ตอนที่ ๔๖

ฝ่ายโจโฉตั้งแต่แตกทัพเรือเสียทหารครั้งนั้นก็ได้ความอัปยศ คิดจะแก้แค้นอยู่เนือง ๆ มิได้ขาด แต่เห็นว่าซุนกวนกับเล่าปี่ยังทำการประนอมพร้อมใจกันอยู่ จึงไม่อาจยกกองทัพไปรบเมืองกังตั๋ง ครั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้เสวยราชสมบัติได้สิบหกปี ถึงเทศกาลร้อนโจโฉจึงพาขุนนางทั้งปวงไปชมปราสาทตั้งเซ็กไต๋ ซึ่งสร้างใหม่ริมแม่นํ้าเจียงโห โจโฉแต่งตัวห่มเสื้อเขียวใส่หมวกทองขึ้นนั่งบนปราสาท แต่บันดาขุนนางแลทหารทั้งปวงยืนเปนขนัดกันอยู่ริมปราสาท โจโฉจะใคร่ดูฝีมือทหารทั้งปวง จึงให้เอาเสื้อแพรแดงอย่างดีไปแขวนไว้ที่กิ่งสนธิ์ แล้วให้เอาเป้าไปปักไว้ตรงหน้าปราสาทไกลยี่สิบห้าวา ให้ทหารแต่งตัวเปนสองเหล่า ทหารซึ่งแซ่เดียวกับโจโฉ ๆ ให้ใส่เสื้อแดงหมวกแดง ทหารนอกนั้นให้ใส่เสื้อเขียวหมวกเขียว ยืนเรียงกันอยู่ตรงหน้าปราสาท แล้วสั่งว่าแม้ผู้ใดยิงถูกเป้าตรงใจดำ เราจะให้เสื้อแก่ผู้นั้นเปนบำเหน็จ ถ้ายิงไม่ถูกเราจะให้กินน้ำจอกหนึ่ง

ทหารทั้งปวงจัดแจงกันขึ้นขี่ม้า โจฮิวใส่เสื้อแดงหมวกแดง ขับม้าวงเวียนออกไปหน้าทหารได้สามรอบ แล้วขึ้นเกาทัณฑ์ยิงถูกใจดำ ทหารทั้งปวงตีม้าฬ่อฆ้องกลองโห่ร้องอื้ออึงขึ้น โจโฉมีความยินดีจึงว่า ไม่เสียทีที่โจฮิวเปนเชื้อสายของเรา แล้วร้องสั่งทหารไปเอาเสื้อมาให้โจฮิว ขณะนั้นบุนเพ่งนายทหารก็ควบม้าออกมาว่าแก่โจโฉว่า ท่านอย่าเพ่อให้เสื้อโจฮิวก่อน แล้วบุนเพ่งก็ยิงเกาทัณฑ์ไปถูกใจดำ ทหารทั้งปวงก็โห่ร้องอื้ออึงขึ้น

บุนเพ่งจึงร้องว่าแก่ทหารว่า ให้เอาเสื้อมาให้เรา โจหองได้ยินดังนั้นก็ควบม้าออกมาร้องว่าแก่บุนเพ่งว่า ท่านอย่าเพ่อชิงเอาเสื้อไปก่อน เราจะยิงให้ดีกว่าท่านอีก โจหองก็ขึ้นเกาทัณฑ์ยิงไปถูกใจดำ ปักเคียงลูกเกาทัณฑ์ก่อนนั้นอยู่ เตียวคับเห็นดังนั้นจึงว่า ซึ่งท่านทั้งสามยิงเกาทัณฑ์หาแม่นเหมือนเราไม่ เตียวคับก็เอี้ยวตัวยิงเกาทัณฑ์ไปถูกใจดำปักเคียงลูกเกาทัณฑ์เก่าอยู่เปนสี่มุม แฮหัวเอี๋ยนใส่เสื้อแดงมายืนม้าอยู่เห็นดังนั้นก็ขึ้นเกาทัณฑ์เหลียวหลังยิงไปถูกใจดำ ลูกเกาทัณฑ์ปักอยู่หว่างกลาง แฮหัวเอี๋ยนจึงร้องว่า เรายิงเกาทัณฑ์นี้ประหลาทกว่าท่านทั้งปวง แล้วควบม้าจะไปชิงเอาเสื้อ

ซิหลงจึงร้องว่า ท่านทั้งห้าคนยิงถูกแต่ใจดำเป้า แล้วจะไปเอาเสื้อนั้นหาควรไม่ เราจะยิงให้ประหลาทกว่าท่าน แล้วซิหลงก็ขึ้นเกาทัณฑ์ยิงไปถูกกิ่งสนซึ่งห้อยเสื้อนั้นขาดเสื้อตกลง ซิหลงก็ควบม้าไปเอาเสื้อนั้นใส่แล้วกลับมาคำนับโจโฉ ทหารทั้งปวงเห็นดังนั้นก็สรรเสริญซิหลงว่าแม่นเกาทัณฑ์หาผู้เสมอมิได้ ซิหลงก็ควบม้าออกมา เคาทูเห็นดังนั้นจึงร้องว่าแก่ซิหลงว่า ท่านอย่าเพ่อเอาเสื้อนั้น เอาไว้ให้เราก่อน ซิหลงจึงว่าเสื้อผืนนี้เรายิงเกาทัณฑ์ถูก ได้เปนของเราแล้ว เรามิให้แก่ท่าน เคาทูได้ฟังดังนั้นก็มิได้ตอบประการใด ควบม้าเข้าไปชิงเอาเสื้อ ซิหลงเอาคันเกาทัณฑ์หวดเอาเคาทู ๆ เอามือรับได้ กระชากมาจะให้ซิหลงตกม้า ซิหลงวางเกาทัณฑ์เสียโจนลงจากม้า เคาทูก็ลงจากม้า สองคนก็ปลํ้าชิงเสื้อกันจนเสื้อนั้นขาดยับไปทั้งผืน

โจโฉเห็นซิหลงกับเคาทูปลํ้ากัน โทโสมากขึ้นทั้งสองฝ่าย จึงให้ทหารเข้าไปห้ามให้ออกจากกัน แล้วเรียกขึ้นมาบนปราสาท ฝ่ายเคาทูกับซิหลงกัดฟันทำอาการประหนึ่งจะเข้าสู้กันอีก โจโฉจึงหัวเราะ ว่าท่านทั้งสองเปนทหารฝีมือดีเสมอกัน แล้วจะมาผิดใจกันด้วยเสื้อผืนหนึ่งนั้นหาควรไม่

โจโฉเรียกทหารทั้งปวงขึ้นมาบนปราสาท แจกแพรลายกระบวรอย่างดีคนละพับ แล้วก็ให้แต่งโต๊ะเลี้ยงขุนนางแลทหารทั้งปวง แล้วว่าเรามาเล่นครั้งนี้มีความสบายนัก ได้เห็นฝีมือทหารต่าง ๆ แล้วจึงว่าท่านทั้งปวงซึ่งเปนขุนนางล้วนกอปไปด้วยสติปัญญาแต่งกาพย์โคลงเปนทุกคน บัดนี้มาอยู่ในปราสาทพร้อมกันสิ้น ท่านจงแต่งโคลงชมปราสาทนี้เล่นให้สบายใจ

ขุนนางทั้งปวงก็คำนับรับคำโจโฉ อองลองหนึ่ง จงฮิวหนึ่ง อองชันหนึ่ง ตันหลิมหนึ่ง จึงแต่งโคลงคนละบทเปนใจความว่า มหาอุปราชมีความชอบต่อแผ่นดินเปนอันมาก ทั้งน้ำใจก็เมตตาแก่ราษฎรทั้งปวง แล้วสร้างปราสาทตำบลนี้สนุกดังเมืองสวรรค์ หาผู้ใดเสมอมิได้ ควรที่มหาอุปราชจะได้สำเร็จราชการแผ่นดิน แต่งแล้วส่งให้โจโฉ

โจโฉรับโคลงนั้นมาอ่านดูแล้วจึงว่า โคลงนี้ก็ดีอยู่แล้ว แต่ที่ท่านสรรเสริญนั้นเกินนัก แต่ก่อนเราก็เปนคนมีปัญญาน้อย ถือเอาความสัตย์แลกตัญญูเปนที่ตั้ง มาเมื่อครั้งพระเจ้าเลนเต้ได้เสวยราชสมบัติแผ่นดินเปนจลาจลต่าง ๆ เราจึงปลูกเรือนอยู่นอกเมืองเจากุ๋นข้างทิศตวันออกไกลเมืองทางห้าร้อยเส้น ครั้นเทศกาลร้อนแลฤดูฝนเราก็ดูขนบธรรมเนียมต่าง ๆ ครั้นเทศกาลหนาวจึงไปเที่ยวไล่เนื้อ ในน้ำใจคิดว่าแผ่นดินเปนสุขราบคาบแล้วจะเข้าทำราชการเปนขุนนาง ไม่รู้ว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้จะจำเพาะให้เราเปนนายทหารฉนี้ บัดนี้เรามีใจกตัญญูต่อพระมหากษัตริย์คิดจะปราบปรามให้แผ่นดินเปนสุข ความชอบจะได้ปรากฎไปภายหน้า ว่าเราได้เปนนายทหารช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินครั้งพระเจ้าเหี้ยนเต้ ก็สมความคิดอยู่แล้ว เราก็ได้คิดอ่านปราบปรามกำจัดศัตรูราชสมบัติเสียเปนอันมาก แต่ครั้งเตียวก๊กโจรโพกผ้าเหลืองนั้นมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ตั้งให้เราเปนมหาอุปราช ใหญ่กว่าขุนนางทั้งปวงอยู่แล้ว เราจะได้คิดอ่านเอายศศักดิ์ให้ยิ่งกว่านี้หามิได้ แต่เราคิดอยู่ว่าได้ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินแล้วก็จะทำให้ตลอด อนึ่งแผ่นดินพระเจ้าเหี้ยนเต้นี้ ถ้าหาเราไม่ก็จะมีผู้โอหังตั้งตัวเปนเจ้าทุกตำบล คนทั้งปวงซึ่งหาปัญญาไม่ มิได้คิดถึงคุณเรา เห็นว่าเราได้เปนใหญ่ว่ากล่าวสิ่งใดสิทธิ์ขาด ก็คิดสงสัยเราเปล่า ๆ หาต้องการไม่ ก็จะแพ้ภัยตัวเอง ทุกวันนี้เราคิดตั้งใจทำราชการสนองพระคุณพระเจ้าเหี้ยนเต้โดยสุจริต คิดวิตกอยู่อีกว่าจะยกที่มหาอุปราชนี้ให้พระญาติพระวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ ก็มิได้เห็นผู้ใดจะช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินได้ ครั้นเราจะขืนยกให้บัดนี้เล่า ก็จะทำโลเลให้แผ่นดินเปนอันตราย นานไปภายหน้าตัวเราก็จะพลอยได้ความเดือดร้อนด้วยซึ่งเราว่ากล่าวมาทั้งนี้เปนความจริง ใช่จะว่าแต่ปากนั้นหามิได้ แต่ทว่าท่านทั้งปวงจะหยั่งเห็นน้ำใจเราหรือ ก็จะแกล้งว่าเราเอาความดีมาเจรจา

ขุนนางทั้งปวงคำนับแล้วจึงว่า ความคิดมหาอุปราชคิดอ่านทำนุบำรุงแผ่นดินครั้งนี้ดีกว่าอิอิ๋นกับจิวกอง ซึ่งช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินครั้งพระเจ้าเซงถองพระเจ้าเซงฮองนั้นอีก[๑] โจโฉได้ฟังดังนั้นก็กำเริบน้ำใจ เสพย์สุราเข้าไปเปนหลายจอก แล้วเอาพู่กรรณ์กับกระดาษจะมาเขียนโคลง พอซุนกวนให้ฮัวหิมถือหนังสือมาให้กราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่า เล่าปี่อยู่เมืองเกงจิ๋ว ได้หัวเมืองขึ้นเปนหลายตำบลแล้ว บัดนี้ซุนกวนก็ยกน้องสาวให้เปนภรรยาเล่าปี่ ขอให้ตั้งเล่าปี่เปนเจ้าเมืองเกงจิ๋ว

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ พู่กรรณ์ซึ่งถืออยู่นั้นพลัดตกจากมือ เทียหยกเห็นดังนั้นจึงว่า มหาอุปราชเข้าสู้สงครามความตายส่อตัวยังมิได้สดุ้งตกใจ เหตุใดมาตกใจด้วยเนื้อความเพียงนี้ โจโฉจึงว่าเล่าปี่อุปมาเหมือนมังกรอยู่ในหนอง แต่กำเนิดมายังไม่พบนํ้าลึก บัดนี้ได้เมืองเกงจิ๋วมีกำลังมากขึ้น เหมือนมังกรออกได้ถึงทเลใหญ่ นานไปเมื่อหน้าเห็นเราจะกำจัดขัดสน เหตุฉนี้เราจึงตกใจ

เทียหยกจึงว่า ฮัวหิมถือหนังสือมานี้ท่านรู้หรือไม่ ว่าซุนกวนคิดกลอุบายประการใด โจโฉจึงว่ามิได้แจ้ง เทียหยกจึงว่า ซุนกวนให้หนังสือมานี้ ใช่จะรักใคร่เล่าปี่โดยสุจริตนั้นหามิได้ ซุนกวนกับเล่าปี่เห็นจะแหนงใจกันแล้ว ครั้นซุนกวนจะยกทหารไปรบเมืองเกงจิ๋ว กลัวมหาอุปราชจะยกกองทัพไปตีเอาเมืองกังตั๋ง จึงคิดกลอุบายให้มีหนังสือมากราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้ตั้งเล่าปี่เปนเจ้าเมืองเกงจิ๋ว หวังจะให้เล่าปี่ไว้ใจ แล้วจะให้ท่านคิดพะวงว่าเล่าปี่กับซุนกวนพร้อมใจกันอยู่ มิได้คิดอ่านที่จะยกไปรบเมืองกังตั๋ง ซุนกวนจะได้คิดทำการถนัด ข้าพเจ้าจะคิดกลอุบายอย่างหนึ่งให้เล่าปี่กับซุนกวนเกิดรบกันขึ้นให้จงได้

โจโฉจึงถามว่า กลอุบายของท่านประการใด เทียหยกจึงว่า ทุกวันนี้ซุนกวนได้เปนใหญ่ในเมืองกังตั๋ง ก็อาศรัยความคิดจิวยี่ผู้เดียว ขอให้ท่านกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ตั้งให้จิวยี่เปนเจ้าเมืองลำกุ๋น ให้เทียเภาเปนเจ้าเมืองกังแฮ ตัวฮัวหิมซึ่งถือหนังสือมานั้น เอาไว้ใช้ราชการในเมืองฮูโต๋ ฝ่ายจิวยี่มีน้ำใจพยาบาทคิดแค้นเล่าปี่ขงเบ้งอยู่ เห็นว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ตั้งแต่งให้เปนใหญ่ ก็จะมีใจกำเริบยกไปตีเมืองเกงจิ๋วแก้แค้นเล่าปี่เปนมั่นคง เมื่อซุนกวนกับเล่าปี่เกิดรบพุ่งกันแล้ว เราจึงจะคิดการสืบไป

โจโฉเห็นชอบด้วย จึงให้หาตัวฮัวหิมขึ้นมาบนปราสาท แล้วให้บำเหน็จรางวัลเลี้ยงดูตามสมควร แล้วก็พาฮัวหิมกับขุนนางทั้งปวงกลับ โจโฉจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้กราบทูลว่า จะขอตั้งจิวยี่เปนเจ้าเมืองลำกุ๋น ให้เทียเภาเปนเจ้าเมืองกังแฮ พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็โปรดให้ โจโฉจึงตั้งฮัวหิมให้เปนขุนนางผู้ใหญ่อยู่ในเมืองฮูโต๋ แล้วให้ทหารถือหนังสือรับสั่งแลตราตั้งไปให้จิวยี่กับเทียเภา

ฝ่ายจิวยี่ก็มีความยินดี ออกมาคำนับรับเอาตราตั้ง แล้วบอกหนังสือไปถึงซุนกวนเปนใจความว่า บัดนี้มีหนังสือรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ โปรดมาให้ข้าพเจ้าเปนเจ้าเมืองลำกุ๋นแล้ว ซึ่งขงเบ้งกับเล่าปี่ทำความแค้นแก่ท่านนั้น ข้าพเจ้าจะขออาสาแก้แค้นให้จงได้ ขอให้ท่านใช้โลซกไปทวงเมืองเกงจิ๋ว ฟังสำนวนเล่าปี่ขงเบ้งดูสักครั้งหนึ่งก่อน จึงจะคิดการสืบไป

ซุนกวนแจ้งในหนังสือดังนั้นจึงให้หาโลซกมาว่า เมืองเกงจิ๋วนี้เดิมท่านก็เปนผู้ยืมให้เล่าปี่ แล้วก็รับประกันด้วย บัดนี้เล่าปี่บิดพลิ้วไม่ให้เมืองเกงจิ๋ว ท่านจะว่าประการใด โลซกจึงว่าเนื้อความทั้งปวงซึ่งเล่าปี่ว่ามา ก็แจ้งอยู่ในหนังสือสัญญานั้นแล้ว ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็โกรธตวาดเอาโลซกแล้วว่า ในหนังสือของเล่าปี่ว่า ได้เมืองเสฉวนแล้วจะคืนเมืองเกงจิ๋วให้ ก็ไม่เห็นเล่าปี่คิดอ่านจะยกไปตีเมืองเสฉวน จะให้เราคอยอยู่กว่าจะแก่หรือ โลซกเห็นซุนกวนโกรธดังนั้นจึงว่า ข้าพเจ้าจะขอไปทวงเมืองเกงจิ๋ว ฟังคารมขงเบ้งดูอีกสักครั้งหนึ่งก่อน ซุนกวนก็จัดเรือให้โลซกไปเมืองเกงจิ๋ว

ฝ่ายเล่าปี่กับขงเบ้ง จำเดิมแต่ได้นางซุนฮูหยินมาถึงเมืองเกงจิ๋วแล้ว ก็ตั้งซ่องสุมสเบียงอาหารแลฝึกสอนทหารทุกวันมิได้ขาด ผู้ซึ่งมีสติปัญญาก็เข้าอยู่ด้วยเล่าปี่เปนอันมาก พอคนใช้มาบอกเล่าปี่ว่า ซุนกวนใช้ให้โลซกมาหา เล่าปี่จึงถามขงเบ้งว่า ซึ่งโลซกมานี้จะมีเนื้อความสิ่งใด ขงเบ้งจึงว่า เดิมซุนกวนให้มีหนังสือไปถึงเมืองฮูโต๋ กราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้จะให้ตั้งท่านเปนเจ้าเมืองเกงจิ๋ว หวังจะให้โจโฉเกรงว่าซุนกวนกับท่านยังประนอมใจกันอยู่ โจโฉรู้ถึงความคิดซุนกวน จึงกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ ตั้งให้จิวยี่เปนเจ้าเมืองลำกุ๋น เทียเภาเปนเจ้าเมืองกังแฮ หวังจะให้จิวยี่กำเริบน้ำใจ จะได้เปนศึกรบพุ่งกับท่าน ภายหลังโจโฉจะได้คิดทำการถนัด ซึ่งโลซกมานี้เห็นจะเปนความคิดซุนกวนกับจิวยี่ให้มาทวงเมืองเกงจิ๋วเปนมั่นคง

เล่าปี่จึงถามขงเบ้งว่า เราจะคิดอ่านตอบโลซกประการใด ขงเบ้งจึงว่า แม้โลซกมาหาท่านพูดจาขึ้นถึงการเมืองเกงจิ๋ว ท่านอย่าได้ตอบประการใด ทำเปนร้องไห้สอื้นจงหนัก ข้าพเจ้าจึงจะพูดจาแก้ไขเอง เล่าปี่จึงให้หาโลซกขึ้นมาคำนับกันแล้วเล่าปี่เชิญให้นั่งที่อันเดียวกัน โลซกจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ท่านเปนอาว์พระเจ้าเหี้ยนเต้ แล้วก็เปนน้องเขยของนายข้าพเจ้า ซึ่งจะให้ข้าพเจ้านั่งร่วมที่เดียวกันกับท่านนั้นไม่ควร เล่าปี่จึงหัวเราะว่า ท่านกับเราเปนเพื่อนชอบใจกันมาแต่ก่อน เหตุใดท่านเจรจาถ่อมตัวดังนี้ โลซกได้ฟังดังนั้นก็นั่งลงแล้วว่า ข้าพเจ้ามาหาท่านบัดนี้ ด้วยซุนกวนใช้ให้มาทวงเมืองเกงจิ๋ว แลท่านกับซุนกวนก็เปนเกี่ยวดองกันแล้ว จงเห็นแก่ไมตรีอย่าให้เคืองใจกัน เร่งคืนเมืองเกงจิ๋วให้ซุนกวนเถิด ท่านกับซุนกวนจะได้ประนอมใจกันทำการสืบไป

เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ทำเปนร้องไห้สอื้นอยู่มิได้ตอบประการใด โลซกเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงถามว่า ท่านร้องไห้ด้วยเหตุอันใด เล่าปี่ก็ยังทำร้องไห้ไปเปนอันมาก ขงเบ้งแอบอยู่หลังฉาก จึงเดิรออกมาว่าแก่โลซกว่า เราฟังอยู่นานแล้วไม่เห็นได้เนื้อความ ท่านรู้หรือไม่ว่านายเราร้องไห้ด้วยเหตุสิ่งใด โลซกจึงว่าข้าพเจ้ามิได้แจ้ง ขงเบ้งว่าท่านไม่รู้เราจะเล่าให้ฟัง เดิมเล่าปี่ให้หนังสือสัญญาไปแก่ซุนกวนว่า ได้เมืองเสฉวนแล้วจะคืนเมืองเกงจิ๋วให้ บัดนี้เล่าเจี้ยงเจ้าเมืองเสฉวนนั้นก็เปนเชื้อวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ ติดพันธ์กันอยู่กับนายเรา ครั้นจะยกไปตีเมืองเสฉวนคนทั้งปวงก็จะคระหานินทาได้ ครั้นจะนิ่งอยู่ในเมืองเกงจิ๋ว ก็เกรงซุนกวนจะขัดเคือง ครั้นจะคืนเมืองเกงจิ๋วให้ก็ไม่มีที่อาศรัย เหตุฉนี้นายเราจึงร้องไห้ เล่าปี่ก็ทำเปนร้องไห้หนักไป

โลซกมีใจสงสารจึงปลอบเล่าปี่ว่า ท่านอย่าร้องไห้วุ่นวายไปเลย จงคิดอ่านกับขงเบ้งแก้ไขให้จงดีก่อน ขงเบ้งเห็นโลซกนั้นใจอ่อนจึงว่า ถ้ากระนั้นท่านจงอนุเคราะห์เอาทุกข์ร้อนทั้งนี้ไปบอกแก่ซุนกวน ให้ซุนกวนงดก่อน โลซกจึงว่า ซึ่งจะไปว่าแก่ซุนกวนนั้นก็พอจะได้อยู่ แม้ซุนกวนไม่ยอมท่านจะคิดประการใด ขงเบ้งจึงว่า บัดนี้นายเราก็เปนน้องเขยซุนกวนแล้ว อันซุนกวนจะไม่ยอมนั้นไม่เห็นด้วย ให้ท่านอนุเคราะห์ว่ากล่าวให้จงดีเถิด ฝ่ายโลซกเปนคนซื่อคิดสงสารก็รับคำขงเบ้งแล้วลาลงเรือไปเมืองฉสองกุ๋น จึงขึ้นไปหาจิวยี่บอกเนื้อความตามเล่าปี่ขงเบ้งว่า

จิวยี่โกรธกระทืบเท้าแล้วว่า โลซกนี้แพ้ความคิดขงเบ้งแล้ว อันนํ้าใจเล่าปี่นั้นหาเหมือนปากไม่ เมื่อเล่าปี่อยู่กับเล่าเปียว ก็คิดร้ายต่อเล่าเปียวจะชิงเอาเมือง บัดนี้เล่าปี่คงจะคิดอันใดกับเล่าเจี้ยงเจ้าเมืองเสฉวนแล้ว แต่หากจะไม่ให้เมืองเกงจิ๋วแก่เราจึงแกล้งบิดพลิ้วทั้งนี้ ตัวท่านผู้รับจะพลอยได้รับความเดือดร้อนด้วย ข้าพเจ้าคิดกลอุบายได้อย่างหนึ่ง ถ้าขงเบ้งความคิดน้อยก็หาพ้นมือเราไม่ แต่ท่านอุตส่าห์กลับไปเมืองเกงจิ๋วอีกครั้งหนึ่งก่อน โลซกจึงถามว่า กลอุบายท่านคิดไว้ประการใด จิวยี่จึงว่าท่านอย่าไปหาซุนกวนเลย เร่งกลับไปเมืองเกงจิ๋วบอกเล่าปี่ว่า ซึ่งเล่าปี่ไม่ไปตีเมืองเสฉวน ด้วยเล่าเจี้ยงเปนแซ่เดียวกันกับเล่าปี่ กลัวคนทั้งปวงจะนินทาก็ชอบอยู่แล้ว บัดนี้ซุนกวนปรึกษากับขุนนางทั้งปวงว่าจะยกไปรบเมืองเสฉวน ถ้าได้แล้วก็จะยกให้เล่าปี่จะขอเอาเมืองเกงจิ๋วคืน โลซกจึงว่าซึ่งท่านจะยกไปตีเมืองเสฉวนนั้นเห็นจะได้โดยยาก เพราะเมืองเสฉวนเปนทางไกลกันดารนัก จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ ว่าโลซกนี้ซื่อนัก ใช่เราจะไปตีเมืองเสฉวนโดยจริงหามิได้ เราจะหลอกให้เล่าปี่ดีใจว่าเราจะไปตีเมืองเสฉวน ครั้นไปถึงหน้าเมืองเกงจิ๋วเราจึงจะให้ไปขอสเบียงเล่าปี่ ๆ ไม่รู้ตัวก็จะออกมารับเลี้ยงดูเรา ๆ จึงจับตัวเล่าปี่ฆ่าเสีย คืนเอาเมืองเกงจิ๋ว จะได้แก้ความแค้นซึ่งเราแพ้ขงเบ้ง ทั้งตัวท่านก็จะพ้นความผิด

โลซกได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย ก็ลาจิวยี่ลงเรือกลับไปหาเล่าปี่ณเมืองเกงจิ๋ว ทหารเข้าไปบอกเล่าปี่ว่าโลซกมาหา ขงเบ้งจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ซึ่งโลซกกลับมาครั้งนี้เห็นไปยังหาถึงซุนกวนไม่ ดีร้ายจิวยี่จะคิดกลอุบายให้โลซกมาลวงเราเปนมั่นคง แม้โลซกเข้ามาถึงจะว่ากล่าวประการใดให้แลดูหน้าข้าพเจ้าก่อน ครั้นปรึกษากันแล้วเล่าปี่ให้ไปรับโลซกเข้ามาคำนับกันแล้ว โลซกจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ข้าพเจ้ากลับไปเมืองกังตั๋ง แจ้งความทุกข์ร้อนของท่านให้ซุนกวนฟังทุกประการ ซุนกวนก็มีความยินดีสรรเสริญท่าน ว่ามีสติปัญญารู้ผิดแลชอบ ซุนกวนจึงให้หาขุนนางทั้งปวงมาปรึกษา จะยกกองทัพไปช่วยตีเมืองเสฉวนให้ท่าน เมื่อได้เมืองเสฉวนแล้วจะได้ขอเมืองเกงจิ๋วคืน ขุนนางทั้งปวงก็เห็นพร้อมกันสิ้น ซุนกวนจึงให้ข้าพเจ้ากลับมาหาท่านว่า เมื่อจะยกไปตีเมืองเสฉวนนั้นเปนทางกันดาร แม้ขัดสนด้วยสเบียงอาหารสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ดี ให้ท่านอนุเคราะห์เปนธุระด้วย

ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้าให้เล่าปี่ว่า ซึ่งซุนกวนมีนํ้าใจโอบอ้อมอารีฉนี้ เพราะเห็นว่าน้องเขยได้ความเดือดร้อน จึงคิดอ่านแก้ไขเอาเปนธุระ เล่าปี่ก็ยกมือขึ้นคำนับแล้วว่า ซุนกวนมีใจเมตตาเราฉนี้ก็เพราะโลซกช่วยว่ากล่าว คุณของโลซกอยู่แก่เราเปนอันมาก ขงเบ้งจึงว่า แม้ซุนกวนจะยกกองทัพมาเมื่อใด เราจะยกครอบครัวออกไปคอยรับอยู่นอกเมือง แล้วว่าแก่โลซกว่า ให้ท่านกลับไปบอกซุนกวนเถิดว่า ซึ่งจะยกกองทัพไปตีเมืองเสฉวนนั้นอย่าให้วิตกถึงสเบียงอาหารเลย นายเราผู้เปนน้องเขยจะรับเปนธุระมิให้ขัดสน โลซกมีความยินดีนัก เล่าปี่ก็เชิญให้โลซกกินโต๊ะ แล้วโลซกก็ลาเล่าปี่กลับไปเมืองฉสองกุ๋น เล่าปี่จึงถามขงเบ้งว่า ซึ่งโลซกว่ากล่าวทั้งนี้ท่านคิดเห็นประการใด ขงเบ้งจึงหัวเราะแล้วว่า จิวยี่จะถึงที่ตายอยู่แล้ว อันความคิดจิวยี่ครั้งนี้แต่จะลวงเด็กก็ไม่ได้ควรหรือมาลวงเรา เล่าปี่ถามว่าความคิดจิวยี่ประการใด ขงเบ้งจึงว่า จิวยี่คิดอ่านว่ากล่าวมาครั้งนี้เหมือนเมื่อพระเจ้าจิ้นเฮียนก๋ง จะยกไปตีเมืองเค็ก ทางข้ามเมืองหงีไป เมืองสามเมืองนี้เปนทางเดียวกัน พระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งจึงหาขุนนางทั้งปวงมาปรึกษาว่าเราจะยกไปตีเมืองเค็กบัดนี้ เกลือกเจ้าเมืองหงีจะยกทหารออกตีสกัดเราไว้มิเสียการไปหรือ ซุนเซงซึ่งเปนขุนนางผู้ใหญ่จึงทูลว่า เจ้าเมืองหงีเปนคนโลภรักทรัพย์นัก ขอพระองค์แต่งเครื่องบรรณาการแลแก้ววิเศษสำหรับเมืองเรานี้ไปให้เจ้าเมืองหงี ยืมทางไปรบเมืองเค็กเห็นจะได้โดยง่าย พระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งจึงว่า แก้วสำหรับเมืองเรานี้เปนของวิเศษมีราคาเปนอันมาก ซึ่งท่านว่าจะเอาไปให้เจ้าเมืองหงีเสียนั้น ถึงมาทว่าจะได้เมืองเค็กก็จะเหมือนแก้ววิเศษของเราหรือ ซุนเซงจึงทูลว่า ขอพระองค์อย่าได้วิตกเลย ซึ่งเราจะเอาแล้วไปให้เจ้าเมืองหงีไว้นั้น เหมือนหนึ่งของอยู่คลังในย้ายไปไว้คลังนอก แม้เราได้เมืองเค็กแล้วจึงยกกองทัพกลับมาตีเอาเมืองหงีก็จะได้โดยง่าย ทั้งแก้วแลเครื่องบรรณาการทั้งปวงนั้นก็จะคืนเปนของเราสิ้น

หันเหล่งที่ปรึกษาจึงว่าแก่ซุนเซงว่า ท่านอย่าดูหมิ่นแก่เจ้าเมืองหงีก่อน อันก๋งจีกี๋ซึ่งเปนขุนนางผู้ใหญ่นั้นก็มีสติปัญญาหลักแหลมอยู่ เห็นจะทัดทานเจ้าเมืองหงีมิให้รับเครื่องบรรณาการของเรา ซุนเซงจึงว่า ก่งจีกี๋มีสติปัญญาก็จริง แต่กลัวอาญาเจ้าเมืองหงีนักอยู่ เพราะเจ้าเมืองหงีเปนคนโลภ ไม่รู้จักผิดแลชอบ

พระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงแต่งเครื่องบรรณาการแลแก้วให้เจ้าเมืองหงีตามคำซุนเซงว่า เจ้าเมืองหงีเห็นแก่ทรัพย์มิได้พิเคราะห์หน้าหลังก็รับเครื่องบรรณาการไว้ ก๋งจีกี๋จึงว่าแก่เจ้าเมืองหงีว่า ซึ่งท่านรับเครื่องบรรณาการไว้แล้วให้พระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งยกไปตีเมืองเค็กนั้นเห็นไม่ควร เพราะเมืองเค็กเปนกำลังเราอยู่ แม้พระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งได้เมืองเค็กแล้วก็จะมาตีเมืองเราเปนมั่นคง เจ้าเมืองหงีไม่ฟังตวาดเอาก๋งจีกี๋ ฝ่ายพระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งยกกองทัพผ่านเมืองหงีไปรบเอาเมืองเค็กได้แล้วก็ยกทหารกลับมาตีเอาเมืองหงีได้[๒]

บัดนี้จิวยี่คิดกลอุบายว่า จะยกไปตีเมืองเสฉวนให้เรา หวังจะให้เราไว้ใจ แม้จิวยี่ยกกองทัพมาถึงหน้าเมืองเราแล้ว ถ้าท่านเอาสเบียงอาหารออกไปเลี้ยงทหารทั้งปวง จิวยี่ก็จะจับท่านฆ่าเสียชิงเอาเมืองเกงจิ๋วคืน เล่าปี่จึงถามขงเบ้งว่า เราจะคิดประการใดจึงจะแก้ความคิดจิวยี่ได้ ขงเบ้งจึงว่าท่านอย่าวิตกเลย อันการครั้งนี้เราจำต้องคิดไว้ให้พร้อมเหมือนขัดแร้วดักเสือ เกี่ยวเหยื่อตกปลา จะนิ่งไว้ต่อแลเห็นตัวเสือแลปลาผุดจึงจะจับทำการนั้นไม่ได้ อันจิวยี่ครั้งนี้เห็นจะแพ้ความคิดเราตรอมใจตายเปนมั่นคง

ขงเบ้งจึงเรียกจูล่งมาสั่งว่า การที่เราจะได้ทำกับจิวยี่นั้นเห็นคับขันอยู่ก็ครั้งเดียวนี้ ท่านจงจัดแจงทหารให้พร้อมด้วยเครื่องศัสตราวุธขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้ให้มั่นคง ถ้าจิวยี่ยกกองทัพมาถึงหน้าเมือง แม้จะถามถึงเรากับเล่าปี่ ท่านจงตอบโต้ตามคำเราสั่งนี้ทุกประการ จูล่งก็รับคำแล้วลาไปจัดแจงตระเตรียมไว้ตามสั่ง ขงเบ้งจึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งส่งให้เล่าหองกวนเป๋งแล้วสั่งว่า เจ้าทั้งสองจงคุมทหารไปสกัดอยู่เหนือน้ำทางจะไปเมืองเสฉวน ถ้าจิวยี่ยกมาถึงเมืองเกงจิ๋วได้ยินกวนอูว่ากล่าวท้าทาย ก็จะมีใจมานะยกไปตีเมืองเสฉวน เจ้าจงเอาหนังสือนี้ไปให้ เล่าหองกวนเป๋งก็รับคำคำนับแล้วลาขงเบ้งไป แล้วขงเบ้งจึงให้กวนอูคุมทหารไปตั้งอยู่ทางเมืองกังเหลง ให้เตียวหุยไปตั้งอยู่ทางเมืองจีกุ๋ย ให้ฮองตงไปตั้งอยู่อ่าวกังอั๋น ให้อุยเอี๋ยนไปตั้งอยู่ตำบลอิเหลง เปนทางใกล้เมืองเกงจิ๋วทั้งสี่ทาง แล้วสั่งว่าถ้าท่านเห็นจิวยี่ยกมาถึงเชิงกำแพง ก็ให้โห่ร้องว่าจะจับตัวจิวยี่ แต่ว่าอย่าทำอันตรายสิ่งใด สี่นายรับคำแล้วคำนับลาไป

ฝ่ายโลซกครั้นมาถึงเมืองฉสองกุ๋น ก็เข้าไปหาจิวยี่แจ้งเนื้อความตามเล่าปี่ขงเบ้งว่านั้นทุกประการ จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็ตบมือหัวเราะว่าแก่โลซกว่า ขงเบ้งแพ้ความคิดเราแล้ว เราจะได้แก้แค้นขงเบ้งครั้งนี้ ท่านเร่งเอาเนื้อความทั้งปวงไปบอกแก่ซุนกวนให้แจ้งเถิด โลซกก็ลาจิวยี่ไปหาซุนกวนแจ้งเนื้อความทั้งปวง ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงให้เทียเภาคุมทหารไปช่วยราชการจิวยี่ ๆ จัดแจงทหารห้าหมื่น แยกออกเปนสี่กอง ให้กำเหลงคุมทหารเปนกองหน้า ให้ชีเซ่งกับเตงฮองเปนกองกลาง ให้เล่งทองกับลิบองเปนกองหลัง ตัวจิวยี่กับเทียเภาบัญจบทหารเข้ากันเปนกองหลวง ครั้นได้ฤกษ์ก็ลงเรือรบยกออกจากเมืองฉสองกุ๋น

ฝ่ายขงเบ้งรู้ข่าวว่าจิวยี่ยกทัพมาแล้ว จึงเรียกบิต๊กมาสั่งว่า ท่านรีบไปคอยรับจิวยี่อยู่ปากอ่าวแฮเค้า ถ้าจิวยี่จะถามถึงเรากับเล่าปี่ ท่านจงบอกว่าออกไปตั้งครัวคอยรับอยู่นอกเมืองเกงจิ๋วแล้ว ให้จิวยี่รีบยกมาเถิด บิต๊กก็รับคำแล้วคำนับลาขงเบ้งไป ขงเบ้งจึงชวนเล่าปี่ไปเที่ยวเล่นบนยอดเขาริมเมืองเกงจิ๋ว

ฝ่ายจิวยี่ยกมาถึงปากอ่าวแฮเค้าจึงถามทหารทั้งปวงว่า เล่าปี่ให้ผู้ใดออกมาคอยรับเราอยู่บ้างหรือไม่ ว่ายังไม่ทันสิ้นคำ พอทหารเข้ามาบอกว่า เล่าปี่ให้บิต๊กมาคอยท่าท่านอยู่ จิวยี่ก็ให้หาบิต๊กเข้ามา บิต๊กคำนับแล้วจึงบอกว่า เล่าปี่นายข้าพเจ้าแจ้งว่าท่านยกกองทัพมาก็มีความยินดี ตระเตรียมการทั้งปวงไว้พร้อมแล้ว บัดนี้เล่าปี่ออกมาตั้งโรงเลี้ยงอยู่นอกเมือง จับจอกสุราคอยท่าจะรินให้ท่านกิน จึงให้ข้าพเจ้ามาคอยรับท่าน ให้ท่านรีบยกไปเถิด

จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีจึงว่าแก่บิต๊กว่า เรายกกองทัพมาครั้งนี้ก็เปนการของนายท่าน ให้ท่านเร่งกลับไปบอกแก่เล่าปี่ว่า ให้ตระเตรียมสเบียงอาหารซึ่งจะส่งกองทัพไว้ให้พร้อม บิต๊กก็คำนับลาไป จิวยี่ยกไปถึงอ่าวกังอั๋นก็มิได้เห็นผู้คนมาคอยรับเหมือนคำบิต๊กว่า จิวยี่คิดประหลาทใจก็รีบยกไปถึงเมืองเกงจิ๋ว ใกล้กำแพงเมืองเห็นเงียบสงัดอยู่ จึงให้ทหารขึ้นไปสอดแนมดูในเมืองเกงจิ๋ว เห็นประตูเมืองปิดอยู่ มิได้เห็นผู้คนเดิรไปมา เห็นแต่ธงขาวปักไว้บนเชิงเทินสองคัน จิวยี่สงสัยนักจึงให้จอดเรือรบเข้า แล้วขึ้นบกขี่ม้าพากำเหลงชีเซ่งเตงฮองกับทหารสามพันยกเข้าถึงเชิงกำแพงเมืองเกงจิ๋ว จึงให้ทหารเข้าไปร้องเรียกนายประตูให้เปิดรับ นายประตูจึงถามว่า ท่านชื่อใด มาธุระสิ่งใด ทหารนั้นจึงบอกว่า เราเปนทหารจิวยี่ บัดนี้จิวยี่ยกกองทัพมาถึงแล้ว

ฝ่ายจูล่งก็ตีกลองสัญญาเรียกทหารทั้งปวง ซึ่งถือเครื่องศัสตราวุธอยู่บนหอรบแลเชิงเทินให้ยืนขึ้นพร้อมกันแล้ว ร้องว่าแก่จิวยี่ตามคำขงเบ้งสั่งไว้ ว่าท่านยกทหารมาบัดนี้จะมีธุระไปแห่งใด จิวยี่จึงร้องตอบว่าท่านไม่รู้หรือ เราจะยกไปตีเมืองเสฉวนให้นายท่าน จูล่งจึงตอบว่า ท่านคิดกลอุบายอย่างพระเจ้าจิ้นเฮียนก๋ง ยืมทางเจ้าเมืองหงีไปตีเมืองเค็กนั้นหรือ ขงเบ้งก็แจ้งอยู่แล้ว จึงให้เราคุมทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินคอยท่าท่านอยู่ ซึ่งท่านจะไปตีเมืองเสฉวนนั้นก็ให้รีบยกไปเถิด แม้เมืองเสฉวนเปนอันตรายแล้ว เล่าปี่นายเราก็จะไม่พ้นความอาย เพราะเล่าเจี้ยงกับเล่าปี่เปนเชื้อสายติดพันกันอยู่ จึงสั่งเราไว้ให้บอกท่านว่า แม้ท่านได้เมืองเสฉวนสมความคิดแล้ว เล่าปี่กับขงเบ้งก็จะคืนเมืองเกงจิ๋วให้ แล้วก็จะพาทหารอพยพไปอยู่ป่า ไม่คิดอ่านทำการสงครามสืบไปเลย

จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นว่าขงเบ้งรู้ตัวจัดแจงการไว้พร้อมอยู่ ก็ชักม้าจะกลับมา พอกวนอูเตียวหุยฮองตงอุยเอี๋ยน ซึ่งขงเบ้งให้ไปตั้งอยู่ทั้งสี่ทางก็ยกมา แล้วร้องว่าให้จับตัวจิวยี่จงได้ จิวยี่ได้ฟังดังนั้นแลเข้าไปในป่า มิได้รู้ว่าทหารมากน้อยเท่าใด ได้ยินแต่เสียงโห่ร้องอื้ออึงอยู่ทางไกลประมาณร้อยเส้น จิวยี่เสียใจด้วยเสียรู้ขงเบ้ง พิษเกาทัณฑ์ซึ่งถูกอยู่เก่านั้นกลุ้มขึ้นมาก็สิ้นสติพลัดตกจากม้า ทหารทั้งปวงก็เข้าประคองมาลงเรือ ครั้นจิวยี่ฟื้นขึ้นทหารทั้งปวงก็เข้ามาบอกว่า ข้าพเจ้าเห็นเล่าปี่กับขงเบ้งขึ้นไปนั่งเสพย์สุราอยู่บนยอดเขานอกเมืองเกงจิ๋ว

จิวยี่ได้ฟังคิดแค้นใจนัก ครั้นจะยกทหารไปรบพุ่งจับตัวเล่าปี่ ก็ไม่รู้ว่าขงเบ้งจะคิดกลอุบายล่อลวงประการใด จึงว่าแก่ทหารทั้งปวงว่า ซึ่งขงเบ้งดูหมิ่นทำการเยาะเย้ยท้าทายเราฉนี้ เห็นว่าเราจะไปตีเมืองเสฉวนไม่ได้หรือ เราได้ออกวาจาแล้วก็จะยกไปรบเอาเมืองเสฉวนให้ได้ พอซุนกวนให้ซุนยี่น้องชายยกทหารหนุนมาช่วย จิวยี่ก็ให้รับซุนยี่เข้ามาแล้วเล่าเนื้อความทั้งปวงซึ่งขงเบ้งทำกลับกลอกให้ซุนยี่ฟังทุกประการ แล้วจิวยี่กับซุนยี่ก็ให้ทหารออกเรือรบหวังจะไปตีเมืองเสฉวน ไปถึงตำบลปาขิว พอเล่าหองกับกวนเป๋งซึ่งคุมทหารตั้งสกัดอยู่เหนือนํ้านั้น เอาหนังสือของขงเบ้งมาให้จิวยี่ ๆ รับเอาหนังสือมาอ่านดูเปนใจความว่า ขงเบ้งอวยพรมาถึงจิวยี่ ซึ่งเปนที่ปรึกษาผู้ใหญ่ในเมืองกังตั๋ง ด้วยตัวข้าพเจ้าแต่จากท่านมาก็ช้านาน ยังคิดถึงไมตรีท่านทุกวันมิได้ขาด บัดนี้ข้าพเจ้าแจ้งว่าท่านจะยกกองทัพไปตีเมืองเสฉวนก็คิดวิตกถึงท่านนัก ด้วยเมืองเสฉวนนั้นสเบียงอาหารแลไพร่พลก็มั่งคั่งบริบูรณ์อยู่ ถึงมาทว่าเล่าเจี้ยงมีสติปัญญาน้อยก็เห็นจะรักษาเมืองได้ แลท่านจะยกไปนั้นทางก็ไกล ถึงจะส่งสเบียงอาหารก็ขัดสน อนึ่งโจโฉจำเดิมแต่เสียทหารแปดสิบสามหมื่นครั้งนั้นก็คิดจะแก้แค้นอยู่มิได้ขาด แม้รู้ว่าท่านทิ้งเมืองเสียฉนี้ ก็จะยกกองทัพมาตีเมืองกังตั๋ง ซุนกวนสู้โจโฉไม่ได้ เมืองกังตั๋งก็จะเสียแก่โจโฉเปนมั่นคง ตัวข้าพเจ้ากับท่านก็มีไมตรีต่อกันอยู่ ครั้นจะนิ่งให้ท่านทำการผิดก็หาควรไม่ จึงช่วยเตือนสติท่าน

จิวยี่แจ้งในหนังสือดังนั้นก็ทอดใจใหญ่คิดแค้นใจ พิษเกาทัณฑ์กลุ้มขึ้นมาก็สลบไป ทหารเข้าแก้ฟื้นขึ้น จิวยี่เห็นว่าตัวจะไม่รอดจึงเขียนหนังสือไว้ฉบับหนึ่ง แล้วสั่งนายทัพนายกองทั้งปวงไว้ว่า เราทำการทั้งนี้ตั้งใจจะทำนุบำรุงซุนกวนโดยสุจริต บัดนี้ความตายมาถึงตัวเราแล้ว ท่านทั้งปวงอยู่ภายหลังจงช่วยกันทำนุบำรุงนายเราให้สำเร็จตามที่คิดไว้จงได้ ท่านจงเอาหนังสือนี้ไปให้นายเราเถิด ว่าเราคำนับลาแล้ว จิวยี่สั่งเท่านั้นพิษเกาทัณฑ์กลุ้มขึ้นมาก็สลบไป ทหารแก้ฟื้นขึ้นแล้ว จิวยี่คิดแค้นในใจนัก จึงแหงนหน้าขึ้นดูฟ้าแล้วร้องว่า เทพดาองค์ใดหนอซึ่งให้เราเกิดมาแล้ว เหตุใดจึงให้ขงเบ้งเกิดมาด้วยเล่า แต่จิวยี่ร้องประกาศอยู่ดังนั้นหลายคำโดยความแค้น พิษเกาทัณฑ์กลุ้มหนักขึ้นมาจิวยี่ก็สิ้นใจ เมื่อจิวยี่ตายนั้นอายุได้สามสิบหกปี

ฝ่ายทหารทั้งปวงก็เลิกทัพกลับมา จัดแจงศพจิวยี่ไว้ตามบันดาศักดิ์ แล้วเอาหนังสือซึ่งจิวยี่เขียนนั้นไปให้ซุนกวน แล้วแจ้งความให้ซุนกวนฟังโดยนัยหนหลัง ซุนกวนครั้นแจ้งว่าจิวยี่ตายก็ร้องไห้รักจิวยี่เปนอันมาก แล้วรับหนังสือมาอ่านดูเปนใจความว่า ข้าพเจ้าจิวยี่ขอคำนับมาถึงท่านด้วยท่านเมตตาตั้งข้าพเจ้าให้เปนนายทัพแลที่ปรึกษานั้นคุณหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้าตั้งใจทำการโดยสัตย์สุจริตหวังจะสนองคุณท่าน บัดนี้การของท่านก็ยังไม่สำเร็จ เปนกรรมมาตามทัน ความแค้นของข้าพเจ้าครั้งนี้ถึงมาทว่าชีวิตจะละลายก็ไม่เสียดายเลย แต่คิดวิตกอยู่ที่จะไม่ได้ทำการต่อไป อนึ่งทุกวันนี้แผ่นดินก็ยังไม่ราบคาบ ฝ่ายเหนือเล่าโจโฉก็ได้เปนใหญ่ณเมืองฮูโต๋มีใจกำเริบนักอยู่ ฝ่ายเล่าปี่อาศรัยอยู่ณเมืองเกงจิ๋ว ก็เหมือนหนึ่งเลี้ยงเสือไว้ นานไปมีกำลังใหญ่ขึ้นก็จะเปนศัตรูท่าน แล้วการบ้านเมืองเรายังไม่สำเร็จ อันขุนนางทั้งปวงในเมืองกังตั๋งก็มิได้เห็นผู้ใดซึ่งจะว่าราชการแทนที่ข้าพเจ้า เห็นแต่โลซกผู้เดียวมีสติปัญญามั่นคงสัตย์ซื่อ ขอให้ตั้งโลซกเปนขุนนางผู้ใหญ่ว่าราชการแทนที่ข้าพเจ้า ถ้ายังเมตตาข้าพเจ้าอยู่ขอจงทำตามทุกประการ

ซุนกวนแจ้งในหนังสือดังนั้นจึงว่า จิวยี่มีสติปัญญาควรที่จะเปนมหาอุปราชได้ เสียดายมาสิ้นอายุเสียแต่หนุ่ม เราจะได้ผู้ใดช่วยคิดอ่านราชการสืบไปเล่า ซึ่งจิวยี่สั่งไว้นี้เราก็เห็นด้วย จึงตั้งโลซกเปนที่ขุนนางผู้ใหญ่แทนจิวยี่ แล้วก็ให้ทหารไปรับศพจิวยี่มาแต่งการณเมืองฉสองกุ๋นตามบันดาศักดิ์ขุนนางผู้ใหญ่



[๑] มีในเรื่องไคเพ๊กแลเรื่องหองสิน

[๒] มีในเรื่องเลียดก๊ก

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ