะได้ความเดือดร้อน ขอให้ผ่อนลงแต่พอประมาณตามกฎหมายเก่า

ขงเบ้งจึงตอบว่า อันความคิดท่านนี้เห็นชั้นเดียว ครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจให้แต่งกฎหมายไว้ได้ใช้ต่อมาถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ท่านเห็นว่าขุนนางแลหัวเมืองปรกติอยู่หรือ อันเล่าเจี้ยงเล่าก็เปนคนความคิดน้อย หาอาชญาข่มขี่มิได้ แม้รักผู้ใดถึงหาสติปัญญาไม่ ก็ตั้งแต่งให้เปนขุนนางผู้ใหญ่ แลผู้นั้นมีน้ำใจกำเริบละกฎหมายเสีย ข่มเหงอาณาประชาราษฎรแต่ตามอำเภอใจ ไพร่บ้านพลเมืองได้ความเดือดร้อนจนเสียเมือง ครั้งนี้เราจึงให้เลิกกฎหมายเก่าเสีย ให้คาดโทษผู้ทำผิดให้หนักขึ้น หวังจะให้คนทั้งปวงตั้งใจทำความชอบ แม้ขุนนางแลราษฎรเห็นผู้ใดทำความชอบมีบำเหน็จ ก็จะละความชั่วของตัวเสีย จะได้ดูเยี่ยงอย่างกันทำตามกฎหมายก็จะมีความชอบขึ้น บ้านเมืองก็จะค่อยปรกติราบคาบไป หวดเจ้งเห็นด้วยก็คำนับเล่าปี่ขงเบ้งว่าชอบแล้ว

ขงเบ้งจึงแต่งกฎหมายใหม่ตามธรรมเนียมแผ่นดิน แต่คาดโทษนั้นหนักขึ้นกว่าเก่า แล้วให้แจกไปแก่เมืองโทสี่สิบเอ็ดหัวเมือง ซึ่งขึ้นแก่เมืองเสฉวน เจ้าเมืองทั้งนั้นแลเมืองตรีจัตวา ซึ่งขึ้นต่อ ๆ กันทั้งร้อยเศษเมืองนั้นก็ทำตามกฎหมายสิ้น ราษฎรทั้งปวงก็มีความสุขยิ่งกว่าแต่ก่อน

ครั้นอยู่มาวันหนึ่งเล่าปี่ออกว่าราชการ พอคนใช้เข้ามาบอกเล่าปี่ว่า บัดนี้กวนอูใช้ให้กวนเป๋งมาคำนับท่าน เล่าปี่จึงให้หาตัวกวนเป๋งเข้ามา กวนเป๋งคำนับแล้วบอกเนื้อความว่า กวนอูบิดาข้าพเจ้ามีความยินดีด้วยท่านปูนบำเหน็จไปนั้น จึงให้ข้าพเจ้ามาคำนับ ข้อหนึ่งบิดาข้าพเจ้าสั่งว่า ได้ยินกิตติศัพท์เลื่องลือว่า ม้าเฉียวนั้นฝีมือกล้าหาญนักหาผู้เสมอมิได้ บิดาข้าพเจ้าจะขอมาต่อสู้กับม้าเฉียว

เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจจึงปรึกษาขงเบ้งว่า กวนอูจะมาลองฝีมือม้าเฉียวนั้น ถ้าผู้ใดเพลี่ยงพลํ้าก็จะมีพยาบาทกันไป ท่านจะคิดประการใด ขงเบ้งจึงว่า ท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจะขอแต่งหนังสือไปถึงกวนอูให้คลายอิจฉาจงได้ เล่าปี่จึงว่า ครั้นจะนิ่งอยู่ช้ากวนอูมาถึงเนื้อความก็จะฟุ้งซ่านไป ท่านจงเร่งแต่งหนังสือให้กวนเป๋งถือกลับไป ขงเบ้งก็แต่งหนังสือสรรเสริญกวนอู เข้าผนึกแล้วส่งให้กวนเป๋ง ๆ ก็รับเอาหนังสือ แล้วลาเล่าปี่กลับไปเมืองเกงจิ๋ว ครั้นถึงจึงบอกเนื้อความแก่บิดาตามซึ่งได้ว่ากล่าวนั้นทุกประการ แล้วเอาหนังสือยื่นให้

กวนอูรับเอาหนังสืออ่านดูใจความว่า ขงเบ้งอวยพรมาถึงจงกุ๋นกวนอู ด้วยเรารู้ว่าท่านมีความวิตกด้วยม้าเฉียวนั้นไม่ควร อันฝีมือม้าเฉียวนี้เปรียบเสมอแต่กับเตียวหุยน้องท่าน แลการกลศึกนั้นฝีมือท่านยิ่งกว่าม้าเฉียวเปนอันมาก ซึ่งท่านจะละเมืองเกงจิ๋วเสีย จะมาลองฝีมือกับม้าเฉียวนั้นไม่ได้ เกลือกมีอันตรายมาถึงเมืองเกงจิ๋วโทษก็จะมีแก่ท่าน ซึ่งว่ามาทั้งนี้ท่านดำริห์ดูจงควร ครั้นแจ้งในหนังสือแล้วก็มีความยินดี คิดว่าขงเบ้งนั้นสมควรเปนอาจารย์สั่งสอนเรา จึงเอาหนังสือให้ขุนนางแลทหารทั้งปวงดูแล้วว่า เดิมเราวิตกอยู่ว่าม้าเฉียวนั้นมีฝีมือกล้าหาญนักคิดจะใคร่ไปลองดูฝีมือ บัดนี้เราก็สิ้นวิตกแล้ว

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ