๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวอุเรเซนเรืองศรี
ครองครองสวรรยาธานี เปรมปรีดิ์เป็นสุขสำราญ
กับองค์ประไหมสุหรี เอกอัครเทวียอดสงสาร
อันฝูงสนมบริวาร ประมาณหมื่นหกพันกัลยา
ล้วนทรงโฉมประโลมลานสวาดิ งามวิลาสลํ้าเทพเลขา
เกียรติยศปรากฏในสุธา ทรงอานุภาพเกรียงไกร
มีปรางค์ปราสาทสุวรรณรัตน์ แจ่มจำรัสทัดเทียมพระสุริย์ใส
ม้ารถคชพลสกลไกร เสนาในพรั่งพร้อมอเนกนันต์
อาณาประชาราษฎร ก็ถาวรเป็นสุขกระเษมสันต์
พระทรงทศพิธราชธรรม ดับเข็ญเย็นขัณฑเสมา
โฉมยงองค์ประไหมสุหรี มีบุตรีแน่งน้อยเสนหา
ทรงโฉมประโลมละลานตา นางในใต้ฟ้าไม่เทียมทัน
ทรงนามประวะลิ่มวรลักษณ์ ประไพพักตร์เพียงอัปสรสวรรค์
มีราชกุมารดังดวงจันทร์ ทรงนามอุราหงันโสภา
พระแสนพิศวาสเป็นพ้นนัก ด้วยสองพระลูกรักเสนหา
เย็นเช้าขึ้นเฝ้าทุกเวลา องค์พระบิดาชนมาน ฯ

ฯ ยานี ๑๖ คำ ฯ

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าววิเรนทรปรีชาชาญ
อยู่ยังเขาแก้วเจ็ดปราการ ชมฌานตามเพศวิทยา
ลางกรรมทำเพียรเจริญกิจ ปลูกฤทธิ์ให้ชำนาญฌานกล้า
ทรงอานุภาพมหึมา ทั่วโลกโลกาไม่เทียมทัน
นักสิทธิ์คนธรรพอสุรินทร์ นาคินทร์เทพไทในไพรสัณฑ์
มาถวายนอบนบอภิวันท์ ปันเวรเกณฑ์กันบูชา
พระองค์เสวยสุขสำราญรื่น อายุแปดหมื่นชันษา
ไม่มีเภทภัยพาธา อยู่ยอดจินดาคีรี
เพลาออกจากรักษากิจ สถิตหน้าศาลาประเทืองศรี
พวกวิทยาธรจรลี เข้ามาดุษฎีพระทรงญาณ
ปราศรัยไถ่ถามถึงความเพียร เล่าเรียนแต่ต้นจนอวสาน
ต่างต่างทูลแจ้งแสดงการ ตามที่เข้าฌานภาวนา
บ้างถวายบุปผามาลัย ตามจิตเลื่อมใสปรารถนา
เปลี่ยนผลัดปรนนิบัติอัตรา ล้วนหมู่โยธาเชี่ยวชาญ ฯ

ฯ ร่าย ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพวกวิชาธรใจหาญ
ที่ออกเวรก็ไปหิมพานต์ เป็นสุขสำราญวิญญาณ์
ครั้นถึงรุกขชาตินารีผล เกลื่อนกล่นทุกต้นพฤกษา
เก็บได้อุ้มแอบแนบอุรา เสนหาตามเจตนาใน
เหาะหนีลี้เพื่อนวิชาธร ผันผ่อนไปตามอัชฌาศัย
สะพักนารีพลางทางรีบไป ในกลางอากาศด้วยฤทธา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิเรนทรผู้เรืองฤทธิ์กล้า
เหาะระเห็จมาในเมฆา จะไปชมรุกขานารี
เห็นพวกวิทยาทั้งปวง ชมดวงผกาเกษมศรี
ตัวกูแม้นช้าเสียที ที่ไหนจะได้มาลัย
รีบเหาะเจาะมาหวังจะชม ก็ไม่สมดั่งจิตพิสมัย
พิโรธโกรธเกรียมเหิมใจ ก็เหาะไล่สังหารราญรอน
ช่วงชิงผกานารีชาติ สามารถห้าวหาญชาญสมร
ที่ฤทธิ์น้อยไม่รอต่อกร ก็ม้วยมรณ์ที่กลางเมฆา
ดวงแก้วกายสิทธิ์ฤทธิรงค์ พลัดตกลงจากหัตถา
อยู่ตรงหน้าบรรณศาลา พระภูมีวิทยาเชี่ยวชาญ ฯ

ฯ ตระ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท่านท้าววิเรนทรใจหาญ
เห็นดวงมณีรัตน์ชัชวาล ก็แจ้งใจด้วยฌานปรีชา
หยิบมาทอดทัศนานัยน์ มีพระทัยใสโสมนัสา
แล้วทรงถวิลจินตนา อันว่าจินดาดวงนี้
ประกอบด้วยศักดาวราฤทธิ์ เป็นกายสิทธิ์เฉลิมศรี
เจ้าของชีพม้วยชีวี ไม่ควรที่จะยกให้ใคร
อันสานุศิษย์ทั้งปวง ก็มีดวงมณีศรีใส
จะเอาไว้ก็ผิดธรรมเนียมไป เราไซร้ก็มีสำหรับตน
จำจะทำทานไว้ในโลกา เห็นว่าจะได้กุศล
มนุษยในพื้นภูวดล คนใดมีซึ่งบุญญา
จึ่งให้ได้ดวงมณีรัตน์ จะได้เป็นจักรพรรดินาถา
แล้วจารึกไว้ยอดบรรพตา แจ้งคุณจินดาทุกประการ
แก้วนี้ประเสริฐเลิศลบ จบอมรแมนแดนสถาน
เหาะเหินเดินได้ในจักรวาล เป็นประธานทั้งสามธาตรี
จารึกแล้ววางรัตนา ลงเหนือศิลารัศมี
จึ่งมีประกาศิตวาที จงเป็นปักษีพรายพรรณ ฯ

ฯ ตระ ๑๖ คำ ฯ

๏ แล้วเสกพระเวทคาถา ล้วนยอดวิทยาทุกสิ่งสรรพ์
เป่าลงครบเจ็ดคาบพลัน ศิลานั้นกลายเป็นสกุณี
ขนลายพรายพรรณได้พันสิ่ง ยิ่งกว่านกในพนาศรี
งามครบสบสมทั้งอินทรีย์ ดูไหนเป็นที่จำเริญตา
ปีกหางอย่างพลอยเนาวรัตน์ ที่เจียนจัดระบายเลขา
ระยับยองดั่งทองทาบทา ทั้งรู้ภาษาพาที
แล้วจึ่งให้นามสมญา ชื่อว่านกหัสรังสี
ด้วยแววขนประดับสลับดี มีถ้วนทุกอย่างต่างลาย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ แล้วมีมธุรสวาจา นี่แน่ะปักษาจงผันผาย
เบื้องบุรพ์ทิศาอย่าคลาดคลาย ฟากฝ่ายคงคาชลาลัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หัสรังสียกปีกบังคมไหว้
รับราชบัญชาท้าวไท ด้วยใจกระเษมเปรมปรีดิ์
แล้วน้อมเศียรเกล้าบังคมลา องค์ท้าววิทยาเรืองศรี
บินโบยมาโดยเมฆี เร็วรี่ด้วยฤทธีเกรียงไกร
ร่อนรามาในนภากาศ สามารถไม่มีใครเปรียบได้
ลอยละลิ่วปลิวฟ้ามาไรไร ไปเบื้องบุรพ์ทิศฉับพลัน ฯ

ฯ ตระ ๖ คำ ฯ

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงมะระงิดนายกำปั่น
ซึ่งอยู่เมืองวิลันดานั้น ครั้นถึงมรสุมจะไปค้า
จึงจัดแจงสิ่งของบรรทุกเพียบ ก็แล่นเทียบว่องไวด้วยใจกล้า
จะไปยังอุเรเซนพระพารา เคยไปมาค้าขายอยู่ทุกปี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงซึ่งกลางสมุทรไทย แลไปเห็นราชปักษี
บินโบยมาโดยเมฆี รัศมีจับแสงสุริยา
ต่างคนพิศวงหลงใหล บ้างคิดสงสัยเป็นหนักหนา
ยิ่งแลยิ่งใกล้เข้ามา พากันชื่นชมยินดี
ปีกหางงามสรรพจับตา ทั่วทั้งกายาสลับสี
ผิดกันกับนกในพงพี ไม่มีในพื้นแผ่นดินดอน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึงหัสรังราชปักษร
โบยบินมากลางอัมพร ข้ามฟากสาครล่องมา
ครั้นเห็นสำเภาแล่นล่อง สมปองที่จงปรารถนา
จะอาศัยไปกับเภตรา ตามแต่จะพาไปเมืองใด
คิดแล้วราร่อนอ่อนลง จับตรงท้ายบาหลีใหญ่
ไม่คิดครั่นคร้ามขามใจ เต้นไต่ไซ้ขนอยู่ไปมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มะระงิดมีจิตหรรษา
เห็นปักษินบินจับเภตรา เรียกหาบ่าวไพร่ทันใจ
ทำบ่วงผูกไม้ด้อมมอง หวังจะคล้องปักษาให้จงได้
สกุณีไม่ตระหนกตกใจ ทำอาการเต้นไต่เชิงชิด
ค่อยขยับก็จับตัวได้ เพ่งพิศประไพวิไลจิตร
ชื่นชมด้วยสมความคิด วิปริตเจรจาว่าหัสรัง
คำเดียวก็หายเสียงไป พาณิชนึกในใจหวัง
ปักษีอยู่ในไพรวัง รู้ดั่งคนสอนให้พาที
นกนี้ประเสริฐเลิศนัก จะถวายจอมจักรเจ้ากรุงศรี
องค์ท้าวอุเรเซนธิบดี ภูมีจะกระเษมเปรมปรา
จะได้พึ่งบุญญาพระทรงเดช เป็นปิ่นปกเกศเกศา
คิดแล้วให้บ่ายเภตรา แล่นมาถึงท่าพระบูรี
ทอดสมอรอไว้ฉับพลัน จัดสรรสิ่งของถ้วนถี่
ทั้งกรงหัสรังสกุณี ที่จะถวายเจ้าพารา
ครั้นจัดสำเร็จเสร็จพลัน สั่งกันพร้อมมูลถ้วนหน้า
มะระงิดขึ้นจากเภตรา มายังศาลาลูกขุนใน
ครั้นถึงจึงแจ้งกิจจา แก่มหาเสนาผู้ใหญ่
ท่านจงอนุกูลอย่าสูญใจ ข้าจะใคร่บังคมพระบาทา
จะถวายวิหคตัวนี้ งามนักไม่มีที่จะหา
เลี้ยงไว้เป็นศรีพารา จงพาข้าเข้าบังคมคัล ฯ

ฯ ๒๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มหาเสนาคนขยัน
จึ่งนำมะระงิดจรจรัล เข้าท้องพระโรงคัลรจนา
ก้มเกล้าบังคมบรมบาท หมอบเฝ้าเดียรดาษพร้อมหน้า
หัสรังทั้งของนั้นยกมา ตั้งถวายผ่านฟ้าทันใด
แล้วจึงทูลเบิกพาณิช เอากิจทั้งนั้นแถลงไข
ให้ทราบบาทบงสุ์พระทรงไชย ซึ่งมะระงิดได้บังคมทูล ฯ

ฯ ช้า ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงภพไอศูรย์
ได้ฟังกิจจาก็เพิ่มพูน ไพบูลย์โสมนัสปรีดา
จึ่งพินิจพิศดูนกน้อย ดั่งเอาพลอยเข้าประดับปักษา
ปีกหางงามอย่างสุวรรณทา เลิศล้ำสกุณาในแดนดิน
พาณิชไปได้ไหนมา งามยิ่งรจนาเฉิดฉิน
เหมือนมรกตวิเชียรแกมนิล เรายินดีนักเป็นพ้นใจ ฯ

ฯ ร่าย ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พาณิชกราบทูลเฉลยไข
ว่านกประเสริฐเลิศไกร ข้าได้ในกลางชลธี
มาจับยังท้ายเภตรา พลอดคำเดียวว่าหัสรังสี
ครั้นจะเข้าคล้องสกุณี ก็เดินรี่เข้ามาหาคน
ข้าเห็นประเสริฐเพริศพราย พรรณรายอร่ามงามขน
จึ่งถวายพระปิ่นภูวดล เลี้ยงเป็นมงคลพารา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท่านท้าวอุเรเซนนาถา
ได้ฟังพาณิชทูลมา ทราบในวิญญาณ์พระภูมี
พลอดคำเดียวหวังว่าจะแจ้งอรรถ ชื่อว่านกหัสรังสี
อันในภาคพื้นธรณี จะหาเปรียบปักษีไม่เทียมทัน
แล้วมีพระราชบัญชา สั่งหมู่เสนากิดาหยัน
เร่งไปเบิกทองมาฉับพลัน ให้ได้ถ้วนพันตำลึงมี
มะระงิดภักดีมีความชอบ เราจะตอบให้สมควรที่
อีกทั้งเสื้อผ้าอย่างดี เอามาบัดนี้อย่าช้า ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีรับสั่งใส่เกศา
ออกจากพระโรงรจนา ไปเบิกทองมาทันใด
อีกทั้งเสื้อผ้าแพรพรรณ ครบทุกสิ่งสรรพ์ไม่ช้าได้
ครั้นเสร็จก็ขนเข้าไป ประทานให้พาณิชฉับพลัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มะระงิดใจหาญชาญขยัน
ก้มเกล้าถวายอภิวันท์ ได้ประทานทองนั้นก็ดีใจ
อีกทั้งผ้าผ่อนแพรพรรณ เลือกสรรตามชอบอัชฌาศัย
ถวายบังคมลาคลาไคล พากันลงไปยังเภตรา ฯ

ฯ เชิด ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจอมภพอุเรเซนนาถา
จึ่งให้ยกกรงสกุณา เข้ามายังปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงสถิตเหนืออาสน์ ตรัสแก่อัครราชมเหสี
พี่ได้สุบรรณสกุณี ไม่มีสิ่งเทียบเปรียบปาน
มะระงิดพาณิชเอามา เรียกว่าหัสรังเรืองฉาน
ขนดั่งนพรัตน์ชัชวาล งามปานเพียงเทพนิรมิต
จะหาไหนไม่เหมือนปักษา ชะรอยมาแต่ชั้นดุสิต
เจ้าจงแลเล็งเพ่งพิศ งามวิจิตรกว่านกในโลกา ฯ

ฯ ร่าย ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ประไหมสุหรีมีวาจา
............................ งามกระไรนักหนาเจ้าแม่เอ๋ย
............................ พิศดูไม่รู้อิ่มเลย
............................[๑] ยังไม่เคยพบเห็นเช่นนี้ ฯ
๏ เมื่อนั้น ท่านท้าวอุเรเซนเรืองศรี
จึ่งมีพระราชวาที ยังกำนัลนารีฉับพลัน
ไปหาธิดาดวงสวาดิ มายังปรางค์มาศฉายฉัน
เราจะให้เชยชมสุบรรณ กำนัลเร่งไปอย่าได้ช้า ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สาวใช้รับสั่งใส่เกศา
บังคมแล้วคลานออกมา ลงจากมหาปราสาทไชย ฯ

ฯ ชม ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงตำหนักพระบุตรี นบนิ้วชุลีบังคมไหว้
ทูลว่าพระปิ่นภพไตร ให้เชิญเสด็จจรลี ฯ

ฯ ร่าย ฯ

๏ เมื่อนั้น ประวะลิ่มนิ่มเนื้อนวลศรี
ได้ฟังกำนัลพาที เทวีเสด็จคลาไคล ฯ

ฯ เพลง ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งถวายอัญชุลี พระบิตุเรศชนนีเป็นใหญ่
แลเห็นปักษีก็ดีใจ ทรามวัยพิศวาสเป็นพ้นนัก ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท่านท้าวอุเรเซนทรงศักดิ์
จึ่งตรัสแก่บุตรีมีลักษณ์ พ่อจักให้เจ้าไปเลี้ยงไว้
นามชื่อนกหัสรังสี ในพื้นธรณีไม่หาได้
ดีกว่าปักษาในแดนไตร เจ้าเลี้ยงไว้อย่าให้อนาทร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนางประวะลิ่มดวงสมร
รับสั่งสมเด็จพระบิดร บังอรชื่นชมยินดี
มีความพิศวาสเป็นนักหนา ในปักษาหัสรังเรืองศรี
เชยชมสกุณาแล้วพาที พ่อพลอดด้วยชนนีบ้างเป็นไร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หัสรังได้ฟังแถลงไข
มีความพิศวาสนางทรามวัย พลอดตอบคำไปทันที
ลูกนี้ไม่มีที่พึ่งพา ขอฝากชีวารังสี
พระบิตุรงค์แลองค์ชนนี ได้ฟังปักษีก็ปรีดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ประวะลิ่มเฉิดโฉมเสนหา
ก้มเกล้าถวายบังคมลา ให้ยกกรงสกุณาคลาไคล ฯ

ฯ เพลง ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงปรางค์รัตนมณี จึ่งสั่งพี่เลี้ยงผู้ใหญ่
ให้ทำกรงสุวรรณอำไพ จงเร่งรัดเร็วไวอย่าได้ช้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งพระพี่เลี้ยงสันหยา
รับสั่งพระราชธิดา มาให้ช่างทำกรงสกุณี ฯ

ฯ เจรจา ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นายช่างรับคำนางสาวศรี
ทำกรงสุวรรณทันที ประดับด้วยมณีพรรณราย
เนาวรัตน์กุดั่นสุวรรณมาศ งามสะอาดประเสริฐเฉิดฉาย
บานแกลบังอวจลวดลาย แล้วเสร็จไปถวายพระบุตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สันหยาพี่เลี้ยงนางโฉมศรี
รับกรงสุวรรณมาทันที มาถวายพระบุตรีทันใด
ตั้งไว้ข้างที่พระบรรทม เชยชมฟูมฟักด้วยรักใคร่
สกุณาเข้านอกออกใน เผยไว้ไม่ปิดกรงทอง
พลอดเล่นเจรจาพาที กับหมู่สาวศรีที่ในห้อง
ลางนางบ้างจับรับรอง ต่างสอนให้พาทีทุกนิรันดร์ ฯ

ฯ ยานี ๖ คำ ฯ



[๑] ต้นฉบับหายไป

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ